xs
xsm
sm
md
lg

เทพธิดาขนนก ตอนที่9 | ตบล้างน้ำต่อหน้าสื่อ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เทพธิดาขนนก ตอนที่9 | ตบล้างน้ำต่อหน้าสื่อ

บทประพันธ์ : เพ็ญสิริ บทโทรทัศน์ : ปริศนา และ ทีมวันสุข

เพียงฟ้าปราดเข้ามากลางวงนักข่าวกระชากตัวปลายอ้อ แล้วเงื้อมือจะตบ ทุกคนตะลึงตะไลตกใจทั้งแถบ
ปลายอ้อยกมือปัดป้องกันหน้าไว้ ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ

“อะไรกันคุณเพียงฟ้า”
“แกแกล้งฉัน นังบ้า”
เพียงฟ้าฟาดมือตีปลายอ้อไม่ยั้ง ปลายอ้อทนไม่ไหว จับแขนบิดจนเพียงฟ้าร้องลั่น
“ฉันจะไม่ยอมให้คุณมาทำร้ายฉันในเรื่องที่ฉันไม่รู้อะไรด้วย พอกันที”
“แกกล้ากับฉันเหรอ เอาสิ”
เพียงฟ้ากระทืบเท้าปลายอ้อเต็มแรงจนเสียหลักถอยหนีแล้วล้มลง เพียงฟ้าขึ้นคร่อมตบไม่ยั้ง ปลายอ้อปัดป้องพัลวัน
พวกนักข่าวเห็นเพียงฟ้ากับปลายอ้อตบตีกันก็ตาโต ยกกล้องกับมือถือขึ้นมาถ่ายช็อตเด็ด
“ว้าย ตายแล้ว พอ! หยุดเดี๋ยวนี้”
แสงโสมรีบวิ่งเข้าไปห้าม ดึงตัวเพียงฟ้าออกมาเต็มแรง ศุภกฤตเข้าไปช่วยปลายอ้อขณะที่นักข่าวยังถ่ายรูปไม่หยุด เพียงฟ้าไม่ยอม จะตบปลายอ้อให้ได้
“ปล่อยนะคุณโสม วันนี้ฟ้าจะตบล้างน้ำมันต่อหน้านักข่าวนี่แหละ”
“จะบ้าหรือไง สงบสติอารมณ์หน่อยสิ”
เพียงฟ้าเหมือนได้สติ หันไปเห็นนักข่าวจ้องมาพร้อมกันหมด ท่าทางอยากรู้อยากเห็น
“เอ่อ เดี๋ยวพี่ขอตัวซักครู่นะคะ”
แสงโสมยิ้มกลบเกลื่อนพลางหันไปมองด้านหลัง เห็นทีมงานวิ่งกันเข้ามาเพราะได้ยินว่ามีเรื่อง รีบส่งสัญญาณ
“เอ่อ เชิญพี่ๆ น้องๆ สื่อไปทานของว่างที่ห้องรับรองก่อน ตามน้องทีมงานไปเลยค่ะ”
ทีมงานรีบแก้สถานการณ์ เชื้อเชิญสื่อทุกคนออกไป เพียงฟ้าหันไปหาปลายอ้อจะพุ่งเข้าใส่อีก
“ฉันบอกให้พอ มานี่”
แสงโสมดุเสียงเข้มลากเพียงฟ้าออกไป ทิ้งปลายอ้อไว้กับศุภกฤต
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามอย่างเป็นห่วง
ปลายอ้อก้มดูเนื้อตัว “ไม่เป็นไร”
“มีเรื่องอะไรกัน”
“ไม่รู้ สงสัยจะแค้นที่ขับรถชนฉันไม่สำเร็จเมื่อเช้านี้มั้ง”
ปลายอ้อคุมแค้นมองตามเพียงฟ้าไปอย่างเซ็งๆ

ด้านอภิวัชฟังเพลงที่มิกซ์จากเสียงร้องไกด์ของปอแก้วจากในห้องอัด ด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“ใช่เลย สไตล์นี้แหละที่ผมอยากได้ คุณรู้ใจผมจริงๆ”
“ถ้าฉันไม่รู้ใจคุณ แล้วเราจะเป็นแฟนกันได้ไง”
อภิวัชยิ้มชื่น โอบปอแก้วลงมานั่งตัก
“คุณร้องดีซะจนผมไม่อยากหานักร้องคนอื่นแล้ว มาออกซิงเกิ้ลนี้ให้ผมเลยดีไหม”
ปอแก้วตาโตตกใจ “จะบ้าเหรอคุณวัช คุณพ่อได้ฆ่าฉันตาย”
“งั้นคุณก็ไปบอกคุณพ่อสิว่าเราเป็นอะไรกัน บอกท่านจริงๆ ว่าคุณก็อยากทำเพลง แต่เพื่อไม่ให้เอาเปรียบศิลปินในค่าย คุณก็เลยมาทำเพลงกับผมแทน”
ปอแก้วมองหน้าอภิวัชอย่างแปลกใจ เพราะอภิวัชดูจริงจังเวอร์
“นี่พูดจริงเหรอ”
อภิวัชพยักหน้า “ผมรู้นะว่าคุณก็คิดถึงการร้องเพลง ไม่เสียดายเหรอถ้าคุณจะต้องวางสิ่งที่คุณรักไว้บนหิ้งตลอดไปเพราะถูกหน้าที่บังคับ”
ปอแก้วมีท่าทางลังเล อภิวัชบีบมือปอแก้วเบาๆ อย่างเห็นใจ ถือโอกาสกล่อม
“ถ้าเรามาร่วมงานกัน มันก็จะได้เป็นโอกาสวางรากฐานอนาคตของเราด้วยนะคุณแก้ว”
หน้าปอแก้วจ๋อยลง หลุดปากบ่นออกมา “คุณพ่อไม่มีทางยอม
“ผมพร้อมจะคุยกับท่าน วันนี้เลยก็ได้”
อภิวัชทำท่าจะหยิบโทรศัพท์ ปอแก้วตกใจรีบห้าม
“อย่าเพิ่งเลยคุณวัช ช่วงนี้คุณพ่อเครียดๆ กับเรื่องส่วนตัวอยู่ อย่าเพิ่งเอาปัญหาไปเพิ่มให้ท่านเลยนะคะ”
อภิวัชสะท้อนใจที่ปอแก้วมองว่าเรื่องของเขาเป็นปัญหา แต่ปอแก้วไม่ทันรู้ตัว มีเสียงโทรศัพท์ดังขัดขึ้นพอดี
ปอแก้วรีบกดรับสาย “ว่าไงคะน้าโสม”
ปอแก้วฟังแสงโสมโทร.มาฟ้องแล้วมีท่าทีตกใจชัดแจ้ง หันไปบอกอภิวัช
“ฉันต้องกลับไปออฟฟิศแล้วค่ะ มีเรื่องนิดหน่อย เดี๋ยวค่อยคุยกันนะคะ”
ปอแก้วจุ๊บแก้มคนรักเร็วๆ แล้วหยิบกระเป๋าเดินคุยสายออกไปทันที
อภิวัชมองตามเซ็งๆ เหมือนปอแก้วให้ความสำคัญกับตนน้อยเหลือเกิน

ศุภกฤตมาถึงออฟฟิศตอนเย็น ชัยยศรออยู่ รีบโผล่ออกมาจากห้องทำงานเปิดปากแซวเขาทันที
“มาแล้วเหรอวะไอ้กฤต แหม ไอ้พระเอก”
ศุภกฤตงง “อะไรพี่”
“นี่ไง ที่แกไปเป็นกรรมการห้ามสาวๆ ตบกัน ดังไปทั่วโซเชียลแล้ว”
ชัยยศเปิดคลิปในมือถือให้ดู เห็นภาพศุภกฤตเอาตัวเข้าไปแยกเพียงฟ้ากับปลายอ้อไม่ให้ตบกัน
“ตกลงมันเรื่องอะไรกันวะ”
ศุภกฤตตอบเลี่ยงๆ “เขาเข้าใจผิดกันนิดหน่อยอะพี่”
ชัยยศจับผิด “แน่ะ แสดงว่าแกมีข้อมูลวงในใช่ไหม รีบเอาลงเว็บเลยเว้ย คนรออ่านอยู่”
ศุภกฤตลังเล สุดท้ายบ่ายเบี่ยง
“ผมว่าเรื่องทะเลาะตบตีอย่างนี้มันไม่สร้างสรรค์อะไร เราอย่าเล่นข่าวเลยพี่ ให้ที่อื่นเขาทำไปเถอะ”
ชัยยศขัดใจ “วะ ก็คนมันชอบ สำนักข่าวอื่นเล่นกันหมด ถ้าเราไม่เล่น แล้วใครมันจะเข้าเว็บเรา หรือว่าแกกินแกลบแทนข้าวได้”
ศุภกฤตหน้าจ๋อย เถียงไม่ออก เดินคอตกไปนั่งที่โต๊ะทำงาน

