xs
xsm
sm
md
lg

เพรงลับแล ตอนที่31 | จุดจบสายมนต์ดำ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เพรงลับแล ตอนที่31 | จุดจบสายมนต์ดำ

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย | อาณาจินต์

คุณสุนันท์วางกับข้าวจานสุดท้ายลงบนโต๊ะอาหาร แล้วหันไปจะเรียกทศนนท์มากินข้าว แต่ลูกชายเดินเข้ามาพอดี

“อ้าวทศ มาพอดีเลยลูก มะมากินข้าวกัน”
ทศนนท์เดินมาที่โต๊ะอาหาร ถือแง่งทองคำและใบไม้ทองคำมาด้วย เขานั่งลงตามคำชักชวนของมารดา
“ครับแม่ โหกับข้าวเยอะเชียวครับ”
“น้อยได้ที่ไหนล่ะ ก็นานๆ ลูกจะได้มากินข้าวกับแม่สักที กินเถอะ กำลังร้อนๆ เลย”
ทศนนท์นั่งลง พร้อมกับยื่นแง่งขมิ้นและใบไม้ทองคำให้สุนันท์ดู
“แม่ครับ แม่เคยเห็นของพวกนี้หรือเปล่าครับ”
สุนันท์นิ่งมองของทั้งสองสิ่ง ก่อนจะพูดขึ้นโดยไม่รู้สึกแปลกใจอะไรเลย
“ก็ทองรูปพรรณที่พ่อเขาทิ้งเอาไว้ให้ลูกยังไงล่ะ”
“แล้วแม่รู้ไหมครับว่าพ่อไปได้มันมาจากที่ไหน”
สุนันท์หัวเราะขึ้น “จะที่ไหนได้ล่ะ ก็ต้องเป็นร้านทองไงล่ะลูก ถามอะไรแปลกๆ”
“ผมว่าไม่น่าใช่นะครับแม่ เพราะผมบังเอิญไปได้แง่งขมิ้นทองคำอีกอันมาจากในหมู่บ้านที่ผมไปทำงานอยู่
ทศนนท์หยิบแง่งขมิ้นอีกอันมาต่อประกบให้สุนันท์ดู สุนันท์มองอย่างแปลกใจ
“นี่มันแง่งขมิ้นอีกครึ่งหนึ่งเหรอ”
“ใช่ครับ ผมถึงสงสัยว่าของพวกนี้ต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน”
สุนันท์คิดตาม “ถ้าเป็นอย่างนั้น เรื่องนี้ทศต้องไปถามคุณย่าแล้วล่ะ เพราะพ่อเราเขาไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้แม่ฟังเลย มีแต่สั่งเสียเอาไว้ว่าให้เก็บของพวกนี้เป็นมรดกให้กับลูก แล้วก็ไม่ให้ขายมันเด็ดขาด”
“งั้นคุณย่าก็ต้องรู้เรื่องนี้ใช่ไหมครับ”
“ถ้าคุณย่าไม่รู้ก็คงไม่มีใครรู้เรื่องนี้แล้วล่ะ”
ทศนนท์นิ่งคิด แล้วก็เห็นด้วยกับที่สุนันท์พูด

อีกฟาก คมสันเดินออกมาจากด้านในบ้าน ตะโกนเสียงดังลั่นด้วยคิดว่าเด็กในบ้านทำของตกแตกเสียหาย
“อะไร ใครทำข้าวของฉันหล่นเสียหายอีกแล้ว ฉันใช้ให้แกไปเรียกหนูบุษมาไม่ใช่เหรอแต้ม”
บุษบาลาวัณย์ได้สติ รีบก้มหยิบของที่หล่นบนพื้น
“ขอโทษค่ะคุณพ่อ บุษซุ่มซ่ามทำของหล่นเอง”
เมื่อคมสันเห็นว่าเป็นบุษบาลาวัณย์ก็เปลี่ยนท่าทีทันควัน แถมรีบเข้ามาช่วยเก็บด้วย
“ไม่เป็นไรหนูบุษ เดี๋ยวให้เด็กมันมาทำความสะอาด”
“พอดีบุษทำขนมก็เลยจะเอามาให้คุณพ่อทานด้วย แต่...”
“ไม่เป็นไรๆ ลูก”
“งั้นเดี๋ยวบุษไปเอามาให้ใหม่นะคะ”
คมสันรีบพูดขึ้นเพื่อยื้อบุษบาลาวัณย์เอาไว้
“ไม่ต้อง ไม่ต้องไปหรอก เดี๋ยวพ่อให้แต้มไปเอามาให้ ไหนๆ ก็มาแล้ว อยู่รอกินข้าวกับพ่อที่นี่แหละ”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มรับ ก่อนจะหันไปมองที่รูปภาพขาวดำที่แขวนอยู่ ด้วยสีหน้าสงสัย
คมสันเห็น คิดว่าบุษบาลาวัณย์เข้าใจว่าคนในรูปคือทรงกลด เขาหัวเราะเสียงดังก่อนจะพูดขึ้น
“คิดว่ารูปเจ้ากลดล่ะสิ หนูสบายใจได้ ไม่ใช่หรอก นั่นเป็นรูปของปู่เจ้ากลดน่ะ แล้วเด็กที่เห็นนี่ก็พ่อเอง”
บุษบาลาวัณย์ถามเสียงสั่น “ปู่ ชื่อคอนใช่ไหมคะ”
“ใช่ เอ...แล้วหนูรู้ได้ยังไง อ๋อ เจ้ากลดคงเล่าให้ฟังสินะ”
“เล่านิดหน่อยค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวพ่อเล่าให้ฟังเอง เรื่องปู่คอนของเจ้ากลดมีอะไรสนุกๆ เยอะแยะเลย”
คมสันเดินนำไปที่โต๊ะอาหาร บุษบาลาวัณย์ตามไป สีหน้าอยากรู้เต็มที่

ทางด้านปรางทิพย์นั่งรอใครบางคนอยู่ที่ห้องรับแขกอย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งบัวคำเดินนำใครคนนั้นเข้ามา ปรางทิพย์ยิ้มทักอย่างยินดี นิรชาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า ท่าทีเกร็งและกระอักกระอ่วนอย่างเห็นได้ชัด
“เอ่อ...คุณทศ โทร.มาบอกให้ฉันพาคุณไปหาคุณย่าจันทน์หอมค่ะ”
“ฉันกำลังรอเธออยู่”
นิรชาทำตัวไม่ถูก “งั้นเราก็...ไปกันเลยไหมคะ”
ปรางทิพย์มองเห็นท่าทางกระอักกระอ่วนของนิรชาแล้วก็เข้าใจ เธอเดินเข้ามาหานิรชาพร้อมกับจับมือขึ้นมากุมเอาไว้
“ขอบใจนะที่อุตส่าห์เป็นธุระช่วยตามหาลูกให้ฉัน”
“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณยายยังอยู่ก็คงอยากให้เนียร์ทำอย่างนี้เหมือนกัน”
“ฉันขอโทษที่ทำให้มัลลิกานารีต้องตาย ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ”
“ฉันทราบค่ะ ทุกอย่างมันเป็นความต้องการของคุณยายเอง”
ปรางทิพย์และนิรชายิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร

ทรงกลด เนตรมายา ขจร ศรชัย และลูกน้องชาย 4 คน ผ่านเข้ามาในเมืองลับแลแล้ว เวลานี้อยู่ในป่า พวกลูกน้องต่างพกอาวุธปืน ถือเลื่อยไฟฟ้า และอุปกรณ์ขนย้ายพรักพร้อม เดินตามกันเข้ามาในป่า ทรงกลดมองเนตรมายาในชุดสาวลับแลแล้วยิ้มขำๆ
“ใส่ชุดแบบนี้คุณก็ดูกลมกลืนกับคนที่นี่อยู่นะ”
“ไม่ดีเหรอ เผื่อมีอะไรฉันจะได้ช่วยคุณได้ทันไง”
“นายครับ มีคนเขาเล่ากันว่าสาวๆ ที่นี่สวยเป๊ะกันทุกคน จริงไหมครับนาย” ขจรยิ้มกริ่ม
“ผมก็ได้ยินว่าเหมือนเมืองนางงามเลย มีแบบสวยหวาน สวยเซ็กซี่ สวยใส ถ้าจริงนี่ผมจะย้ายมาอยู่ที่นี่ซะเลย คงจะมีความสุขเหมือนอยู่ท่ามกลางนางฟ้าบนสวรรค์” ศรชัยบอกอย่างร่าเริง
ลูกน้องคนอื่นๆ ต่างเห็นด้วย เนตรมายายิ้มเยาะหมั่นไส้
“ฮึ...นี่มันเมืองผีแม่ม่าย ไม่ใช่นางฟ้านางสวรรค์อะไรหรอก อย่าไปหลงความสวยของมันเข้าเชียวล่ะ เดี๋ยวจะตายไม่รู้ตัว”
พวกลูกน้องได้ยินต่างก็เริ่มผวากลัวขึ้นมาทั้งแถบ
“โถ่ เซ็ง อดมีเมียสวยเหมือนนางฟ้าเลย” ศรชัยบ่น
ทรงกลดหันมาปรามลูกน้อง
“น้อยๆ หน่อยพวกแก เรามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้หญิงพวกนี้ ถ้าทำสำเร็จ ออกไปพวกแกจะหาสวยเท่าไหร่ก็ได้”
ทรงกลดเดินนำทุกคนไปด้วยสีหน้ามุ่งมั่นหมายมาด
จู่ๆ เรณูศจี บุหงารำไพและผการุจีและชาวบ้านคนอื่น เดินเข้ามาขวางด้านหน้าพวกทรงกลด
“พวกเจ้าเป็นผู้ใดกัน เข้ามาในเมืองนี้ได้อย่างไร”
ทรงกลดและพวกต่างหยุดชะงัก ทรงกลดโกหกออกไปว่า
“บุษบาลาวัณย์บอกให้ผมเข้ามาเอาสมบัติของเธอ”
บุหงารำไพตกใจ “บุษบาลาวัณย์ หรือว่าเจ้าคือ...คอน”
ทรงกลดงงนิดๆ แต่ก็รีบรับสมอ้างกลับไป
“ใช่ ผมเป็นคู่หมั้นของคุณบุษบาลาวัณย์ เรากำลังจะแต่งงานกัน”
เรณูศจีเสียงแข็ง “ไม่ได้ สมบัติของบุษบาลาวัณย์เป็นของที่นี่ เมืองนี้ ผู้ใดก็ไม่มีสิทธิ์นำมันออกไป”
ทรงกลดฉุน พูดขู่ขึ้นมาอย่างท้าทาย
“แต่ผมจะเอาออกไป และจะเอาไปให้หมดด้วย ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็อย่ามาขวาง”
“สมบัติของเมืองเรา เอาออกไปไม่ได้ ไม่ให้ พวกเราไม่ให้ๆ” ผการุจีตะโกนขึ้น
ชาวเมืองลับแลต่างส่งเสียงไล่พวกทรงกลด
ทรงกลดชักเริ่มตกใจ หยิบปืนพกของตนเองออกมาเล็งขู่ ลูกน้องยกปืนขึ้นเล็งตาม
“หลีกไปนะ ผมบอกให้พวกคุณหลีกไปไง”
พวกเรณูศจีต่างนิ่งมองพวกทรงกลดด้วยสายตาโกรธแค้น ค่อยๆ เดินดาหน้าเข้าหาพวกทรงกลด ไม่สนคำขู่
“ถอยไป! พวกมึงหูหนวกหรือไง กูบอกให้ถอยไป”
พวกเรณูศจียังคงเดินหน้าเข้าหาพวกทรงกลดอย่างไม่สะทกสะท้าน จนพวกทรงกลดเริ่มถอย ทำอะไรไม่ถู
“นาย! เอายังไงดีนาย” ขจรร้องถาม
“ถ้าพวกมันอยากตายนัก ก็ยิงแม่ง! เลย”
สิ้นเสียงสั่งของทรงกลด พวกลูกน้องต่างเหนี่ยวไกปืน แต่ปืนกลับไม่ทำงาน พวกมันเหนี่ยวไกกันซ้ำๆ อีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล
ศรชัยตกใจ “นาย ปืนมันยิงไม่ออกเลย! ทำไงดี?”
ทรงกลดและลูกน้องหน้าเสียอย่างเห็นได้ชัด ทรงกลดหันไปทางเนตรมายาเชิงหารือ แม่หมอเหยียดยิ้ม
“ที่นี่มันเมืองผี ของในเมืองมนุษย์คงมาใช้กับที่นี่ไม่ได้”
“เอายังไงดีล่ะคุณเนตร”
เนตรมายายิ้มมั่นใจ เปิดกระเป๋าย่ามออกแล้วหยิบเมล็ดถั่วดำออกมา 1 กำมือ ร่ายมนต์แล้วเขวี้ยงออกไปที่ด้านหน้าเหล่าชาวลับแล
พลันเมล็ดถั่วดำมีควันพวยพุ่งขึ้นมา กลายเป็นผีตายโหง 5 ตัว ออกวิ่งใส่ไล่กัดพวกชาวเมืองจนพากันกรีดร้องและแตกฮือกันออกไป
ทรงกลดกับพรรคพวกยิ้มพอใจ
“ไม่เสียแรงที่พาเจ้าแม่มาด้วย ทางสะดวกแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”
ทรงกลดเดินนำทุกคนออกไป

