xs
xsm
sm
md
lg

เบื้องหลัง “GUNS AKIMBO”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เบื้องหลัง “GUNS AKIMBO”
ชื่อเรื่อง: Guns Akimbo
ชื่อไทย: โทษที..มือพี่ไม่ว่าง
ประเภท : Action / Scifi
กำหนดฉาย :18 มิถุนายน 2020
บริษัทจัดจำหน่าย : โมโนฟิล์ม
ความยาว : 95 นาที
ผู้อำนวยการสร้าง : วิลล์ คลาร์ก (47 Meters Down, Attack the Block)
ควบคุมงานสร้าง : ทอม เฮิร์น (The Meg), เฟลิปเป้ มารีโน (The Hallow), โจ นูรอเตอร์
ผู้กำกับ ผู้เขียนบท : เจสัน เลย์ ฮาวเดน
แสดงนำ : แดเนียล แรดคลิฟฟ์ (Harry Potter Saga, Now You See Me 2), ซามารา วีฟวิง (Ready or Not)
เรื่องย่อ : ไมลส์ (แดเนียล แรดคลิฟฟ์) ผู้ชายแสนจะธรรมดา ที่ถูกเลือกให้เข้าไปอยู่ในเกม สกิสซึ่ม ซึ่งต้องเอาตัวรอดให้ได้ในชีวิตจริง ท่ามกลางการเอาใจช่วยของผู้ชมนับล้าน เขาถูกจับเอาปืนตอกเข้ากับมือ จนทำให้ชีวิตทุลักทุเลแต่ขณะเดียวกันก็โดนไล่ล่าแบบห้ามหนีไปไหนนอกจากลุกขึ้นสู้ โดยมีผู้ชนะที่ไม่เคยโดนโค่นอย่าง นิกซ์ (ซามาร่า วีฟวิง) มาต่อกรอย่างดุเดือด และมีชีวิตของแฟนสาวเป็นเดิมพัน

……….
ในยุคที่แฟนเกม อี-สปอร์ต เล่นสดออนไลน์หลายล้านคนพร้อมกันทั้งโลก เกมเดือดเลือดสาดออนไลน์ของโลกอนาคตในหนังไซไฟทริลเลอร์ Guns Akimbo (กันส์ อคิมโบ) ของ ผู้กำกับ เจสัน เลย์ ฮาวเดน ก็ไม่ใช่เรื่องเหนือจินตนาการ หนังเล่าเรื่องถึง ไมล์ส (แดเนียล แรดคลิฟฟ์ แสดง) นักพัฒนาวิดีโอเกม เสพติดการคอมเมนต์ออนไลน์ ความเกรียนของเขาทั้งยั่วยุ ด่ากราดและพาลแบบไม่ยั้งมือ

และแล้วคืนหนึ่ง ด้วยความมึนเมา ไมล์ส เผลอเกรียนหนักหย่อนชนวนในบอร์ดของเกม “Skizm” (สกิตซึ่ม) ที่กำลังสตรีมมิ่งสดไปทั่วโลก ริคเตอร์ (เน็ด เดนนีย์) ผู้อยู่เบื้องหลังของเกมสตรีมมิงสายโหด จึงตอบโต้ด้วยการบีบไมล์สทางอ้อมแต่มาแบบเต็มตัวให้ร่วมความสนุกสุดโหดนี้ด้วย ไมล์สตื่นขึ้นมาพร้อมกับปืนสั้นตอกอยู่ในกระดูกของเขา และพบว่าคู่ต่อสู้คนแรกของเขา คือ นิกซ์ (ซามารา วีฟวิง) ผู้เล่นดาวเด่นจอมลั่นไกของเกม the Skizm และเธอก็จ่อรออยู่หน้าประตูบ้านเขาแล้ว

Guns Akimbo เป็นหนังไซไฟทริลเลอร์ ที่เต็มไปด้วยความระทึกปนขำกับแอ็คชั่นดุฝังมุกสุดดาร์ค ผสมกลิ่นอายหนังดัดแปลงจากนิยายผจญภัยเรื่อง Scott Pilgrim vs. the World ของเอดการ์ ไรท์ หนังภาคต่อชุด The Purge และวิดีโอเกมออนไลน์ยอดฮิตอย่าง Smash TV และ Mortal Kombat ผู้กำกับ ฮาวเดน ทำนายโลกอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจริงในไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็น นิวส์ฟีดส่งตรงจากกล้องติดเครื่องโดรน การแข่งขันที่ดุเดือดแบบไร้ขีดจำกัดในแบบเกม UFC และแพลตฟอร์มเกมสตรีมมิงสดที่กลายเป็นความบันเทิงเลือดสาดให้ชมพร้อมกันทั่วโลก เมื่อไมล์สต้องลงเล่นเกมในโลกมืดของ Skizm เรตติ้งผู้ชมพุ่งสูงลิ่วพอๆ กับเดิมพันชีวิตของเขา
……….
เจสัน ลีย์ ฮาวเดน (JASON LEI HOWDEN) : ผู้กำกับ/มือเขียนบท
1. คุณช่วยเล่าถึงที่มาของคอนเซปต์และต้นเรื่องของภาพยนตร์เรื่อง GUNS AKIMBO ได้มาอย่างไร ?
@ ไอเดียเริ่มมาจากผมอยากทำหนังแอ็คชั่นสักเรื่อง แต่มีตัวละครเอกที่ไม่อยากเป็นแอ็คชั่นฮีโร่ พระเอกที่เกลียดความรุนแรงและต่อต้านการใช้ปืน แต่เป็นคนธรรมดานะ ผมคิดถึงไอเดียที่พระเอกเป็นคนธรรมดา แต่โดนยัดเยียดปืนใส่มือ เหมือนจะเป็นชะตากรรมที่ใครสักคนที่ปฏิเสธความรุนแรงแต่ต้องมาเรียนรู้ที่ต้องสู้

