xs
xsm
sm
md
lg

เพรงลับแล ตอนที่11 | ฉันชื่อ..บุษบาลาวัลย์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เพลงลับแล ตอนที่11 | ฉันชื่อ..'บุษบาลาวัลย์'

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย | อาณาจินต์

เช้าวันต่อมา ขณะที่เนตรมายานั่งเปิดตำราค้นหาบางอย่างอยู่บริเวณชานเรือนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เชื่อมเพิ่งกลับจากตลาดเดินขึ้นสำนัก ดิ่งมาหาเนตรมายาสีหน้าตื่นตระหนก

“เจ้าแม่... เกิดเรื่องใหญ่แล้วจ้ะ”
เนตรมายาเงยหน้าขึ้นมามองเชื่อมอย่างสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น”
“ที่ตลาดเขาลือกันใหญ่ว่าไอ้สนขี้ยามันตายแล้ว”
เนตรมายาตาลุกวาว
“เขาว่ามันเสพยาจนเมา แล้วเข้าไปในป่าโดนสัตว์ทำร้ายจนตาย”
เนตรมายาสังหรณ์ใจ “แถวน้ำตกใช่ไหม”
“ใช่จ้ะเจ้าแม่”
“แล้วสภาพศพล่ะ”
“เห็นว่าตามเนื้อตัวมันเต็มไปด้วยรอยเล็บของสัตว์ น่าจะเป็นกรงเล็บของสัตว์ร้าย”
เนตรมายาไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้ ฉันว่าการตายของไอ้สนมันต้องมีอะไรมากกว่านั้น”
“หรือว่า…”
เชื่อมนึกตามจนเริ่มคิดออกว่าเป็นฝีมือใคร เนตรมายาและเชื่อมมองหน้าอย่างรู้กัน
มีเสียงคนเดินขึ้นบันไดเรือนมา
เนตรมายาและเชื่อมหันไปมองที่ประตูเรือน เห็นผู้ใหญ่จรัลเดินขึ้นบ้านมา
“อ้าว...เจ้าแม่ อยู่พอดีเลย”
“มีธุระอะไรกับฉันเหรอผู้ใหญ่”
“เจ้าแม่รู้ข่าวที่ไอ้สนมันตายหรือยัง”
“ฉันรู้แล้ว กำลังคุยกับป้าเชื่อมอยู่พอดี”
“ไอ้สนมันตายโหง ฉันเลยอยากให้เจ้าแม่ไปปัดรังควานในป่าให้หน่อย”
“ผู้ใหญ่ก็เชื่อว่าไอ้สนมันไม่ได้ตายเพราะเสพยา หรือสัตว์ป่าใช่ไหม”
“ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเจ้าแม่ แต่ฉันว่าพวกเจ้าหน้าที่น่าจะไปทำอะไรให้เจ้าแม่ลับแลไม่พอใจเข้า ถึงได้ทำให้มีคนไปตายในป่านั่น”
“ได้สิผู้ใหญ่ ฉันจะไปปัดรังควานให้เอง”
เนตรมายารับปากทันที ยิ้มร้ายเหมือนมีแผนการอะไรอยู่ในใจ

ที่บ้านประกิต แต้มถือชามข้าวต้มมาให้ประกิตที่เตียง
“ตื่นมากินข้าว กินยาได้แล้วพี่”
ประกิตมีอาการเริ่มดีขึ้นแล้ว ลุกขึ้นนั่งรับชามข้าวต้มจากเมียมาตักกิน แต้มนั่งลงข้างๆ
“ฉันต้องไปทำงานแล้วนะพี่”
ประกิตพยักหน้ารับรู้ “อืม”
“พี่รู้เรื่องไอ้สนหรือยัง” ประกิตเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ ส่ายหน้า “มันเสพยาจนเมา แล้วเข้าไปตายในป่า”
ประกิตมองแต้มด้วยสีหน้าตกใจ ระคนแปลกใจ
“ในป่าเหรอ”
“ใช่ เห็นว่าถูกหมีในป่าฆ่าตาย”
“ไม่ใช่ๆๆๆ มันโดนผีบ้านคุณปรางฆ่าตาย”
แต้มงง มองผัวอย่างไม่เชื่อ แถมเข้าใจไปอีกทาง
“เอาแล้ว... แอบไปพี้ยามาอีกแล้วใช่ไหม คราวนี้โดนตัวไหนมาล่ะ”
ประกิตปฏิเสธลั่น มีท่าทีหวาดกลัวเห็นชัด
“จริงๆ นะแต้ม ไอ้สนมันถูกผีบ้านคุณปรางฆ่าตายจริงๆ” ประกิตนึกอะไรขึ้นได้ “สร้อย...ใช่สร้อย ทิ้งมันไปหรือยัง เอ็งต้องทิ้งมันไปนะแต้ม ไม่งั้นมันได้ตามมาฆ่าเราแน่”
“เออๆๆๆ ทิ้งไปแล้ว รีบๆ กินเข้าเถอะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว”
แต้มรับไปส่งๆ ไม่อยากจะฟังผัวพูดเพ้อเจ้ออีก จึงลุกขึ้นเดินออกจากห้องไป ประกิตตะโกนไล่หลัง
“ทิ้งมันไปนะแต้ม เอ็งต้องทิ้งมันนะ อย่าเก็บสมบัติของพวกมันไว้”
แต้มเดินหน้าเครียดลงเรือนไป ไม่ค่อยอยากเชื่อนัก

ทางด้านทรงกลดอยู่ในห้องโถงที่บ้าน นิ่งฟังขจรและศรชัยรายงานเรื่องสนตายจนจบ ด้วยสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะถามขึ้น
“ไอ้สนมันตายเพราะอะไรกันแน่”
“น่าจะเสพยาเกินขนาดครับนาย” ขจรบอก
“แต่อีกฝั่งก็บอกว่าเป็นฝีมือผีแม่ม่ายครับนาย”
ทรงกลดใช้ความคิด
“ไม่ว่าชาวบ้านจะเชื่อยังไงก็ตาม แต่งานของพวกเราจะต้องเดินหน้าต่อ”
ขจรกะศรชัยรับเอาคำ “ครับนาย”
ระหว่างนี้แต้มเดินเอาน้ำเข้ามาเสิร์ฟทรงกลด ได้ยินทุกคนคุยกันสีหน้าเครียด จึงได้แต่มองๆ แล้วก็เดินออกไป

ส่วนร้านกาแฟบ้านศักดิ์ คึกคักตั้งแต่เช้า มีเช้าบ้านเข้ามาจับจ่ายไม่ขาดสาย ในนั้นมีสุดสวยกำลังที่เม้าท์กับชาวบ้านหน้าตาตื่น
“ตายอีกแล้ว”
ตาลงง “ใครตาย”
ชาวบ้าน1บอกว่า “ก็ไอ้สน ลูกน้องไอ้ประกิตไง ผู้ใหญ่เพิ่งไปดูศพมันในป่าแถวน้ำตกนี่เอง”
“ต๊าย! ไอ้สนเองเหรอ” สุดสวยวี้ดว้าย
ชาวบ้าน2 ผวากลัว “ขนาดมันไม่ค่อยออกไปไหนมาไหน เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน มันยังถูกผีแม่ม่ายลากไปกินได้เลย”
“ที่มันชอบเก็บตัวก็เพราะมันเล่นยาไง”
“ก็นั่นแหละ ขนาดมันอยู่เฉยๆ อย่างนั้นมันก็ยังตายได้”
สุดสวยตกใจและเป็นกังวลถึงสามีที่บ้าน
“ตายแล้ว แล้วอย่างนี้ฉันจะวางใจให้พี่ชายของฉันอยู่คนเดียวได้ยังไง น้าตาลรีบเลยๆ กาแฟฉันน่ะ ฉันจะรีบกลับบ้าน”
“เออๆๆๆ รู้แล้วๆๆ”
ตาลรีบชงกาแฟใส่ถุงส่งให้สุดสวย
“จริงอย่างที่นังมิ้นมันว่า ถ้าไม่อยากให้ผู้ชายในบ้านต้องตาย เราก็ดูแลกันให้ดีๆ หรือไม่ก็ต้องรีบหาที่อยู่ใหม่ แล้วหนีไปให้ไกลจากที่นี่” ชาวบ้าน2 บอก
นิรชาและกฤตณี เดินเข้ามาได้ยินพอดี
“เกิดอะไรขึ้น ใครจะย้ายบ้านหนีอะไร” คิตตี้ถาม
สุดสวยตอบว่า “ก็ผีแม่ม่ายน่ะสิ มันเริ่มออกอาละวาดอีกแล้ว”
“ผีแม่ม่าย มีที่ไหนกันพี่สุดสวย” นิรชาท้วง
“ก็นี่ไงครูเนียร์ มันเพิ่งจะเอาไอ้สนไป ไม่ได้แล้ว ฉันต้องรีบไปเฝ้าพี่ชายแล้ว”
พูดจบสุดสวยก็รีบเดินกลับบ้านไปโดยเร็ว
นิรชาเห็นชาวบ้านเริ่มแตกตื่นจึงทนไม่ได้ และพูดดึงสติชาวบ้าน
“ทุกคนคะ เรื่องที่นายสนตาย มันไม่ใช่ฝีมือผีสางที่ไหนหรอกนะคะ ศพของนายสนตำรวจเขาไปพบในป่า นายสนอาจจะตายเพราะสัตว์ป่าทำร้ายก็ได้”
ชาวบ้าน2 แย้งว่า “แต่ป่าในหมู่บ้านของพวกเราไม่เคยมีสัตว์ร้ายเลยนะครูเนียร์”
นิรชาและกฤตณี พูดไม่ออก
ปรัชญาและจาริณีเดินเข้ามาได้ยินเข้า
“ผมไปชันสูตรศพมาแล้ว นายสนตายเพราะถูกทำร้ายร่างกาย”
เสียงชาวบ้านร้อง “อ้าว!” ด้วยความประหลาดใจกับข่าวใหม่
ปรัชญาเสริมว่า “นายสนมีบาดแผลจากการถูกทำร้าย ลักษณะคล้ายกรงเล็บของสัตว์”
กฤตณีสงสัย “แบบนี้ ก็ไม่ได้ไหลตายเพราะผีแม่ม่ายใช่ไหมคะหมอ”
ปรัชญาพูดให้ชาวบ้านมั่นใจ “แน่นอนครับ เป็นการตายเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกทำร้ายร่างกาย”
กฤตณีและนิรชาหันมายิ้มเชิงขอบคุณปรัญชา

