xs
xsm
sm
md
lg

เพรงลับแล ตอนที่9 | ความลับของ “ปรางทิพย์”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เพรงลับแล ตอนที่9 | ความลับของ “ปรางทิพย์”

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย | อาณาจินต์

พีรพรและอนุชิตเดินออกมาด้วยสีหน้าตกใจ พีรพรนั้นโกรธจัดเดินหนีไปเลย ทศนนท์ตามมาตะโกนตามหลังไป
 
“เฮ้ยพี...อย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะ มันไม่ใช่อย่างที่เห็น”
พีรพรเดินหุนหันออกไปโดยไม่ฟังเสียง ทศนนท์จึงหันมาทางอนุชิต
“พี่นุ มันเป็นอุบัติเหตุนะพี่ ผมกับคุณเนียร์...”
“เอ่อ...ผมว่า...แบบ...ผมลืมขนมที่ซื้อไว้ที่ร้านคุณคิตตี้ เดี๋ยวกลับไปเอาก่อนนะ”
อนุชิตผลุนผลันออกจากบ้านไปอีกคน
“เดี๋ยวสิพี่นุ ฟังผมก่อน พี่นุ...”
ทศนนท์รู้สึกไม่สบายใจ ด้วยไม่มีใครยอมฟังเขาอธิบายสักคน
นิรชาเดินเข้ามาสมทบกับทศนนท์
“พวกเขาต้องเข้าใจพวกเราผิดแน่ๆ เลย”
ทศนนท์หันมองสภาพนิรชาแล้วก็ต้องถอนใจ
“ก็ใช่น่ะสิ”
“เหมือนกับที่คุณกำลังเข้าใจฉันผิดเรื่องคลิปวิดีโอนั่น”
“เรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องเข้าใจผิด หลักฐานมันออกจะชัดเจนว่าคุณส่งมันออกไปเพื่อประจานผมและคุณปราง”
“นี่ก็ชัดเจนเหมือนกัน สภาพแบบฉันเนี่ยคุณจะให้เขาเข้าใจเป็นอย่างอื่นไปได้เหรอ”
นิรชายกแขนขึ้นให้ทศนนท์ดูสภาพของเธอ ทศนนท์นิ่งมองแล้วชักเริ่มเห็นด้วย
นิรชาอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่คลุมกางเกงขาสั้นด้านใน ติดกระดุมผิดเม็ด แขนเสื้อรุ่ยร่าย ผมเผ้าเปียกปอน
“อืม...จริงของคุณ มันก็น่าเข้าใจผิดอยู่หรอกนะ”
“ทีนี้คุณจะฟังฉันอธิบายได้หรือยัง”
“งั้นคุณเข้าไปแต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนดีกว่าไหม”
นิรชาหันไปมองห้องน้ำทำหน้าตาแหยงๆ กลัวๆ
“แต่ว่า...”
ทศนนท์เข้าใจ “เดี๋ยวผมไปไล่ตุ๊กแกให้ ส่วนคุณรีบติดกระดุมใหม่ให้ดีๆ แล้วไปรอผมที่ห้องรับแขก”
ทศนนท์เดินไปทางห้องน้ำ
นิรชาก้มมองที่เสื้อตัวเองแล้วรีบติดกระดุมใหม่แบบอายๆ
ไม่นานนัก ทศนนท์ก็เดินถือถุงใส่ชุดไทยเปียกปอนของนิรชาออกมา พร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็ก เขายื่นถุงส่งให้นิรชาที่นั่งรออยู่ตรงโต๊ะรับแขก
“นี่เสื้อของคุณ”
นิรชารับไป
“ขอบคุณค่ะ เรื่อง...”
นิรชากำลังจะพูดเรื่องที่ตนเองต้องการ แต่ทศนนท์กลับยื่นผ้าขนหนูผืนเล็กให้อีก
“นี่ผ้า เช็ดผมให้แห้งด้วย เปียกขนาดนั้นเดี๋ยวก็เป็นหวัดกันพอดี”
นิรชารับผ้าไปเช็ดผมของตนเองอย่างว่าง่าย
ทศนนท์นิ่งมองนิรชาเช็ดผม พลันเขาก็รู้สึกว่านิรชาดูน่ารักขึ้นมา
นิรชาเช็ดผมจังหวะเผลอๆ กระทั่งเธอรู้สึกตัวหันมาเห็นทศนนท์ที่กำลังมองจ้องอยู่ จึงชะงัก
ทศนนท์เริ่มรู้สึกตัวว่าเผลอมองนิรชามากไป เขาจึงพูดแซวขึ้นเพื่อแก้เขิน
“นี่มันแฟชั่นเกาหลี หรือผีจีนกันแน่”
นิรชางง “หือ...”
“ยื่นแขนมานี่”
นิรชางงๆ ทศนนท์ต้องบอกย้ำ
“ยื่นมาซี่”
นิรชายื่นแขนไปให้อย่างว่าง่าย ทศนนท์จัดแจงพับแขนเสื้อให้ทั้งสองข้าง นิรชานิ่งมองท่าทีเขินๆ

ฝ่ายอนุชิตตามพีรพรมาจนทันดึงแขนเขาไว้ ให้หันมาคุยกันพบว่าอีกฝ่ายอารมณ์เสียสุดๆ
“เป็นอะไรวะพี รีบผลุนผลันออกมาปล่อยให้ฉันอยู่รับหน้าคนเดียว จนฉันเองก็ทำอะไรไม่ถูก”
พีรพรทำหน้าเหมือนจะร้องไห้
“ก็ผมเสียใจ เสียความรู้สึกนี่พี่”
อนุชิตหักพวงมาลัยเข้าจอดรถข้างทาง
อนุชิตอะไรของแกวะ พูดให้เคลียร์หน่อยสิ แบบนี้ฉันงง
“ผมยังชัดเจนไม่พออีกเหรอ ทำไมพี่ทศถึงได้ทำร้ายจิตใจผมแบบนี้ ผมยังไม่มีโอกาสได้สารภาพความในใจกับครูเนียร์เลย พี่ทศก็มาปาดหน้าเค้กผมไปซะแล้ว”
อนุชิตพยักหน้าเข้าใจ
“ทำใจเถอะพี ถ้าเทียบกับคุณทศ ยังไงผู้หญิงเขาก็ต้องเลือกคุณทศอยู่แล้ว”
พีรพรปล่อยโฮออกมาอย่างสุดทน ท่าทีน่าขัน
“พี่ทศนะ พี่ทศ คุณปรางก็ชอบ ครูเนียร์ก็จะเอา นี่ไม่คิดจะเหลือใครให้ผมบ้างเลยหรือไง คนใจดำ”
อนุชิตได้แต่นิ่งมองพีรพรแล้วส่ายหัว แล้วเอื้อมมือไปตบไหล่พีรพรเบาๆ เป็นเชิงปลอบใจ
“ยังเหลืออีกคนนะพี” พีรพรมองอย่างมีความหวัง “ครูคิตตี้ไง”
พีรพรปล่อยโฮหนักขึ้นไปอีก อนุชิตกอดปลอบอย่างหนักใจ

นิรชาเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ทศนนท์ฟัง/ทศนนท์นิ่งฟัง
“ฉันไม่รู้จริงๆ นะว่าคลิปที่ฉันถ่ายไว้มันหลุดไปได้ยังไง”
“คุณก็ได้แต่แก้ตัวแบบนี้ แล้วผมจะเชื่อคุณได้ยังไง”
ทศนนท์เบื่อที่จะฟังคำแก้ตัวของนิรชาจะลุกหนี นิรชารีบคว้าแขนเขาเอาไว้
“เดี๋ยวสิ”
ทศนนท์มองมือนิรชาที่จับแขนตนอยู่ นิรชามองตามรู้ตัวว่าเผลอจับแขนทศนนท์ไว้ก็ตกใจรีบปล่อยมือออกก่อนจะพูดเสียงอ่อยๆ
“เอ่อ...คือ... คุณจะว่าฉันแก้ตัวก็ได้นะ แต่มันคือความจริง ฉันจำได้ว่าคืนก่อนที่คลิปจะหลุดออกไป มือถือฉันหาย
ทศนนท์กลับมานั่งลงฟังอย่างเดิม