2. อะไรที่ทำให้โลกของเกมออนไลน์กลายเป็นวัตถุดิบที่น่าสนใจในการมาเล่าเรื่องเป็นภาพยนตร์?
@ ทุกวันนี้ เกมมันแพร่หลายจนเป็นเรื่องปกติของชีวิตคน ทุกอย่างถูกเอามาทำเป็นเกม ไม่ว่าจะเป็นรายการทำอาหารในทีวี คุณก็ต้องมีช่วงแข่งขันทำอาหาร แบบแข่งทำขนมหวานที่สุดยอด คนดูเป็นล้านที่ติดตามคนเล่นวิดีโอเกม สำหรับผมแล้ว จำนวนคนที่ขยับจากการเป็นผู้ชมเกมแบบสตรีมมิงทาง Twitch ไปดูกีฬาที่คนต่อยกันจริงๆ มันไม่ได้มีเยอะมาก ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ความบันเทิงหลักก็มาจากการดูแกลดิเอเตอร์ นักสู้มือเปล่าสู้กันสมัยโบราณ เพราะฉะนั้น กีฬา ภาพยนตร์ และวิดีโอเกมก็อาจจะเป็นพร็อกซียุคใหม่ที่มาเติมเต็มความดิบความตื่นเต้นจากการล่าในตัวคนเราแบบนั้น

3. คุณถ่ายทำ GUNS AKIMBO ยังไง ? มีเทคนิคอะไรพิเศษ ใช้สตันท์ หรือมุมกล้องแบบไหนในการถ่ายทำ โดยเฉพาะในฉากแอ็คชั่น?
@ ใช้ทุกอย่างเลยก็ว่าได้ เพราะเราใช้เทคนิคทุกอย่างที่มีอยู่ในตำรา มายำๆ รวมกันแล้วก็ปั้นมาขึ้นจอเพื่อเสิร์ฟความสุขให้ผู้ชมเต็มที่

4. พอจะบอกได้ไหมว่า ไปถ่ายทำที่โลเกชั่นไหนบ้าง ?
@ เราแบ่งกองไปถ่ายกันหลายที่ โลเกชั่นกระจายไปทั่วโลกเลย ตั้งแต่นิวซีแลนด์ จนถึงเยอรมนี แต่ท้ายที่สุดเราต้องการให้ทุกที่ออกมาเป็นภาพของ แชรปเนิล ซิตี้ (Shrapnel City) เมืองสมมติเมืองใหญ่ในอเมริกา ตามที่เราจินตนาการ อย่าง ฉากนอกอาคาร ถนนและตรอกซอกซอยส่วนใหญ่เราใช้โลเกชั่นที่เมือง ออคแลนด์ ประเทศ นิวซีแลนด์ และโลเกชั่นที่มิวนิค เยอรมนี เราถ่ายทำในโรงงานร้างและนิคมอุตสาหกรรมหลายที่ โลเกชั่นที่ผมชอบที่สุดคือ ฉากศูนย์บัญชาการของ สกิซซึ่ม (SKIZM HQ) ซึ่งเราถ่ายทำกันในโรงงานกระดาษโบราณของเยอรมัน นิค บาสเซ็ตต์ นักออกแบบงานสร้าง (โปรดักชันดีไซเนอร์) กับทีมงานออกแบบฉาก ทำงานได้สุดยอดมากที่เปลี่ยนโรงงานกระดาษเก่านั่นให้กลายเป็นรังกบดานของผู้ร้าย

5. ช่วยเล่าถึงกระบวนการคัดเลือกนักแสดงหน่อยสิ ? โดยเฉพาะบทบาทของแดเนียล แรด คลิฟฟ์ เขาเหมาะกับบทนี้ยังไง ? เพราะมันเป็นบทบาทที่ค่อนข้างแตกต่างจากงานแสดงของเขาเรื่องก่อนๆ
@ แดเนียลเป็นตัวเลือกแรกเลยสำหรับบทไมล์ส (พระเอก) เพราะเขามีความสามารถเยอะมาก และไม่กลัวที่จะทำอะไรแตกต่างจากเดิม เขาเป็นนักแสดงที่เก่งและน่าติดตามที่สุดในรุ่นเดียวกัน และผมดีใจสุดๆ เมื่อเขาเซ็นสัญญามาเล่น GUNS AKIMBO แล้วเขาก็นำเอาความเปราะบาง ความกระตือรือร้นและความอ่อนไหวมาใส่ให้ตัวละครไมล์ส์ มันมหัศจรรย์มากนะ ตอนที่เห็นเขาเล่นฉากต่อสู้และเล่นคิวบู๊ และกลายเป็นแอ็คชั่นฮีโร่ดุเต็มตัว ผมว่าคนดูจะต้องทึ่งมากๆกับการแสดงของเขา