ในที่ประชุมค่ายบูรพา เพียงฟ้านั่งอยู่กับลั้นลา สองคนผลัดกันฟ้องปอแก้วฉอดๆ
“ลั้นลาลงไปดม เอ๊ย ลงไปดูมาแล้วค่ะ รถเพียงฟ้าเหม็นกลิ่นปลาร้าหึ่งเลย เพิ่งซื้อมาใหม่แท้ๆ”
“คุณปอแก้วต้องจัดการหักเงินเดือนมันมาจ่ายค่าประตูใหม่ให้ฟ้า”
“ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่รู้เรื่อง” ปลายอ้อบอก
“ฉันไม่เชื่อ ฉันรู้นะว่าแกจ้องจะแก้แค้นที่ฉันขับรถเฉี่ยวแก”
เพียงฟ้าหลุดปากออกไปแล้วอึ้งไปเลยเบรกไม่ทัน ทุกคนพากันอึ้ง
ปลายอ้อยิ้มสะใจ “นี่ฉันไม่ได้ฟ้องนะ คุณประจานตัวเองออกมาแท้ๆ”
“ขับรถเฉี่ยวอะไรกัน ตอนไหน” ปอแก้วซัก
“เมื่อเช้านี้ค่ะ ตอนฉันออกไปตลาด คุณเพียงฟ้าขับรถผ่านมาเกือบชนฉันกับพี่แวว พี่เจนนี่ ตอนแรกฉันก็ไม่รู้ว่ารถใคร เพิ่งมารู้ตอนที่มาถึงบริษัท”
เพียงฟ้าลุกขึ้นชี้หน้า “นั่นไง สุดท้ายแกก็ยอมรับว่าทำจริงๆ”
แสงโสมรำคาญ “โฮ้ย ขิงก็ราข่าก็แรง ลงโทษทั้งคู่เลยดีไหมคะหนูปอแก้ว”
“ฉันไม่ได้บอกว่าฉันทำนะคะ” ปลายอ้อไม่ยอม
“อีนังผู้ร้ายปากแข็ง”
เพียงฟ้าทนไม่ไหว โผนเข้าไปจิกตบปลายอ้อ แต่ลั้นลาดึงไว้ ปอแก้วตวาดลั่น
“หยุดนะเพียงฟ้า นี่ต่อหน้าฉันแท้ๆ ควบคุมอารมณ์ซะบ้าง ที่ทำเรื่องวันนี้ยังไม่พออีกเหรอ ป่านนี้วีรกรรมเธอคงโฉ่ไปทั้งอินเตอร์เน็ตแล้ว คดีเก่ายังไม่ทันเคลียร์ ก็ก่อคดีใหม่อีก” ปอแก้วหันไปหาปลายอ้อ “เธอก็เหมือนกัน ตกลงจะมาเป็นนักร้อง หรือจะมาก่อเรื่องกันแน่”
ปลายอ้ออ้าปากจะเถียง แต่มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามมาด้วย แววเดือน เจนนี่พรวดพราดเข้ามา
“แววเดือน เจนนี่ เธอสองคนพรวดพราดเข้ามาทำไม” แสงโสมแปลกใจ
แววเดือนเอ่ยขึ้นว่า “อย่าลงโทษปลายอ้อเลยนะคะ”
ลั้นลาโมโห “นี่แสดงว่าพวกแกทำกันเป็นขบวนการใช่ไหม เล่นงานมันทั้งแก๊งเลยค่ะคุณปอแก้ว”
“ไม่มีขบวนการอะไรทั้งนั้นแหละ” แววเดือนผลักเจนนี่ที่หลบอยู่ด้านหลังออกไป “เอ้า สารภาพไปสิ”
เจนนี่เดินเข้ามายืนหน้าจ๋อยๆ กลางที่ประชุม
“คือ...เรื่องน้ำปลาร้าที่เอาไปหยอดใส่ประตูรถเพียงฟ้าเป็นฝีมือเจนนี่เองค่ะ ไม่เกี่ยวกับปลายอ้อ ก็เจนนี่โมโหที่นัง เอ่อ เพียงฟ้าขับรถเฉี่ยวจนทำถุงปลาร้าตกแตกก็เลยอยากแก้เผ็ดมัน”
เพียงฟ้าแผดเสียงใส่ “นังบ้า แล้วปลาร้าของแกมันเทียบค่าซ่อมรถฉันได้ไหม”
“แล้วถ้าแกไม่คิดจะขับรถเฉี่ยวพวกฉันมันก็จะเกิดเรื่องนี้ไหม”
เพียงฟ้ากับเจนนี่ชี้หน้าจะเอาเรื่องกันอีก ปอแก้วยกมือห้าม ขึ้นเสียงใส่
“หยุดกันซักที ฉันเคยบอกแล้วว่าอยู่สังกัดเดียวกันก็ควรจะสามัคคีกัน นี่อะไร เอาแต่มีเรื่องกัน แบ่งพรรคแบ่งพวก รู้บ้างไหมว่าทุรศ มันส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์บริษัท”
เจนนี่หน้าม่อย “ขอโทษค่ะ ที่เจนนี่คิดน้อยไป”
“แค่ขอโทษมันยังไม่พอหรอก ทุกคนต้องรับผิดชอบการกระทำของตัวเอง ฉันจะเอาเรื่องนี้เข้าประชุมกับฝ่ายอื่นๆ ว่าควรจะลงโทษพวกเธอยังไง”
เจนนี่หน้าหงอยไป เพียงฟ้าท่าทางฮึดฮัด

เจนนี่เดินตามปลายอ้อกับแววเดือนเข้าบ้านมา เกวลีรอฟังข่าวอยู่รีบเข้ามาถาม
“เป็นยังไงบ้างจ๊ะ ปลายอ้อโดนอะไรไหม”
“ก็ถูกจิกหัวนิดหน่อย ดีที่คุณแสงโสมอยู่ด้วยก็เลยรอดตัวไป”
“แต่ฉันคงไม่รอด โดนไล่ออกแน่ๆ ลาพวกแกตอนนี้เลยก็แล้วกันนะ”
เจนนี่จับมือทุกคน เบะปากอยากจะร้องไห้
“เฮ้ย ใจเย็นๆ ก่อน คงไม่มีอะไรหรอก” แววเดือนว่า
“นั่นสิพี่เจนนี่ ยังไงเราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน คุณปอแก้วคงไม่ลงโทษรุนแรงหรอก...ถ้าเขามีความยุติธรรม” เกวลีปลอบ
“ฉันว่าอย่างมากก็แค่หักเงินเดือนแก” แววเดือนบอก
เจนนี่มีสีหน้าดีขึ้น “แต่ยังไงฉันก็ต้องขอโทษแกนะปลายอ้อ ที่ทำให้เกือบซวยไปด้วย”
“ไม่เป็นไรจ้ะ งานนี้ยังไงฉันก็ได้กำไร เพราะตอนนี้เพียงฟ้าคงกลายเป็นนางร้ายในสายตาคนอื่นไปแล้ว”
ปลายอ้อยิ้มสะใจสมใจ

แสงโสมเดินเข้ามารายงานปอแก้วในห้องทำงาน เรื่องคลิปตบออกสื่อ
“น้าโทร.เคลียร์กับพวกนักข่าวที่มาวันนี้ให้เขาลบคลิปหมดแล้วนะคะ แต่ก็คงลบไม่หมด เพราะถูกส่งต่อกันไปไกลแล้ว”
“เอาให้เหลือน้อยที่สุดก็พอค่ะ เดี๋ยวคนก็ลืมกันเอง”
“แต่สกู๊ปของสตาร์เดลี่นี่จะเอาไงคะ มีเขียนเรื่องเพียงฟ้าขับรถชนปลายอ้อด้วย แบบนี้มันแรงกว่าตอนตบตีกันในผับเยอะ”
แสงโสมเปิดข่าวในไอแพดให้ดู ปอแก้วอ่านแล้วตกใจ

ศุภกฤตนั่งทำงานอยู่ เพื่อนนักข่าวเดินตัวลีบเข้ามาที่โต๊ะทำงาน
“พี่กฤตครับ มีแขกมาหาพี่”
ศุภกฤตเงยหน้ามอง เห็นปอแก้วเดินตามอีกฝ่ายเข้ามา หน้าบูดบึ้งท่าทางเอาเรื่อง
“ฉันมีเรื่องอยากคุยด้วย”