นิรชาเล่าว่าเธอกับคิตตี้ลงมาหามือถือที่ชั้นล่าง แล้วให้กฤตณีกดโทรศัพท์ออก
มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ใครบางคนตกใจรีบวางมือถือไว้ที่โต๊ะใกล้ๆ แล้วย่องออกไปโดยเร็ว
สองสาวเปิดไฟ มองออกไปในความมืดหน้าร้านเห็นเงาเหมือนมีคนวิ่งออกไปจากหน้าร้าน
“นั่นใครอะ”
“อย่าไปทักสิแก ไม่รู้คนหรือผีกันแน่ นั่นไงมือถือแก ฉันว่าแกพักบ้างนะทำงานหนักจนหลงๆลืมๆแล้วเนี่ย”
นิรชาเดินไปหยิบมือถืองงๆ “เป็นไปได้ไง ถ้าวางอยู่ตรงนี้ตอนเก็บร้านก็ต้องเห็นสิ”
กฤตณีมองไปรอบๆ เริ่มกลัว “เข้าบ้านเถอะแก ฉันว่ามันแปลกๆละ”
จากนั้นทั้งคู่ก็เดินกลับขึ้นบ้านไป

นิรชานั่งเล่าเรื่องราวให้ทศนนท์ฟังจบและยังคาใจไม่หาย
“พอมาคิดๆ ดู อาจจะมีคนวางแผนใส่ร้ายฉันเรื่องคลิปนี้ จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ฉันจะต้องปล่อยคลิปออกไปเพื่อประจานคุณ ให้คุณมาเกลียดฉัน”
ทศนนท์นิ่งฟัง คิดตามและเริ่มเข้าใจ
“ที่จริงผมก็ไม่ได้เป็นห่วงหรอกว่าชาวบ้านจะมองผมยังไง แต่ผมเป็นห่วงคุณปรางมากกว่า เธออยู่ของเธอเงียบๆ ไม่ยุ่งสุงสิงกับใคร แล้วยังจะมาถูกกล่าวหาว่าเป็นผีสางอีก”
นิรชาพยักหน้าเข้าใจ “ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ฉันขอเวลาอีกสักหน่อย ฉันจะหาหลักฐานมายืนยันให้ได้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นฝีมือใครกันแน่ และฉันจะช่วยแก้ข่าวลือเรื่องคุณปรางให้ด้วย”
ทศนนท์มองนิรชาอย่างเข้าใจมากขึ้น และรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเธอ เขายิ้มให้
“ขอบคุณนะครับ ที่เข้าใจ”
นิรชายิ้มตอบ
“งั้น...ถ้าคุณเข้าใจฉันแล้ว ฉันขอตัวกลับก่อนละกันนะคะ ฉันไม่อยากอยู่บ้านคุณในสภาพนี้นานๆ กลัวคนมาเห็นเข้า จะเข้าใจผิดกันไปอีก”
ทศนนท์มองสภาพนิรชาแล้วเห็นจริงดังที่ว่า
“เดี๋ยวผมเดินออกไปส่งครับ”
นิรชาพยักหน้ารับเอาคำ แล้วลุกเดินตามทศนนท์ออกไป

มินตาเดินคุยโทรศัพท์มาตามทาง ท่าทางกระฟัดกระเฟียดไม่พอใจที่ถนอมโทร.ตาม
“พี่หนอม โทรมาทำไมเนี่ย ฉันก็บอกแล้วว่าฉันจะไปคุยธุระกับเจ้าแม่ที่สำนัก เดี๋ยวก็กลับ...อ๋อนี่ พี่ไม่ไว้ใจฉันหรือไง จะจับผิดไปถึงไหน...ไม่ต้องมารับ พี่นี่วุ่นวายชะมัด”
มินตากดวางสายด้วยความไม่พอใจ มองไปรอบๆ พบว่าหล่อนอยู่หน้าบ้านพักทศนนท์ สายตามองไปเห็นนิรชาและทศนนท์เดินออกมาด้วยกัน จึงหยุดมองอย่างสงสัย
“ครูเนียร์...มาทำอะไรบ้านคุณทศ”
มินตามองเห็นเสื้อที่นิรชาใส่ถึงกับตาโต
“เสื้อคุณทศนิ แสดงว่า...”
จากตกใจในเบื้องแรก สีหน้าสาวขาเม้าท์กลายเป็นหมั่นไส้
“ไวไฟใช่เล่น เช้าเข้าวัดทำบุญปล่อยนกปล่อยปลา ตกบ่าย เข้าบ้านผู้ชายปล่อยเนื้อปล่อยตัว ร้ายตัวแม่เลยนะเนี่ย”
มินตารีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปทศนนท์ยืนคุยอยู่กับนิรชาที่หน้าบ้านด้วยท่าทีสนิสนม
“เรื่องนี้ต้องขยาย”
มินตาเหยียดยิ้มอย่างสะใจ

ที่ร้านกาแฟบ้านศักดิ์
กฤตณีช่วยตาลยกกาแฟและโอเลี้ยงมาเสิร์ฟที่โต๊ะของปรัชญา
“กาแฟ โอเลี้ยง ชาเย็น ชามะนาวเย็นๆ ชื่นใจมาแล้วจ้า”
“วันนี้ลูกค้าเยอะ ขายดีเลยนะครับ”
“ก็วันนี้วันหยุดนี่คะหมอ ผู้คนไปทำบุญกลับมา ก็แวะมาหาของอร่อยๆ กิน” ตาลว่า
“โดยเฉพาะกาแฟเย็นร้านตาศักดิ์ อร่อยที่สุด จริงไหมพ่อ”
ท้ายประโยคกฤตณีส่งเสียงตะโกนไปหาพ่อ ศักดิ์ตะโกนตอบว่า
“เออใช่ ลูกสาวพ่อพูดถูกที่สุด”
ทุกคนหัวเราะกันครื้นเครง
ปรัชญาเหลียวมองหานิรชาทั่วร้าน แต่ไม่เห็น กำลังจะเอ่ยถามกฤตณี แต่สุดสวยชิงถามขึ้นก่อน
“แล้วนี่ครูเนียร์ไปไหนหรือคิตตี้ พวกเรามานั่งตั้งนานแล้วยังไม่เห็นเลย”
“ตอนอยู่ที่วัดก็ดูแปลกๆ ไม่สบายหรือเปล่า”
“หมอปรัชนี่สมเป็นคุณหมอจริงๆ เลยนะคะ เห็นใครผิดปกตินิดหน่อยไม่ได้ เป็นต้องห่วงว่าจะเจ็บป่วยทุกที”
จาริณีนั่งอยู่ข้างๆ มองปรัชญาสีหน้าเศร้า ด้วยรู้ว่าปรัชญาคิดอย่างไรกับนิรชา
“แล้วนี่ครูเนียร์ไม่สบายจริงเหรอคิตตี้”
“เปล่า เนียร์เขามีธุระต้องไปทำน่ะก็เลยไม่ได้อยู่ช่วย”
ปรัชญาสงสัย “ธุระอะไร ที่ไหนครับ เข้าไปในเมืองหรือเปล่า”
จังหวะนี้รถของนิรชาขับเข้ามาจอดที่หน้าร้าน กฤตณีหันไปเห็น
“นั่นไง พูดถึงก็มาพอดีเลย”
ทุกคนหันไปมอง เห็นนิรชาเดินตรงมาหากฤตณี ผ่านชาวบ้านที่มานั่งดื่มกาแฟและซื้อของที่ร้าน ต่างมองนิรชาแล้วหันไปซุบซิบนินทากัน
“เป็นไง จัดการธุระเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอ แล้วนี่แกใส่เสื้อใครมา”
กฤตณีเห็นเสื้อผ้าที่นิรชาใส่แล้วรู้สึกคุ้นๆ
“เกิดอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะ เลยต้องขอยืมเสื้อคนอื่นมาใส่ก่อน”
ปรัชญารีบลุกมาหานิรชาถามด้วยความห่วงใย
“เกิดอุบัติเหตุอะไรเหรอครับ แล้วเนียร์เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
นิรชาส่ายหน้า “ไม่ ไม่ได้บาดเจ็บ แค่เปียกน้ำเท่านั้นเอง”
“นี่หมอปรัชเขามารอแกตั้งแต่บ่ายแล้วนะ” กฤตณีบอก
นิรชาแปลกใจ “มีธุระอะไรสำคัญหรือเปล่าคะหมอปรัช”
“เปล่าครับ ผมแค่จะมาคุยด้วย”
“งั้นขอเนียร์ขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวจะลงมาคุยด้วย”
นิรชาเดินขึ้นบ้านไปเลย ปรัชญาได้แต่มองตามตาละห้อย