6. มีความท้าทายหรืออุปสรรคอะไรเกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำบ้างไหม?
@ ความท้าทายและอุปสรรคมันมีเป็นปกติอยู่แล้วในการทำหนัง โชคดีที่นักแสดงและทีมงานของเราสุดยอดกันทุกคน ทำหน้าที่ได้สุดยอดและเราก็ร่วมมือกันเต็มที่ เพื่อให้หนังออกมาดีที่สุด ผมเคยอ่านเจอเมื่อเร็วๆ นี้ว่า การทำหนังมันก็เหมือนการเล่นกีฬาลุยๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งผมเห็นด้วยมากๆ ไม่ใช่งานของคนใจฝ่อปอดแหก และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้งานทำหนังมันสนุกตื่นเต้นล่ะ

7. มีอะไรใน GUNS AKIMBO ที่โดดเด่นและคุณภูมิใจกับมันที่สุดไหม ? ถ้ามี มันคืออะไรและทำไม?
@ อันแรกเลยคือ การที่เราทำหนังสุดระห่ำและพิสดารเรื่องนี้ได้สำเร็จ เพราะมันคืองานที่ทำด้วยใจจริงๆ และมีคนเก่งๆ มากมายที่ทุ่มใจทุ่มจิตวิญญาณให้กับหนังเรื่องนี้ ผมภูมิใจที่ได้ปลุกความระห่ำนั้นออกมา

8. ถ้าให้เทียบสไตล์กับภาพยนตร์เรื่องอื่น คุณคิดว่า GUNS AKIMBO น่าจะประมาณไหน? คุณตั้งใจอยากให้โทนหนังออกมาเป็นยังไง แบบมีส่วนผสมทั้งแอ็คชั่น ตลก และดรามาหรือเปล่า?
@ หนังเรื่อง THE RUNNING MAN เป็นแรงบันดาลใจสำคัญ กับไอเดียที่ถูกมวลชนไล่ล่าเหมือนเป็นกีฬา แต่ตอนนี้เรามีโซเชียลมีเดียมาแทนคนดูในสเตเดียม และอีกเรื่องคือ THE TERMINATOR กับไอเดียว่าคนอ่อนแอจะถูกศัตรูสุดระห่ำไล่ล่าในป่าคอนกรีต ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะที่หนังทั้งสองเรื่องมี อาร์โนลด์ ชวาซเนกเกอร์เล่น

9. ถ้าเทียบ GUNS AKIMBO กับผลงานหนังเรื่องอื่นๆ ของคุณล่ะ มันแตกต่างกันยังไง?
@ หนังเรื่องนี้ฉีกจากหนังแนวสยองขวัญเลือดกระฉูดของผมเรื่อง DEATHGASM แต่ผมก็ยังอยากให้ GUNS AKIMBO ได้ฟีลแบบหลุดโลกแบบนั้นอยู่นะ แบบสไตล์ดูบ้าๆ เหลือเชื่อ และมีอารมณ์ขันร้ายๆ อยู่ด้วย

10. อะไรเป็นธีมหลักของหนัง และอยากให้ผู้ชมได้อะไรจากการดูหนังเรื่องนี้?
@ ตอนนี้เราอยู่ในยุคที่โซเชียลมีเดียกับความบันเทิงแบบดิจิทัลยึดครองวัฒนธรรมของเรา GUNS AKIMBO คือหนังที่คอมเมนต์ (วิพากษ์) ความกระหายเรื่องหายนะในสังคม ความกระหายที่อยากเห็นการดิ้นรนของมนุษย์คนอื่นขณะที่คนดูนั่งชิลหน้าจอ และ SKIZM เป็นองค์กรที่ขายความรุนแรงแบบผู้ชมยอมจ่ายเงินค่าดู โดยตามไปถ่ายทำชีวิตเหยื่อในวันที่พวกเขาจนตรอกสุดๆ มาเสิร์ฟเป็นความบันเทิง ผมเห็นเกมนี้มันไม่ต่างกับรายการรายงานข่าว 24 ชั่วโมงในปัจจุบัน ซึ่งมันมีแนวโน้มว่า คนดูทางโซเชียลเข้ามาส่วนร่วมในพฤติกรรมเสื่อม ที่เรียกร้องความสนใจสุดโต่งมากขึ้นเรื่อยๆ โลกในหนัง GUNS AKIMBO ก็เป็นภาพที่เห็นชัดแต่ก็ถูกแต่งให้ดูเหนือจริงและดูล้นๆแบบการ์ตูนเพื่อนำเสนอไอเดียของสังคมที่ผมพูดถึง

11. คุณมีภาพยนตร์ในดวงใจที่เป็นแรงบันดาลใจกับการสร้างภาพยนตร์ของคุณไหม? หรือมีนักสร้างภาพยนตร์คนไหนที่คุณนับถือเป็นไอดอลบ้าง?
@ ผมไม่คิดว่าหนังของเราเรื่องนี้จะมีความเหมือนหรือเปรียบเทียบกับหนังเรื่องไหนได้นะ แต่ตอนที่เตรียมงานสร้าง GUNS AKIMBO ผมได้ดูหนังของพอล เวอร์โฮเวน (Paul Verhoeven) เยอะมาก หนังของเขาผสมแอ็คชั่นโหดกับอารมณ์หนังเสียดสีแบบจิกกัดขำๆ อย่าง ROBOCOP, TOTAL RECALL และ STARSHIP TROOPERS ที่ถือว่าเป็นหนังแอ็คชั่นชั้นเยี่ยมแห่งยุคนั้นเหมือนกัน เพราะหนังพลิกความคาดหมายของคนดูและเอามาตีความได้หลายทาง ซึ่งในวงการหนังทุกวันนี้ไม่ค่อยมีงานสไตล์นั้นให้เห็นเลย
……….

