xs
xsm
sm
md
lg

สุเทพ วงศ์กำแหง & ภาพยนตร์”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สุเทพ วงศ์กำแหง & ภาพยนตร์

สุเทพ วงศ์กำแหง นักร้องและศิลปินแห่งชาติพ.ศ. 2533 (7 สิงหาคม 2477-27 กุมภาพันธ์ 2563) สิริรวมอายุ 86 ปี
หลังวันนี้ (5 มีนาคม) จะเก็บศพไว้บำเพ็ญกุศล 100 วัน และกรมส่งเสริมวัฒนธรรมจะ ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงศพ ต่อไป
บทบาทยืนหนึ่งของสุเทพ วงศ์กำแหง คือ นักร้องเพลงไทยสากลที่มีแฟนเพลงเหนียวแน่น ทั้งยังมีงานด้านอื่นๆ อาทิ แสดงภาพยนตร์, นักเขียน, นักการเมือง อีกด้วย

ละครออนไลน์ จะขอนำเสนอภาพเกี่ยวกับ "การแสดงและภาพยนตร์" เป็นหลัก
วัยนักเรียนชั้นประถม สุเทพ เป็นต้นเสียงการร้องเพลงชาติทุกเช้า และเมื่อย่างสู่วัยละอ่อน อายุ 17-18 ปี สมัยเป็นช่างเขียนบล็อก ย่านวงเวียน 22 กรกฎา เพื่อนคนหนึ่งเป็นเจ้าของละครวิทยุ สถานีวิทยุ 1 ปณ. ของกรมไปรษณีย์โทรเลขชื่อ "บุญสร้าง เอกสุภาพันธุ์" ชักชวนไปเป็นพระเอกละครวิทยุ ได้ร้องเพลง "แทบตักเทวี" (คำร้อง-ทำนอง ไศล ไกรเลิศ) เป็นการร้องสด และไม่ได้บันทึกแผ่นเสียง ถือเป็นก้าวแรกในการนักร้องต่อมา

หลังรู้จักกับครูเพลงท่านอื่นๆ นอกเหนือจากครูไศลแล้ว ยังได้รับแรงสนับสนุนจากสุวัฒน์ วรดิลกอีกด้วย

จินตลีลา "มนต์รักนวลจันทร์"

เมื่อปี 2496 จินตลีลา "มนต์รักนวลจันทร์" (เข้าใจว่า เป็นเพลงหน้าม่าน) ในรายการละคร "ทหารเสือกรมหลวงชุมพร" (บทประพันธ์ รพีพร) ณ โรงละครศรีอยุธยา
มนต์รักนวลจันทร์นี้"ทวีปวร" ประพันธ์คำร้องร่วมกับ "สง่า อารัมภีร" และ "เอื้อ สุนทรสนาน" ประพันธ์ทำนอง เพลงต้นฉบับร้องคู่โดย สุเทพ วงศ์กำแหง และ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี เป็นเพลงแรกและเพลงเดียวที่สุเทพ ร้องและบันทึกเสียงให้กับวงสุนทราภรณ์ (เช่นเดียวกับชรินทร์ นันทนาคร ซึ่งมีเพลงเดียวเหมือนกันคือ "สาวน้อย" แม้ว่าภายหลังจะมีนักร้องในสายลูกกรุงหลายคน เช่น สุเทพ, สวลี, ชรินทร์ ฯลฯ รับจ้างห้างเมโทรแผ่นเสียง -เทป 1981 ร้องอัดเสียงในกลุ่มเพลงสุนทราภรณ์)

มนต์รักนวลจันทร์ มีต้นเค้าจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ - "ท้าวกกขนาก" หรือ ท้าวอุณาราช ยักษ์ที่ถูกลูกศรของพระรามที่สร้างขึ้นจากต้นกกชนิดสามเหลี่ยมตรึงไว้ ฝ่ายลูกสาวคือ นางประจัน สงสารพ่อ ทุกคืนเพ็ญ นางจะทอจีวรใยบัวในถ้ำพระจันทร์มุ่งถวายแด่พระศรีอาริยเมตไตรย เชื่อว่า บุญกุศลนี้จะพาให้พ่อพ้นความทุกข์ทนมาน ร้อนถึงเทวดา ! ถ้านางทอจีวรใยบัวสำเร็จ ท้าวกกขนากฟื้นก็จะเป็นภัยแก่เหล่ามนุษย์อีก ดังนั้น ฝ่ายเทวดาจึงส่งเทพบุตรหนุ่มฟ้อ หล่อเฟี้ยวลงมาทำลายพิธีทอผ้าคืนเพ็ญของนาง นางเห็นรูปลักษณ์เทพบุตร กิเลสก็ครอบงำ หลงรักโดยพลัน เมื่อจิตหมอง พิธีทอผ้าก็สิ้นผล เป็นสูญในทันที

เพลง “มนต์รักนวลจันทร์” นี้ ถ้าเล่น-ร้องบนเวที ! บางคราวจะมีลำนำโต้ตอบของเทพบุตรกับนางประจัน ก่อนร้องเพลง เช่นเดียวกับสุเทพ วงศ์กำแหงและเพ็ญศรี พุ่มชูศรี เคยร่วมแสดง-ร้องในจินตลีลาชุดนี้ในปี 2496 (หากผู้อ่านสนใจลำนำ ก่อนร้องเพลง มีในยูทูป เป็นการจำลองลำนำบทกวี ในอดีต เป็นเวอร์ชั่นของสุเทพ วงศ์กำแหง, โฉมฉาย อรุณฉาน และคลื่นลูกใหม่สุนทราภรณ์ โดย เชี่ยวชาญ กิจสมบัติไชย, มีน ณัฏฐ์นรี มะลิทอง)