อีกฟาก ทศนนท์ สำราญ และจรัล นำพานดอกไม้ธูปเทียน มานิมนต์หลวงพ่อปรกไปทำพิธีในป่า หลวงพ่อรับไป สามคน ก้มกราบ แล้วพนมมือไหว้หลวงพ่อปรก
“เจริญพรโยม แล้วนี่จะนิมนต์ไปสักกี่รูปล่ะโยม”
“รูปเดียวก็ได้ครับหลวงพ่อ” ทศนนท์บอก
“ขอแค่สวดส่งคนตายให้ไปสู่สุคติ” จรับว่า
สำราญเสริมว่า “แล้วก็เป็นขวัญกำลังใจให้คนทำงานด้วยครับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อปรกหันไปตอบยิ้มๆ ให้กับจรัลและสำราญ ก่อนจะหันไปถามทศนนท์
“แล้วโยมละ อยากให้อาตมาสวดอะไรให้เป็นพิเศษหรือเปล่า”
“ตามที่ผู้ใหญ่กับพี่สำราญขอนั่นล่ะครับ”
หลวงพ่อปรกบอกย้ำด้วยสีหน้าจริงจัง “เอาที่โยมต้องใช้น่ะ”
ทศนนท์แปลกใจ “ที่ผมต้องใช้ อะไรครับหลวงพ่อ”
“ไปนึก และไปคิดดูให้ดีๆ แล้วโยมจะรู้...”
ทศนนท์อึ้งไป สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย

จาริณีนั่งดื่มกาแฟเย็นอยู่กับปรัชญา ที่ร้านศักดิ์
“ศพนายสนเมื่อเช้า น่ากลัวเหมือนกันนะคะหมอ”
“ครับ”
จาริณีอดกังวลไม่ได้ “แล้วถ้ามันไม่ใช่ถูกสัตว์ป่าทำร้ายเหมือนที่ชาวบ้านพูดล่ะคะหมอ”
“เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมตรวจดูดีแล้ว รอยแผลนั่น เป็นรอยของกรงเล็บสัตว์”
จาริณีถอนหายใจโล่งอก ปรัชญาสังเกตเห็น
“ดูเหมือนคุณจ๋าจะโล่งใจ เรื่องอะไรครับ”
“หมอก็รู้ พวกชาวบ้านในหมู่บ้านเราเชื่อเรื่องผีแม่ม่ายมาก จ๋าอยากให้พวกเขาเลิกงมงายเรื่องนี้กันซะที”
ปรัชญายิ้มมองจาริณี เห็นในความน่ารักและมีน้ำใจของเธอ จาริณีรู้ตัวก้มหน้าก้มตากินกาแฟแก้เขิน
นิรชาคอยช่วยตาลขายของอยู่ แต่สายตาคอยมองปรัญชาอยู่ตลอดเหมือนอยากจะเข้าไปคุยด้วยแต่ไม่กล้า กฤตณีอ่านท่าทีเพื่อนออกจึงเดินเข้ามาหา
“มีอะไรก็เข้าไปเคลียร์กันสิ จะมาทำเมินใส่กันแบบนี้ทำไม”
“ฉันเปล่านะคิตตี้ หมอปรัชต่างหาก...”
กฤตณีทนไม่ไหวหยิบจานข้าวตักราดแกงไว้แล้วส่งให้นิรชา
“เอาไปนั่งกินที่โต๊ะกับหมอไป อีกเดี๋ยวฉันเอากับข้าวที่หมอสั่งไปเสิร์ฟให้ไปเถอะเนียร์ ต่อให้เป็นแฟนกันไม่ได้ ก็เป็นเพื่อนกันได้นี่นา”
นิรชานิ่งคิดก่อนจะพยายามรวบรวมกำลังใจแล้วถือจานข้าวเดินเข้าไปที่โต๊ะหมอปรัชญา
“ขอเนียร์นั่งกินข้าวด้วยคนนะคะหมอ”
ปรัชญาและจาริณีมองนิรชาอึ้งๆ
หมอปรัชมองนิ่งไม่ตอบอะไร ส่วนจาริณียิ้มให้แล้วพูดขึ้นเพื่อคลายความตึงเครียด
“ได้สิคะ ครูเนียร์ นั่งกินด้วยกันหลายๆ คนดีออกค่ะ”
นิรชาวางจานข้าวลง ยิ้มให้จาริณี แล้วนั่งลงหันไปคุยกับปรัชญา
“เมื่อกี้ขอบใจหมอปรัชมากนะ ที่เข้ามาช่วยพูดให้ชาวบ้านไม่เข้าใจผิดเรื่องผีแม่ม่าย”
“ไม่เป็นไรหรอก ก็เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ”
นิรชาสะอึกกับคำพูดประชดของปรัชญา มองหน้าเขาอย่างอึนๆ มึนๆ
ส่วนปรัชญายกนาฬิกาข้อมือดูเวลาแล้วหันมาพูดกับจาริณีเหมือนไม่สนใจนิรชา
“ได้เวลาที่เราต้องไปตรวจอาการให้คุณยายกล่ำกันแล้วไช่ไหมครับคุณจ๋า”
จาริณีรู้สึกกระอักกระอ่วน ทำตัวไม่ถูก ตอบรับปรัชญาไป
“เอ่อ...ค่ะหมอ”
ปรัชญาหันไปตะโกนบอกตาล
“น้าตาลครับ ข้าวที่สั่ง เปลี่ยนใส่ปิ่นโตแทนนะครับ”
“อ้าว...ไหนบอกจะกินที่นี่ไงคะหมอ” ตาลตะโกนถามมา
“ไม่ทันแล้วครับ ผมนัดคนไข้เอาไว้ คุณจ๋า เดี๋ยวรอปิ่นโตน้าตาลแล้วตามผมไปนะ”
พูดจบปรัชญาก็ลุกเดินออกไปเลย จาริณีพยักหน้ารับอย่างงงๆ ขณะที่นิรชาอึ้งนิ่งงันไป

คืนนี้ ปรางทิพย์นั่งยิ้มอยู่ที่หน้ากระจกเงาในห้องนอน มีบัวคำกำลังหวีผมให้ ยิ้มตามก่อนจะถามขึ้น
“เหตุใดวันนี้ แม่หญิงจึงดูแจ่มใสนัก มีเรื่องน่ายินดีอันใดรึ”
“คุณทศเริ่มจำเรื่องราวที่ผ่านมาได้บ้างแล้วน่ะสิจ๊ะพี่บัวคำ”
บัวคำดีใจ “จริงหรือเจ้าคะ ดีจริง...แล้ววันนี้ก็มาถึงเสียที”
“วันที่ฉันเฝ้ารอคอย ใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว”
แววตาของปรางทิพย์เป็นประกายเจิดจ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

ที่บ้านทรงกลด คืนเดียวกัน
ทรงกลดกำลังนั่งดูโทรทัศน์อยู่ในห้องนั่งเล่น จนมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขากดรับสาย
“อ้าว สวัสดีครับ เป็นไงบ้างครับโครงการที่ให้ออกแบบ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว อ๋อ...เอาคร่าวๆ มาดูก่อนก็ได้ครับ ผมอยากจะเห็นว่ารูปแบบมันจะได้ประมาณไหน ครับ...ครับ ยังไงก็รบกวนช่วยเร่งให้หน่อย.... ครับ สวัสดีครับ”
ทรงกลดวางมือถือลงบนโต๊ะกลาง ก่อนจะหันไปหยิบรีโมทขึ้นมาเปิดดูข่าว
แต้มเดินถือชาร้อนมาวางให้ทรงกลด
“ชาร้อนที่สั่ง ได้แล้วค่ะท่าน”
ทรงกลดรับชาร้อนจากแต้มมาจิบ ก่อนจะวางลงที่โต๊ะ แล้วหันมองแต้ม ที่ยังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ยอมไปไหน
“มีอะไรหรือแต้ม”
“เอ่อ...คือ...”
“มีอะไรก็ว่ามา”
“คือแต้มมีเรื่องจะรบกวนคุณทรงกลดน่ะค่ะ พอดีช่วงนี้แฟนแต้มไม่ค่อยสบาย เงินทองก็ไม่ค่อยมี”
“แต่เธอเบิกเงินล่วงหน้าไปเดือนนึงแล้วนะ” ทรงกลดพูดเสียงเรียบ
“เปล่าค่ะเปล่า แต้มไม่ได้จะเบิกเงินล่วงหน้าเพิ่ม เพียงแต่...”
แต้มหยิบสร้อยคอออกมาจากกระเป๋าเสื้อ ทรงกลดมองเห็นแว่บแรกก็รู้สึกถูกใจมันทันที
“แต้มมีสมบัติเก่าอยู่ชิ้นหนึ่ง อยากจะเอาไปขาย แต่ไม่รู้จะไปขายให้ใครดี”
“จะให้ฉันช่วยหาคนซื้อให้เหรอ”
“ใช่ค่ะ ไม่ต้องได้ราคาสูงมากก็ได้ แค่ให้ได้สมน้ำสมเนื้อหน่อยก็พอ”
ทรงกลดยื่นมือไปรับสร้อยมาดู มองอย่างไม่อยากเชื่อว่าสร้อยเส้นนี้จะเป็นของแต้ม แต่ก็ไม่พูดอะไร เขาหันมองไปที่สร้อยอีกครั้งสีหน้าชอบมันอย่างเห็นได้ชัด ตาวาวขึ้นมา
“อืม...เพชรนี่น้ำงามเลยนะ เอาเป็นว่าฉันจะรับซื้อไว้เองก็แล้วกัน”
แต้มเนื้อเต้นดีใจ “จริงเหรอคะคุณทรงกลด ขอบคุณค่ะ ขอบคุณมากเลยค่ะ”
ทรงกลดนิ่งมองที่สร้อยอย่างรู้สึกชอบใจ ขณะที่ในใจก็พลันคิดถึงปรางทิพย์ขึ้นมาครามครัน