เกี่ยวกับนักแสดง
แดเนียล แรดคลิฟฟ์ แสดงเป็น ไมล์ส (DANIEL RADCLIFFE-Miles)

แดเนียล แรดคลิฟฟ์ มีผลงานการแสดงล่าสุดในซีรีส์แนวตลกทางช่อง TBS ในอเมริกา เรื่อง “Miracle Workers” (มิราเคิล เวิร์คเกอร์ส) ซึ่งเขารับบทเป็น เครก เทวดาชั้นประทวนที่ต้องต่อกรกับพระเจ้าผู้ฝันเฟื่องหลงมายา แสดงโดย สตีฟ บุสเชมี (Steve Buscemi) งานเขียนบทของไซมอน ริช ดัดแปลงจากหนังสือนิยายของริชเองเรื่อง ‘What In God’s Name: A Novel’ แรดคลิฟฟ์เป็นผู้อำนวยการสร้างฝ่ายบริหารร่วมกับไซมอน ริช ลอร์น ไมเคิลส์ สตีฟ บุสเชมี และแอนดรูว์ ซิงเกอร์

งานใหม่ของแรดคลิฟฟ์ที่จะออกฉายช่วงหน้าหนาวปีนี้ คือ การพากย์เสียงตัวละคร เร็กซ์ แดชเชอร์ ในหนังแอนิเมชันผสมคนแสดงจริง เรื่อง Playmobil: The Movie ร่วมกับทีมนักแสดง อันยา เทย์เลอร์ จอย, อดัม แลมเบิร์ต, จิม แกฟฟิแกน และเมแกน เทรนเนอร์

และเขาเพิ่งปิดกล้องภาพยนตร์แนวดราม่านักโทษแหกคุกเรื่อง “Escape from Pretoria” ในบท ทิม เจนกินส์ หลังจากถ่ายทำในออสเตรเลีย บทภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงจากหนังสืออัตชีวประวัติของเจนกินส์ ชื่อเล่ม ‘Inside Out: Escape from Pretoria Prison’

ปี 2019 แรดคลิฟฟ์ได้ถ่ายทำ Guns Akimbo ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นตลก และภาพยนตร์ธีมเอาชีวิตรอดเรื่อง Jungle ซึ่งสร้างจากเรื่องจริงของ ยอสซี กินสเบิร์ก ที่หลงป่าไปคนเดียวในป่าอะเมซอน แรดคลิฟฟ์ทิ้งท้ายปลายปีที่แล้วด้วยงานแสดงละครเวทีบรอดเวย์เรื่อง The Lifespan of a Fact จากบทละครที่เขียนขึ้นใหม่

ผลงานที่ผ่านมารวมถึง Now You See Me 2 ซึ่งเขาได้ประชันบทบาทกับ เซอร์ ไมเคิล เคน และได้ประชันบทกับ พอล เดโน ใน Swiss Army Man ภาพยนตร์อินดี้เรื่องดังของบริษัท A24 และยังได้แสดงนำใน Imperium ภาพยนตร์แนวทริลเลอร์ระทึกขวัญ ที่ต้นเรื่องมาจากเหตุการณ์จริงของกลุ่มคนขาวเหยียดผิวในอเมริกา แรดคลิฟฟ์ยังได้คำชมจากนักวิจารณ์ล้นหลาม กับบทบาทในละครเวทีที่โรง
ละคร ดิ โอลด์ วิค ในกรุงลอนดอน อังกฤษ เรื่อง Rosencrantz and Guildenstern are Dead จากบทละครของทอม สต็อปเพิร์ด ซึ่งแรดคลิฟฟ์เล่นเป็นโรเซนครานต์ ประชันฝีมือกับ จอช แม็คไกวร์ ที่เล่นบท กีลเดนสเติร์น

แรดคลิฟฟ์ยังมีงานละครเวทีที่ขายตั๋วแบบโซลเอาท์ในปี 2016 เรื่อง ‘Privacy’ จากบทละครคลาสสิก จัดแสดงที่โรงละคร เดอะ พับลิค เธียเตอร์ ที่นิวยอร์ก เรื่องราวที่พูดถึงเทคโนโลยีและชีวิตคนยุคดิจิทัล

ก่อนหน้านั้น แรดคลิฟฟ์ ได้ประชันบทกับเจมส์ แม็คอะวอย ในภาพยนตร์เรื่อง Victor Frankenstein และในปี 2014 เขาแสดงนำใน ภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่อง Horns และภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง What If และเรื่อง Kill Your Darlings ภาพยนตร์ของค่าย Sony Pictures Classics เมื่อปี 2013

ช่วงฤดูร้อนปี 2013 แดเนียล แรดคลิฟฟ์ รับบท บิลลี ในละครเวทีเรื่อง The Cripple of Inishmaan จากงานเขียนคอมมิกส์ชิ้นเอกของมาร์ติน แม็คโกนาห์ เปิดแสดงทั้งที่บรอดเวย์และเวสต์เอนด์
นับตั้งแต่เสร็จสิ้นภารกิจในบทบาทแฮรี่ พ็อตเตอร์ใน Harry Potter ทั้ง 8 ภาค เมื่อปี 2010 แรดคลิฟฟ์ก็พิสูจน์ให้คนดูเห็นความสามารถที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว เริ่มจากละครเพลงบรอดเวย์เรื่อง How to Succeed in Business Without Really Trying’ ซึ่งเปิดแสดงต่อเนื่อง 10 เดือนแบบขายบัตรหมดเกลี้ยง ต่อด้วยผลงานการแสดงในภาพยนตร์แนวสยองขวัญเขย่าขวัญเรื่อง The Woman in Black และได้ประชันบทบาทกับ จอน แฮมม์ ถึง 2 ซีซั่น ใน A Young Doctor’s Notebook มินิซีรีส์แนวดรามาผสมตลกทางโทรทัศน์ ที่ดัดแปลงจากเรื่องสั้นหลายเรื่องของ มิคาอิล บุลกาชอฟ นักเขียนชาวรัสเซีย