ส่วนที่สำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์ เนตรมายานั่งบ่นกับเชื่อมด้วยความไม่พอใจ
“เจ็บใจจริงๆ เชียว ฉันไม่คิดเลยว่านังผีร้ายนั่นมันจะเข้าวัดได้”
“แถมมันยังเปิดตัวเองซะอลังการ ถวายทองคำขนาดนั้น”
“คุณทศก็มองมันตาแทบถลน”
“ไม่ใช่แค่คุณทศนะเจ้าแม่ คุณกลดก็เหมือนกัน เห็นชัดเลยว่าคุณกลดสนใจมัน”
เนตรมายายิ่งคิดก็ยิ่งแค้น
“เราต้องรีบเตือนคุณกลดให้อยู่ให้ห่างจากนังนั่นไว้ ก่อนจะเกิดอันตรายขึ้นนะเจ้าแม่”
เนตรมายาเครียดจัด

คืนข้างแรมก่อนคืนเดือนดับท้องฟ้าเหนือบ้านปรางทิพย์ทะมึนแลดูน่ากลัว
ภายในห้องลับบ้านปรางทิพย์ที่ทั้งมืดทึบและอับชื้น มีกำแพงทึบล้อมรอบทั้งสี่ด้าน ลักษณะคล้ายคุก บนกำแพงมีรอยขีดข่วนอันเกิดจากกรงเล็บของพิณทิพย์ตอนกำลังแปลงร่าง แสงไฟเพียงดวงเดียวที่แขวนอยู่บนเพดานส่องให้ความสว่างลงมาที่พื้นกลางห้อง
ปรางทิพย์นั่งสมาธิอยู่กลางห้อง เริ่มมีอาการเหงื่อออก และตัวสั่นอย่างเห็นได้ชัด ปรางทิพย์รู้สึกปวดแสบปวดร้อนตามเนื้อตัว จนร่างกายเริ่มเปล่งประกายเป็นสีแดงและมีแสงเรืองรองขึ้นรอบตัว
บัวคำเดินเข้ามาดู นิ่งมองผู้เป็นนายอย่างรับรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับปรางทิพย์
“ถึงวันนี้อีกแล้วสินะ”
ปรางทิพย์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองบัวคำ
“ออกไปก่อนเถอะจ้ะพี่บัวคำ”
บัวคำพยักหน้ารับ เดินออกไปแล้วปิดประตูลง จัดการล็อกกุญแจที่ด้านหน้าประตู

ไฟในบ้านถูกปิดทุกดวง จนบ้านทั้งหลังมืดสนิท
สนธยาและประกิต ซึ่งนัดแนะและมาดูลาดเลาไว้แล้วเมื่อตอนเย็น พากันปีนข้ามรั้วเข้ามาภายในเขตบ้าน สนธยามองไปรอบๆ บ้านแล้วรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“พี่กิต ฉันว่ามันดูเงียบๆ วังเวงๆ แปลกๆ นะ”
“แปลกตรงไหนวะ จะเที่ยงคืนแล้วมันก็ต้องเงียบแบบนี้แหละ”
สนธยามองไปรอบๆ อย่างกลัวๆ
“แต่ฉันว่าที่นี่มันเงียบกว่าที่อื่น เงียบสนิทเหมือนป่าช้าเลยนะพี่”
ประกิตตบหัวสนธยาด้วยความโมโห
“นี่แน่ะ! มึงเคยไปอยู่หรือไงถึงได้รู้ดีนัก”
สนธยาลูบหัวตัวเองด้วยความเจ็บ
“โอ๊ย! พี่ฉันเจ็บนะ ก็มันจริงนี่”
พลันเสียงดนตรีไทยทำนองโหยหวนจากภายในบ้านก็ดังกระหึ่มขึ้นจนทั้งคู่สะดุ้งตกใจ
“เฮ้ย...เสียงดนตรีไทย...หลอนแปลกๆ นะพี่ บ้านนี้ท่าจะบ้า” สนธยาใจคอไม่ดี
“ก็แค่เสียงดนตรีไทย จะกลัวอะไรกันวะ เปิดดังๆ แบบนี้ยิ่งดี ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น จะได้ไม่มีใครได้ยินเสียง”
“แต่พี่...”
ประกิตโวยขึ้นอย่างรำคาญ “อะไรกันวะ ในบ้านมีแค่ผู้หญิงสองคน จะกลัวอะไรนัก อยากรวยก็กล้าๆ หน่อยไอ้น้อง ทองเลยนะโว้ย”
ประกิตไม่ฟังเสียงทัดทานจากสนธยา เดินย่องนำไป
สนธยาหันมองไปรอบๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ แล้วย่องตามประกิตไป

ประกิตสะเดาะประตูบานออกอย่างชำนาญ เปิดเข้าบ้านปรางทิพย์มา ตามด้วยสนธยา ก่อนจะรีบปิดลง
“เอายังไงดีพี่ เราจะเริ่มที่ไหนก่อนดี”
ประกิตหันมองซ้ายมองขวาประเมิน
“ฉันว่าเราต้องแยกกันหาแล้ว จะได้ไม่เสียเวลา”
เสียงเหมือนมีใครเดินมา สนธยาเห็นแว้บๆ
“มีคนมา”
ประกิตมองหาที่ซ่อนตัว จนเจอมุมหนึ่งของบ้านรีบพาสนธยาวิ่งไปหลบตรงนั้น
เป็นบัวคำเดินมาตรวจดูประตูหน้าต่างแต่ละบาน ว่าปิดและลงกลอนเรียบร้อยดีหรือไม่ และเจอว่าประตูบานหนึ่งไม่ได้ใส่กลอน บัวคำจึงจัดแจงลงกลอนเรียบร้อย แล้วเดินไปตรวจดูที่จุดอื่น
สองโจรที่แอบอยู่ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
“แล้วเอายังไงต่อ”
“มึงไปค้นหาทางนั้น ส่วนกูจะไปหาทางนี้ ถ้าใครเจอทองหรือของมีค่าก็รีบเก็บมา แล้วกลับมาเจอกันที่นี่”
สนธยาพยักหน้ารับ แล้วเดินออกไป ส่วนประกิตเดินออกไปอีกทาง

ในห้องลับที่มีเพียงแสงไฟสลัว เสียงร้องโหยหวนอย่างทรมานของปรางทิพย์ดังขึ้น
จากกำแพงปูนที่ร่องรอยจากการขีดข่วนจากกรงเล็บเป็นแนวยาว จนกระทั่งเห็นแสงจากหลอดไฟที่แขวนอยู่กลางห้องเริ่มแกว่งไกวเหมือนโดนอะไรไปปัดหรือกระทบมัน
เสียงร้องโหยหวนมาเรื่อยๆ กระทั่งเห็นพิณทิพย์กำลังนอนดิ้นทุรนทุรายบนพื้นด้วยความเจ็บปวด