เช้าวันใหม่ที่บ้านพักทีมช่างสำรวจ
สำราญเดินขึ้นบ้านมาตะโกนเรียกทุกคนเสียงดัง
“เป็นไงครับทุกคน พร้อมกันหรือยัง”
ทศนนท์และอนุชิตกำลังนั่งกินกาแฟรออยู่ที่โต๊ะก่อนแล้ว หันมามองแล้วพูดขึ้น
“ใกล้พร้อมแล้วครับ”
สำราญทำหน้างง ก่อนที่ทศนนท์ จะเฉลยสิ่งที่อนุชิตพูดค้างเอาไว้
“เหลือพีอีกคนครับ เพิ่งจะตื่นไปเข้าห้องน้ำเมื่อตะกี้นี้เอง แล้วคนอื่นๆ ล่ะครับ”
“ล่วงหน้ากันไปก่อนแล้ว”
ไม่นานนักพีรพรก็เดินออกมาจากห้องน้ำในชุดอยู่บ้าน ผ้าเช็ดตัวคล้องคอ ทุกคนหันมองพีรพรเป็นตาเดียว อนุชิตเป็นคนถามขึ้น
“ทำไมไม่แต่งตัวให้เรียบร้อยล่ะพี รู้ไม่ใช่เหรอว่าพวกเราต้องเข้าไปทำบุญในป่ากันวันนี้”
พีรพรทำเมินใส่ทศนนท์ แล้วเดินเลยไปนั่งที่โซฟา
“รู้ครับ แต่ผมไม่อยากไป พวกพี่ไปกันเถอะ”
ทศนนท์รู้ว่าพีรพรยังคงงอนตนอยู่แต่ไม่อยากสนใจ อนุชิตลากพีรพรลุกขึ้นอย่างเอาจริง
“แกต้องไปนะไอ้พี ไม่งั้นถือว่าไม่รับผิดชอบ ไปด้วยกัน ถ้าไม่ยอมแต่งตัวก็ไปทั้งอย่างนี้แหละ”
“เดี๋ยวๆๆ พี่นุ ไปก็ได้ ขอไปอาบน้ำก่อน”

ไม่นานต่อมา ในบรรยากาศป่าอันร่มครึ้มเขียวขจี ได้ยินเสียงน้ำตกดังปนมากับเสียงสวดมนต์ของหลวงพ่อ ทุกคนในที่นั้นนั่งพนมมือรับน้ำมนต์ที่หลวงพ่อปรกเดินพรมให้กับจนทั่ว เป็นอันเสร็จพิธี
จรัล ขจร และ ศรชัย ช่วยกันเก็บของ รับขันน้ำมนต์จากหลวงพ่อเดินนำออกไปที่รถ หลวงพ่อปรกเดินตรงมาหาทศนนท์
“คิดดีแล้วเหรอโยม ที่จะตัดถนนเข้ามาที่น้ำตก”
“มันเป็นคำสั่งของทางราชการครับ ผมกับลูกน้องก็ทำกันตามหน้าที่” ทศนนท์อธิบาย
“อาตมาว่าปล่อยให้เขาอยู่ส่วนเขา เราอยู่ส่วนเราไม่ดีกว่าหรือโยม”
“พวกเราไม่ได้รุกรานสัตว์ป่านะครับหลวงพ่อ” พีรพรเสริม
“ใช่ครับ เพียงแค่ตัดถนนเข้ามาให้ผู้คนได้มาเที่ยว มาเล่นน้ำตกนี่ได้สะดวกเท่านั้น” อนุชิตอธิบายเพิ่ม
“เราจะทำให้กระทบป่าน้อยที่สุด หลวงพ่อไม่ต้องกลัวว่าพวกสัตว์ป่าจะถูกผู้คนรบกวนนะครับ” สำราญว่า
หลวงพ่อนิ่งฟังทุกคนช่วยกันอธิบาย ก่อนจะหันมองทศนนท์นิ่ง
“หลวงพ่อ คงไม่ได้หมายถึงสัตว์ป่าหรอกใช่ไหมคะ” เจ้าแม่ทัก
“ไม่ว่าจะสัตว์ป่าที่เรามองเห็น หรือที่มองไม่เห็น ถ้าเรามารุกล้ำพื้นที่เขามันก็ไม่น่าจะใช่เรื่องที่ดี มิใช่หรือโยม”
ทุกคนคิดตามหลวงพ่อ แล้วเริ่มสงสัยระคนแปลกใจ
“หมายความว่ายังไงครับหลวงพ่อ” ทศนนท์สงสัย
ทรงกลดเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพูดขึ้น
“แต่ถ้าน้ำตกนางลับแลกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว มันก็หมายถึงงาน และเม็ดเงินมหาศาลที่จะไหลเข้ามาในหมู่บ้านเรานะครับหลวงพ่อ”
หลวงพ่อนิ่งมองทรงกลดก่อนจะลอบถอนหายใจอย่างรู้เท่าทัน แล้วหันไปมองที่น้ำตกอีกครั้ง ไม่พูดอะไรอีก
ผู้ใหญ่จรัลเดินเข้ามารับหลวงพ่อกลับไปส่งท่านที่วัด
“นิมนต์หลวงพ่อครับ”
หลวงพ่อปรกหันกลับมามองทศนนท์และทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ก่อนจะพูดขึ้น
“เจริญพรโยม”
ทุกคนพนมมือขึ้นเปล่งวาจา “สาธุ” พร้อมๆ กัน
หลวงพ่อปรกเดินตามจรัลออกไป

เนตรมายาหันมองไปรอบๆ บริเวณน้ำตกเหมือนรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง
“ฉันว่า ที่นี่มีอะไรแปลกๆ นะ”
“ฉันก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ เหมือนกันจ้ะเจ้าแม่” เชื่อมบอก
“อาจเป็นเพราะมนต์เสน่ห์ของน้ำตก ทุกครั้งที่เข้ามาเห็น ผมก็รู้สึกว่ามันสวยน่าหลงใหล” ทรงกลดว่ายิ้มๆ
“เพราะแบบนี้มั้งครับ ทางหน่วยงานรัฐถึงจะทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว” อนุชิตเสริม
“แต่ถ้าผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวกันมากจนเกินไปจนกลายเป็นรุกล้ำพื้นที่ของสัตว์ป่าแถบนี้เหมือนที่หลวงพ่อพูด ผมว่ามันก็น่าเสียดายอยู่เหมือนกันนะครับ” ทศนนท์ท้วง
สำราญ้เห็นด้วย “จริงครับ”
จรัลเดินเข้ามาสมทบทุกคน
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับคุณทศ ทางเราได้ประสานกับหน่วยราชการในส่วนที่จะมีการบำรุงและฟื้นฟูสถานที่ท่องเที่ยวเอาไว้แล้ว รับรองว่าเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามามากจริงๆ ผมและชาวบ้านก็จะช่วยกันดูแลพื้นที่นี้ให้สวยงามแบบนี้ไปตลอด”
“ผมก็จะช่วยผู้ใหญ่และชาวบ้านอีกแรงหนึ่งเหมือนกันครับ”
ทุกคนได้ฟังทรงกลดพูดแล้วก็ยิ้มอย่างปลื้มใจในความมีน้ำใจของเขา
จู่ๆ ที่หน้าน้ำตกมีแสงเปล่งประกายวาบออกมา เนตรมายารับรู้ได้ถึงพลังงานบางอย่างที่สะท้อนออกมาจากน้ำตก เธอหันขวับไปมอง
“นั่นแสงอะไร”
ทุกคนหันมองตามเนตรมายา แต่ไม่เห็นอะไรผิดปกติ
“แสงอะไรเหรอครับ ไม่เห็นมีอะไรเลย” พีรพรไม่เห็น
“เมื่อกี้มีแสง...เหมือนมีพลังงานบางอย่างสะท้อนออกมาจากม่านน้ำตกนั่น” เจ้าแม่ย้ำ
“คงเป็นแสงแดดที่ส่องมากระทบกับน้ำ แล้วสะท้อนเข้าตาคุณเนตรมั้งครับ” ทศนนท์ว่า
“มันไม่ใช่นะคะคุณทศ แสงนั่นมันไม่ใช่แสงธรรมดา ฉันรู้สึกได้”
ทศนนท์สีหน้าฉงนไม่อยากเชื่อ จรัลนิ่งฟังเนตรมายาก็รู้สึกกลัวขึ้นมา
“ไอ้สน ต้องเป็นไอ้สนแน่”
มีเสียงเรียกของบุษบาลาวัณย์ดังแว่วมา ซึ่งทรงกลดได้ยินคนเดียว
“พี่คอน...พี่คอน...”
ทรงกลดมองไปรอบๆ ถามคนอื่นๆ ขึ้นมาว่า
“มีใครได้ยินเสียงเหมือนผมไหมครับ”
เนตรมายาแปลกใจ “เสียงอะไรคะ”
“เสียงผู้หญิง เรียกชื่อพี่อะไรสักอย่าง ผมได้ยินไม่ถนัด”
เนตรมายามองหน้ากับเชื่อมอย่างรู้สึกแปลกๆ จรัลทำท่าขนลุกเกรียว
“อาถรรพ์นางลับแลแน่ๆ เจ้าแม่รีบไปทำพิธีส่งวิญญาณไอ้สนเถอะ เสร็จแล้วจะได้รีบกลับ ไปครับ ไปๆ”
จรัลเดินนำทุกคนออกไป แต่ขณะที่อนุชิตกำลังจะเดินตามออกไป เขาเหมือนมองเห็นอะไรบางอย่างที่หน้าน้ำตก จึงหันไปมอง
พบว่าที่บริเวณหน้าน้ำตกมีแสงวาบวิ้งวับออกมาอีกครั้ง
อนุชิตนิ่งงันไป