ภาพยนตร์จรรโลงสังคม ปี 2500

ในช่วงปี 2500 บทบาทของนักเขียน - นักหนังสือพิมพ์ฝ่ายหัวก้าวหน้า อาทิ กุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา), เสนีย์ เสาวพงศ์, สุภา ศิริมานนท์, สด กูรมะโรหิต, สุวัฒน์ วรดิลก ฯลฯ ได้ผลิตบทความและวรรณกรรมเพื่อชีวิต สร้างสรรค์สังคมเป็นจำนวนมาก วรรณกรรมส่วนหนึ่งถูกนำมาสร้างเป็นละครเวที, ละครโทรทัศน์ และภาพยนตร์ ซึ่งถือว่า เป็นผลงานบุกเบิกของฝ่ายก้าวหน้าที่ประกาศจุดยืนในการต่อต้านเผด็จการและความเชื่อเก่าๆ

ในปีนี้เอง จินตลีลา "มนต์รักนวลจันทร์" ถูกจัดแสดงอีกครั้ง ! โดยทาง "คณะศิลปินไทย" (ร่วมคณะราว 50 คน) นำโดย สุวัฒน์ วรลิดก (รพีพร) นำไปแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับจีนแผ่นดินใหญ่ และศิลปินไทยกลุ่มนี้ ได้พบปะกับผู้นำจีนในยุคนั้น อาทิ เหมาเจ๋อตุง, โจวเอินไหล, มาดามเติ้งหยินชา, นายพลจูเต๋อ และยังได้พบกับ อ. ปรีดี พนมยงค์ เมื่อครั้งที่พำนักที่เมืองจีนด้วย แต่เมื่อกลับถึงไทยก็ถูกเพ่งเล็ง บางคนในกลุ่ม (อาทิ สุวัฒน์ วรดิลก, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, ทองใบ ทองเปาวด์ ฯลฯ) ถูกจับเข้าคุกลาดยาว ทำให้คนกลุ่มนี้ได้รู้จักกับคนคิดคนสำคัญของไทยคือ จิตร ภูมิศักดิ์ ส่วนสุเทพ วงศ์กำแหง ขายของทุกอย่างที่มีอยู่ในชีวิตเพื่อเป็นทุนส่วนตัวไปอยู่ที่ญี่ปุ่นหลายปี เพื่อหลีกหนีภัยทางการเมืองในยุคเผด็จการเรืองอำนาจ โดยมีหลวงสุขุมนัยประดิษฐ เป็นผู้ติดต่อและอำนวยความสะดวกให้อย่างลับๆ

สุเทพแสดงภาพยนตร์ ไม่กี่เรื่องในช่วงนั้น มีทั้งบทพระเอก และบทบาทอื่นๆ ตลอดจน ร้องเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์ แม้วัยหนุ่มจะหล่อเหลาเอาการอยู่ แต่การแสดงไม่ประสบความสำเร็จเหมือนการเป็นนักร้อง

ชีวิตการเป็น "พระเอก" เริ่มต้นจากเรื่องแรกคือ "วิมานรัก" จากบทประพันธ์ของ อิงอร (ศักดิ์เกษม หุตาคม) แสดงคู่กับภริยาของผู้ประพันธ์


สวรรค์มืด มรดกภาพยนตร์แห่งชาติ

สวรรค์มืด (2501) พระเอกภาพยนตร์เรื่องที่ 2 สร้างจากบทประพันธ์ของสุวัฒน์ วรดิลก เคยเป็นทั้งละครวิทยุ , ละครโทรทัศน์ที่ช่อง 4 บางขุนพรหม และเป็นภาพยนตร์ในปี 2501 กำกับการแสดง โดย รัตน์ เปสตันยี ในนามของ คันจราภาพยนตร์ ถ่ายทำด้วยระบบ 35 มม. ไวด์สกรีน ซาวด์ออนฟิล์ม สุเทพ วงศ์กำแหง คู่กับ สืบเนื่อง กันภัย อดีตนางสาวถิ่นไทยงาม ปี 2490 ฉายครั้งแรกที่เฉลิมกรุง เมื่อ 16 มกราคม 2501

ปี 2515 มูลนิธิหนังไทย จัดทำ ดีวีดี ออกจำหน่ายและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
ปี 2555 ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภาพยนตร์ของชาติ ครั้งที่ 2
ปี 2561 หอภาพยนตร์ได้จัดฉายอีกครั้ง ในวาระครบ 60 ปี
เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ เช่น
สวรรค์มืด (สุเทพ วงศ์กำแหง) , สอนหญิง (เพ็ญศรี พุ่มชูศรี), พิศภาพดวงใจ (สุเทพ วงศ์กำแหง), จนจริงไม่จนรัก (สุเทพ วงศ์กำแหง, สืบเนื่อง กันภัย), เทขยะ (สุเทพ วงศ์กำแหง), มนต์รักดวงใจ (สุเทพ วงศ์กำแหง), ภาวนา (สืบเนื่อง กันภัย)

