xs
xsm
sm
md
lg

เพรงลับแล ตอนที่32 | สมรส-สมรัก จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เพรงลับแล ตอนที่32 | ลับแลนิรันดร จบบริบูรณ์

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

วันเวลาล่วงเลยผันผ่านไปอีก 1 ปีแล้ว

วันนี้ทศนนท์จับมือนิรชามายืนรอใครบางคนอยู่ที่หน้าน้ำตกนางลับแล
“เผลอแป๊บเดียว นี่ก็ผ่านมาปีนึงแล้วนะครับ”
“ค่ะ วันเวลาช่างผ่านไปเร็วจริงๆ พอเทียบกับที่เมืองลับแลแล้วเหมือนช่วงชีวิตของพวกเราดูสั้นไปเลยนะคะ”
“ชีวิตของพวกเราดูสั้นจริงๆ ฉะนั้นถ้าคิดจะทำอะไรก็ต้องรีบทำนะครับ”
ทศนนท์ยิ้มหวานมองหน้านิรชาอย่างลึกซึ้งมีความหมาย
“ก็จริงค่ะ
นิรชามองเห็นม่านน้ำตกที่เริ่มเคลื่อนตัวเปิดออก
“มาแล้ว มากันแล้วค่ะ”
ที่หน้าน้ำตกเห็นปรางทิพย์เดินออกมาจากม่านน้ำตก แล้วเดินตรงมาหาทศนนท์และนิรชา
สองคนไหว้ปรางทิพย์
“สวัสดีครับ” / “สวัสดีค่ะ”
“เป็นอย่างไรบ้าง พวกเจ้าสบายดีใช่หรือไม่”
“ครับ ผมสบายดี แล้วคุณย่าล่ะครับ”
ปรางทิพย์ยิ้มแทนตอบ หันมาทางกับนิรชา
“ครูเนียร์ ทวดของเจ้ากำลังถือศีลอยู่ มิอาจมาพบเจ้าในปีนี้ได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ เนียร์เข้าใจ เดี๋ยวเนียร์จะเข้าไปเยี่ยมคุณทวดเอง”
“อีกไม่นานถนนก็จะตัดเข้ามาถึงน้ำตกแล้วนะครับ ต่อไปพวกเราคงต้องหาช่วงเวลาในการพบปะกันใหม่ เพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น”
“เรื่องนั้นย่าพอจะรู้ แล้วคนในหมู่บ้านเป็นอย่างไรกันบ้าง”
“พวกชาวบ้านตอนนี้ย้ายกลับกันเข้ามาเยอะแล้วค่ะ เด็กๆ นักเรียนก็มาเรียนกันตามปกติ มีหลายคนถามถึงคุณย่าปรางกับพี่บัวคำด้วยนะคะ”
ปรางทิพย์ยิ้ม “เช่นนั้นรึ พวกเขาคงดีใจที่ข้าไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านแล้ว”
“ใช่ที่ไหนล่ะคะ พวกชาวบ้านต่างก็คิดถึงคุณย่า บอกว่าคุณย่าเป็นคนดี เป็นหมอยาสมุนไพรประจำหมู่บ้าน คอยช่วยเหลือพวกเขาเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเขาอยากให้คุณย่ากลับมาอยู่กับพวกเขาน่ะค่ะ”
ปรางทิพย์ยิ้มดีใจ “ดีใจจริงที่ได้ยินเช่นนี้”
“คุณย่าครับ ผมมีเรื่องบางอย่าง อยากรบกวนคุณย่า”
“เรื่องอะไรรึ”
“ผมอยากขอคุณย่าเป็นสักขีพยานให้ผมกับเนียร์ครับ”
ทศนนท์หยิบสร้อยคอที่ปรางทิพย์ให้ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วคุกเข่าลงตรงหน้านิรชา เล่นเอาครูสาวตกใจ
“ทำอะไรคะคุณทศ”
“คุณเนียร์ แต่งงานกับผมนะครับ”
นิรชาได้ยินคำนั้นก็ยิ้มชื่นด้วยความดีใจ หันไปมองปรางทิพย์เขินๆ ปรางทิพย์พยักหน้าแล้วยิ้มให้นิรชาหันไปพยักหน้าตอบรับทศนนท์อย่างตื่นเต้น
“ค่ะแต่ง ฉันแต่งค่ะ”
ทศนนท์ยิ้มดีใจ ก่อนจะลุกขึ้นสวมสร้อยคอให้กับนิรชา แล้วหอมที่แก้มนิรชาฟอดใหญ่
นิรชายิ้มเขิน ปรางทิพย์ยิ้มยินดีกับทั้งคู่อย่างมีความสุข

ทศนนท์พานิรชาเดินออกมา นิรชายังหน้าแดงด้วยความเขินอายไม่หาย ทศนนนท์มองด้วยความเป็นห่วง
“คุณร้อนหรือเปล่า”
“นิดหน่อยค่ะ ทำไมเหรอ”
“เห็นคุณหน้าแดงๆ”
นิรชาค้อนทศนนท์วงใหญ่ ทุบเขาเขาเบาๆ
“ไม่ให้ทันตั้งตัวเลยนะคุณ”
ทศนนท์หัวเราะๆ “ไม่งั้นก็ไม่เซอร์ไพรส์น่ะสิ เดี๋ยวจะมาปฏิเสธผมอีก”
“ที่ตอนนั้นปฏิเสธก็เพราะงานฉันยังไม่เสร็จนี่คะ”
“แต่ตอนนี้คุณกลับคำพูดไม่ได้แล้วนะ ไม่งั้นผมจะฟ้องคุณย่า”
“ค่าๆ ฉันไม่กลับคำหรอก คนอย่างครูเนียร์พูดคำไหนคำนั้น”
“คร้าบคุณครู”
“นี่กล้าล้อฉันเหรอ”
นิรชาแกล้งผลัก ทศนนท์หัวเราะๆ พลางปัดป้อง แต่แล้วทศนนท์ก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นแสงสะท้อนอะไรบางอย่างวาบเข้าตา
“มีอะไรเหรอคะ”
นิรชามองตามสายตาของเขา ทศนนท์ไม่ตอบ แต่เดินเข้าไปดูใกล้ๆ นิรชาตามไป
ทศนนท์ก้มลงแหวกใบไม้ใบหญ้าแห้งแถวนั้น จนเจออะไรบางอย่าง
“ทำไมถึงมีใบผ่านทางอยู่ที่นี่”
ทศนนท์หยิบใบไม้ทองคำที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาชูให้นิรชาดู
“ของใครทำตกไว้นะ”
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสงสัย นิรชาพลิกดูใบไม้ทองคำไปมา แล้วก็สะดุดตากับอะไรบางอย่าง
“คุณดูนี่สิ”
มีชื่อของใครบางคนสลักอยู่
“นี่มันชื่อของ...”
ทศนนท์กับนิรชาสบตากันอย่างดีใจ
บนใบไม้ทองคำ มีชื่อสลักอยู่บนนั้นว่า “เทศ”

