xs
xsm
sm
md
lg

THE END OF THE STORM

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



THE END OF THE STORM

กำกับโดย เจมส์ เออร์สคีน
ร่วมด้วย เจอร์เกน คลอปป์, เซอร์ เคนนี่ ดัลกลิช, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ซาดิโอ มาเน่, โรเบอร์โต้ เฟอร์มิโน่, เวอร์จิล ฟาน ไดค์, อลิสซอน เบ็คเกอร์ และอีกมากมาย…
วันฉาย 14 มกราคม 2564

เรื่องย่อ
บอกเล่าปรากฏการณ์ความสำเร็จของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูลTHE END OF THE STORM คือการเปิดเผยสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล2019/20

ในปีที่วงการกีฬาทั่วโลกหยุดชะงักแฟนๆทีมลิเวอร์พูลได้เห็นทีมรักของพวกเขาชูถ้วยแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบสามสิบปีสารคดีเรื่องนี้ได้เจอร์เกนคลอปป์ผู้จัดการทีมและเคนนี่ดัลกลิชตำนานสโมสรเป็นผู้นำเสนอเรื่องราวร่วมด้วยการสัมภาษณ์นักเตะชุดใหญ่ของทีมไม่ว่าจะเป็นจอร์แดนเฮนเดอร์สัน, ซาดิโอมาเน่, โรเบอร์โต้เฟอร์มิโน่, เวอร์จิลฟานไดค์และอลิสซอนเบ็คเกอร์ร่วมด้วยแฟนๆผู้คลั่งไคล้จากทั่วโลกTHE END OF THE STORMคือการเฉลิมฉลองให้กับชัยชนะที่เป็นจุดเริ่มต้นการกลับมาอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งของสโมสรลิเวอร์พูล

กำกับโดยเจมส์เออร์สคีน (ONE NIGHT IN TURIN, BILLIE, LE MANS: RACING IS EVERYTHING)) ร่วมสร้างโดยOctober Films และBrutal Media (THIS IS FOOTBALL – ซึ่งชนะรางวัลสารคดียอดเยี่ยมเวทีHumanitas Awardsประจำปี2020), THE END OF THE STORM ต้องการนำเสนอความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว, ความเชื่อมั่นและความอัจฉริยะด้านการวางแผน

แถลงการณ์จากทีมงาน
โปรเจกต์นี้คล้ายกับการวางแผนคว้าแชมป์ของคลอปป์คือมันเริ่มต้นเมื่อ3-4ปีก่อนของผมเริ่มในปี2017ตอนที่ผมเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ให้กับสารคดีชุดที่ฉายทางAmazon เรื่องThis is Football ซีรีย์เรื่องนั้นนำเสนอพลังของกีฬาชนิดนี้ว่ามันเป็นเหมือนเป็นเวทีให้แสดงอารมณ์ต่างๆของมนุษย์เมื่อได้ร่วมงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักข่าวกีฬาจอห์นคาร์ลินเราเริ่มมองหาเรื่องราวที่น่าสนใจซึ่งเกี่ยวกับฟุตบอลจนได้เจอเรื่องราวของสโมสรRwanda Reds ที่เป็นการรวมตัวของแฟนคลับลิเวอร์พูลในเมืองคิกาลีประเทศรวันดาผมกับเรเชลแรมซีย์โปรดิวเซอร์ร่วมกันหาคำตอบว่าพวกเขาใช้ฟุตบอลเพื่อเยียวยาบาดแผลจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในปี1994ได้อย่างไรเราค้นพบว่าผู้คนแชร์ความรักต่อทีมลิเวอร์พูลมารวมตัวกันจนเหมือนเป็นครอบครัวที่สองของพวกเขาสารคดีโดนใจคนวงกว้างจนคว้ารางวัลHumanitas Award สาขาสารคดียอดเยี่ยมเรามารู้ทีหลังว่าทีมบริหารสโมสรลิเวอร์ได้ดูสารคดีเรื่องนี้หนึ่งในนั้นคือประธานบริหารของสโมสรไมค์กอร์ดอนและเจอร์เกนคลอปป์ผู้จัดการทีม

