xs
xsm
sm
md
lg

เพรงลับแล ตอนที่19 | เพลงผ้าพิฆาต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เพรงลับแล ตอนที่19 | เพลงผ้าพิฆาต

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย | อาณาจินต์

ท่ามกลางแสงสียั่วยวนสายตา และเสียงดนตรีเร้าอารมณ์ที่ดังลอดออกมาจากร้านเหล้าที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมถนนในย่านท่องเที่ยว ค่ำคืนนี้มันยังคงคลาคล่ำไปด้วยนักดื่ม นักเที่ยว ผู้หลงใหลแสงสีและเสน่ห์ยามราตรี

บุษบาลาวัณย์เดินเข้ามาในถนนเล็กๆ เส้นนั้น สอดตาเหลียวมองไปรอบๆ เหมือนหาบางอย่างอยู่
จนกระทั่งไปสะดุดตาเข้ากับผัวเมียหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ฝ่ายชายชื่อตุ๊ ฝ่ายหญิงชื่อ แนท เธอจ้องมองพวกเขาอย่างสนใจ แนทกำลังยื้อยุดฉุดกระชากตุ๊ปากตะโกนด่า ทวงเงินค่านมลูกที่ผัวเอามาเป็นค่าเหล้า
“ไอ้ตุ๊ ไอ้เลว ไอ้ผัวเฮงซวย แกกล้าดียังไงขโมยเงินค่านมลูกออกมาเที่ยว เอามาเดี๋ยวนี้นะ เอาเงินค่านมลูกคืนมา”
ตุ๊โมโหเลือดขึ้นหน้า เขาปัดมือแนทออก แล้วตบจนล้มคว่ำลงไปกองกับพื้นถนน
“อีนี่ ก็กูบอกว่ากูไม่ได้เอามาไง หูหนวกหรือไง ไปเลยนะ กลับไปดูลูกที่บ้านถ้าขืนมึงตามเข้ามาอาละวาดกูอีก มึงได้ตายคาตีนกูแน่”
พูดจบตุ๊ก็เดินหนีเข้าร้านประจำไป ทิ้งแนทในสภาพเลือดกบปากน้ำตานองหน้า หันไปมองผัวที่เดินหนีโดยไม่แยแส ด้วยความเจ็บปวด และชอกช้ำใจสุดจะประมาณ
บุษบาลาวัณย์ยืนมองแนทนิ่งๆ ก่อนจะหันไปมองตามหลังตุ๊ ยิ้มร้ายสีหน้าเยือกเย็น แล้วเดินตามชายชั่วไป

ตุ๊เดินตรงไปที่โต๊ะกลุ่มเพื่อนผู้ชาย3-4 ที่มาถึงก่อนแล้ว ชาย1 เห็นเข้าตะโกนแซวขึ้นแข่งกับเสียงเพลงในร้าน
“อ้าวไอ้ตุ๊ มาได้ด้วยเหรอ นึกว่าจะกลับไปเฝ้าเมียกับลูกที่บ้านซะแล้ว”
“จะไปเฝ้ามันทำหอกอะไรวะ กูเคลียร์แล้วเรียบร้อย” ตุ๊คุยโว
“เคลียร์ไงวะ เห็นยังตามมาเลย” ชาย2 ย้อน
“ก็เคลียร์ด้วยลำแข้งไง เจอลูกตบกูเข้าไป คลานกลับอย่างไวเลย”
ตุ๊พูดออกไปอย่างไม่อินังขังขอบ ชาย1 ตบบ่าพึงพอใจ
“อย่างนี้ค่อยสมกับเป็นไอ้ตุ๊หน่อย”
“เลี้ยงลูกเมียต้องไม่ให้มันกล้าหือโว้ย”
เพื่อนๆ หัวเราะเฮฮา ตุ๊กระดกเหล้าเข้าปาก แล้วไปสะดุดตากับสาวสวยข้างโต๊ะอย่างจัง บุษบาลาวัณย์ยกแก้วขึ้นเชิงทักมา ตุ๊ยิ้มหล่อยกแก้วขึ้นทักตอบ ก่อนจะหันมาคุยโวกับเพื่อนๆ
“กูตาฝาดหรือเปล่าว่ะ ทำไมนางฟ้าถึงมานั่งในร้านแบบนี้ได้ แถมยังยิ้มให้กูอีก”
ชาย2 มองตาม อดทึ่งไม่ได้ “แจ่มว่ะ มึงนี่ของแรงโคตร”
ตุ๊ยิ้มกริ่ม ก่อนผละจากเพื่อนแล้วเดินเข้าไปหาบุษบาลาวัณย์

เหตุการณ์อีกฟากหนึ่ง ปรางทิพย์ในชุดสาวเมืองลับแล เดินถือชุดเสื้อผ้าผู้ชายเมืองลับแล พับเรียบร้อยเข้ามาในห้องรับแขก วางลงที่โต๊ะกลาง นั่งมองแล้วพรายยิ้มพึมพำกับตัวเอง
“พี่เทศ...ท่านจักต้องระลึกและจดจำเรื่องราวต่างๆ ของเราให้ได้ ข้าจักไม่มีวันปล่อยให้การเข้าไปของเราในครั้งนี้ต้องสูญเปล่า”
ระหว่างทศนนท์เดินเข้ามาในห้อง หยุดควักมือถือมาพิมพ์ไลน์หาพีรพร
“พี่ไปธุระ 2-3 วัน ฝากพีกับพี่นุดูแลงานทางนี้ต่อด้วย”
หลังจากกดส่งเรียบร้อย ทศนนท์จึงเดินเข้าหาปรางทิพย์ เธอยิ้มให้
“เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะคุณทศ”
ทศนนท์นั่งลงพลางหยิบใบไม้ทองคำขึ้นมาโชว์ให้ปรางทิพย์ดู
“เรียบร้อยครับ ตอนนี้ผมพร้อมที่จะไปกับคุณแล้ว”
“แต่ฉันว่าคุณยังไม่พร้อม”
พร้อมกับว่าปรางทิพย์มองเสื้อผ้าบนโต๊ะเชิงบอก ทศนนท์มองตามด้วยสีหน้าฉงน

ด้านบุษบาลาวัณย์แกล้งเมาเดินโซเซ คลอเคลียตุ๊ออกมาหน้าร้าน ตุ๊ถือโอกาสโอบกอดและประคองบุษบาลาวัณย์ด้วยความรู้สึกย่ามใจ
“นี่คุณเมามากเลยนะ รถคุณจอดอยู่ตรงไหนครับ”
“ไม่ ฉันไม่มีรถ”
“แล้วนี่คุณจะกลับยังไงล่ะ”
“ฉันกลับเองได้”
บุษบาลาวัณย์แสร้งพูดตัดพ้อกลายๆ เดินผละไปซวนเซเหมือนจะล้มตุ๊รีบถลาเข้าไปประคอง
“คุณกลับเองไม่ไหวหรอก”
บุษบาลาวัณย์มองหน้าตุ๊ส่งสายตาหวานเยิ้มมาให้
“นั่นสิ ข้ากลับไม่ไหวแน่”
ตุ๊สะดุดหูกับสรรพนามของบุษบาลาวัณย์นิดๆ แต่ไม่ได้ติดใจอะไรนัก
“บ้านคุณอยู่ที่ไหนเดี๋ยวผมไปส่ง”
บุษบาลาวัณย์แกล้งสะบัดตัวดิ้นหนี กระฟัดกระเฟียดขึ้นมาซะงั้น
“อย่าดีกว่า ถ้าเกิดเมียคุณรู้เข้า...”
ตุ๊ปฏิเสธเสียงแข็ง “ไม่มี ผมยังไม่มีเมียครับ ผมโสดสนิทเลย ตอนนี้ผมพร้อมจะไปไหนต่อไหนกับคุณได้ทุกที่”
ตุ๊ส่งสายตาลึกซึ้งให้บุษบาลาวัณย์อย่างมีความหมาย
“คุณแน่ใจเหรอ”
“คุณอยากไปไหน ผมจะพาไป”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มร้ายสมใจ
“แล้วรถคุณอยู่ที่ไหน”

ในป่าเปลี่ยวทางไปหมู่บ้านนางลับแล ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรไปมา รถของตุ๊แล่นฝ่าความมืดเข้ามาจอดริมทางแถวป่านั้น บุษบาลาวัณย์และตุ๊ลงจากรถ ตุ๊มองรอบๆ อย่างตื่นเต้น
“นี่คุณชอบแบบโอเพ่นเหรอ เปลี่ยนรสชาติเป็นแนวนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ตื่นเต้นดี ผมชอบ”
บุษบาลาวัณย์หันมายิ้มหวานให้ ทั้งคู่สบตากันก่อนที่ดวงตาของบุษบาลาวัณย์จะส่งประกายวาบเป็นสีแดงออกมา จากนั้นตุ๊ยืนตัวแข็งทื่อนิ่งงันไปเหมือนคนโดนสะกด
“ขอบใจเจ้ามากนะ ที่ทำให้ข้ากลับเข้าไปในเมืองลับแลได้อีก”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มร้ายสาสมใจ ละตัวออกเดินนำไป ตุ๊เดินเหม่อตามหลังไปติดๆ

