xs
xsm
sm
md
lg

เทพธิดาขนนก ตอนที่3 | ไฟแค้นปะทุ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เทพธิดาขนนก ตอนที่3 | ไฟแค้นปะทุ

บทประพันธ์ : เพ็ญสิริ | บทโทรทัศน์ : ปริศนา และ ทีมวันสุข

ยุพาในชุดพนักงานบริษัททำความสะอาดเดินกลับมาถึงหน้าบ้านเช่า ได้ยินเสียงเพลงลูกทุ่งดังแว่วมาจากตัวบ้านก็ทำหน้าแปลกใจ จำได้ว่าเป็นเพลงดังของเผ่าพงศ์

“ใครมันเปิดเพลงวะ หรือว่าไอ้ทิ้ง”
ยุพารีบไขกุญแจเดินเข้าบ้าน เสียงเพลงดังลั่นไปทั่วบ้าน คิดว่าเป็นผลงานบุญทิ้ง
“ไอ้ทิ้ง เบาเสียงเพลงหน่อย เดี๋ยวข้างบ้านก็เอาอะไรขว้างให้หรอก ไอ้หลานเวร”
ยุพาเดินขึ้นบันไดมา แล้วชะงักเมื่อพบว่าเสียงเพลงดังมาจากห้องของอัปสร

อัปสรนั่งอยู่บนเตียงในห้อง มองดูรูปเผ่าพงศ์ในกรอบเอามือลูบไล้ด้วยความรัก
“ช่วยลูกด้วยนะจ๊ะพี่เผ่า ช่วยให้แกเอาชนะพวกมันให้ได้ ช่วยให้พวกมันต้องพ่ายแพ้ให้กับเรา ให้กับความถูกต้อง”
อัปสรกอดรูปไว้แนบอก แล้วก้มหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้น ยุพาโผล่หน้าดูตรงประตูที่เปิดแง้มมอง
“โธ่เอ๊ยพี่สร”
ยุพาถอนใจเวทนาอัปสรที่ยังหมกมุ่นเรื่องเก่าๆ

ส่วนที่งานแถลงข่าว ปอแก้วยืนอยู่บนเวทีให้สัมภาษณ์นักข่าวทั้งห้องส่ง
“คุณปอแก้วรู้สึกยังไงที่ต้องเข้ามารับตำแหน่งบริหารค่ายเพลงะในวันที่ธุรกิจดนตรีกำลังซบเซา”
“ดิฉันถือว่าเป็นความท้าทายค่ะ โชคดีที่ได้ไปเรียน Music and Theater ที่อเมริกา เลยเห็นว่าวงการเพลงบ้านเขายังไปได้ แสดงว่าถ้าเราเอาความรู้ และประสบการณ์มาปรับใช้ วงการเพลงในเมืองไทยก็สามารถลุกขึ้นได้เช่นกัน”
“นี่คือเหตุผลที่คุณปอแก้วรับหน้าที่เป็นกรรมการตัดสินรายการ The Artist ใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ สำหรับการพลิกฟื้นวงการเพลง แน่นอนที่สุดว่าต้องเริ่มด้วยการสรรหาคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีไฟและความสามารถเข้ามาร่วมงานกับเราให้มากที่สุด”
เสียงปลายอ้อดังขึ้น “ถ้างั้นทำไมคุณถึงกีดกันคนที่มีความฝันอย่างฉันล่ะคะ”
ทุกคนฮือฮาหันขวับไปมองด้านหลังห้องแถลงข่าว เห็นปลายอ้อลุกขึ้นยืน บุญทิ้งกับศุภกฤตพึมพำ สีหน้าช็อกๆ
“ไอ้อ้อ” / “ปลายอ้อ”
“นี่คุณ” ปอแก้วจ้องหน้าจำได้ “คุณไม่ใช่สื่อมวลชนแล้วเข้ามาได้ยังไง”
“ฉันมาเอาคำตอบว่าทำไมคุณถึงกีดกันคนที่มีความฝันอย่างฉันและเพื่อนๆ คนอื่น เท่าที่รู้ว่า ผลการคัดเลือกเมื่อวานนี้ไม่มีศิลปินลูกทุ่งคนไหนเข้ารอบเลยซักคน”
ปลายอ้อประสานสายตากับปอแก้วอย่างดุเดือด บูรพามองดูปลายอ้อแล้วเอนตัวกระซิบถามปอแก้ว
“เด็กคนนี้เป็นใคร”
ปอแก้วจงใจพูดเสียงดังประจาน “คุณคือคนที่ร้องเพลงแล้วตกรอบเมื่อวานนี้ ท่าทางคุณจะข้องใจมากนะคะ ถึงได้ตามมาหาเรื่องฉันถึง 2 ครั้ง”
ปลายอ้อโต้เสียงแข็ง ไม่พอใจ “ฉันไม่ได้หาเรื่อง”
“ฉันต้องบอกอีกครั้งนึงว่ามาตรฐานของค่ายเราสูงกว่าความสามารถของคุณ และฉันจะไม่ยอมลดมาตรฐานในการเลือกเฟ้นศิลปินต่อให้ถูกตามตื๊อกี่ครั้งก็ตาม”
ปลายอ้อฮึดฮัดจะโวยวายกลับ แต่ถูกบุญทิ้งเข้ามาดึงแขนไว้
“พอแล้ว ไอ้อ้อ”
“หวังว่าคุณคงจะหายข้องใจซักทีนะคะ” ปอแก้วเรียกทีมงานด้านหลัง “เชิญเจ้าหน้าที่พาคุณผู้หญิงท่านนี้ออกไปก่อนนะคะ งานแถลงข่าวนี้ดิฉันขอสงวนไว้สำหรับสื่อมวลชนเท่านั้น ขอบคุณค่ะ”
รปภ.รีบเข้ามาพาปลายอ้อออกไป บุญทิ้งเลยต้องตามไปด้วย ศุภกฤตละล้าละลังเป็นห่วงปลายอ้อ แต่ก็ต้องอยู่ฟังแถลงข่าวต่อ

ปลายอ้อกับบุญทิ้งถูกโยนออกมาด้านนอกบริษัท บุญทิ้งเกาหัวแกรก
“ไอ้อ้อเอ๊ย อะไรของแกวะเนี่ย ทำไมไม่สงบสติอารมณ์ เสียแผนหมดเลย”
“ใครว่า ทุกอย่างมันเป็นไปตามแผนต่างหาก”
บุญทิ้งงง “แผนของแกคือการมาทะเลาะกับลูกสาวไอ้บูรพา เพื่อให้เขาเกลียดขี้หน้าเหรอ แล้วทีนี้แกจะเข้าถึงตัวพ่อเขายังไง”
“พี่ทิ้งคอยดูไปก็แล้วกัน” ปลายอ้อบอกด้วยสีหน้ามั่นใจ

หลังการแถลงข่าวจบลง พวกนักข่าวทยอยกันออกมาจากห้อง ศุภกฤตรีบออกมาดักเจอปอแก้ว
“คุณปอแก้ว”
ปอแก้วชะงัก หันมาหาพอเห็นว่าเป็นศุภกฤตก็ทำหน้าเชิดๆ ใส่
“อ้อ คุณนั่นเอง”
ศุภกฤตเห็นปอแก้วทำหน้าเชิดๆ ก็นึกหมั่นไส้ แต่พยายามรักษามารยาท
“ผมชื่อศุภกฤต เป็นนักข่าวสายบันเทิงของสตาร์เดลี่ อยากจะขอสัมภาษณ์คุณเพิ่มเติมครับ”
“เรื่องอะไรเหรอคะ”
“เกี่ยวกับวิสัยทัศน์ผู้บริหารสายเลือดใหม่ของบูรพาซาวด์”
ปอแก้วยิ้มเยาะ “คุณเชื่อในวิสัยทัศน์ของฉันแล้วเหรอคะ เมื่อวานยังตั้งคำถามอยู่เลยว่าฉันทำอะไรไม่ปรึกษาเจ้าของค่าย”
“เอ้อ ก็คือผม...”
“ขอโทษนะคะ ถ้าฉันจะเสียเวลานั่งคุยกับนักข่าวซักคน ฉันขอคุยกับนักข่าวที่ใจเป็นกลางไม่มีอคติ ส่วนคุณเห็นชัดได้ว่ามีอคติกับบูรพาซาวด์อยู่แล้ว อยากจะนั่งเทียนวิพากษ์วิจารณ์ฉันยังไงก็ตามสบายดีกว่าค่ะ ฉันไม่แคร์”
ปอแก้วเดินเชิดมั่นหน้าจากไป ทิ้งให้ศุภกฤตยืนอึ้ง

ปอแก้วนั่งลงที่เก้าอี้ผู้บริหารตัวใหญ่ตรงหน้าบูรพากับแสงโสม
“งดงาม เหมาะสมกับบัลลังก์ผู้บริหารมากค่ะหนูปอแก้ว” แสงโสมเปิดดูมือถือไปด้วย “นี่มีแต่นักข่าวทวิตชมนะคะว่าเป็สายเลือดใหม่ไฟแรง พรุ่งนี้ต้องลงข่าวบันเทิงทุกฉบับแน่นอนค่ะ”
บูรพายิ้มย่อง “ลูกทำให้พ่อภูมิใจมากเลยนะปอแก้ว”
“คุณพ่อแน่ใจนะคะ ว่าจะยกอำนาจทั้งหมดให้กับแก้ว”
“แน่นอน พ่อรอเวลานี้มานานแล้ว ถึงเวลาที่พ่อต้องถอยออกมาดูห่างๆ แล้วปล่อยให้คนหนุ่มสาวเดินหน้าค่ายนี้ต่อไป คนแก่คอยอยู่เบื้องหลังก็พอ”
บูรพายิ้มกริ่มหันไปมองแสงโสม แสงโสมสะดุ้ง
“วุ้ยคุณพี่ อย่าเหมารวมน้องนะคะ น้องยังไม่แก่ น้องจะอยู่ช่วยงานหนูปอแก้วดูแลบริษัทเราต่อค่ะ ยังไม่รีไทร์เหมือนคุณพี่นะคะ”
“เอา ไม่แก่ก็ไม่แก่ ถ้าแก้วมีอะไรไม่เข้าใจก็ถามน้าโสมได้นะ เรื่องของค่าย ไม่มีอะไรที่เขาไม่รู้”
แสงโสมมองค้อน
“โสมเตรียมไว้แล้วล่ะค่ะ เรื่องแรกที่หนูปอแก้วต้องรู้ก็คือ รู้เท่าทันศิลปินเราทุกคน เดี๋ยวน้าจะหนูปอแก้วไปเจอพวกนางเอกค่ะ”
ปอแก้วกระตือรือร้น “ดีค่ะ แก้วอยากรู้จัก จะได้รู้ว่าใครเป็นยังไง ความสามารถระดับไหน จะได้ผลักดันได้ถูกทาง”
“ถ้างั้นพ่อก็ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้วล่ะ ฝากด้วยนะแสงโสม”
“ค่า เชิญค่ะหนูปอแก้ว”
แสงโสมรีบพาปอแก้วออกจากห้องทำงาน บูรพายิ้มสบายใจ