ชัยยศเดินออกมาจากห้องทำงาน เห็นปอแก้วเข้าไปในห้องประชุมออฟฟิศก็แปลกใจ หันไปถามลูกน้องโต๊ะใกล้ๆ
“นั่นมันลูกสาวเสี่ยบูรพานี่ มาทำไมวะ”
“สงสัยจะมาเรื่องข่าวที่เราลงเว็บน่ะหัวหน้า”
ชัยยศมองสงสัย แต่ไม่เข้าไปขัดจังหวะ

ส่วนในห้องประชุม ปอแก้วเปิดหน้าเพจสตาร์เดลี่ให้ดูข่าวที่ศุภกฤตเขียน
“คุณต้องการจะเป็นศัตรูกับฉันใช่ไหม”
ศุภกฤตแค่นหัวเราะ “แค่ลงข่าวนี่แปลว่าเราต้องเป็นศัตรูกันเลยเหรอ”
“ก็คุณเขียนข่าวทำลายชื่อเสียงบริษัทฉัน แล้วยังลามไปถึงพ่อฉันด้วย”
“ผมก็รายงานไปตามข้อเท็จจริงที่รู้มา อย่าลืมสิว่าผมอยู่ในเหตุการณ์วันนีด้วยนะ”
“แล้วคุณเอาเรื่องเพียงฟ้าขับรถชนปลายอ้อมาจากไหน”
ศุภกฤตอึ้ง นิ่งงันไป ไม่กล้าบอกว่าจากปลายอ้อ แต่ปอแก้วรู้ทัน
“นี่คุณแอบสัมภาษณ์ปลายอ้อนอกรอบอีกแล้วใช่ไหม ฉันเคยบอกคุณแล้วนะว่าคุณไม่มีสิทธิ์สัมภาษณ์ศิลปินของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต”
“ผมไม่ได้สัมภาษณ์ แต่มันเป็นเรื่องที่ปลายอ้อเล่าให้ผมฟังในฐานะเพื่อน ผมไม่มีสิทธิ์ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงเพื่อนหรือไง” เขาย้อนกลับเธอ
ปอแก้วโมโห “งั้นก็แสดงว่าคุณเป็นนักข่าวที่แย่มาก ที่เอาเรื่องของเพื่อนมาหากิน”
ศุภกฤตชักเริ่มฉุน “ก็คงแย่พอๆ กับเจ้าของค่ายที่พยายามปกติเรื่องฉาวๆ เพราะกลัวว่าจะกระทบกระเทือนถึงพ่อตัวเองแหละมั้ง”
“คุณศุภกฤต ดีล่ะ ในเมื่อคุณคิดจะเป็นศัตรูกับฉัน ต่อไปนี้ฉันขอแบนคุณไม่ให้เข้ามาทำข่าวที่บูรพาซาวด์อีก”
ปอแก้วพูดจบก็คว้าไอแพดเก็บใส่กระเป๋า แล้วเปิดประตูออกจากห้องไป เห็นชัยยศกับลูกทีมยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าห้องแอบฟัง ทุกคนเก้อไป ปอแก้วยิ่งหัวเสีย หันไปพูดเสียงดังกับศุภกฤต
“แล้วไม่ต้องส่งคนอื่นไปที่บูรพาซาวด์หรอกนะ ฉันจะไม่ต้อนรับนักข่าวจากสตาร์เดลี่ไม่ว่าใครทั้งนั้น”

ที่ผับแห่งนั้น ศุภกฤตนั่งดื่มเซ็งๆ อยู่กับชัยยศ
ชัยยศเห็นศุภกฤตทำหน้านิ่งๆ “จะคิดไรมากวะไอ้กฤต ฉันยังไม่เครียดเลย ยังไงค่ายเพลงก็ต้องพึ่งสื่ออยู่แล้วเว้ย ทำเป็นขึงขังไปแบบนั้นแหละ ไม่นานก็ต้องมาง้อให้เราไปทำข่าว”
“ผมไม่ได้เครียดเรื่องนั้นหรอก กลัวทำปลายอ้อเดือดร้อนไปด้วย”
ชัยยศชะงัก มองหน้า
“เอ๊ะ นี่แกกับปลายอ้อชักยังไงๆ มีซัมติงกันหรือเปล่าวะเนี่ย”
ศุภกฤตสะดุ้ง “ไม่มีพี่ แค่เพื่อนกันเฉยๆ ผมถูกชะตาเขาน่ะ ดูเป็นนักสู้ดี”
“ถูกชะตาหรือว่าถูกใจไอ้น้อง เอาดีๆ”
ศุภกฤตหัวเราะ รีบดกเหล้าแก้เก้อ มีเสียงเรียกดังขึ้นด้านหลังชัยยศ
“ชัยยศ”
ชัยยศกับศุภกฤตหันไปมอง เห็นสารวัตรทะนงในชุดปกติเดินเข้ามาหา
“ชัยยศ”
ชัยยศยิ้มทัก “อ้าว สารวัตร สวัสดีครับ”
ทะนงหัวเราะ “เฮ่ย นี่นอกเวลางานไม่ต้องเรียกยศก็ได้”
“แหม ผมก็มันชินปาก”
“พาสาวที่ไหนมามอมเหล้าอีกหรือเปล่าเนี่ย”
ชัยยศหัวเราะขันแนะนำศุภกฤตกับทะนงให้รู้จักกัน “ไม่มีครับ มีแต่ไอ้นี่ น้องที่ออฟฟิศ ชื่อศุภกฤต นี่สารวัตรทะนง เพื่อนฉันเอง”
ศุภกฤตไหว้ทำความเคารพ ทะนงยิ้มให้อย่างเป็นมิตร แล้วสายตาเหลือบไปทางประตูร้านเห็นใครบางคนเดินเข้ามา จึงหันมาขอตัว
“เจ้าของร้านนี้เป็นเพื่อนกัน ขาดเหลืออะไรก็บอกเด็กมัน เดี๋ยวขอไปทักทายคนรู้จักหน่อย”
ศุภกฤตมองตามไป เห็นบูรพาเพิ่งเข้ามาในร้านตรงไปที่บาร์เหล้า และทะนงตามเสี่ยไป
“นั่นเสี่ยบูรพานี่พี่ เขารู้จักกันเหรอพี่ชัยยศ”
“ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่คนระดับเสี่ยก็คงรู้จักตำรวจใหญ่ๆ แหละมั้ง”
ศุภกฤตมองตามสารวัตรทะนงกับบูรพาอย่างสนใจ

บูรพานั่งลงที่บาร์ สั่งเครื่องดื่มแล้วหันมาเห็นทะนงเดินเข้ามาพอดี
“สวัสดีครับเสี่ย”
บูรพายิ้มทักตอบ
“สารวัตรทะนง ไม่เจอกันหลายปีนะ คุณพ่อสบายดีหรือเปล่า”
ทะนงยิ้มในหน้า “พ่อผมเสียไปเป็นปีแล้วล่ะครับ แต่ช่วงก่อนท่านเสีย ท่านก็ยังพูดถึงคุณอยู่เลย”
บูรพาสะอึกฝืนยิ้มพูดทีเล่นทีจริง
“หวังว่าคงจะพูดถึงเรื่องดีๆ ของผมนะ”
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ ท่านเล่าถึงคดีคุณเผ่าพงศ์ เพื่อนของเสี่ย ที่พ่อปิดคดีไม่ลงจนท่านเกษียณจากราชการ ท่านว่าท่านฝันเห็นคุณเผ่าพงศ์”
บูรพาฟังแล้วมีสีหน้าเครียดขึ้นอีกแว่บหนึ่ง แต่รีบทำเป็นหัวเราะกลบเกลื่อน
“ไอ้เผ่ามันตายมันหลายปีแล้ว คงไปผุดไปเกิดแล้วล่ะสารวัตร ท่านผู้การคงคิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา น่าสงสารนะ การหมุกมุ่นอะไรมากๆ นี่จะว่าไปมันก็บั่นทอนสุขภาพ ผมเสียใจด้วยนะ”
บูรพาพูดคล้ายเห็นใจ แต่สีหน้ากลับมีรอยยิ้ม ทะนงถามด้วยสีหน้าดุดัน
“แสดงว่าเสี่ยไม่เคยฝันถึงเพื่อนรักของเสี่ยคนนี้เลย”
“ชีวิตมันก็ต้องเดินต่อไปน่ะสารวัตร แต่ผมก็ไม่เคยลืมมันนะ ทำบุญให้มันทุกปี แต่ก็ไม่เคยเห็นมันจะกลับมาหาซักที”
บูรพาหัวเราะ พลางจิบไวน์ดื่มอย่างสบายอุรา ไม่ได้สลดหดหู่ใดๆ
“งั้นผมจะภาวนาให้คุณเผ่าพงศ์มาหาเสี่ยบ้างนะครับ เผื่อเขาจะมาบอกว่าใครเป็นฆาตกร เราจะได้ลองรื้อคดีขึ้นมาดูกันอีกซักที”
ทะนงยิ้มเยาะแล้วเดินจากไป บูรพาฉุนแต่ต้องข่มอารมณ์ดื่มไวน์ต่อไป