บนสถานีอนามัยเวลานี้ จาริณีช่วยปรัชญาเก็บเครื่องมือหลังจากตรวจคนไข้เสร็จ
“เย็นนี้แม่ทำขนมจีนแกงไก่ยอดมะพร้าวไว้ ให้จ๋าชวนหมอไปกินด้วยนะคะ”
“ถึงไม่ชวนผมก็ไปอยู่แล้ว”
“ตะกละไม่ใช่เล่นนะเนี่ย”
“ก็กับข้าวบ้านคุณจ๋าอร่อยทั้งนั้น เมื่อไรจะยอมให้ผมไปอยู่ด้วยสักทีล่ะ จะได้ไม่ต้องชวน”
จาริณีอายหน้าแดง เสียงเสถียรดังแทรกเข้ามา
“หมอปรัชคะ น้องจ๋า...”
ทั้งสองหันไปมอง เห็นเสถียรกระหืดกระหอบเข้ามา
“มีอะไรคะผู้ใหญ่ ต้องวิ่งมาเองเลยเหรอ”
เสถียรหยุดหอบ “ใช้คนอื่น...มันไม่ทันใจ...”
จาริณีเข้าไปประคองเสถียรให้นั่งลง แล้วหยิบแอมโมเนียให้
“นั่งพักก่อน ๆ แล้วค่อยๆ พูด”
“ไม่ได้ๆ นี่มันเรื่องด่วน 2019 ด่วนสุดๆ”
“มีใครเป็นอะไรเหรอครับ”
“มีค่ะมี คืองี้...” เสถียรสูดแอมโมเนียปื้ดใหญ่ “มีคนพบศพผู้ชายอยู่ด้านล่างหน้าผา”
“ใครเหรอคะผู้ใหญ่”
“คนที่ไปเจอบอกว่าศพแทบจะเหลือแต่โครงกระดูก คงตายมานานเป็นปีแล้วแต่เสื้อผ้าที่ใส่อยู่เหมือนเป็นของ...คุณทรงกลด”
“งั้นที่คุณทรงกลดหายตัวไป ก็เพราะตกหน้าผาเหรอครับ” หมอถาม
“เป็นไปได้ค่ะ ตอนนี้พี่ติดต่อเจ้าหน้าที่มาช่วยกู้ศพแล้ว เลยอยากส่งศพมาให้คุณหมอกับน้องจ๋าช่วยไปชันสูตรเบื้องต้น ว่าเขาตายเพราะอะไรกันแน่”
ปรัชญากับจาริณีมองหน้ากันอย่างตกใจ

ด้านทศนนท์กับนิรชานั่งคุกเข่าอยู่ในโถงถ้ำ จนท่านสุบรรณเหราบินลงมายืนต่อหน้าทั้งสอง
“พวกเจ้ามาพบข้าด้วยเรื่องอันใด”
“ผมกับนิรชาขอให้ท่านช่วยเปิดประตูเมืองอีกครั้งหนึ่งครับ”
“ประตูเมืองเพิ่งเปิดให้พวกเจ้าได้พบกับญาติจากเมืองลับแลไปแล้ว ยังไม่พอใจอีกรึ”
“พอดีเราสองคนพบใบผ่านทางที่อาจจะเป็นของปู่เทศ เลยอยากจะเข้าไปบอกให้ย่าปรางทิพย์รู้ครับ”
สุบรรณเหราส่งเสียงคำรามและกระพือปีกพึ่บพั่บเหมือนกำลังโกรธ นิรชาช่วยพูด
“หนูขอร้องเจ้าค่ะท่าน เราอยากให้ย่าปรางทิพย์ช่วยยืนยันด้วยว่า ใบผ่านทางนี้เป็นของปู่เทศใช่หรือไม่”
“เอาละ ถ้าเช่นนั้นข้าอนุญาต”
ทศนนท์กับนิรชามองหน้ากันอย่างดีใจ

ที่อนามัยวุ่นวายได้ที่ ปรัชญาและจาริณีช่วยกันสำรวจโครงกระดูกที่มีเสื้อผ้าของทรงกลดใส่ห่อผ้าขาว กับอีกร่างที่เป็นร่างบุษบาลาวัณย์
ปรัชญาบอกกับเสถียรและตำรวจ
“ดูจากเสื้อผ้าที่ยังเหลืออยู่แล้ว โครงกระดูกเพศชายก็น่าจะใช่คุณทรงกลดนะครับ จากการชันสูตรเบื้องต้น คิดว่าเสียชีวิตจากการพลัดตกจากที่สูง เพราะมีกระดูกหักหลายท่อน ศพของผู้หญิงก็เสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกัน”
จาริณีตั้งข้อสังเกตว่า “แปลกนะคะ เจ้าหน้าที่บอกว่าตอนเจอร่างของทั้งสองคน เหมือนกำลังกอดกันอยู่ แล้วจงใจกระโดดลงไปพร้อมกัน”
“แต่คนอย่างคุณทรงกลดไม่น่าจะฆ่าตัวตาย ผู้หญิงอีกคนเป็นใครก็ไม่รู้ แต่งตัวแปลกๆ เหมือนคนโบราณด้วย อุ๊ย...พูดแล้วขนลุก” เสถียรทำท่าขนลุกขนพอง
“สำหรับคุณทรงกลด เราสกัดกระดูกไปตรวจดีเอ็นเอเทียบกับคุณคมสันได้แต่ผู้หญิงนี่คงต้องเทียบกับบุคคลที่แจ้งสูญหายไว้ ก็อาจจะเจอว่าเป็นใคร” หมอสรุป
“น่าสงสารคุณคมสันเหมือนกันนะ เคยรวยล้นฟ้า แต่กลับต้องมาพิการเป็นอัมพาต ลูกหายสาบสูญไปเป็นปี มาเจออีกทีก็เป็นศพแล้ว”
“ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอนจริงๆ นะจ๊ะผู้ใหญ่ คนเราไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า รวยแค่ไหนก็เอาไปไม่ได้ มีแต่ความดีที่ตายไปแล้วยังให้คนพูดถึงอยู่”
เสถียรยกมือไหว้ท่วมหัว
“จริงของน้องจ๋า พี่ก็ไม่คิดว่าต้องรวยมากมาย แค่พ่อหันมายอมรับพี่พี่ก็ดีใจแล้ว ขอทำความดีเพื่อหมู่บ้านของเราให้เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลก็พอ”
ปรัชญากับจาริณียิ้มกับเสถียรอย่างให้กำลังใจ

ปรางทิพย์เจอทศนนท์กับนิรชาแล้ว รับใบไม้ทองคำจากหลานมาดู พลันสีหน้าก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นดีใจ
“ใช่ของพี่เทศ ใบผ่านทางของพี่เทศจริงๆ ด้วย”
ปรางทิพย์หวนนึกถึงอดีต
เห็นเทศนั่งเอามีดขูดที่ใบไม้ทองคำให้เป็นตัวหนังสือชื่อ “เทศ”
“พี่ทำอันใดอยู่รึ พี่เทศ”
“สลักชื่อพี่ไว้ในใบผ่านทางน่ะสิ”
เทศชูใบไม้ทองคำที่สลักชื่อแล้วให้ปรางทิพย์ดู
“เหตุใดต้องทำเช่นนี้ด้วย”
“ถ้าพี่เกิดทำหาย หรือมีใครขโมยไป จะได้รู้ว่าใบผ่านทางนี้เป็นของพี่”
“แต่ในเมืองนี้ทุกคนมีใบผ่านทางประจำตัวอยู่แล้ว คงไม่มีใครขโมยของพี่ไปดอก”
“พี่ไม่กลัวว่าจะหายไปเมืองนี้ แต่พี่กลัวจะหายในเมืองมนุษย์ หรือถ้าเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับพี่ พี่จะทิ้งใบผ่านทางไว้ให้คนอื่นรู้”
ปรางทิพย์รีบปิดปากเทศไว้
“ข้าไม่อยากให้เกิดเหตุเช่นนั้นเลย”
เทศจับมือปรางทิพย์มากุมไว้
“พี่ก็ไม่อยากให้เกิด แต่โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน สักวันอาจจะมีสิ่งที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเราก็เป็นได้”
“พี่เทศช่างรอบคอบนัก แต่ข้าหวังว่าจักไม่ต้องมีเหตุอันใดที่พี่ต้องทิ้งใบผ่านทางไว้ให้ข้าติดตามไป”
ปรางทิพย์มองใบไม้ทองคำนั้นอย่างไม่สบายใจ