บุญทิ้งนั่งจับเจ่าอยู่ที่ม้าหินหน้าทางเข้าตึกบูรพาซาวด์ ส่วนปลายอ้อกำลังชะเง้อมองเข้าไปด้านในตึก
“กลับกันได้ยังวะอ้อ พี่หิวแล้วว่ะ”
“อีกแป๊บนึงพี่ทิ้ง”
“แกจะอยู่ทำอะไร หรือว่าจะรอคุณนักข่าวคนนั้น”
“เปล่า ฉันมีธุระอย่างอื่น พี่ทิ้งหิวก็ไปหาอะไรกินก่อนไป”
“เออ เดี๋ยวซื้ออะไรมาฝากนะ”
บุญทิ้งเดินงงๆ ออกไป ไม่รู้ปลายอ้อคิดจะทำอะไร
ปลายอ้อนั่งมองเข้าไปด้านใน เห็นบูรพาลงมาหน้าตึกก็ลุกพรวด สีหน้ามีแผนการ
บูรพาเดินออกมาหน้าตึก ยืนรอให้รถมารับ
ปลายอ้อมองเขม็งแล้วรีบเดินออกไปยืนรอ ในจังหวะเดียวกับที่บูรพาก้าวขึ้นนั่งบนรถออกไป

รถของบูรพาแล่นออกมา กำลังจะออกสู่ถนนใหญ่ ปลายอ้อแอบมองอยู่ด้านนอกป้อมรปภ. มองรถที่แล่นออกมาด้วยในกระชั้นชิด
ปลายอ้อพนมมือพึมพำ “คุ้มครองอ้อด้วยนะจ๊ะพ่อ”
พอรถพ้นป้อมยามออกมา ก็เห็นปลายอ้อเดินเหม่อลอยออกมาตัดหน้ารถระยะกระชั้น
“เฮ้ย”
คนขับรถเบรกตัวโก่งด้วยความตกใจ ปลายอ้อหันมามองด้วยสีหน้าตกใจสุดขีดแล้วทิ้งตัวล้มลง
“ว้าย”
บูรพาเห็นปลายอ้อล้มไปตรงหน้ารถก็ตกใจ ไม่รู้โดนชนหรือเปล่า
“ชนหรือเปล่าวะ”
คนขับรถใจหายใจคว่ำ “ม...ไม่รู้ครับ”
“ไอ้บ้าเอ๊ย”
บูรพารีบลงจากรถไปดู คนขับรถรีบลนลานตามลงไป
“หนู เป็นอะไรหรือเปล่า”
ปลายอ้อเงยหน้ามองบูรพา ทำเป็นตัวสั่นตกใจ พอบูรพาเห็นก็จำปลายอ้อได้ว่าเป็นคนที่มีเรื่องกับปอแก้ว
“ไม่...ไม่เป็นไรค่ะ”
“น้องทะเล่อทะล่าออกมาได้ยังไง อยากตายเหรอ”
ปลายอ้อทำเป็นผวากลัว บูรพาหันไปถลึงตาใส่คนขับรถให้หุบปาก
“หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะ พอดีใจลอยไปหน่อย”
บูรพาเสียงอ่อนลง “ลุกไหวไหม”
ปลายอ้อพยักหน้า แล้วทำเป็นพยายามลุกขึ้น ก่อนจะนิ่วหน้าเจ็บ เหลือบมองขาที่เป็นแผลถลอกยาว จนขากางเกงฉีก เพราะจงใจล้มจริงเจ็บจริง
บูรพาเห็นแล้วรีบยื่นมือให้จับ พอปลายอ้อคว้ามือได้ก็ทำเป็นเซเข้าหาให้บูรพาประคอง จนสายตาประสานกัน ปลายอ้อผละออก
“ขอโทษค่ะ”
“หนูมีแผล”
“ไอ้อ้อ”
บุญทิ้งถือถุงเซเว่นวิ่งเข้ามา เห็นสภาพปลายอ้อก็ตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย”
ปลายอ้อตีหน้าเศร้า “ฉันใจลอยคิดเรื่องตกงานน่ะพี่บุญทิ้ง เลยโดนรถเฉี่ยวเอา ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ตกใจ หนูไม่เป็นไรค่ะ”
ปลายอ้อทำเป็นยกมือไหว้บูรพา บุญทิ้งเพิ่งเห็นว่าคู่กรณีเป็นบูรพา ก็ยิ่งตกใจไปอีก
“เดี๋ยวก่อนหนู”
บูรพามองสภาพปลายอ้อที่ดูกะโผลกกะเผลกอย่างเห็นใจ ลึกๆ ก็แอบปิ๊งด้วย เลยหันไปหาคนขับรถ
“แถวนี้มีคลินิกมั่งไหม”
“มีแต่คลินิกรักษาสัตว์ครับ” คนรถบอก
บูรพายัวะ “รักษาหมาในปากแกสิ พาหนูคนนี้ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด”
“เอ่อ ครับๆๆ”
คนขับรถกระวีกระวาดเปิดประตูรถให้ บูรพาหันมาทำเสียงเมตตา
“ฉันขอรับผิดชอบเองนะ ขึ้นรถเถอะ”
บุญทิ้งยังงงๆ อยู่ หันไปมองปลายอ้อ ปลายอ้อทำเป็นเกรงใจเต็ม แต่แอบซ่อนสายตาสาสมใจเอาไว้ เดินกะเผลกๆ ขึ้นรถ โดยมีบุญทิ้งประคอง

ด้านแสงโสมพาปอแก้วมาถึงแผนกพัฒนาศิลปิน เห็นแววเดือน เกวลี เจนนี่ยืนรออยู่
“น้าดูแลด้วยตัวเองทุกคน หยิบมาจากดิน ปั้นมาจากโคลนผูกพันกันเหมือนลูกหลาน” แสงโสมเรียกทุกคนในห้อง “เด็กๆ มาทำความรู้จักคุณปอแก้วหน่อยเร้ว”
ศิลปินเบอร์เล็กเบอร์น้อยชายหญิง และเหล่าแดนซ์เซอร์ขยับเข้ามาสวัสดีปอแก้ว
เแววเดือน เกวลี ค่อยๆ ลุกมาหา แสงโสมแนะนำ
“นี่แววเดือน ศิลปินรุ่นใหญ่ของเราค่ะ นั่นก็เกวลีศิลปินน้องน้อยโน่นก็เจนนี่ ครูสอนเต้นของเรา”
เสียงของลั้นลานำมาก่อนตัว
“แค่แดนซ์เซอร์ก็พอมั้งคะคุณแสงโสม”
ทุกคนหันไปมอง เห็นลั้นลาเดินนวยนาดเข้ามาพร้อมกับเพียงฟ้า เจนนี่ชักสีหน้าใส่
“หน็อย นังลั้นลา ถ้าฉันเป็นแค่แดนเซอร์ แกมันก็ช่างตัดเสื้อล่ะวะ”
แสงโสมปราม “นี่ พอที ต่อหน้านายใหม่ ยังจะกล้าทะเลาะกันอีก”
ลั้นลากับเจนนี่สงบปาก แต่ยังส่งสายตาพิฆาตใส่กันไม่เลิก แสงโสมสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“นี่แม่ลั้นลา สไตลิสต์ของค่ายค่ะ แล้วนั่น...”
เพียงฟ้าเชิดๆ “เพียงฟ้า ลดาวัลย์ค่ะ คุณแก้วคงเคยได้ยินชื่อมาบ้าง ฟ้าดีใจจังเลยค่ะที่ได้เจอคุณแก้ว พ่อคุณเล่าเรื่องคุณให้ฟังบ่อยม๊าก”
เพียงฟ้าพูดอวดโอ้ จนแววเดือนกับเจนนี่แอบทำหน้าจะอ้วกใส่ แสงโสมกระแอมเสียงเข้ม
“คุณปอแก้วก็พอ ชื่อเล่นน่ะไม่ต้องเรียก เธอไม่ใช่ญาติสนิท อย่าตีเสมอ”
“ค่ะ คุณปอแก้ว”
“ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“คุณปอแก้วจะเข้ามาดูเรื่องศิลปินในค่ายด้วย บอกไว้ก่อนเนิ่นๆ เลยนะว่าต่อไปศิลปินในบริษัทเราจะไม่มานั่งรอการป้อนงานอย่างเดียว”
พวกสาวๆ เม้าท์กันงึมงำ ปอแก้วถือโอกาสอธิบาย
“คืออย่างนี้นะคะ แก้วเชื่อมั่นในตัวพวกคุณนะคะ ถึงได้คิดว่าเราน่าจะร่วมมือกันในหลายรูปแบบกว่านี้ แก้วเชื่อว่าทุกคนรู้ตัวตนของตัวเอง ทุกคนมีไอเดีย เราจะแชร์ความรู้สึกร่วมกัน แก้วยินดีสนับสนุน ช่วยเหลือ ช่วยดึงศักยภาพในตัวพวกคุณออกมา บางทีหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าตัวเองมีศักยภาพอะไรซ่อนอยู่บ้างก็ได้นะคะ แก้วจะช่วยตรงนั้นเองค่ะ”
“โอ๊ย แค่ร้องเพลงฟ้าก็เหนื่อยจะแย่แล้วค่ะ ถ้าจะให้ทำอะไรที่ยากๆล่ะก้อให้พวกที่ว่างงานที่ร้องไม่ดี ไม่มีคุณภาพเถอะค่ะ”
“จะมีคุณภาพต้องเอาตัวเข้าแลกอย่างหล่อนสินะ อย่าคิดว่าใครเค้าไม่รู้นะว่าเธอแก้ผ้าแลกเพลง”
“ก็ดีกว่าแก้แล้วไม่มีใครเอาก็แล้วกัน” เพียงฟ้าแขวะ
แววเดือนโกรธ “อีผีฟ้า แกด่าชั้นเหรอ”
“ไม่ได้ด่า แค่พูดไปตามสภาพ”
“อีฟ้า!”
แววเดือนจะเข้าไปตบเพียงฟ้า แสงโสมรีบเข้ามาขวาง
“หยุดนะ นี่ไม่เกรงใจคุณปอแก้วกันเลยหรือไง ทะเลาะกันอย่างกับหมาวัด”
ปอแก้วเอ่ยขึ้น “เพราะอย่างนี้นี่เอง ค่ายถึงได้ตกต่ำ”
แววเดือนกับเพียงฟ้าเหวอไปเลย หันมามองหน้าปอแก้วอย่างไม่เชื่อหู
“เป็นศิลปินค่ายเดียวกัน แต่ไม่รักสามัคคีกัน แทนที่จะช่วยสนับสนุนกัน กลับมาพูดจาหาเรื่องเหยียดหยามกัน แล้วเมื่อไรพวกคุณทุกคนจะพัฒนาตัวเองได้”
“ทุกคนพัฒนาตัวเองกันอยู่แล้วล่ะค่ะ แต่มันมีอยู่คนนึงที่ได้อภิสิทธิ์เหนือคนอื่น มันถึงได้เคยตัวไม่เห็นหัวใคร”
แววเดือนปรายตามองเพียงฟ้า
“ถ้าคุณปอแก้วอยากทำให้คนในค่ายทัดเทียมกัน ก็ช่วยฝากเรียนเสี่ยด้วยนะคะว่านักร้องยังมีอีกหลายชีวิตไม่ใช่มีแค่นังเพียงฟ้าคนเดียว”
“คงไม่จำเป็นหรอกค่ะ ฉันเข้ามาเพื่อจัดการเรื่องนี้ ฉันจะจัดการเอง ต่อไปนี้เราจะต้องพัฒนาไปด้วยกัน จะไม่มีใครได้อภิสิทธิ์ หรือกอบโกยทุกอย่างไว้ที่ตัวเองเพียงคนเดียว”
เพียงฟ้าชักสีหน้า ชักเริ่มไม่สบายใจ
“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับศักยภาพของแต่ละคนด้วย ฉันสัญญาว่าจะหาทางสนับสนุนทุกคนให้ไปในทางที่เหมาะสมกับตัวเอง ใครยังรักการร้องเพลงลูกทุ่ง ใครยังมีความฝัน มีความมุ่งมั่น ก็ยินดีค่ะที่จะได้ร่วมงานกันต่อไป ส่วนใครที่เกินวัย ไฟดับ หรือว่าอัตตาสูง คิดลบ เสียใจด้วยนะคะ คุณไม่มีสิทธิ์ไปต่อกับเราค่ะ ฝากไว้เท่านี้ก่อนนะคะ”
แสงโสมสำทับว่า “นั่งเฉยๆ รองานหมดยุคแล้วนะยะ”
ปอแก้วยิ้มหวาน แล้วเดินออกไปสวยๆ แสงโสมรีบตามออกไป