ด้านเกวลีนอนอยู่บนเตียงข้างๆ ปลายอ้อ พลิกตัวไปมา ยังลืมตาโพลงเหมือนนอนไม่หลับ นึกถึงเหตุการณ์วันนี้
เสียงตำหนิของบูรพาดังก้องในหัวเกวลี
“คนที่อยู่มานาน แต่ไม่สร้างกระแสให้ตัวเอง เราจะขายอะไรล่ะ”
เธอเล่าให้บุญทิ้งฟัง เขาบีบมือปลอบใจ
“เธอไม่ใช่คนไร้ความสามารถ เธอควรจะเอากำลังใจจากคนที่มองเห็นผลงานของเธอเป็นแรงผลักดัน มันอาจจะไม่เยอะเท่าคนอื่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มี โอกาสของคนเราไม่เท่ากันหรอกเกวลี แต่ยังไงคนที่พยายามไขว่คว้าก็จะได้เป็นเจ้าของมัน”
เกวลีเงยหน้าขึ้นสบตาบุญทิ้ง รู้สึกดีขึ้น แต่ยังเห็นน้ำตาซึมๆ
“วันนั้นจะมาถึงฉันจริงๆ เหรอ”
“ต้องมาถึงสิ ดูอย่างไอ้อ้อเป็นตัวอย่าง เพราะมันไม่ยอมแพ้ ถึงได้กลับมาเซ็นสัญญาเข้าบูรพาซาวด์จนได้ เธอก็ต้องไม่ยอมแพ้มันนะ”
เกวลีมีกำลังใจมากขึ้น เอื้อมมือหยิบมือถือมาเปิดดูคลิปตัวเอง เห็นมียอดวิวเพิ่มขึ้นบ้างนิดหน่อย สีหน้าเกวลีครุ่นคิดอะไรบางอย่างได้

เกวลีตั้งโน้ตบุ๊คบนฝาชักโครกในห้องน้ำ แล้วปูเสื่อนั่งกับพื้น มองรอบๆ เขินๆ
“เอาห้องนี้แล้วกันเสียงจะได้เพราะๆ”
เกวลีมองในจอ เห็นติดกระเบื้องห้องน้ำด้านหลัง ก็รีบเอาผ้ามาพาดปิดลายกระเบื้อง แล้วกลับมานั่งหน้าโน้ตบุ๊ค มองกล้องเขินๆ ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี แต่ในที่สุดก็เริ่มพูด
“สวัสดีแฟนคลับทุกคน เกวลี ศรีนครเองนะคะ...” เกวลีหยุดพูดไปดื้อๆ เพราะตื่นเต้น นึกได้รีบกดปิด “อุ๊ย ไม่เอา เอาใหม่ๆ”
เกวลีกดปิดแล้วอัดใหม่อีกรอบ พยายามทำแอ็คติ้งร่าเริง
“สวัสดีค่า แฟนคลับทุกคน เกวลี ศรีนครเองค่ะ ต้องขอบคุณมากๆ เลยสำหรับยอดวิวและคอมเมนท์จากคลิปคอนเสิร์ต ลีปลื้มใจมากเลยค่ะที่ทุกคนๆ ชอบ วันนี้ก็เลยมีเพลงมาฝากอีกเพลง ถือเป็นการขอบคุณทุกๆ กำลังใจที่มีให้กับลีค่ะ”
เกวลีกดเปิดแบ็คกิ้งแทร็คจากมือถือ เป็นเสียงอินโทรเพลง
เกวลีมองกล้องท่าทางตื่นเต้น แล้วเริ่มร้องเพลง แต่เสียงแหบ เลยหยุดร้องอีก
“เอาใหม่ๆ ไม่เพราะเลย” เกวลีกระแอมไล่เสียงแหบไปเรื่อยๆ

บุญทิ้งนั่งเกากีตาร์ แล้วจดโน้ตใส่กระดาษ พยายามแต่งเพลงอยู่ คิดคำไม่ออกเลยถือกีตาร์ลุกขึ้นเดินเล่น
บุญทิ้งเดินท่องเนื้อร้องในใจมาใกล้ๆ ถึงบ้านพักของพวกผู้หญิง ได้ยินเสียงเพลงแว่วๆ เลยหยุดฟัง
เกวลีเปิดเพลงดังก้องทั่วห้องน้ำ หลับตาจินตนาการว่าอยู่บนเวทีคอนเสิร์ต ร้องเพลงอย่างมีความสุข
บุญทิ้งเดินลัดเลาะมาฟังเสียงใกล้ๆ จำได้ว่าเป็นเสียงเกวลี
“เสียงยายแหนมนี่หว่า”
บุญทิ้งเอาหูแนบฟัง แล้วอมยิ้มขำ มองเห็นช่องลมห้องน้ำอยู่บนหัว
เกวลียังร้องเพลงเจื้อยแจ้วเพลิดเพลิน โดยไม่รู้ว่ามีสายตาแอบดูอยู่ผ่านช่องลมบุญทิ้งแอบดูอยู่
บุญทิ้งยืนอยู่บนถังน้ำที่เอามาต่อตัวแอบมองเกวลี จนถังเริ่มรับน้ำหนักไม่ไหว
เกวลีร้องเพลงเพลินๆ จนจบเพลง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดังโครมมาจากด้านนอกก็ตกใจ หยุดร้อง รีบปิดกล้อง
บุญทิ้งกลิ้งคะมำอยู่หลังห้องน้ำ เห็นถังน้ำกลิ้งกระเด็นไปไกล
“โอ๊ย...”
เกวลีได้ยินเสียงร้องโอดโอยด้านนอกจึงรู้ว่ามีคนมาแอบดู
“ใครน่ะ แอบดูคนเข้าห้องน้ำเหรอ ไอ้บ้า”
เกวลีหันไปเปิดฝักบัวน้ำร้อน เอามาฉีดออกไปด้านนอก
บุญทิ้งที่ล้มอยู่ข้างๆ ห้องน้ำ โดนน้ำร้อนฉีดใส่รีบลุกขึ้นโวยวาย
“โอ๊ย ยายบ้า ร้อน”
เกวลีได้ยินเสียงบุญทิ้งจำได้ ถึงกับชะงัก อึ้งไป
“นายเหรอบุญทิ้ง”

เกวลีเอาผ้าขนหนูมาให้บุญทิ้งเช็ดหน้าเช็ดตา บุญทิ้งบ่นอุบ
“แค่มาแอบดูเธอร้องเพลง ไม่ได้แอบดูตอนแก้ผ้าอาบน้ำซะหน่อย ทำเป็นโวยวายไปได้”
เกวลีหยิกแขนบุญทิ้งหมั่นไส้ บุญทิ้งร้องลั่น
“ก็มาไม่ให้ซุ่มให้เสียง ฉันก็นึกว่านายเป็นพวกโรคจิตน่ะสิ”
“ก็ฉันกลัวเธอจะเขิน ว่าแต่...นึกยังไงแอบมาร้องเพลงค่ำๆ มืดๆ เดี๋ยวหมาก็หอน”
“นี่นายว่าฉันร้องเพลงไม่เพราะเหรอ” เกวลีเงื้อมือจะทุบ
“เพราะ แต่มันไม่ใช่เวลาไง ตอนกลางวันไม่ร้อง”
“ฉันอาย ไม่อยากให้ปลายอ้อกับพี่คนอื่นๆ มาเห็นว่าฉันถ่ายคลิปตัวเอง”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย สมัยนี้ใครๆ เขาก็ทำกัน มันเป็นยุคโปรโมทตัวเอง ฉันยังอยากจะทำเลย”
“นายอยากเป็นนักร้องเหรอ”
“ฉันจะแต่งเพลง นี่ไงกำลังเขียนอยู่” ทิ้งเปิดสมุดให้ลีดู “ถ้าฉันแต่งเสร็จแล้วเธอมาร้องลงยูทูบให้ฉันนะ เผื่อเราจะดังด้วยกัน”
เกวลีพยักหน้ารับหงึกๆ ตื่นเต้นไปกับบุญทิ้งด้วย