เรื่องย่อ - ชู/ชูวิทย์ (สุเทพ วงศ์กำแหง) หนุ่มเข็นขยะ จิตใจดี ช่วยเหลือ เนียร (สืบเนื่อง กันภัย) หญิงจรจัด หิวโซซึ่งได้วิ่งราวข้าว 2 ห่อจากเศรษฐีผู้หนึ่ง ชู ช่วยเธอไว้ให้หลบซ่อนในรถขยะลาก ... ทั้งคู่รักกัน ชูวิทย์ต้องไปเป็นทหาร สูญเสียดวงตาในสนามรบ ฝ่ายเนียร ชะตาผันแปรได้ดี เพราะเก็บสร้อยเพชรและคืนให้เศรษฐีนี (เพ็ญศรี พุ่มชูศรี) คุณนายรับเธอเป็นลูกบุญธรรมชื่อ เนาวรัตน์ มีความเป็นอยู่สุขสบาย ต่อมา ธานินทร์(ชาลี อินทรวิจิตร) ลูกชายของ "ขุนขจรโวหาร" (ม.ร.ว.ประสิทธิ์ศักดิ์ สิงหรา) ได้มาเจรจาสู่ขอ เนาวรัตน์ จำได้ว่า ขุนขจรโวหาร คือ คนที่ให้ตำรวจไล่จับเธอตอนวิ่งราวห่อข้าว .... ภายหลัง ทั้งชูวิทย์ (ตาบอด) และเนียน กลับมาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

อยากให้ฟังบทเจรจา กับฉากไฮไลต์ 2 ฉากนี้ ฉากวิ่งราว ... (ตำรวจ, ชู และเศรษฐี)
ตำรวจ - อ้อ ... นี่แก เห็นคนร้ายคนนึง วิ่งผ่านมาทางนี้บ้างมั้ย ?
ชู - อึม... แก แกน่ะใคร ?
ตำรวจ - แก ก็ลื้อไงล่ะ
ชู - เสียใจ ... ถ้าพูดกับผม ราษฎรคนหนึ่งที่เสียภาษีไม่ขาดแบบนี้ ผมไม่ยอมพูดด้วย ... นี่น่ะหรือ ตำรวจที่อ้างว่ารับใช้ประชาชน เจรจาหาเข้าหูคนไม่
ตำรวจ - ขออภัยเถอะครับ ท่านประชาชนที่รัก หากท่านลากราชรถขยะคันงามอยู่แถวๆนี้ ใช่ไหมครับ
ชู - เห็นทีจะใช่
ตำรวจ - คือว่ามีคนร้ายคนนึงวิ่งราวผ่านมาทางนี้
ชู- วิ่งราวอะไรไม่ทราบ
เศรษฐี - ข้าวหมูแดง 2 ห่อ ฉันจะซื้อเอาไปให้หมาที่บ้านกิน หนอย เผลอแป๊บ มันคว้ามั๊บ ! พอเราจะไล่ทัน มันโยนลงไปในน้ำ เป็นผู้หญิงซะด้วยนะ หน้าตาสวย ไม่น่าริทำความชั่วเลย
ตำรวจ- คุณก็ไม่น่าถามเลยว่า เค้าวิ่งราวอะไรมา บอกมาซะดีๆดีกว่า ว่ามีคนร้ายวิ่งผ่านมาทางนี้บ้างมั้ย
ชู - ถ้าฉันบอกว่า ไม่เห็นล่ะ
ตำรวจ- ถ้าอย่างนี้ก็แปลว่า เห็นน่ะสิ อย่าโกหกเจ้าหน้าที่นะ
ชู- อย่าขู่คนอย่างผม ก่อนอื่น ตามลักษณะกฎหมาย จะต้องสันนิษฐานว่า ทุกคนบริสุทธิ์... แล้วนี่อะไร จะเอาเข้าตะรางซะเนี่ย
เศรษฐี-ไม่เอาน่ะ อย่าโยเย โยกเยก
ชู - คุณอย่ามาเกกมะเหรกกับผมสิ ผมกำลังจะบอกว่า เห็นผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งหายไปทางโน้น แต่ว่า ป่วยการตาม ป่านนี้คงวิ่งไปลิบแล้วล่ะ อันที่จริง ท่านควรจะเห็นใจเค้า เพราะอย่างน้อย เค้าคงหิว แล้วเค้าก็ไม่ได้แย่งอาหารของท่าน เพียงแต่แย่งอาหารสุนัขของท่านเท่านั้น ท่านเองก็มีลักษณะของผู้ดีมีเงิน แต่ผมคิดว่า ความเป็นผู้ดีของคนเรา อยู่ที่การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ความเมตตาการุณต่อเพื่อนมนุษย์ ถ้าคุณมีเงิน แต่ขาดความดี ย่อมไม่ใช่ผู้ดีมีเงิน แต่กลายเป็นขี้ข้ามีเงิน