แววเดือนพูดขึ้นลอยๆ “อัตตาสูง คิดลบ ใครก็ไม่รู้เนอะ แถวๆ นี้”
เพียงฟ้ายังงงๆ ลั้นลายื่นหน้าตอบ
“มันหมายถึงแก...”
“เฮอะ ถึงฉันจะอัตตาสูง แต่ฉันก็เป็นคนทำเงินทำทองให้บริษัทไม่รู้เท่าไร ใครมันจะเอาฉันออกได้”
“เก่งนัก ก็ลองไปพูดอย่างนี้ใส่หน้าคุณปอแก้วสิยะ” เจนนี่บอก
“แกคิดว่าฉันไม่กล้าเหรอ ก็แค่ลูกเสี่ย อย่างมากก็นั่งพูดกับเสี่ย แต่ฉันนอนคุย ให้มันรู้ไปสิว่าคำพูดใครมันจะเข้าหูเสี่ยมากกว่ากัน”
“ลำพองไปเถอะนังเพียงฟ้า ฉันจะรอวันที่แกหล่นจากฟ้ามาสู่ดินเพราะเจอคนจริงอย่างคุณปอแก้ว ฮะๆๆๆ”
แววเดือนหัวเราะลอยหน้าออกไป เจนนี่กับเกวลีรีบตามไป
เพียงฟ้ามองตาม ค้อนปะหลับปะเหลือก แอบกลัวนิดๆ ที่ปอแก้วเข้ามามีอิทธิพลในค่าย

ด้านบุญทิ้งถือถุงยาเดินมาหาปลายอ้อที่นั่งรออยู่กับบูรพา
“ขอบพระคุณท่านมากนะคะ สำหรับค่าหมอค่ายา”
“ไม่เป็นไรหรอก ก็ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เธอเจ็บตัว” บูรพาควักเงินให้อีก “ฉันให้เป็นค่าเสื้อผ้าใหม่แทนตัวที่ขาดด้วยก็แล้วกัน”
ปลายอ้อทำเป็นเกรงใจ “หนูรับไว้ไม่ได้หรอกค่ะ แค่นี้ก็เป็นพระคุณล้นเหลือแล้ว”
“ให้ฉันรับผิดชอบเถอะ ฉันไม่ชอบเอาเปรียบใคร”
ปลายอ้อลอบยิ้มเยาะในสีหน้า แล้วหันมาตีหน้าเศร้า
“แค่นี้ลูกสาวของท่านก็ไม่ชอบหน้าหนูจะแย่แล้วค่ะ หนูไม่อยากมีปัญหากับใคร”
“เธอมีเรื่องอะไรกับปอแก้วเหรอ”
“เมื่อวานหนูไปออดิชั่นรายการที่คุณปอแก้วเป็นพิธีกรค่ะ คุณปอแก้วให้หนูตกรอบ เพราะบอกว่าหนูร้องไม่ได้อารมณ์ แล้วก็บอกว่าหนูเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น” ปลายอ้อเสียงเครือๆ “หนูข้องใจ อยากได้คำอธิบายเพิ่มเติม เลยมาดักพบเธอหลังจากออดิชั่น เธอก็คิดว่าหนูมาหาเรื่องเพราะไม่ยอมรับคำตัดสิน”
ปลายอ้อหยุดสะอื้น เมื่อเห็นบูรพามีท่าทีเห็นใจ
“แต่หนูไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยนะคะ หนูแค่อยากเป็นร้อง ถึงได้ดั้นด้นมาจากบ้านนอก จะให้ทำยังไงหนูก็ยอม”
ปลายอ้อบีบน้ำตาตีบทแตก จนบุญทิ้งอ้าปากค้าง ขณะที่บูรพาเชื่อสนิท
“ลูกสาวฉัน เขาค่อนข้างเป็นคนตรงไปตรงมา เพราะโตที่เมืองฝรั่ง หนูอย่าถือสาเลยนะ เอาอย่างนี้ดีกว่า หนูอยากเป็นนักร้องจริงๆ ใช่ไหม”
“ค่ะ”
“งั้นพรุ่งนี้มาที่บูรพาซาวด์ ฉันจะให้หนูมาลองเทสต์เสียง”
ปลายอ้อตื่นเต้น “จริงเหรอคะท่าน”
“แต่หนูต้องเก่งพอนะ ฉันถึงจะรับเข้าสังกัด”
ปลายอ้อทำท่าดีใจหันไปหาบุญทิ้งที่ยังอึ้งอยู่ แล้วรีบเชียร์บุญทิ้ง
“แล้วพี่ชายหนูล่ะคะ พี่บุญทิ้งเล่นดนตรีเก่งมากนะคะ เล่นได้ทุกอย่างเลย ใครๆ ก็ชมว่าเขาเป็นคนหูดี”
บูรพาหันไปมองบุญทิ้งอย่างลังเล บุญทิ้งรีบสำทับ
“ครับ ผมเล่นได้เลยครับ ดนตรีไทย ดนตรีสากล ร้องลิเกก็ได้ด้วยครับ”
“เอาๆ งั้นก็มาเทสต์ด้วยกัน”
ปลายอ้อกับบุญทิ้งตื่นเต้นดีใจ ปลายอ้อแทบจะเข้าไปกราบแทบอก
“หนูขอบพระคุณท่านมากค่ะ ความเมตตาครั้งนี้ หนูกับพี่บุญทิ้งจะไม่มีวันลืม”
บูรพาทำเป็นประคองมือปลายอ้อไว้ ไม่ให้เข้าใกล้ตัวมาก แต่ก็แอบรู้สึกหวิวๆ ในใจ ที่ได้ใกล้ชิดเด็กสาวคราวลูก

ทางด้านศุภกฤตยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างรถ โดนเจ้านายด่ายับ
“ผมกำลังจะกลับแล้วครับเจ้านาย…ไม่ได้สัมภาษณ์ครับ”
ศุภกฤตสะดุ้ง รีบเอามือถือออกห่างตัวเพราะโดนชัยยศโวยวายใส่มา
“ผมพยายามแล้วคร้าบ แต่คุณปอแก้วแกบอกว่าสื่อเรามีอคติ ผมว่าแกไม่ชอบผมอะ พี่ชัยยยศหาคนอื่นมาสัมภาษณ์เถอะ” เขาสะดุ้งอีกรอบ เพราะโดนด่ารัวๆ “โอเคๆๆ พี่ เดี๋ยวผมจะตามตื๊อคุณปอแก้วให้ได้ อย่าเพิ่งเตรียมซองขาวครับ เฮ้อ เอาไงดีวะ”
ศุภกฤตวางสาย ถอนใจเครียด ยืนหันรีหันขวาง แล้วสายตาเหลือบไปเห็นปอแก้วเดินออกมาจากในตึก
เดินตรงไปที่รถคันใหม่ แล้วขับปร๋อออกไป ศุภกฤตมองตาม แล้วรีบขึ้นรถตัวเองขับตามไปทันที

ทางด้านศุภกฤตยืนคุยโทรศัพท์อยู่ข้างรถ โดนเจ้านายด่ายับ
“ผมกำลังจะกลับแล้วครับเจ้านาย…ไม่ได้สัมภาษณ์ครับ”
ศุภกฤตสะดุ้ง รีบเอามือถือออกห่างตัวเพราะโดนชัยยศโวยวายใส่มา
“ผมพยายามแล้วคร้าบ แต่คุณปอแก้วแกบอกว่าสื่อเรามีอคติ ผมว่าแกไม่ชอบผมอะ พี่ชัยยยศหาคนอื่นมาสัมภาษณ์เถอะ” เขาสะดุ้งอีกรอบ เพราะโดนด่ารัวๆ “โอเคๆๆ พี่ เดี๋ยวผมจะตามตื๊อคุณปอแก้วให้ได้ อย่าเพิ่งเตรียมซองขาวครับ เฮ้อ เอาไงดีวะ”
ศุภกฤตวางสาย ถอนใจเครียด ยืนหันรีหันขวาง แล้วสายตาเหลือบไปเห็นปอแก้วเดินออกมาจากในตึกเดินตรงไปที่รถหรูคันใหม่เอี่ยม แล้วขับปร๋อออกไป ศุภกฤตมองตาม แล้วรีบขึ้นรถตัวเองขับตามไปทันที

ปอแก้วขับรถไปตามถนน โดยมีศุภกฤตขับตามหลังไปติดๆ และพบว่ารถปอแก้วแล่นมุ่งหน้าไปยังย่านกลางเมือง
ปอแก้วหยิบโทรศัพท์มากดเสียบสมอลล์ทอล์ค แล้วขับรถต่อ คุยโทรศัพท์ไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
ศุภกฤตทำหน้าอยากรู้อยากเห็นว่าปอแก้วจะไปไหน นัดใครกันแน่