ทศนนท์พาปรางทิพย์มาดูที่หน้าน้ำตกนางลับแล จุดที่เจอใบไม้ทองคำ
“เราเจอใบผ่านทางตรงนี้ครับ”
ปรางทิพย์เอามือลูบไปที่พื้นเพื่อหาร่องรอยที่เทศอาจทิ้งไว้
“ปู่เทศอาจจะทำใบไม้หล่นไว้ แล้วตกลงไปในโพรงแถวนี้ก็ได้นะคะ แต่พวกเราหาเท่าไรก็หาไม่เจอ”
จู่ๆปรางทิพย์ก็ขนลุก น้ำตาคลอดขึ้นด้วยความดีใจ
“หรือพี่เทศจงใจวางใบไม้ไว้ที่นี่ เพื่อสักวันฉันจะมาเห็น และตามหาจนเจอ” เธอร้องตะโกนหาสามี “พี่เทศ พี่เทศยังอยู่หรือไม่ ข้าปรางทิพย์มณฑาทอง มาตามหาพี่เทศ ถ้าพี่เทศอยู่แถวนี้ โปรดออกมาหาข้าเถิด”
ปรางทิพย์มองไปทั่วๆ เห็นลมพัดใบไม้ไหว พลันก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง
“มีอะไรเหรอครับ”
“ฉันรู้สึกเหมือนมีมนต์ขั้นสูงที่ปกคลุมบริเวณนี้ จะลองคลายมนต์ดูว่าได้หรือไม่”
ปรางทิพย์พนมมือสวดมนต์พึมพำ แล้วเป่าไปตรงที่ใบไม้ไหว เห็นลมที่ออกจากปากเป็นสีขาว
ทันใดนั้นเองตรงหน้าก็เกิดเป็นวงสีดำเหมือนหลุมดำ
ทศนนท์กับนิรชามองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“มีจริงๆ ด้วย ไม่น่าเชื่อเลย”
“มนต์บังบด เหมือนที่ท่านสุบรรณเหราซ่อนเมืองลับแลไว้ แต่นี่ไม่น่าจะเกิดจากท่านสุบรรณเหรา แล้วใครกันนะ”
ปรางทิพย์เดินเข้าไปใกล้ เพื่อจะสำรวจดู แต่แล้วกลับถูกดูดเข้าไปในหลุมดำนั้น ปรางทิพย์กรีดร้องตกใจ ทศนนท์กับนิรชาก็ตกใจไม่แพ้กัน
“คุณย่า!!”
“ย่าปรางทิพย์...”
ทศนนท์จะตามเข้าไป แต่นิรชาเข้าไปดึงไว้
“ระวังนะคุณ มันอันตราย”
แล้ววงสีดำนั้นก็ปิดลง ร่างทศนนท์กับนิรชาเหมือนถูกผลักกระเด็นออกมา
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณย่า ท่านหายไปไหนแล้ว”
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน มันคืออะไรกันแน่”
“เราต้องกลับเข้าไปในเมืองลับแล เพื่อให้คุณทวดช่วย”
ทศนนท์กับนิรชาพยุงกันลุกขึ้น

ช่อทิพย์วิมาดารับรู้เรื่องแล้ว ผุดลุกขึ้นอย่างร้อนรน
“เป็นไปได้อย่างไร ไม่เคยเกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นในเมืองมนุษย์ ใครบังอาจลักตัวลูกข้าไปได้”
“ผมกับนิรชาไม่เห็นตัวใครเลยครับ มันเหมือนกับคุณย่าหายเข้าไปในอีกมิตินึงพอเราจะตามเข้าไป หลุมดำนั่นก็หายไปแล้ว”
บัวคำพิลาศเอ่ยขึ้นว่า “ท่านแม่เมืองรีบออกไปดูเถิด ว่าเกิดเหตุใดกันแน่ จักได้ช่วยแม่หญิงได้ทันการ”
ช่อทิพย์วิมาดาหันมาทางทศนนท์ “รีบพาข้าไปที่นั่นเร็วเข้า”
ทศนนท์กับนิรชานำช่อทิพย์วิมาดา บัวคำพิลาศตามไป

ปรางทิพย์หลับอยู่ ตาเริ่มกลอกไปมา แล้วก็กะพริบตา เสียงที่คุ้นหูดังขึ้น
“ปรางทิพย์มณฑาทอง...”
ปรางทิพย์งัวเงียเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้ พอหันไปตามเสียงก็ต้องตกใจนึกไม่ถึง เห็นร่างเทศเลือนราง
“พี่เทศ...ข้าตายไปแล้วใช่หรือไม่ พี่มารับข้ารึ”
เทศยิ้มแทนคำตอบ ประคองปรางทิพย์ขึ้นมา
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ดื่มยานี่ก่อนเถิด”
เทศช่วยป้อนยาในกระบอกไม้ไผ่ให้ปรางทิพย์
“พี่เทศ ในที่สุดข้าก็ได้พบกับพี่...ข้าคิดถึงพี่เหลือเกิน”
“พี่ก็คิดถึงเจ้า”
ปรางทิพย์ร้องไห้ออกมา “พี่เทศ...อย่าจากข้าไปอีกนะ พี่เทศ”
“พักผ่อนก่อนเถิด พี่ไม่จากเจ้าไปไหนอีกแล้ว”
ปรางทิพย์ยิ้มดีใจ แต่แล้วเทศกลับวางปรางทิพย์ลง
“พี่เทศ...อย่าไป พี่เทศ...กลับมาก่อน”
เทศลุกออกไป แล้วภาพของเทศก็ค่อยๆ เลือนหายไป
“ไม่นะ...พี่เทศ...พี่เทศ!”
ปรางทิพย์ค่อย ๆ อ่อนแรงและหมดสติไปอีกครั้ง

ทางด้านทศนนท์และนิรชาพาช่อทิพย์วิมาดา บัวคำพิลาศมาถึง
“ที่นี่ครับ ที่คุณย่าหายเข้าไป แต่เราพยายามดูแล้วไม่เจอทางเข้าเลย”
ช่อทิพย์วิมาดาเพ่งมอง
“มีมนต์บังตาไว้จริงๆ ข้าจะร่ายมนต์เปิดทาง พวกเจ้าถอยไปก่อน”
ทุกคนถอยหลังให้ ช่อทิพย์วิมาดาสวดถอนมนต์บังตา เห็นบริเวณนั้นเห็นเป็นช่องสีดำ
“รีบตามข้ามา”
ช่อทิพย์วิมาดาเดินนำเข้าไป แต่เกิดการสะท้อนกลับ ทำให้ร่างของช่อทิพย์วิมาดากระเด็นออก
บัวคำพิลาศรีบเข้าไปประคอง
“ท่านแม่เมือง!”
ทศนนท์กับนิรชาตกใจ “คุณทวด!”
ช่อทิพย์วิมาดาหายใจหอบอ่อนแรง
“รีบพาท่านแม่เมืองไปรักษาตัวก่อนเถิด”
ทุกคนช่วยกันประคองช่อทิพย์วิมาดาออกไป