ที่บ้านย่าจันทน์หอม ในกรุงเทพฯ ทศนนท์ถือแง่งขมิ้นทองคำและใบไม้ทองคำพลางถามสีหน้าเครียด
“พ่อเอาแง่งขมิ้นและใบไม้ทองคำนี่มาจากไหนครับคุณย่า”
หญิงชรา ค่อยๆ ยื่นมือไปรับแง่งขมิ้นและใบไม้ทองคำมาดู จดสายตามองจ้องแววตารำลึกถึงความหลัง
“มันเป็นสมบัติติดตัวพ่อของเรามาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว”
“สมบัติติดตัว หมายความว่ายังไงครับคุณย่า”
“มันคงถึงเวลาที่หลานจะต้องรู้ความจริงแล้วสินะ”
“ความจริงอะไรครับ”
จันทน์หอมถอนใจ “ความจริงก็คือ...พ่อของหลานไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของปู่กับย่าน่ะสิ”
ทศนนท์ตกใจ “อะไรนะครับ”
จันทน์หอมอธิบายต่อ “ชื่อเดิมของพ่อเราชื่อทัศนัย แต่พ่อแท้ๆ ของเขาให้เปลี่ยนชื่อเป็นวิทัศน์ เพราะกลัวว่าจะมีอันตราย แล้วก็ฝากปู่กับย่าเลี้ยงไว้ ส่วนตัวเขาก็ไปตามหาเมียจนหายตัวไป”
ทศนนท์ใจเต้นโครมคราม นิ่งฟังจันทน์หอมเล่า นึกหวาดหวั่นว่าสิ่งที่ตนคิดไว้อาจเป็นจริง
“แล้วพ่อแท้ๆ ของคุณพ่อชื่ออะไรครับ”
“ชื่อเทศ”
ทศนนท์ตาค้าง ตกใจสุดขีด
“ชื่อเทศเหรอครับ”
ปรางทิพย์และนิรชา เดินตามคนรับใช้เข้ามาได้ยินพอดี ปรางทิพย์ตกใจแทบสิ้นสติ

ส่วนที่บ้านทรงกลด
คมสันและบุษบาลาวัณย์นั่งกินอาหารกันอยู่ที่โต๊ะ คมสันคอยชวนบุษบาลาวัณย์คุยโน่นนี่ ไม่หยุด
“พ่อดีใจจริงๆ เลยนะที่วันนี้หนูบุษมากินข้าวกับพ่อได้”
“บุษยินดีค่ะ เพราะคุณทรงกลดก็ฝากให้บุษดูแลคุณพ่อ ระหว่างที่เขาไม่อยู่ด้วย”
คมสันหัวเราะชอบใจ “ตากลดนี่ช่างเป็นลูกที่ดีจริงๆ ขยันทำมาหากินและยังเป็นห่วงเป็นใยพ่ออีกด้วย หนูบุษจะแต่งงานกับเขาก็ต้องเข้าใจเขานะ เขาเป็นคนบ้างาน ทุ่มเททำอะไรจริงจัง เพราะเมื่อก่อนบ้านเราไม่ได้ร่ำรวยอย่างทุกวันนี้”
บุษบาลาวัณย์สนใจ เพราะคิดมาตลอดว่าคอนคงลำบากมาก
“เมื่อก่อนลำบากมากเหรอคะ”
“ใช่ พวกเราจนและลำบากมาก แต่โชคยังดีที่ปู่คอนของเจ้ากลดไปเจอสมบัติในป่า บ้านเราถึงได้เริ่มมีฐานะดีขึ้น”
บุษบาลาวัณย์นิ่วหน้า “เจอสมบัติ หมายความว่ายังไงคะ”
“เมื่อก่อนปู่คอนเป็นพรานป่า มีอาชีพตีผึ้งล่าสัตว์ แต่แล้วอยู่ดีๆ วันนึงก็เกิดโชคดีไปขุดเจอสมบัติโบราณในป่าแถวน้ำตกเข้า ลูกเมียถึงได้สบายขึ้น เป็นไง...ฟังดูเหมือนหนังเรื่องอินเดียน่าโจนส์ เลยใช่ไหม”
บุษบาลาวัณย์นิ่งงันไป เริ่มจับต้นชนปลายออก ถามออกไปน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความแค้น
“หมายความว่าปู่คอนเจอสมบัติที่ป่าแถวน้ำตก หลังจากมีคุณพ่อแล้วอย่างนั้นเหรอคะ”
“ใช่ ปู่คอนกับย่าเนาก็เลยคิดว่าพ่อเกิดมาเพื่อนำโชคดีมาให้ วันที่ปู่คอนเอาสมบัติออกมาจากป่า มีเครื่องประดับโบราณสวยๆ เยอะเลย ย่าเนาชอบเครื่องประดับพวกนั้นมาก แต่ก็ต้องจำใจขายออกไป รู้สึกจะเหลือแต่สร้อยข้อมือล่ะมั้งที่แม่เขาขอเก็บเอาไว้ ดูสิในภาพถ่ายนั่นยังมีอยู่เลย”
คมสันชี้ไปที่รูปถ่ายที่แขวนอยู่
บุษบาลาวัณย์หันไปมองแล้วยิ่งแค้นเมื่อเห็นสร้อยข้อมือที่ผู้หญิงในรูปใส่ มันคือสร้อยของเธอ

ช่วงข้าวใหม่ปลามัน หลายวันมานี้ คอนคอยดูแลเอาใจใส่เรื่องอาหารการกินให้บุษบาลาวัณย์เป็นอย่างดี เขาเข้าป่าแต่เช้า กลับมาพร้อมหิ้วกล้วยน้ำว้าทั้งเครือสุกน่ากินมาปอกยื่นให้
บุษบาลาวัณย์ยิ้มรับด้วยความปลาบปลื้ม
ตกกลางคืน คอนย่างปลาจนสุกควันหอมฉุย
บุษบาลาวัณย์เดินเข้ามานั่งซบอิงไหล่คอน แล้วยื่นกล้วยให้กิน คอนยิ้มชื่นหยอกล้อฉอเลาะกันไปมา คอนยื่นปลาให้ แต่บุษบาลาวัณย์ส่ายหน้าไม่รับ
“ทำไมเล่า เจ้าไม่ชอบกินปลารึ”
“คนเมืองข้าไม่กินเนื้อสัตว์”
คอนมองฉงน แล้วแกะเนื้อปลายื่นให้
“ลองดูสิ แล้วเจ้าจะชอบ”
บุษบาลาวัณย์ลังเล คอนจึงป้อนเนื้อปลาใส่ปากให้ พอนางเคี้ยวแล้วกลืนลงคอก็ติดใจ ดึงปลาจากคอนไปแทะกินเองอย่างเอร็ดอร่อย คอนมองยิ้มๆ
“ไม่นึกเลยว่าเนื้อสัตว์จะรสชาติดีเช่นนี้”
“หากเจ้าชอบ วันหน้าข้าจะล่าสัตว์อื่นมาให้เจ้าลองอีก”
บุษบาลาวัณย์ชะงัก มองคอนด้วยสีหน้ากังวล
“ข้าไม่อยากกลับไปเมืองของข้าเลย กฎเกณฑ์ช่างมากมายนัก”
“ข้าก็ไม่อยากกลับเข้าหมู่บ้านข้า อยากอยู่กับเจ้าอย่างนี้ทั้งวันทั้งคืน”
“แต่วันนี้ข้าคงต้องกลับแล้ว พี่คอนไปกับข้าหรือไม่ จักได้ไปพบกับพี่ชายข้าด้วย”
คอนตีหน้าเศร้า “ข้าคงไปกับเจ้าไม่ได้ดอก พ่อกับแม่ข้าท่านแก่ชรามากแล้วไม่มีใครดูแล ข้าเองออกมาครั้งนี้ก็ไม่ได้อะไรกลับไปอีก คงไม่มีอะไรไปขายแลกข้าวแลกน้ำแน่ๆ”
บุษบาลาวัณย์มองกำไลและเครื่องประดับที่แขนของตน แล้วตัดสินใจถอดออกมาใส่ห่อผ้ายื่นให้ คอนแกล้งไม่พอใจ
“อย่าทำเช่นนี้เลย เจ้าดูถูกข้า คิดว่าข้าอยากได้ของของเจ้าหรือแม่หญิง”
“ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น แต่พี่เป็นผัวข้า พ่อแม่พี่ก็เหมือนพ่อแม่ข้า ข้าอยากให้พี่เอาของพวกนี้ไปดูแลท่าน”
คอนปฏิเสธ “ไม่ ข้าทำไม่ได้ ข้าไม่เคยให้อะไรเจ้า แล้วจะให้ข้าเอาของของเจ้าไปอีก ข้าทำไม่ได้”
บุษบาลาวัณย์ชื่นชม “พี่คอนเอาไปเถิด บ้านเมืองข้ามีของพวกนี้มากมายจนไม่มีค่าอันใด ข้าเต็มใจยกให้พี่”
คอนมองซาบซึ้ง “อย่างนั้นข้าจะเอาของพวกนี้ไปขาย เอาเงินไปสร้างบ้านไว้รอเจ้า ข้าจะรอเจ้าที่นี่จนกว่าเจ้าจะกลับมา”
บุษบาลาวัณย์หลงคำหลอกลวงเต็มๆ “ข้าจะเข้าไปขนสมบัติพวกนี้ออกมามากๆ แล้วข้าจะไปอยู่กับพี่ พี่ต้องกลับมารับข้านะ”
คอนมองบุษบาลาวัณย์อย่างซาบซึ้งใจ