เช้าวันใหม่ ปอแก้วกับแสงโสมนั่งกินอาหารเช้า มีดาราวดีบริการอยู่ บูรพาเดินเข้ามา สีหน้ามึนๆ เอามือกุมหัว
“ขอน้ำหวานให้ฉันแก้วนึง ใส่น้ำแข็งมาให้ด้วยนะ ข้าวไม่ต้องเอามา ยังกินไม่ลง”
“เมื่อคืนหนักมากหรือไงคะคุณพี่ เดี๋ยวโสมไปเอายาแก้แฮงค์ให้”
แสงโสมลุกเดินไปทางครัว บูรพาหันมามองปอแก้ว เห็นสายตาตำหนิของลูกสาวก็หลบตา
“แม่ไปไหนล่ะแก้ว”
“ไปบ้านลุงหมอฉัตรค่ะ...เมื่อคืนคุณพ่อไป เอ่อ ไปเที่ยวกับเพียงฟ้ามาหรือเปล่า”
บูรพาได้ยินชื่อเพียงฟ้า แล้วเริ่มอารมณ์เสีย ไม่อยากฟัง “เปล่า อย่าจับผิดพ่อนักเลย”
“แก้วไม่ได้จับผิด แค่ถามดู แสดงว่าคุณพ่อยังไม่รู้เรื่อง”
“เรื่องอะไรอีกล่ะ”
แสงโสมเดินเข้ามาพอดี เอายาแก้แฮงค์พร้อมน้ำหวานมาวางให้ตรงหน้าบูรพา
“ก็เรื่องที่แม่ตัวแสบไล่ตบเด็กใหม่ของคุณต่อหน้านักข่าวเมื่อวานนี้น่ะสิคะ”
บูรพานึกเคือง ไม่พอใจเพียงฟ้า “อีกแล้วเหรอ”
“เรื่องมันยาวค่ะ แก้วเชิญคุณพ่อเข้าประชุมเช้านี้ด้วยนะคะ เพราะคงต้องมีมาตรการลงโทษกันบ้าง ไม่งั้นเพียงฟ้าคงไม่เข็ด”
“พ่อไม่ไปอะ ไม่สบาย แก้วอยากทำอะไรก็ทำเถอะ”
บูรพาหยิบยามากิน แล้วดื่มน้ำหวานตาม แสงโสมแกล้งถาม
“อ้าว แบบนี้ถ้าไล่ยัยเพียงฟ้าออก คุณพี่ก็ไม่ว่าเหรอคะ”
บูรพาหันมองแสงโสม รู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งยั่ว ตอบขวางๆ
“ก็ตามใจ”
บูรพาพูดเหมือนไม่แคร์เพียงฟ้าแล้วลุกหนีกลับขึ้นห้องไป แสงโสมมองตามหันมาบ่นกับปอแก้ว
“แบบนี้แสดงว่าโปรโมชั่นเพียงฟ้าหมดแล้วชัวร์”

รถเพียงฟ้าแล่นเข้ามาในบริษัท เพียงฟ้ากับลั้นลาคาดแมสก์เพราะรถยังเหม็นปลาแดกอยู่ พอรถแล่นมาถึงหน้าป้อมยาม รปภ.รีบเปิดที่กั้น แล้วทำความเคารพ จู่ๆ ลั้นลาเปิดกระจกลงมา
“อรุณสวัสดิ์จ้า นี่ น้องเพียงฟ้าเขาซื้อปาท่องโก๋เจ้าอร่อยมากฝาก ทานเลยนะ กำลังร้อนๆ”
รปภ.งงๆ รับของกินจากลั้นลาแล้วหันไปมองเพียงฟ้า เห็นเพียงฟ้าทำตายิ้มๆ ใส่แล้วขับรถเข้าไปจอด รปภ.งงกับท่าทางเป็นมิตร
เพียงฟ้าขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถหน้าตึก แกะแมสก์ออก ถอนใจตั้งสติ
“เอาล่ะ ทำหน้าทำตาดีๆ ยิ้มแย้มแจ่มใสนะแก อย่าเพิ่งวีนเหวี่ยงอาละวาด ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรทั้งนั้น”
“รู้แล้วน่า”
เพียงฟ้าลงจากรถ ลั้นลารีบตามลงไป เปิดท้ายรถ หยิบถุงของกิน ผลไม้ที่ใส่แยกไว้เป็นถุงๆ ขึ้นมาเต็มมือแล้วเดินตามประกบเพียงฟ้า ขึ้นตึก
ลั้นลาเห็นแม่บ้านกำลังกวาดถูหน้าตึกอยู่ก็สะกิดเพียงฟ้า เพียงฟ้ารีบฉีกยิ้ม แอ็คติ้งเข้าไปหา
“สวัสดีค่ะคุณป้า โห ทำงานแต่เช้าเหนื่อยไหมคะ ฟ้าซื้อขนมมาฝาก เจ้านี้อร่อยมากค่า”
แม่บ้านงงๆ ที่เพียงฟ้าหวานใส่ เพียงฟ้ายิ้มเรี่ยราด เดินไปทักทายพนักงานต้อนรับ
“พักเบรกกันก่อนนะจ๊ะน้องๆ กินขนมเร้ว”

ปอแก้วกับแสงโสมนั่งประชุมงานกันอยู่ เพียงฟ้าเคาะประตูแล้วถือวิสาสะเดินเข้ามาเลย
“อุ๊ย สวัสดีค่า ไม่ทราบฟ้าเข้ามาขัดจังหวะหรือเปล่าคะ พอดีฟ้าแวะซื้อติ่มซำจากเยาวราชมาฝากค่ะ กลัวว่าเดี๋ยวจะเย็นชืดเสียก่อน เลยรีบไปจัดใส่จานมาให้ทานกัน”
“เดี๋ยวทานไปคุยไปเลยนะคะ”
ลั้นลาเข้ามาช่วยเพียงฟ้าเสิร์ฟ ท่าทางพะเน้าพะนอเอาใจ ปอแก้วมองรู้ทัน
“เอ่อ คุณแสงโสมคะ ไม่ทราบว่าเจนนี่เขาว่างอยู่หรือเปล่า ฟ้าอยากจะขอต่อท่าเต้นสำหรับงานคอนเสิร์ตอาทิตย์หน้าหน่อย เดี๋ยวฟ้าจะรีบเปลี่ยนชุดไปรอที่สตูซ้อมเต้นเลยนะคะ วันนี้ฟิตมากเลยค่ะ อยากซ้อมมาก”
เพียงฟ้าประจบเอาใจเวอร์ๆ จนแสงโสมหมั่นไส้
“คงยังไม่ต้องหรอกมั้งจ๊ะ เพราะคุณปอแก้วมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอ”
เพียงฟ้าชะงักสังหรณ์ใจ หันไปมองปอแก้วเชิงถาม
“เราประชุมเรื่องของเธอกับเจนนี่เสร็จพอดีเลย เดี๋ยวเชิญที่ห้องฉันดีกว่านะ”
เพียงฟ้าหน้าเจื่อน ใจคอไม่ดี

ที่บ้านพักศิลปินหญิง เจนนี่ถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อได้ฟังข่าวดีจากแสงโสม
“อะไรนะคะ เจนนี่ไม่โดนไล่ออกจริงๆ เหรอคะคุณโสม”
“ใช่ หรือว่าอยากจะโดน”
“อุ๊ย ไม่ค่ะไม่ เจนนี่จะไม่ก่อเรื่องอีกแล้วค่า อ๊าย ดีใจ”
เจนนี่กระโดดกอดกับแววเดือนด้วยความดีใจ
“แต่เธอจะต้องโดนหักเงินเดือน เอาไปชดใช้ค่าซ่อมรถให้เพียงฟ้าเขา”
“จะหักกี่เดือนก็เอาเลยค่ะ เจนนี่ยอม”
“แววจะช่วยจ่ายด้วยค่ะ ถือว่าร่วมกันรับผิดชอบไปเนาะ”
เจนนี่ซึ้งใจ กอดแววเดือน แสงโสมค้อนหมั่นไส้
“ย่ะ แม่คนรวย รักกันนักก็คอยปรามกันบ้าง อย่าก่อเรื่องให้มากนัก พวกเธอโดนหมายหัวกันไว้แล้ว ถ้ามีครั้งหน้า ฉันไม่รับรองสวัสดิภาพนะ”
“แล้วนัง เอ่อ เพียงฟ้าล่ะคะ มันโดนอะไรบ้าง”

เพียงฟ้าอยู่ในห้องทำงานปอแก้ว ลุกพรวดขึ้นโวยวายดังลั่นอย่างไม่พอใจเมื่อได้ฟัง
“ไม่ได้นะคะ คุณปอแก้วไม่มีสิทธิ์ระงับซิงเกิ้ลใหม่ของฟ้า คุณผิดสัญญานี่ก็ไหนบอกว่าจะให้ฟ้าทำเพลง”
เพียงฟ้าแว้ดๆ ใส่ อย่าไม่เกรงใจปอแก้ว จนลั้นลาต้องสะกิดเตือน
“ฉันบอกว่าจะรับไปพิจารณา คนที่ผิดสัญญาน่าจะเป็นเธอมากกว่า เธอก่อเรื่องทั้งๆ ที่ฉันบอกให้ทำตัวดีๆ”
“ก็เพราะนังปลายอ้อ”
“เลิกโทษคนอื่นซักทีเถอะ ถ้าเธอไม่หาเรื่องปลายอ้อก่อ มันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไหม”
เพียงฟ้าจ้องปอแก้วอย่างโกรธจัด
“ฟ้าไม่ยอม ฟ้าจะไปฟ้องเสี่ย”
“คุณพ่อมอบอำนาจให้ฉันตัดสินใจเรื่องนี้แล้ว ท่านไม่อยากรับรู้ปัญหาที่เธอก่ออีก”
“ไม่จริง”
เพียงฟ้าแผดเฟียงใส่ แล้วผลุนผลันออกจากห้องไปลั้นลารีบตามไปติดๆ
ปอแก้วถอนใจเหน็ดเหนื่อยกับพฤติกรรมเพียงฟ้า