ช่อทิพย์วิมาดาฟื้นขึ้นมาบนเรือน ลืมตาขึ้นมาท่าทีอ่อนระโหย ขณะที่เรณูศจีใช้ผ้าชุบน้ำสมุนไพรช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้
“ท่านแม่เมืองฟื้นแล้ว เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“ข้าดีขึ้นแล้ว ช่วยประคองข้าลุกขึ้นที”
บัวคำพิลาศและเรณูศจีช่วยกันประคองช่อทิพย์วิมาดาขึ้นมานั่ง
“ผู้ร่ายมนต์บังตานั้นไว้ร้ายกาจนัก แม้แต่ข้าก็ยังทำลายไม่ได้”
นิรชาร้อนใจ “ถ้าอย่างนั้น คุณย่าปรางจะเป็นยังไงบ้างคะ”
“ข้าก็มิรู้ได้ แต่เกรงว่าหากผู้ร่ายมนต์ประสงค์ร้าย ปรางทิพย์มณฑาทองอาจมีภยันตรายมิใช่น้อย”
บัวคำพิลาศกังวลหนัก “ทำอย่างไรดีเจ้าคะจึงจักช่วยแม่หญิงได้ หากนานเข้าเกรงจะช้าเกินการณ์”
ช่อทิพย์วิมาดาครุ่นคิด สีหน้าเคร่งเครียด
“มีเพียงผู้เดียวที่ช่วยลูกข้าได้”
ทุกคนมองหน้าช่อทิพย์วิมาดาอย่างอยากรู้

ปรางทิพย์สะดุ้งตื่นขึ้นมาในถ้ำสกุณเหรา มองไปรอบๆ จนภาพสดใสชัดเจนขึ้น เธอพบว่าตัวเองยังอยู่บนที่นอนเดิม ปรางทิพย์นึกถึงสิ่งที่เห็นก่อนหน้านี้จึงยันกายลุกขึ้น
“พี่เทศ...พี่เทศ”
แต่มีใครบางคนเข้ามาประคอง
“ค่อยๆ ลุกจ้ะ”
ปรางทิพย์มอง ด้วยสีหน้าตกใจ
“ท่านน้า ท่านมาอยู่ที่นี่เองรึ”
กรรณิการ์สินียิ้มให้ปรางทิพย์
“ใช่ ข้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่ออกจากเมืองของเราแล้ว”
สีหน้าปรางทิพย์เปลี่ยนเป็นเศร้าหมองลง ถนัดตา
“เมื่อครู่ข้าฝันไปหรือ ใยจึงเหมือนจริงนัก ข้าไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย”
“เจ้ายังไม่ถึงที่ตายดอก”
“ที่แท้ท่านเป็นผู้ร่ายมนต์บังตาถ้ำนี้ไว้ แต่เหตุใดมนต์ของท่านจึงร้ายกาจนัก”
“ไม่ใช่มนต์ของข้าดอก แต่เป็นของผู้ครองถ้ำนี้ต่างหาก”
ปรางทิพย์นิ่วหน้ามองกรรณิการ์สินีอย่างสงสัย
“ผู้ใดกันจึงมีอาคมแก่กล้าปานนั้น”
มีเสียงไม่พอใจดังขึ้น “เจ้าบุกรุกเข้ามาในที่ของข้า...”
ปรางทิพย์หันไป สีหน้าแปลกใจและตกใจนึกไม่ถึง
สกุณเหราเดินตรงเข้ามา
“ข้ามิได้ตั้งใจ ข้าเพียงแต่มาตามหาคนรักของข้า”
“ไม่เคยมีผู้ใดเข้ามาที่นี่นานแล้ว”
“ดูท่านมิใช่คนธรรมดา ท่านเป็นผู้ใดกัน”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้จักข้าดอก ปรางทิพย์มณฑาทอง”
“แต่ท่านรู้จักข้า”
สกุณเหรายิ้มเยือกเย็น
“ข้าไม่รู้จักเจ้าดอก เคยได้ยินเพียงแต่ชื่อเจ้า”
“ได้ยินชื่อข้า จากผู้ใดกัน”
“ข้าจักพาเจ้าไปพบเขาในไม่ช้า”
ปรางทิพย์มองหน้าสกุณเหราอย่างสงสัย แต่แล้วจู่ๆ ถ้ำก็เกิดสั่นไหว สกุณเหรามองไปทางปากถ้ำ
“มีผู้พยายามบุกรุกเข้ามาอีกแล้ว” กรรณิการ์สินีว่า
“แต่ครานี้คงมิใช่มนุษย์ธรรมดาหรือหญิงเมืองลับแล ข้าจักออกไปดูทีว่าใครกันแน่ที่บังอาจมารบกวนข้าเช่นนี้”
สกุณเหรารีบออกไป ปรางทิพย์มองตามอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

สกุณเหราออกมายืนประกาศก้อง
“ข้ารู้ว่าท่านเป็นผู้ใด เหตุใดจึงตามรังควานข้ามิรู้จักจบสิ้น ออกมาพบข้าบัดเดี๋ยวนี้ ท่านสุบรรณเหรา”
สกุณเหรากวาดตามองหาไปรอบๆ แต่ไม่พบใคร จู่ๆ สุบรรณเหราก็ส่งเสียงขึ้น
“ข้ามิได้ตั้งใจ แต่เจ้าจับตัวคนในเมืองข้าไปใช่หรือไม่”
“นางเป็นผู้บุกรุกถ้ำของข้า ที่ข้าบำเพ็ญเพียรอย่างสงบมานาน”
“นางคงไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่นั่น”
กรรณิการ์สินีพาปรางทิพย์ออกมา ปรางทิพย์ขอร้องต่ท่านสุบรรณเหรา
“ข้ามิได้ตั้งใจจริงๆ แต่แม่หญิงท่านนี้ก็มิได้ทำร้ายข้า กลับช่วยรักษาข้าจนฟื้นขึ้นมา”
“เช่นนั้นเจ้าก็จงกลับเข้าเมืองเสีย และอย่าได้ออกมาภายนอกอีก”
“นางยังกลับไม่ได้ ข้าจักพานางไปกับข้าด้วย”
สกุณเหราไม่ฟัง จับมือปรางทิพย์และกรรณิการ์สินี แล้วหายวับไป

สกุณเหราพาปรางทิพย์มาหยุดริมหน้าผา แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อสุบรรณเหราบินลงมาขวาง
“หลีกไป คิดว่าจักใช้อำนาจบาตรใหญ่ได้ดังครั้งก่อนรึ”
สกุณเหราร่ายมนต์แล้วเป่าออกไป เกิดแสงสีแดงวนรอบตัวสุบรรณเหรา ทำให้สุบรรณเหรากลายร่างเป็นมนุษย์ ปรางทิพย์มองอย่างไม่เชื่อสายตา
“ข้ามิเคยคิดเช่นนั้น เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนเป็นความเข้าใจผิดของข้าทั้งสิ้น”
“รู้ก็ดีแล้ว จักได้ไม่ตัดสินผู้ใดอย่างที่ผ่านมาอีก” สกุณเหราว่า
“แต่ข้าขอโทษเจ้าแล้ว เจ้ากลับหนีข้าไปอีก”
“เพียงคำขอโทษไม่พอกับการกระทำของท่านดอก ท่านสุบรรณเหรา”
“ใยเจ้ายังโกรธข้าอยู่อีกหนา สกุณเหรา”
สกุณเหรามองสุบรรณเหราอย่างเฉยเมย
“ข้าบำเพ็ญเพียรหาความสงบแล้ว มิประสงค์จักโกรธขึ้งผู้ใดอีกหากผู้นั้นมิได้มารบกวนข้า แต่ท่านยังมุทะลุดังเก่าก่อน ข้าจึ่งยังมิเห็นทางจักสมานไมตรีอันใดได้”
“ข้าประจักษ์แล้วว่าที่ผ่านมาข้าเข้าใจเจ้าผิด แต่เจ้าก็ยังมิให้อภัยแก่ข้า”
“ท่านยังเข้าใจผิดอีกหลายเรื่อง รวมทั้งเรื่องของปรางทิพย์มณฑาทองกับเทศด้วย”
สุบรรณเหราแปลกใจ “นี่เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยรึ”
“มีเหตุบังเอิญให้ข้าต้องรู้”
“เช่นนั้นเจ้าอธิบายให้ข้าฟังที ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่”
สกุณเหราหันมาเผชิญหน้ากับสุบรรณเหรา
“ในวันที่ข้าบำเพ็ญเพียรครบหนึ่งร้อยปีนั้น...”