เมื่อนึกทบทวนแล้ว ดวงตาบุษบาลาวัณย์แดงก่ำ น้ำตาไหลรินด้วยความผิดหวัง ยิ่งคิดยิ่งโกรธแค้น จนไม่สามารถจะระงับอารมณ์เอาไว้ได้ เธอกำช้อนในมือจนแน่น จนช้อนค่อยๆ งอลงไปตามแรงกด
คมสันเห็นรู้สึกตกใจ ระคนแปลกใจ
“หนูบุษเป็นอะไร”
บุษบาลาวัณย์ลอบเช็ดน้ำตาไม่ให้คมสันเห็น ข่มอารมณ์ถามออกไป
“แล้วหลังจากนั้นเขาทำอะไรต่อ”
“คุณพ่อขายสมบัติพวกนั้น แล้วก็มาจับธุรกิจอสังหาและที่ดินจนร่ำรวยขึ้น เจ้ากลดน่ะเหมือนกับปู่ของเขาไม่มีผิด”
“เขาเคยกลับไปในป่านางลับแลอีกหรือไม่”
คมสันชักเริ่มรู้สึกแปลกๆ กับน้ำเสียงและคำพูดของบุษบาลาวัณย์ที่เปลี่ยนไป
“ก็เคยเข้าไปนะ แต่พอออกมาแล้วไม่ได้อะไร คุณพ่อก็ไม่กลับเข้าไปอีก”
บุษบาลาวัณย์กดช้อนจนหักสองท่อนคามือ คมสันมองอย่างตกใจและเริ่มรู้สึกหวั่นกลัว

ฝั่งปรางทิพย์เดินเข้ามาหาจันทน์หอมด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม
“แล้วตอนนี้พี่เทศอยู่ที่ไหน”
จันทน์หอมมองปรางทิพย์ด้วยสีหน้างุนงง ทศนนท์จึงรีบแนะนำสองสาว
“คุณย่าครับ นี่คุณปรางทิพย์และคุณเนียร์ คุณปรางเธอรู้จักกับปู่เทศน่ะครับ”
“สวัสดีค่ะ”
สองสาวไหว้ทักนอบน้อม จันทน์หอมรับไหว้ ปรางทิพย์รีบถามต่อ
“เขาฝากลูกเอาไว้แล้วไปตามหาเมีย เมียของเขาชื่ออะไรคะ”
“รู้สึกจะชื่อ....” หญิงชรานิ่งนึก “ปรางทิพย์มณฑาทอง เอ...ชื่อคล้ายๆ กับหนูเลยนะ”
ปรางทิพย์น้ำตาเอ่อเต็มตา ถามเสียงสั่น
“แล้วตอนนี้ทัศนัยธำรงอยู่ที่ไหน
จันทน์หอมเห็นท่าทีของปรางทิพย์แล้วยิ่งประหลาดใจ มองหน้าทศนนท์เชิงถาม ทศนนท์จึงเป็นคนพูดบอกไป น้ำเสียงเศร้าสร้อย
“คุณพ่อเกิดอุบัติเหตุ เสียไปเมื่อ 2 ปีที่แล้วครับ”
ปรางทิพย์ใจหล่น แทบล้มทั้งยืน นิรชารีบเข้ามาประคองอย่างเป็นห่วง
“คุณปราง”
“ลูกแม่...แม่จักไม่ได้พบลูกอีกแล้วหรือ”
ปรางทิพย์คร่ำครวญอย่างอาดูร น้ำตาหยดเป็นสายอาบสองแก้ม หันมามองทศนนท์อย่างเจ็บปวดเหลือแสนเมื่อรู้ความจริงว่าเขาเป็นหลานตน
ทศนนท์เองก็ตกใจ และมองหน้าปรางทิพย์ด้วยความรู้สึกไม่ต่างกัน
ปรางทิพย์ยันกายลุกขึ้นยืน แล้วเดินน้ำตาร่วงพรูโซซัดโซเซออกไป นิรชาลุกตามไป
จันทน์หอมมองปรางทิพย์ด้วยสีหน้าประหลาดใจมากขึ้นทบทวี จนต้องถามทศนนท์ขึ้น
“ทำไมแม่หนู... ถึงได้เสียใจขนาดนั้น”
“เอาไว้ผมจะเล่าให้คุณย่าฟังทีหลังนะครับ”
ทศนนท์ก็เดินตามปรางทิพย์ออกไป

ปรางทิพย์เดินร้องไห้โซเซออกมานั่งลงที่เก้าอี้ในสวนอย่างหมดแรง เหมือนโลกทั้งใบถล่มลงตรงหน้า เธอร่ำไห้เรียกหาเทศเหมือนต้องการที่พึ่งทางใจ
“พี่เทศ..พี่เทศอยู่ที่ไหน”
ปรางทิพย์แหงนหน้าขึ้นพูดกับท้องฟ้าและตัดพ้อต่อว่าอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
“เหตุใดโชคชะตาจึงได้กลั่นแกล้งข้าถึงเพียงนี้ ลูกของข้าตายจากโลกนี้ไป ตอนที่ข้าเพิ่งได้อิสรภาพ ท่านไม่เหลือเวลาให้ข้าได้พบหน้าลูกชายข้าเลยสักนิด แล้วข้ายังเข้าใจผิด คิดกับหลานของข้าเช่นนั้นอีก ใยข้าจึงได้อาภัพถึงเพียงนี้”
ทศนนท์เดินตามออกมาแล้วได้ยินพอดี เขาเดินเข้ามา ค่อยๆคุกเข่าลงตรงหน้าปรางทิพย์
“แต่ในความโชคร้าย ก็ยังมีโชคดีที่เราได้พบกันนะครับ”
ปรางทิพย์รู้สึกละอายใจ ไม่กล้าสบตาเขา ทศนนท์ก้มลงกราบแทบเท้าปรางทิพย์
“ผมเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของคุณปู่กับคุณย่า และเป็นตัวแทนของคุณพ่อตอนนี้ผมไม่แปลกใจเลยครับ ว่าทำไมผมถึงรู้สึกรักและผูกพันกับคุณ...ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอ”
ปรางทิพย์เหลือบมองทศนนท์แว่บหนึ่ง ละสายตามองตรงไปด้านหน้าก่อนจะหันกลับมาหาเขา
“พี่เทศ..ทัศนัยธำรง...ทศนนท์...หลานย่า”
ปรางทิพย์น้ำตาไหลพราก มองหน้าทศนนท์ด้วยความตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก

ฝั่งบุษบาลาวัณย์ดวงตาวาววับเป็นสีแดงก่ำแลดูน่ากลัว เธอเค้นถามคมสันเสียงดุ
“ตอนนี้ทรงกลดอยู่ที่ไหน”
คมสันมองบุษบาลาวัณย์ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก พยายามข่มความกลัวเอาไว้ ตอบออกไป
“เข้ากรุงเทพฯ ไปเตรียมงานแต่งให้หนูไง”
บุษบาลาวัณย์ตวัดสายตามองคมสันอย่างกราดเกรี้ยว
คมสันเห็นท่าไม่ดีรีบลุกจากเก้าอี้จะหนี แต่ช้ากว่าบุษบาลาวัณย์ เธอพุ่งตรงเข้าบีบคอคมสัน แล้วดันร่างเขาออกไปจนติดผนังห้อง
“ข้าไม่เชื่อ พวกเจ้ามันเป็นพวกโกหกหลอกลวง”
“หนูบุษ ใจเย็นๆ ฟังพ่อก่อน”
คมสันถูกบีบคออย่างแรงจนเริ่มรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก
แต้มเดินถือน้ำจะเข้ามาเสิร์ฟแล้วเห็นเข้าตะโกนขึ้นอย่างตกใจ
“คุณบุษ เกิดอะไรขึ้น ทำร้ายคุณคมสันทำไมคะ”
บุษบาลาวัณย์เริ่มได้สติ คลายมือลงแล้วถามใหม่
“จะบอกฉันได้หรือยัง ว่าทรงกลดอยู่ที่ไหนกันแน่”
คมสันเจ็บคอพูดอะไรไม่ออก จนแต้มตอบแทน
“คุณทรงกลดก็เข้าไปในหมู่บ้านไงคะ เรื่องแค่นี้ไม่เห็นต้องรุนแรงกันเลย”
บุษบาลาวัณย์เหลียวขวับมามองแต้มถามเสียงคาดคั้น
“เข้าหมู่บ้านหรือเข้าเมืองกันแน่”
บุษบาลาวัณย์เดินเข้าไปหาแต้มท่าทีคุกคาม จนแต้มกลัว ถอยกรูดหลังไปชิดกับโต๊ะอาหาร
“ไม่รู้ แต้มไม่รู้ค่ะ แต้มได้ยินแค่ว่าคุณทรงกลดเอาคนไปด้วยหลายคน คงเป็นเรื่องที่ดินในหมู่บ้านหรือเปล่า”
บุษบาลาวัณย์คิดตาม ไม่เชื่อนัก แต่แล้วก็ได้ยินเสียงขึ้นนกปืนดังขึ้นที่ด้านหลังเธอ
บุษบาลาวัณย์หันไปมอง พบว่าคมสันจ่อปากกระบอกปืนลูกโม่เล็งมาที่หัวของตน บุษบาลาวัณย์มองอย่างประหลาดใจ
“เจ้าจะทำอะไร”
คมสันยิ้มเหี้ยม “ตายซะเถอะนังปีศาจ”
“เปรี้ยง!” คมสันเหนี่ยวไกปืนยิงใส่ บุษบาลาวัณย์สะบัดมือปัดแขนคมสัน จนวิถีกระสุนเบนออกไปเฉี่ยวแขนแทน เธอผลักคมสันจนลอยออกไปกระแทกกับผนังอีกด้านอย่างแรง
ร่างคมสันร่วงลงพื้น กระอักเลือดออกมาและแน่นิ่งไปไม่รู้เป็นหรือตาย
แต้มอึ้งตะลึงตะไลกับเหตุการณ์ตรงหน้าร้องกรี๊ดออกมาอย่างตกใจสุดขีด แล้ววิ่งเตลิดหนีไปโดยไม่คิดชีวิต
บุษบาลาวัณย์มองตามแต้มที่วิ่งออกไป แต่รู้สึกเจ็บแปลบที่แขน
“โอ๊ย”
บุษบาลาวัณย์มองแขนของตน พบว่าถูกกระสุนถากไป แต่ก็สร้างความเจ็บปวดให้อย่างมาก มีเลือดไหลออกมา

บุษบาลาวัณย์เปิดประตูผางเดินเข้ามาในห้องนอน กุมแขนที่ถูกยิงท่าทีเจ็บปวด เดินตรงไปที่โต๊ะหัวเตียงนอนค้นหาใบไม้ทองคำ แต่ไม่เจอ ที่ใต้หมอนและตามลิ้นชักก็ไม่มี คำรามออกมาอย่างเจ็บแค้น
“ไม่มี ใครบังอาจขโมยใบผ่านทางของข้าไป”

บุษบาลาวัณย์นิ่งงันไป นึกถึงคำพูดเตือนของปรางทิพย์เรื่องทรงกลด
“พี่คอนของข้ามาเกิดใหม่เป็นคุณทรงกลด เช่นเดียวกับที่เจ้าคิดว่าชายผู้นั้นเป็นพี่เทศของเจ้าอย่างไรเล่า ข้ากับพี่คอนรักกันและมีบุพเพสันนิวาสร่วมกันมา”
ปรางทิพย์ยิ้มเยาะ “เจ้าแน่ใจรึว่าพี่คอนของเจ้าในชาตินี้จักยังรักเจ้าเช่นเดิมในเมื่อเขายังตามมาเกี้ยวข้าถึงที่นี่”
คำพูดเตือนของบุหงารำไพดังก้องตามขึ้นมาติดๆ กัน
“เจ้าจำมิได้รึว่า พ่อกับพี่ชายของเจ้าและชายทั้งเมืองต้องตายเพราะมนุษย์ เจ้าไม่กลัวเลยรึว่าเหตุการณ์จะเกิดซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง”

บุษบาลาวัณย์ปะติดปะต่อเรื่องราวจนนึกออก “ช่างชั่วช้านัก นอกจากหลอกลวงข้าแล้ว ยังลักใบผ่านทางของข้าไปด้วย”
ดวงตาบุษบาลาวัณย์เป็นสีแดงก่ำ เคียดแค้นอาฆาตสุดจะประมาณ