สนธยาเดินหาสมบัติและคอยระแวงหลังอยู่ตลอดเวลา กระทั่งมาถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ดังอยู่ข้างตู้ใบใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งเสียงดนตรีไทยดังลั่นออกมาจากตรงนี้นี่เอง
สนธยามองผ่านเครื่องเล่นแผ่นเสียงนั้นไปที่ตู้ใบใหญ่ที่ใส่เครื่องลายครามตั้งโชว์ไว้จนเต็มตู้ มันเบะปากส่ายหน้าไม่อยากได้
พลันสายตาของสนธยาก็เหลือบไปเห็นรางสำหรับเลื่อนตู้ใบใหญ่ที่พื้น พอลองขยับตู้และก็ได้รู้ว่ามันสามารถเลื่อนได้จริง
“รวยละกู...”
สนธยาอุทานขึ้นมาอย่างดีใจที่คิดว่าตนเองเจอขุมสมบัติ เขาเลื่อนตู้ใบใหญ่ออกไป เผยให้เห็นประตูบานหนึ่งที่ใส่กุญแจล็อกอยู่ เขามองตาลุกวาว คิดว่าเป็นห้องเก็บสมบัติ
สนธยาตั้งท่าจะออกไปตามประกิต แต่แล้วก็ชะงัก นึกอะไรขึ้นมาได้
“กูรวยคนเดียวดีกว่า”
ด้วยความโลภ สนธยาใช้เครื่องมืองัดแงะที่ติดตัวมา งัดกุญแจจนหลุดออก ด้วยสายตาลิงโลดและดีใจสุดๆ

ภายในห้องที่มืดสลัว เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานยังคงดังต่อเนื่อง กระทั่ง สนธยาเปิดประตูห้องเข้ามา เสียงกรีดร้องนั้นจึงเงียบไปเป็นปลิดทิ้ง
สนธยาเดินฝ่าความมืดเข้ามา พร้อมกับได้กลิ่นเหม็นอับที่อยู่ภายในห้อง ถึงกับเอามือปิดจมูก รีบควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋า
กรงเล็บยาวกรีดไปตามกำแพงจนเป็นทาง
สนธยาหาโทรศัพท์เจอแล้วเปิดไฟฉายขึ้น
ที่ด้านหน้าสนธยา ไฟฉายส่องเห็นหน้าพิณทิพย์ระยะใกล้มาก ขณะเดียวกับที่พิณทิพย์พุ่งเข้าหาสนธยาอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว ล้มหงายหลังลงไป
สนธยาร้อง “อ๊าก!!” ด้วยความเจ็บปวดออกมาสุดเสียง
โทรศัพท์มือถือของสนธยาหล่นลงพื้น พร้อมๆ กับเสียงสุดท้ายของมันที่เงียบหายไป

ขณะเดียวกัน ประกิตเปิดประตู แอบเข้ามาในห้องนอนของปรางทิพย์ ค่อยๆ ย่องไปดูที่เตียงเห็นแต่เตียงที่ว่างเปล่า ประกิตหันมองห้องที่ตกแต่งอย่างสวยงามของปรางทิพย์อย่างชื่นชม
“รวยชิบ...”
ประกิตหันไปค้นหาของมีค่า ตามใต้หมอน ตู้ เตียง กระทั่งไปหยุดที่โต๊ะเครื่องแป้ง
พลันเสียงร้อง “อ๊าก!!” ของสนธยาก็ดังแว่วเข้ามาปนกับเสียงดนตรีไทย ประกิตได้ยินหันไปมองตามเสียง
แต่แล้วประกิตก็ถูกดึงความสนใจ เมื่อเห็นลิ้นชักที่โต๊ะเครื่องแป้งแง้มอยู่ เห็นประกายของอะไรบางอย่างฉายแว้บออกมา ประกิตตาโต
“ทอง...”
ประกิตเปิดลิ้นชัก เห็นสร้อยคออยู่ด้านใน สีหน้าผิดหวัง
“โห...เส้นนิดเดียว”
ประกิตหยิบสร้อยขึ้นมาดูแล้วยัดใส่ในกระเป๋าเสื้อ ก่อนจะรื้อหาตามลิ้นชักต่างๆ เพิ่ม แต่ไม่เห็นมีอะไร ประกิตเดินออกจากห้อง ไปสมทบกับสนธยา

ประกิตค่อยๆ ย่องเดินมาตามทางเดินด้วยกลัวว่าจะมีใครเห็น เสียงเพลงดนตรีไทยเงียบลง
ประกิตมองไปรอบๆ แล้วรีบหาที่หลบ พลันเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนมีใครกำลังลากของบางอย่างอยู่ไม่ห่างจากตรงที่เขาหลบอยู่นัก ประกิตนิ่วหน้าอย่างสงสัยว่า
“เสียงอะไรวะ หรือว่าไอ้สนจะเจอสมบัติ...”
ประกิตตาโตด้วยความโลภ รีบย่องออกไปทางเสียงที่ได้ยิน
แต่เมื่อย่องไปจนเกือบถึงที่มาของเสียงประกิตก็ต้องถึงกับตะลึงค้าง เห็นยายพิณทิพย์เดินนำร่างสนธยาที่เหมือนถูกลากไปตามพื้น สนธยายังไม่ตาย แต่หายใจพะงาบๆ มีรอยแผลเหวอะหวะและเลือดท่วมตัวอันเกิดจากกรงเล็บกรีด ร่างของสนธยาถูกลากไปตามพื้น โดยที่พิณทิพย์ไม่ได้โดนตัวแม้แต่น้อย
พิณทิพย์รับรู้ได้ว่ามีคนกำลังมองอยู่ จึงหยุดเดินหันมามอง ประกิตตกใจมาก ฉากหลบโดยเร็ว
พิณทิพย์กวาดตามองหาด้วยนัยน์ตาสีขาวขุ่น แฝงไปด้วยความน่ากลัวอย่างเห็นได้ชัด หญิงชรามองจนแน่ใจว่าไม่มีใครแล้วจึงออกเดินต่อ ลากสนธยาออกไปด้วย
ประกิตชะโงกไปดู เห็นสนธยาสบตาวิงวอนให้ช่วย ส่งเสียงพะงาบๆ ไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา เพราะคอหอยก็ถูกกรีดเลือดทะลัก
ประกิตขนลุก ผมชี้ตั้งทั้งหัว ดวงตาเบิกโพลง ตัวสั่นงันงกด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจ

เช้าวันใหม่ เด็กนักเรียนกำลังวิ่งเล่นไล่จับกันอย่างสนุกสนานที่สนามหน้าอาคารเรียน
กฤตณีและนิรชาลงรถ เดินหอบสมุดการบ้านเด็กๆ ผ่านสนามไปที่ห้องพักครู เด็กๆ หยุดเล่นแล้วจับกลุ่มคุยกัน พร้อมกับมองมาทางนิรชา และหัวเราะกันคิกคัก จนกฤตณีและนิรชารู้สึกแปลกใจ
“เนียร์ เด็กๆ เป็นอะไรน่ะ ทำไมมองพวกเราแปลกๆ”
“นั่นสิ ฉันก็ว่างั้น”
วีระวิ่งเข้ามาหานิรชาพร้อมกับอาสาช่วยถือของ
“ให้ผมช่วยถือไหมครับครู”
นิรชาแบ่งกองหนังสือบางส่วนให้วีระช่วยถือ
“ขอบใจจ้ะ เอ๊...วีระ พวกเพื่อนๆ เขาเป็นอะไรกัน ทำไมถึงมองครูแปลกๆ”
“ก็เมื่อเช้า ไอ้สันติมันมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง ว่าครูเนียร์เป็นแฟนกับคุณทศ”
กฤตณีและนิรชาตกใจร้อง “หา”
“จริงครับ มันยังบอกอีกว่า แม่มันเห็นครูเนียร์ใส่เสื้อผ้าคุณทศ แล้วเดินออกมาจากบ้านคุณทศอีกด้วย”
กฤตณีแกล้งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ตะโกนขึ้นมาอย่างรับไม่ได้ จนนิรชาตกใจ
“ตายแล้ว เนียร์ ทำไมแกถึงทำกับฉันอย่างนี้ล่ะ แกก็รู้นี่ว่าฉันจองคุณทศเอาไว้แล้ว”
นิรชาหน้าเสีย “เปล่านะ ฉันเปล่า”
กฤตณีเห็นสีหน้านิรชาก็สงสาร เลยเลิกแกล้งเพื่อน
“ฉันล้อเล่นน่ะแก คุณทศเขาไม่ใช่ของฉัน ถ้าแกกับเขาปิ๊งปั๊งกันฉันก็จะยอมถอย”
“บ้าน่ะแก แกก็รู้ว่าฉันกับเขาเกลียดขี้หน้ากันจะตาย”
นิรชาร้อนรนใจและกังวลมากเอาการ