เนตรมายาเดินตามจรัลและทุกคน มาถึงจุดที่พบศพสนธยา
“ตรงนี้ล่ะเจ้าแม่ ที่ที่ไอ้สนมันตาย”
เนตรมายานิ่งมองจุดที่จรัลชี้บอก พร้อมกับหันมองไปรอบๆ ป่าด้วยสีหน้าประหลาดใจ เชื่อมหยิบดอกไม้ธูปเทียนส่งให้อย่างรู้งาน เจ้าแม่รับไป แต่กลับบอกว่า
“จะให้ฉันสวดส่งวิญญาณใคร ในเมื่อที่นี่ไม่มีดวงวิญญาณเลย”
ทุกคนสีหน้าตกใจ
“ไม่มีได้ยังไง ก็ไอ้สนมันตายโหงที่นี่”
เนตรมายากวาดตามองดูรอบๆ อีกครั้ง
“ไม่มีจริงๆ ผู้ใหญ่ ฉันว่าดวงวิญญาณของไอ้สน คงโดนนังผีร้ายมันเอาไป”
ทศนนท์หน้าตึง ชักไม่พอใจ “คุณนี่ อะไรๆ ก็โทษแต่ว่าเป็นเพราะผี ปีศาจ แล้วนี่คิดจะโยงไปที่ผีแม่ม่ายอีกใช่ไหม”
“ฉันพูดจริงๆ นะคุณทศ นังผีแม่ม่ายมันฆ่าไอ้สน”
“แล้วผลชันสูตรที่หมอและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มานั่นล่ะครับ มันคืออะไร” ทศนนท์ท้วง
“ใช่ครับ ผลชันสูตรศพออกมาแล้วว่านายสนตายเพราะถูกสัตว์ทำร้าย” สำราญว่า
“ผมขอร้องล่ะคุณเนตร อย่าให้ชาวบ้านแตกตื่นเพราะเรื่องผีแม่ม่ายอะไรนั่นอีกเลย”
“ฉันไม่ได้พูดเหลวไหลนะคุณทศ แม้แต่คุณเองก็เคยโดนนั่งผีร้ายนั่นล่อลวงไป ฉันอยากให้คุณระวังตัว ไม่งั้นต่อไปคุณอาจจะเป็นเหยื่อของมันก็ได้”
“ผมน่ะเหรอโดนผีแม่ม่ายล่อลวง มันเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ นี่ถ้าเกิดผมเชื่อที่คุณพูด ผมคงไม่ต้องทำงานทำการกันพอดี”
เนตรมายาไม่ยอม จะเถียงทศนนท์อีก แต่ทรงกลดรีบเข้ามาห้ามเอาไว้
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องทะเลาะกันครับ เรื่องของความเชื่อเถียงกันไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เจ้าแม่ ผมว่ายังไงคุณก็ช่วยไปทำพิธีสักหน่อยเถอะ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ทุกคนจะได้ทำงานกันต่อไปได้อย่างสบายใจ”
เนตรมายามองเห็นสายตาปรามของทรงกลด จำต้องยอมเงียบปาก ก่อนจะเดินไปนั่งลงที่เสื่อที่ปูรอไว้ก่อนหน้า เพื่อเริ่มทำพิธีสวดส่งวิญญาณ
ทุกคนเดินตามไปเพื่อจะนั่งลงที่เสื่อเช่นกัน
ทศนนท์เดินตามทุกคนไปนั่งอย่างไม่ค่อยพอใจนัก แต่แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่าอนุชิตหายไป
“เอ๊ะ พี่นุหายไปไหน”
สำราญมองหา แต่ก็ไม่เจอ “อ้าว คุณนุไปไหนซะแล้วล่ะ ไม่ได้เดินตามพวกเรามาหรือไง”
“ผมว่าน่าจะยังอยู่ที่น้ำตก เดี๋ยวผมไปตามพี่นุเองครับ”
พีรพรลุกเดินย้อนกลับไปทางน้ำตก ในขณะที่เนตรมายากับเชื่อมกำลังเตรียมพิธีสวดส่งวิญญาณสนธยา

ทางด้านอนุชิตนิ่งมองไปที่ม่านน้ำตก สักพักเหมือนกับเขาเห็นอะไรบางอย่างแถวนั้น เขายิ้มตอบออกไป
เสียงซึงบรรเลงกล่อมดังหวานแว่วคลอเบาๆ จนอนุชิตเริ่มเคลิ้ม ค่อยๆ เดินตรงไปที่น้ำตก
บุษบาลาวัณย์กำลังเล่นน้ำอยู่ หันมายิ้มให้อนุชิตอย่างเชิญชวน พร้อมกับยื่นแขนวักน้ำเชิงเรียกร้องอนุชิตให้เข้ามาหา
อนุชิตเดินลงน้ำไปจนน้ำปริ่มจมูก กระทั่งมีเสียงร้องเรียกของพีรพรดังขึ้น
“พี่นุ นั่นพี่จะทำอะไรน่ะ”
ทว่าไม่มีผลอะไร อนุชิตยังคงนิ่งเฉยเดินลุยลงน้ำต่อไป พีรพรวิ่งเข้ามาใกล้ๆ ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“พี่นุ ลงน้ำไปทำไม พี่นุ กลับขึ้นมา!”

เนตรมายากำลังทำพิธีส่งวิญญาณสนธยาอยู่ ทุกคนพนมมือร่วมกันตั้งจิตส่งวิญญาณผู้ตายไปสู่สุคติ พลันเสียงร้องตกใจของพีรพรก็ดังแว่วเข้ามา
“พี่นุ กลับขึ้นมา อย่าลงไป พี่นุ”
เนตรมายาลืมตาขึ้น ในขณะที่ทุกคนหันมองไปตามเสียงด้วยสีหน้าตกใจ
“นั่นมันเสียงนายพีนี่ เกิดอะไรขึ้น” ทศนนท์ประหลาดใจ
“นั่นสิครับ” สำราญว่า
“เสียงมาจากน้ำตกนี่ครับ” ทรงกลดแปลกใจ
“หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น” ผู้ใหญ่จรัลงุนงง
ไม่ทันขาดคำ ทศนนท์รีบลุกเดินแกมวิ่งออกไปทันที ทุกคนลุกตามไป

ทางฝ่ายอนุชิตเดินไม่ได้สติลุยลงน้ำไปเรื่อยๆ จนน้ำใกล้มิดจมูกรอมร่อ พีรพรเห็นตะโกนเรียกจนสุดเสียง
“พี่นุ พี่นุ ขึ้นมา อย่าลงไป พี่นุ”
พีรพรวิ่งลุยลงน้ำ แล้วว่ายน้ำเข้าไปหาอนุชิตสุดกำลัง
ในขณะที่อนุชิตเดินลึกลงๆ ไปจนน้ำมิดจมูก
พีรพรว่ายน้ำจนมาถึงตัวอนุชิต เขาคว้าไหล่อนุชิตเพื่อเรียกสติ อนุชิตเหมือนตื่นจากภวังค์
ทศนนท์และคนอื่นๆ วิ่งมาถึง มองเห็นเหตุการณ์อะไรเป็นอะไรก็ตกใจ ช่วยกันตะโกนเรียก
“พี” / “พี่นุ” / “คุณนุ” / “คุณพี!”
พีรพรมีสีหน้าดีใจเมื่อเห็นว่าอนุชิตเริ่มรู้สึกตัว แต่เพียงเสี้ยวนาทีที่เขาไม่ทันระวัง อารามตกใจอนุชิตหันมาคว้ามือพีรพรแล้วกระชากลงไปใต้น้ำด้วยกัน ทั้งพีรพรและอนุชิตต่างตะกุยตะกายด้วยความตกใจ
ทศนนท์กะสำราญตกใจสุดขีด “พี”/ “คุณพี”
ทั้งคู่รีบวิ่งลงน้ำ ว่ายน้ำเข้าไปดึงตัวอนุชิตออกจากพีรพร แต่อนุชิตไม่ยอม ยังคงตะเกียกตะกายลุยลงน้ำไปอีก จนทศนนท์และสำราญไม่สามารถทำอะไรได้
สำราญคิดปราดตัดสินใจต่อยอนุชิตจนหน้าหงายไป แล้วค่อยช่วยอนุชิตขึ้นมา
พีรพรหมดสติ กำลังจะจมน้ำรอมร่อ ได้ทศนนท์ว่ายเข้าไปช่วย