ดาราวดีออกมารดน้ำต้นไม้หน้าบ้าน ฮัมเพลงลูกทุ่งยอดฮิต จนได้ยินเสียงบีบแตรหน้าบ้าน เลยวิ่งไปเปิด พอแง้มประตูรั้ว เห็นรถเพียงฟ้าก็ตกใจ
“ต๊าย นี่ยังกล้ามาอีกเหรอ คราวที่แล้วไม่เข็ดหรือไง”
“เสี่ยอยู่บ้านใช่ไหม เปิดประตูเดี๋ยวนี้”
“ไม่เปิด บ้านนี้ไม่ต้อนรับคุณ กลับไปซะ”
“ไม่เปิดใช่ไหม งั้นแกก็ซ่อมประตูเอาเองแล้วกัน”
เพียงฟ้าเหยียบคันเร่งเครื่องยนต์ แล้วขับพุ่งเข้ามา ดาราวดีตกใจตาเหลือก รีบผลักประตูอ้าออกแล้วกระโจนหนี
เพียงฟ้าขับรถปราดเข้าไปจอดหน้าคฤหาสน์แล้วลงจากรถทันที ดาราวดีรีบกระโจนไปขวาง คว้าสายยางฉีดน้ำมาขู่
“ออกไปนะคุณเพียงฟ้า ฉันไม่อยากฉีดน้ำไล่เสนียดในบ้านอีกรอบ”
“แกสิเสนียด ถอยไป”
เพียงฟ้าผลักดาราจะเข้าบ้านให้ได้ถูกดาราฉีดน้ำใส่
“อีบ้า เจ๊จับมันไว้ ฉันจะไปหาเสี่ย”
ลั้นลาเข้ามาคว้าตัวดาราไว้ ดาราร้องวี้ดว้ายเอาน้ำฉีดใส่ แต่ลั้นลาก็ไม่ยอมปล่อย แย่งสายยางกันพัลวัน เพียงฟ้ารีบเดินฉับๆ เข้าบ้านไปอย่างร้อนใจ

บูรพานอนหลับอยู่บนเตียงนอนชั้นบน ถูกเพียงฟ้าเข้ามาเขย่าตัวแรงๆ จนรู้สึกตัวตื่น
“เสี่ยคะ ตื่นค่ะ ตื่นเดียวนี้”
“อะไรกันเพียงฟ้า เธอมาได้ยังไง”
“ช่างฟ้าเถอะ แต่เสี่ยต้องอาบน้ำแต่งตัวไปบริษัทเดี๋ยวนี้”
เพียงฟ้าพยายามจะลากบูรพาลงจากเตียงให้ได้
“อะไร ฉันปวดหัวอยู่ อยากนอน”
“คุณปอแก้วระงับไม่ให้ฟ้าทำเพลงใหม่ เสี่ยต้องไปเคลียร์ให้ฟ้า”
“เขาลงโทษเธอก็ถูกแล้วนี่ เธอดันก่อเรื่องเอง” เสี่ยปัดมือหนี “อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันจะนอน”
บูรพาเดินกลับไปนอนต่อ เพียงฟ้าไม่ยอม จะเข้ามาลากบูรพาอีก
“บอกว่าอย่ามากวนใจฉันไงเล่า”
บูรพาออกแรงผลักเพียงฟ้าออกไปข้างนอกห้อง แล้วล็อกประตูทันที กลับมาทิ้งตัวลงนอน
เพียงฟ้าทั้งทุบทั้งบิดลูกบิดประตูจะเข้าไปแต่ไม่เป็นผล บูรพาเอาผ้าห่มคุมโปงโดยไม่แยแส

อีกฟาก อัปสรนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่จิตเวชที่มุมพักผ่อนของโรงพยาบาล สีหน้าอัปสรดูดี ยิ้มแย้ม ปลายอ้อแอบดูแม่อยู่ที่มุมไกลๆ กับหมอเจ้าของไข้อีกท่านหนึ่ง
“วันนี้คุณแม่ดูอารมณ์ดีนะคะ คุยใหญ่เลยว่าลูกสาวกำลังจะได้เป็นศิลปิน ให้รอติดตามผลงาน”
“ความสุขของแม่ก็มีอย่างเดียวแหละค่ะ อยากเห็นฉันเป็นนักร้อง สมหวังท่านซักที”
“ดีแล้วล่ะค่ะ ท่านมีความสุขกับข่าวดีของคุณ จะได้ลืมเรื่องที่กังวลไปแต่ยังไงก็อย่าปล่อยลืมทานยาที่หมอให้ เพราะถ้าคนไข้หยุดยา ภาวะเครียดกังวลอาจจะกลับมาอีก การรักษาก็จะไม่คืบหน้า”
“ฉันจะพยายามดูแลให้ใกล้ชิดที่สุดค่ะ
ปลายอ้อรับปาก มองไปที่อัปสรอย่างเป็นห่วง เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น
ปลายอ้อรับสาย “สวัสดีค่ะคุณแสงโสม”

ที่ค่ายอาทิสต้า อภิวัชคุมร้องเพลงอยู่ที่หัดอัดกับโปรดิวเซอร์ เห็นนักร้องหน้าใหม่ของค่ายกำลังร้องเพลงอยู่ สีหน้าไม่ค่อยพอใจนัก
“ยังไม่ใช่ เนื้อเสียงน้องเขามันเป็นลูกทุ่งยุคเก่า ฟังแล้วไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเลย”
โปรดิวเซอร์ส่งสัญญาณให้นักร้องหยุดร้อง แล้วพูดใส่ไมค์ “น้องแก้มครับ พี่ขอใหม่อีกรอบนะ แต่คราวนี้อยากให้ร้องกระชับขึ้น ไม่ต้องห่วงลูกเอื้อนเยอะเอาตามฟีล”
นักร้องพยักหน้า แล้วเริ่มร้องอีกครั้ง อภิวัชยืนกอดอกฟัง
เวลาผ่านไป อภิวัชนั่งคุยกับโปรดิวเซอร์ ฟังเพลงเต็มๆ จากนักร้องที่เพิ่งเข้ามาอัดเสียง
“ผมว่าน้องเขาไม่เหมาะกับเพลงแนวนี้เท่าไร ทำเพลงช้าน่าจะเหมาะกว่า มีใครอีกใหม่”
“น้องแก้มนี่คือคนที่สุดท้ายที่ประกวดเข้ารอบสายลูกทุ่งของรายการเรานะครับ ถ้าคุณวัชยังไม่โอเค ก็ไม่มีตัวเลือกแล้ว” ทีมงาน1ยิ้มแหยๆ
ทีมงาน2 บอกว่า “เปลี่ยนแนวกลับไปเป็นสตริงเหมือนเดิมดีไหมครับ”
“ไม่ ผมอยากทำเพลงนี้เป็นเพลงลูกทุ่ง”
ทีมงานมองหน้ากัน ไม่รู้จะหาทางออกยังไง โปรดิวเซอร์ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“ที่จริง ผมว่ามีอีกคนที่ร้องได้ดี ก็เจ้าของเสียงร้องไกด์ที่คุณวัชหามานี่ไงครับ”
อภิวัชอึ้งไป ทีมงาน2-3 พยักหน้าเห็นด้วย
“จริงครับ พวกเราทุกคนฟังก็ว่าเพราะกัน ร้องแบบมืออาชีพมาก ตกลงเป็นใครเหรอครับ ถ้ายังไม่ดัง ผมว่าเอามาเปิดตัวกับค่ายเราเลยดีกว่า”
ทีมงานเออออเห็นด้วย อภิวัชทำหน้าไม่ถูก
“คงไม่ได้หรอก เธอไม่อยากทำเพลงเป็นอาชีพ”
“เสียงดีขนาดนี้น่าเสียดายนะครับ คุณวัชน่าจะลองกล่อมดู เดี๋ยวหลุดมือไปอยู่ค่ายอื่นล่ะก็แย่เลย”
อภิวัชนิ่งไป หน้าเครียดขึ้นมา รู้ว่าคงกล่อมปอแก้วมาเป็นนักร้องไม่สำเร็จแน่