อีกตอนหนึ่งเป็นบทสนทนาเจรจาสู่ขอในห้องรับแขก บ้านเศรษฐีนี(ธานินทร์/ชาลี อินทรวิจิตร , ขุนขจรโวหาร/ม.ร.ว.ประสิทธิ์ศักดิ์ สิงหรา, เศรษฐีนี/ เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, เนาวรัตน์/ สืบเนื่อง กันภัย)
เนาวรัตน์-สำหรับดิฉันต้องการ 3 อย่าง
ธานินทร์- อะไรบ้างครับ
เนาวรัตน์- อย่างที่หนึ่งคือ ความรัก อย่างที่สอง รสนิยม และอย่างที่สาม สำคัญที่สุด ต้องมีความกรุณา ปรานีค่ะ
............
เนาวรัตน์ - ข้อที่สาม ความกรุณาปรานี
ขุนขจรโวหาร - อ๋อ ข้อนี้ขอให้มั่นใจเถอะครับ ลูกผมได้รับการอบรมศึกษาอย่างดีมา ผ่านเมืองนอกเมืองนามาจนกระทั่งได้รับปริญญาบัตรมาแล้ว ไอ้ความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา อะไรพรรค์ฯ มันมีแน่ แล้วก็เลือดผม ตระกูลผม เรื่องความกรุณาปรานี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อนมนุษย์ รับรองเลยครับ (หัวเราะ)
เนาวรัตน์ - แน่หรือคะ ตระกูลท่าน เมตตา ปรานีต่อเพื่อนมนุษย์
ขุนขจรโวหาร - ยิ่งกว่าแน่ รับรองด้วยเกียรติของคุณขจรโวหารเลยทีเดียว
เนาวรัตน์ - คุณแม่คะ ลูกขอเล่าเรื่องเกี่ยวกับความกรุณาปรานีของมนุษย์ต่อเพื่อนมนุษย์สักเรื่อง คุณแม่อนุญาตนะคะ
เศรษฐีนี- เล่าเถอะลูก แม่กำลังฟังอยู่แล้ว
เนาวรัตน์- คุณธานินทร์โปรดฟังนะคะ เมื่อประมาณ 1 ปีนี้เอง มีเด็กสาวคนหนึ่ง ยากจนเหลือเกิน กำพร้าพ่อแม่ ถึงกับต้องขอทานเค้ากิน วันหนึ่งขอทานเค้าไม่ได้ ด้วยความหิว เลยทำให้เด็กคนนั้น สิ้นความเกรงกลัวต่อกฎหมาย จึงตัดสินใจวิ่งราวห่อข้าวจากท่านผู้ดีคนหนึ่ง ความจริง ข้าวห่อนั้น ท่านผู้ดีผู้นั้น ไม่ได้ซื้อไปกินเอง (ขุนขจรฯคุ้นๆ เริ่มซับเหงื่อ) ท่านซื้อไปให้หมาที่บ้านกิน เด็กสาวคนนั้นคว้าห่อข้าววิ่งหนีไป ท่านผู้ดีผู้นั้น ได้พาตำรวจวิ่งตามจับ เห็นมั้ยคะ ผู้มีเมตตา ข้าวให้หมากินแท้ๆ ยังตามตำรวจจับ เคราะห์ดีที่มีคนจนๆคนหนึ่งช่วยไว้ ไม่อย่างนั้น เด็กสาวคนนั้นก็คงติดตะราง เพราะข้าวหมาห่อนั้น
ธานินทร์- แหม น่าเห็นใจเด็กคนนั้นมาก ผู้ดีคนนั้นช่างระยำเสียจริงๆ คนเราลงท้องหิวโหย ถึงกับวิ่งราว แสดงว่า ท้องเต็มไปด้วยความหิวและโหย ใช่มั้ยป๋า
ขุนขจรโวหาร- (เสียงเบา ได้ยินแค่ 2 คน) อย่าออกความเห็นอะไรเลย เรื่องนี้มันไม่ค่อยจะแน่นอนอะไร
ธานินทร์- อะไรไม่แน่นอนป๋า มันระยำชัดๆ ถ้ามันได้เจอกับผมสักเล็กน้อย คุณเนาวรัตน์ครับ ผมเตะจริงๆ (ขุนขจรอึ้ง) คนอะไร ไม่มีความเมตตาปรานีซะเลย รับรองเลย นิสัยผม ไม่เคยมีเลยครับ
เนาวรัตน์ - ท่านและคุณธานินทร์ก็ได้ฟังแล้ว เรามาลงความเห็นดูสิคะว่า ท่านผู้ดีคนนั้น เราควรจะคบหรือไม่
เศรษฐีนี - โอ๊ย อย่างแม่นะ ไม่คบเด็ดขาดเลยเชียวคะ
ธานินทร์ - นอกจากผมจะไม่คบ ถ้าผมได้เจอะ อาจจะดีดลูกไขว้ให้สักเป้งหนักๆ
เนาวรัตน์ - แล้วท่านละคะจะว่าอย่างไร
ขุนขจรโวหารเงียบ ไม่ตอบ
เนาวรัตน์ - ท่านก็ตอบไม่ได้ ทำไมท่านจึงอ้อมแอ้ม เพราะท่านผู้ดีที่ดิฉันเล่า คือ ท่านขุนผู้นี้ ดังนั้น (ลุกขึ้นท้าวสะเอว) การแต่งงานครั้งนี้จะมีไม่ได้ (ธานินทร์อ้าปากค้าง) เพราะดิฉันไม่อาจทนอยู่กับตระกูลที่ไม่มีความปรานีกับเพื่อนมนุษย์ (เดินเชิดออกจากห้องไป)
เศรษฐีนี - ท่านขุนก็ได้ยินที่ลูกฉันดิฉันตอบแล้วใช่มั้ยคะ ต่อไปนี้ ดิฉันก็บอกได้คำเดียวว่า (ท้าวสะเอว) โน เค ค่ะ (เดินจากไปเช่นกัน)
เป็นภาพยนตร์แนวเสียดสี สะท้อนสังคมเหลื่อมล้ำทางชนชั้น ในภาพยนตร์ไทย แม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้ก็ตาม