ทุกคนบนฝั่ง ลุ้นระทึก สีหน้าตื่นตระหนกทั้งแถบ พากันโล่งใจไปอีกเปลาะ
สำราญลากอนุชิตขึ้นมาบนฝั่งโดยการช่วยของทรงกลด แล้วนั่งหอบอยู่ข้างๆ อนุชิต มองอนุชิตที่สลบไสลเพราะแรงหมัดของตนอย่างเป็นห่วง
“ขอโทษนะคุณนุ ผมไม่มีทางเลือกจริง”
ทรงกลดตรวจดูอาการอนุชิต เบื้องต้น “คุณนุไม่เป็นไรมากหรอกครับ แค่สลบไป”
ทศนนท์ช่วยพีรพรขึ้นฝั่งตามกันมาติดๆ โดยได้จรัลมารับช่วงช่วยพยุงไป
เนตรมายาตรงเข้ามาทศนนท์ ถามอย่างเป็นห่วง
“คุณทศ เป็นยังไงบ้างคะ
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่เป็นไร ผมขอไปดูพีก่อน”
พีรพรถูกวางลงให้นอนหงายอยู่ที่พื้น จรัลมองดูอาการพีรพรแล้วเอ่ยขึ้น
“คุณพี คงจะสำลักน้ำ เหมือนจะหายใจไม่ออกนะครับ”
ทศนนท์ตกใจทศนนท์รีบเข้ามาดู พยายามตบหน้าเรียกสติ ปลุกพีรพร
“นายพี นายพี ได้ยินที่พี่พูดไหม พี”
ทศนนท์อังมือที่จมูกพีรพร ก็รู้ว่าเขาไม่หายใจจริงๆ จึงรีบปั๊มหัวใจ ร้องเรียกสติไม่หยุด
“นายพี ลุกขึ้น เฮ้ย...อย่าเพิ่งตายนะพี ลุก ฟื้นขึ้นมา พี”
พีรพรยังคงนิ่ง ทุกคนมองอย่างตกใจ กระทั่งทศนนท์กำลังจะก้มลงไปเป่าที่ปากพีรพร
พีรพรสำลักน้ำพรวด ทศนนท์และทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทศนนท์จับตัวพีรพรให้ตะแคง แล้วตบหลังให้เขาสำลักน้ำออกให้หมด
“ปลอดภัยแล้วนะพี ไม่เป็นไรแล้ว”
“โชคดีจริงๆ เลยนะครับที่ไม่มีใครเป็นอะไร” จรัลโล่งอก
เนตรมายาเอ่ยขึ้นเสียงขุ่น “เห็นไหม เกิดเรื่องขึ้นจนได้”
“นั่นสิ ที่นี่มีอะไรแปลกๆ อย่างที่เจ้าแม่ว่าจริงๆ” เชื่อมผสมโรง
พีรพรสำลักน้ำออกจนหมด ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างรู้สึกทรมาน เกาะแขนทศนนท์ร้องไห้โฮอย่างคนขวัญเสีย
“โฮ...พี่ทศ ผมคิดว่าผมจะตายแล้ว พี่ทศ...”
ทศนนท์ตบบ่าปลอบให้แรงใจพีรพร
“ไม่เป็นไรแล้ว ปลอดภัยแล้วนะ ปลอดภัยกันทุกคน”
ทุกคนยิ้มให้กำลังแรงใจพีรพรกับทศนนท์ อนุชิตฟื้นขึ้นมาในจังหวะนี้ มองทุกคนด้วยสีหน้างุนงง ว่าเกิดอะไรขึ้น

ที่สถานีอนามัย หมอปรัชญาเขียนใบนัดให้กับคนไข้หญิงรายสุดท้ายตรงหน้า พร้อมกับพูดขึ้น
“อาทิตย์หน้ากลับมาตรวจใหม่อีกครั้ง ก็น่าจะหายเป็นปกติดีทุกอย่างแล้ว”
“ขอบคุณค่ะหมอ”
คนไข้หญิงไหว้ แล้วลุกเดินออกจากห้องตรวจไป
ปรัชญาหันมาคุยกับจาริณีที่กำลังเก็บของอยู่ไม่ไกลจากเขานัก
“คนไข้คนสุดท้ายแล้วใช่ไหมครับคุณจ๋า”
“คนสุดท้ายแล้วค่ะ”
ปรัชญาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างรู้สึกล้า
“เฮ้อ...วันนี้รู้สึกเหนื่อยๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“เหนื่อยแล้วหิวด้วยไหมคะหมอ”
“อย่าบอกว่าวันนี้คุณจ๋าจะเลี้ยงข้าวเย็นผมอีกนะครับ”
“ถ้าหมอยังไม่เบื่อรสชาติอาหารบ้านจ๋า ก็ไปทานอีกได้นะคะ”
“จะเบื่อได้ยังไงล่ะครับ อาหารที่คุณจ๋าทำออกจะอร่อยปานนั้น งั้น...ตอนนี้คนไข้ก็หมดแล้ว ไปกันเลยไหมครับ”
ยังไม่ทันที่ปรัชญาจะลุกจากเก้าอี้ เสียงนิรชาก็ดังเข้ามา
“ยังมีคนไข้เหลืออีกคนนะคะหมอ”
ปรัชญาและจาริณีหันไปมองตามเสียง เห็นนิรชาเดินเข้ามาในห้องตรวจ
จาริณีอึ้งไป แต่ปรัชญาวางมาดขรึม ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูห่างเหิน
“คนไข้เป็นอะไรมาครับ”
นิรชาเดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะปรัชญา
“โดนเพื่อนโกรธ เลยช้ำใน”
ปรัชญาสะอึก เมื่อโดนตอกย้ำคำว่าเพื่อนอีกครา เขามองนิรชาด้วยสายตาเจ็บปวด
พึมพำเบาๆ “เพื่อนอีกแล้วเหรอ”
จาริณีหันมองนิรชาและปรัชญา เจ็บแปลบในใจ เดินออกจากห้องไปเงียบๆ

จาริณีเดินออกมาจากห้องตรวจสีหน้าเศร้าสร้อย สุดสวยถืออุปกรณ์ทำความสะอาดเดินเข้ามาเห็น จึงทักถามอย่างห่วงใย
“คุณจ๋าเป็นอะไรไปคะ ทำไมเดินหน้าเศร้าออกมาอย่างนั้น โดนคุณหมอดุเอาเหรอคะ”
“เปล่าหรอกพี่สุดสวย”
“อ้าว ไม่ใช่แล้วทำไม?”
“ครูเนียร์มาน่ะ”
สุดสวยพยักหน้าเข้าใจ
“อ๋อ...เข้าใจละ อย่าค่ะ อย่าเพิ่งทำหน้านกแบบนั้น พี่เห็นสถานการณ์ตอนนี้แล้ว คุณจ๋าของพี่กำลังเป็นต่อ”
“เป็นต่อยังไง จ๋าเห็นหมอมองครูเนียร์ทีไร ก็เห็นแต่สายตาตัดพ้อทุกครั้ง”
“อย่างนั้นสิคะดี ผู้ชายน่ะต้องปล่อยให้เจ็บซ้ำๆ อย่างนั้นไปให้สุด ส่วนเราก็เฝ้ารอแล้วก็คอยโอกาส...เสียบ”
จาริณีปราม “พี่สุดสวย พูดอะไร น่าเกลียด”
สุดสวยหัวเราะคิก “พี่ล้อเล่นน่ะค่ะ พี่ล้อเล่น”
ระหว่างนี้ ทศนนท์ประคองพีรพร ส่วนสำราญประคองอนุชิตเดินเข้ามา พร้อมกับทรงกลดและจรัล
“จ๋า หมอยังอยู่หรือเปล่าลูก”
จาริณีและสุดสวยหันไปมองด้วยสีหน้าตกใจ
“อยู่จ้ะพ่อ ใครเป็นอะไร”
“คุณพี กับคุณนุ จมน้ำครับ” ทรงกลดบอก
จาริณีหันไปตะโกนเรียกหมอกุลีกุลอมาบอกทศนนท์กะสำราญ “คุณหมอคะมีคนไข้ฉุกเฉินค่ะพาคนไข้มาที่เตียงทางนี้เลยค่ะ”
จาริณีรีบเดินนำทุกคนไปที่เตียงคนไข้ ทุกคนตามไป
หมอปรัชญารีบเดินออกมาที่หน้าห้องแล้วตามทุกคนไป นิรชาเดินตามออกมาดูด้วยสีหน้าสงสัย

ทศนนท์ สำราญ จรัล และทรงกลด เดินออกมาจากห้องตรวจฉุกเฉิน
ทรงกลดถอนหายใจโล่งอก “คุณพีกับคุณนุ ถึงมือหมอแล้ว พวกเราก็หมดห่วงกันได้ซะที”
“ขอบคุณคุณทรงกลดกับผู้ใหญ่มากนะครับที่ช่วย” ทศนนท์ว่า
“ไม่เป็นไรครับเราคนกันเอง มีอะไรก็ต้องช่วยๆ กัน”
“มันเป็นหน้าที่ของผมที่ต้องดูแลลูกบ้านอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมคงต้องกลับก่อน”
“ตามสบายครับผู้ใหญ่ ขอบคุณผู้ใหญ่นะครับ ที่เป็นธุระเรื่องต่างๆ ให้” สำราญยิ้มขอบคุณ
จรัลพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปถามทรงกลด
“แล้วคุณทรงกลดจะกลับไปพร้อมกันเลยไหมครับ ตอนนี้ขจรกับศรชัยน่าจะส่งพระกลับวัด แล้วไปรอคุณทรงกลดที่บ้านผมแล้ว”
“กลับพร้อมผู้ใหญ่ก็ดีครับ” ทรงกลดหันมาลา ทศนนท์กะสำราญ “งั้นผมกลับก่อนนะครับ”
“ครับ ขอบคุณครับ สวัสดีครับ”
ทรงกลดกับจรัลเดินออกไปที่รถ
นิรชาและสุดสวยยืนมองเหตุการณ์อยู่ พากันเดินเข้ามาหาพวกทศนนท์
“อ้าว...ครูเนียร์ ไม่สบายหรือครับ” ทศนนท์ทัก
“เปล่าค่ะ แค่มาคุยธุระกับหมอนิดหน่อย แล้วนี่เกิดอะไรขึ้นคะ”
สุดสวยอยากรู้ “ทำไมคุณนุกับคุณพีถึงจมน้ำได้คะ พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็นเหรอ”
“คุณพี่น่ะว่ายเป็น แต่คุณนุผมไม่แน่ใจ” สำราญว่า
นิรชาแปลกใจ “แล้วทำไมจมน้ำได้ล่ะคะ”
ทศนนท์หน้าเครียดก่อนจะเล่าต่อ
“เห็นนายพี เล่าให้ฟังคร่าวๆ ว่าเขาเห็นพี่นุเดินลงไปในน้ำเหมือนจะฆ่าตัวตาย”
นิรชากะสุดสวยอุทานลั่น “ฆ่าตัวตาย!”
“ครับ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมพี่นุถึงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่พอนายพีลงไปช่วย พี่นุกลับตะเกียกตะกายเหมือนคนไม่อยากจมน้ำ จนกดพีจมน้ำแทบตาย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่น่าใช่การฆ่าตัวตายแล้วล่ะคะ”
“ผมก็คิดเหมือนครูเนียร์นะครับ มันอาจจะมีอะไรมากกว่านั้น” สำราญเห็นด้วย
สุดสวยพูดด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว “หรือว่าจะเป็น...อาถรรพ์น้ำตกนางลับแล”
“ผมก็เคยได้ยินแต่เรื่องเล่า ไม่คิดว่าจะได้มาเห็นกับตาตัวเอง” สำราญว่า
ทศนนท์และนิรชามองหน้ากันอึ้งๆ ก่อนจะหันมามองหน้าสำราญอย่างสงสัย