นิรชานั่งเครียดอยู่ที่โต๊ะทำงานในห้องพักครู กฤตณีมองสงสารเพื่อน จึงลุกเดินเข้ามาคุยด้วย
“เสื้อที่แกใส่กลับมาบ้านวันนั้นเป็นของคุณทศใช่ไหม”
“ใช่”
กฤตณีตบมือดังลั่น สะใจที่ตนเดาถูก
“ว่าแล้วเชียว ฉันก็คิดอยู่ว่าเสื้อเชิ้ตตัวนั้นมันคุ้นๆ”
“นี่แก ฉันกำลังเครียดอยู่นะ”
“ขอโทษทีเพื่อน ฉันลืมไป...แล้วเรื่องมันเป็นมายังไง ทำไมยัยมิ้นถึงไปเห็นแกที่บ้านคุณทศ แล้วอยู่ดีๆ ทำไมแกถึงไปใส่เสื้อคุณทศเขาได้”
“วันนั้นฉันจะไปเคลียร์กับคุณทศเครื่องคลิปหลุด ว่าฉันไม่ได้เป็นคนปล่อย เขาไม่ยอมฟังฉัน ฉันก็เลยแกล้งขู่จะฉีดนำใส่เพื่อให้เขายอมคุย แต่หัวฉีดน้ำมันดันพัง น้ำก็เลยพุ่งใส่ฉันจนเปียกไปทั้งตัว แล้วคุณทศก็หาชุดใหม่มาให้ฉันเปลี่ยนกลับบ้าน เรื่องก็มีอยู่แค่นั้น”
กฤตณีสงสัย “แค่นั้นจริงหรือแก...”
นิรชาเน้นคำ “แค่นั้นจริงๆ”
“เอ้า...เอาเป็นว่าฉันเชื่อแก แล้วทีนี้แกจะทำยังไง แกก็รู้ว่าแม่ของสันติเป็นใคร นั่นมันยัยมิ้น หอกระจายข่าวของหมู่บ้านเราเชียวนะ ฉันว่ามันไม่น่าจะหยุดข่าวลือแค่ว่าแกกับคุณทศเป็นแฟนกันแน่”
นิรชาเครียดหนักกว่าเดิม

ปรางทิพย์ในร่างพิณทิพย์มองลิ้นชักโต๊ะเครื่องแป้งแล้วใช้เล็บจิกโต๊ะ น้ำตาไหลด้วยความเจ็บแค้น
“มันขโมยสร้อยวันแต่งงานของข้าไป”
บัวคำแค้นใจไปด้วย
“มันเข้ามาตอนนั้นพอดี เราจึงไม่ทันสังเกต”
“แสดงว่ามันเข้ามากันสองคน ข้าต้องตามเอาสร้อยเส้นนั้นกลับมาให้ได้”
“ร่างไอ้โจรที่อยู่ข้างนอกนั่น เราจะจัดการอย่างไรดีเจ้าคะแม่หญิง”
พิณทิพย์หน้าเครียด

ทางด้านประกิตนอนจับไข้หัวโกร๋นตัวสั่นอยู่บนเตียงในบ้าน แต้มผู้เป็นเมียเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับผ้าขนหนูผืนเล็กและกาละมังใส่น้ำ นั่งลงริมเตียง จะเช็ดตัวให้ผัว
“เป็นยังไงบ้างพี่ ฉันว่าไปหาหมอดีกว่าไหม”
ประกิตมีท่าทีตื่นกลัว “ไม่เอา กูไม่ไป กูไม่ไปไหนทั้งนั้น”
“งั้นก็ลุกขึ้น ถอดเสื้อออกฉันจะเช็ดตัวให้”
แต้มจะถอดเสื้อให้ผัว แต่จู่ๆ สร้อยคอที่อยู่ในเสื้อก็หล่นลงพื้น แต้มแปลกใจหยิบขึ้นมาดู
“นี่มันสร้อยทองนี่”
ประกิตรีบโผล่หน้าออกมาจากผ้าห่มด้วยความตกใจ เขาใช้มือปัดสร้อยคอจากมือแต้มทิ้งไปพร้อมพูดขึ้นอย่างหวาดกลัว
“เอามันออกไป เอาออกไปไกลๆ เอามันไปทิ้งซะ”
พูดจบประกิตก็กลับไปนอนขดตัวคลุมโปงตัวสั่นอยู่ใต้ผ้าห่ม
“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะพี่กิต ฉันต้องรีบไปทำงานนะ ถ้าพี่ไม่ไปหาหมอ เดี๋ยวฉันไปตามไอ้สนมาเฝ้าไข้พี่ก็แล้วกัน”
ประกิตตะโกนตอบแต้มใต้ผ้าห่ม
“ไอ้สนมันตายแล้ว มันตายไปแล้ว ได้ยินไหม มันตายไปแล้ว”
“ไอ้สนตายแล้ว ตายเมื่อไหร่ ตอนไหน ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย”
ประกิตโผล่หน้าออกมาพูดกับแต้มสีหน้าหวาดกลัว
“ไอ้สนมันถูกนังปีศาจฆ่าตายไปแล้ว”
“นังปีศาจที่ไหน มันตายเพราะเล่นยาเกินขนาดหรือเปล่า”
“บอกแล้วไงมันถูกนังปีศาจฆ่าตาย นั่นสร้อยนังปีศาจ เอาไปทิ้ง เอาออกไปทิ้งไกลๆ เลย เดี๋ยวมันจะตามมาเอาคืน เอาไป เอาออกไป”
ประกิตเอาผ้าคลุมโปงนอนเหมือนเดิม
แต้มเดินไปหยิบสร้อยคอขึ้นมา แล้วหันมองผัวแบบงงๆ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป

แต้มเปิดประตูออกมาจากห้องนอน เธอนิ่งมองสร้อยคอสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะพูดขึ้น
“เรื่องอะไรจะทิ้งให้โง่”
แต้มมองสร้อย ยิ้มกริ่ม ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กดสายโทร.ออก
“คุณกลดคะ นี่แต้มนะคะ วันนี้แต้มขอลางานนะคะ พอดีแฟนแต้มไม่สบาย ไม่มีคนดูแล ค่ะ...ขอบคุณมากค่ะ”
แต้มชูสร้อยขึ้นมาดูอีกครั้ง ตาลุกวาว ตั้งใจจะเอาไปขาย