ขบวนเสรีจีน : "ความกลัวคือ ศัตรูของเสรีภาพ"

เรื่องที่ 3 ของพระเอก สุเทพ วงศ์กำแหง คือ ขบวนเสรีจีน (2501) คู่กับ สวลี ผกาพันธ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยายของ สด กูรมะโรหิต ซึ่งเขียนตีพิมพ์เป็นตอนๆในหนังสือพิมพ์ "สยามสมัย" ต่อมามีการตีพิมพ์รวมเล่ม สด กล่าวไว้ในคำนำว่า

"เรื่อง ขบวนเสรีจีน เป็นเรื่องที่มีพื้นฐานจากความเป็นจริง เมื่อสมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่น ที่เริ่มต้นเมื่อ ค.ศ.1936 และมาสิ้นสุดลงในสงครามมหาเอเชียบูรพา เขียนขึ้นโดยอาศัยบันทึกความทรงจำของ Lu Ping Fei (หลูผิงเฟ) นักศึกษาจีนคนสำคัญที่ได้ทำการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นมาด้วยตนเองทางใต้ดินจนต้องเสียชีวิตของบรรดานิสิต มิตรสหาย ไปเป็นอันมาก ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าได้เป็นเสมือนผู้สังเกตการณ์ ที่เดินทางร่วมไปกับขบวนอิสรภาพของหลูผิงเฟ เพราะกิจกรรมของนักศึกษาผู้นี้ เป็นกิจกรรมของนักศึกษาอื่นทั่วๆไป ที่ข้าพเจ้าได้พบมาด้วยตัวเองเมื่อข้าพเจ้าอยู่ในปักกิ่ง ระหว่าง ค.ศ. 1931 กับ ค.ศ. 1936 ในยุคนั้นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาจีนที่ต่อต้านการรุกรานของลัทธิจักรวรรดินิยมญี่ปุ่น ได้กำลังดำเนินไปอย่างรุนแรง ข้าพเจ้าได้ประสบเหตุการณ์เหล่านี้มาด้วยตนเองตลอดเวลาที่ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่ในจีนเหนือ ขบวนเสรีจีนของหลูผิงเฟ เป็นผลสุดท้ายของการเคลื่อนไหวแห่งนักศึกษาในครั้งนั้น แม้จะเป็นเพียงการเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มชายหญิงที่ไม่มีทางสู้รบตบมือกับกองทัพอันเกรียงไกรของซามูไรญี่ปุ่นได้ แต่กิจกรรมของขบวนเสรีจีนนี้ก็เป็นสัญลักษณ์ อันสำคัญยิ่งของชาวจีนผู้เสรีที่ยินดีเลือกเอาความตายเพื่อธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพอันเป็นธรรม

ข้ำพเจ้าหวังว่า อย่างน้อยการต่อสู้ของหลูผิงเฟตามความในบันทึกของเขา ตลอดจนการเคลื่อนไหวของขบวนเสรีจีนในเรื่องที่ข้าพจ้าเขียนนี้คงจะเป็นข้อคิดอันหนึ่งของชาติมนุษย์ผู้แสวงธรรมอันเสรีที่ควรจะเตือนใจให้เสรีชนทุกคนได้คิดว่า ความกลัวคีอ ศัตรูของเสรีภาพ"
สด กูรมะโรหิต ไร่แผ่นดินไทย 16 มกราคม 2503

ภาพยนตร์เรื่องนี้ กำกับการแสดงโดย ลัดดา สารตายน อำนวยการสร้างโดย เทวมิตร กุญชร ในนามของ คันจราภาพยนตร์ ถ่ายทำด้วยฟิล์มสี 35 มม. เพลงเอกคือ รักนิรันดร์ ร้องโดยสุเทพ วงศ์กำแหง ซึ่งแสดงเป็น "หวาง" นักแสดงท่านอื่นๆ อาทิ มิสคูมี่จากฮ่องกง (ฝาน),ประจวบ ฤกษ์ยามดี (จาง), สวลี ผกาพันธ์ (หยวน), ชาลี อินทรวิจิตร (หลิน), ศรินทิพย์ ศิริวรรณ (หลู), อดิเรก จันทร์เรือง (เกา), สมบูรณ์ มหาพิชยะ (ซุง), อดิศักดิ์ เศวตนันท์ (นาตามูระ), ชาญ เย็นแข (ทาเคตะ), มรว. ประสิทธิ์ศักดิ์ สิงหรา (พ่อ)
ในงานตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 3 (2502) ภาพยนตร์เรื่องนี้ สด กูรมะโรหิตได้รับรางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยม และศรินทิพย์ ศิริวรรณ ได้รับรางวัลนักแสดงประกอบหญิงยอดเยี่ยม