เห็นหมอกสีขาวจำนวนมากปกคลุมปากทางออกจากถ้ำ ทศนนท์เอามือปัดและพยายามเดินฝ่าม่านหมอกออกไป พลันแสงสว่างจากภายนอกก็สว่างจ้าเข้าตาจนเขาต้องยกมือขึ้นบังแล้วหลับตา
สายลมเย็นชื่นใจพัดโชยเข้าปะทะใบหน้า ทศนนท์สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ด้วยความรู้สึกสดชื่นก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความรู้สึกตื่นตาตื่นใจวาบขึ้นในดวงตาของเขา
ทศนนท์ เห็นทุ่งหญ้ากว้างแซมด้วยแมกไม้เขียวขจีสวยงามที่อยู่ด้านหน้า ปรางทิพย์เดินเข้ามายืนข้างๆ ทศนนท์สายลมเย็นโบกพลิ้วจนผมปรางทิพย์ปลิวสยาย
ทศนนท์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาจะถ่ายรูป แต่แล้วเขาก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นหน้าจอโทรศัพท์มืดสนิท
“เอ๊ะ ทำไมเครื่องดับ หรือว่าแบตหมด ไม่น่าเป็นไปได้ ก่อนออกมาผมก็เช็คดูแล้วว่าแบตเตอร์รี่ยังมีอยู่เต็ม”
ทศนนท์พยายามจะเปิดเครื่องโทรศัพท์ให้ได้ แต่ก็ไม่เป็นผล ปรางทิพย์ยืนมองอยู่ พูดยิ้มๆ
“สิ่งของบางอย่างในโลกของคุณ เอามาใช้ที่เมืองนี้ไม่ได้หรอกค่ะ”
ทศนนท์ชะงัก หันมองปรางทิพย์สีหน้าแปลกใจ

เช้าวันใหม่ในหมู่บ้านนางลับแล
ที่ร้านกาแฟ ร้านค้าบ้านศักดิ์ กฤตณีกำลังช่วยพ่อจัดโต๊ะ เปิดร้าน ตาลยกหม้อกับข้าวเดินออกมา ศักดิ์รีบเข้าไปช่วยยกมาตั้งโต๊ะ
“มาๆ แม่ ฉันช่วย”
“แม่ว่าน่าจะโทร.บอกให้หมอปรัชไปรับหนูเนียร์นะ เล่นขับรถมาคนเดียวแต่เช้ามืด มันอันตราย”
“ยัยเนียร์ไม่อยากรบกวนหมอปรัชน่ะแม่ แล้วยัยเนียร์ก็ตกใจมากด้วย คนใจร้อนอย่างยัยเนียร์ ไม่มีทางปล่อยปัญหาให้ค้างคาใจจนข้ามคืนหรอก”
รถยนต์ที่นิรชาขับ เคลื่อนตัวเข้ามาจอดริมถนนหน้าร้าน ทุกคนหันไปมอง
“อ้าว นั่นไงพูดถึงก็มาพอดี”
นิรชาลงจากรถแล้วตรงดิ่งเข้ามาในร้าน ยกมือไหว้ทักศักดิ์และตาล
“สวัสดีค่ะแม่ พ่อ”
ตาลและศักดิ์รับไหว้ นิรชาไม่รอช้ารีบหันไปถามกฤตณีอย่างร้อนใจ
“เรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมแค่ไม่กี่วันถึงได้เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้”
“ใจเย็นๆ นั่งลงกินน้ำกินท่าก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะค่อยๆ เล่าให้แกฟัง”
ตาลยกน้ำมาส่งให้ นิรชารับไปดื่มดับกระหาย
“ขอบคุณค่ะ”
“น้าว่าหนูขับรถมาหลายชั่วโมง ไปนอนพักให้หายเหนื่อยก่อนดีไหม” ตาลว่า
กฤตณีเห็นด้วย “จริงนะแก ไปพักให้หายเหนื่อยก่อน แล้วค่อยไปบ้านพี่ขวัญกัน”
“ไม่เป็นไร ฉันว่าเราไปกันเลยดีกว่า ฉันไม่อยากพัก ระหว่างทางแกก็ค่อยๆ เล่าเรื่องให้ฉันฟังก็แล้วกัน”
นิรชาดึงแขนกฤตณีให้ลุกเดินตามเธอออกไป ศักดิ์มองตามอย่างเป็นกังวล
“หนูเนียร์ดูร้อนรนขนาดนั้น จะเป็นเรื่องหรือเปล่าแม่”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”
ศักดิ์กะตาลมองสองสาว ด้วยสีหน้าเป็นห่วง

สองคนเดินมาตามทางเข้าเมืองลับแล ปรางทิพย์หวนรำลึกถึงวันเก่าๆ สมัยที่มากับเทศ เดินนำทางลงจากเนินไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีเบื้องหน้า ทศนนท์มองสองข้างทางด้วยความรู้สึกหลงไหล ปรางทิพย์หันมามอง ยิ้มพอใจเมื่อเห็นท่าทีว่าทศนนท์กำลังระลึกถึงวันคืนเก่าๆ ได้
เธอนึกถึงตอนนั้น เทศหันไปสะดุดตาต้นดอกมณฑาทองที่ออกดอกบานสะพรั่งอยู่ไม่ไกลนัก เขาเดินตรงเข้าไปหามันอย่างรู้สึกหลงไหล
“ถ้านี่เป็นความฝัน...ก็คงเป็นฝันที่วิเศษที่สุด”
เทศเด็ดดอกมณฑาทองขึ้นมา แล้วลุกเดินตรงไปหาปรางทิพย์

เหตุการณ์นั้นกำลังจะเกิดขึ้นซ้ำกัน เมื่อทศนนท์เดินถือดอกมณฑาทองมาหาปรางทิพย์
“คุณชอบดอกไม้นี่ใช่ไหมครับ ผมเคยเห็นคุณเอามาแซมผม”
“ค่ะ ฉันชอบดอกมณฑาทอง”
ปรางทิพย์ยื่นมือไปรับดอกไม้ แต่ทศนนท์กลับแซมดอกมณฑาทองลงที่มวยผมให้เอง ทำเอาปรางทิพย์ชะงักงันไป
“เมื่อก่อนคุณไม่ได้ทำแบบนี้”
ทศนนท์ยิ้มมองปรางทิพย์อย่างชื่นชม ในขณะที่ปรางทิพย์กลับรู้สึกแปร่งๆ ในใจ ว่าทศนนท์อาจไม่ใช่เทศ เพราะในตอนนั้นเทศยื่นดอกมณฑาทองให้ แล้วปรางทิพย์นำมาเหน็บแซมผมเอง

บุษบาลาวัณย์ยืนอยู่ปากทางเข้าเมืองลับแล เธอมองฝ่าม่านหมอกออกไปสีหน้าลุ้นระทึก
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่สุริยะเดช ข้านำคนบาปมาบูชายัญท่านสุบรรณเหราแล้ว ข้าจะได้กลับเข้าเมืองลับแลไปหาพวกท่านแล้ว...”
บุษบาลาวัณย์หยิบใบไม้ทองคำออกมา วางใบตั้งขึ้นให้ก้านใบชี้ลงข้างล่าง แล้วยื่นใบไม้ไปที่ปากถ้ำ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นเท้าก้าวออกไปในกลุ่มม่านหมอกตรงหน้า พอพบว่าเท้าผ่านเข้าไปได้ เธอก็ดีใจมาก
“ข้าเข้าไปได้แล้ว”
บุษบาลาวัณย์ผลุบหายเข้าไปในม่านหมอก เข้าเมืองลับแลไป

ขวัญนั่งร้องไห้อยู่ตรงชานเรือน พลางยื่นเอกสารเงินกู้ให้กับสองสาวดู นิรชารับไปดูกับกฤตณี งงๆ
“นี่มันสัญญาเงินกู้นี่คะ”
“ใช่ค่ะครูเนียร์ ฉันก็เพิ่งรู้นี่แหละว่าเอกสารที่คุณทรงกลดเอามาให้เซ็น มันเป็นสัญญาเงินกู้ วันที่เขาเอาเงินมาให้ เขาบอกฉันว่าเป็นเงินชดเชย ช่วยเหลืองานศพพี่บอล”
“แล้วก่อนที่จะเซ็นพี่ขวัญได้อ่านไหมจ๊ะ” คิตตี้ถาม
“ตอนนั้นพี่กำลังวุ่นเรื่องพี่บอลเสีย เลยไม่ได้อ่านละเอียด ไม่คิดว่าเขาจะโกหกเพื่อหลอกซื้อที่ดินบ้านพี่ ตอนนี้พี่ไม่รู้จะทำยังไงดีแล้ว ถ้าพี่ไม่ขายที่ให้เขา ก็ต้องหาเงินไปใช้หนี้ พี่จะทำยังไงดี เงินตั้งมากมายจะไปหาที่ไหน”
ขวัญร้องไห้หนักด้วยความเสียใจ นิรชาโมโหเลือดขึ้นหน้า
“ฉันรู้สึกตะหงิดๆ แต่แรกแล้วว่านายทรงกลดไม่น่าไว้ใจ ถึงขั้นหลอกให้เซ็นสัญญากันแบบนี้ มันตั้งใจจะโกงกันชัดๆ ไปค่ะพี่ขวัญ เนียร์จะพาไปแจ้งความ เราต้องเอาเรื่องคนเลวๆ แบบนี้ให้ถึงที่สุด”
กฤตณีเริ่มหวั่นใจว่าจะเกิดเรื่องลุกลามใหญ่โตเลยรีบปรามเพื่อน และเรียกสติ
“ใจเย็นๆ เนียร์ เรื่องแบบนี้เราจะใจร้อนไม่ได้ ตอนนี้เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ขืนบุ่มบ่ามทำอะไรลงไปจะได้ไม่คุ้มเสียเอานะ ฉันว่าเราลองไปหาข้อมูลดูก่อนไหม ว่ามีใครโดนอย่างพี่ขวัญอีกบ้าง”
“จริงสิ อาจจะมีคนโดนแบบนี้เหมือนกัน ไม่ต้องห่วงนะคะพี่ขวัญ เนียร์จะต้องหาทางช่วยพี่ขวัญ และช่วยให้วีระได้เรียนต่อให้ได้”
“ขอบคุณค่ะครูเนียร์”
นิรชากับกฤตณีสบตากันมุ่งมั่น