บรรยากาศภายในร้านกาแฟคึกคักเช่นทุกวัน ศักดิ์กำลังชงกาแฟ ขณะที่ตาลก็ช่วยเสิร์ฟและขายของอยู่ที่หน้าร้าน มินตาเดินนวยนาดเข้ามาซื้อกาแฟในร้าน
“พี่ศักดิ์ ขอโอเลี้ยงเย็นๆ 2 แก้วจ้า” ถนอมสั่งให้เมียด้วย
“ได้ๆ ไปนั่งรอก่อนเดี๋ยวจัดให้” ศักดิ์บอก
มินตาเดินไปนั่งรอที่โต๊ะ หันมองไปรอบๆ เหมือนกำลังมองหาอะไรสักอย่าง แล้วถามขึ้นอย่างสงสัย เมื่อตาลยกโอเลี้ยงมาเสิร์ฟ
“นี่ยังไม่มีใครมาเลยเหรอพี่ตาล”
ตาลงง “ใคร คิตตี้เหรอ มันยังไม่กลับ ทำไม...มีธุระอะไรหรือไง”
“เปล่า ก็แค่อยากรู้”
มินตาปฏิเสธเสียงสูง นั่งดื่มโอเลี้ยงไปเหมือนไม่มีอะไรจริงๆ
ตาลมองมินตาด้วยสีหน้าไม่ไว้วางใจ ก่อนจะเดินออกไปทำงานต่อ
พีรพรและอนุชิตเดินเข้ามาในร้าน ตาลหันไปเห็น มินตามองตาม
“อ้าว คุณพี คุณนุ วันนี้รับอะไรดีคะ”
“มีอะไรอร่อยๆ กระแทกปากบ้างครับ”
“ขนมจีนเขียวหวานปลากราย รสเลิศอร่อยสุดๆ รับเลยไหมคะคุณพี” ตาลยิ้มบอก
“ครับ ขอจานหนึ่งครับ” พีรพรว่า
อนุชิตบอกเช่นกัน “ผมก็ขออีกจานด้วยนะครับ”
“ได้เลยค่ะ แล้วคุณทศล่ะคะ ทำไมวันนี้ไม่มาด้วยกัน”
พีรพรมีสีหน้าหงุดหงิดขึ้นมา เมื่อได้ยินชื่อทศนนท์
“วันนี้เขาไม่มาหรอกครับ”
ตาลมองพีรพรงงๆ อนุชิตจึงพูดขึ้น
“คงจะตามมาทีหลังน่ะครับ เห็นกำลังเคลียร์งานอยู่”
ตาลพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินไปตักขนมจีนน้ำยามาเสิร์ฟให้พีรพรและอนุชิต

ทศนนท์เดินเข้ามาในร้าน ตรงเข้ามาหาพีรพรและอนุชิต ผู้คนภายในร้านหันมามองทศนนท์แล้วซุบซิบๆ กัน แต่ทศนนท์ไม่ได้ใส่ใจ ตาลหันไปเห็นทศพอดี
“คุณทศจะรับขนมจีนเขียวหวานปลากรายด้วยไหมคะ”
“ครับ ดีครับกำลังหิวเลย” เขาหันไปทางพีรพรและอนุชิต “จะมากินข้าวที่นี่ทำไมไม่รอ”
พีรพรทำหน้าบึ้งตึงใส่ทศนนท์ แถมก้มหน้ากินข้าวโดยไม่ตอบสักคำ
ทศนนท์เหวอ หันมามองอนุชิตเชิงถามว่าพีรพรเป็นอะไร อนุชิตยักไหล่ให้ทศนนท์อย่างอ่อนใจเช่นกัน
มินตาอ่านออก จึงพูดชึ้นมาลอยๆ
“เฮ้อ...น่าอิจฉานะ คนเมืองเนี่ย รักกันชอบกันที ทำไมมันถึงดูร้อนแรง วิบๆ วับๆ จนคนอื่นเขาอิจฉาตาร้อนกันไปทั้งหมู่บ้าน”
ศักดิ์สงสัย “เอ็งหมายถึงใครนังมิ้น”
“พี่ศักดิ์ไม่ได้ดูคลิปในไลน์กลุ่มของหมู่บ้านเราหรือไง”
“ทำไม มีอะไรอีก”
“ก็คุณทศกับครูเนียร์ คู่รักใหม่แกะกล่องของหมู่บ้านเราไง นี่ถึงขนาดมานั่งรอกันตั้งแต่ยังไม่เลิกงานเชียว ถ้าหิว...อุ๊ย!” มินตาแกล้งตกใจ “ถ้าคิดถึงกันขนาดนั้น ทำไมไม่ไปหาที่โรงเรียนซะเลยล่ะคะ”
เสียงหัวเราะของชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นดังขึ้น ทศนนท์รีบพูดแก้
“ผมกับครูเนียร์เราไม่มีอะไรกันนะครับ”
“แก้ตัวไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอกพี่ทศ ภาพมันฟ้องอยู่เห็นๆ”
พีรพรไม่พอใจลุกออกจากโต๊ะไปเลย
“นายพี ฟังพี่อธิบายก่อนสิ”
มินตาหัวเราะคิก “คุณทศช่างขยันเป็นข่าวพาดหัวของหมู่บ้านจริงๆ เลยนะ คราวก่อนเพิ่งละเมอเข้าบ้านคุณปราง คราวนี้กลับมีข่าวกิ๊กกับครูเนียร์ซะงั้น ตกลงคุณทศจะเลือกใครกันแน่คะ หรือว่าสวยทั้งคู่เลยเลือกไม่ถูก”
ตาลตกใจรีบเปิดดูคลิปในไลน์กลุ่มด้วยสีหน้าตกใจรีบส่งให้ศักดิ์ดูด้วย
มินตาและชาวบ้านต่างหัวเราะขำกันเป็นเรื่องสนุกสนาน
ทศนนท์หันมามองมินตาอย่างไม่พอใจ

ที่สถานีอนามัยตอนเย็น คนไข้และญาติๆ เริ่มทยอยกลับกันจวนจะหมดแล้ว เหลือเพียงเชื่อมที่นั่งรออยู่ที่เก้าอี้ด้านหน้า
สุดสวยเริ่มเข้ามาทำความสะอาดเก็บกวาดพื้น สุดสวยเดินเข้ามาหาจาริณีที่กำลังเริ่มเก็บอุปกรณ์ต่างๆ อยู่ที่โต๊ะ
“คุณจ๋าขา...ช่วงนี้คุณจ๋าคงต้องเหนื่อยหน่อยนะคะ”
“ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ ช่วงนี้ไม่มีโรคระบาด คนไข้ก็มาหาหมอกันตามปกติ”
“ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่... สุดสวยไม่ได้หมายถึงคนไข้”
จาริณีงง “แล้วพี่สุดสวยหมายถึงใครกันล่ะคะ”
“สวยหมายถึง” สุดสวยพยักพเยิดไปทางห้องที่หมอปรัชญารักษาอยู่
จาริณีตกใจ “หมอปรัช! ทำไมเหรอคะพี่สุดสวย”
“ก็ช่วงนี้น้องจ๋าคงต้องเหนื่อยคอยดูแลหมอปรัช ที่เพิ่งอกหักดังเป๊าะ! ยังไงล่ะคะ”
จาริณีถึงจะรู้สึกงงๆ อยู่บ้าง แต่ก็พอเข้าใจในสิ่งที่สุดสวยเล่า
“งั้น... เรื่องที่พวกชาวบ้านเขาเมาท์กันทั้งวัน ว่าครูเนียร์กับคุณทศ?”
“กิ๊กกั๊กกัน...” สุดสวยต่อให้
จาริณีไม่อยากเชื่อ “เรื่องจริงเหรอคะ”
“จริงแท้แน่นอนค่ะคุณจ๋า เมื่อวานนังมิ้นมันเที่ยวเอาไปเล่าให้ใครต่อใครฟัง แล้วยังมีคลิป...”
จาริณีเริ่มคิดไปไกล พร้อมกับอุทานขึ้นแล้วรีบปิดปากตัวเอง
“คลิปหลุดอีกแล้วเหรอคะ”
“ว้าย ไม่ใช่ค่ะคุณจ๋า แค่คลิปครูเนียร์ใส่เสื้อคุณทศเดินออกมาจากบ้านแค่นั้นค่ะ”
เชื่อมนั่งอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหูผึ่งหันมามองเป็นระยะๆ
จาริณีถอนใจอย่างโล่งอก “เฮ้อ...ขอโทษค่ะ จ๋าคิดไกลมากไปหน่อย”
“แต่ทุกคนที่ได้เห็นคลิปของคุณทศกับครูเนียร์ ก็คิดไม่ต่างจากคุณจ๋าหรอกนะคะ”
ปรัชญาและเนตรมายาเดินออกมาจากห้องตรวจ ได้ยินเข้าพอดี ทั้งคู่อึ้งไป
จาริณีและสุดสวยหันมาเห็น สุดสวยรีบหลบไปทำความสะอาดตามหน้าที่ตัวเอง ขณะที่จาริณีก็เริ่มทำตัวไม่ถูก สุดท้ายเอ่ยถามขึ้น
“ตรวจคนไข้คนสุดท้ายเรียบร้อยแล้วเหรอคะหมอ”
“ครับ ช่วยจัดยาให้คุณเนตรมายา ตามใบสั่งนี้ด้วยนะครับ”
ปรัชญายื่นใบสั่งยาให้ จาริณีรับใบสั่งยามาแล้วรีบไปจัดยา
“ได้ค่ะ เชิญคนไข้นั่งรอที่เก้าอี้ก่อนนะคะ ส่วนญาติคนไข้ เชิญมารับยาด้านนี้เลยค่ะ”
จาริณีเดินไปที่เคาเตอร์จ่ายยาโดยมีเชื่อมเดินตามหลังไป
หมอปรัชญาและเนตรมายามีสีหน้าเครียดทั้งคู่