แรดคลิฟฟ์เริ่มแสดงละครเวทีเมื่อปี 2007 ในบท อลัน สแตรง ประชันบทกับ ริชาร์ด กริฟฟิธส์ ในละครเวทีเรื่อง Equus จากบทละครของปีเตอร์ แชฟเฟอร์ กำกับโดย ธีอา ชาร์ร็อค ที่โรงละครย่านเวสต์เอนด์ ฝั่งอังกฤษและปีต่อมาได้มาแสดงที่บรอดเวย์ นิวยอร์ก

ในฐานะแฟนตัวยงของการ์ตูนซีรีส์เรื่อง The Simpsons เขายังได้พากย์เสียงในซีรีส์นี้ถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกพากย์เสียงตัวละครแวมไพร์กระหายเลือดชื่อ เอ็ดมันด์ ในตอน Tweenlight ที่อยู่ในตอนพิเศษชุด Treehouse of Horror XXI ออกอากาศเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2010 ต่อมาเขาพากย์เสียงตัวละครชื่อ ดิกก์ นักเรียนแลกเปลี่ยนที่เป็นเพื่อนใหม่กับ บาร์ต ซิมป์สัน และ แรดคลิฟฟ์ยังเป็นดารารับเชิญเล่นเป็นตัวเอง ในซีรีส์เรื่อง Extras งานสร้างของช่อง HBO/BBC

ซามารา วีฟวิง รับบท นิกซ์ (SAMARA WEAVING -Nix)
ซามารา วีฟวิง เกิดและเติบโตในออสเตรเลีย และสร้างชื่อในฮอลลีวู้ดอย่างรวดเร็ว งานแสดงล่าสุดรวมถึง Ready or Not ภาพยนตร์สร้างโดยทเวนตี้เซ็นจูรีฟ็อกซ์ ที่เตรียมจะเข้าฉายในเดือนสิงหาคมปีนี้ ผลงานที่นิตยสารออนไลน์ THE WRAP ชมว่า “เป็นบทแจ้งเกิด” อย่างแท้จริง

ผลงานอื่นๆ ยังมี “Picnic at Hanging Rock” มินิซีรีส์ฉายทางสตรีมมิง Amazon สร้างโดย Fremantle Media ซึ่งวีฟวิ่งประชันบทบาทกับ นาตาลี ดอร์เมอร์ โลลา เบสซิส และ ลิฟ ซัลลิแวน เรื่องราวของนักเรียนหญิงสามคนและครูสอนพิเศษที่บ้าน ได้หายตัวไปอย่างลึกลับในวันวาเลนไทน์ ปี 1900
ใน Three Billboards Outside of Ebbing, Missouri งานกำกับของ มาร์ติน แม็คโดนาห์ สร้างโดย FOX Searchlight วีฟวิ่งได้ประชันบทกับ ฟรานเซส แม็คดอร์แมนด์ วูดดี้ แฮเรลสัน และแซม ร็อคเวลล์ ซึ่งได้เข้าชิงออสการ์ปี 2018 สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมด้วย หลังจากคว้ารางวัลภาพยนตร์ดรามายอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำ และคว้ารางวัลนักแสดงกลุ่มภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์

ปี 2017 วีฟฟวิ่งนำแสดงใน ภาพยนตร์ของ Netflix เรื่อง The Babysitter ของผู้กำกับแม็คจี (McG) และยังคงเปิดให้ชมผ่านบริการสตรีมมิ่งออนไลน์
วีฟวิ่งเริ่มอาชีพการแสดงใน Home and Away ละครทีวียอดฮิตที่สร้างต่อเนื่องยาวนานในออสเตรเลีย ตามด้วยบทบาท เพ็กกี้ ประชันบทกับ ไรอัน ควอนเตน และอาร์รอน พีเดอร์เซน ใน Mystery Road (2013) งานกำกับของ ไอแวน เซน

บทบาทการแสดงอื่นๆของซามารา วีฟวิง มีตั้งแต่ภาพยนตร์ Ash vs. Evil Dead งานโปรดิวซ์ของแซม ไรมี และภาพยนตร์ออสเตรเลียเรื่อง Bad Girl (2016) และ Before Dawn (2017) นอกจากนี้มีงานแสดงทางโทรทัศน์เรื่อง “Squirrel Boys,” “Out of the Blue” และ “The Wright Stuff.”
งานที่กำลังถ่ายทำเป็นภาคต่อของ Bill & Ted ในชื่อตอน Bill & Ted Face the Music นำแสดงโดยคีอานู รีฟส์ ที่กำหนดเข้าฉายเดือนสิงหาคม ปี 2020

วีฟวิ่งเป็นชาวออสเตรเลียแต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ลอสแอนเจลีส แคลิฟอร์เนีย

รีส ดาร์บี้ (RHYS DARBY)
รีส ดาร์บี้ เป็นนักแสดงและเป็นตลกเดี่ยวไมโครโฟน จากนิวซีแลนด์ สร้างชื่อจากบท เมอร์เรย์ “Flight of the Conchords” ซีรีส์ทางช่อง HBO และบท สตีฟ ใน Wrecked ทางสถานี TBS’ ดาร์บี้ยังมีผลงานแสดงอีกมากมาย อาทิ ในภาพยนตร์ เรื่อง Yes Man และ Jumanji. และผลงานทางโทรทัศน์ อย่าง The X Files และ Voltron: Legendary Defender