ทศนนท์และปรางทิพย์เดินเข้ามาในหมู่บ้าน ทศนนท์มองผู้คนในหมู่บ้านอย่างรู้สึกแปลกใจระคนสงสัย มันช่างต่างจากคราวแรกที่เคยเห็น
บรรยากาศตามถนนในหมู่บ้าน เห็นผู้คนในหมู่บ้านที่เดินผ่านไปมา ทุกคนแต่งกายชุดไทยห่มสไบสวยงาม เมื่อพบเจอกันก็จะยิ้มทักทายกันด้วยอัธยาศัยอันดี
ชาวบ้านหญิง ถือตะกร้าใส่ผัก ชาวบ้านชาย ถือจอบ เสียม บางคนถือเครื่องดนตรีไทยโบราณ เดินผ่านไปมา

คราวนี้ทศนนท์ได้แต่มองฉงนสนเท่ห์ เมื่อเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนมีแต่ผู้หญิงใส่ชุดสีดำเหมือนไว้ทุกข์ สีหน้าแต่ละคนเศร้าสร้อยโศกศัลย์ บางคนที่หันมาเห็นทศนนท์และปรางทิพย์ก็พากันทำหน้าบึ้งตึงใส่ บ้างก็มองอย่างเกลียดชัง
จู่ๆ เสียงขิมก็ดังขึ้น ทศนนท์มองตามเสียงเข้าไปในตัวบ้าน เห็นหญิงสาวชุดดำ บุหงารำไพ กำลังดีดขิมด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย หญิงสาวอีกคนก็นั่งปั่นด้ายสีดำอยู่ที่หน้าบ้าน
ทศนนท์มองผู้คนสายตาเต็มไปด้วยคำถาม
กระทั่งทั้งคู่เดินมาเจอกับผการุจี พอเห็นทศนนท์และปรางทิพย์ ผการุจีก็นิ่งอึ้งไป แล้วหันมามองจ้องทศนนท์ด้วยสายตาอันเจ็บปวด สุดท้ายทรุดกายลงร้องไห้โฮขึ้นมาอย่างทนไม่ได้
“ฮือๆๆ พี่วิกรมารุต ข้าคิดถึงพี่เหลือเกิน ข้าอยู่โดยปราศจากพี่ก็เหมือนตายทั้งเป็น ฮือๆๆๆ”
ทศนนท์หยุดยืนมองผการุจีร้องไห้คร่ำครวญด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ปรางทิพย์มองผการุจีอย่างเวทนาสงสารจับใจ หญิง1 ในชุดดำ เดินเข้ามาประคอง ปลอบผการุจี
“อย่าเศร้าโศกาไปเลย ทุกอย่างที่เกิดล้วนเป็นกรรมของพวกเรา ไปเถิดข้าจะพาท่านกลับบ้าน”
ผการุจีได้แต่ร่ำไห้ด้วยความเศร้าใจ ก่อนจะลุกเดินตามหญิง1 กลับบ้านไป
ทศนนท์นิ่งมองอย่างรู้สึกเศร้าใจไปด้วย เขาเอ่ยถามปรางทิพย์ขึ้นอย่างสงสัย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมผู้คนถึงได้ดูโศกเศร้ากันขนาดนี้ แล้วผู้ชายหายไปไหนกันหมด ทำไมในเมืองถึงมีแต่ผู้หญิงล่ะครับ”
ปรางทิพย์หลุบตาต่ำพูดเสียงเศร้า
“เดี๋ยวคุณก็รู้เอง”
จากนั้นปรางทิพย์ก็ออกเดินต่อไป ทศนนท์มองสงสัย แล้วรีบเดินตามไป

ตามถนน ตามซอย ในหมู่บ้านนางลับแล เห็นชาวบ้านต่างทยอยขนข้าวของออกจากบ้านใส่รถกระบะที่หน้าบ้าน ดูออกว่ากำลังอพยพออกจากหมู่บ้าน นิรชาและกฤตณี เดินผ่านมาเห็นมองอย่างตกใจ
“ชาวบ้านกำลังขนของไปไหน อย่าบอกนะว่าพวกเขาจะย้ายออกไปกันหมดน่ะคิตตี้”
“ชาวบ้านแถบนี้คงขายที่ให้คุณทรงกลดกันหมดแล้ว”
ที่บ้านหลังหนึ่ง วิรดากำลังช่วยพ่อ แม่ ขนของออกมาขึ้นรถ นิรชาและกฤตณีเห็นจึงเดินเข้าไปหา
“วิรดา หนูจะย้ายบ้านเหรอคะ”
วิรดายกมือไหว้ทัก “สวัสดีค่ะครูเนียร์ ครูคิตตี้ พ่อกับแม่หนูจะย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองค่ะ”
“แล้วเรื่องเรียนล่ะ”
แม่วิรดาเดินเข้ามาหาครูคิตตี้กะครูเนียร์
“ฉันไปสมัครเรียนที่โรงเรียนในเมืองไว้แล้วค่ะครู ส่วนเรื่องขอย้ายฉันก็ไปยื่นเอกสารไว้แล้ว รอแค่ครูกลับมาเซ็นให้เท่านั้น”
“แล้วนี่ทำไมอยู่ดีๆ ทุกคนถึงจะย้ายบ้านกันล่ะคะ พวกเราก็อยู่กันอย่างมีความสุขมาตั้งนานแล้ว” ครูคิตตี้ว่า
พ่อวิรดาเดินเข้ามาสมทบอีกคน
“โอ๊ย สุขที่ไหนครับครู มันอยู่ไม่ได้แล้ว ผีแม่ม่ายออกอาละวาดหนักขนาดนี้ ขืนอยู่มีหวังผมได้กลายเป็นรายต่อไปแน่”
วิรดาเริ่มร้องไห้โฮ วิ่งเข้าไปกอดพ่อแน่นด้วยกลัวหวาดกลัว
“ไม่นะ...พ่อต้องไม่ตายนะ พ่อต้องอยู่กับหนูนะพ่อ”
“ไม่ต้องร้องๆ พ่อไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวเราก็ย้ายไปจากที่นี่แล้ว พ่อไม่เป็นไร ไม่ต้องร้อง”
นิรชาและกฤตณีต่างพูดอะไรไม่ออก กระทั่งมินตาเดินผ่านมาเห็นเข้าพอดี จึงแกล้งเดินเข้ามาทัก
“นี่ครูเนียร์กับคิตตี้ก็มาส่งพวกชาวบ้านด้วยเหมือนกันเหรอ”
กฤตณีไม่พอใจ “พวกฉันไม่เหมือนเธอหรอกนะมิ้น ที่คอยเป็นกองเชียร์ให้ชาวบ้านทิ้งบ้านตัวเอง”
“อ้าวเหรอ นึกว่าสนใจอยากย้ายด้วย ถ้าสนใจเมื่อไหร่บอกนะเดี๋ยวฉันจัดการให้”
มิ้นประชดกฤตณี ก่อนจะหันไปซักถามแม่วิรดาอย่างมีน้ำใจ
“เป็นไงบ้างพี่ เรื่องบ้านที่จะย้ายไปอยู่ เรียบร้อยแล้วใช่ไหม”
“จ้ะ คุณทรงกลดจัดการโอนทุกอย่างให้หมดแล้ว และเขาก็ให้พวกเราย้ายเข้าวันนี้ เห็นว่าเป็นวันดี แล้วเอ็งล่ะนังมิ้นเมื่อไหร่จะย้าย ไม่ห่วงผัวหรือไง”
“ห่วงสิพี่ผัวฉันทั้งคน แต่พวกพี่ย้ายกันไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วจะรีบตามไป”
“อ๋อ นี่เป็นเพราะพวกคุณทรงกลดใช่ไหม ที่มาปั่นกระแสเรื่องผีแม่ม่ายให้พวกชาวบ้านกลัว จนต้องขายบ้านขายที่ย้ายกันออกไป” นิรชายัวะจัด
“อ้าวครูเนียร์ พูดแบบนี้มันจงใจหาเรื่องคุณทรงกลดชัดๆ นี่ คุณทรงกลดเขาเป็นคนดี ไม่เคยทำผิดคิดร้ายกับใครในหมู่บ้านเรา เวลาพวกเรามีเรื่องเดือดร้อนก็รีบยื่นมือเข้ามาช่วยทุกครั้งด้วยซ้ำ” มิ้นแก้ต่างให้”
“ที่ต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเพราะมีจุดประสงค์ต่างหาก” นิรชาไม่ยอม โต้กลับ
บรรดาชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินเสียงทะเลาะกัน ก็ต่างพากันเดินเข้ามามุงดู
“จุดประสงค์อะไร พูดให้มันดีๆ นะครูเนียร์ คุณทรงกลดเขาอุตส่าห์ยอมเสียเงินตั้งมากมายซื้อที่ที่อันตราย เพื่อให้พวกเราได้ออกไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย มันผิดตรงไหน”
“คุณทรงกลดเขาเป็นเหมือนพ่อพระมาโปรดพวกเรา ในยามที่พวกเรากำลังเดือดร้อน ครูจะรู้อะไร ก็ครูไม่เดือดร้อนอย่างพวกเรา” แม่ของวิรดาบอก
“ใช่ ครูเนียร์ไม่มีผู้ชายให้ต้องเป็นห่วงอย่างพวกเรานี่”
ชาวบ้านต่างเห็นด้วยกับคำพูดของมินตา แล้วรุมต่อว่านิรชายกใหญ่ เสียงดังเซ็งแซ่
“ใช่ๆๆ...ครูเนียร์อย่ามาพูดใส่ร้ายคุณทรงกลดนะ” / “ครูหยุดพูดไปเลย” / “คุณทรงกลดเขาตั้งใจช่วยพวกเรา” / “อย่ามาว่าคุณทรงกลดนะ” / “อย่ามายุ่ง กลับไปดีกว่า”
นิรชาถูกพวกชาวบ้านตะโกนไล่ตะเพิดถึงกับอึ้งไป กฤตณีหน้าเสีย คอยจับแขนนิรชารั้งไว้ ไม่ให้บุ่มบ่ามมากไปกว่านี้