รถของปอแก้วแล่นเข้ามาจอดที่ลานหน้าร้านอาหารหรูหรา ศุภกฤตตามมาเขาเลือกจอดรถห่างออกไป แต่ยังไม่ลงจากรถ
ศุภกฤตเห็นปอแก้วจอดรถเทียบข้างรถอีกคันหนึ่ง แล้วรีบลงมาเดินมาที่รถข้างๆ สักครู่เดียวอภิวัชก็ลงมาจากรถคันนั้น แล้วยื่นแขนให้ปอแก้วควง ก่อนจะเดินกระหนุงกระหนิงเข้าร้านไปด้วยกันเหมือนคู่รักยังไงยังงั้น
“เฮ้ย”
ศุภกฤตมองอึ้งๆ คาดไม่ถึง แล้วยิ้มเจ้าเล่ห์นุกสนุก มีแผนอะไรบางอย่าง
“หึๆ ข่าวใหญ่แน่”

ปลายอ้อกับบุญทิ้งกลับมาถึงบ้านตอนเย็น ยุพาเยี่ยมหน้าออกมามองเห็นปลายอ้อบาดเจ็บก็ตกใจ
“เฮ้ย ไอ้อ้อ ไอ้ทิ้ง นี่พวกแกไปทำอะไรมาวะ”
ปลายอ้อฝืนยิ้มบอก “มีเรื่องนิดหน่อยจ้ะน้ายุ”
“อย่างนี้ไม่เรียกว่านิดหน่อยแล้วโว้ย” ยุพาประคองปลายอ้อเข้าบ้าน “เกิดอะไรขึ้น ไหนเล่าให้ฉันฟังให้หมดซิไอ้ทิ้ง”
อัปสรเดินออกมาจากด้านในบ้านพอดี
“ก็ไอ้อ้อมันวิ่งไปให้รถเขาชน”
“ไอ้นี่ เดี๋ยวปั๊ด” ยุพาคว้าของใกล้มือทำท่าจะขว้างใส่ “เล่าดีๆ”
“ฉันไม่ได้พูดเล่นน้ายุ ไม่เชื่อถามมันเองแล้วกัน มันวิ่งไปให้รถชนจริงๆ”
ยุพาหันไปหาปลายอ้อเป็นเชิงถาม ขณะที่อัปสรเดินมานั่งฟัง อยากรู้
“เกิดอะไรขึ้นลูก”
“อ้อไปดักเจอไอ้บูรพามาจ้ะแม่”
สายตาอัปสรตื่นเต้นดีใจขึ้นมาทันควัน ขณะที่ยุพาตกใจ
“อ้อไม่รู้จะทำยังไงให้มันยอมคุยกับอ้อ ก็เลยแกล้งออกไปตัดหน้ารถมัน ได้แผลมานิดหน่อย แต่ก็ทำให้มันสนใจอ้อขึ้นมาทันที พรุ่งนี้มันนัดให้อ้อกับพี่ทิ้งไปเทสต์งานที่ค่ายด้วยล่ะจ้ะ”
ยุพาอ้าปากค้างกับความทุ่มทุนสร้างของปลายอ้อ กำลังจะตำหนิ แต่อัปสรกลับยิ้มกว้าง ชมลูกสาวใหญ่
“ทำได้ดีมากลูก แม่คิดไม่ผิดเลยว่าอ้อของแม่ฉลาด เจ็บไหมลูก” อัปสรลูบขาลูก ลึกๆ ก็เป็นห่วง
“ไม่จ้ะ แม่เจ็บมามากกว่าอ้อหลายเท่า แค่นี้อ้อไม่ตายหรอก”
อัปสรยิ้มปลื้มใจ ดึงปลายอ้อมากอดหอมอย่างแสนรัก มียุพามองแม่ลูกอย่างกลุ้มๆ

ยุพากับบุญทิ้งเข้าครัวช่วยกันทำกับข้าว คุยกันไปบ่นกันไป
“เวรของกรรม แทนที่พี่สรจะปรามไม่ให้ลูกเอาตัวเข้าไปเสี่ยง ดันเห็นดีเห็นงามเข้าไปอีก แกก็เหลือเกินไอ้ทิ้ง ทำไมไม่ดูน้องมันให้ดีๆ”
“โธ่ มันโตแล้วนะน้า ไม่ใช่เด็กสามขวบ จะให้ฉันเฝ้ามันไม่คลาดสายตาได้ยังไง แล้วไอ้อ้อมันมีแผนอะไร เคยบอกฉันที่ไหน ไอ้นี่มันคิดทำของมันเองตลอด”
“ฉันล่ะกลัวความเจ้าคิดเจ้าแค้นของแม่ลูกคู่นี้จริงๆ ว่ามันจะเลยเถิด นี่อุตส่าห์พาพี่สรมาหาหมอ สุดท้ายก็ยังไม่ได้ไปหา มัวแต่คิดเรื่องไอ้บูรพาอยู่เนี่ย” ยุพากังวลไม่คลาย
“ทำไงได้ล่ะ ถ้าน้าสรไม่ปล่อยวาง ไอ้อ้อมันก็ต้องทำ”
ยุพาถอนใจยาวเป็นกิโล “เฮ้อ กูละกลุ้ม งั้นก็ฝากเอ็งช่วยดูไอ้อ้อมันหน่อยแล้วกันนะ อย่าให้มันทำอะไรเกินเลยจนอันตรายถึงตัว ไอ้การเล่นกับความแค้นก็เหมือนเล่นกับไฟ สุดท้ายก็ร้อนมือด้วยกันหมดแหละวะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน้ายุ ไอ้อ้อไปไหนฉันก็จะไปด้วย ถ้ามันเข้าค่ายบูรพาซาวด์ได้ ฉันก็จะตามไปดูมันเอง”
ยุพาพยักเออออ แต่สีหน้ายังกังวลไม่คลาย เพราะทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้น

ค่ำวันเดียวกัน ในร้านอาหารหรู
ปอแก้วนั่งกินข้าวกับอภิวัช คุยกันกระหนุงกระหนิง
“ต่อไปนี้เราก็เป็นคู่แข่งกันแล้วสิ”
“คนละตลาดนะคะ จะเป็นคู่แข่งกันได้ยังไง”
“ลูกทุ่งยุคนี้แชร์งานผมไปเยอะนะ ทั้งคอนเสิร์ต งานไพรเวทเอ็นเตอร์เทน โดยเฉพาะอีเวนท์นี่ยอดผมล่มเลย นี่ผมไม่รู้คิดถูกหรือผิดที่ดึงคุณมาเป็นกรรมการคัดนักร้องไปร่วมค่ายคุณเพิ่มอีก”
“คิดถูกสิคะ ยังไงเราก็ได้ทั้งสองฝ่าย บริษัทคุณก็ได้กระแสรายการ ฉันก็ได้ศิลปินใหม่”
อภิวัชหัวเราะอย่างปลงตก
“ขอให้คุณได้จริงๆ ซักคนเถอะคุณแก้ว อย่าเลือกมากนักเลย”
“ต้องเลือกดีๆ หน่อย ฉันอยากได้คุยที่มีความสามารถที่จะเอามาปั้นได้จริงๆ ค่ะ พูดง่ายๆ คือต้องมีสมอง ไม่ใช่แค่เป็นตุ๊กตาให้ทีมงานมาจับแต่งตัวร้องเพลงอีกแล้ว ตกยุคหมดแล้ว ของพวกนั้น”
“แล้วคุณคิดจะทำงานไปสไตล์ไหนล่ะ”
“ก็คงต้องปรับให้มันเข้ากับยุคนี้แหละค่ะ คงต้องขอความรู้จากคุณอีกเยอะ”
“ขอแต่ความรู้นะ ความรักไม่ต้องขอ ผมให้ไปหมดแล้ว” อภิรัชยิ้มๆ
“จำเพลงไหนมาจีบชั้นอีกล่ะ”
“คบกันมาสามปีแล้วนะ ยังต้องจีบอีกเหรอ”
“แฟนอย่างชั้นต้องจีบทุกวัน ชั้นไม่ชอบเป็นของตาย จีบได้แล้วจบ ไม่เอาอ่ะ”
“รู้หรอกน่า ก็จีบอยู่เนี่ย”
อภิวัชยิ้มกรุ้มกริ่ม เขี่ยนิ้วมือปอแก้วเล่นเบาๆ
“แหวนที่ให้ ทำไมไม่ใส่ กลัวโดนถามเหรอ”
ปอแก้วนิ่งไม่ตอบ
“เราคบกันตั้งแต่ที่โน่น ผมว่าบอกทางบ้านได้แล้วมั้ง”
“อีกสักพักแล้วกันค่ะ ตอนนี้ยังไม่เหมาะ ไหนบอกว่ารอได้ไงคะ”
“ผมอะรอได้ แต่ก็ถามดู เผื่อฟลุค” เขายิ้มสัพยอก “หวังว่าระหว่างอีกสักพักที่ผมต้องรอเนี่ย จะไม่มีใครหน้าไหนเข้ามาเปลี่ยนใจคุณนะ”
ปอแก้วยิ้มขำ มั่นใจว่าตนไม่มีวันเปลี่ยนใจแน่ บริกรเดินเข้ามาที่โต๊ะ พร้อมถาดใส่ไวน์สองแก้ว
“เอ๊ะ เราไม่ได้สั่งนี่ครับ” อภิรัชงง
“จากคุณผู้ชายโต๊ะโน้นครับ แกบอกว่าสั่งมาแสดงความยินดี”
ปอแก้วกับอภิวัชหันไปมองตามมือบริกร เห็นศุภกฤตนั่งยิ้มจ้องอยู่ ชูแก้วไวน์มาดื่มแล้วลุกออกไปนอกร้านเลย
“อีตานักข่าวคนนั้นนี่”
“คนเมื่อวานใช่ไหม”
“เขาไปตามขอสัมภาษณ์แก้วที่บริษัทด้วย”
อภิวัชเริ่มไม่ชอบใจ ท่าจะลุกไปหา แต่ปอแก้วจับมือไว้
“ไม่ต้องค่ะ เดี๋ยวแก้วจัดการเอง”