เขาเคยเป็นทหารอาชีพสังกัดกองทัพบกนิวซีแลนด์ และคร่ำหวอดในวงการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนมากว่า 20 ปี เขารับงานแสดงในภาพยนตร์เรื่องแรกคือ Yes Man ต่อด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Boat that Rocked (Pirate Radio) และได้แสดงบท แอนโทน มนุษย์หมาป่าบ้าพลัง ในงานกำกับของ ไทกา ไวตีติ เรื่อง What We Do in the Shadows และ Hunt for the Wilderpeople

ดาร์บี้ไม่เคยทิ้งงานเดี่ยวไมโครโฟนที่สร้างตัวตนเขาขึ้นมา งานเดี่ยวไมโครโฟนของเขาถูกยกย่องในเรื่องการนำเอาซาวนด์เอฟเฟ็คต์มาใช้ การสร้างตัวละครขึ้นในการเล่าเรื่องและมุมมองที่สังเกตเรื่องหลงหูหลงตาคนอื่นเก็บมาเล่าได้อย่างสนุก งานของเขาพาเขาเดินทางออกจากบ้านเกิดที่นิวซีแลนด์มาถึงสหราชอาณาจักรและไปทั่วโลก เขาเคยเปิดการแสดงไกลบ้านถึงไอซ์แลนด์และเกาะฟอล์คแลนด์ รวมถึงเปิดการแสดงเดี่ยวไมโครโฟนในเทศกาลละครและศิลปการแสดงที่เอดินเบิร์ก สก็อตแลนด์ และมอนทรีออล แคนาดา

เขามีโชว์พิเศษเดี่ยวไมโครโฟนออกมา 4 ครั้ง ได้แก่, Imagine That! (2008), It’s Rhys Darby Night! (2011), This Way to Spaceship, (2012) และ I’m a Fighter Jet (2017)
เขายังเป็นนักเขียนนิยายผลงานเรื่องแรก A loosely autobiographical end of world companion ในปี 2012 ที่ติดอันดับนิยายขายดีนานาชาติถึง 7 สัปดาห์ ต่อด้วยงานเขียนนิยายซึ่งเป็นต้นเรื่องในการแสดงเดี่ยวเรื่อง This Way to Spaceship

ดาร์บี้ เตรียมส่งงานแสดงเดี่ยวไมโครโฟนชิ้นที่ 5 ชื่อตอน Mystic Time Bird กำหนดออนแอร์ปลายปีนี้

และหนังสือ The Top Secret Notes of Buttons McGinty งานเขียนเล่มที่ 2 ของเขาออกวางแผงในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เมื่อตุลาคม 2018 ดาร์บี้เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อให้ลูกชายอายุ 8 ขวบที่ไม่ชอบการอ่านหนังสือได้อ่าน และมันกลายเป็นผลงานขายดีในกลุ่มผู้ปกครองและเด็ก เขาจึงไม่รอช้าส่ง Buttons McGinty เล่มสองวางแผงในเดือนตุลาคมปีต่อมา

รีส ดาร์บี้ หลงใหลในความเพี้ยนและมันปรากฏในงานเขียนและงานเดี่ยวไมโครโฟนของเขา และยังได้ทำรายการ The Cryptid Factor เล่าเรื่องเกี่ยวกับวิทยาสัตว์ลึกลับ หรือสัตว์ที่วงการวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้จัก ที่เริ่มจากเป็นรายการวิทยุทำต่อเนื่องมากว่าสิบปี ก่อนจะได้ทำเป็นเวอร์ชันพอดแคสต์
รีส ดาร์บี้ ยังเป็นนักพากย์เสียง (voice over artist) ในซีรีส์ยอดฮิตสำหรับเด็กๆ อย่าง เรื่อง Voltron: Legendary defender, Spirit, TMNT, Boss Baby, Jake and the Neverland Pirates และอีกมากมาย และเขาได้พากย์เสียงภาพยนตร์อนิเมชันอีกสองเรื่องคือ 100% Wolf และ Mosley ซึ่งกำลังจะออกฉายเร็วๆ นี้

ปัจจุบันดาร์บี้ปักหลักอยู่กับครอบครัวที่ลอสแอนเจลีส เขาชอบปีนเขา ชอบกินทาโก้และเดินทางท่องโลก
……….
เกี่ยวกับผู้สร้าง
เจสัน เลย์ ฮาวเดน- ผู้กำกับภาพยนตร์/นักเขียนบทภาพยนตร์
(JASON LEI HOWDEN -Writer/Director)
เจสัน เลย์ ฮาวเดน เป็นผู้กำกับและมือเขียนบทภาพยนตร์ เกิดที่นิวซีแลนด์ เขาจบการศึกษาจาก The Film School New Zealand ในปี 2005 และได้ทำงานในวงการภาพยนตร์และโทรทัศน์มานานกว่า 14 ปี ทั้งโปรเจคส่วนตัวและทำงานฝ่ายเทคนิคพิเศษ (สเปเชียลเอฟเฟคต์อาร์ติสท์) ให้กับบริษัททำสเปเชียลเอฟเฟคชั้นนำอย่าง บริษัทเวต้า ดิจิทัล (Weta Digita) อิญอรา (Iloura) และ ปาร์คโรดโพสต์ (Park Road)