บุษบาลาวัณย์เดินเข้ามาในเมืองลับแล มองเห็นผู้คนในเมืองพากันแต่งกายด้วยชุดไว้ทุกข์สีดำก็แปลกใจ ก่อนจะเดินปรี่เข้าไปหาหญิงสาวที่กำลังเล่นขิมด้วยท่าทางเหม่อลอยอยู่ที่หน้าบ้าน
“บุหงารำไพ”
บุหงารำไพเงยหน้าขึ้นมามองตามเสียงเรียก พอเห็นเป็นใครก็ชะงักกึก สีหน้าแปลกใจกึ่งตกใจ
“บุษบาลาวัณย์ เจ้าถูกปลดปล่อยออกมาแล้วรึ”
“ใช่ ข้าออกมาได้สักพักแล้ว นี่เกิดอันใดขึ้น เหตุใดผู้คนในเมืองรวมถึงเจ้าจึงนุ่งห่มผ้าสีดำ แล้วยังดูเศร้าสร้อยกันเช่นนี้”
บุหงารำไพสะท้อนใจ เศร้าใจจนน้ำตาเอ่อคลอ แต่ไม่อาจบอกสิ่งใดกับบุษบาลาวัณย์ได้เพราะเป็นคำสั่งห้ามของท่านสุบรรณเหรา
บุษบาลาวัณย์รอฟังคำตอบ แต่กลับไม่มีคำพูดใดหลุดรอดออกมาจากปากของอีกฝ่าย จนรู้สึกสังหรณ์ใจโดยประหลาด เหลียวมองไปรอบๆ ก็เห็นแต่ผู้หญิงใส่ชุดดำเดินกันเต็มไปหมด
“ผู้ชายในหมู่บ้านหายไปไหนกันหมด นี่มันเกิดเหตุอันใดขึ้น แล้วที่เรือนของข้าเล่า”
บุษบาลาวัณย์ไม่รอฟังคำตอบจากบุหงารำไพ รีบลุกเดินโลดแล่นออกไปที่เรือนของเธอด้วยความวิตกกังวล

ต้นไม้ขนาดใหญ่ ยืนต้นเรียงรายกันอยู่มากมายภายในบริเวณ สุสานบรรพบุรุษชายแห่งเมืองลับแลนี้
ปรางทิพย์ยืนสงบนิ่งอยู่ข้างๆ ทศนนท์ ที่หน้าต้นไม้ใหญ่มีป้ายชื่อ จอมจักรา ติดอยู่
“ทำไมต้นไม้พวกนี้ถึงมีป้ายชื่อติดอยู่ทุกต้นเลยครับ” เขาถามอย่างแปลกใจ
“ที่นี่เป็นสุสานของผู้ชายทุกคนในเมืองนี้”
“สุสาน? เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาครับ”
ทศนนท์ตกใจ ไล่สายตามองลำต้นของต้นไม้ทุกต้น มีป้ายชื่อกำกับ จอมจักรา / อัมรินทรา / วิกรมารุต / อัสกัณมานพ / พฤกษทล / สิงหัสดิน / ภูธราธร / สุริยะเดช และอีกหลากหลายชื่อ
“คุณควรจะไหว้ขอขมาพวกเขา”
ทศนนท์หันมองปรางทิพย์สีหน้าฉงน
“ทำไมผมต้องไหว้ขอขมาพวกเขาด้วย ผมไม่เคยทำผิดคิดร้ายอะไรกับพวกเขานี่ครับ”
ปรางทิพย์มองทศนนท์ด้วยสีหน้าผิดหวังที่เขาไม่เข้าใจ ทศนนท์จึงเอ่ยขึ้นเพื่อให้ปรางทิพย์สบายใจ
“ถ้าอย่างนั้นผมขอไหว้ทำความเคารพพวกเขานะครับ”
ทศนนท์นั่งคุกเข่าลงกับพื้นแล้วไหว้เคารพศพ 1 ครั้ง ปรางทิพย์มองทศนนท์แววตาเศร้า น้ำตาคลอๆ
“มันไม่ได้ทรุดโทรมลงเพียงแค่ที่คุณเห็น แม้แต่ต้นไม้ทองคำก็ยืนต้นเหี่ยวแห้ง กิ่งก้านหงิกงอไร้ใบ น่าหดหู่ยิ่งหนัก”
ทศนนท์นิ่งฟัง สงสัยในใจอย่างหนัก
“เพราะในเมืองของเราไม่มีเด็กเกิดใหม่อีกแล้ว”

อีกฟาก ประตูเรือนถูกเปิดผางออกให้บุษบาลาวัณย์ก้าวผ่านประตูเรือนเข้ามา ทว่าฝุ่นหนาเตอะที่เกาะอยู่ตามบานประตูฟุ้งกระจายคละคลุ้ง จนนางต้องยกมือขึ้นปัดป้อง แสงสว่างจากประตูสาดส่องเข้ามานำทางให้เธอได้เห็นว่าภายในบ้านล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นหนาและหยากไย่ เหมือนบ้านทั้งหลังไม่มีผู้ใดอาศัยอยู่นานแล้ว
บุษบาลาวัณย์เหลียวมองไปทั่วบ้านด้วยความรู้สึกหวาดกลัว และไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น เธอสอดส่ายสายตาร้องหาผู้คนในบ้าน
“ท่านแม่ ท่านอยู่ไหน เหตุใดปล่อยให้บ้านมีฝุ่น มีหยากไย่ขึ้นหนาเช่นนี้ ท่านแม่....”
เงียบ...ไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
บุษบาลาวัณย์เดินไปดูตามห้องต่างๆ มือที่เธอจับเสาเรือนหรือแม้แต่หยิบจับสิ่งใด ในบ้านล้วนเต็มไปด้วยฝุ่นหนา จนเธอต้องหงายมือขึ้นมาดูอย่างใจหาย
“ท่านพ่อ พี่สุริยเดช ข้ากลับมาแล้ว...”
ทุกอย่างเงียบงัน...ไม่มีเสียงตอบอีกเช่นเคย
บุษบาลาวัณย์ตะโกนก้องเรียกขึ้นมาสุดเสียงด้วยความกลัว
“ท่านพ่อ พี่สุริยเดช พวกท่านไปไหนกันหมด นี่มันอะไรกัน ท่านพ่อ! ท่านแม่! ท่านพี่! พวกท่านอยู่ที่ไหน”
บุษบาลาวัณย์ยืนเคว้งคว้างอยู่บนเรือนด้วยความสับสน พลันเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