ฟากพวกทรงกลด ขจร ศรชัย เนตรมายาและลูกน้องเดินมาตามทาง มุ่งหน้าไปทางสุสาน
ทรงกลดมองหารอบๆ “ในเมืองลับแลนี้มีต้นไม้ที่ทำจากทองคำแท้ๆอยู่บนเกาะกลางน้ำ น่าจะไม่ไกลจากนี้แล้ว”
“แล้วเราจะไปเอามันมาได้ยังไงล่ะนาย ดันไปอยู่เกาะกลางน้ำได้” ศรชัยถาม
“ไอ้โง่ ก็ว่ายน้ำข้ามไปตัด แล้วก็ขนมันข้ามมาฝั่งนี้สิวะ” ขจรด่า
“แต่นังบุษมันบอกว่าน้ำตรงนั้นเป็นน้ำกรด” ทรงกลดนึกได้
“งั้นเราสุ่มสี่สุ่มห้าลงไปไม่ได้แน่ คงต้องหาวิธีใหม่” แม่หมอว่า
“ถ้าว่ายข้ามไปไม่ได้ ก็ไปตัดต้นไม้มาทำสะพานข้ามไปสิ แค่ไอ้ต้นไม้ทองคำ กับพวกเพชรพลอยที่ในถ้ำ เราก็สบายกันไปทั้งชาติแล้ว”
ทรงกลดยิ้มร้าย พลางหันมองแล้วชี้ไปทางสุสานต้นไม้ ทุกคนมองตาม
“ไป ตรงโน้นน่าจะมีต้นไม้ใหญ่เยอะ ไปตัดมาให้เรียบร้อย” เขาบอกกับเนตรมายาว่า “ระหว่างรอ เราก็นั่งพักกันอยู่แถวนี้ก่อน”
ขจรและศรชัยต่างเกี่ยงกัน
“แกไป” / “แกนั่นแหละไป”
จนทรงกลดสั่งเสียงเข้ม “ไม่ต้องเกี่ยงกัน ไอ้ขจร แกพาลูกน้องอีก 2 คนไป”
“ครับนาย”
ขจรหงอยไม่กล้าค้าน เดินไปเรียกลูกน้องอีก 2 คนให้ตามเขาไป

ที่สุสานต้นไม้ ขจรและลูกน้องอีก 2 คนเดินเข้ามา พวกเขาต่างมองเหล่าต้นไม้อย่างรู้สึกแปลกใจ
“ทำไมต้นไม้พวกนี้มีป้ายชื่อติดอยู่ด้วยวะ”
ลูกน้อง1 ก็งง “นั่นสิพี่ ผมว่ามันยังไงๆ อยู่นะ หรือว่าจะเป็นชื่อต้นไม้พวกนี้หรือเปล่า”
“เออจริง ไอ้นี่ฉลาด เหมือนตามวัด ตามโรงเรียนที่เขามีป้ายชื่อต้นไม้ติดเอาไว้ไงล่ะ เอาละๆ อย่าพูดมาก รีบตัด รีบไปกันเถอะ จะได้รีบออกไปซักที รู้สึกบรรยากาศมันสยองๆ พิกล”
เสียงเลื่อยไฟฟ้าดังกระหึ่มขึ้น เมื่อลูกน้องชาย1เปิดเครื่องที่เขาถือมาด้วย
ขจรสั่งลูกน้อง “เอาต้นนี้ล่ะใหญ่ดี เอาเลย”
ลูกน้อง1ใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดต้นไม้ต้นที่ขจรบอก
แต่ทันทีที่ใบเลื่อยเลื่อยเข้าเนื้อไม้ ก็มีเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดของผู้ชายดังขึ้น
“โอ๊ย...”
ทั้ง 3 คน เหลียวมองหาที่มาของเสียงอย่างแปลกใจ ลูกน้อง1ปิดเลื่อยไฟฟ้า
“ได้ยินกันไหม เสียงอะไรอะพี่”
“ได้ยินว่ะ เสียงเหมือนคนร้องเจ็บปวดเลย แต่ว่ามันเงียบไปแล้ว เอ้าตัดต่อเลย ตัดๆๆ”
ลูกน้อง2 หันมองที่ต้นไม้แล้วตกใจ
“พี่ เลือด ที่ต้นไม้มีเลือดไหลด้วย”
ขจรและลูกน้อง1มองด้วยสีหน้าตกใจ
“เฮ้ย! ไม่ไหวแล้วนะพี่ กลับกันเถอะ ฉันว่าที่นี่มันไม่ปกติแล้ว”
“จริงด้วย ฉันก็ไม่เอาแล้วสมบ่งสมบัติ เอาชีวิตรอดก่อนเหอะ”
แต่ก่อนที่ทุกคนจะก้าวออกไป ก็มีหญิงชาวลับแล 2 คน ร่ายรำมาอยู่ต่อหน้าทั้งคู่อย่างสวยงาม
ลูกน้อง1 ลูกน้อง2 เคลิบเคลิ้มไปกับความงาม
“โอ้…สาวๆ ที่นี่ ทำบุญกันด้วยอะไร ทำไมถึงงานดี สวยเซ็กซี่ขนาดนี้...”
ขจรสติดีกว่ารีบพูดเตือนขึ้น
“เฮ้ยพวกแก นั่นมันผีแน่ๆ ไม่ใช่คน อย่าหลงไปกับภาพลวงตาของมัน หลับตา กลั้นหายใจ อย่ามองมัน”
“ทฤษฏีไหนนี่พี่ หลับตากลั้นหายใจ” ลูกน้อง1 ท้วง
“ก็ในหนังจีนไงแก หลับตา เราไม่เห็นมัน มันก็ไม่เห็นเรา กลั้นหายใจเราไม่ได้กลิ่นมัน มันก็ไม่ได้กลิ่นเรา”
ขณะที่ขจรกำลังพูดอยู่นั้น ก็มีมือหญิงสาวเอื้อมมาจับที่ไหล่ของมัน ขจรหันไปมอง
สาวลับแลอีกคน หงายมืออีกข้างแล้วเป่ามนต์ใส่ขจรทันที ขจรนิ่งอึ้งไป สาวลับแลนางนั้นกระดิกนิ้วให้ขจรเดินตามเธอออกไปอย่างเคลิบเคลิ้ม โดยมีลูกน้องอีกสองคนเดินตามสองสาวไปด้วยกัน

ทางด้านทรงกลดและศรชัยกับสองลูกน้อง มองไปทางสุสานต้นไม้อย่างรอคอย จนทรงกลดพูดขึ้นอย่างหงุดหงิด
“ทำไมป่านนี้ พวกไอ้ขจรมันยังไม่มาอีกวะ ไอ้ศร เอ็งไปดูหน่อยสิ”
“ครับนาย”
ศรชัย พาลูกน้องตามออกไปอีก 2 คน
ทรงกลดหันมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ แต่เข็มไม่ขยับ เขาเขย่านาฬิกาจนเนตรมายาสังเกตเห็น
“นาฬิกาใช้งานไม่ได้ใช่ไหมคะ”
“สงสัยมันจะเสีย”
“มันไม่ได้เสียหรอก ก็ฉันบอกแล้วของที่ใช้ในเมืองของพวกเรา ใช้กับที่นี่ไม่ได้ เหมือนกับปืนที่จะใช้ยิงพวกมันไง”
ทรงกลดคิดตามเริ่มเข้าใจ “จริงของคุณ”
พลันศรชัยและลูกน้องอีก 2 คนก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา
“นาย! ไม่เจอเลยนาย พวกมันหายไปไหนกันหมดก็ไม่รู้”
ลูกน้อง3 รายงานต่อ “เห็นแต่เลื่อยนี่วางทิ้งเอาไว้ในป่า แถมมีเลือดไหลเป็นทางเต็มต้นไม้ไปหมด”
“ผมว่าเรารีบออกไปจากที่นี่เถอะ” ศรชัยบอกกับทรงกลด
เนตรมายาเห็นด้วย “ดูท่าจะไม่ดีแล้วล่ะคุณทรงกลด พวกเราออกไปกันก่อนดีกว่า”
ทรงกลดละล้าละลัง นึกเสียดาย
“แต่ว่า...”
“แค่เพชรพลอยที่อยู่ในถ้ำนั่นพวกเราก็สบายกันไปทั้งชาติแล้ว ส่วนไอ้ต้นไม้ทองคำอะไรนี่ เอาไว้เราค่อยหาวิธีมาเอามันออกไปทีหลัง”
ทรงกลดยอมตัดใจ และทำตามที่เนตรมายาแนะนำ
“ไป งั้นพวกเรากลับ”
ทรงกลดลุกเดินพาทุกคนกลับ แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักทั้งแถบ เมื่อเห็นใครยืนขวางทางอยู่
เป็นช่อทิพย์วิมาดา ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ตรงหน้า มีเรณูศจีและเหล่าชาวเมืองลับแลราว 20 คน ยืนเป็นแผงมองมาอย่างเอาเรื่อง
“พวกเจ้าบังอาจมาก ที่กล้ามาบุกรุกเมืองของข้า”
แม่เมืองช่อทิพย์จ้องมองพวกทรงกลดด้วยแววตาแข็งกร้าว

ในบรรยากาศอันเงียบสงบภายของวัดแห่งนี้ ปรางทิพย์ร่ำไห้อยู่ตรงหน้าเจดีย์เก็บอัฐิวิทัศน์ ธำรงมณฑา
“ทัศนัยธำรงลูกแม่ แม่มาช้าไป ไม่ทันได้พบเจ้า ช่างเป็นเวรเป็นกรรมของพวกเรานัก บัดนี้แม่ไม่มีอันใดติดค้างในใจอีกแล้ว เวรกรรมที่เรามี ขอให้จบลงแต่ในชาตินี้ ต่อแต่นี้ไปแม่จักขอถือศีล เจริญภาวนาละแล้วซึ่งทุกสิ่ง เพื่อที่บุญกุศลที่แม่ทำ จักได้ส่งไปถึงเจ้าแลพ่อของเจ้าด้วย”
“แต่เรายังไม่ทราบแน่ชัดเลยนะครับว่า ปู่เทศเสียไปแล้วจริงๆ”
ปรางทิพย์พูดออกมาอย่างสิ้นหวัง
“จนป่านนี้ เวลาผ่านไปเกือบ 70 ปี เขาคงสิ้นอายุขัยไปแล้ว”
ทศนนท์ใจหายมองหน้าปรางทิพย์
“แล้วต่อไปจะเป็นยังไงครับ พวกเราจะได้เจอกันอีกไหม”
ปรางทิพย์หน้าเศร้า “ข้าคงต้องไปแจ้งเรื่องนี้แก่ท่านสุบรรณเหรา แล้วต้องกลับเข้าเมืองตามกำหนดที่ได้สัญญากับท่านสุบรรณเหราเอาไว้ หลังจากนั้น ประตูเข้าออกเมืองของเราก็คงต้องถูกปิดตายอีกครั้ง”
นิรชาตกใจ “ถ้างั้นเนียร์ก็จะไม่ได้ไปไหว้ศพคุณยายหรือว่าพบกับคุณทวดอีกน่ะสิคะ”
“ทุกอย่าง ต้องแล้วแต่ท่านสุบรรณเหรา ข้าก็ได้แต่หวังว่าท่านสุบรรณเหราจักเมตตาอนุญาตให้พวกเรา 2 ภพ ได้พบเจอกันบ้าง”
ปรางทิพย์ นิรชาและทศนนท์ ต่างมองหน้ากันอย่างอาวรณ์