ช่วงที่เขาทำงานกับบริษัท Iloura ฮาวเดนทำสเปเชียลเอฟเฟคให้ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มใหญ่อย่าง The Great Gatsby งานกำกับของบาซ เลอร์มานน์ นำแสดงโดย ลีโอนาโด ดีแคปริโอ และทำให้เรื่อง The Wolverine ที่มี ฮิว แจ็คแมน แสดงนำ

นอกจากนั้นยังมีงานสเปเชียลเอฟเฟคใน The Avengersของผู้กำกับ จอสส์ วีดอน War for the Planet of the Apes งานกำกับของแม็ต รีฟส์ และ The Hobbit ไตรภาคของผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ็คสัน
Deathgasm (เดธแกสซัม) เป็นผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องยาวชิ้นแรกของเขา ซึ่งเขาเขียนบทเอง กำกับเอง นำแสดงโดย ไมโล คอว์ธอร์น (Milo Cawthorne) และ เจมส์ โจชัว เบลค ( James Joshua Blake) เปิดฉายรอบแรกที่งานเทศกาลเซาธ์บายเซาธ์เวสต (SXSW2015) และได้ออกฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติต่างๆ พร้อมคว้ารางวัลจากเวทีต่างๆ มาอีก 8 รางวัล รวมถึง รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมเทศกาลภาพยนตร์แนวสยองขวัญที่โตรอนโต (Toronto After Dark Film Festival) และ จากเทศกาลโมลินส์ฟิล์มเฟสติวัล (Molins Film Festival)

โจ นูรอเตอร์ - ผู้ควบคุมงานสร้าง (JOE NEURAUTER -Producer)
โจ นูรอเตอร์ เป็นผู้ควบคุมงานสร้างมือรางวัลทั้งภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ ผลงานล่าสุดคือภาพยนตร์แอ็คชั่นตลกเรื่อง Guns Akimbo นำแสดงโดย แดเนียล แรดคลิฟฟ์ และซามารา วีฟวิง เปิดฉายรอบแรกที่เทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต (Toronto Film Festival2019) และอยู่ในระหว่างการถ่ายทำ Kung Fury II ภาพยนตร์แอ็คชั่นตลกนำแสดงโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ และ อาร์โนลด์ ขวาซเนกเกอร์ และเขากำลังเตรียมงานสร้างภาพยนตร์ดัดแปลงจากวิดีโอเกมยอดฮิตเรื่อง Saints Row ที่ได้ผู้กำกับ เอฟ แกรี เกรย์ (Men In Black, Fast & Furious, Straight Outta Compton) มากำกับและ บทดัดแปลงโดย เกรก รุสโซ (“Mortal Kombat”) และ Abominable ที่ได้ คอริน ฮาร์ดี้ (The Nun) มากำกับ

ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร Occupant Entertainment ผลงานโดดเด่นของ โจ นูรอเตอร์รวมถึง ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลจากเทศกาลซันแดนซ์เรื่อง The Wackness นำแสดงโดย เซอร์ เบน คิงสลีย์ กำกับโดย โจนาธาน เลวีน (Long Shot), The Hallow งานกำกับของ คอรีน ฮาร์ดี้ และซีรีส์ทางช่อง Hulu เรื่อง Behind The Mask ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ด้วย

เฟลิปเป้ มารีโน-ผู้ควบคุมงานสร้าง (FELIPE MARINO -Producer)
เฟลิปเป้ มารีโน เรียนจบด้านการผลิตภาพยนตร์ จาก Peter Stark Producing Program ที่มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ออฟเซาท์เธิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC) ก่อนจะร่วมก่อตั้ง Occupant Entertainment ขึ้นเมื่อปี 2005 เป็นบริษัทผลิตภาพยนตร์ที่มีสำนักงานทั้งในลอสแอนเจลีสและมิวนิค

ผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกของบริษัทคือ All The Boys Love Mandy Lane นำแสดงโดย แอมเบอร์ เฮิร์ด (Amber Heard) เป็นหนังฮ็อตในเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต และถูกซื้อลิขสิทธิ์จัดหน่ายโดย บริษัท ไวน์สตีน คอมพานี

ต่อมา มารีโน อำนวยการสร้าง The Wackness งานเขียนบทและกำกับโดย โจนาธาน เลวีน ผู้กำกับที่เคยเข้าชิงลูกโลกทองคำ และนำแสดงโดย เซอร์ เบน คิงสลีย์, จอช เป็ค และแมรี-เคท โอลเซ่น
The Wackness คว้ารางวัลขวัญใจมหาชนในเทศกาลซันแดนซ์ปี 2008 และโซนี พิคเจอร์ส คลาสสิกส์ ซื้อลิขสิทธิ์เป็นตัวแทนจัดจำหน่าย เฟลิปเป้ ได้รับเลือกให้ติดในโพล 10 โปรดิวเซอร์ที่น่าจับตามองแห่งปี 2018 ของนิตยสารวาไรตี้

ในปี 2009 เฟลิปเป้ โปรดิวซ์ภาพยนตร์เรื่อง Peep World นำแสดงโดย ไมเคิล ซี ฮอลล์ (Dexter), ซาราห์ ซิลเวอร์แมน, ไรน์ วิลสัน (The Office), ทาราจี เฮนซัน, รอน ริฟกิน และ เคท มารา Peep World เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต และ IFC ซื้อสิทธิจัดจำหน่าย
ในปี 2012 บริษัทของเขาได้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Better Living Through Chemistry นำแสดงโดยนักแสดงรางวัลออสการ์ อย่าง แซม ร็อคเวลล์ และเจน ฟอนดา ร่วมด้วย โอลิเวีย ไวลด์ มิเชลล์ โมนาแกน และ เรย์ ลิออตตา จัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา โดยบริษัทแซมมูเอล โกลด์วิน และจัดจำหน่ายทั่วโลกโดย บริษัท ยูนิเวอร์แซล