ปอแก้วเดินตามศุภกฤตออกมาหน้าร้าน ถามเขาอย่างไม่พอใจ
“นี่คุณต้องการอะไร คิดจะป่วนกันใช่ไหม”
ศุภกฤตหันมายิ้มกวนประสาทให้ “เปล่านี่ครับ”
“แล้วทำไมต้องหนี”
“ผมไม่ได้หนี แต่ผมมีข่าวต้องรีบกลับไปเขียน” นักข่าวหล่อพูดพาดหัวข่าวกวนๆ “ข่าวผู้บริหารค่ายเพลงสาวหน้าใหม่ กับหนุ่มไฟแรงเจ้าของค่ายขู่แข่ง”
ปอแก้วฉุนพอๆ กับตกใจ “นี่คุณ ไม่ได้นะ คุณจะเอาเรื่องของฉันไปลงไม่ได้”
ศุภกฤตแกล้งไก๋ ทำเป็นตกใจ
“ผมยังไม่ได้พูดเลยว่าเป็นคุณ อ้าว ตกลงมันเป็นเรื่องของคุณเหรอ”
ปอแก้วมีสีหน้าอึดอัดคับแค้นใจ ยังไม่อยากเปิดตัวให้พ่อรู้ตอนนี้
ศุภกฤตยิ้มเป็นต่อ “ไหนคุณบอกว่าผมจะเขียนอะไรก็ได้ เพราะคุณไม่แคร์ไง”
“แต่ไม่ใช่เรื่องนี้” ปอแก้วมีน้ำเสียงอ่อนลง “ฉันขอร้องนะ อย่าเพิ่งลงข่าวเรื่องนี้ ฉันไม่อยากให้คุณพ่อไม่สบายใจ”
ศุภกฤตขำ “ที่แท้ก็ยังไม่ได้บอกพ่อนี่เอง”
ปอแก้วขอร้องด้วยเสียงอ้อนวอน “ฉันขอร้อง เอางี้ คุณต้องการค่าปิดปากเท่าไรว่ามา ฉันจะเขียนเช็คให้”
ศุภกฤตเซ็ง “โว้วๆๆๆ คุณ ถึงผมจะเป็นนักข่าวที่มีอคติในสายตาของคุณ แต่สิ่งที่ผมไม่ทำแน่ๆ คือรับเงินจากแหล่งข่าวนะครับ คุณกำลังทำให้ผมผิดจรรยาบรรณนะเนี่ย”
ปอแก้วจ้องหน้าเขา “ถ้างั้นคุณต้องการอะไร”
ศุภกฤตยื่นข้อเสนอที่เธอเคยปฏิเสธออกไป “ผมขอนัดสัมภาษณ์คุณเป็นการส่วนตัว”
ปอแก้วอึ้งนิดๆ แต่ต้องยอมจำนน “ก็ได้ ติดต่อมาที่เลขาฉัน แต่จำไว้ว่าห้ามตุกติกเด็ดขาด ถ้าข่าวเรื่องส่วนตัวของฉันเล็ดรอดออกไปเมื่อไร การนัดหมายเป็นอันล้มเลิก”
ปอแก้วสะบัดหน้าเดินกลับเข้าร้านไป ศุภกฤตมองตามยิ้มกริ่มสมใจ

คืนนั้น เพียงฟ้านั่งอิงแอบ ออดอ้อนบูรพาอยู่ที่ห้องในคอนโด ขณะที่บูรพาดูใจลอยๆ
“เสี่ยต้องจัดการนังแววเดือนกับพวกนะคะ มันรวมหัวกันแกล้งฟ้า มันอิจฉาที่ฟ้าได้ออกเพลงใหม่ นี่มันยังขู่ฟ้าอีกนะคะว่าจะทำให้คุณปอแก้วเขี่ยฟ้าทิ้ง”
“เธอก็อย่าไปหาเรื่องพวกเขานักสิ ไม่ชอบกันก็ต่างคนต่างอยู่”
เพียงฟ้าขัดใจ “แปลว่าเสี่ยจะไม่เคลียร์ให้ฟ้า”
“แล้วจะให้ทำยังไง ไล่ออกยกค่าย เหลือแต่เธอคนเดียวเหรอ แล้วฉันจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงลูกน้อง”
“ทุกวันนี้ฟ้าก็แทบจะหาเลี้ยงคนทั้งค่ายอยู่แล้ว เสี่ยก็ไล่อีพวกที่มันกระด้างกระเดื่องออกไป แล้วหาเด็กใหม่ๆ ที่ว่านอนสอนง่ายเข้ามาแทนสิคะ”
คำพูดดังกล่าว ทำให้บูรพาประหวัดถึงปลายอ้อขึ้นมาอย่างมีความหวัง พึมพำเบาๆ
“ก็กำลังหาอยู่”
“แล้วอีกเรื่องนึงค่ะ เรื่องคุณปอแก้ว”
บูรพาเสียงขุ่น “ทำไม ลูกฉันทำอะไร”
“ก็คุณปอแก้วน่ะสิคะ มาถึงก็ติโน่นบ่นนี่ ไม่เข้าหูคน จะเปลี่ยนโน่นจะแปลงนี่ มันก็เลยเป็นเรื่อง ไอ้เรื่องจะเปลี่ยนแปลงเนี่ยมันก็ทำได้ค่ะ แต่มันต้องค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ ปรับ ไม่ใช่ปุบปับจะทำเลย ใครมันจะไปรับได้ล่ะคะ คุณปอแก้วคงเรียนแต่การบริหาร เก่งแต่เรื่องวางแผน แต่คงสอบตกจิตวิทยาผู้บริหาร ถึงได้ออกมาเป็นแบบนี้” เพียงฟ้าใส่เป็นชุด
บูรพากลับบอกว่า “ก็ดีแล้วนี่”
เพียงฟ้าเซ็งหนัก “ดียังไงคะเสี่ย นี่ฟ้ามาฟ้องเพราะหวังให้เสี่ยหยุดคุณปอแก้วนะคะ”
“จะหยุดทำไม ธุรกิจมันเน่าซะขนาดนี้แล้ว ขืนมัวแต่ชักช้าจะแก้ไขทันได้ยังไง รู้ข้อผิดพลาดเร็ว แก้เกมเร็ว นั่นแหละถึงจะอยู่รอด ลูกชั้นทำถูกแล้ว ถูกต้องที่สุด”
“แต่ว่า…” เพียงฟ้าพยายามโน้มน้าว แต่บูรพากลับเสียงเข้มใส่
“เธอไม่ใช่ผู้บริหาร อย่ามาทำรู้ดีหน่อยเลยเพียงฟ้า จำไว้นะ เธอจะมีปัญหากับใครก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้ามีปัญหากับลูกฉัน คงรู้ใช่ไหมว่าฉันจะเลือกใคร”
เพียงฟ้าเห็นบูรพาหงุดหงิดก็ตกใจ รีบเข้าซบออเซาะ
“เสี่ย ฟ้าแค่บ่น…”
“เธอบ่นจบแล้วใช่ไหม ฉันจะได้กลับ”
บูรพาผลุนผลันลุกหนีออกไปอย่างหมดอารมณ์ เพียงฟ้ารั้งไว้ไม่ทันได้แต่มองตามตาคว่ำ
“หน็อย พอลูกมากูก็ตกกระป๋องเชียว นังปอแก้ว แกนี่มันมาแย่งความสำคัญไปจากฉันแท้ๆ”

อีกฟาก พรทิพย์กับแสงโสมนั่งดูโทรทัศน์อยู่จนเห็นปอแก้วเดินลงมา พร้อมกับแฟ้มเอกสารที่อ่านค้างจากออฟฟิศ
“คุณพ่อกลับดึกอย่างนี้ทุกคืนเหรอคะ”
พรทิพย์ไม่ตอบ ทำหน้าเหนื่อยหน่ายหัวใจ แสงโสมเลยตอบแทน ใส่อารมณ์หึงนิดๆ
“ไม่ทุกคืนหรอกค่ะ บางคืนก็ไม่กลับ”
พรทิพย์ฝืนยิ้ม “บางทีพ่อเขาก็แวะไปหาเพื่อนน่ะลูก”
“เพื่อนที่ชื่อนังเพียงฟ้าไงคะ รักกันม๊าก สนิทกันม๊าก
แสงโสมลากเสียงด้วยความหึงปนหมั่นไส้ แล้วรีบหุบปากเพราะพรทิพย์เหลือบมองดุๆ ใส่
“อย่างนี้นี่เอง แล้วคอนโดเขาอยู่ที่ไหนคะ แก้วจะไปตามคุณพ่อเอง”
“ไม่ต้องหรอกแก้ว มันเป็นเรื่องปกติของบ้านเรา แม่ชินแล้วล่ะ”
“แต่คุณแม่คะ…”
“ผู้หญิงของพ่อนับด้วยนิ้วมือยังไม่พอ แต่พ่อเค้ารู้ว่าไหนนิ้วโป้งไหนนิ้วก้อย เดี๋ยวเค้าก็กลับมา”
พรทิพย์พูดอย่างปลงตก ปอแก้วทรุดลงนั่งข้างๆ มารดา มองหน้าอย่างเห็นใจ
“แล้วคุณแม่โอเคมั้ยคะ”
พรทิพย์พยักหน้ารับ ฝืนยิ้มขมขื่น แต่ไม่ตอบตรงๆ
“ถ้าหนูมีอะไรจะคุยกับคุณพ่อเรื่องงาน คุยกับน้าโสมก็ได้นะ แม่ไม่อยู่กวนแล้วกัน”
พรทิพย์ลุกขึ้นห้องนอนไป แสงโสมทำเป็นถอนใจเหมือนเห็นใจ แม้ในใจจะสมน้ำหน้าก็ตาม
“น่าเห็นใจนะคะ หัวอกเมียหลวง นี่ จะว่าไปนะ….”
ปอแก้วหน้าตึง เสียงแข็งขึ้นมา “คุยเรื่องงานเถอะค่ะ”
แสงโสมเห็นปอแก้วชักสีหน้าไม่พอใจ ก็ยิ้มเจื่อนๆ ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เช้าวันใหม่ ลั้นลาถือแฟ้มเรฟเฟอเรนซ์เสื้อผ้าหน้าผมการแต่งตัวของศิลปิน เดินขึ้นมาหาแสงโสมที่ห้องทำงาน แต่พอผ่านหน้าห้องทำงานปอแก้วก็ได้ยินเสียงปอแก้วคุยกับบูรพาเข้าพอดี
“อะไรนะคะ คุณพ่อจะส่งคนมาเทสต์เสียง ใครเหรอคะ”
ลั้นลาหูผึ่ง รีบแนบหูกับประตูแอบฟัง
“เด็กหน้าใหม่น่ะลูก พ่อเห็นหน่วยก้านเขาดี ดูแล้วน่าจะขายได้ เลยส่งมาให้แก้วสานต่อ”
“เด็กที่เลานจ์ไหนอีกล่ะคะคุณพี่” เสียงแสงโสมดังผสมโรงขึ้น
“แสงโสม เธอนี่อย่าชักใบให้เรือเสียได้ไหม” บูรพาดุน้องเมีย แล้วหันไปอธิบายกับลูก “ไม่ใช่อย่างที่แสงโสมคิดหรอก เด็กดี มาจากบ้านนอก”
“แล้วคุณพ่อไปเจอเขาที่ไหนคะ”
“เรื่องมันยาว เอาเป็นว่าเดี๋ยวสายๆ เขาจะเข้ามา แก้วเคลียร์คิวไว้นะ ช่วยดูให้พ่อหน่อย”
บูรพาพูดจบก็เดินออกไปเลย ลั้นลารีบผลุบหายไป
แสงโสมยังคาใจ พูดกับปอแก้วอย่างอ่านเกมออก
“ดูท่าทางพ่อหนูปอแก้วกระเหี้ยนกระหือรือเหลือเกิน น้าโสมได้กลิ่นไม่ดีเลยค่ะ หาทางตัดไฟแต่ต้นลมก่อนเลยดีไหมคะ”
ปอแก้วครุ่นคิดสุดท้ายส่ายน้า
“อย่าเพิ่งดีกว่าค่ะ แก้วอยากเห็นเหมือนกันว่าจะเป็นยังไง ศิลปินสมัยนี้เหมือนจะหาง่ายแต่ก็ไม่ง่าย ถ้าคุณพ่อไปเจอแล้วอยากสนับสนุน ก็แสดงว่าเขาต้องมีอะไรดีๆ”
“ก็คงต้องมีล่ะค่ะ ของดีประเภท 34-24-35 สูงร้อยกว่าๆ ล่ะชอบม้า อะไรอย่างนี้ เชื่อน้าโสมเถอะ ไม่ผิดไปจากนี้หรอก”
แสงโสมพูดเซ็งๆ แล้วเดินออกไป ทิ้งให้ปอแก้วครุ่นคิด มีแววกังวลนิดๆ ในสีหน้าและสายตา