ที่ป่าหน้าถ้ำวันนั้น สกุณเหราชูมือทั้งสองขึ้นรับพลังจากแสงอาทิตย์ ร่างกายเกิดประกายวิบวับจากการได้รับผลบุญ แต่แล้วสายตาของสกุณเหราก็เห็นอะไรบางอย่างที่หลังพุ่มไม้
“ข้าได้ออกไปนอกถ้ำเพื่ออาบแสงตะวันอันศักดิ์สิทธิ์ และได้พบกับร่างของชายผู้หนึ่ง”
“นั่นใครน่ะ”
เทศนอนสลบอยู่บนพื้น กรรณิการ์สินีรีบเข้าไปดู สีหน้านึกไม่ถึง
“ท่านเจ้าคะ เขาคือเทศ ชายเมืองมนุษย์ที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง”
“ช่างน่าเวทนานัก จักนำชีวิตมาทิ้งไว้ที่นี่เสียเปล่าๆ”
“เขาอ่อนแรงเหลือเกิน เหมือนใกล้จะหมดลมหายใจแล้วเจ้าข้า”
สกุณเหรามองเทศอย่างปรานี

เทศถูกตัวเข้าในถ้ำ เขาดื่มน้ำสมุนไพรในกระบอกไม้ไผ่ ก่อนที่จะบอกกับสกุณเหราและกรรณิการ์สินี
“ข้ามาตามหาเมียของข้าขอรับ”
“ผู้ใดคือเมียของเจ้า”
“นางชื่อปรางทิพย์มณฑาทอง”
“นางคือธิดาเจ้าเมืองลับแลใช่หรือไม่”
“ใช่ขอรับ”
สกุณเหราถอนใจยาว ก่อนจะมองหน้ากับกรรณิการ์สินี
“เจ้ามิรู้รึ ว่านางต้องคำสาปนานหกสิบปีเมืองมนุษย์ ถึงเจ้าจักตามหานางอย่างไร ก็มิมีวันได้พบ เจ้าคงสิ้นอายุขัยไปเสียก่อน”
“ท่านรู้ได้อย่างไร”
กรรณิการ์สินีเล่าว่า “ข้าจักกลับเข้าไปสืบความในเมืองลับแล แต่พบว่าในเมืองเหลือเพียงผู้หญิง ส่วนปรางทิพย์มณฑาทองก็ถูกท่านสุบรรณเหราสาปให้จำศีลอยู่ในผนังถ้ำนานหกสิบปี”
เทศหน้าเศร้าลง “เป็นความผิดของข้าแท้ๆ”
“อย่าโทษตัวเองเลย สุบรรณเหรายังคงวู่วาม ไม่สืบความให้ถี่ถ้วนจึงลงโทษทุกผู้ตามแต่อำเภอใจ”
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะไม่มีวันได้พบเมียข้าอีกแล้วรึ”
สกุณเหรามองเทศอย่างเห็นใจ

สกุณเหราอธิบายต่อ
“ข้าเห็นใจในความรักที่มั่นคงของเขา จึงตัดสินใจช่วยเขาให้สมหวัง เพราะกาลเวลาในถ้ำนั้นหยุดนิ่ง เมื่อปรางทิพย์มณฑาทองถูกปล่อยตัวออกมาหากยังคงมีวาสนาต่อกันพวกเขาก็อาจได้พบกันอีกครั้ง”
สกุณเหราหันไปมองปรางทิพย์
“แล้วตอนนี้พี่เทศอยู่ที่ใดเจ้าคะ”
“ท่านผู้ครองเมืองของเจ้าจักยอมให้เจ้าพบกับเขาหรือไม่เล่า”
สุบรรณเหราบกว่า “หากเทศถูกปรักปรำจริง ข้าก็พร้อมจักให้เขาชี้แจง และพบกับเมียรักของเขาอีกครั้ง”
“จริงหรือเจ้าคะ ขอบพระคุณท่านสุบรรณเหราที่เมตตา”
สุบรรณเหราพยักหน้า แล้วหันไปถามสกุณหรา
“แล้วเจ้าล่ะ จักให้อภัยข้าได้หรือยัง”
“ข้ามีเงื่อนไขอีกข้อ ที่อยากให้ท่านทำ”
สุบรรณเหรารอฟัง

ส่วนปรางทิพย์เดินมาหยุดที่หน้าน้ำตกด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้นสุดจะประมาณ เงยหน้ามองขึ้นไปอย่างรอคอยใครบางคน
“ปรางทิพย์มณฑาทอง...”
เสียงเรียกคุ้นหู ทำให้ปรางทิพย์ชะงักอย่างตื่นเต้นดีใจ น้ำตาคลอ
“พี่เทศ... พี่เทศ...”
ปรางทิพย์หันหลังไป แต่ก็ไม่เห็นใคร
“นั่นเสียงพี่เทศใช่หรือไม่ ท่านอยู่ที่ใด อย่าเล่นเอาเถิดกับข้าอีกเลย”
มือใครบางคนจับมือปรางทิพย์จากด้านหลัง ปรางทิพย์หันไป
“พี่เทศ”
เทศสวมกอดปรางทิพย์เต็มรักเต็มคิดถึง ดีใจเหลือแสน
“ในที่สุดเราก็ได้พบกันเสียที”
“ข้ารอพี่มานานเหลือเกิน พี่เทศอย่าจากข้าไปอีกนะ”
“พี่ก็จะไม่ยอมให้สิ่งใดมาพรากเราจากกันอีก”
เทศกับปรางทิพย์กอดกันหน้าม่านน้ำตกที่สะท้อนแดดเป็นประกายสีรุ้งระยิบระยับสวยงาม

ช่อทิพย์วิมาดารีบออกมาต้อนรับเทศที่ขึ้นเรือนมากับปรางทิพย์อย่างดีใจ
“ไม่นึกเลยว่าพวกเจ้าจักมีวาสนาได้พบกันอีกครั้ง ช่างโชคดีเสียจริง”
“หากไม่ใช่เพราะท่านสกุณเหรา ข้าก็คงสิ้นอายุขัยไปแล้ว”
บัวคำพิลาศแปลกใจ “ท่านสกุณเหรา ที่เคยครองคู่กับท่านสุบรรณเหรา แต่ถูกท่านสุบรรณเหราเข้าใจผิดนั่นรึ”
ปรางทิพย์มณฑาทองคิดตาม “ใช่คนเดียวกันแน่พี่บัวคำพิลาศ ท่านสกุณเหราน้อยใจท่านสุบรรณ
เหราที่เข้าใจว่าท่านคบชู้สู่ชายเมืองมนุษย์ จึงหนีไปถือศีลบำเพ็ญเพียร จนท่านสุบรรณเหราได้รู้ว่าที่ผ่านมาเข้าใจผิดไป”
ช่อทิพย์วิมาดายิ้มแย้ม “ข้าก็ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนท่านสุบรรณเหรามีรูปกายที่งดงาม แต่หลังจากมีเรื่องผิดใจกันครานั้น จึงตรอมใจเก็บตัวอยู่แต่ในถ้ำ ทำให้รูปกายท่านเปลี่ยนไปอย่างที่เห็น”
“แต่บัดนี้ทั้งสองเข้าใจกันแล้ว ท่านสุบรรณเหราตั้งใจบำเพ็ญเพียรตามท่านสกุณเหรา และคงจะกลับไปมีรูปกายที่สวยงามดังเดิม”
“เป็นดังคำพระท่านว่า คุณงามความดีย่อมเอาชนะทุกสิ่งได้ในที่สุด” ช่อทิพย์วิมาดาว่า
ทุกคนยิ้มให้กันอย่างเห็นด้วย
“ท่านสุบรรณเหรายังฝากข้ามาแจ้งแก่ท่านแม่ว่า ให้เกณฑ์ชาวเมืองลับแลทุกผู้ไปที่สุสานต้นไม้เจ้าค่ะ”
“ไปที่สุสานต้นไม้ มีเหตุอันใดรึ”
ปรางทิพย์ส่ายหน้าอย่างไม่รู้คำตอบ