บนเรือน บ้านท่านจอมจักรา ช่อทิพย์วิมาดานั่งทำพานบายศรีดอกไม้อยู่ โดยมีเรณูศจีเป็นลูกมือคอยจับจีบใบตองส่งให้
“ข้าวปลาอาหารที่ต้องใช้เซ่นไหว้ เจ้าจัดเตรียมไว้พร้อมแล้วใช่หรือไม่”
“พร้อมแล้วเจ้าค่ะ ข้าว่าท่านแม่เมืองหยุดมือไปพักสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ”
เรณูศจีเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเศร้า เป็นห่วงช่อทิพย์วิมาดาอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่เป็นไร บายศรีดอกไม้ชุดนี้ ข้าอยากทำเองกับมือ เพื่อท่านพี่จอมจักรา”
“แล้ววันพรุ่ง แม่หญิงปรางทิพย์มณฑาทองจะมาเช่นทุกครั้งหรือไม่เจ้าคะ”
“ก็คงมาเช่นทุกครั้งนั่นแล”
ฉับพลันนั้นเอง มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ดังมาจากประตูบันไดเรือน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
ช่อทิพย์วิมาดาและเรณูศจี หันมองไปตามเสียงอย่างตกใจ
บุษบาลาวัณย์เดินปึงปังเข้ามาอย่างไร้มารยาท
“มันเกิดอะไรขึ้นกับคนในเรือนข้า เหตุใดทุกคนหายไปกันหมด แล้วนี่พวกท่านไฉนจึง...”
บุษบาลาวัณย์หยุดชะงักฝีเท้าและมองช่อทิพย์วิมาดาและเรณูศรี ใส่ชุดดำและกำลังช่วยกันทำบายศรีใบตองดอกไม้อย่างเต็มไปด้วยคำถาม
“นุ่งชุดดำ แล้วเหตุใดจึงต้องทำบายศรีดอกไม้ จักเอาไปไหว้ผู้ใดกัน”
ช่อทิพย์วิมาดานิ่งมองบุษบาลาวัณย์อย่างเข้าใจ ก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้น
“เจ้าเป็นอิสระจากการจองจำแล้วหรือบุษบาลาวัณย์”
“ข้าออกมาได้สักเพลาแล้ว ท่านยังไม่ตอบข้าเลยนะเจ้าคะท่านแม่เมือง แล้วนี่ท่านพ่อเมืองอยู่ที่ใด”
ช่อทิพย์วิมาดาตอบเสียงเรียบ “ท่านพ่อเมืองไม่อยู่แล้ว และบายศรีนี่พวกข้าก็จะทำไปไหว้พ่อเมืองที่สุสาน”
“ไหว้พ่อเมืองที่สุสาน? ท่านพ่อเมือง...ตายแล้วรึ”
ช่อทิพย์วิมาดายิ้มน้อยๆ แทนคำตอบ บุษบาลาวัณย์ตกใจ ประมวลความคิด รีบถามขึ้นอีก
“เพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่ ทุกคนจึงใส่ชุดดำ แล้วเหตุใดข้าจึงเห็นแต่ผู้หญิง ผู้ชายหายไปไหนกันหมด ทั้งที่บ้านข้าอีก ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ชายของข้าหายไปไหนกันเจ้าคะ”
ช่อทิพย์วิมาดามองบุษบาลาวัณย์อย่างเห็นใจ ก่อนจะลุกเดินไปจับมือของหญิงสาวให้มานั่งลงด้วยกัน
“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องมีเรื่องสงสัยและไม่เข้าใจมากมาย ใจเย็นๆ แล้วนั่งพักสักประเดี๋ยว ข้าจะค่อยๆ เล่าให้เจ้าฟัง”
บุษบาลาวัณย์ทำตามแต่โดยดี แต่ในใจก็ยังอดกังวลไม่ได้
ช่อทิพย์วิมาดาเห็นบุษบาลาวัณย์นิ่งลง สงบขึ้น จึงค่อยๆ พูดขึ้น
“เมื่อไม่นานมานี้ หมู่บ้านของเราเกิดเรื่องใหญ่ ชายในหมู่บ้านเราล้วนถูกท่านสุบรรณเหราลงโทษโดยปลิดชีพจนหมดสิ้น แม่ของเจ้านับตั้งแต่เกิดเรื่องก็หนีหายไปจากเมือง ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นอีก”
บุษบาลาวัณย์หน้าซีดเผือด น้ำเสียงสั่นสะท้าน
“ท่านสุบรรณเหราปลิดชีพผู้ชายในเมืองนี้ทั้งเมือง ไม่จริง มันจะเป็นไปได้อย่างไร ท่านสุบรรณเหราเป็นผู้มีเหตุผลและยึดมั่นในความเป็นธรรม ท่านไม่มีทางทำเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นแน่ ท่านแม่เมือง ท่านได้โปรดเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ข้าฟังได้หรือไม่”
ช่อทิพย์วิมาดานิ่งมองบุษบาลาวัณย์อย่างเห็นใจ พยักหน้าตอบตกลง

ส่วนที่บ้านผู้ใหญ่จรัล บ้านนางลับแล
จรัลนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานโดยมีหญิงสาวคนหนึ่ง คอยช่วยจัดเรียงเอกสารอยู่ใกล้ๆ
“เอ็งตรวจเช็คดูให้ดีๆ นะว่า เอกสารการยื่นขอถอนชื่อออกจากทะเบียนบ้านของแต่ละบ้านตรงกัน แล้วก็เซ็นรับรองถูกต้องแล้วทุกใบ”
ที่แท้เป็นเสถียรใส่วิกผมผู้หญิง แต่งหน้าใสๆ เหมือนสาวแรกรุ่น หันมาตอบเสียงหวาน
“จ้า พ่อผู้ใหญ่ ฝีมือระดับไหนแล้ว เรื่องเอกสารฉันเคยพลาดซะที่ไหน”
“เออ เอ็งเก่ง”
ปรียาเดินถือถาดของว่างมาวางที่โต๊ะอาหาร แล้วได้ยินเข้าพอดี
“ชาวบ้านย้ายออกไปเยอะขนาดนี้เลยเหรอพ่อ”
“ใช่ น่าจะเป็นแถบใกล้ชายป่าทั้งแถบเลย”
“น่าตกใจเหมือนกันนะพ่อ ลูกบ้านย้ายออกไปเยอะขนาดนี้” ปรียาว่า
“คงกลัวเรื่องผีแม่ม่ายกันนั่นแหละ นี่ดีนะที่คุณทรงกลดมาช่วยรับซื้อเอาไว้ ไม่งั้นชาวบ้านคงต้องออกจากหมู่บ้านไปอดตายกันแน่ๆ”
“นี่ได้ยินว่าคุณทรงกลดจัดการหาบ้านใหม่ งานใหม่ให้ทำกันด้วย”
จรัลสะท้อนใจ “ใช่ เขาดีกับคนในหมู่บ้านเราจริงๆ ขนาดฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านแท้ๆ ยังช่วยลูกบ้าน อย่างที่เขาช่วยไม่ได้เลย”
เสถียรกินของว่างแล้วรู้สึกฝืดคอ หยิบแก้วมาดื่มแต่น้ำหมด จึงหยิบเหยือกน้ำแล้วลุกขึ้น
“ฉันไปเติมน้ำนะจ๊ะ”
เสถียรลุกเดินออกไป
ระหว่างนี้นิรชาและกฤตณีมาหาจรัลที่บ้าน สองสาวไหว้ทักจรัลและปรียา ทั้งคู่รับไหว้
“สวัสดีค่ะผู้ใหญ่”
“สวัสดีครับครูเนียร์ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
“เพิ่งมาถึงเมื่อเช้านี้เองค่ะ ผู้ใหญ่รู้เรื่องที่พวกชาวบ้านกำลังจะย้ายออกจากหมู่บ้านกันหรือยังคะ”
“รู้แล้วครับ นี่พวกผมก็กำลังทำเรื่องขอย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้านให้ชาวบ้านอยู่”
“นี่ลุงผู้ใหญ่ไม่ได้ห้ามพวกชาวบ้านเลยเหรอคะ” กฤตณีแปลกใจ
“จะห้ามได้ยังไงกันเล่า ก็มันเป็นสิทธิ์ของพวกเขา ชาวบ้านสมัครใจจะขายที่แล้วย้ายกันออกไปเอง”
“แต่พี่ขวัญไม่ได้สมัครใจนะคะผู้ใหญ่” นิรชาว่า
“เรื่องนังขวัญผมพอรู้เรื่องบ้างแล้ว จะให้ผมช่วยอะไรได้ล่ะครู เอกสารการกู้ยืมเขาก็เซ็นกันไปแล้ว ถ้าไม่หาเงินมาคืน เขาก็ต้องยึดที่ หลักฐานสัญญามันก็ชัดเจนอยู่”
“แล้วถ้าพวกชาวบ้านอพยพออกไปจนหมดแบบนี้ หมู่บ้านเราจะไม่เป็นหมู่บ้านร้างเหรอลุงผู้ใหญ่” คิตตี้กังวลหนัก
จรัลเห็นสองสาวมีอารมณ์ พยายามปลอบ “ใจเย็นๆ มันคงไม่เลวร้ายขนาดนั้นหรอก คุณทรงกลดมาคุยกับลุงว่าตอนนี้ให้พวกชาวบ้านย้ายไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยก่อน ส่วนเรื่องในหมู่บ้านคุณทรงกลดเขาจะช่วยจัดการให้เอง”
“ผู้ใหญ่” / “ลุงผู้ใหญ่”
นิรชาและกฤตณีอุทานออกมาอย่างรู้สึกผิดหวัง
เสถียรเมียงๆมองๆ มาทางนิรชาและกฤตณีท่าทีเหมือนอยากจะคุยอะไรกับสองครูสาว

นิรชาและกฤตณี เดินลงเรือนมา ด้วยความรู้สึกผิดหวังอย่างแรง
“นี่ฉันไม่นึกเลยนะว่า ผู้ใหญ่จะเห็นด้วยที่ชาวบ้านยกโขยงย้ายกันออกไป”
“นั่นสิ นี่ฉันก็ชักไม่แน่ใจแล้วนะ ว่าลุงผู้ใหญ่เป็นพวกเดียวกับคุณทรงกลดหรือเปล่า”
นิรชาสงสัย “หรือว่าพวกเขาจะร่วมมือกัน”
“ไม่นะแก ลุงผู้ใหญ่ไม่ใช่คนแบบนั้น”
เสถียรวิ่งตามสองสาวลงมา
“เดี๋ยวก่อนค่าครูเนียร์ คิตตี้...”
นิรชาและกฤตณีหันไปมองด้วยสีหน้าตกใจ
“พี่เสถียร”
เพราะเสถียรเปลี่ยนลุคเป็นกะเทยสวยหวาน และเรียกตัวเองว่า น้ำหวาน
“แหม อย่ามองอย่างนั้นสิคะ จ้องกันแบบนี้น้ำหวานอายนะ”
สองสาวยิ้มขำ ครูเนียร์ยังไม่รู้ว่าเสถียรแกรนด์โฮเพนนิ่ง เลิกแอ๊บแมนหลายวันแล้ว
“โห เล่นใหญ่เลยนะคะ กลัวผีแม่ม่ายถึงขั้นแต่งสวยขนาดนี้เลยเหรอ”
เสถียรอายม้วนต้วนในคำชมของนิรชา
“สง...สวย อะไรกันคะ ครูเนียร์ก็พูดเกินไป”
นิรชามองกฤตณีเชิงถาม กฤตณีพยักหน้าบอก
“เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังทีหลัง ว่าแต่พี่เถียรวิ่งตามพวกเรามามีอะไรหรือเปล่า”
เสถียรนึกขึ้นได้ เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้นมาทันควัน
“มีค่ะ”