ในขณะที่บัวคำกำลังตากสมุนไพรอยู่ที่ลานหน้าบ้าน แต่แล้วชั้นวางที่บัวคำเพิ่งจัดเรียงเสร็จก็ล้มครืนลงมา เหมือนกับโดนบางอย่างกระแทกจนล้ม
“ว้าย”
บัวคำถอยออกกรูดมองอย่างตกใจ
พลันบุษบาลาวัณย์ในชุดสาวลับแล ก็ปรากฏกายขึ้น ยืนโซเซกุมแขนข้างที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ข้างๆ ชั้นวางของที่ล้มระเนระนาด
“บุษบาลาวัณย์ นี่เจ้าจักมารังควานพวกข้าอีกแล้วรึ วันนี้ที่นี่ไม่มีใครอยู่ดอก จงกลับไปเสียเถิด”
“ข้ามาดีมิได้มาร้าย ช่วยข้าด้วย...”
ร่างบุษบาลาวัณย์ทรุดฮวบลงอย่างหมดแรง บัวคำรีบเข้ามาพยุงอย่างตกใจ
“เจ้าบาดเจ็บนี่ ผู้ใดทำร้ายเจ้า”
บัวคำรีบพยุงไปนั่งที่เก้าอี้ใกล้ๆ บุษบาลาวัณย์พูดออกมาสีหน้าเศร้า
“จิตใจมนุษย์ช่างยากแท้หยั่งถึง ดั่งปรางทิพย์มณฑาทองพูดเอาไว้มิมีผิด”
บัวคำอ่านออกมองเข้าใจ “คงเป็นฝีมือนายทรงกลดใช่หรือไม่”
บุษบาลาวัณย์หลับตาลงแล้วพูดขึ้นอย่างเจ็บปวด
“ข้าเห็นกงจักรเป็นดอกบัวมานานนัก สมแล้วที่ข้าได้รับบทเรียนเช่นนี้”
“แล้วจักให้ข้าช่วยเจ้าเช่นไร”
“นายทรงกลดลักใบผ่านทางของข้าไป ข้าจักขอยืมใบผ่านทางของเจ้าเข้าไปรักษาตัวที่บ่อน้ำอมฤตได้หรือไม่”
“ลักใบผ่านทางกระนั้นรึ เขารู้ได้อย่างไรว่าเจ้ามีใบผ่านทาง”
“ข้าเคยพาเขาเข้าไปในเมืองของเรา”
“เจ้าพาเขาเข้าไปในเมืองเราเช่นนั้นรึ แย่แล้ว คนโลภโมโทสันเช่นนายทรงกลดคงไม่หยุดอยู่แค่ใบผ่านทางเป็นแน่”
บุษบาลาวัณย์คิดตาม “จริงสิ ที่แต้มบอกว่า เขาเอาคนเข้ามาในหมู่บ้านหลายคน หรือว่า....”
สองสาวลับแลมองหน้ากันอย่างตกใจ

ฝั่งทาง นิรชา ปรางทิพย์และทศนนท์ พากันเดินตามกันออกมาจากโบสถ์ หลังไหว้พระเสร็จ
“ตอนนี้ฉันสบายใจ และรู้สึกสงบกว่าเมื่อก่อนนัก ขอบใจพวกเธอทั้งสองมาก ที่ช่วยค้นหาจนฉันรู้ความจริงทุกอย่าง”
“ไม่เป็นไรครับ มันเป็นหน้าที่ที่ผมควรต้องทำอยู่แล้ว”
เสียงโทรศัพท์ของนิรชาดังขึ้น เธอกดรับสาย
“ว่าไงจ๊ะคิตตี้”
นิรชานิ่งฟังสิ่งที่คิตตี้พูดด้วยสีหน้าตกใจ
“ได้ๆ เดี๋ยวฉันบอกคุณปรางให้ ขอบใจจ้ะ”
นิรชารีบวางสายแล้วหันมาบอกปรางทิพย์และทศนนท์ที่มองรอฟังเธออยู่เช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นครับ”
“พี่บัวคำวานให้คิตตี้โทร.มาบอกว่า เกิดเรื่องที่เมืองลับแลให้รีบกลับค่ะ”
ปรางทิพย์ตกใจ
“ไปครับ รีบไปที่รถกัน”
“แต่จากที่นี่ กว่าเราจะไปถึงก็อีกหลายชั่วโมงเลยนะคะ”
ปรางทิพย์หันมองทศนนท์และนิรชาที่มีสีหน้าเครียดด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร พวกเธอสองคนหลับตาลง แล้วตั้งสมาธิให้มั่น”
“อ๋อ...ครับ”
ทศนนท์เข้าใจที่ปรางทิพย์พูดทันที พยักหน้าให้นิรชา แล้วหลับตาลง นิรชาทำตาม
ปรางทิพย์เอื้อมมือไปแตะตัวของทศนนท์และนิรชา แล้วพาสองคนหายตัวไป

ชาวเมืองลับแลยังคงยืนขวางพวกทรงกลดอยู่อย่างเอาเรื่อง
เนตรมายาหยิบถั่วดำออกมาร่ายมนต์แล้วขว้างออกไป ทันทีที่เมล็ดถั่วหล่นถึงพื้นก็เกิดควันพวยพุ่งแล้วกลายเป็นผีตายโหง 5 ตัวขึ้นมาแทน
“จัดการมัน”
เหล่าผีร้ายวิ่งพุ่งเข้าไปหมายจะทำร้ายช่อทิพย์วิมาดาที่อยู่ตรงหน้า
ช่อทิพย์วิมาดาตั้งจิต ประนมมือขึ้นที่กลางอกแล้ววาดมือออกไป เกิดแสงสีขาวของพลังบุญที่แผ่ออก
เหล่าภูตผีโดนแสงสีขาวซัดกระเด็นลอยออกไป พวกมันตกลงพื้นแน่นิ่งกลายเป็นเมล็ดถั่วแล้วถูกเผาเป็นควันไปต่อหน้าต่อตาแม่หมอ
เนตรมายาโกรธจัด “อีนังนี่เป็นใคร ถึงกล้ามาฆ่าสมุนของข้า”
“ท่านช่อทิพย์วิมาดา เป็นแม่เมืองของที่นี่ พวกเจ้าบังอาจนัก กล้าบุกมาระรานพวกเราชาวเมืองลับแล ไม่ห่วงชีวิตของตนเองเลยรึ” เรณูศจีประกาศ
ช่อทิพย์วิมาดาชี้หน้าพวกทรงกลด
“ข้าขอเตือนเจ้า จงออกไปจากเมืองนี้แต่โดยดี และจงอย่าได้นำสิ่งใดออกไปแม้แต่ชิ้นเดียว”
“พวกผมก็กำลังจะออกไปกันอยู่แล้ว”
ศรชัยท้วงว่า “ได้ยังไงกันนาย พวกเราอุตส่าห์มากันถึงขั้นนี้แล้ว ไหนว่าจะไปกวาดเอาเพชรพลอยในถ้ำกันไง”
ทรงกลดตวาด “เงียบเถอะน่ะ”
ช่อทิพย์วิมาดาดูออก “ข้ารู้ว่าเจ้ามุสาต่อหน้าข้า หากเจ้ามิเลิกคิดทำเช่นนั้น จักหาว่าข้าโหดร้ายมิได้”
ทรงกลดรู้ว่าโกหกไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงพูดขึ้นอย่างไม่มีปิดบัง
“ถ้ารู้ขนาดนั้นแล้ว ก็จงรู้ไว้ซะว่า ผมต้องการจะมาเอาสมบัติของที่นี่ทั้งหมด คุณเนตรคุณมีวิธีจัดการกับพวกผีแม่ม่ายพวกนี้ใช่ไหม”
“ไม่มีปัญหา ฉันจัดการเอง” เนตรมายามองช่อทิพย์วิมาดาแล้วยิ้มร้ายให้ ลงนั่งประนมมือร่ายมนต์ “ช่อทิพย์วิมาดา...”
ช่อทิพย์วิมาดานิ่งทำสมาธิประนมมือขึ้นเช่นกัน
ท้องฟ้าเหนือหัวทุกคนเริ่มแปรปรวน เนตรมายาแหงนหน้ามองบนท้องฟ้าแล้วเริ่มสวดมนต์ขึ้น
“ มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิ มหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน”
ช่อทิพย์วิมาดาสวดมนต์แก้ “มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะติทิศา สัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ”
ทันทีที่เนตรมายาเริ่มสวด เหล่าผู้คนในเมืองลับแลก็ต่างตกใจ
“แย่แล้ว พวกมันรู้บทสวดนี้ได้อย่างไร” ผการุจีตกใจ
ทุกคนหันมองช่อทิพย์วิมาดาอย่างเป็นห่วง พลันช่อทิพย์วิมาดาก็กระอักเลือดออกมา ร่างล้มลงที่พื้นอย่างเจ็บปวด เรณูศจีและหญิงสาวเมืองลับแล 3 คนรีบเข้ามารับไว้
“ท่านแม่เมือง”
“โอ๊ย!”
ชาวเมืองลับแลตกใจ “ท่านแม่เมือง”
เหล่าชาวเมืองลับแลมองเห็นช่อทิพย์วิมาดาเจ็บปวดและอ่อนแรง ต่างก็รู้สึกโกรธแค้น
หญิง 1 มองพวกทรงกลด แล้วเปลี่ยนเป็นหน้าผี เล็บเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำและยาวออกจนคล้ายกรงเล็บของปีศาจ หญิง 2 และหญิง 3 ก็เปลี่ยนเป็นหน้าผีเช่นเดียวกัน
พวกทรงกลดมองเห็น ต่างมองด้วยความตกใจ
“ผะๆๆๆ ผี... พวกมันเป็นผีจริงๆ ด้วย” / “ผีแม่ม่าย”
หญิงสาวทั้ง 3 พุ่งเข้าใส่ศรชัยและพวกอย่างบ้าคลั่ง แล้วใช้เล็บยาวๆ จ้วงแทงจนศรชัยตายคาที่ ทรงกลดเริ่มหน้าเสีย
“ท่าไม่ดีแล้ว รีบหนีกันก่อนเถอะคุณเนตร”
ทรงกลดก็คว้ามือเนตรมายาแล้ววิ่งออกไปด้วยกัน

ตรงปากทางเข้าเมืองลับแลมีหมอกมุงเมืองขึ้นหนาตา
ปรางทิพย์ ทศนนท์ นิรชา บัวคำและบุษบาลาวัณย์ ทุกคนอยู่ในชุดชาวเมืองลับแลแล้ว พากันเดินผ่านหมอกมุงเมืองออกมา
“พวกมนุษย์หน้าโง่ กล้าบุกเข้ามาถึงที่นี่ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจริงๆ” บัวคำโมโห
“รีบไปกันเถิด มิรู้ว่าป่านนี้พวกชาวเมืองจักเป็นเช่นไรกันบ้าง”
แผลที่แขนบุษบาลาวัณย์ถึงแม้จะทำแผลมาแล้ว แต่ยังคงเลือดไหลไม่หยุด ทุกคนมองสงสาร
“เรื่องนั้นเจ้ามิต้องเป็นห่วงไป พวกเราชาวเมืองลับแล มิใช่จักถูกเล่นงานได้ง่ายๆ ปานนั้น ข้าว่าเจ้าไปรักษาตัวที่บ่อน้ำอมฤตเสียก่อนดีกว่า”
“แต่ว่า...”
นิรชาเห็นด้วย “จริงค่ะ คุณเสียเลือดมาก ต้องรีบรักษาก่อน”
พลันสายตาของบุษบาลาวัณย์ก็เห็นอะไรบางอย่างทางด้านหลังของพวกปรางทิพย์
เป็นทรงกลดที่รีบเดินจ้ำมากับเนตรมายา เขาเองก็มองเห็นกลุ่มปรางทิพย์ จึงรีบฉากหลบซ่อนตัวกับเนตรมายา
พวกปรางทิพย์ไม่มีใครเห็น บุษบาลาวัณย์หยิบใบไม้ทองคำส่งคืนให้ทศนนท์
“ขอบน้ำใจเจ้านัก หากไม่ได้ใบผ่านทางของพ่อเจ้า ข้าคงกลับเข้ามารักษาตัวไม่ได้”
ทศนนท์รับใบไม้คืนไปแล้วพูดขึ้น
“ไม่ต้องเกรงใจครับ อะไรที่ผมพอช่วยคนเมืองนี้ได้ผมก็ยินดี”
“เช่นนั้นเราแยกกันตรงนี้เถิด ข้าเชื่อว่ามนุษย์พวกนั้นจักต้องเข้าไปขโมยของด้านในเป็นแน่”
ปรางทิพย์เดินนำ บัวคำ นิรชาและทศนนท์เดินออกไป
บุษบาลาวัณย์ยืนนิ่งมองกระทั่งทุกคนลับตาไปแล้ว จึงหันมองไปทางที่ทรงกลดซ่อนอยู่ ด้วยสายตาเคียดแค้นสุดจะประมาณ