สโมสรลิเวอร์พูลเสนอโอกาสให้ผมและทีมโปรดิวเซอร์พัฒนาไอเดียทำสารคดีประจำฤดูกาล2019/20ที่มีทั้งความสำเร็จและหายนะจากโรคระบาดตอนที่เราคุยเรื่องไอเดียนี้กันทางสโมสรลังเลว่าควรจะทำหนังเกี่ยวกับการคว้าแชมป์ทั้งๆที่ตอนนั้นยังไม่มีอะไรการันตีเลยหรือเปล่าแต่พวกเขาก็ไว้ใจเราแม้จะเล่นกับความคาดหวังของแฟนๆนับล้านแถมยังมีโรคระบาดไปทั่วโลกอีกต่างหากเช่นเดียวกับทุกสิ่งบนโลกฟุตบอลได้รับผลลกระทบอย่างมากแผนการถ่ายทำที่เราวางไว้ต้องรื้อใหม่หมดเพราะการแข่งขันถูกระงับเราต้องพับแผนทั้งหมดกลับมานั่งคิดกันใหม่ว่าจะถ่ายมันให้จบยังไงถ้าฤดูกาลแข่งขันโดนตัดจบและยิ่งไปกว่านั้นคือจะถ่ายทำอย่างไรให้ปลอดภัยขณะที่โควิดกำลังระบาด

เมื่อถึงช่วงเดือนเมษายนและพฤษภาคมมันชัดเจนว่าฟุตบอลกำลังจะกลับมาเตะเราจึงเริ่มกลับมาถ่ายทำกันอีกครั้งเราสัมภาษณ์แฟนๆลิเวอร์พูลทั่วโลกเพื่อหาเรื่องราวสุดประทับใจเรามีโปรดิวเซอร์ในพื้นที่ต่างๆคอยตามหาสิ่งที่เราต้องการเพราะเราไม่สามารถขึ้นเครื่องไปตามหาด้วยตัวเองได้ในเวลาเดียวกันเราปรึกษากับทางสโมสรเพื่อหาวิธีถ่ายทำนักเตะได้อย่างปลอดภัยไม่ใช่แค่ต้องทำตามข้อกำหนดของสโมสรเท่านั้นแต่ร่วมถึงข้อกำหนดบับบลิ้ง (จำกัดบริเวณ) ที่ลีกสั่งมาด้วยอย่างไรก็ตามสิ่งที่เป็นเหมือนเสาหลักของสารคดีเรื่องนี้คือการสัมภาษณ์

ความตั้งใจตั้งแต่แรกของผมคือการทำให้หนังเรื่องนี้แตกต่างจากหนังฟุตบอลทั่วไปเพราะฉะนั้นเราจึงคลุกคลีกับกลุ่มนักเตะมากกว่าแค่ตั้งกล้องสัมภาษณ์คนนั้นคนนี้อย่างผิวเผินแน่นอนว่าทุกคนที่ได้เห็นคลอปป์ให้สัมภาษณ์จะสัมผัสออร่าแห่งผู้นำตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาปรากฏตัวแต่เราต้องการที่จะให้ฉายแสงไปที่ทุกฟันเฟืองเล็กๆที่มีส่วนทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์มาได้ (ผู้รักษาประตู, กองหลัง, กองกลาง, กองหน้า) ที่ต้องร่วมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวเพื่อไล่ล่าความสำเร็จเราได้สัมภาษณ์ทั้งจอร์แดนเฮนเดอร์สันที่เป็นกัปตันทีมร่วมด้วยซาดิโอมาเน่, อลิสซอนเบ็คเกอร์, โรเบอร์โตเฟอร์มิโน่และเวอร์จิลฟานไดค์โชคดีที่เรเชลแรมซีย์โปรดิวเซอร์ของเราพูดภาษาฝรั่งเศสและบราซิเลียน-โปรตุกีสได้คล่องเพราะมันเป็นประโยชน์ในการดึงเอาความรู้สึกที่แท้จริงของนักเตะออกมาเพราะพวกเขาบางคนใช้ภาษาบ้านเกิดสื่อสารได้ดีกว่าภาษาอังกฤษ