บรรยากาศภายในอนามัยเงียบเหงา ไม่มีคนไข้เข้ามารับการรักษาเลย หมอปรัชญาเดินออกมาหาจาริณีที่นั่งหาวอยู่ที่โต๊ะทำงาน มองจ้องยิ้มขำๆ
“เป็นไงครับ วันนี้ไม่มีคนไข้ ถึงกับนั่งง่วงเชียวเหรอ”
จาริณีสะดุ้งตกใจ “คุณหมอ ออกมาเมื่อไหร่คะเนี่ย จ๋าไม่ได้นั่งหลับนะคะ”
“ผมก็ไม่ได้ว่าคุณจ๋านั่งหลับซะหน่อย แค่เห็นคุณจ๋าหาว…”
จาริณีรีบเอามือปิดปากด้วยความอาย
ระหว่างนี้ นิรชา กฤตณี และเสถียร เดินตรงเข้ามาหา ปรัชญาหันไปเห็น รีบถามนิรชาขึ้นอย่างห่วงใย
“อ้าวเนียร์ กลับมาได้ยังไง นี่ผมกะว่าวันหยุดนี้จะไปรับเนียร์อยู่แล้วเชียว”
“พอดีมีเรื่องด่วนน่ะ เลยยืมรถแม่ขับมาก่อน” นิรชาบอก
ปรัชญานึกได้ “เพราะเรื่องเด็กๆ ลาออกใช่ไหม”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่เท่าที่ดูแล้วปัญหาหลักน่าจะอยู่ที่ครอบครัวของเด็กๆ ขายบ้านแล้วย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันมากกว่า”
“เมื่อกี้พวกเราไปบ้านผู้ใหญ่กันมา พี่เสถียรแนะนำให้มาคุยกับหมอเรื่องการตายของประกิต”
“นายประกิตตายเพราะหัวใจวายครับ อีกอย่างเราตรวจพบสารเสพติดในเลือดของนายประกิตเป็นจำนวนมากด้วย” หมอว่า
“เพราะแบบนี้ไงคะ เถียรถึงเชื่อแน่ๆ ว่าผีแม่ม่ายไม่ได้มีอยู่จริง ไอ้กิตมันเป็นลูกน้องของคุณทรงกลด แล้วคืนที่มันตาย มันก็ปลอมเป็นผีแม่ม่ายออกเที่ยวหลอกคน จนน้ำหวานจับไข้หัวโกร๋นมาแล้วด้วย”
“แต่ว่าพวกเราไม่มีหลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปที่นายทรงกลดเลยนะคะ ทั้งเรื่องผี ทั้งเรื่องสัญญาเงินกู้ที่เอาเปรียบชาวบ้าน” นิรชาบอก
“ฉันว่างานนี้ยัยมิ้นต้องมีส่วนเอี่ยวด้วยแน่” คิตตี้ว่า
“เรื่องนี้มันชักจะไม่ชอบมาพากลแล้วนะคะ ทำไมคุณทรงกลดถึงต้องหลอกซื้อที่ของชาวบ้าน” จ๋าคิดไม่ตก
“ฉันว่าน่าจะเป็นเพราะเรื่องการตัดถนนเข้าไปที่น้ำตก” นิรชาบอกอย่างมั่นใจ
“แล้วแถบนี้ก็จะกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่นักท่องเที่ยวทั่วทุกสารทิศเดินทางเข้ามา”
ทุกคนคิดตามความคิดของนิรชาและปรัชญา
“จ๋าว่า จ๋าต้องคุยกับพ่อเรื่องนี้แล้วล่ะค่ะ”
“ถ้าคุณจ๋าจะคุยกับผู้ใหญ่ คุณจ๋าคงต้องระวังคำพูดหน่อยนะคะ เพราะดูแล้วผู้ใหญ่จะเชื่อว่าคุณทรงกลดเป็นคนดีเอามากๆ แล้วถ้าเกิดเรื่องนี้รั่วไหลไปถึงหูคุณทรงกลดเข้า เขาอาจจะรู้ตัวกันก่อนที่พวกเราจะจับไต๋ได้” เสถียรทักท้วง
“จริงสิคะ แล้วพวกเราจะทำยังไงกันดี” จาริณีถาม
“หนทางเดียวของพวกเรา คือต้องเปิดโปงความชั่วร้ายของคนพวกนี้ให้ได้คาหนังคาเขา”
นิรชาพูดด้วยสีหน้าจริงจังพร้อมปะทะ

มินตาเดินคุยโทรศัพท์เข้ามาในสถานีอนามัย
“ฉันต้องเข้าไปเอายาให้พี่หนอมแล้ว แค่นี่ก่อนนะพี่ ไม่ต้องเครียดล่ะ เรื่องแค่นี้คุณทรงกลดจัดการหาให้ได้ นี่ฉันก็รอให้พี่หนอมอาการดีขึ้น ฉันก็จะขายบ้านแล้วย้ายออกไปเหมือนกัน”
นิรชา กฤตณีและเสถียรเดินออกมาได้ยิน
“ถ้าย้าย แล้วเอ็งจะไปอยู่ที่ไหนได้นังมิ้น พวกเราอยู่ที่นี่กันมาตั้งแต่เด็กยันโต ถึงจะย้ายไปอยู่ที่ที่ศิวิไลซ์แค่ไหน มันก็ไม่เหมือนบ้านเรา”
มินตาทำเป็นไม่สน คุยสายเสียงดัง
“ถ้ายังไม่ลองออกไปจะรู้ได้ไงว่าใช่ หรือไม่ใช่” มินตาจงใจแขวะ “อย่าไปเชื่อลมปากใครบางคน ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไรกันแน่ ค่อยคุยกันนะพี่” มินตาวางสาย
เสถียรแขวะมินตาตอบทันที
“ฉันรู้มาตั้งนานแล้วย่ะว่าฉันเป็นอะไร แต่ฉันแค่ไม่แสดงออกเท่านั้นเอง”
กฤตณีพูดใส่หน้ามินตา “อีกอย่างถ้าหมู่บ้านเรามีผีแม่ม่ายจริง ปู่ย่าตายาย ของพวกเราคงไม่ตั้งรกรากอยู่ที่นี่กันหรอก”
มินตาไม่ฟัง “นั่นเพราะนังผีแม่ม่ายเพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่หมู่บ้านเราไงล่ะ”
“พูดแบบนี้แกหมายถึงใครนังมิ้น นี่อย่าบอกนะว่าหมายถึงคุณปรางน่ะ”
“จะใครซะอีกล่ะ คนที่เข้ามาอยู่ในหมู่บ้านหลังสุดแล้วก็ชอบทำตัวลึกลับ”
เสถียรเถียงลั่น “เดี๋ยวๆๆๆ ถ้าแกคิดจะว่าหรือกล่าวหาใครก็ต้องหัดมีหลักฐาน ฉันเห็นกับตาว่าไอ้กิตมันปลอมเป็นผีแม่ม่ายมาหลอกชาวบ้าน”
มินตาเบะปากหมั่นไส้ “แหม...หมั่นไส้ คิดจะปกป้องใครก็หัดดูตัวเองซะบ้างเถอะพี่ ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ถูกพ่อไล่ออกจากบ้านแล้วยังคิดจะยุ่งเรื่องของคนอื่น”
เสถียรโกรธ “เอ๊ะอีนี่ พูดจาไม่มีหูรูด ยังจะมาพาลฉันอีก บอกให้ฉันดูตัวเอง แล้วอย่างแกหัดตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างไหม”
มินตาท้าทาย “ทำไม ฉันทำไม”
“อย่าคิดนะว่าที่แกชอบไปไหนมาไหนดึกๆ ดื่นๆ จะไม่มีใครรู้ ไอ้สันติ มันเป็นลูกใคร ตัวแกเองแกยังไม่แน่ใจเลยใช่ไหมล่ะ” เสถียรหัวเราะเยาะเย้ย “ยังไงก็ลองพาเด็กมันไปตรวจ DNA ดูสิ”
มินตาโมโห เธอพุ่งเข้าไปตบเสถียรจนหน้าหัน
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะอีกะเทยปากเสีย”
“นังชะนีซิลิโคน แกกล้าตบฉันเหรอ วันนี้แกตาย”
เสถียรบันดาลโทสะ ถีบมินตาจนร่างกระเด็นไป และจะพุ่งเข้าไปตบซ้ำแต่ถูกนิรชาและกฤตณีห้ามไว้
“อย่าพี่เถียร มิ้นเขาเป็นผู้หญิงนะ”
“ใช่ เราไม่ทำร้ายคนที่อ่อนแอกว่านะพี่”
มินตาลุกขึ้นมาตั้งหลักได้ก็กระโจนเข้าใส่เสถียรจนล้มหงายหลังไป พร้อมกับขึ้นคร่อมตบเสถียรไม่ยั้งมือ เสถียรพยายามปัดป้องและสู้มินตา ร้องๆ กรี๊ด
ทุกคนรีบเข้าไปช่วยจับแยกทั้งคู่กันเป็นที่ชุลมุนวุ่นวาย แต่ไม่เป็นผล
“ว้าย พอแล้ว หยุด หยุดตีกันได้แล้ว” / “พอแล้ว พอ..” / “อย่า อย่าตีกัน”