นอกจากภาพยนตร์แล้ว บทประพันธ์นี้ยังเป็นบทละครเวที โดย ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ซึ่งสามารถเสิร์ชอ่านได้จากไฟล์ PDF

นอกจากนี้ ยังมีภาพยนตร์ที่สุเทพ วงศ์กำแหง ร่วมแสดงด้วยอาทิ บัวบานในแผ่นดินจีน (2501สุเทพ - สุพรรณ บูรณะพิมพ์), เงารัก (2508 สมบัติ-พิศมัย), เงิน เงิน เงิน (2508 มิตร-เพชรา), พิการรัก (สุเทพ-ชนะ-มณทิชา), สาวขบเผาะ (2515 ไพโรจน์-ผึ้ง) เป็นต้น

สร้างหนัง"วิมานดารา" เรื่องแรกเรื่องเดียว

และในปี 2517 สุเทพได้เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “วิมานดารา” จากบทประพันธ์ ของ รพีพร , เทพชัยภาพยนตร์ โดย สุเทพ วงศ์กำแหง อำนวยการสร้าง, กำกับการแสดงโดย ชุติมา สุวรรณรัต นำแสดงโดย : สมบัติ เมทะนี ,ทัศน์วรรณ เสนีย์วงศ์ ฯ , สุเทพ วงศ์กำแหง, มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช ร่วมด้วย ปรีดา จุลละมณฑล, เทพ เทียนชัย, โผน กิ่งเพชร, นฤพนธ์ ดุริยะพันธ์ดารารับเชิญ ได้แก่ เมตตา รุ่งรัตน์ , ธานินทร์ อินทรเทพ, เสริมพันธ์ สุทธิเนตร , ผุสดี อนัฆมนตรี , ปฐมชัย ชมศรีเมฆ ,โขน ศักดิ์สิทธิ์ , ผุดผาดน้อย วรวุฒิ , คงเดชน้อย ลูกบางปลาสร้อย ฉายครั้งแรกวันที่ 19 มกราคม 2517 ที่โรงภาพยนตร์ เพชรรามา

เรื่องย่อ
"วิมานดารา" เป็นวิมานซึ่งยุคสมัยเป็นผู้สร้างให้วิมานแห่งนี้เป็นวิมานชั่วคราว เหล่าดาราเป็นสุขอยู่บนวิมานก็เฉพาะยุคสมัยเท่านั้น ยุคสมัยสร้างวิมานให้ดารา แล้วทำลายวิมานนั้นด้วย ฉะนั้น เมื่อคนพวกนี้หัวเราะ โลกก็หัวเราะกับเขา แต่เมื่อเขาร้องไห้ เขามักร้องไห้คนเดียวเสมอ
ชื่นชีวา (มยุรฉัตร) บัณฑิตผู้กำลังทำวิทยานิพนธ์เอาปริญญามหาบัณฑิต จากชีวิตของดารานักแสดงหลายฝ่าย เชื่อมั่นว่า ยุคสมัยเป็นสิ่งต่อต้านได้ ดาราผู้พ้นยุคสมัยไปแล้ว หากว่าพรสวรรค์และความสามารถของเขายังมีอยู่ เขาก็อาจกลับคืนมาเป็นเจ้าสังเวียนได้อีกระยะหนึ่ง ดังนั้น เธอจึง "เสาะ" หาดาราเพื่อการทดลองทฤษฎีของเธอเอง
พรเทพ (สุเทพ) นักร้องตกอับ ซึ่งอดีตเคยยิ่งยงขนาดเป็นนักร้องแผ่นเสียงทองคำพระราชทานเป็นคนแรกที่ ชื่นชีวา มุ่งหน้าไปหาวิงวอนขอความร่วมมือจากเขา ให้เหนี่ยวรั้งดาราฝ่ายต่างๆที่เคยร่วมยุคกับเขามาให้คืนมาสู่โลกการแสดง ซึ่งเธอยินดีเป็นสปอนเซอร์ให้ทั้งหมด

พรเทพให้ความร่วมมือเต็มที่ คนแรกที่เขาดึงกลับมาสำเร็จคือ วิษณุ (สมบัติ) อดีตพระเอกตุ๊กตาทองชื่อก้อง ถัดมา ปิติ (ปรีดา) นักขับรถแข่งระดับแชมป์ของเมืองไทย สิงห์ (โผน) อดีตนักมวยโลกรุ่นฟลายเวท และทุ้ย (เทพ เทียนชัย) อดีตดาวตลกชั้นแนวหน้าของเมืองไทย
ชื่นชีวา จัดบ้านพักให้ 4 สหาย พร้อมสาวใช้คนหนึ่งเป็นใบ้ ชื่อชบา (ทัศน์วรรณ) ให้เป็นผู้ดูแลรับใช้
อิทธิพลทางสังคม และทางการเงินของชื่นชีวา ทำให้วิษณุมีโอกาสคืนมาสู่โลกภาพยนตร์อีกครั้ง ความนิยมของประชาชนคืนมาสู่เขาอีก เมื่อภาพยนตร์เรื่องแรกถูกนำออกฉาย
พรเทพกลับมาเป็นราชาเพลงอีกครั้ง เช่นเดียวกับทุ้ย งานของคนทั้งสองพุ่งปราดไปสู่ความต้องการของประชาชนอย่างกว้างขวาง
สิงห์ คืนเอาชนะแชมป์มวยรุ่นเดียวกัน
ปิติ ทำลายสถิติรถแข่ง ซึ่งเขาถนัดมานานนักหนา