ทรงกลดและเนตรมายาเห็นพวกปรางทิพย์เดินออกไปแล้ว ทรงกลดจะออกมาจากที่ซ่อน
“ไปกันเถอะ”
แต่เนตรมายาเรียกเอาไว้
“คุณทรงกลด อย่าเพิ่งออกไป นังบุษบายังอยู่ที่นั่น”
“ไม่เป็นไรหรอกน่า บุษเขารักผม ไม่ทำอะไรผมหรอก”
“แต่ฉันว่ามันแปลกๆ นะคุณทรงกลด ไหนคุณบอกฉันว่า คุณให้พ่อของคุณกักตัวมันไว้ที่บ้านไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วยังมากับพวกนังปรางทิพย์อีก”
ทรงกลดคิดตาม “จริงสิ ทำไมพวกเขาถึงมาด้วยกัน งั้นพวกเราหลบอยู่ที่นี่จนกว่าเขาจะไปกันหมดก็แล้วกัน”
แต่ยังไม่ทันที่คู่จะทำอะไรต่อ บุษบาลาวัณย์ก็ปรากฏกายขึ้นที่ด้านหลังของทั้งคู่ แล้วพูดขึ้นเสียงเย็นชา
“จะหลบฉันทำไมคุณทรงกลด”
ทรงกลดและเนตรมายาตกใจ รีบหันมามองที่ด้านหลังแทบทันที
“คุณบุษ คุณมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ฉันก็มาตอนที่พวกคุณกำลังคุยกันนี่ไง พวกคุณเข้ามาทำอะไรในเมืองลับแล”
ทรงกลดคิดหาข้อแก้ตัวแทบไม่ทัน “เอ่อ...ผม...ผมเข้ามาเอาของส่วนตัวของคุณน่ะ ผมจะเอาไปเซอร์ไพร์สในงานแต่งงานของเรา”
“แล้วได้หรือเปล่า”
“ไม่ได้ คนเมืองนี้หวงของ ไม่ยอมให้ผมเอาอะไรไปเลย”
“ไม่เป็นไร ตอนนี้คุณรีบตามฉันมาก่อน”
เนตรมายามองเห็นที่แขนบุษบาลาวัณย์มีเลือดออก
“นี่คุณบาดเจ็บ”
ทรงกลดมองตาม “จริงด้วยคุณบาดเจ็บนี่คุณบุษ ไปโดนอะไรมา”
บุษบาลาวัณย์เบี่ยงประเด็น “อุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ ฉันก็เลยจะเข้ามารักษาตัวที่นี่ แล้วก็มาเจอพวกคุณ ทีหลังถ้าคุณจะเข้ามาที่นี่ก็บอกฉัน ฉันจะพาคุณเข้ามาเอง แต่ว่าตอนนี้เราออกไปกันก่อนเถอะ”
บุษบาลาวัณย์เดินนำออกไป ทรงกลดรีบตาม เนตรมายามองอย่างเคลือบแคลง ไม่ค่อยไว้ใจ แต่ก็เดินตามไป

บุษบาลาวัณย์เดินนำทรงกลดและเนตรมายาเข้ามาตามทางในโถงถ้ำ ที่เต็มไปด้วยเพชรนิลจินดา ทรงกลดหยุดยืนและเรียกบุษบาลาวัณย์ไว้
“คุณบุษ คุณเคยบอกว่าไม่ให้ผมเดินไปทางนี้ มันอันตรายไม่ใช่เหรอ”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มให้ “ถ้ามาคนเดียวอันตราย แต่ถ้ามากับคนเมืองลับแลไม่เป็นไร”
“แต่ผมว่าเรากลับทางเดิมกันดีกว่านะ”
เนตรมายาเห็นด้วย “จริงด้วย เรารีบออกไปกันก่อนดีกว่า”
บุษบาลาวัณย์โน้มน้าว “ไหนๆ พวกคุณก็เข้ามากันแล้ว ควรมีอะไรติดไม้ติดมือไปบ้างสิ”
ด้วยความโลภ ทรงกลดคล้อยตามเห็นด้วยกับบุษบาลาวัณย์
“มันก็จริงอย่างที่คุณว่า ไหนๆ ก็มากับเจ้าถิ่นเมืองลับแลแล้ว ถ้าได้อะไรติดมือไปสักหน่อยก็คงดี”
เนตรมายาระแวงไม่คลาย เธอดึงแขนทรงกลดออกไปกระซิบบอกเบาๆ
“คุณทรงกลด ฉันว่ามันแปลกๆ นะ”
“คุณจะกลัวอะไรล่ะ คุณมีบทสวดนั่นไม่ใช่เหรอ ถ้าเห็นมันตุกติกอะไรก็สวด จัดการมันเลย”
บุษบาลาวัณย์ได้ยิน แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง ลอบยิ้มร้ายออกมา

ศพพวกศรชัย และเหล่าลูกน้องของทรงกลด ต่างนอนตายกันเกลื่อนพื้นไปหมด
สาวชาวเมืองลับแลคืนรูปร่างปกติ ต่างช่วยกันเคลื่อนย้ายศพ ให้มากองรวมกันที่ด้านหน้า โดยการดูแลของบุหงารำไพ
“เร่งมือกันหน่อยหนาทุกคน พวกเราต้องจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จก่อนที่ท่านสุบรรณเหราจักตื่นขึ้นมาเห็นเข้า”
ปรางทิพย์ ทศนนท์ นิรชา บัวคำ เดินเข้ามาสมทบ ต่างตกตะลึงกับภาพที่เห็น
“ตายกันหมดเลยหรือนี่”
“พวกผู้หญิงเมืองลับแลเก่งขนาดสู้ผู้ชายตัวโตๆ ทั้งหมดนี่ได้เลยเหรอครับ”
“ชาวเมืองเราเป็นผู้ถือศีลก็จริง แต่หากเมื่อลุแก่โทสะแล้วก็จักร้ายกาจได้ไม่แพ้ปีศาจเลยทีเดียว”
นิรชาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างนึกสยอง “ปีศาจเลยเหรอคะ”
ปรางทิพย์เดินเข้ามาหา หญิงชาวเมือง1 เห็นเข้า
“แม่หญิงปรางทิพย์มณฑาทอง”
“แม่ข้าอยู่ที่ใดกันเล่า”
“เรณูศจีพาท่านแม่เมืองแลชาวเมืองที่บาดเจ็บ ไปรักษาตัวยังบ่อน้ำอมฤตแล้ว” ชาวเมือง2 บอก
ปรางทิพย์ตกใจ “แม่ข้าบาดเจ็บรึ”
“ท่านแม่เมืองบาดเจ็บเพราะมนต์ประจำเมือง มิรู้ว่าพวกมันรู้มนต์บทนี้ได้เช่นไรกัน ปรางทิพย์พอเข้าใจว่าเป็นฝีมือใคร เธอได้แต่ถอนหายใจแล้วพูดขึ้น”
“เช่นนั้นข้าจักไปเยี่ยมท่านแม่ก่อน ทางนี้ฝากเจ้าดูแลด้วย”
“เจ้าข้าแม่หญิง”
ปรางทิพย์นำทุกคนเดินออกไปทางเรือนจอมจักรา

ด้านบุษบาลาวัณย์ พาสองคน เดินเข้ามาจนถึงบริเวณโถงถ้ำ ทรงกลดเก็บเพชรนิลจินดาตามทางเดินใส่กระเป๋าเดินตามมาเรื่อยๆ กระทั่งเขาหยิบเพชรเม็ดหนึ่งออกมาจากผนังถ้ำแล้วพูดขึ้น
“นี่มันเพชรบริสุทธิ์ที่ยังไม่ผ่านการเจียระไนทั้งนั้นเลย”
“ที่นี่มีเพชรพลอยมากมาย คุณจะเอาไปมากเท่าไหร่ก็ได้” บุษบาลาวัณย์ว่า
เนตรมายาไม่ไว้ใจ “มันอาจเป็นภาพมายาของพวกผีแม่ม่าย ที่หลอกให้พวกเราเห็นก้อนหินเป็นเพชรก็ได้นะคุณทรงกลด”
บุษบาลาวัณย์หยิบเพชรเม็ดหนึ่งที่ผนังถ้ำส่งให้เนตรมายาดู
“คุณลองดูมันใกล้ๆ สิ มันเป็นของจริง และมีเพชรเม็ดใหญ่กว่านี้มากอยู่ที่ด้านในโถงถ้ำ”
ทรงกลดตาลุกวาว “มีเม็ดใหญ่กว่านี้อีกเหรอ ไหน...มันอยู่ที่ไหน”
“เดี๋ยวคุณก็จะเห็นเอง อาจจะใหญ่ที่สุดเท่าที่คุณเคยเห็นมาในชีวิต”
ทรงกลดและเนตรมายานิ่งมองบุษบาลาวัณย์อย่างแปลกใจ จู่ๆ ภายในโถงถ้ำก็เกิดมีลมพัดขึ้นอย่างรุนแรง อันเป็นผลจากท่านสุบรรณเหราเริ่มกระพือปีก เนตรมายารีบพูดขึ้นอย่างหวาดระแวง
“ฉันว่าท่าไม่ดีแล้วคุณทรงกลด พวกเรารีบหนีกันเถอะ”
“ผมก็ว่างั้นเหมือนกัน”
เนตรมายาและทรงกลดหันหลังกลับจะวิ่งหนีออกไป แต่แล้วก็ต้องผงะ เมื่อเจอบุษบาลาวัณย์หายตัวมาขวางทางเอาไว้ แสยะยิ้มเสียงเหี้ยม
“จะรีบไปไหน เพชรเม็ดใหญ่ที่พวกเจ้าต้องการอยู่นั่นไง”
“ฉันไม่เชื่อหรอก ไม่ได้การแล้ว จัดการมันเลยคุณเนตร”
สิ้นเสียงสั่งของทรงกลด เนตรมายาก็สวดมนต์ทันที
“มะโทรัง อะตะระโร เวสะวะโน นะหากปิ ปิสาคะตาวาโหมิมหายักขะ เทพะอนุตะรัง เทพะดา เทพะเอรักขัง ยังยังอิติ เวสะวะนัน”
“มหาลักชามะนง มะภูอารักขะ นะพุททิมะมัตตะนัง กาลปะ ติทิศา สัพเพยักขา ปะลายัตตะนิ”
บุษบาลาวัณย์กำลังจะพุ่งเข้าไปทำร้ายเนตรมายา ถึงทรุดตัวลงแล้วร้องขึ้นอย่างเจ็บปวดทรมาน
“โอ๊ย! พอ...หยุด...พอได้แล้ว...”
เสียงท่านสุบรรณเหราดังขึ้น “ผู้ใดบังอาจมารบกวนเวลาพักผ่อนของข้า”
ทรงกลดมีสีหน้าตกใจเมื่อได้ยินเสียงอันทรงอำนาจและน่ากลัวของสุบรรณเหรา เขาหันมองไปที่ปล่องเหนือเพดานถ้ำ เริ่มเห็นมีเงาบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่
ทรงกลดเห็นท่าไม่ดี รีบวิ่งหนีออกไปจากที่นั่น
เนตรมายากลอกตามองตามแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องสวดมนต์อยู่
บุษบาลาวัณย์หันไปมองตามทรงกลด ขณะที่เธอยังคงนอนเจ็บปวดทรมานอยู่ตรงนั้น หญิงสาวฝืนพูดออกมาอย่างเจ็บปวด
“เจ้าเห็นหรือไม่ ไอ้ผู้ชายเห็นแก่ตัวมันหนีเอาตัวรอดไปแล้ว เจ้าไม่ใช่เป้าหมายที่ข้าจักฆ่า จงหยุดสวดบัดเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นทั้งเจ้าและข้าจักต้องตายทั้งคู่”
เนตรมายานึกได้ หยุดสวดมนต์ทันที
“เธอไม่ได้คิดจะฆ่าฉันใช่ไหม”
แต่แล้วเนตรมายาก็เห็นบางอย่างบินลงมาจากปล่องเพดานถ้ำ สุบรรณเหราบินลงมาจากปล่องเพดานถ้ำ เนตรมายาตกใจกลัวรีบลุกวิ่งหนี แต่ว่าช้าไป สุบรรณเหราโผบินเข้าหาเนตรมายาแล้วพ่นพิษอัคนีใส่
แม่หมอร้องกรี๊ด “แอร๊ยย”
เนตรมายาโดนพิษทั่วทั้งตัว ลงไปดิ้นทุรนทุรายปวดแสบปวดร้อนเหมือนถูกน้ำกรดราดรด ที่พื้นถ้ำ
“ร้อนๆๆ โอ๊ย! ร้อนๆๆๆ”
สุบรรณเหราจ้องมองเนตรมายาแล้วพูดขึ้น
“เจ้ามนุษย์นางนี้ช่างบาปหนาหนัก วิญญาณร้าย คุณไสยและมนต์ดำอยู่รายล้อมตัวเจ้าจนแทบมองไม่เห็นวิญญาณที่แท้จริง ต่อแต่นี้ไปเจ้าจงชดใช้กรรมในร่างอัปลักษณ์นี้ชั่วชีวิตของเจ้าเถิด”
สิ้นเสียงของสุบรรณเหรา ร่างของเนตรมายาก็เปล่งประกายสีแดงจ้า แล้วหน้าตาและร่างกายของเธอก็เริ่มพุพองขึ้นจนดูน่าเกลียดน่ากลัว เนตรมายากรีดร้องขึ้นอย่างทุกข์ทรมาน
“แอร๊ยยยยย”