เนตรมายานั่งหน้าเครียดอยู่ที่เก้าอี้ที่นั่งรอหน้าห้องโถงทางเดินในอนามัย
จนเชื่อมถือยาเดินเข้ามาหาเนตรมายา เมื่อเห็นหน้าเนตรมายาแล้วก็แปลกใจ
“เป็นอะไรเหรอเจ้าแม่ เจ็บแผลเหรอ”
“นี่ฉันมองข้ามไปได้ยังไง แย่งกันแทบตาย จู่ๆ นังนั่นก็มาคว้าเอาไปกิน”
เนตรมายาโกรธจัด เชื่อมมองอย่างเข้าใจ

ส่วนที่ร้านกาแฟ ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา ต่างหันมองทศนนท์แล้วก็ยิ้มและกระซิบกระซาบกันจนกลายเป็นเรื่องสนุกปาก
ทศนนท์และอนุชิต นั่งกินข้าวไปอย่างไม่อยากสนใจ
“ไม่คิดจะอธิบายอะไรเพิ่มหน่อยเหรอหัวหน้า ผมว่าชาวบ้านดูจะเข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้วนะครับ”
“เปล่าประโยชน์ครับพี่นุ ถ้าคนเรามีอคติ อธิบายให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ”
ทศนนท์สะท้อนใจ นึกไปถึงตอนที่นิรชาพยายามจะอธิบายเรื่องคลิปหลุดกับตน

ทศนนท์มองจากในรถ เห็นนิรชาใส่ผ้าถุงนุ่งไทยชุดเดิมยืนอยู่หน้าประตูรั้วบ้าน ก็แปลกใจ นิรชาเดินไปมาเหมือนรออะไรอยู่ มองมาที่รถทศนนท์ตลอดๆ
ทศนนท์จอดรถแล้วเดินตรงไปเปิดประตูด้วยสีหน้าเฉยเมย
“คุณทศ ฟังฉันอธิบายบ้างสิ”
“แล้วทำไมผมต้องมาทนฟังคำแก้ตัวจากคุณด้วยล่ะ พูดไปก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกเชื่อคุณขึ้นมาได้หรอก กลับไปเถอะ”
“ผิดไม่ผิดคุณก็ไม่ควรตัดสินใคร ขนาดผู้พิพากษายังต้องฟังคำทั้งสองข้างเลย”
“หลักฐานชัดขนาดนั้นแล้ว”
ทศนนท์ผลักประตูบ้านแล้วเดินเข้าไป
นิรชาไม่ยอม พยายามผลักประตูตามเข้าไป แต่ทศนนท์ดันไว้จากด้านใน
ทศนนท์ปล่อยมือด้วยความรำคาญเลยทำให้นิรชาเสียหลักพุ่งเข้าไปด้านใน
นิรชาเกือบล้ม แต่ตั้งหลักไว้ได้ ทศนนท์ไม่สนใจแล้วเดินออกไป
“หยุดก่อนคุณ...”
ทศนนท์กำลังจะเดินหนีขึ้นเรือน ไม่ฟังเสียงนิรชาที่ตะโกนตามหลัง

ทศนนท์เริ่มรู้ซึ้งถึงความรู้สึกของนิรชาในตอนนั้น
นิรชาและคิตตี้ขับรถมาจอดที่หน้าร้านแล้วลงรถเดินเข้ามาในร้าน
ตาลกะศักดิ์ มองเห็นรีบเดินเข้าไปหานิรชาและกฤตณี สีหน้าเป็นกังวล
“กลับกันมาแล้วเหรอลูก”
กฤตณีและนิรชารู้สึกแปลกใจ
“มีอะไรเหรอจ๊ะพ่อ แม่”
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วล่ะสิ หนูเนียร์เห็นคลิปที่อยู่ในไลน์กลุ่มหมู่บ้านเราหรือยัง”
“อ๋อ...คลิปคุณทศละเมอ เนียร์เคลียร์กับคุณทศเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ”
“ไม่ใช่ๆ นี่มันคลิปใหม่”
ตาลยื่นโทรศัพท์แล้วเปิดคลิปให้นิรชาและกฤตณีดู
เป็นคลิป นิรชาใส่เสื้อเชิ้ตของทศนนท์เดินออกมาจากบ้าน โดยมีทศนนท์ออกมาส่ง ท่าทีสนิทสนม
นิรชาตกใจสุดขีด
“ใครถ่ายเนี่ย”
“ยัยมิ้นเป็นคนส่ง ตอนนี้พวกชาวบ้านเขาลือกันใหญ่ ว่าหนูเนียร์กับคุณทศแอบไปอยู่กินด้วยกันแล้ว” ตาลบอก
“ไม่นะคะ เนียร์กับคุณทศ พวกเราไม่ได้มีอะไรกัน”
กฤตณีรู้สึกโกรธจนทนไม่ได้ ตะโกนด่าลั่นออกมา เมื่อหันไปเห็นมินตานั่งยิ้มสะใจมองมาที่พวกตน
“เรื่องทั้งหมดมันเป็นเพราะไอ้คลิปบ้าๆ ที่หลุดไปก่อนหน้านั้นนั่นแหละ ถึงทำให้ยัยเนียร์ต้องไปเคลียร์กับคุณทศที่บ้าน แล้วยังดันมาซวย เจอพวกชอบเผือกจับผิดเข้าอีก”
มินตาทนไม่ได้ “แล้วไปเคลียร์กันยังไง ถึงได้ลามไปถอดเสื้อถอดผ้าขึ้นไปเคลียร์กันบนเตียงได้น่ะ”
“ช่างคิด ช่างจินตนาการไปได้นะ อย่าคิดเหมาไปเองสิว่าใครๆ เขาจะเหมือนอย่างคุณ” นิรชาเหน็บ
มินตาร้อนตัว “ทำไม อย่างฉันมันทำไม”
“ไม่รู้สิ มีสมองก็คิดเอาเอง เพราะเรื่องแบบนี้คนที่คิดได้ ก็มีแต่คนที่เคยทำเท่านั้นแหละ”
“พูดอย่างนี้ก็สวยเด้”
มินตาโกรธจนหน้ามืด ลุกเดินตรงเข้าไปจะตบนิรชา
ผู้คนในร้านเห็นต่างร้องขึ้นด้วยความตกใจ
ทศนนท์พุ่งเอาตัวบังนิรชาไว้ ฝ่ามือของมินตาเลยฟาดเข้าที่หลังของทศนนท์อย่างแรง มินตาตกใจรีบถอยออกมา
ระหว่างนี้ที่หน้าร้าน ปรัชญา จาริณี เนตรมายา เชื่อม ลงรถหมอ เดินเข้ามาเห็นทศนนท์กอดบังนิรชาไว้พอดี
เนตรมายาหึงทศนนท์จนควันแทบออกหู เธอพุ่งเข้าไปจะไปดึงทศออกมา แต่ปรัชญาเร็วกว่าปราดเข้าไปถึงตัวทศนนท์ แล้วกระชากทศนนท์ออกมาจากตัวนิรชาอย่างแรง
“ทำอะไรน่ะ”
ทศนนท์กระเด็นไปตามแรงกระชากของปรัชญา และปรัชญาก็เข้ามายืนขวางนิรชาเอาไว้
อนุชิตรีบเข้ามาช่วยทศนนท์
“เป็นยังไงบ้างคุณทศ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ปรัชญาโมโหหึง “นี่ขนาดที่ร้านค้า กลางวันแสกๆ คุณยังคิดจะมาลวนลามเนียร์เลยเหรอ คุณนี่มัน!...”
ด้วยความโกรธปรัชญาจะพุ่งเข้าไปชกทศนนท์ จาริณีรีบวิ่งเข้าไปขวางและดึงปรัชญาไว้
“ใจเย็นค่ะหมอ”
ทุกคนช่วยกันห้ามปรัชญาชุลมุน