เพียงฟ้าเพิ่งเข้ามาถึงบริษัท ได้รับโทรศัพท์จากลั้นลาก็ปรี๊ดแตก
“อะไรนะ แกแน่ใจเหรอลั้นลาว่าเสี่ยจะมีเด็กใหม่”
“ได้ยินชัดเต็มสองรูหู ว่าเสี่ยเตรียมทั้งผลักทั้งดัน เข้ามาเป็นศิลปินในค่าย ต้องมาแทนที่แกแน่ๆ เลยฟ้า”
“ไม่ได้ ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ ถ้าคิดจะมาแทนที่ฉัน แกบอกฉันมาซิว่าอีเด็กคนนั้นมันเป็นใคร ฉันจะดักตบมันให้เสียโฉม”
“โอ๊ย ฉันจะรู้ได้ยังไง ฟังมาแค่นี้ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ก็โทร.ไปถามเสี่ยสิ”
ลั้นลาวางสายไปเลย เพียงฟ้ากระฟัดกระเฟียด รีบกดโทรศัพท์ไปหาบูรพา แต่เสี่ยไม่ยอมรับสาย
เพียงฟ้าหันรีหันขวางว่าจะทำยังไงดี จนกระทั่งเหลือบไปเห็นปลายอ้อกับบุญทิ้งตรงเข้ามาที่เคาน์เตอร์ฝ่ายต้อนรับพอดี
“สวัสดีค่ะ เราสองคนมาพบเสี่ยบูรพา”
“นัดไว้หรือเปล่าคะ”
“เรามีนัดเทสต์เสียงกับเสี่ยครับ”
เพียงฟ้าหูผึ่ง พอพนักงานกดโทรศัพท์ติดต่อขึ้นไป เพียงฟ้าก็ปรี่เข้าไปกระชากโทรศัพท์วางสายไปอย่างไร้มารยาท
“ไม่ต้องโทร เสี่ยไม่อยู่”
บุญทิ้งงง ปลายอ้อแปลกใจ “อ้าว แต่เสี่ยเป็นคนนัดให้เรามาวันนี้”
“เสี่ยคงลืมไปแล้วล่ะ ก็อย่างนี้แหละ วันๆ แกเจอคนมาขอความเมตตาเยอะแยะ บางทีแกก็รับปากส่งๆ ไปแล้วก็ไม่ทันคิดว่าไอ้คนพวกนั้นมันจะยังตามตื๊อไม่เลิก”
ปลายอ้อฉุนนิดๆ “พวกเรามาตามคำเชิญ ไม่ได้มาตามตื๊อเสี่ย”
เพียงฟ้าหงุดหงิด “โว้ย อย่าสำคัญตัวผิดนักเลย เธอสำคัญแค่ไหนกันเสี่ยถึงส่งได้เทียบเชิญ ถ้าไม่ใช่เพราะใช้มารยาหญิงออดอ้อนจนเสี่ยหลุดปากออกไป”
ปลายอ้ออ่านเกมออก “คุณพูดได้เป็นฉาก เพราะทำแบบนี้มาก่อนล่ะสิ”
“เอ๊ะ นังเด็กนี่”
เพียงฟ้าฉุน เงื้อมือจะตบ แต่ปลายอ้อไม่สนใจ หันไปบอกพนักงานต้อนรับ
“งั้นฉันขอคุยกับฝ่ายบริหารศิลปิน หรือใครก็ได้ที่เกี่ยวข้อง คุณปอแก้วก็ได้”
พนักงานทำท่าจะกดโทรศัพท์อีกรอบ เพียงฟ้าเข้ามาแย่งอีก
“ฉันบอกว่าไม่ให้โทร.ไง”
บุญทิ้งรำคาญ “โธ่เจ๊ ตัวเองเป็นนักร้องดังแล้ว ยังคิดจะกันท่าคนอื่นอีก น้ำจิตน้ำใจมีบ้างไหม”
“กล้าดียังไงมาเรียกฉันว่าเจ๊ฮะ ไอ้บ้านนอก เอาโทรศัพท์มานี่”
เพียงฟ้ากระชากโทรศัพท์ออกมาจากโต๊ะ บุญทิ้งผละเข้าไปจั๊กจี๋
“ว้าย ไอ้บ้า แกทำอะไร อย่านะ” เพียงฟ้าบ้าจี้หัวเราะไม่หยุด
“ไอ้อ้อ เอาโทรศัพท์ให้พี่เขากดหายัยคุณปอแก้วหรือใครก็ได้เร็วๆ”
เพียงฟ้ากรี๊ดไป หัวเราะไปด้วยตะโกนด่าพนักงาน “ไอ้บ้า ไอ้สถุนแกทำอะไรฉัน โอ๊ย เอามันออกไปสิ ยืนเซ่อทำไม”
พนักงานต้อนรับทำท่าจะกดโทรศัพท์ขึ้นไป แต่แสงโสมกับปอแก้วเดินลงมาเสียก่อน
“ทำบ้าอะไรกันน่ะพวกเธอ”
บุญทิ้งกับเพียงฟ้าหยุดกึก
แสงโสมมองสองคนงงๆ “เธอสองคนเป็นใคร”
บุญทิ้งกับปลายอ้ออ้ำอึ้งอยู่ แต่ปอแก้วชี้หน้าจำได้
“เธออีกแล้วเหรอ มาที่นี่ทำไมอีก”
“พวกมันแอบอ้างว่าเสี่ยเรียกตัวมันมาเทสต์เสียงค่ะคุณปอแก้ว” เพียงฟ้าฟ้อง
ปลายอ้อโต้ “ฉันไม่ได้แอบอ้าง เสี่ยบูรพานัดให้ฉันมาจริงๆ ไม่เชื่อคุณก็โทร.ไปถามสิ”
ปอแก้วอึ้ง เมื่อรู้ว่าคนที่บูรพาเรียกมาเทสต์เสียงคือปลายอ้อนี่เอง

ไม่นานต่อมา ปลายอ้อกับบุญทิ้งนั่งอยู่ในห้องปอแก้วใต้บรรยากาศอันอึมครึม มาคุมาก
“ที่แท้ก็เธอนี่เองที่ตื๊อจนพ่อฉันต้องยอม”
“เฮ้อ คนที่นี่มันเป็นยังไงกันวะ เอะอะก็หาว่าตื๊อ พ่อคุณต่างหากที่ตื๊อให้เรามาเนี่ย”
“พี่ทิ้ง”
ปลายอ้อส่งสายตาปราม แล้วหันไปพูดกับปอแก้ว
“เมื่อวานฉันได้เจอเสี่ยโดยบังเอิญ ก็เลยบอกท่านเรื่องที่อยากเป็นนักร้อง เสี่ยเห็นใจก็เลยเรียกฉันมาพบ”
แสงโสมแดกดัน “เก่งนะ ถูกคุณปอแก้วปฏิเสธไปแล้ว ก็ยังดั้นด้นไปเข้าทางเสี่ย”
“พวกคุณจะพูดยังไงก็ช่างเถอะค่ะ แต่วันนี้ฉันต้องการมาพิสูจน์ความสามารถให้เสี่ยเห็น ช่วยไปตามท่านให้หน่อย”
“คุณจะเอาความสามารถอะไรมาขาย ในเมื่อฉันเคยบอกแล้วว่าคุณยังไม่ดีพอสำหรับเรา”
“ขอให้เรื่องนี้เสี่ยตัดสินใจเถอะค่ะ”
แสงโสมไม่พอใจ “คุณปอแก้วเป็นกรรมการบริหารบูรพาซาวด์คนใหม่ ถึงยังไม่เป็นทางการแต่ก็มีอำนาจเต็ม”
บุญทิ้งรำคาญกระซิบถามปลายอ้อ “นี่มันค่ายเพลงหรือบ้านทรายทองวะ มีแต่คนเจ้ายศเจ้าอย่าง”
แสงโสมไม่ได้ยิน “เพราะฉะนั้นถ้าคุณปอแก้วบอกว่าเธอไม่พร้อม อย่าเสียเวลาเลย กลับไปบ้านไปฝึกฝนมาใหม่เถอะ เชิญ”
“ให้หนูปลายอ้อลองดูซักนิดจะเสียหายอะไรเล่าแสงโสม”
บูรพาเดินเข้ามาในห้อง ปลายอ้อหันไปยิ้มดีใจ รีบลุกขึ้นยกมือไหว้นอบน้อม
“สวัสดีค่ะเสี่ย”
“เป็นไง เมื่อคืนหลับสบายไป ตื่นเต้นหรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ”
ปอแก้วกับแสงโสมเหลือบมองท่าทีบูรพากับปลายอ้อ เห็นส่งสายตาหวานเยิ้มใส่กันแล้วรู้สึกแปลกๆ บูรพามัดมือชก
“เอาน่ะแก้ว ไหนๆ หนูปลายอ้อก็มาแล้ว ให้ลองเทสต์ดูซักหน่อย อย่าทำให้เขาเสียกำลังใจเลย พ่อบอกแล้วไงว่าหนูปลายอ้อมีแวว”
ปอแก้วชักสีหน้าไม่พอใจ