ขณะที่ทุกคนชื่นชมกับความสำเร็จที่ไม่นึกฝันว่าจะได้คืนมานั้น ชื่นชีวาก็สามาถแต่งวิทยานิพนธ์เพื่อปริญญาโทของเธอได้สำเร็จ และพร้อมกันนั้น เหตุร้ายก็อุบัติขึ้น ชบาสาวใช้ผู้เป็นใบ้ตั้งท้อง
ใครคนใดคนหนึ่งใน 5 คนต้องรับผิดชอบ ปรากฎว่า ไม่มีใครรับ ชบาต้องชี้ตัวผู้ที่เข้าไปทำลายความบริสุทธิ์ของเธอคือ วิษณุ พระเอกหนังชื่อก้อง เพราะเธอยืนยันกลิ่นน้ำหอมที่เขาใช้เป็นประจำในขณะที่ห้องเธอมืดสนิท แต่เธอเต็มใจอุทิศกายให้เขา เพราะความรักข้างเดียว
วิษณุ ยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยการหนีหน้าไปเสียจากสังคม หนังสือพิมพ์ลงมือทำลายเขาด้วยข่าวชิ้นนี้
เพื่อนทั้ง 4 ระยะแรกปลงใจเชื่อว่า วิษณุเผลอไผลจริง เพราะชบายืนยันมั่นคง และตลอดเวลา เธอกับวิษณุสนิทกันมาก เพราะวิษณุต้องการเรียนภาษาใบ้จากชบา ตามนิสัยไม่ชอบอยู่นิ่งของเขา

แท้จริง ผู้ร้ายสำคัญเรื่องนี้คือ เริงศักดิ์ (นฤพนธ์) หนุ่มรูปงามที่ชอบใช้ชีวิตเป็นพรานล่าผู้หญิง เริงศักดิ์เช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ บ้านที่ทั้ง 5 อาศัยอยู่ เขาลอบใช้กล้องส่องทางไกลแอบดูชบา ตลอดจนรู้ว่า ชบาชอบวิษณุ และวิษณุชอบน้ำหอมกลิ่นอะไร เขาจึงทำตัวเป็นแมวขโมย
หลังจากนั้น เขาก็แต่งงานไปกับวัลลี (เมตตา) สาวสังคมผู้ร่ำรวย
เขารู้ว่า ชบามีลูกกับเขา เริงศักดิ์เป็นมนุษย์จำพวกเกลียดตัวกินไข่ กอปรกับวัลลีย์เป็นหมัน ไม่อาจให้ลูกกับเขาได้ เริงศักดิ์จึงวางแผนขโมยลูกของชบา
แผนจะรัดกุมอย่างไร ชบาซึ่งไม่ยอมห่างลูก จึงต่อสู้ป้องกันลูกของเธอ เริงศักดิ์ทุบตีอย่างไร เธอก็ไม่ยอม เธอยอมตาย เริงศักดิ์จะเอาลูกไป ชบาโผเข้ากอดเขา เริงศักดิ์เสียหลักล้มลง ชบาก็หันไปยกหินทุ่มลงบนศีรษะอย่างลืมตัว

เริงศักดิ์สารภาพกับชื่นชีวา และ 4 สหายผู้ตามมาทันเหตุการณ์ว่า เขาจำเป็นต้องชิงลูกของชบา เพราะเป็นลูกของเขาเอง
ชบาถูกจับ 4 สหายและชื่นชีวา เข้าใจในความบริสุทธิ์ของวิษณุในทันที แต่จะไปหาวิษณุที่ไหนพบ
ชบาขึ้นศาลฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา เธอไม่ยอมให้การใดๆทั้งสิ้น นอกจากวอนขอลูก ศาลต้องการคนเข้าใจภาษาใบ้ ซึ่งชื่นชีวา ผู้ทำหน้าที่ทนายรู้ดีว่า มีคนเดียวคือ วิษณุ
4 สหายตามวิษณุจนพบในไร่แห่งหนึ่ง ซึ่งทีแรกเขาไม่ยอมให้ใครเข้าไปหา ใช้ปืนยิงสกัดไว้ แต่แล้วเมื่อรู้ว่า เขาคนเดียวเท่านั้นจะช่วยชบาได้ เพราะแปลภาษาใบ้ได้ วิษณุจึงยอมช่วยชบา
ผลจากชบาเผยความจริงด้วยภาษาใบ้ของเธอ และศาลเข้าใจตามวิษณุแปล ศาลเห็นว่า จำเลยต่อสู้เพื่อป้องกันลูก อันเป็นเลือดในหัวอก แต่กระทำเกินกว่าเหตุ จึงลงโทษเพียงรอลงอาญาชบา ซึ่งเท่ากับปล่อยตัวพ้นข้อหา
ปัญหาต่อไปตกอยู่ที่วิษณุ จะคืนกลับมาสู่โลกแสดงอีก หรือจะตกลงใจเลือกใครมาเป็นคู่ชีวิต ระหว่างบัณฑิตสาวชื่นชีวา กับชบาผู้ซึ่งหลงรักเขาจนเป็นเหตุให้วิษณุเกือบพินาศทั้งชีวิต ท่านจะได้รับคำตอบด้วยตัวของท่านเอง เมื่อ "วิมานดารา" ถูกนำออกสู่สายตาของท่าน ที่เพชรรรามา ประตูน้ำ ต้อนรับตรุษจีน ปี 2517 (คัดลอกและพิมพ์ จาก เพจ เรื่องย่อหนังไทยในอดีต)