ทรงกลดวิ่งหนีตายออกมาอย่างไม่คิดชีวิต จนมาถึงน้ำตก ชายหนุ่มหันกลับไปมองที่ด้านหลังไม่เห็นมีใครตามมา เขาหยุดหอบหายใจด้วยความเหนื่อย
“มันคงไม่ตามมาแล้ว”
ทรงกลดหันมองไปรอบๆ ตัวอย่างหวาดระแวง สายตามองไปเห็นบุษบาลาวัณย์ยืนยิ้มมองเขาอยู่ห่างออกไปไกลๆ ทรงกลดรีบหันกลับมามองอีกครั้ง
บุษบาลาวัณย์เคลื่อนตัวเข้ามาหาทรงกลดอย่างรวดเร็ว ทรงกลดตกใจถอยหนี
“เฮ้ย ออกไปนะนังผีร้าย”
“พี่คอน พี่บอกว่ารักข้า จักแต่งงานอยู่กินกับข้าตลอดไปมิใช่รึ”
“ใครจะไปรักผีอย่างแก”
ทรงกลดพนมมือแล้วเริ่มสวดมนต์ บทที่เนตรมายาเคยสวด
“มะโทรัง อะตะระโร เวสะ...” แต่สับสนและจำไม่ได้ “เวสะ...บุษบาลาวัณย์ มหา...มหา...”
บุษบาลาวัณย์หัวเราะเยาะ เสียงเย็นเยียบ “มหากัสสะปะ มหามุณี มาหาฉันดีกว่าพี่คอนจ๋า...”
บุษบาลาวัณย์จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทรงกลด ใบหน้าสวยๆ เปลี่ยนเป็นหน้าผี
ทรงกลดตกใจสุดขีด ร้องเสียงหลง วิ่งเตลิดหนีไป

ทรงกลดวิ่งหนีมาจนถึงหน้าผา ต้องรีบเบรกตัวโก่ง ก้มมองด้านล่างด้วยสีหน้าหวาดเสียว เพราะลึกสุดตา ทรงกลดค่อยๆ ถอยออกมา แต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของบุษบาลาวัณย์ดังขึ้น
ทรงกลดหันไปเห็นบุษบาลาวัณย์ยืนอยู่ข้างหลัง ในระยะประจันหน้ากับเขาพอดี
“หมดทางไปแล้วสิ คนอย่างเจ้า ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหนก็ยังหลอกลวงข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลอกให้ข้าหลงรัก ทั้งๆที่เจ้ามีลูกมีเมียอยู่ก่อนแล้ว สมบัตินอกกายพวกนั้นมันมีค่ามากกว่าความรักที่ข้ามีต่อท่านอีกรึ”
ทรงกลดหลังชนฝา จึงใช้ไม้อ่อนหาทางออก
“ไม่นะ ไม่เลย ผมยังไม่ได้แต่งงาน ผมยังไม่มีลูกไม่มีเมีย ผมรักคุณจริงๆ พวกเราจะแต่งงานกันอยู่กินกันไปจนแก่เฒ่า ผมรักคุณนะคุณบุษ”
บุษบาลาวัณย์ได้ยินสิ่งที่ทรงกลดพูดก็เริ่มร้องไห้อย่างเจ็บปวด
“ข้าก็รักท่าน...ไม่ว่าชาติภพใดข้ายังรักท่านมิเคยเปลี่ยนแปลง”
บุษบาลาวัณย์พุ่งเข้าบีบคอทรงกลดอย่างแรง เขาพยายามสู้และแกะมือเธอออก
“ปล่อย...ปล่อยฉันนะนังปีศาจ”
บุษบาลาวัณย์น้ำตาไหลอาบสองแก้มด้วยความเสียใจ
“ข้ารักท่านจนสุดหัวใจ เหตุใดท่านจึงทำกับข้าเช่นนี้”
ทรงกลดตะเกียกตะกายหนีตาย เริ่มหายใจไม่ออก จนมองเห็นแผลที่แขนของบุษบาลาวัณย์ จึงเอื้อมไปบีบที่แผลของเธออย่างแรง
“ปล่อย...ปล่อยกูเดี๋ยวนี้”
แขนของบุษบาลาวัณย์เลือดเริ่มไหลออกเป็นทาง
“ท่านทำให้ข้าเจ็บช้ำชอกนัก บัดนี้ท่านก็จงใจทำให้ข้าเจ็บอีก แต่รู้หรือไม่ว่ามันไม่เจ็บเท่าใจข้าที่เจ็บอยู่เลยสักนิด”
บุษบาลาวัณย์ดึงเขาเข้ามากอด ทรงกลดตกใจและเปลี่ยนเป็นดีใจคิดว่าตนรอดแล้ว
“คุณ...คุณยอมปล่อยผมแล้วใช่ไหม”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มเย็นยะเยือก ทรงกลดกรีดร้องเสียงโหยหวน
“ไม่.......”

เรณูศจีพยุงช่อทิพย์วิมาดาเข้ามานั่งตรงชานพักผ่อน บนเรือนบ้านจอมจักรา
“ท่านแม่เมืองเข้าไปพักในห้องก่อนเถิดเจ้าข้า”
“มิเป็นไร ข้าดีขึ้นมากแล้ว นั่งพักอยู่ด้านนอกน่าจักดีกว่าไปอุดอู้อยู่ในห้อง แล้วเหล่าชาวเมืองที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นเช่นไรกันบ้าง”
“พวกนางไปรักษาตัวที่บ่อน้ำอมฤตแล้วเจ้าข้า”
“ถึงกระนั้น ก็อย่าลืมให้หมอยาไปต้มสมุนไพรรอไว้ให้พวกนางกินกันด้วยเล่า”
“เจ้าข้า”
ช่อทิพย์วิมาดาพยักหน้าให้ เรณูศจีเดินออกไปเอายามาให้สวนกับปรางทิพย์ ที่พาทศนนท์ นิรชาและบัวคำ เดินเข้ามา ช่อทิพย์วิมาดาเห็นจึงทักถามขึ้น
“ปรางทิพย์มณฑาทอง เจ้ามากันแล้วรึ”
ปรางทิพย์เข้ามาหาช่อทิพย์วิมาดาอย่างห่วงใย
“ท่านแม่ ท่านเป็นอย่างไรบ้าง”
“มิเป็นอันใด แม่เพียงโดนมนต์เมืองลับแลเข้าไป”
“ท่านแม่เมืองคงเจ็บปวดทรมานมาก แม่หญิงปรางทิพย์มณฑาทองก็เคยโดนมาแล้ว” บัวคำว่า
“ลูกรู้ว่ามันช่างเจ็บปวดแสนสาหัสนักนักท่านแม่ แล้วนี่...”
“มิเป็นไร แม่ดีขึ้นแล้ว เรณูศจีกำลังไปเอายาสมุนไพรมาให้แม่ แล้วนี่เข้ามากันทั้งหมดเลยรึ”
ปรางทิพย์พยักหน้าเรียกเชิงบอกให้ทศนนท์เข้ามา
ทศนนท์เดินเข้ามาก้มลงกราบช่อทิพย์วิมาดา ท่านแม่เมืองมองด้วยสีหน้าแปลกใจ
“นี่มันอันใดกัน”
“ทศนนท์เป็นลูกชายของทัศนัยธำรงเจ้าข้าท่านแม่”
ช่อทิพย์วิมาดามองทศนนท์ตกใจ
“ลูกทัศนัยธำรง เช่นนั้นก็...”
“ใช่เจ้าข้า เหลนของท่านแม่เมืองนั่นเอง” บัวคำบอก
ช่อทิพย์วิมาดาดีใจ รีบลุกเดินออกไปมองหน้าทศนนท์ใกล้ๆ
“เหลนของข้า มิน่าเล่าเจ้าจึงหน้าละม้ายคล้ายพ่อเทศนัก แล้วพ่อของเจ้าเล่า เป็นเช่นไรบ้าง”
“พ่อเสียไปเมื่อสองปีที่แล้วครับ”
ช่อทิพย์วิมาดามองเข้าใจ “เกิดแก่เจ็บตาย เป็นวัฎจักรของมนุษย์ แต่ถึงกระนั้นข้าก็ยังมีบุญนัก ที่ได้พบเหลนของข้า”
ช่อทิพย์วิมาดาสวมกอดทศนนท์ด้วยความดีใจ
นิรชา ปรางทิพย์และบัวคำ ยิ้มชื่นใจ ยินดีไปด้วย