ปลายอ้อมีสีหน้าประหลาดใจปนดีใจ เมื่อได้ฟังข่าวดีจากปากแสงโสม
“ฉันจะได้ทำเพลงจริงๆ เหรอคะคุณโสม”
“ใช่ ที่จริงเราวางแผนกันไว้แล้วว่าจะรีบทำเพลงของเธอออกมาพร้อมเพียงฟ้า แต่พอเกิดเรื่องวุ่นๆ ขึ้น ก็เลยพับโปรเจ็กต์เพียงฟ้าไปก่อน หรือว่าเธอยังไม่พร้อม”
“พร้อมค่ะ ขอบคุณคุณโสมมากนะคะ”
“ขอบคุณคุณปอแก้วเถอะที่ให้โอกาสเธอ”
ปลายอ้อหันไปมองปอแก้ว ยกมือไหว้ตามมารยาท
“ขอบคุณคุณปอแก้วด้วยค่ะ”
ปอแก้วรับไหว้ บอกเสียงเย็นชา “เรื่องเพลงที่จะทำให้เธอ เราคิดกันแล้วสรุปว่าไม่ควรจะเป็นเพลงใหม่ เพราะว่าเพลงที่เธอร้องในเวทีคอนเสิร์ตยังกระแสดีอยู่ ก็เลยอยากจะเปิดตัวเธอด้วยเพลงนั้น เราจะให้ให้เธอเข้าห้องอัด ทำมาสเตอร์ แล้วก็ปล่อยออกมาเป็นซิงเกิลแรก”
“ได้สิคะ”
“แต่ปัญหาก็คือ เราต้องการพบกับเจ้าของเพลง เพื่อเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์ตกลงเธอรู้หรือยังว่าเจ้าของเพลงนี้เป็นใคร”
ปลายอ้ออึ้งไป ไม่ทันคิดเรื่องนี้ คนอื่นรอฟังคำตอบ
“เอ่อ ยังค่ะ”
แสงโสมด่าว่า “ต๊าย เธอเอาเพลงเขามาร้องหากินโดยที่ไม่รู้ว่าเจ้าของเป็นใครเนี่ยนะ ถ้าโดนฟ้องร้องขึ้นมาหมดตัวแน่ ไปหาทางติดต่อเจ้าของเพลงมาให้ได้ ไม่งั้นเธอก็ไม่ได้เข้าห้องอัด”

เพ็ญเก็บของร้านส้มตำเสร็จ เดินมานั่งคุยด้วยกับปลายอ้อและบุญทิ้งที่โต๊ะ
“วันนั้นที่ข้าฟังเอ็งซ้อมร้องเพลง แล้วถามว่าเอ็งเอาเพลงของใครมาร้อง ก็เพราะข้าจำได้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงของครูมนต์รัช ที่แต่งให้อัปสร เมียของพี่เผ่า”
ปลายอ้อกับบุญทิ้งลอบสบตากัน ทำไม่รู้ไม่ชี้
“ค่อยยังชั่วหน่อย ทีนี้เราก็ได้รู้ซักทีว่าใครเป็นเจ้าของเพลง ว่าแต่ป้าเพ็ญรู้ไหมจ๊ะว่าตอนนี้ครูเขาอยู่ที่ไหน”
เพ็ญสีหน้าเศร้าลง นึกถึงความหลัง
“ไม่รู้หรอก ข้าไม่เจอครูมนต์รัชมาตั้งยี่สิบกว่าปีแล้ว นานเท่ากับที่พี่เผ่าถูกฆ่าตายนั่นแหละ”

เพ็ญนึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 23 ปีก่อน
ที่ห้องประชุมใหญ่ บูรพาซาวด์ บูรพาเรียกศิลปินและพนักงานในค่ายมาประชุมพร้อมหน้ากัน บรรยากาศดูเศร้าโศก
“ตอนนี้ทุกคนคงได้ยินข่าวเสียๆ หายๆ เกี่ยวกับไอ้เผ่า และหลายเรื่องก็กระทบกับชื่อเสียงของค่ายเราด้วย ผมอยากจะขอสั่งห้ามไม่ให้ทุกคนให้ข่าวใดๆ กับสื่อ เพื่อปกป้องชื่อเสียงไอ้เผ่าไว้”
ศิลปิน1ถามว่า “แต่ถ้าตำรวจมาสอบปากคำพวกเราล่ะคะ”
“ก็บอกไปเท่าที่รู้เห็น หรือไม่ก็ให้ตำรวจมาถามผม ผมจะให้ข้อมูลทุกอย่างเอง”
“แล้วเรื่องครูมนต์รัชล่ะครับ แกหายไปไหน” ศิลปิน2 ซัก
“ตำรวจกำลังตามตัวอยู่เหมือนกัน” บูรพาตีหน้าเศร้า “บางทีมนต์รัชอาจจะเห็นเหตุการณ์ แล้วก็กลายเป็นเป้าหมายอีกคนของคนร้ายก็ได้”

ศิลปินและพนักงานแยกย้ายกันออกจากห้องประชุม เพ็ญนั่งอยู่ในห้องด้วย มีท่าทีรีๆ รอๆ แล้วตัดสินใจเดินมาหา
“มีอะไรเหรอเพ็ญ”
“เสี่ยคะ วันงานคอนเสิร์ตสุดท้ายก่อนพี่เผ่าจะเสีย เพ็ญจำได้ว่าครูมนต์รัชไม่ได้ไปกับพี่เผ่า แล้วจะรู้เห็นเหตุการณ์ได้ไงคะ”
บูรพาชะงัก หน้าเครียดขึ้นมา แล้วรีบทำเป็นตีหน้าซื่อ
“ผมก็คาดเดาไปเรื่อย จู่ๆ มนต์รัชมันหายตัวไป ถ้าไม่ใช่เพราะว่ามันโดนเก็บไปอีกคน ป่านนี้ก็น่าจะโผล่ออกมาได้แล้ว นอกจากว่า...มันจะรู้เห็นเป็นใจให้ไอ้เผ่าถูกฆ่าตาย” เสี่ยทำหน้าระแวง
เพ็ญโต้ทันที “ไม่จริง ครูไม่มีทางหักหลังเพื่อนแบบนั่น เสี่ยน่าจะรู้จักครูดีกว่าเพ็ญ”
“ก็เพราะผมรู้จักมันดีน่ะสิ ผมถึงได้เริ่มสงสัยว่าถ้ามันไม่ตาย แล้วไอ้มนต์รัชมันจะหายตัวไปทำไม”
“เพ็ญว่าเราน่าจะลองติดต่อญาติๆ ของมนต์รัชดูหน่อยนะคะ”
“ปล่อยให้ตำรวจเขาจัดการเถอะ เธออย่าไปยุ่งเลยเพ็ญ เดี๋ยวจะถูกโยงเป็นเมียเก็บไอ้เผ่าอีกคน ทีนี้อนาคตที่กำลังรุ่งมันจะวูบดับซะก่อน”
บูรพาพูดจบก็เดินออกจากห้องไป ทิ้งให้เพ็ญกังขาอยู่ลำพัง

เพ็ญเล่าต่อมา วันต่อมา เพ็ญแต่งตัวทะมัดทะแมงสวมหมวกกับแว่นดำเดินมาที่หน้าบ้านจัดสรรหลังเล็กๆ
“ช่วงที่มีงานศพพี่เผ่า ครูมนต์รัชก็ยังไม่ปรากฏตัวจนข้าสงสัย เลยแวะไปหาที่บ้าน แต่ดูสภาพบ้านแล้วเหมือนไม่มีใครอยู่เลย”
เพ็ญเข้าไปดูในบ้าน เห็นสภาพบ้านมีแต่ฝุ่น รอบๆ บ้านหญ้าขึ้นสูง ตู้ไปรษณีย์หน้าบ้านก็มีจดหมายยัดอยู่เต็ม
เพ็ญชะโงกหน้ามองเข้าไปดูด้านใน แต่ไม่เจอใครเลยหันหลังกลับเดินออกไป โดยไม่รู้ครูมนต์รัชซ่อนตัวอยู่ในนั้น
เพ็ญเดินห่างจากตัวบ้านออกมาที่ริมถนนใหญ่ จู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้นเป็นเบอร์ 02
“ฮัลโหล” เพ็ญจำเสียงมนต์รัชได้ “ครู นี่ครูเองเหรอ ครูอยู่ที่ไหน นี่ฉันแวะมาที่บ้านไม่เจอ”
เพ็ญหันรีหันขวางมองไปทางตัวบ้าน เหมือนรู้แล้วว่ามนต์รัชอยู่ในบ้านก่อนจะรีบพูด
“ได้ๆ แล้วฉันจะไปเจอครูที่นั่นนะ”
เพ็ญวางสายแล้วรีบเรียกแท็กซี่หน้าหมู่บ้านออกไป โดยมีสายตาใครบางคนมองตามเพ็ญไป