ไม่นานต่อมา ปลายอ้อยืนอยู่ในห้องอัดเตรียมร้องเพลง บูรพาตามเข้ามา
“พี่ทิ้งล่ะคะ”
“ฉันส่งไปเทสต์ห้องอัดอีกชั้นนึง ให้พวกนักดนตรีเขาดูกันเอง”
ปลายอ้อมีสีหน้ากังวล และประหม่า
บูรพาปลอบ ให้กำลังใจ “หนูไม่ต้องกังวลนะ ทำใจให้สบาย อย่าคิดว่ากำลังจะร้องเพลงให้ใครตัดสิน แต่เรากำลังร้องเพราะเราอยากสื่อสารอารมณ์เพลงให้คนฟังได้อินตามเสียงเพลงของเรา”
ปลายอ้อพยักหน้า แต่แกล้งเอามือจับหูฟังสั่นๆ จนหลุดมือ บูรพารีบก้มลงเก็บ สองคนสัมผัสมือกัน
ปลายอ้อรีบเอามือออก “ขอโทษค่ะ หนูมือสั่น”
“ใจเย็นๆ สูดลมหายใจลึกๆ”
ปลายอ้อยิ้มหวานให้เสี่ย พยายามทำตาม
ทุกเหตุการณ์อยู่ในสายตาของปอแก้วกับแสงโสมที่มองผ่านกระจกดูตั้งแต่ต้น
“ต๊าย ดูสิคะหนูแก้ว ไม่ทันไรก็กล้าทำขนาดนี้ ต่อหน้าต่อตาเราแท้ๆ”
ปอแก้วหมั่นไส้ “มารยาชัดๆ ก่อนหน้านี้เห็นโอ่ว่าขึ้นเวทีมาเป็นสิบๆ เวที มาตื่นเต้นอะไรเอาตอนนี้”
“เพียงฟ้าน้าก็ว่ามันร้ายแล้ว นังเด็กคนนี้น่าจะมาแรงแซงโค้งเลยล่ะค่ะ”

ฝ่ายบุญทิ้งเดินงงๆ มาทางด้านหลังตึกค่ายมองหาห้องซ้อม มาถึงโซนที่เป็นบ้านพักศิลปิน
“ไหนวะ ห้องซ้อมดนตรี เดินมาตั้งไกลไม่ได้ยินอะไรซักแอะ ถามคนแถวนี้แล้วกันวะ”
บุญทิ้งเดินมาทางราวตากผ้า เห็นมีคนก้มๆ เงยๆ บิดผ้าอยู่ เห็นมีผ้าตากไว้แล้วเป็นราวๆ ทั้งเสื้อผ้าชุดชั้นในผู้หญิง
คนที่กำลังบิดผ้าเตรียมตากอยู่คือเกวลีนั่นเอง เธอหันมาเห็นคนเดิมท่อมๆ ลัดเลาะมาทางราวตากผ้าก็ตกใจ เพราะบุญทิ้งเดินแหวกๆ ไปถึงตรงที่ตากชุดชั้นในพอดี เกวลีโกรธหันไปคว้าไม้แขวนเสื้อกำแน่นในมือ
บุญทิ้งเดินเลาะๆ มา พอแหวกผ้าปูที่นอนโผล่มาก็โดนเกวลีฟาดเข้าเต็มๆ หน้า
“โอ๊ย อะไรวะเนี่ย”
“ไอ้โจรโรคจิต แกจะมาขโมยชุดชั้นในอีกแล้วใช่ไหม ทีนี้แหละตายแน่”
เกวลีไล่ฟาดไม่ลดละ บุญทิ้งวิ่งหนีอุตลุด
“โอ๊ย อะไรเล่า ใช่ซะที่ไหน อย่าเพิ่ง ฟังก่อน”
เกวลีไล่ตีไม่หยุดบุญทิ้งไม่รู้จะทำไง คว้าเอาผ้าปูบนราว มาคลุมตัวเกวลีแล้วรวบตัวไว้ ล้มลงไปด้วยกัน
เกวลีร้องโวยวายดิ้นออกจากผ้า “อ๊าย ไอ้บ้า แกจะทำอะไรฉัน ปล่อยนะ”
เกวลีดิ้นๆ โผล่หน้าออกมาจากผ้าปูที่นอน พอเห็นคนที่กอดรวบอยู่คือบุญทิ้ง ต่างคนก็ต่างชะงัก พูดขึ้นมาพร้อมๆ กัน
“นาย” / “เธอ”
“นายมาที่นี่ได้ยังไง” / “แล้วเธอล่ะมาทำอะไรที่นี่”

เกวลีเดินคุยกับบุญทิ้งมาตามทาง ตรงไปยังห้องซ้อมในค่าย
“โธ่เอ๊ย ที่แท้เธอก็เป็นนักร้องอยู่แล้วนี่เอง”
“อย่าเรียกว่าอย่างนั้นเลย เซ็นสัญญามาตั้งหลายปี ยังไม่เคยออกเพลงซักเพลง”
“เพราะอย่างนี้ใช่ไหม เธอก็เลยไปสมัครประกวด”
“แต่ก็ไม่ได้ประกวดหรอก พอรู้ว่ากรรมการคือคุณปอแก้ว ฉันก็ต้องถอย กลับมาเป็นศิลปินฝึกหัดต่อไป เฮ้อ ไม่รู้ว่าต้องหัดไปจนแก่หรือเปล่า”
บุญทิ้งปลอบใจ “ไม่หรอกน่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เหมือนแหนมหมูที่เธอทำไง มันต้องผ่านการปรุงการหมักเป็นวันๆ กว่าจะออกรสแซบถูกปาก รอให้ได้จังหวะเหมาะๆ ก่อน เธออาจจะเป็นแหนมที่อร่อยที่สุดก็ได้”
เกวลีหัวเราะ “เข้าใจเปรียบนะ นี่ฉันก็เพิ่งรู้นะว่านายเป็นนักดนตรีด้วย ก็ดีนะ จะได้เข้ามาอยู่ในค่ายเดียวกัน”
“ก็ขอให้ได้แล้วกัน หวังว่าน้องสาวฉันจะได้เป็นศิลปินที่นี่ด้วย ไม่แน่นะ เธอสองคนอาจจะได้ออกอัลบั้มดูโอ้ แล้วฉันก็เป็นนักดนตรี ดังกันไปทั้งสามคนเลย”
“สาธุ ฉันอยากรู้จักน้องสาวนายจัง”
“วันนี้รู้จักฉันไปก่อนแล้วกัน ฉันชื่อบุญทิ้ง ตกลงเธอชื่ออะไร ยายแหนม”
“เกวลี”
เกวลีเดินมาหยุดหน้าห้องซ้อมดนตรีพอดี
“โชคดีนะบุญทิ้ง ฉันจะรอฟังข่าวดีนะ”
“เอาไลน์มาสิ ฉันจะส่งบอกเธอคนแรกเลย”
เกวลียิ้มเขินๆ รู้ว่าบุญทิ้งตั้งใจขอไลน์ แต่ก็รับมือถือมากดให้

เช้าเดียวกัน ปลายอ้ออยู่ในห้องอัดแล้ว และเริ่มร้องเพลงที่เตรียมมา คราวนี้เปลี่ยนอารมณ์เป็นเพลงสนุกสนาน ชม้อยชะม้ายชายตาให้บูรพา
บูรพามองดูปลายอ้อร้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ประทับใจมาก ในขณะที่แสงโสมหมั่นไส้ ไม่ชอบขี้หน้า
พอเพลงจบ บูรพาก็ปรบมือเสียงกึกก้องอยู่คนเดียว
“เพราะมากปลายอ้อ หนูนี่มีพรสวรรค์จริงๆ”
ปลายอ้อเดินออกมาจากห้องอัด ยิ้มเอียงอาย
แสงโสมกระซิบปอแก้ว “มันเก่งกว่าที่คิดนะคะหนูแก้ว”
บูรพายิ้มเรี่ยราด “แก้วว่ายังไงลูก ฟังคราวนี้แล้ว พอใจกว่าเดิมไหม”
“ก็เรียกได้ว่าร้องดีขึ้นนะคะ แต่ก็ยังดีไม่พอ”
ปลายอ้อชักสีหน้าด้วยความผิดหวัง และไม่พอใจ
“ฉันไปปรับปรุงเรื่องอารมณ์เพลงให้สนุกสนาน ไม่ดูเคร่งเครียดเจ้าคิดเจ้าแค้นอย่างที่คุณว่าแล้วนะคะ”
“ดีที่รู้จักปรับปรุงตัว แต่อารมณ์ของเธอในเพลงนี้มันก็เกินเบอร์อยู่ดี เพลงสนุก เวลาร้องไม่จำเป็นต้องเล่นหูเล่นตาขนาดนั้น มันจะเหมือนพวกนักร้องคาเฟ่ ที่ต้องค่อยหว่านเสน่ห์หวังพวงมาลัยจากพวกลูกค้าผู้ชายหื่น”
บูรพาสะดุ้งนิดๆ รู้สึกเหมือนโดนลูกสาวด่า ขณะที่แสงโสมแอบหัวเราะสะใจ
“คุณดูถูกฉันมากไปแล้วนะ” ปลายอ้อโกรธกรุ่นๆ
“ฉันไม่ได้ดูถูก แต่ฉันพยายามชี้ข้อบกพร่องของเธอ นอกจากร้องยังต้องปรับปรุง ไลน์เต้นเธอก็ยังไม่สวย ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ”
ปลายอ้อชักทนไม่ไหว “คุณเก่งมาจากไหนกันถึงกล้ามาวิจารณ์ฉันฉอดๆ ถามจริงๆ เถอะ คุณรู้เรื่องลูกทุ่งดีขนาดไหนกัน ก็แค่นักเรียนนอก”
“ถึงฉันจะเป็นนักเรียนนอก ไม่ได้คลุกคลีกับวงการนี้มาเท่าพ่อฉัน แต่ฉันก็มีความรู้เรื่องวงการเพลงสมัยใหม่ดีพอที่คุณพ่อฉันเชื่อใจว่าจะพาบูรพาซาวด์ก้าวต่อไปได้”
ปลายอ้อเถียงไม่ออก หันไปมองบูรพาด้วยสายตาเว้าวอน บูรพาหันไปเลิกคิ้วถามธิดาสุดสวาท
“พ่อว่า แก้วอาจจะวิจารณ์เกินไปหน่อย”
ปอแก้วไม่พอใจ “แสดงว่าคุณพ่อไม่เชื่อความเห็นของแก้วแล้ว”
“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่พ่อว่าหนูปลายอ้อไม่ได้เลวร้ายขนาดไม่เหมาะกับค่ายเรา”
“แก้วก็ไม่ได้ว่าไม่เหมาะนี่คะ ถ้าคุณพ่อจะรับเขาเข้ามาอยู่ค่ายเราก็ได้ แต่แก้วเห็นว่าเขาควรจะไปอยู่ฝ่ายแดนเซอร์น่าจะเหมาะสมกว่า”
แสงโสมกรีดกร๊าด “ว้าย จริงด้วย ตำแหน่งกำลังว่างพอดี”
ปลายอ้อฉุนขาด “มากไปแล้วนะ ฉันมาเป็นนักร้อง ไม่ได้มาเป็นหางเครื่อง”
“แค่เธอยังเรียกแดนเซอร์ว่าหางเครื่อง ก็ชัดเจนพอแล้วว่าทัศนคติเธอไม่มทันกับวงการลูกทุ่งสมัยนี้จริงๆ คุณยังไม่ใช่นักร้องที่เราต้องการนะปลายอ้อ”
ปลายอ้อกำมือแน่น โกรธจนตัวสั่น บูรพาเสียดาย
“ปอแก้ว”
“คุณพ่อคะ ถ้าคุณพ่อไม่เชื่อใจแก้ว แล้วพยายามตั้งคำถามการตัดสินใจของแก้วแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆ แค่นี้ เห็นทีว่าแก้วคงจะทำงานลำบาก คุณพ่อจะตัดสินใจใหม่ไหมคะ ว่าจะยกตำแหน่งบริหารบูรพาซาวด์ให้แก้วหรือเปล่า”
ปอแก้วถามด้วยท่าทางจริงจัง ทำเอาบูรพาเลยอึกอักพูดไม่ออก จนปอแก้วหันไปหาปลายอ้อ
“ฉันไม่ได้ปฏิเสธเธอโดยสิ้นเชิงนะปลายอ้อ ถ้าเธอจะมาเริ่มเต้นด้วยการเป็นแดนเซอร์ให้ศิลปินคนอื่นก่อน เพื่อศึกษาการทำงานของเขาฉันก็ยินดี”
บูรพาอ่อนลง “ที่แก้วพูดก็ถูกนะหนูปลายอ้อ ลองหาประสบการณ์จากงานแดนเซอร์ก่อนดีไหม แล้วฉันจะ…”
“ไม่ค่ะ หนูเกิดมาเพื่อเป็นนักร้อง ไม่ใช่แดนเซอร์ หนูจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็น”
ปลายอ้อสวนคำแล้วผลุนผลันออกไปด้วยความเจ็บปวดชอกช้ำทันที บูรพาถอนใจเสียดาย แต่แสงโสมยิ้มสะใจ