อีกฟากหนึ่ง
เนตรมายาและเชื่อมขับรถมาจอดที่ข้างบ้านปรางทิพย์ เนตรมายาบีบแตรรถเสียงดัง
บัวคำรีบออกมาดู พอเห็นว่าเป็นใครก็ไม่พอใจ
“อะไรกัน มาบีบแตรรถเสียงดังหน้าบ้านคนอื่นทำไม”
เนตรมายาและเชื่อมเดินลงมาจากรถสีหน้าเอาเรื่อง
“ไปเรียกนายแกออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ เจ้าแม่ของฉันมีเรื่องต้องเคลียร์”
“เคลียร์อะไร นายฉันไม่เคยมีเรื่องอะไรกับใคร ไม่จำเป็นต้องเคลียร์” บัวคำเสียงแข็ง
“อ๋อ...นี่คงกลัวจนหัวหดล่ะสิท่า เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ ถ้านายแกไม่ออกมาพวกฉันจะเข้าไปเอง” เชื่อมแหวใส่
“ไม่เปิด”
“ไม่เปิดใช่ไหม”
เชื่อมกระโจนเข้าไปจะพังประตูบันไดทางขึ้นเรือน จับประตูทั้งดึงทั้งเขย่าจนโยกคลอน
“อย่านะ! นังหญิงบ้า หยุดเดี๋ยวนี้นะ”
ปรางทิพย์เดินออกมาจากในบ้านลงบันไดมาดู
“มีอะไรกันพี่บัวคำ”
บัวคำเปิดประตูออกให้ปรางทิพย์เดินลงมายืนเผชิญหน้าเนตรมายา
“เสียงดังเอะอะโวยวายอะไรกัน”
“ออกมาจนได้นะนังผีร้าย” แม่หมอจ้องหน้า
“พูดให้ดีๆ เป็นแค่หมอผีงูๆ ปลาๆ แล้วจะมากล่าวหาคนโน้นคนนี้พล่อยๆ แบบนี้ไม่ได้นะ” ปรางทิพย์ด่าหน้านิ่งๆ
เชื่อมโกรธแทน “แกบังอาจลบหลู่เจ้าแม่”
เนตรมายาจ้องหน้าปรางทิพย์ “งูๆ ปลาๆ อย่างฉันก็ดูออกว่าแกนั่นแหละผีแม่ม่าย ต้อง
ฆ่าผู้ชายกินเป็นอาหาร”
ปรางทิพย์สะอึกอึ้งไปนิดๆ แต่ก็ทำใจเย็น
“ถ้าจะใส่ร้ายกันอย่างนี้ ฉันฟ้องหมิ่นประมาทได้นะ”
เนตรมายาท้าทาย “เก่งจริงก็ฟ้องเลย แต่อย่ามาทำไขสือ วันนี้แกคิดจะฆ่าคุณนุที่น้ำตกใช่ไหม”
ปรางทิพย์นิ่วหน้าแปลกใจ
“ดูสิเจ้าแม่ ดูมันยังทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องอีก” เชื่อมว่า
“วันนี้แกเอาคุณนุไปไม่ได้ รายต่อไปของแกก็คงไม่พ้นคุณทศใช่ไหม”
“ฉันไม่เคยคิดจะทำร้ายคุณทศ”
เนตรมายาไม่เชื่อ “อย่ามาโกหก แกมันนังผีร้าย ไม่ว่าแกจ้องจะเอาคุณทศไปอีกกี่ครั้ง ฉันก็จะช่วยเขาทุกครั้ง และสักวันจะถอดหน้ากากคนอย่างแกออกมาให้คุณทศและทุกคนได้รู้”
เนตรมายากับปรางทิพย์จ้องหน้ากันอย่างไม่มีใครยอมให้ใคร

เหตุการณ์อีกฟาก ปรัชญาเดินออกมาจากห้องตรวจ ตรงมาหาทศนนท์และสำราญที่รอฟังผลอยู่
“เป็นไงบ้างครับหมอ” สำราญถาม
“คนไข้ไม่เป็นอะไรมากครับ คุณอนุชิตสำลักน้ำ และมีรอยฟกช้ำที่หน้าเล็กน้อย ส่วนคุณพีรพร โชคดีที่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นมาก่อน อาการก็เลยไม่น่าเป็นห่วงสักเท่าไหร่ ทั้งคู่กลับไปพักที่บ้านได้เลยครับ”
“ขอบคุณครับหมอ” ทศนนท์ยิ้มขอบคุณ
จาริณีและสุดสวยเข็นรถเข็นพีรพรและอนุชิตออกมา ทศนนท์และสำราญเห็น รีบเข้าไปช่วยรับมาเข็นต่อ
“งั้นผมขอตัวกลับก่อน”
พีรพรเห็นนิรชาอยู่ด้วย ก็หันไปมองทศนนท์ที่ยืนจับรถเข็นของเขาอยู่ อดประชดไม่ได้
“อ้าว แล้วครูเนียร์ล่ะพี่ทศ ผมว่าพี่ทศไปส่งครูเนียร์ก่อนดีกว่า ผมกับพี่นุกลับกับพี่ราญได้”
ทศนนท์มองพีรพรงงๆ แต่ไม่ถือสา นิรชาจึงชิงพูดขึ้น
“ไม่เป็นไรค่ะคุณพี ขอบคุณมาก เนียร์ยังมีธุระที่ต้องคุยกับหมอก่อน”
นิรชาเบนสายตาไปจับจ้องที่ปรัชญา ทุกคนมองเข้าใจ ก่อนจะแยกย้ายกันออกไป
หมอปรัช เมินนิรชา ทำท่าจะเดินออกไปเช่นกัน แต่นิรชาเดินเข้ามาขวางทางไว้
นิรชากอดอกมองจ้องปรัชญา ถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“จะเป็นแบบนี้อีกนานไหม?”

แม่หมอกับลูกน้องคนสนิทกลับไปแล้ว ปรางทิพย์นั่งใช้ความคิดอยู่ที่ห้องรับแขก บัวคำเดินเข้าแล้วนั่งลงใกล้ๆ มองอย่างเข้าใจ
“แม่หญิงกำลังคิดเรื่องที่เจ้าแม่ผู้นั้นพูดอยู่ใช่หรือไม่”
ปรางทิพย์พยักหน้ารับ เธอใช้ความคิดอย่างหนัก
“ใครกัน ที่จะเอาตัวนายอนุชิตไป”
บัวคำคิดตาม “เป็นไปได้ไหมแม่หญิง ที่จะมีใครอยากออกมาข้างนอกอีก”
“พี่บัวคำก็คิดเหมือนข้า”
ทั้งปรางทิพย์และบัวคำ มองหน้ากันอย่างตกใจ
“งั้นประเดี๋ยวข้าจะกลับไปดูที่เมือง ว่าเป็นใครกันแน่”
ปรางทิพย์พยักหน้ารับเอาคำ บัวคำลุกเดินออกไป
ปรางทิพย์มองตามด้วยสีหน้าอันเครียดเคร่ง