เพ็ญนั่งรอมนต์รัชอยู่ในร้านอาหารย่านชานเมือง เอาหมวกปิดหน้าตา ท่าทางระแวดระวัง รอคอยใครบางคน จนมีเสียงดังขึ้นตรงหน้า
“มากินข้าวไกลถึงนี่เชียวเหรอเพ็ญ”
เพ็ญสะดุ้งสุดตัวเงยหน้ามอง เห็นบูรพายืนอยู่ท่าทางยิ้มๆ
“เสี่ย เอ่อ มาได้ยังไงคะ”
“ฉันมาคุยธุระเรื่องงานคอนเสิร์ต ไม่นึกว่าจะเจอเธอแถวนี้ ไกลบ้านเธอตั้งเยอะ”
บูรพาจ้องจับผิด และแอบสะกดรอยตามเพ็ญมาตลอด ก่อนหน้านี้แล้ว
เพ็ญอึกอัก “เอ่อ เพ็ญแวะมาหาเพื่อนน่ะค่ะ”
“มีเพื่อนอยู่แถวๆ บ้านมนต์รัชด้วยเหรอ”
เพ็ญยิ่งอึ้งหนัก คิดว่าโดนจับได้ บูรพาแกล้งหัวเราะ ทำไขสือ
“อ้าว ก็แถวนี้มันบ้านไอ้มนต์รัช นี่ฉันก็ว่าจะแวะไปหามันที่บ้านเหมือนกัน เผื่อเจอตัวมันซักที จะได้ถามให้หายสงสัยว่ามันหายหัวไปไหนมา”
“ก็ดีนะคะ ถ้าเจอครูซักที อะไรๆ ที่เป็นปริศนาจะได้คลี่คล่าย”
เพ็ญยิ้มกลบเกลื่อน ทำเป็นไม่สนใจ แต่บูรพามองเพ็ญอย่างเป็นปริศนา
“เห็นเธอห่วงมันนักไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวไปด้วยกันไหม”
เพ็ญหน้าเจื่อน ไม่กล้าปฏิเสธ “เอ่อ ก็ได้ค่ะ”
บูรพายิ้มพอใจ ถือวิสาสะนั่งร่วมโต๊ะทันที แล้วเรียกบ๋อยมาสั่งอาหาร
เพ็ญมีสีหน้าอึดอัด มองออกไปทางหน้าร้านตลอดเวลารอคอยครูมนต์รัช บูรพาทำเป็นสั่งอาหารแล้วชวนเพ็ญคุยโน้นนี้นั้น
ระหว่างนี้มีใครคนหนึ่งมองจากด้านนอกร้าน เห็นเพ็ญนั่งกินข้าวกับบูรพาอย่างสนิทสนม โดยที่บูรพาคอยชวนคุย แถมตักอาหารให้อย่างเอาใจเอาใจ เหมือนสองคนมาด้วยกัน

เพ็ญนึกถึงเรื่องอดีตอย่างเศร้าๆ แล้วบอกปลายอ้อกับบุญทิ้ง
“ตั้งแต่วันนั้น ข้าก็ไม่ได้ยินข่าวจากครูอีกเลย ถ้าครูไม่ตายก็คงหนีไปเพราะความลับอะไรบางอย่าง”
“แล้วป้าได้พยายามติดต่อญาติพี่น้องของครูหรือเปล่า”
“ข้าจะไปรู้จักใคร้ ขนาดอัปสรเมียเก่าพี่เผ่า พอมันหอบผ้าหอบผ่อนหนีพี่เผ่าออกจากวงไป ข้าก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดียังไง เพราะฉะนั้นญาติพี่น้องครูมนต์รัช ไม่ต้องพูดถึงเลย ข้าไม่เคยเจอ”
ปลายอ้อเห็นเพ็ญพูดถึงอัปสรด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยก็ยิ่งรู้สึกผิด แต่ไม่รู้จะบอกเพ็ญยังไงดี
จู่ๆ เพ็ญนึกได้ “เอ็งเป็นคนโคราชบ้านเดียวกัน ไม่รู้จักบ้างเหรอ”
“เอ่อ ไม่รู้หรอกจ้ะ”
“งั้นก็ลองไปถามครูร้องเพลงของเอ็งสิ ถ้าเขารู้จักครอบครัวครูมนต์รัช ก็อาจจะรู้ว่าตอนนี้ครูอยู่ที่ไหน”

อัปสรโวยวายเมื่อรู้เรื่อง
“ไม่ได้นะ อ้อจะให้เสี่ยบูรพารู้ไม่ได้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงของครูมนต์รัช”
“ทำไมล่ะจ๊ะแม่”
“เพราะมันจะสาวถึงตัวพวกเราได้ แล้วแผนการของเราก็จะไม่สำเร็จ”
“แต่ผู้บริหารบอกไอ้อ้อมาว่าอยากให้มันออกซิงเกิลเพลงนี้เพราะกำลังดัง ถ้ามันหาตัวคนแต่งเพลงมาเจรจาเรื่องลิขสิทธิ์ไม่ได้ ก็ทำเพลงไม่ได้”
“ก็ให้เขาเปลี่ยนเอาเพลงอื่นสิ”
“หนูจะเอาเหตุผลอะไรไปบอกเขา แค่นี้ลูกสาวเสี่ยก็เกลียดขี้หน้าหนูจะตายแล้ว ขืนไปทำตัวเรื่องมาก เผลอๆ เขาจะดองงานเอานะจ๊ะแม่”
“งั้นอ้อก็ต้องไปอ้อนเสี่ย”
บุญทิ้งค้านทันที “น้าสร หาเรื่องมันให้ไอ้อ้อโดนตบอีกแล้วไหมล่ะ”
“พี่ทิ้ง”
ปลายอ้อเอ็ดทิ้ง อัปสรหูผึ่ง
“โดนตบ ใครตบอ้อ คุณนายพรทิพย์เหรอ”
“เปล่าจ้ะ นักร้องในค่ายที่เขาเป็นเด็กเสี่ยน่ะ แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะ อ้อไม่ยอมให้เขามาทำร้ายอ้อฟรีๆ อีกแล้ว”
อัปสรมองลูกแว่บหนึ่งอย่างเป็นห่วง แต่ความมุ่งมั่นอยากให้ลูกแก้แค้นมีมากกว่า เลยไม่ได้ติดใจมาก
“งั้นก็ดีแล้ว ใช้โอกาสนี้เรียกความเห็นใจจากเสี่ยเยอะๆ แล้วก็ถือโอกาสออดอ้อนเสี่ย ขอร้องเพลงอื่นที่ไม่ใช่เพลงรักในรอยสาบาน แม่ยังไม่อยากให้มันระแคะระคายว่าพวกเราเป็นใคร”
ปลายอ้อพยักหน้ารับ บุญทิ้งมีสีหน้ากังวล เป็นห่วงสวัสดิภาพปลายอ้อ

คืนนั้นปลายอ้อกับบุญทิ้งเดินออกมารอรถเมล์กลับบ้านพัก บุญทิ้งยังสีหน้ากังวล
“แกจะทำอย่างที่น้าสอนว่าจริงๆ เหรอวะอ้อ ฉันไม่อยากให้แกเข้าใกล้ไอ้เสี่ยบ้านั่นเลย”
“แต่ฉันไม่มีทางเลือกนี่พี่ทิ้ง งานฉันยังไม่เสร็จ”
“แล้วแกไม่เข็ดเหรอวะ เข้าใกล้เสี่ยทีไรก็โดนเพียงฟ้าหาเรื่องทุกที ถ้ายายนั่นมันบ้าเลือดไล่ฆ่าแกขึ้นมา”
“เพียงฟ้าโดนไปสองดอกคราวนี้ ถึงกับถูกพักงาน ไม่น่าจะมีฤทธิ์อะไร ฉันว่าต้องรีบใช้จังหวะนี้แหละ รีบอ้อนให้เสี่ยปั้นฉันขึ้นมาแทนที่มัน”
ปลายอ้อพูดอย่างมุ่งมั่น บุญทิ้งอ้าปากจะปราม แต่เสียงแตรรถดังขึ้น
ทั้งสองหันไปมองเห็นรถของบูรพาแล่นเข้ามาเทียบ
“มาทำอะไรกันแถวนี้ปลายอ้อ บุญทิ้ง”

ปลายอ้อกับบุญทิ้งอึ้งไป กลัวบูรพารู้ว่ามาหาอัปสร

อ่านต่อตอนที่ 10


กำลังโหลดความคิดเห็น...