เฟลิปเป้ ควบทั้งเขียนบทและควบคุมการผลิต (โปรดิวซ์) ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนิยายคลาสสิกเรื่อง Madame Bovary นำแสดงโดย มีอา วาซิโคสกา (Alice in Wonderland) พอล จามัตติ, รีส อีแวนส์, โลแกน มาร์แชลล์ กรีน, และเอซรา มิลเลอร์ ภาพยนตร์เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์เทลลูไรด์และเทศกาลภาพยนตร์โตรอนโต จัดจำหน่ายโดย Alchemy ( ชื่อเดิม Millennium Entertainment) ปี 2015 เฟลิปเป้ ได้ร่วมเขียนบทและโปรดิวซ์ The Hallow ภาพยนตร์แนวสยองขวัญ งานกำกับโดย คอริน ฮาร์ดี้ ผู้กำกับมิวสิควิดีโอมือรางวัล ภาพยนตร์เปิดฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลซันแดนซ์ มกราคม 2015 และบริษัท IFC ซื้อสิทธิ์จัดจำหน่ายในอเมริกาเหนือ The Hallow เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ทั่วอเมริกาเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2015 ซึ่งในการเขียนบททั้งสองเรื่อง เฟลิปเป้ใช้นามแฝงลงในเครดิต โดยใช้ชื่อ โอลกา บาร์เรนเนค (Olga Barreneche) ในเครดิตผู้ร่วมเขียนบทของ Madame Bovary และ ชื่อ โรส บาเรนเน็ค (Rose Barreneche) สำหรับ The Hallow

นอกจากงานภาพยนตร์ เฟลิปเป้ได้โปรดิวซ์ “Behind the Mask” ซีรีส์แนวกึ่งดรามาและสารคดีเกี่ยวกับชีวิตและงานของคนใส่มาสค็อตตามงานกีฬาต่างๆ ซึ่งได้เข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ด้วย

ทอม เฮิร์น -ผู้ควบคุมงานสร้าง (TOM HERN -Producer)
ทอม เฮิร์น มีผลงานควบคุมงานสร้างภาพยนตร์รางวัลอย่าง The Dark Horse ซึ่งนิตยสารฮอลลีวู้ด รีพอร์ตเตอร์เขียนชมว่า เป็นหนังที่ยกระดับจรรโลงอารมณ์ นำแสดงโดย คลิฟฟ์ เคอร์ติส ในบทบาทที่ชี้จุดเปลี่ยนของชีวิต งานกำกับโดย เจมส์ เนเปียร์ โรเบิร์ตสัน (James Napier Robertson) The Dark Horse เปิดตัวที่เทศกาลหนังโตรอนโต และทำรายได้ถล่มทลายเมื่อเข้าฉายที่นิวซีแลนด์ บ้านเกิดของเฮิร์น และได้เปิดฉายในอีกหลายประเทศทั่วโลก พร้อมด้วยคว้ารางวัลขวัญใจมหาชนตามงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ ทั้งที่ ร็อตเตอดาม, ซานฟรานซิสโก และซีแอตเทิล และ ทอม เฮิร์น ยังคว้ารางวัล Moa Award สำหรับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Best ในเวทีรางวัลนิวซีแลนด์ ฟิล์ม อวอร์ดส์ ด้วย

ผลงานในฐานะโปรดิวเซอร์ของทอม เฮิร์น ยังมี หนังแอ็คชันคอมเมดีผสมแนวโร้ดมูฟวี่ เรื่อง Pork Pie และหนังอินดี้ทุนต่ำ แต่ได้รับคำชมล้นหลามเรื่อง Everything We Loved และเคยเป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์ในภาพยนตร์แนวทริลเลอร์เกี่ยวกับฉลามร้ายของค่ายวอร์เนอร์ บราเธอร์ส เรื่อง The Meg นำแสดงโดย เจสัน สเตทแธม

เมื่อปี 2015 เฮิร์นได้รับคัดเลือกจาก Screen International นิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจภาพยนตร์ ให้เป็น ผู้นำแห่งอนาคต ในโพลฉบับพิเศษรายงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ และยังได้รับเชิญเป็นคณะกรรมการตัดสินรางวัลในสาย Generation section ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน
ล่าสุดเฮิร์นอยู่ในระหว่างการทำงานโพสต์โปรดักชัน ภาพยนตร์เรื่อง A Shadow in the Cloud นำแสดงโดย โคลอี้ เกรซ มอเรซต์

และกำลังเตรียมงานซีรีส์แนวดรามาเรื่อง The Panthers ซึ่งอิงมาจากเรื่องจริง โดยเขาร่วมสร้างสรรค์และร่วมเขียนบท เรื่องราวของซีรีส์พูดถึงกลุ่มนักเลงเชื้อสายโปลีนีเซียนที่ตั้งชื่อกลุ่มว่า โปลีนีเซียน แพนเธอร์ส ที่กลายมาเป็นนักเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในช่วงยุค 70 ที่เมืองออคแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์












กำลังโหลดความคิดเห็น...