ศักดิ์กะตาลนั่งแกร่งอยู่ในร้าน วันนี้ยังไม่มีลูกค้าเลย
“โอ๊ย วันนี้ทำไมมันถึงได้เงียบเหงาแบบนี้หนอ....”
“เอาน่าแม่ อย่าทำท่าเบื่อโลกแบบนั้น วันนี้ขายไม่ดีก็ถือซะว่าพักเหนื่อย”
ตาลทำหน้าเซ็งขณะที่มองออกไปนอกร้านสีหน้าตกใจ
“อ้าวนั่น เกิดอะไรขึ้นใครเป็นอะไร”
ศักดิ์มองตามด้วยสีหน้าตกใจ เมื่อเห็นนิรชาและกฤตณีหิ้วปีกเสถียรในสภาพยับเยินเข้ามาในร้าน ศักดิ์รีบลุกขยับเก้าอี้ให้เสถียรได้นั่ง
“เอาค่อยๆๆ นั่งตรงนี้ก่อน”
ตาลงงใหญ่ “เกิดอะไรขึ้น แล้วนี่ใครกัน ไปโดนอะไรมาทำไมถึงเจ็บหนักแบบนี้ล่ะหนู”
“ฉันเพิ่งไปตบกับนังมิ้นมาน่ะสิน้าตาล โอ๊ย”
เสถียรตอบเสียงอู้ๆ อี้ๆ ออกท่าประกอบ จนรู้สึกเจ็บแผลที่ปาก
“เฮ้ย...นี่ไอ้เถียรหรอกเหรอ นึกว่าใครที่ไหน เพราะแต่งตัวแบบนี้ไงถึงได้โดนหมามันฟัดเอา”
“เปล่าพ่อ พี่เถียรเขาบอกว่าเพิ่งฟัดกับนังมิ้นมา”
“อ้าวเหรอ แล้วมันเรื่องอะไรถึงได้ไปฟัดกับนังมิ้นเข้าล่ะ”
“เรื่องมันยาวน่ะแม่ เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟัง ขอพวกฉันนั่งพักกันก่อนนะ”
โทรศัพท์ของตาลดังขึ้น ตาลกดรับสายจากพีรพร
“ค่ะคุณพี” ตาลฟังแล้วจดออเดอร์ไปด้วย “แล้วของคนอื่นล่ะคะ...คุณทศบอกว่าไปธุระเหรอคะ แต่เมื่อเช้ามืด น้าเพิ่งเห็นเขาขับรถไปบ้านคุณปรางนะคะ หรือว่าจะพากันไปเที่ยว”
นิรชานิ่งฟังอย่างสนใจ
“ค่ะๆ เดี๋ยวน้าทำไว้ให้”
นิรชาหน้าเศร้า จิตใจห่อเหี่ยวโดยประหลาด

ที่เมืองลับแล บ้านจอมจักรา
บุษบาลาวัณย์ออกอาการเดือดดาล เมื่อฟังเรื่องที่ช่อทิพย์วิมาดาเล่าจบ
“ในเมื่อมันเป็นต้นเหตุให้ผู้ชายในเมืองเราต้องโทษกันหมด เหตุใดเมื่อปรางทิพย์มณฑาทองพบชายที่หน้าเหมือนเทศจึงต้องคอยปกป้องมันด้วย”
“เหตุทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นไปตามกรรม ส่วนเรื่องราวระหว่างปรางทิพย์มณฑาทองกับพ่อเทศ เกิดขึ้นด้วยมีโชคชะตาที่จักต้องชดใช้กรรมร่วมกัน”
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าจักเป็นคนชี้ชะตาให้กับพวกเขาเอง”
“เจ้าหมายความเช่นไรบุษบาลาวัณย์”
บุษบาลาวัณย์ไม่ตอบ ลุกเดินหุนหันออกไปทันที
ช่อทิพย์วิมาดาและเรณูศจี มองตาม ด้วยสีหน้าเป็นกังวล

หลังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เห็นบุษบาลาวัณย์นั่งคุกเข่าอยู่หน้าต้นไม้ 2 ต้น ที่มีป้ายชื่อ สิงหัสดิน ผู้เป็นพ่อ และสุริยเดช พี่ชาย ติดอยู่
บุษบาลาวัณย์ก้มลงกราบ 1 ครั้ง ก่อนจะนั่งตัวตรง นิ่งมองต้นไม้ใหญ่สองต้นเบื้องหน้าด้วยดวงตาเศร้าสร้อย น้ำตาแห่งความเสียใจไหลรินลงอาบสองแก้มโดยไม่มีเสียงสะอื้นไห้ให้ได้ยิน
“ท่านพ่อ ท่านพี่ พวกท่านจะต้องไม่ตายเปล่า ข้ายอมสละแล้วซึ่งความเป็นคนเมืองลับแล ข้าจักต้องแก้แค้นให้พวกท่านให้จงได้”
พลันสายลมกระโชกก็พัดใบไม้ปลิวฟุ้งกระจายไปทั่ว เสมือนบ่งบอกถึงการรับรู้ของผู้จากไป
บุษบาลาวัณย์รับรู้ได้ พลันมีเสียงคนคุยกันดังแว่วมา
“ลมอะไรเนี่ย คุณปรางระวังครับ”
บุษบาลาวัณย์หันขวับไปตามเสียง แววตาเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวดุดันด้วยความเคียดแค้น

ปรางทิพย์และทศนนท์ยืนอยู่หน้าต้นไม้ท่านจอมจักรา ทั้งคู่ยกมือขึ้นป้องใบหน้า เมื่อเจอลมกระโชกเข้าหา พอลมสงบลง ทศนนท์ก็รีบเข้ามาดูปรางทิพย์
“เป็นไงบ้างครับคุณปราง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
ปรางทิพย์ส่ายหน้าว่าไม่เป็นไร
“ทำไมอยู่ดีๆ ก็เกิดมีลมกระโชกแรงขึ้นได้”
“คงเพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันครบรอบการตายของพวกเขา เมื่อเห็นเรามา เขาทั้งหลายจึงรับรู้ได้”
ปรางทิพย์ไล่สายตามองต้นไม้ที่ยืนต้นเรียงรายกันอยู่ ประเมินว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมคุณถึงต้องบอกให้ผมขอขมาพวกเขาด้วย”
ฉับพลัน ก็มีเสียงของบุษบาลาวัณย์ตะโกนก้องกังวานไปทั่วราวป่า
“ก็เพราะเจ้าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ชายเมืองลับแลสิ้นชีพกันหมดอย่างไรเล่า”
ปรางทิพย์และทศนนท์ตกใจ หันตามเสียง เห็นบุษบาลาวัณย์พุ่งเข้ามาบีบคอทศนนท์แล้วร่างทศนนท์ถอยลู่ไปตามแรงแค้น และหัวกระแทกกับต้นไม้อย่างรุนแรง ทศนนท์ร้องลั่น
“โอ๊ย”
ปรางทิพย์ตกใจรีบตั้งสติ โยนผ้าเข้าไปกระชากร่างบุษบาลาวัณย์ออกจากทศนนท์โดยไว
ส่งให้ทศนนท์ทรุดลงไปกองกับพื้นเห็นรอยเลือดติดอยู่กับต้นไม้เป็นทาง เขาปรือตามองปรางทิพย์และบุษบาลาวัณย์ต่อสู้กันด้วยผ้าสไบผืนสวยในอาการสะลึมสะลือ ก่อนจะหมดสติไป
บุษบาลาวัณย์เสียท่าถูกปรางทิพย์ซัดกระเด็นไปและได้รับบาดเจ็บ ปรางทิพย์รีบเข้าไปดูอาการทศนนท์เอามือประคองหัวเขาด้วยความเป็นห่วง
“คุณทศ คุณทศเป็นอย่างไรบ้าง”
ปรางทิพย์รับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่มือของเธอ พอหงายมือขึ้นดูเห็นเลือดก็ตกใจ
“เลือด”
บุษบาลาวัณย์ยืนตัวขึ้นใหม่ แล้วพุ่งเข้ามาจะจู่โจมปรางทิพย์อีกครา
ปรางทิพย์ซัดผ้าออกไปกระแทกเข้าที่หน้าอกบุษบาลาวัณย์อย่างแรง จนบุษบาลาวัณย์กระเด็นออกไปอีกครั้ง
ปรางทิพย์สบช่องโน้มตัวลงกอดทศนนท์แล้วทั้งสองก็หายตัวไป
บุษบาลาวัณย์เจ็บหนักแต่ก็ยังพยุงกายลุกขึ้น มองหาปรางทิพย์และทศนนท์ด้วยความเคียดแค้น
“คิดว่าจะหนีข้าพ้นรึ”

ไม่นานต่อมา บุษบาลาวัณย์เปิดประตูเรือน บ้านท่านจอมจักรา เดินปึงปังเข้ามาด้วยสีหน้าเอาเรื่อง กราดตามองไปทั่ว
ช่อทิพย์วิมาดาและเรณูศจี กำลังนั่งคุยกันอยู่หันมามองอย่างแปลกใจ
“แม่บุษบาลาวัณย์ เจ้ามีเหตุอันใดอีก”
ช่อทิพย์เห็นบุษบาลาวัณย์เดินเข้ามาอาการเหมือนคนบาดเจ็บ ก็เอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ดูเหมือนเจ้าจะบาดเจ็บ”
บุษบาลาวัณย์ไม่สนใจความห่วงใยนั้นเอ่ยถามขึ้นเสียงกร้าว
“นางปรางทิพย์มณฑาทองมาที่นี่ใช่หรือไม่”
ช่อทิพย์วิมาดาตกใจ “นางไม่ได้มาที่นี่ เกิดเหตุอันใดขึ้น”
“ท่านมุสา ข้าเพิ่งพบปรางทิพย์มณฑาทองและเทศที่สุสานเมืองเมื่อสักครู่ หากไม่หนีมาที่นี่นางจะไปที่ใดได้”
เรณูศจีชักไม่พอใจ “เจ้ากล้าต่อว่าท่านแม่เมืองเช่นนี้ได้อย่างไร เจ้าก็รู้มิใช่หรือว่าชาวเมืองเรามุสามิได้”
“เวลานี้ข้ามิอาจเชื่อใจผู้ใดได้ บางทีท่านแม่เมืองอาจต้องการปกป้องลูกของตน จนลืมกฎของเมืองเรา”
“ข้ามิได้มุสาต่อเจ้า บุษบาลาวัณย์ ปรางทิพย์มณฑาทองมิได้มาที่เรือนนี้ ด้วยความสัตย์จริง”
บุษบาลาวัณย์กวาดสายตามองจนทั่ว ก่อนจะหันมาขึงตามองทั้งคู่ด้วยสายตาเคียดแค้น แล้วหันหลังเดินปึงปังลงเรือนไป