ถนนทางเข้าออกหมู่บ้านนางลับแลฝั่งน้ำตก สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้า และนาข้าว รถของทรงกลดซึ่งขจรเป็นคนขับ ขับรถแล่นมาตามทาง โดยมีศรชัยนั่งข้างคนขับ ส่วนทรงกลดนั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่เบาะด้านหลัง
“โห...ฟังแล้วขนลุกเลยครับนาย” ขจรปรารภขึ้น
“เป็นไปได้ไหมที่น้ำตกนางลับแลจะเฮี้ยนอย่างที่เขาเล่ากันมาจริงๆ” ศรชัยว่า
“แบบนี้ ถ้ามีคนเข้ามาเที่ยว มีหวังคนตายกันเป็นเบือแน่” ขจรเสริม
“พวกแกก็ปอดแหกกันไปได้ เรื่องเหนือธรรมชาติแบบนั้น มีที่ไหนกันเล่า” ทรงกลดก้มหน้าเล่นมือถือไปฟังลูกน้องคุยกัน
“ไม่แน่นะนาย ของแบบนี้เรามองไม่เห็น เจ้านายยังจ้างเจ้าแม่เนตรตาทิพย์มาช่วยชาวบ้านเลย” ขจรบอก
“ก็แค่ช่วยให้สบายใจขึ้น ไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรได้จริงจังหรอก”
ทรงกลดส่ายหน้าระอากับความโง่งมงายของลูกน้อง แล้วก้มหน้าลงดูโทรศัพท์ตามเดิม
จู่ๆ ก็มีหญิงสาวสวยนุ่งห่มชุดผ้าไทยโบราณ มีผ้าคลุมไหล่ครอบหัว ถือห่อผ้าเดินอยู่ริมถนน ขจรหันหลังไปมองอย่างแปลกใจ
“ผู้หญิงที่ไหนเนี่ย แต่งตัวยังกับจะไปงานอุ่นไอรักเลย”
ขจรขับรถผ่านไป แต่ต้องรีบเบรกรถอย่างแรกด้วยความตกใจ เมื่อหญิงสาวคนนั้นมายืนขวางอยู่อยู่กลางถนนตรงหน้า
“เฮ้ย!!!”
ทรงกลดและศรชัยหัวทิ่มพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเบรก
“เฮ้ย! อะไรวะ เบรกซะหัวทิ่มเลย”
“เกิดอะไรขึ้น”
ขจรยังตกใจไม่หาย “นาย... เมื่อกี้ผมเห็นคน หรือผีก็ไม่รู้”
ศรชัยโมโหตบหัวขจรไปหนึ่งป้าบ!
“นี่แน่ะ! พูดอะไรของมึง เจอแต่เรื่องแปลกๆ มาทั้งวัน ยังจะมาพูดให้หลอนเข้าไปอีก”
“จริงนะโว้ย! เมื่อกี้เห็นจริงๆ”
ศรชัยมองหาผีตามที่ขจรพูด
“ไหนวะผี ไม่เห็นมีสักตัว”
จู่ๆ บุษบาลาวัณย์ก็โผล่ขึ้นมาโดยยืนหันข้างให้รถ ศรชัยและขจรตกใจ
“เฮ้ย” ศรชัยร้องลั่น
“นั่นไงผี” ขจรว่า
บุษบาลาวัณย์หันหน้ามาช้าๆ เผยให้เห็นเป็นหญิงสาวหน้าตาสวยหมดจด ทรงกลดมองตะลึงตาค้าง
“ผีที่ไหน นั่นมันผู้หญิงที่ข้ามถนน ลงไปดูซิว่าแกชนเขาหรือเปล่า”
“ผมว่ามันแปลกๆ นะครับนาย” ขจรอิดออด
บุษบาลาวัณย์เดินไปเก็บทองที่หล่นออกจากห่อผ้าตกลงข้างทาง
ทรงกลดมองตาม เห็นก้อนทองคำเมืองลับแลบนพื้นก็สงสัย จะเปิดประตูลงไปช่วยเก็บ ศรชัยท้วงว่า
“นายครับ อย่าลงไปเลยครับนาย ผมก็ว่ามันแปลกๆ อย่างไอ้ขจรมันว่า”
“ไอ้พวกนี้นี่ ไร้น้ำใจจริง เห็นๆอยู่ว่าเขาเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว รีบๆ ลงไปช่วยเธอของเร็วๆ เข้า”
“ระวังจะโดนหลอกนะครับนาย” ขจรกังวลไม่คลาย
“งั้นเตรียมปืนไว้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น”
ทรงกลดเปิดประตูลงรถไปก่อน ส่วนขจรและศรชัยขัดคำสั่งนายไม่ได้ พากันหยิบปืนมาเหน็บที่เอว เตรียมไว้แล้วเปิดประตูลงรถไปเช่นกัน

บุษบาลาวัณย์เห็นทรงกลดก็ดีใจจนน้ำตาคลอมองจ้องเขาอย่างตื่นเต้น แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“พี่คอน...พี่จริงๆ ด้วย”
ทรงกลดชะงักมองบุษบาลาวัณย์อย่างงุนงง
“คุณจำคนผิดแล้วครับ”
บุษบาลาวัณย์จะโผเข้าหาจึงชะงัก มองทรงกลดอย่างสงสัยและผิดหวัง
“จริงสินะ 70 ปีมาแล้ว ป่านนี้พี่คงต้องแก่ชราตามอายุขัย”
ขจรกับศรชัยลงมาช่วยกันเก็บทองก้อนที่หล่นกระจัดกระจาย
ทั้งสองมองก้อนทองที่หยิบขึ้นมาในมือสีหน้าไม่แน่ใจ
“ทองเก๊หรือเปล่าวะ...ทำไมเป็นก้อนๆ”
ศรชัยหยิบทองในมือขึ้นมากัด แล้วมองดู
“เฮ้ย ทองจริงว่ะ เหมือนของคุณปรางทิพย์ที่เอาไปทำบุญที่วัดเลย”
ขจรพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แล้วยื่นให้ทรงกลดดู
ทรงกลดรับมาดู นึกถึงตอนปรางทิพย์หยิบทองในตะกร้าออกมาใส่บาตรร่วมทำบุญที่หน้าโบสถ์วันนั้น
ทรงกลดนิ่วหน้ามองบุษบาลาวัณย์อย่างเคลือบแคลง รวบรวมก้อนทองคำแล้วเดินเอามาส่งคืนให้บุษบาลาวัณย์
“คุณตรวจนับดูอีกทีนะครับ ว่าอยู่ครบหรือเปล่า”
บุษบาลาวัณย์รับทองจากทรงกลดมาใส่ห่อผ้า นับผ่านๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมายิ้มตอบทรงกลด
“ขอบใจท่านมาก ที่มีน้ำใจช่วย”
ทรงกลดมีสีหน้าแปลกใจกับคำพูดและท่าทีของบุษบาลาวัณย์ แต่ก็ไม่ติดใจอะไร
“แล้วนี่จะหอบทองไปไหนเยอะแยะครับ พกทองคำประเจิดประเจ้อขนาดนี้ รู้ไหมว่ามันอันตราย”
“ข้าจะเอาเข้าไปขายในเมือง”
ทรงกลดแปลกใจ “เดินไปคนเดียวเนี่ยนะ รู้ไหมว่าในเมืองมันไกลมาก”
“ข้าตัวคนเดียว ไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นี่ ข้าอยากเอาสมบัติที่บ้านไปขาย ข้าอยากมีชีวิตใหม่ที่ดีกว่านี้”
“แล้วบ้านคุณอยู่ที่ไหน ในหมู่บ้านหรือเปล่า ทำไมผมไม่เคยเห็นคุณ”
“ข้าอาศัยอยู่หลังเขาลูกนั้น”
บุษบาชี้เข้าไปในป่าลึก เห็นภูเขาที่อยู่ไกลลิบ สามคนมองตาม
ขจรไม่อยากเชื่อ “นั่นมันป่าลึกหลังน้ำตก มีคนอาศัยอยู่ด้วยเหรอ”
“ข้าอยู่ที่นั่นมานานแล้ว”
ทรงกลดสงสารและเห็นใจสายแปลกหน้าคนนี้โดยประหลาด “คงอาศัยอยู่กับครอบครัวในป่าสินะ แล้วตอนนี้เหลือตัวคนเดียว เลยอยากจะออกไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติอย่างคนอื่นเขาบ้าง ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมพาคุณไปเอง”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มให้ พร้อมกับยื่นทองคำก้อนหนึ่งให้ทรงกลด
“ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อย ที่ท่านช่วยข้า”
ทรงกลดมองทองในมือของบุษบาลาวัณย์ ก่อนจะหยิบขึ้นมามองๆ แล้ววางคืนใส่มือเธอดังเดิม บอกด้วยสีหน้าเหมือนจริงใจ
“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจช่วยคุณ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มหวานให้ทรงกลด พอใจในคำตอบที่ได้รับ

เย็นแล้ว ขณะที่ปรัชญาเดินหนีออกมาที่สวนหย่อมหน้าอนามัย ถูกนิรชาเดินไปขวางหน้าไว้
“เนียร์อึดอัดนะ หมอทำแบบนี้ไม่อึดอัดบ้างหรือไง”
ปรัชญานิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร
“นี่ไม่คิดจะเป็นเพื่อนกันอีกแล้วใช่ไหม”
“ก็ผมไม่อยากเป็นแค่เพื่อนไง”
“ถ้าเป็นแฟนไม่ได้ ก็ไม่ต้องเป็นเพื่อนกันอีกแล้วเหรอ”
ปรัชญาฉุนกึก “คำก็เพื่อน สองคำก็เพื่อน เนียร์ก็รู้ว่าผมคิดกับเนียร์ยังไง”
“หมอคิด แต่เนียร์ไม่ได้คิดนี่ เนียร์รักหมอ และเห็นหมอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเนียร์มาตลอด”
“แล้วทำไมเนียร์ไม่คิดจะมองผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่งบ้างละ”
“เรื่องของความรู้สึกมันบังคับกันไม่ได้หรอกนะหมอ บางครั้งเนียร์ก็อยากจะรู้สึกชอบหมออย่างที่หมอต้องการ แต่เนียร์ไม่ได้รู้สึกชอบหมอแบบนั้นจริงๆ”
“นี่เนียร์กำลังจะบอกให้ผมตัดใจใช่ไหม”
นิรชานิ่งไป ก่อนจะค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดบอกออกมา
“เนียร์ไม่ได้จะมาบังคับหมอให้ตัดใจจากเนียร์นะ แต่เนียร์แค่คิดว่า พวกเรารู้จักและผูกพันกันมาหลายปี เนียร์ไม่อยากให้เรื่องนี้มันมาทำลายมิตรภาพที่ดีของเรา”
ปรัชญาพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มหน้าเศร้าอย่างเข้าใจ
“ผมเข้าใจความหมายของเนียร์ แต่ตอนนี้ผมยังทำใจไม่ได้ ขอเวลาผมหน่อย”
“เนียร์รู้ว่าหมอต้องเข้าใจ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หมอก็ยังจะเป็นคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเนียร์อีกคนเสมอ”
นิรชาเดินเข้ามาจับมือปรัชญาเชิงให้กำลังใจ ปรัชญายิ้มสีหน้าเศร้าๆ