“วิมานดารา” ไม่ประสบความสำเร็จในด้านการตลาดอีกเช่นเคย สุเทพตั้งใจว่า หนังเรื่องต่อไป จะสร้าง “ข้างหลังภาพ” ของ ศรีบูรพา แต่ต่อมา... ก็หยุดการทำหนัง หันไปร้องเพลงอย่างเดียว มีเพลงส่วนหนึ่งที่เขาร้องเพลงให้กับภาพยนตร์เรื่องต่างๆอีกจำนวนมาก

ชีวิตในโลกดาราและภาพยนตร์ของสุเทพ วงศ์กำแหง ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ควรจะเป็นต่างจากภาพของนักร้องที่ยืนหนึ่งในวงการเพลงไทยสากลอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี ...

อ้างอิง

- คอนเสิร์ต ๔ ทศวรรษกับสุเทพ วงศ์กำแหง : กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดพิมพ์

- คอนเสิร์ต สุเทพ - สวลี คู่ชีวีรักฉันนานๆ : กองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ จัดพิมพ์

- ลอยไปในลมบน กว่าจะเป็นศิลปินแห่งชาติ "สุเทพ วงศ์กำแหง" : ผศ.ดร. ญาดา อรุณเวช อารัมภีร

-เพ็ญศรี-รพีพร สองศิลปินแห่งชาติ ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพ 19 กันยายน 2550

- วิมานดารา - เพจ เรื่องย่อหนังไทยในอดีต

- ขบวนเสรีจีน - https://thaibunterng.fandom.com /

- วิกิพีเดีย และ หอภาพยนตร์

รวมเรื่องราวและผลงานบางส่วนของสุเทพ วงศ์กำแหง

สุเทพ วงศ์กำแหง ในวัยเด็ก

ปก CD เพลงชุด มนต์รักนวลจันทร์  เพลงเดียวที่สุเทพร้องบันทึกเสียงให้กับวงสุนทราภรณ์ ร้องคู่กับเพ็ญศรี พุ่มชูศรี

ภาพจินตลีลา มนต์รักนวลจันทร์ ปี 2496 โดยสุเทพ - เพ็ญศรี

สุวัฒน์ วรดิลก (รพีพร) กับ สุเทพ วงศ์กำแหง

ภาพประวัติศาสตร์ : นายกรัฐมนตรี โจว เอิน ไหล ต้อนรับคณะศิลปินไทย พ.ศ. 2500

ภาพประวัติศาสตร์ : สุวัฒน์ - เพ็ญศรี นำคณะศิลปินไทยเยี่ยมและถ่ายภาพร่วมกับ อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หน้าหอรับแขกเมืองกวางโจว ประเทศจีน ปี 2500

ใบปิดภาพยนตร์ สวรรค์มืด (2501)

สุเทพ วงศ์กำแหง - สืบเนื่อง กันภัย พระ-นางจากภาพยนตร์ สวรรค์มืด

ในฉาก เพลง จนจริงไม่จนรัก สุเทพ - สืบเนื่อง

สุเทพ ในวัยหนุ่ม หล่อมั้ยครับ !

ขออีกภาพ เพื่อยืนยันในความหล่อ

จากเรื่อง ขบวนเสรีจีน (2501)

จากเรื่อง ขบวนเสรีจีน (2501)

จากเรื่อง ขบวนเสรีจีน (2501)

จากเรื่อง ขบวนเสรีจีน (2501)

ขบวนเสรีจีน จากตอนๆในสยามสมัย  มารวมเล่ม ชุดนี้โดย สำนักพิมพ์เสริมวิทย์ บรรณาคาร

สด กูรมะโรหิต นักคิด นักเขียน เจ้าของรางวัลบทประพันธ์ยอดเยี่ยม (ขบวนเสรีจีน)  รางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 3

ต้นฉบับและสำเนาคำแปล จากเอกสารของสถานเอกอัครทูตสาธารณรัฐ จีน - ฮัน ลิห์วู

ตัวอย่างเอกสารบทละครเวที ขบวนเสรีจีน โดย ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง

ตัวอย่างเอกสารบทละครเวที ขบวนเสรีจีน โดย ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง

ในฉากเพลง ร่มเกล้า จากภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน (2508)

โปสเตอร์ วิมานดารา (2517)  หนังเรื่องเดียวที่สุเทพ เป็นผู้อำนวยการสร้าง

โชว์การ์ด วิมานดารา

โชว์การ์ด วิมานดารา

โชว์การ์ด วิมานดารา

ตัวอย่างเรื่องย่อ วิมานดารา ของเพจ เรื่องย่อหนังไทยในอดีต

ภาพขาว-ดำ จากหนังสือ ของเพจ เรื่องย่อหนังไทยในอดีต

ภาพขาว-ดำ จากหนังสือ ของเพจ เรื่องย่อหนังไทยในอดีต

ตัวอย่างปกแผ่นเสียงที่สุเทพร้องเพลง มนต์รักบ้านนา ให้กับหนังเรื่องนี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...