ทุกคนมารวมตัวกันอยู่ที่สุสานต้นไม้
ท่านสุบรรณเหรายืนอยู่หน้าชาวเมือง เทศ ปรางทิพย์ ช่อทิพย์วิมาดา และผู้หญิงคนอื่นในเมืองลับแลยืนรออยู่อย่างใจจดจ่อ
สุบรรณเหราเริ่มพนมมือร่ายมนต์ เป่าไปยังต้นไม้แต่ละต้น เกิดเป็นแสงสีทองครอบต้นไม้แต่ละต้น พอแสงสีทองจางลง เทศและผู้หญิงที่รออยู่ สีหน้าตื่นเต้นสุดชีวิต ช่อทิพย์วิมาดาอุทานออกมาอย่างตื้นตันใจ
“ท่านพี่...”
จอมจักราเดินออกมาจากต้นไม้ที่เป็นชื่อของท่าน และชายคนอื่นๆ ก็เดินตามออกมาจากต้นไม้ของตัวเอง
หญิงแต่ละคนรีบวิ่งเข้าไปหาพ่อ ลูก หรือสามีของตนอย่างดีใจสุดขีด
สิงหัสดินและสุริยเดชมองตัวเองอย่างงุนงง กรรณิการ์สินีรีบเข้าไปรับทั้งสองอย่างดีใจ
“ท่านพี่... สุริยเดช”
“ท่านแม่”
“กรรณิการ์สินี บุษบาลาวัณย์เล่าเป็นเช่นไร”
กรรณิการ์สินีพูดไม่ออก น้ำตาคลอ
“ข้าจักเล่าให้ฟังทีหลัง”
“ท่านสุบรรณเหราให้อภัยพวกเราแล้วรึท่านแม่”
“ท่านรู้ความจริงแล้ว จึงปลดปล่อยทุกคนให้เป็นอิสระ”
สุบรรณเหราชี้หน้าสิงหัสดินและสุริยเดช
“สิงหัสดิน สุริยเดช เจ้ามาตรงหน้าข้า”
สิงหัสดินและสุริยเดชคุกเข่าลงตรงหน้าสุบรรณเหรา กรรณิการ์สินีรีบเข้ามาคุกเข่าตาม
“ข้าแต่ท่านสุบรรณเหรา ได้โปรดเมตตาต่อท่านพี่และลูกชายข้าด้วยเถิด”
“ข้าจักเมตตาต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก แต่หากผู้ใดทำผิดข้าย่อมต้องลงโทษตามสมควร”
กรรณิการ์สินีมองสิงหัสดินและสุริยเดชอย่างกังวลใจ
“สิงหัสดินยุยงปลุกปลั่นลูกชายแลชาวเมืองให้ก่อความวุ่นวาย ส่วนสุริยเดชวางแผนให้เกิดความเข้าใจผิดเจ้าเทศ จนชาวเมืองทุกผู้ต้องเดือดร้อน พวกเจ้ายอมรับผิดหรือไม่”
สุริยเดชและสิงหัสดินก้มหน้าสำนึกผิด
“ข้ายอมรับผิดขอรับ”
“ข้าก็สำนึกในความผิดแล้ว ทุกอย่างข้าเป็นผู้ก่อบาปขึ้นเองทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นทั้งสองจงตามข้าไปที่โถงถ้ำเพื่อรับโทษทัณฑ์ของพวกเจ้า”
สุบรรณเหราพูดจบก็หายตัวไป
กรรณิการ์สินีใจหาย “ท่านพี่ สุริยเดชลูกแม่ เราเพิ่งได้พบกัน ก็ต้องจากกันอีกแล้วรึ”
“พวกเราก่อเวรไว้ ย่อมต้องชดใช้” สิงหัสดินบอก
“ท่านแม่ดูแลตนเองด้วย”
กรรณิการ์สินีเข้าไปกอดลาสามี และลูกชาย ทุกคนมองอย่างสงสารเห็นใจ สิงหัสดินเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าขออภัยต่อท่านพ่อเมืองแลชาวเมืองทุกผู้ด้วย ที่เป็นเหตุให้เกิดเรื่องอัปยศขึ้นในเมืองลับแล”
สุริยเดชหันมาพูดกับปรางทิพย์ จอมจักรา และช่อทิพย์วิมาดา
“ข้ารู้ว่ามีความผิดมหันต์เกินจะให้อภัย แต่ข้าก็ต้องขออภัยต่อท่านพ่อเมือง ท่านแม่เมือง แม่หญิงปรางทิพย์มณฑาทอง แลชาวเมืองทุกผู้เช่นกัน”
จอมจักรายิ้มให้ “ข้าให้อภัยพวกเจ้า ข้าเชื่อว่าท่านสุบรรณเหราก็จักเมตตา ให้อภัยพวกเจ้าเช่นกัน”
ปรางทิพย์ยิ้มให้เช่นกัน “ในเมื่อพวกท่านสำนึกผิดแล้ว ข้าก็ไม่มีเหตุอันใดต้องโกรธเคืองกันอีก”
สุริยเดชหันไปทางเทศ
“ข้าขอโทษเจ้าด้วยพ่อเทศ”
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือโทษโกรธท่าน เพราะมันก็จะทำให้จิตใจข้าไม่เป็นสุขเช่นกัน”
“ขอบน้ำใจนักพ่อเทศ”
สิงหัสดินกับสุริยเดชเดินออกไป ทุกคนมองตาม แต่แล้วเทศก็เห็นใครบางคนเดินออกมาจากสุสานต้นไม้อีกคน
“นั่นใครน่ะ ออกมาจากสุสานอีกคน”
“มัลลิกานารี”
ทุกคนหันไปมองอย่างตกใจ