ส่วนที่บ้านพักทีมช่าง ทศนนท์ สำราญ พีรพร และ อนุชิต เดินขึ้นเรือนพากันเข้ามานั่งที่ห้องโถงรับแขก พีรพรมองอนุชิตเคืองๆ
“พี่นุนะพี่นุ ผมอุตส่าห์หวังดี รีบเข้าไปช่วยพี่ ทำไมถึงทำกับผมอย่างนี้ได้ รู้ไหมว่าผมโดนพี่กดน้ำจนเกือบตาย”
“ขอโทษจริงๆ พี พี่ไม่รู้ตัวจริงๆ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนจะจมน้ำแล้ว”
“แล้วทำไมพี่นุ คิดจะฆ่าตัวตายล่ะครับ”
“ใครบอกผมจะฆ่าตัวตาย ผมจะทำไปทำไม ผมยังมีลูกเมียที่ต้องดูแล” อนุชิตบอก
“แต่ที่ผมเห็น พี่นุเดินลงน้ำไปเหมือนจะฆ่าตัวตายจริงๆ นะ”
“เรื่องมันเป็นมายังไงกันแน่ครับพี่นุ”
อนุชิตพยายามนึก
“ผมจำได้ว่า ตอนที่พวกเรากำลังจะไปที่จุดที่นายสนตาย ผมรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงดนตรีไทย ดังมาจากน้ำตก พอผมหันไปมองก็เห็นเหมือนมีผู้หญิงยิ้มให้ และกวักมือเรียกผมเข้าไปหา จากนั้นผมก็วูบไป”
พีรพรขนหัวลุก
“อู๊ย หลอนสุดๆ นี่มันเหมือนเรื่องที่สำราญเคยเล่าเลย”
สำราญกังวล “หรือเจ้าแม่นางลับแลจะทรงพิโรธ”
“งั้นกลับบ้านสิครับ จะอยู่ทำไม...” พีรพรว่า
ทศนนท์คิดหนัก “แล้วที่พี่ราญเคยเล่าเรื่องมนต์หมอกมุงเมืองค้างเอาไว้ มันคืออะไรครับ”
“มันคือมนต์ที่ทำให้เกิดหมอกบดบังเมืองอีกเมืองหนึ่งเอาไว้ ไม่ให้คนภายนอกมองเห็น”
“เมืองอะไรเหรอครับ” อนุชิตสนใจ
“เมืองบังบด หรืออีกชื่อนึงคือ...เมืองลับแล” สำราญบอก
ทศนนท์นิ่งฟังอย่างใช้ความคิด
“เมืองลับแล”
“ผมล่ะขนลุกเลย...” พีรพรขนลุก

อีกฟาก รถของทรงกลดวิ่งมาจอดรอที่หน้าประตูรั้ว เห็นประตูเคลื่อนเปิดออกอัตโนมัติ บุษบาลาวัณย์จดสายตามองจ้องไปที่บริเวณหน้าประตูเข้าบ้าน เหมือนเห็นบางอย่าง ก่อนจะทักขึ้นว่า
“ประเดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเข้าไป”
ขจรกำลังจะเคลื่อนรถเข้าประตูรั้วไปรีบเบรกทันที ทุกคนหันมามองสาวแปลกหน้าเป็นตาเดียวกัน
“มีอะไรหรือครับ”
บุษบาลาวัณย์ยังคงจ้องมองไปที่หน้าประตูบ้านไม่วางตา ที่แท้เธอเห็นเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน ยืนขวางทางอยู่ด้วยสีหน้าเอาเรื่อง
ทรงกลดแปลกใจที่บุษบาลาวัณย์มองหน้าบ้านอย่างไม่วางตา เขามองตามแต่ก็ไม่เห็นมีอะไร
“นี่บ้านผมเอง ตอนนี้มันเย็นมากแล้ว ผมว่าคุณน่าจะพักที่นี่ก่อน เรื่องไปขายทองค่อยเป็นพรุ่งนี้น่าจะดีกว่า”
บุษบาลาวัณย์ยังคงมองไปข้างหน้านิ่งๆ “ท่านอนุญาตให้ข้าพักที่นี่ใช่หรือไม่”
ทรงกลดไม่รู้เรื่องรับคำออกไป “ครับ คุณจะพักที่นี่นานเท่าไหร่ก็ได้ คิดซะว่าเป็นบ้านของคุณเอง”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เพ่งมองไปที่บรรดาท่านเจ้าที่ ผีบ้านผีเรือน อย่างผู้มีชัย
บรรดาผีๆ หายวับไป บุษบาลาวัณย์ยิ้มสมใจ หันมาทางทรงกลด
“ท่านช่างเป็นคนดี มีน้ำใจนัก”
ขจรขับรถเข้าไปภายในบ้าน

ทรงกลดเดินนำบุษบาลาวัณย์เข้ามาที่โถงรับแขกอันโอ่อ่า
“เชิญนั่งก่อนครับ”
บุษบาลาวัณย์มองสำรวจบ้านอย่างชอบใจในความสวยงามและหรูหรา ยิ้มหวานให้ทรงกลดที่นั่งลงบนเก้าอี้ก่อน
“เชิญนั่งครับ”
บุษบาลาวัณย์นั่งลงบนเก้าอี้ตามอย่างทรงกลด
แต้มเอาน้ำมาเสิร์ฟให้ทั้งคู่ บุษบาลาวัณย์มองการกระทำของแต้มเงียบๆ ทรงกลดยกน้ำขึ้นมาดื่ม แล้วพูดขึ้น
“เดินทางมาตั้งไกล ดื่มน้ำก่อนครับ”
บุษบาลาวัณย์มองๆ แล้วทำตามทรงกลด ยกน้ำขึ้นดื่ม
“แต้ม เตรียมห้องพักแขกให้คุณผู้หญิงด้วยนะ”
“ค่ะ แล้วกระเป๋าเสื้อผ้าล่ะคะ”
“กระเป๋าเสื้อผ้ารึ”
บุษบาลาวัณย์ไม่เข้าใจ ทรงกลดมองการแต่งตัวของบุษบาลาวัณย์แล้วก็คิดได้
“อืม...เสื้อผ้า...กระเป๋าเสื้อผ้าไม่มี แต้มช่วยเตรียมชุดสะอาดๆ ให้คุณเขาชุดหนึ่งด้วย”
“ค่ะ”
แต้มรับเอาคำแล้วก็ลุกออกไป
“คืนนี้คุณพักที่นี่ไปก่อน พรุ่งนี้ผมจะพาคุณไปเลือกซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่เปลี่ยนแทนชุดเก่า ผมว่าน่าจะดีกว่าให้คุณใส่ชุดนางรำนี่เดินไปเดินมาในเมือง”
บุษบาลาวัณย์หันมองชุดตัวเองด้วยสีหน้าแปลกใจ
“ชุดนางรำ นี่ชุดของที่บ้านข้า”
“งั้นเหรอครับ แต่ออกมาอยู่ข้างนอก คุณน่าจะแต่งตัวเหมือนคนอื่นๆ ก่อนส่วนธุระที่เหลือ เราค่อยไปจัดการกันอีกที”
บุษบาลาวัณย์ยิ้มหวานให้ทรงกลด
“เช่นนั้นก็แล้วแต่เจ้า”
“เออ...แล้วเรื่องคำพูด คุณมาอยู่ในเมืองแล้ว จะพูดเหมือนคนบ้านป่าไม่ได้”
บุษบาลาวัณย์นิ่วหน้า “แล้วจะให้ข้าพูดอย่างไร”
“เอาง่ายๆ ก่อนเลยนะ อย่างที่คุณเรียกตัวเองว่าข้า ก็เปลี่ยนเป็นฉัน และที่คุณเรียกผมว่าท่าน ก็เปลี่ยนเรียกว่าคุณ เอาแค่นี้ก่อน ส่วนที่เหลือผมจะค่อยๆ บอกคุณเอง”
บุษบาลาวัณย์พยักหน้ารับ
ทรงกลดเหมือนนึกขึ้นได้ “จริงสิ คุยกันมาตั้งนานแล้ว ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย ผมชื่อทรงกลด เรียกสั้นๆ ว่า “กลด” ก็ได้ แล้วคุณล่ะครับชื่ออะไร”
บุษบาลาวัณย์ตอบทรงกลดสีหน้าจริงจัง
“ข้า....เอ่อ...ฉัน...ชื่อ บุษบาลาวัณย์”
ทรงกลดเลิกคิ้วอย่างแปลกใจที่ชื่อยังกะนางเอกลิเก ไม่เหมือนสาวบ้านป่า

ค่ำคืนนั้น ปรางทิพย์นั่งปักผ้าใช้ความคิดอย่างหนักอยู่ในโถงห้องรับแขก สักครู่หนึ่งเห็นบัวคำเปิดประตูบ้านรีบร้อนเข้ามาหาหน้าตาตื่น
“แย่แล้วเจ้าค่ะ แม่หญิง”
ปรางทิพย์หันมามองบัวคำ สีหน้าเต็มไปด้วยคำถาม
“รู้แล้วเหรอพี่บัวคำ”
บัวคำพยักหน้า “คนที่ออกมา คือ...นางบุษบาลาวัณย์ เจ้าค่ะ”
ปรางทิพย์สีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด เธอเผลอปักเข็มลงที่ผ้าจนโดนนิ้วตนเอง
“โอ๊ะ”
บัวคำตกใจ “แม่หญิง”
ปรางทิพย์วางผ้าที่ปักลง ยกนิ้วที่มีเลือดซึมออกขึ้นมามองดู พึมพำเสียงเครียด วี่แววเต็มไปด้วยความกังวล

“บุษบาลาวัณย์”

อ่านต่อตอนที่12


กำลังโหลดความคิดเห็น...