ไม่นานต่อมา ปรางทิพย์ ได้พาทศนนท์ นิรชา มาเฝ้าท่านสุบรรณเหรา ทุกคนคุกเข่าลงทกับพื้นไหว้เคารพสุบรรณเหราอย่างนอบน้อม
“ข้าแต่ท่านสุบรรณเหรา ข้าพามนุษย์ทั้งสองนี้มาเฝ้าท่าน”
“มนุษย์ผู้ใดกัน”
ทุกคนมองหน้ากัน นิรชาและทศนนท์แนะนำตัวเอง
“ผม ทศนนท์ครับ”
“ฉัน นิรชาค่ะ”
“ทั้งคู่เป็นลูกหลานคนเมืองลับแล ที่เกิดและโตที่เมืองมนุษย์เจ้าข้า” ปรางทิพย์บอก
“มิน่าเล่า จึงมีกลิ่นของชาวเมืองลับแลติดตัวมาด้วย”
“ฉันเป็นหลานของคุณย่ามัลลิกานารีค่ะ”
ปรางทิพย์เสริมว่า “ส่วนทศนนท์เป็นหลานของข้าที่เกิดจากทัศนัยธำรง และหญิงเมืองมนุษย์เจ้าข้า”
“เช่นนั้นเจ้าก็ได้พบลูกของเจ้า ตามที่ได้ขอกับข้าเอาไว้แล้วใช่หรือไม่”
ปรางทิพย์หน้าเศร้าลง “เจ้าข้า เพียงแต่ทัศนัยธำรงได้สิ้นชีพไปแล้ว ส่วนพี่เทศก็คงสิ้นอายุขัยไปแล้วเช่นกัน ทุกคนล้วนได้ชดใช้กรรมกันจนหมดสิ้น ข้าจึงนำพาลูกหลานเข้ามา เพื่อขอความเมตตาจากท่าน”
“ผู้ใดเป็นผู้ก่อเวร ผู้นั้นย่อมต้องเป็นผู้รับกรรมและโทษทัณฑ์ ข้ามิมีสิ่งใดติดค้างไปจนถึงลูกหลานพวกเขาดอก”
ทั้งหมดยิ้มมองกันแล้วกราบขอบคุณท่านสุบรรณเหรา
“ช่างเป็นบุญของพวกเรายิ่งแล้วเจ้าข้า ที่ท่านสุบรรณเหราโปรดเมตตา”
“หากแต่พวกเจ้าจักเลือกอย่างไร ปรารถนาจักอยู่ที่เมืองลับแลแห่งนี้ หรือที่เมืองมนุษย์กันเล่า”
ทศนนท์และนิรชามองหน้ากัน แล้วตอบขึ้นพร้อมๆ กัน ทันที
“เมืองมนุษย์ครับ” / “เมืองมนุษย์ค่ะ”
“จงคิดให้ถี่ถ้วน หากพวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่เมืองลับแล พวกเจ้าจักเป็นอมตะไม่มีวันแก่เฒ่าอีกต่อไป”
“ผมมีแม่และงานที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบครับ”
“ส่วนหนูก็ยังมีพ่อ แม่และเด็กๆ นักเรียนที่ต้องดูแลเช่นเดียวกันค่ะ”
สุบรรณเหราไม่ทัดทานอีก “เช่นนั้นก็ตามแต่ใจพวกเจ้าเถิด”
“แต่ท่านสุบรรณเหราเคยบอกกับข้าว่าหากข้าเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว จักปิดประตูเมืองอีกครั้ง ได้โปรดเถิดท่าน โปรดเมตตาสงสารพวกเราที่เพิ่งได้พบเจอกันด้วยเถิดเจ้าข้า”
ปรางทิพย์ขอร้องอ้อนวอนทั้งน้ำตา ทุกคนมองท่านสุบรรณเหรา ลุ้นว่าคำตอบจะเป็นเช่นไร

ปรางทิพย์เปิดประตูเข้ามาในห้องนอน โดยมีทศนนท์เดินตามเข้ามาภายในนั้นด้วย เธอเดินไปหยิบหีบใบหนึ่งที่วางอยู่บนหัวที่นอนออกมานั่งที่โต๊ะ
“อะไรเหรอครับ”
ปรางทิพย์หยิบสร้อยแต่งงานของเธอขึ้นมาดู นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในอดีตในวันแต่งงาน
“ข้าขอสาบาน ข้าจักรักและดูแลแม่หญิงปรางทิพย์มณฑาทองตลอดไป”
ปรางทิพย์หยิบสร้อยออกจากหีบพร้อมกับส่งให้ทศนนท์
“นี่เป็นสร้อยที่ย่าใส่ในวันแต่งงานกับปู่ และเป็นสร้อยแต่งงานที่ตกทอดกันมาในตระกูลของย่า ย่าอยากยกมันให้กับหลาน”
ทศนนท์รับสร้อยไว้ “ให้ผมเหรอครับ”
“ใช่ ย่าอยากให้หลานเอาสร้อยเส้นนี้ไปมอบให้กับผู้หญิงที่หลานรัก และอยากจะแต่งงานด้วย”
“คุณย่า…”
ปรางทิพย์มองหน้าทศนนท์พลางเอ่ยขึ้น
“ครูเนียร์ เธอเป็นคนดี ย่าไม่แปลกใจเลยที่หลานจะตกหลุมรักเธอ”
ปรางทิพย์หยิบกุญแจบ้าน ทั้งบ้านของตนและของเทศส่งให้ทศนนท์
“ส่วนนี่ก็เป็นกุญแจบ้านของย่าและของปู่เทศ จงเก็บมันเอาไว้เป็นที่พักอาศัยในยามที่เราจะต้องกลับมาพบกันอีกในปีหน้า นับเป็นบุญยิ่งนัก ที่ท่านสุบรรณเหราเมตตา ยอมเปิดประตูให้เราทั้งสองเมืองได้พบเจอกันอีกปีละครั้ง”
ทศนนท์รับกุญแจไว้และไหว้ขอบคุณ “ขอบคุณครับคุณย่า”
ปรางทิพย์และทศนนท์ต่างยิ้มให้แก่กัน

เชื่อมกำลังกวาดใบไม้ใบหญ้าอยู่ที่ลานหน้าสำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์ บ่นบ้าตามประสา
“จนป่านนี้แล้วทำไมเจ้าแม่กับพวกคุณทรงกลดยังไม่กลับมากันอีกนะ ไหนบอกว่าจบงานนี้พวกเราจะรวยกันถ้วนหน้า นี่ผ่านไปตั้งกี่วันแล้ว ยังไม่เห็นใครโผล่มาเลยสักคน”
เชื่อมกวาดใบไม้ไปบ่นไปอย่างคนอารมณ์เสีย กระทั่งเธอกวาดไปโดนเท้าใครบางคน
เท้าเปล่าเปลือยของผู้หญิงที่ทั้งสกปรก และมีแผลพุพองเลือดไหลเต็มไปหมด กล้องทิลท์ขึ้นเห็นเนตรมายาที่เนื้อตัวสกปรก ผมเผ้ารุงรังและมีแผลพุพองทั่วหน้าและลำตัว ส่งเสียงแหบแห้ง
“ป้าเชื่อม ช่วยด้วย ช่วยฉันด้วย”
เชื่อมจำไม่ได้มองอย่างรังเกียจไล่ตะเพิดส่ง “อะไร เข้ามาขอทานอะไรแถวนี้ ที่นี่ไม่มีอะไรให้ใครหรอกนะ ฉันเองก็แทบจะไม่มีกินอยู่แล้ว ไปเลยไป ไปขอทานที่อื่นไป”
“ฉันเอง จำฉันไม่ได้เหรอ ฉันเจ้าแม่เนตรตาทิพย์ไง”
เนตรมายาจะเข้าไปจับตัว แต่เชื่อมรีบถอยออกห่างอย่างรังเกียจ เธอมองเนตรมายาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขยะแขยง
“บ้าไปแล้ว ดูสารรูปเข้าสิ กล้าดียังไงมาบอกว่าเป็นเจ้าแม่ เจ้าแม่ของฉันน่ะทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งฉลาด ไม่ได้อัปลักษณ์เนื้อตัวเน่าเหม็นอย่างนี้หรอก”
“ฉันเจ้าแม่เนตรตาทิพย์จริงๆ ฉันมีคาถาอาคมร่ายมนต์เรียกผีได้นะ จะพิสูจน์ให้ดู”
เนตรมายาพนมมือขึ้นร่ายมนต์ให้เชื่อมดู สักพักก็เกิดมีควันดำลอยออกมารวมตัวกันที่ตรงหน้า
“นี่ไง มาแล้วๆ ฉันเรียกลูกน้องฉันออกมาแล้ว”
เชื่อมมองไม่เห็น “ยายนี่ท่าจะป่วยจนบ้าไปแล้วจริงๆ”
พลันควันดำที่เริ่มก่อตัวขึ้นมา ก็กลายร่างเป็นรูปหน้าของเหล่าภูตผีที่เนตรมายาไปจับวิญญาณมาเป็นลูกสมุน พวกมันจ้องมองมาอย่างเคียดแค้น เนตรมายาเริ่มเห็นความผิดปกติ
“ไม่นะ...พวกแก... พวกแกจะทรยศฉันไม่ได้นะ ถ้าพวกแกกล้า ฉันจะทรมานวิญญาณของพวกแกไม่ให้ได้ไปผุดไปเกิด”
สิ้นเสียงเนตรมายา เหล่าวิญญาณก็เคลื่อนมวลเข้ามารวมตัวกันกลายเป็นหน้าคนสีดำขนาดใหญ่พากันพุ่งเข้าใส่ เนตรมายาร้องกรี๊ดๆ
“อ๊าย ไปๆ ออกไปนะ ไป!ๆๆๆ”
เนตรมายาเข้าไปแย่งไม้กวาดจากเชื่อม มาตวัดไล่วิญญาณตลอดเวลาเหมือนคนบ้า แล้ววิ่งหนีออกไป เชื่อมมองตามด้วยความรังเกียจและเจ็บใจ
“เอ้า ขโมยไม้กวาดฉันไปซะแล้ว นังบ้านี่”

เนตรมายาเดินแกมวิ่งโซซัดโซเซมาตามทางเดินในหมู่บ้าน ถือไม้กวาดปัดไล่ผีสาวตลอดเวลา ด้วยนึกว่าเหล่าภูตผีตามมารังควาน
“ไปนะไป! ไอ้พวกผีบ้า ไปห่างๆ ฉันเลยนะไป!ๆๆๆ”
เหล่าชาวบ้านที่ผ่านมามองเห็นต่างถามกันขึ้น
“นี่ หมู่บ้านเรา นอกจากตาด่านแล้ว ยังมีคนบ้ากว่าด้วยเหรอ”
“น่าจะมาจากหมู่บ้านอื่นหรือเปล่า ดูสิเนื้อตัวพุพอง สกปรก เป็นโรคติดต่อหรือเปล่าเนี่ย”
“ฉันว่าไปบอกผู้ใหญ่เสถียรให้มาจัดการดีไหม”
“เออ ดีๆๆ”
เนตรมายารับรู้ว่ามีใครบางคนวิ่งมาเกาะขาของเธอไว้ก็ตกใจสะบัดออก
“ว้าย! ออกไปนะ ไปๆ อย่ามาโดนตัวฉัน”
เมื่อพบว่าคนที่มากอดเธอเป็นลูกเทพ แม่หมอก็ยิ้มกว้างดีใจ
“ลูก ลูกแม่”
“แม่ แม่จ๋า”
“ลูก ลูกจำแม่ได้ด้วยเหรอลูก ลูกแม่...แม่ดีใจจริงๆ”
เนตรมายานั่งลงกอดลูกเทพเอาไว้ด้วยความดีใจสุดขีด
ชาวบ้านมองเนตรมายาแล้วพากันหัวเราะเยาะ เพราะเห็นเธอนั่งกอดลมแล้งอยู่ บางคนหยิบก้อนหินมาขว้างปาใส่เนตรมายา
“ไปนะยัยบ้า ออกไปจากหมู่บ้านฉันนะ ไป”
เหล่าชาวบ้านคนอื่นๆ ที่เข้ามาเห็นก็เริ่มหยิบก้อนหินขว้างใส่เนตรมายาบ้าง จนเนตรมายาบาดเจ็บ และหัวแตก
เนตรมายากอดลูกเทพไว้อย่างปกป้องไม่ให้โดนก้อนหิน
“อย่านะ อย่า อย่าทำร้ายลูกฉัน ไม่งั้นฉันจะให้ผีมาหักคอพวกแกให้หมด อย่านะ อย่า!..”

พวกชาวบ้านยังคงขว้างก้อนหินไล่ตะเพิดเนตรมายาไม่หยุดหย่อน จนเลือดท่วมตัว

อ่านต่อตอนที่ 32 อวสาน


กำลังโหลดความคิดเห็น...