ที่เมืองมนุษย์ ร้านกาแฟบ้านตาลและศักดิ์บรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้า กฤตณีช่วยวิ่งเสิร์ฟน้ำและอาหารมือระวิง เสียงลูกค้าเร่งของที่สั่งเป็นระยะๆ
“โอเลี้ยงของฉันได้หรือยัง รอจนรากงอกแล้ว”
“ใจเย็นๆ จ้า ใจเย็นๆ รอนิดนึง”
“อย่าลืมชาเย็นแก่ๆ ของฉันด้วยนะจ๊ะครูคิตตี้”
“ไม่ลืมจ้าไม่ลืม รอแป๊บนึงนะ คิวมันยาว”
ศักดิ์กับตาลช่วยกันชงกาแฟมือเป็นระวิง แต่สีหน้ามีความสุข
“ดีใจจริงๆ เลยพ่อ หมู่บ้านเรากลับมาคึกคักแล้ว ร้านเราก็เลยกลับมาขายดีเหมือนเดิมด้วย”
“ดูเหมือนขายดีกว่าเดิมอีกนะ คนที่เคยอยู่ในหมู่บ้านทยอยกลับมาเกือบหมด แถมยังมีคนใหม่ๆ ย้ายเข้ามาอยู่อีก”
“หมู่บ้านเราจะไม่กลายเป็นหมู่บ้านร้างอย่างที่เรากลัวแล้วนะ”
ชายกับสุดสวยเดินจูงแขนกันเข้ามาพร้อมกับยื่นกระติกน้ำให้
“น้าตาลจ๋า เอานมเย็นไม่หวานมากใส่แก้วนี้ของสวยนะจ๊ะ ส่วนของฉันเอากาแฟเย็นคมเข้มเหมือนเดิม”
“วันนี้นังสวยไม่กินกาแฟเย็นเรอะ” ตาลแปลกใจ
“คงต้องงดกาแฟเย็นไปอีกสองสามปีเลยจ้ะ๑ สุดสวยว่า
ศักดิ์งง “อ้าว...ทำไมล่ะ เห็นเมื่อก่อนสั่งแต่กาแฟตลอด”
“คือว่าๆ...พี่ชายเล่าดีกว่า ฉันเขิลลลลล” สุดสวยอายม้วนบิดไปมา
“คือว่าๆๆ พี่ก็ตื่นเต้ลลลลล พูดไม่ออกบอกไม่ถูกเลย”
ชายกับสุดสวยจับมือกันหัวเราะเขินๆ จนตาลรำคาญ
“เออๆ งั้นไม่ต้องเล่าก็ได้ ข้าขี้เกียจฟัง”
ชายรีบเล่า
“เล่าจ้ะ ฉันอยากเล่า ช่วยฟังหน่อยนะน้าศักดิ์น้าตาล คืองี้...” ชายตะโกนเสียงดัง “น้องสุดสวยกำลังท้องอ่อนๆ ได้สองเดือนกว่าแล้วจ้ะ”
ทุกคนโห่ร้องยินดีด้วย
“เฮ้อ...ก็แค่นี้แหละ กว่าจะเล่าได้ เออ...ดีใจกับพวกเอ็งด้วยนะ”
ตาลยิ้มดีใจกับชายและสุดสวย “ข้าก็ดีใจด้วย จะได้มีเจ้าตัวน้อยมาวิ่งเล่นในบ้านซะที”
กฤตณีดี๊ด๊า “ฉันดีใจด้วยนะจ๊ะ พี่ชายพี่สวย รออุ้มหลานหน้าตาน่ารักๆเหมือนฉันนะจ๊ะ”
มีเสียงของผู้ใหญ่เสถียรดังขัดขึ้น เหมือนเสียงตามสาย ทุกคนตั้งใจรอฟัง
“ประกาศๆ” เสถียรกระแอมเรียกลูกคอ “ประกาศ...”
ชายรำคาญ “โอ๊ย...พอแล้วผู้ใหญ่ จะเอิงเอยไปถึงไหน เข้าเรื่องซะทีสิ”
“ชาย...แกกล้านินทาฉันเหรอ”
ชายงง “เฮ้ย ทำไมผู้ใหญ่ได้ยินฉันวะ หรือหูกางเลยมีเรดาร์พิเศษ”
“ก็ได้ยินสิวะ”
เสถียรเดินเข้ามาตบบ้องหูชายเบาๆ
“แกสิหูกาง”
“อย่านะเจ๊น้ำหวาน ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ก็รังแกผัวฉันไม่ได้นะ หล่อๆ แบบนี้ยิ่งหายากอยู่ด้วย”
เสถียรหมั่นไส้ “แหม...หวงจริงนังสวย”
กฤตณีถามแทนทุกคน “แล้วตกลงผู้ใหญ่จะประกาศอะไร ฉันรอฟังอยู่เนี่ย”
“ประกาศอะไรนะ เออ...ลืม...” ทุกคนทำหน้าเซ็ง “ฉันล้อเล่น คือจะบอกว่าตอนนี้หมู่บ้านเรามีคนเข้ามาอยู่เยอะขึ้น น้ำหวานก็ต้องมีผู้ช่วย พี่ซินดี้จะมาเป็นผู้ช่วยของน้ำหวานจ้า”
เสถียรผายมือไปด้านหนึ่ง เห็นซินดี้กะเทยสูงวัยหัวโล้นซ่าแต่งตัวเต็ม คล้ายนักปั้นดารา อุ๊บ วิริยะ ยังไงยังงั้นเดินโบกมือมาราวกับนางแบบ ทุกคนตบมือต้อนรับเกรียวกราว
“ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคนด้วยนะจ๊ะ”
สุดสวยชอบใจ “ท่าทางหมู่บ้านเราจะมีสีสันขึ้นเยอะเลย”
แต่แล้วเสถียรก็ต้องชะงักคาดไม่ถึง เมื่อเห็นฉลองเดินเข้ามา พอเห็นเสถียรก็มองอย่างลังเล
“พ่อ...”
ฉลองยิ้มให้เสถียร
“พ่อดีใจด้วยนะเถียร”
“พ่อไม่โกรธฉันแล้วเหรอ”
“พ่อไม่โกรธแล้วละ ถึงยังไงเอ็งก็ยังเป็นลูกของพ่ออยู่วันยังค่ำ เห็นเอ็งได้ดีพ่อก็ดีใจด้วย พ่อคิดได้แล้วว่าไม่ว่าเอ็งจะเป็นอะไร ขอให้เป็นคนดีคนเก่งข้าก็พอใจแล้ว”
เสถียรตื้นตันใจ ทรุดลงกราบเท้าพ่อ ฉลองทรุดตัวโอบลูกชายไว้พลางตบบ่าเบาๆ เสถียรตื้นตันจนน้ำตาคลอ
“ดีใจกับน้องน้ำหวานด้วย” ซินดี้ว่า
ทุกคนมองเสถียรอย่างดีใจไปด้วย

มัลลิกานารีเดินเข้ามาหาปรางทิพย์และทุกคนที่บริเวณสุสานต้นไม้
“ท่านสุบรรณเหราเมตตาต่อข้า ชุบชีวิตข้าขึ้นมาอีกครั้ง”
ปรางทิพย์เข้าไปจับมือมัลลิกานารี
“ข้าดีใจเหลือเกินที่ได้พบกับเจ้าอีก”
อัมรินทราบอกกับมัลลิกานารีว่า “เช่นนั้นเรากลับไปอยู่บ้านของเราเถิดลูก”
“ข้าขออภัยแก่ท่านแม่ด้วย ข้าขอเลือกที่จักกลับไปอยู่ในเมืองมนุษย์ กลับไปทำหน้าที่แม่และยายในเมืองมนุษย์จนกว่าจักสิ้นอายุขัย”
บงกชมาลาใจหายทัดทานเต็มที่ “ไม่นะมัลลิกานารี”
“ข้าละอายใจเกินกว่าจักอยู่ที่เมืองลับแลต่อไป”
“เจ้าอย่าได้คิดเช่นนั้น ไม่มีผู้ใดในเมืองนี้โกรธเคืองเจ้าอีก ความจริงปรากฏชัดให้ทุกผู้ได้ประจักษ์ แลสุริยเดชก็ได้รับโทษทัณฑ์จากท่านสุบรรณเหราแล้ว” ปรางทิพย์ทักท้วงอีกแรง
“แต่ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าขอออกไปอยู่ในเมืองมนุษย์กับลูกและหลานข้าอย่างเช่นที่เป็นมาเถิด อย่าได้รั้งข้าไว้อีกเลย”
“เอาละ...ในเมื่อเจ้าประสงค์เช่นนั้น ก็ตามใจเจ้าเถิด แต่หากเจ้าปรารถนามาเยี่ยมพ่อกับแม่ของเจ้า หรือจักมาอยู่ที่นี่อีก เจ้าย่อมกลับมาได้เสมอ
“ขอบพระคุณท่านพ่อเมือง ข้าจักไม่ลืมน้ำใจของทุกท่านเลย”
มัลลิกานารีก้มกราบอัมรินทราและบงกชมาลา แม่ลูกกอดกันร้องไห้อย่างอาลัยอาวรณ์