บัวคำกวาดลานบ้านอยู่ ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันดังมาจากร้านกาแฟ จึงวางไม้กวาดลงแล้วไปเปิดประตูรั้วเดินออกมา ชะเง้อมองไปที่ร้านกาแฟอย่างสงสัย
เห็นผู้คนกำลังช่วยห้ามปรัชญาไม่ให้ชกต่อยกับทศนนท์กันชุลมุน
“คุณทศ...”

อนุชิตดึงตัวทศนนท์ออกมานอกร้าน ทศนนท์ไม่พอใจ
“พี่นุจะดึงผมออกมาทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย”
“ถึงไม่ผิด เราก็ควรเลี่ยงออกมาก่อน ตอนนี้ทุกคนในนั้นกำลังร้อน อย่าเพิ่งไปอธิบายอะไรตอนนี้เลยครับ”
“แต่มันไม่ยุติธรรมกับผมเลย พี่นุก็เห็นว่าเมื่อกี้ผมเข้าไปช่วยครูเนียร์ ผมไม่ได้มีเจตนาจะไปลวนลามเขาสักหน่อย”
“ครับผมเห็น และผมก็เข้าใจ แต่ว่าคนมาใหม่อย่างหมอปรัชเขาไม่ได้มาเห็นอย่างที่ผมเห็นนี่ครับ ผมว่าพวกเรากลับบ้านพักก่อนดีกว่า รอให้เรื่องเงียบลง ทุกคนสงบลงก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
พลันทศนนท์ก็ให้นึกถึงปรางทิพย์ขึ้นมา พึมพำกับตัวเอง
“คุณปราง...”
อนุชิตได้ยินที่ทศพูดไม่ชัด “ว่าไงนะครับ”
“พี่นุกลับไปก่อนนะครับ พอดีผมนึกขึ้นได้ว่ามีธุระต้องไปทำ”
พูดจบทศนนท์ก็เดินออกไป อนุชิตได้แต่ส่ายหน้าแล้วเดินกลับไปทางบ้านพัก

บัวคำกำลังจะเปิดประตูรั้วเข้าบ้าน ทศนนท์รีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับตะโกนเรียกบัวคำไว้
“คุณบัวคำครับ คุณบัวคำ” บัวคำหันมาหาทศนนท์ “คุณปรางอยู่หรือเปล่าครับ ผมมีธุระอยากจะคุยกับคุณปราง”
“คุณปรางไม่อยู่ค่ะ”
ทศนนท์มองขึ้นไปที่ชั้นบน เห็นเหมือนมีใครมองอยู่บนห้องปรางทิพย์
“เมื่อกี้ที่ร้านกาแฟ ได้ยินเสียงเอะอะโวยวาย มีอะไรกันหรือคะ”
“มีเรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อยน่ะครับ”
ทศนนท์หันมองไปที่ชั้นบนของบ้านอีกครั้ง สีหน้าร้อนใจ
“คุณปรางอยู่ในบ้านก็บอกมาตรงๆ เถอะครับ คุณปรางโกรธผม ไม่อยากเจอผมใช่ไหมครับ”
“คุณปรางไม่อยู่จริงๆ ค่ะ”
“ขอร้องล่ะครับคุณบัวคำ ขอผมเข้าไปอธิบายกับคุณปรางหน่อย ทุกอย่างมันไม่ใช่อย่างที่ทุกคนเข้าใจเลยนะครับ ผมอยากอธิบายความจริงให้คุณปรางเข้าใจว่าผมกับคุณเนียร์ เราไม่ได้มีอะไรกัน”
“คุณปราง เธอไม่อยู่จริงๆ ค่ะ คุณกลับไปเถอะค่ะ”
บัวคำไม่ฟังเสียงปิดประตูรั้วใส่หน้าทศนนท์ แล้วเดินเข้าบ้านไป
ทศนนท์มองหน้าต่างห้องชั้นด้วยสีหน้าผิดหวัง

ท้องฟ้าในคืนเดือนดับดำทะมึนเหนือบ้านปรางทิพย์ ด้านในบ้านยามนี้ยายพิณทิพย์พูดด้วยน้ำเสียงที่นิ่ง
“หวังว่าเขาคงจะเข้าใจ”
“เจ้าค่ะ”
บัวคำมองดูบางอย่างบนพื้นแว่บหนึ่ง
“โชคดีที่ครั้งนี้เราไม่ต้องเหนื่อยออกไปหาเหยื่อมาบูชายัญเอง ลงมือเลยไหมเจ้าคะ
พิณทิพย์พยักหน้ารับ”
“ที่เป็นเช่นนี้เพราะเจ้าวิ่งเข้ามาหาข้าเอง”
“กรรมของพวกมันเจ้าค่ะ”
พิณทิพย์มองจ้องสิ่งที่เธอยืนจ้องมองอยู่ก่อนหน้านี้ บัวคำหันมองตาม เห็นร่างสนธยาที่เวลานี้สภาพเลือดท่วมตัวนอนอยู่ที่มุมห้อง หายใจรวยริน อย่างทุกข์ทรมาน แต่ยังไม่ตาย
พิณทิพย์บริกรรมคาถา แล้วเป่ามนต์ไปที่ร่างสนธยา
ร่างของสนธยาที่นอนเจ็บหนักอยู่ลุกขึ้นมาเหมือนไม่เจ็บปวดอะไร แต่ตาลอยเหมือนผีดิบ
พิณทิพย์จ้องตาสั่งเสียงเข้ม “จงออกไปทำหน้าที่ของเจ้า”

ภายในถ้ำทางเข้าเมืองลับแลอันมืดมิด สุบรรณเหราที่หลับอยู่ลืมตาขึ้นเหมือนรู้ว่าเหยื่อกำลังจะมาแล้ว เสียงร้องคำรามดังกึกก้องไปทั่ว
พิณทิพย์ยืนอยู่หน้าม่านน้ำตก ใต้ท้องฟ้ามืดมิด สักพักหมู่เมฆดำบนท้องฟ้าค่อยๆ เปิดออก เห็นเหล่าดวงดาวระยิบระยับส่องประกายลงมา แสงระยิบระยับนั้นร่วงหล่นลงมาประหนึ่งเม็ดฝนที่กำลังพร่างพรมอาบร่างของพิณทิพย์
เงาร่างอันงองุ้มของหญิงชราที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวนั้นค่อยๆ ยืดตัวขึ้นจนสุดตัวแขนทั้งสองข้างชูขึ้นเหนือศีรษะ เหมือนกำลังรับพรวิเศษจากดวงดาว

ร่างอัปลักษณ์ของหญิงชรา กลายกลับเป็นร่างปรางทิพย์ที่สวยงามดังเดิม

อ่านต่อตอนที่ 10


กำลังโหลดความคิดเห็น...