ปรางทิพย์พยุงทศนนท์ยืนกายขึ้น ตัวเธอซวนเซไปเล็กน้อยเนื่องจากบาดเจ็บและเสียงแรงไปมากเพราะใช้มนตราต่อสู้กับบุษบาลาวัณย์
“คุณทศ อดทน แข็งใจเดินหน่อยนะคะ”
ทศนนท์มีท่าทีสะลึมสะลือ พยักหน้ารับ
“ครับคุณปราง”
ทศนนท์สะบัดหน้าพยายามเรียกสติของตนเองกลับมา ปรางทิพย์หันไปมองที่ด้านหลังด้วยความหวาดระแวงว่าบุษบาลาวัณย์จะตามมา เหนือพุ่มไม้ไกลออกไปฝูงนกบินแตกรัง
“พวกเรารีบไปกันเถอะค่ะคุณทศ”
ปรางทิพย์พยุงทศนนท์เดินต่อไป

ฝ่ายบุษบาลาวัณย์เดินเข้ามาในห้องเก็บสมบัติบนเรือน บัดนี้มันเต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นหนาเตอะ นางมองไปทั่วห้องด้วยความรู้สึกหดหู่และเศร้าใจ
“เรือนที่ข้าเคยอยู่ เคยนอนจนเติบใหญ่ บัดนี้กลับทรุดโทรมร้างไร้แล้วซึ่งผู้อยู่อาศัย ท่านแม่ ท่านพ่อและท่านพี่ พวกท่านโปรดวางใจ ข้าจักไม่มีวันลืมว่าพวกท่านต้องมาจากข้าไปด้วยเหตุอันไม่สมควรเช่นใดบ้าง”
บุษบาลาวัณย์เดินตรงไปที่หีบสมบัติซึ่งตั้งอยู่กลางห้อง เปิดมันออกมองดูเห็นทองแท่งอยู่ในนั้นเป็นจำนวนมาก นางจ้องมองสมบัติ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นนัยน์ตาวาวปลาบ มองคุมแค้นไปไกล
“พวกเจ้าต้องหนีไปเมืองมนุษย์แน่ ข้าจักต้องตามล่า หาตัวพวกเจ้าให้พบให้ได้”

บรรยากาศร้านเงียบหงอย ไม่มีลูกค้าสักคน ตาล ศักดิ์ กฤตณีและนิรชา นั่งเซ็งอยู่ตรงโต๊ะหน้าร้าน
“อีกแล้ว ไม่มีคนซื้อของอีกแล้ว ดูท่ากิจการร้านเราจะไปไม่รอดแล้วนะพ่อ” ตาลบ่นๆ
“จะบ่นทำไม มีคนมาซื้อก็ขาย ไม่มีเราก็นั่งพักคุยกัน จะไปเครียดทำไมกัน”
“จริงด้วย ถึงแม่กับพ่อจะหาเงินไม่ได้ แต่แม่ยังมีลูกสาวคนเก่งและสวยที่สุดคนนี้อยู่อีกคนนะ หนูเลี้ยงพ่อกับแม่ได้สบายมาก”
พร้อมกับว่า กฤตณียิ้มยืด ตบอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจ
“โห ดูป๋าจริงเลยนะลูกฉัน”
“มีอภิชาตบุตรมาเกิดเป็นลูกก็ดีอย่างนี้ล่ะนะแม่นะ สมกับที่พ่อทั้งรักทั้งหวงจริงๆ เลย”
ศักดิ์ลูบหัวกฤตณีด้วยความเอ็นดู กฤตณีกอดพ่อยิ้มตาหยี
นิรชามองเห็นก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นใจตามไปด้วย ก่อนจะพูดลอยๆ ขึ้น
“ถ้าโรงเรียนยังมีเด็กมาเรียนแล้วไม่โดนปิดไปก่อนน่ะนะ”
ทั้งสามคนหันมองนิรชาเป็นตาเดียวกัน อุทานลั่นพร้อมๆ กันด้วยความตกใจ
“ว่าไงนะ”
นิรชารู้สึกตัว “เอ่อ...ฉันแค่เผลอคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”
“นี่แกคิดว่า โรงเรียนของเราจะถูกปิดเหรอ”
“ถ้าโรงเรียนไม่มีเด็กมาเรียน ก็อาจเป็นไปได้”
ศักดิ์ ตาล และกฤตณี ฟังแล้วหน้าเครียดทั้งแถบ
เสถียรเดินเข้ามาในร้าน
“คุยอะไรกันอยู่คะ ดูเครียดเชียว น้าศักดิ์ขอนมเย็นแก้วจ้ะ”
ศักดิ์ลุกเดินไปชงนมเย็นให้เสถียร
“ก็เรื่องที่พวกชาวบ้านทยอยกันย้ายออกน่ะสิพี่เถียร ดูสิผู้คนในหมู่บ้านน้อยลงจนเห็นได้ชัดเลย”
แต้มในชุดดำไว้ทุกข์ให้ผัวเดินเข้ามาในร้านสั่งลังเปล่า
“น้าตาล ขอซื้อลังเปล่าสัก 2-3 ใบหน่อย”
“เอาใบใหญ่ไหม จะเอาไปทำอะไร” ตาลซัก
“ใบใหญ่หน่อยจ้ะ จะเอาไปใส่ของ”
ตาลเดินไปหยิบลังมาส่งให้แต้ม
“เอ้านี่ กล่อง 3 ใบ เออว่าจะถามแกหลายวันแล้วก็ลืม ทำไมเอ็งถึงเอาศพไอ้กิตไปเผาที่อื่นล่ะ ฉันจะไปงานมันสักหน่อยก็ไปไม่ได้”
“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะน้าตาล ฉันอยากให้พี่กิตไปสู่สุคติ ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับเรื่องผีแม่ม่ายหรือว่าหมู่บ้านนี้อีกน่ะ นี่ฉันก็กำลังจะย้ายออกจากหมู่บ้านแล้วเหมือนกัน”
ศักดิ์เอานมเย็นมาวางที่โต๊ะให้เสถียร แล้วถามแต้มขึ้นว่า
“อ้าว นี่เอ็งก็จะย้ายออกเหมือนกันเหรอนังแต้ม”
“จ้ะน้า ฉันเซ็นขายบ้านให้คุณทรงกลดไปแล้ว”
“ที่ต้องรีบย้ายหนี เป็นเพราะไอ้กิตมันแต่งตัวเป็นผีแม่ม่ายมาหลอกพวกชาวบ้านใช่ไหม” เสถียรจ้องจับผิด
แต้มร้อนตัว “เปล่านะพี่เถียร พี่กิตจะแกล้งเป็นผีแม่ม่ายมาหลอกคนทำไม ที่เห็นแต่งชุดผู้หญิงก็คงเป็นเพราะพี่กิตเขากลัวผีแม่ม่ายต่างหากล่ะ”
“จริงเร้อ...แต่ที่ฉันเห็นมันไม่น่าใช่เพราะกลัวผีนะ”
“หรือว่าที่นายประกิตทำแบบนั้น เพราะมีคนจ้างให้ทำ”
แต้มปฏิเสธเสียงสูง “ไม่ ไม่มี๊... มีใครจ้างอะไร ใครที่ไหน ค่ากล่องเท่าไหร่น้าตาล”
“10 บาท” ตาลบอก
“เอานี่ 20 บาทไม่ต้องทอนนะ”
แต้มส่งเงินให้ตาล แล้วรีบร้อนเดินออกจากร้านไปอย่างมีพิรุธ นิรชาและกฤตณีมองหน้ากันสีหน้าสงสัย แล้วทั้งคู่ก็เดินตามแต้มออกไป

ฝ่ายปรางทิพย์พยุงทศนนท์เข้ามาในห้องรับแขกบ้าน ทั้งคู่ยังอยู่ในชุดชาวเมืองลับแล
“ถึงบ้านแล้วค่ะคุณทศ เราปลอดภัยแล้ว”
“ครับ...”
ทศนนท์แข็งใจ ฝืนตัวเองสุดกำลัง สุดท้ายหมดสติไป
“คุณทศ”
ปรางทิพย์พยุงพาทศนนท์มานอนลงที่โซฟาอย่างทุลักทุเล มองแผลที่หลังศีรษะของเขาอย่างเป็นกังวล ตะโกนเรียกหาบัวคำให้มาช่วย
“พี่บัวคำ รีบมาช่วยข้าที คุณทศบาดเจ็บ พี่บัวคำ”

ปรางทิพย์หันกลับมาดูอาการทศนนท์ เป็นห่วงจับใจ

อ่านต่อตอนที่ 20


กำลังโหลดความคิดเห็น...