เช้าวันนี้ ทศนนท์กับนิรชาก้มลงกราบสุนันท์ปทบเท้า ท่านประคองนิรชาขึ้นมานั่งข้างๆ
“ยินดีต้อนรับว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่นะจ๊ะ ดีใจที่มีคนทนลูกชายแม่ได้ซักที”
ทศนนท์แกล้งทำเป็นงอน
“โธ่...แม่พูดอย่างนี้ เดี๋ยวลูกชายแม่ก็ขายไม่ออกหรอกครับ”
“แม่รู้ หนูเนียร์ไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ หรอก ใช่ไหมลูก”
“คุณแม่อารมณ์ดีอย่างนี้นี่เอง คุณทศถึงได้ใจเย็นทนเนียร์ได้ และคอยปรามเนียร์เวลาทำอะไรวู่วาม”
“ลูกชายแม่ก็มีดีเหมือนกันเหรอเนี่ย” สุนันท์ยิ้มสัพยอกบุตรชาย
“มีสิครับ ไม่งั้นหาลูกสะใภ้ดีๆ ให้แม่ไม่ได้หรอก”
“งั้นเดี๋ยวเราไปฉลองกัน แล้ววันหลังเนียร์พาแม่ไปกินข้าวกับพ่อแม่หนูบ้างนะ”
“พ่อกับแม่ก็อยากเจอคุณแม่เหมือนกันค่ะ”
“แม่อยากมีลูกสาวมานานแล้ว มีลูกสะใภ้แทนก็ดีเหมือนกัน”
“สงสัยงานนี้ผมจะหัวเน่าแล้วละมั้ง”
“รู้ตัวก็ดีแล้วตาทศ”
สุนันท์กับนิรชาเดินออกไปด้วยกัน พลางคุยกันอย่างสนิทสนม/ทศนนท์มองตามยิ้มๆ

ถนนหน้าร้านกาแฟศักดิ์และตาล กลับมาคึกคักอย่างเคย มีชาวบ้านพากันเข้ามาอุดหนุนที่ร้านกาแฟอย่างอุ่นหนาฝาคั่งมากขึ้น กฤตณีเอาน้ำมาเสิร์ฟลูกค้า พอเงยหน้าขึ้นเห็นใครบางคนก็ดีใจ
“เนียร์ คุณทศ กลับมาแล้วเหรอ ไปเจอคุณแม่คุณทศเป็นยังไงบ้าง”
“คุณแม่คุณทศใจดี น่ารักมากเลย”
“แล้วตกลงเมื่อไรจะมีข่าวดีจ๊ะ”
“แม่ไปให้หมอดูดูฤกษ์แล้ว คงจะปลายปีนี้ล่ะครับ”
ทุกคนกรี๊ดกร๊าดดีใจ
เสถียรเดินเข้ามาในร้าน ป่าวประกาศบอกทุกคน
“กำนันคนใหม่มาแล้วจ้า”
ทุกคนปรบมือให้ ถนอมในชุดเครื่องแบบกำนันเดินเข้ามา
ชายร้องทัก “โอ้โฮ พี่เถียรดูมีสง่าราคีขึ้นเยอะเลย”
“ราศี?”
“แหม...แกล้งพูดผิดให้พี่หนอมแก้ ดูซิยังรับมุกอยู่หรือเปล่า”
“ถึงจะเป็นกำนัน แต่ก็ยังเป็นกันเองกับทุกคนโว้ย”
เจ๊ซินดี้ประกาศว่า “อาทิตย์หน้าเราจะจัดทำบุญหมู่บ้านกันที่วัด ฉลองตำแหน่งให้กำนันกับผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ด้วย ขอเชิญทุกคนเลยนะจ๊ะ
“ฉันไม่มีพลาดแน่นอนจ้ะ” จาริณีว่า
“แล้วเมื่อไรน้องจ๋ากับคุณหมอจะมีข่าวดีบ้างล่ะ” เสถียรโพล่งขึ้น
“มีแล้วครับ” หมอตอบแทน
ทุกคนหันไปตั้งใจรอฟัง
“หา...หมอจะแต่งงานกับน้องจ๋าเหรอคะ”
“ยังครับพี่น้ำหวาน ตอนนี้แค่ขอคุณจ๋าเป็นแฟนสำเร็จแล้วครับ”
เสถียรยิ้มล้อ “แหม...อันนั้นเขารู้มาตั้งนานแล้ว”
พีรพรทำหน้าเซ็ง ถอนใจเฮือกใหญ่
“โธ่...มีแต่คนมีคู่ เหลือผมคนเดียวสิ เฮ้อ...”
“ใครบอกยังเหลือคนเดียว ทางนี้ยังว่างอยู่นะ” ครูคิตตี้ว่า
พีรพรเก๊กหล่อ “เอิ่ม...ผมจะรับไว้พิจารณาแล้วกันนะครับ”
“แหม...ทำเล่นตัว ฉันก็เลือกเหมือนกันนะยะ”
กฤตณีค้อนพีรพรวงใหญ่ ศักดิ์เข้ามานั่งขวางระหว่างกลางของทั้งคู่
“จะจีบคิตตี้ ก็ต้องผ่านด่านฉันไปก่อนนะ ลูกสาวคนนี้ฉันหวง”
พีรพรยกมือไหว้ “งั้นผมขอฝากเนื้อฝากตัวกับคุณพ่อด้วยนะครับ”
เสถียรหัวเราะคิกคัก “อุ๊ยๆๆๆ ท่าทางหมู่บ้านเราจะมีงานมงคลติดๆ กันซะแล้วละมั้ง”
ทุกคนหัวเราะให้กันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข

6 ปีต่อมา ทศนนท์กับนิรชาเดินมาที่หน้าน้ำตก จูงมือเด็กชายทิศนันท์วัย5ขวบมาด้วย เทศและปรางทิพย์ยืนรออยู่แล้ว
ทศนนท์กับนิรชายกมือไหว้เทศและปรางทิพย์/ ทิศนันท์ยกมือไหว้ด้วย ปรางทิพย์ก้มลงประคองสองแก้มของทิศนันท์
“ช่างน่ารักน่าชังนัก”
“ได้พบกันเสียที ครานี้โตพอจะพาเข้ามาเที่ยวเล่นได้แล้วสินะ” เทศยิ้มให้
“ถนนตัดผ่านหมู่บ้านเข้ามาแล้ว แต่ต้องเดินเข้ามาอีกสามกิโลครับคุณปู่”
“แล้วเจ้าตัวเล็กเดินไหวรึ”
นิรชายิ้มบอก “บอกว่าจะพามาเจอคุณทวดก็เลยอยากมาค่ะ”
ทศนนท์ยิ้มให้ปู่และย่าพลางบอก “ผมอยากเลี้ยงให้ทิศเป็นคนติดดิน รักธรรมชาติครับ”
เทศกับปรางทิพย์พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
“ไว้เมื่อโตรู้ความอีกหน่อย พาทิศนันท์เข้าไปเที่ยวในเมืองบ้างนะลูก”
“ครับคุณย่า ผมดีใจที่ที่นั่นกลับเป็นเมืองสวรรค์เหมือนอย่างที่เคยเป็นมา”
ปรางทิพย์เยื้อนยิ้ม “จากนี้เมืองลับแลก็จะยังคงเป็นตำนานที่ผู้คนกล่าวขานถึงต่อไปอีกนาน
เท่านาน”
เทศกับปรางทิพย์หยอกล้อกับทิศนันท์อย่างมีความสุข ท่ามกลางน้ำตกอันสวยงามกว้างใหญ่ สายน้ำตกกระทบโตรกหินสะท้อนกับแสงอาทิตย์เป็นประกายวิบวับสวยงามสุดจะพรรณา

ณ จุดจุดหนึ่งหลังน้ำตกนี้มีเมืองลับแลซ่อนตัวอยู่นานเท่านาน

จบบริบูรณ์
 
โปรดติดตามอ่าน "เทพธิดาขนนก" เร็วๆ นี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...