มีการถ่ายทำทั้งในอู่ฮั่น, โอ๊คแลนด์ไปจนถึงเมอร์ซีย์ไซด์และดีทรอยท์จากนั้นส่งฟุตเทจทั้งหมดเข้าห้องตัดต่อขั้นตอนการตัดต่อนำโดยอาวิโมห์ลาที่ผมเคยร่วมงานมาแล้วในs Sachin: A Billions Dreams และBillie สิ่งที่คำนึงเป็นอันดับแรกในการตัดต่อคือทำให้มันออกมาสนุกผมไม่อยากให้หนังออกมาดูทางการเกินไปแน่นอนว่าเรายังเน้นแก่นหลักของเรื่องแต่ผมอยากให้สไตล์ตัดต่อมันมีความขี้เล่นโฉบเฉี่ยวถ้าเห็นภาพที่สุดคือการเล่าเรื่องสไตล์หนังสือการ์ตูนที่เราใช้อาวิโชว์ฝีมือขั้นเทพของเขาในเรื่องนี้

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือดนตรีประกอบผมอยากให้มันต่างกับเพลงประกอบหนังฟุตบอลเรื่องอื่นผมอยากใช้เสียงร้องของนักร้องผู้หญิงช่วยเล่าเรื่องไม่ใช่เพลงจากวงอินดี้ผมอยากให้ศิลปินที่เข้ามาทำเพลงเป็นชาวลิเวอร์พูลไม่ก็เชียร์ลิเวอร์พูลแม้ว่าหลายๆคนที่ทำโปรเจกต์นี้จะเป็นแฟนทีมอื่นผมรู้สึกว่าคนที่ทำดนตรีต้องอินกับลิเวอร์พูลเท่านั้นผมชอบเพลงComing Home ของวงJetta ผมรู้ทันทีว่าจะใช้เพลงนี้ในซีนที่แฟนบอลและนักเตะเข้าสนามอีกครั้งหลังโรคระบาดผมโชคดีที่ได้ฟังเพลงLiverpool โดยเชลซีไกรม์ขณะที่มันยังเป็นแค่เดโม่เราคุยกับเชลซีและทีมจัดการของเธอว่าอยากทำเวอร์ชั่นสมบูรณ์เพื่อหนังเรื่องนี้ไหมซึ่งเธอตอบตกลงบังเอิญว่าผู้จัดการของเชลซียังดูแลลาน่าเดลเรย์ด้วยเราเลยลองถามๆดูว่าเธอจะสนใจไหมเพราะเธอเคยมาดูลิเวอร์พูลเตะที่สนามแอนฟิลด์แถมยังประกาศตัวว่าเป็นแฟนตัวยงด้วยเราส่งหนังเวอร์ชันตัดคร่าวๆไปให้เธอลองดูสรุปสั้นๆว่าคืนหนึ่งในเดือนกันยายนเธอส่งเสียงร้องที่อัดในแอลเอเปียโนอัดในเบลฟาสต์อัดเสียงร้องอีกรอบในอังกฤษและอัดเครื่องสายในยุโรปตะวันตกในที่สุดมันออกมาเป็นเพลงที่สมบูรณ์ที่มีเนื้อหาตรงกับที่คลอปป์ต้องการ, ที่แฟนลิเวอร์พูลทั่วโลกต้องการและที่หนังต้องการสื่อ: ซึ่งก็คือพวกเขาจะไม่มีวันเดินเดียวดาย (You’ll Never Walk Alone)












กำลังโหลดความคิดเห็น...