แสงโสมเดินตามปอแก้วเข้ามาในห้องทำงาน หัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ
“สาแก่ใจน้าโสมจริงจริ๊ง หนูปอแก้วตอกแม่คนนั้นซะหน้าหงาย คุณพี่ก็หน้าม้านไปด้วย คราวนี้คงไม่กล้าดันใครสุ่มสี่สุ่มหน้าแล้วล่ะค่ะ”
“แต่ทุกอย่างที่แก้วพูดมาจากความจริงๆ นะคะ แก้วไม่ได้พูดด้วยอคติ ถ้าเขาเอาไปปรับปรุงได้ มันก็จะเป็นผลดีกับเขา”
แสงโสมฟังแล้วงง “หมายความว่าถ้ามันไปซุ่มซ้อมให้เก่งขึ้นแล้วกลับมาใหม่ หนูแก้วก็จะรับมันเป็นนักร้องเหรอคะ”
“ก็ไม่แน่ค่ะ”
ปอแก้วครุ่นคิด ลึกๆ ในใจ มีอะไรบางอย่าง ที่ไม่ทำให้เธอเกลียดปลายอ้อมากนัก
“แต่เขาคงไม่กล้ากลับมาหรอกค่ะน้าโสม”

ปลายอ้อลงจากตึกมาด้วยท่าทางซังกะตาย บุญทิ้งวิ่งหน้าเริดเข้ามาหา ท่าทางดีใจมาก
“ไอ้อ้อ พี่ได้งานแล้วโว้ย พี่ได้เป็นนักดนตรีบูรพาซาวด์แล้วโว้ย”
บุญทิ้งวิ่งเข้ามากอดปลายอ้อ กระโดดโลดเต้นไปมา ปลายอ้อฝืนยิ้มยินดีแกนๆ
“ดีใจด้วยนะพี่ทิ้ง”
“โปรดิวเซอร์ชมใหญ่เลยว่าพี่มีแววดี คอยดูนะ อีกหน่อยพี่จะหัดแต่งเพลง จะเป็นทั้งนักร้องนักแต่งเพลง จะได้รวยๆ ทีนี้ไอ้บุญทิ้งจะไม่ต๊อกต๋อยละเว้ย”
บุญทิ้งมัวแต่ดีใจเรื่องตัวเอง เริ่มนึกได้เมื่อเห็นปลายอ้อท่าทางซึมๆ
“แล้วแกล่ะอ้อ ตกลงเสี่ยรับแกเข้าสังกัดไหม”
ปลายอ้อนิ่งคิด สีหน้าเจ็บปวด เพราะผิดหวัง ถ้าบูรพาช่วยให้เข้าสังกัดไม่ได้ ก็ยังไม่รู้จะทำยังไงต่อ
“รับ แต่เขารับเฉพาะตำแหน่งแดนเซอร์น่ะ ฉันก็เลยไม่เอา”
“อ้าว” บุญทิ้งอึ้งไป พอนึกได้จึงรีบพูดปลอบ “ไม่เป็นไรว่ะ เดี๋ยวค่อยหาทางกันใหม่”
“อืม กลับบ้านเถอะพี่ จะได้รีบไปบอกข่าวดีของพี่ไง”
ปลายอ้อเดินซึมๆ ออกไป บุญทิ้งมองตามอย่างเป็นห่วง

วันเดียวกัน ปอแก้วนั่งอ่านรายงานคิวงานของนักร้องในค่าย เห็นแล้วถึงกับถามย้ำ
“ศิลปินเรามีงานแค่นี้เองเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ”
“แล้วของปีหน้า”
“มีที่จองคิวของเพียงฟ้าไว้ 2-3 งาน ส่วนคนอื่นๆ แฟนเพลงไม่ค่อยตอบรับ ร้องเดี่ยวก็แล้ว ปรับเป็นร้องคู่ดูโอก็แล้ว ยังไม่ค่อยโดนน่ะค่ะ”
“แล้วแววเดือน”
“แววเดือนมีปัญหาที่น้ำเสียง ทำให้ขายเพลงช้าไม่ค่อยได้ ส่วนเพลงเร็วก็สู้นักร้องสมัยนี้ไม่ค่อยได้ซะแล้วสิ”
ปอแก้วพลิกอ่านรายงานต่อเป็นข้อมูลเกวลี
“เห็นว่าเกวลีจะหมดสัญญาแล้วแต่ยังไม่เคยได้ทำเพลง”
“พอดีว่าเค้ามาในยุคตกต่ำของค่ายเราน่ะจ้ะ ก็เลยไม่ได้ออกผลงาน แต่ทุกคนมีฝีมือหมดนะ จะมีข้อเสีย ข้อตำหนิ บ้างก็เป็นเรื่องปกติ ใครๆ ก็มี มันอยู่ที่ว่าจะปกปิดอำพรางยังไงมากกว่า”
ปอแก้วคิดตาม “น่าเสียดายนะคะถ้าจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มันจะไม่ดีทั้งกับตัวศิลปินและตัวค่ายเอง”
“เสี่ยเองก็ยังหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้ รอหนูแก้วกลับมาแก้อยู่นี่แหละค่ะ”
ปอแก้วนิ่งคิด เคาะนิ้วกับโต๊ะเบาๆ
“พื้นที่ว่างข้างๆ ตึกนี้ มันเอาไว้ทำอะไรเหรอคะ
“ลานเทวาน่ะเหรอคะ มันเคยเป็นลานคอนเสิร์ตของค่ายน่ะค่ะ ไซส์กลางๆ ไม่ใหญ่ไม่โต จุคนได้หลักพัน แต่เมื่อก่อนนี้แน่นเอี๊ยดทุกคืนวันศุกร์นะคะ”
“แน่นเพราะ”
“เราจัดคอนเสิร์ตกันที่นั่นแหละค่ะ เป็นคอนเสิร์ตตอบแทนแฟนเพลง แต่ตอนหลังแฟนเพลงหายหมด คอนเสิร์ตก็เลยหยุดไป ทำไปก็ไม่ได้อะไรค่ะ
ปอแก้วลุกขึ้นยืน เดินใช้ความคิด
“หนูแก้วคิดอะไรอยู่เหรอจ๊ะ”
“แก้วรู้แล้วค่ะว่าเราจะเริ่มต้นบูรพายุคใหม่ยังไง”
แสงโสมตื่นเต้น “ยังไงคะหนูแก้ว”
ปอแก้วยิ้มกระหยิ่มอย่างมีแผนการสนุกๆ

ด้านปลายอ้อกับบุญทิ้งนั่งรถเมล์กลับบ้าน ปลายอ้อเอาแต่มองเหม่อ สีหน้าซึมๆ
บุญทิ้งนั่งอยู่เบาะหน้า ฮัมเพลงไป ทำมือตีกลองเข้าจังหวะไปอย่างสนุกสนาน ปอแก้วเหลือบมองแว่บเดียวแล้วผินหน้าหนี นึกสะเทือนใจเมื่อนึกถึงตัวเองที่ไม่สมหวังอย่างตั้งใจ
สองคนลงรถเมล์ บุญทิ้งพาปลายอ้อเดินตรงมาที่ศาลพระภูมิ
“พี่อยากจะแก้บนพระภูมิหน่อยว่ะ แอบบนไว้ตอนนั่งรถผ่าน ท่านคงช่วยให้สมหวัง แกรออยู่นี่นะ เดี๋ยวพี่ไปซื้อพวงมาลัยก่อน”
ปลายอ้อพยักหน้าให้ บุญทิ้งวิ่งจู๊ดไป ปลายอ้อนเดินซึมมานั่งรอที่ม้านั่งริมถนน สีหน้าเหม่อลอย นึกถึงอัปสรแล้วน้ำตาคลอๆ จนเอ่อท้นดวงตา
“พ่อ แม่…อ้อขอโทษที่อ้อทำไม่สำเร็จ”
น้ำตาปลายอ้อค่อยๆ ไหลรินออกมา ด้วยความรู้สึกท้อแท้ใจ สายตาเหลือบมองออกไปที่ริมแม่น้ำเบื้องหน้า
ศุภกฤตขับรถมาตามถนน รถมาจอดติดไฟแดงที่สี่แยกนั้นพอดี สายตาของเขาเหลือบไปเห็นปลายอ้อเดินอยู่
“นั่นมันปลายอ้อนี่หว่า”
ศุภกฤตมองตามอย่างแปลกใจ เห็นปลายอ้อเดินไปที่ริมแม่น้ำ ท่าทางดูเหม่อลอย หมดกำลังใจ เดินไปถึงขอบทางเดินก็ชะโงกหน้ามองลงไปในแม่น้ำ ศุภกฤตตกใจมองอย่างเสียวไส้
“เฮ้ย”

ปลายอ้อยืนหมิ่นเหม่น่าหวาดเสียว จิตใจลอยล่องออกไปกลางแม่น้ำอันเวิ้งว้าง น้ำตาไหลเป็นสาย คับแค้นใจในโชคชะตา เธอก้าวขาออกไปคล้ายคนกำลังจะคิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่ศุภกฤตวิ่งเข้าไปรวบไว้ได้ทัน ดึงร่างออกมาให้พ้นความหมิ่นเหม่นั้น

“ปลายอ้อ จะทำอะไรของคุณ”

อ่านต่อตอนที่4


กำลังโหลดความคิดเห็น...