xs
xsm
sm
md
lg

เพรงลับแล ตอนที่7 | คืนประลองอาคม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เพรงลับแล ตอนที่7 | ประลองอาคม!

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

บรรยากาศในงานศพนายบอลถูกห่อคลุมไปด้วยความโศกศัลย์เศร้าสร้อย

เพื่อนบ้านมาร่วมงานมากพอสมควร สองครูสาว เนียร์กับคิตตี้รวมอยู่ในกลุ่มชาวบ้านที่นอกชาน นางขวัญกอดลูกชายร่ำไห้ อาลัยอาวรณ์อยู่ที่หน้าโลงศพผัว
ศักดิ์และตาลเข้าไปไหว้ศพบอล แล้วเข้ามาปลอบขวัญด้วยความสงสาร
“หักห้ามใจซะบ้างเถอะขวัญเอ๊ย...เอ็งยังมีหน้าที่ต้องดูแลลูกอีกนะ”
“ฉันก็พยายามแล้วนะพี่ตาล แต่มันยังทำใจไม่ได้จริงๆ”
“เรื่องงานวันเผาไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฉันช่วยเตรียมทุกอย่างให้แล้ว” ศักดิ์แสดงน้ำใจ
“ขอบคุณมากนะพี่ศักดิ์”
ตาลจับมือขวัญปลอบใจ แล้วพากันเดินลงเรือนไปกับศักดิ์
จังหวะนี้ทรงกลดเดินเข้ามาหาขวัญมอบซองช่วยงาน มีขจรและศรชัย ลูกน้องคนสนิทนั่งอยู่ห่างออกไป
“ขอบคุณมากค่ะคุณทรงกลดที่อุตส่าห์มางานพี่บอล”
“ไม่เป็นไร ทุกคนในหมู่บ้านนี้ก็เหมือนญาติพี่น้องของผม แล้วบอลก็เคยช่วยงานผมมาก่อน แล้วนี่จะทำยังไงกันต่อไปล่ะ เหลือกันแม่ลูกแค่นี้” ทรงกลดหยั่งเชิง
“ฉันก็ยังไม่รู้เลยค่ะ คุณทรงกลด”
“อยากจะย้ายบ้านไหมล่ะ ถ้าอยากหาที่อยู่ใหม่ หรือยังไงก็บอกผมได้นะ ผมจะช่วยเต็มที่ แล้วจะให้ราคาสูงกว่าคนอื่นด้วย”
“ขอบคุณคุณทรงกลดมากเลยนะคะที่มีน้ำใจ แต่ฉันคงไม่ไปไหนหรอก ฉันเกิดและโตที่นี่ บ้านนี้ก็เป็นสมบัติของปู่ย่าตายาย ฉันคงตัดใจขายไม่ลง”
“แล้วเราไม่กลัวผีแม่ม่ายหรือยังไง มันเอาเจ้าบอลไปคนแล้ว ไม่กลัวว่ามันจะเอาลูกชายไปอีกคนหรือ”
วีระผวาเข้าไปกอดแม่ด้วยความรู้สึกหวาดกลัว
“แม่...ผมกลัว...”
ขวัญหันมองลูกชายแล้วเริ่มสับสน กอดปลอบลูกไว้
นิรชากับกฤตณีไม่พอใจ
“วีระคงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งคะคุณทรงกลด เขายังเด็ก ผีแม่ม่ายมันจะเอาไปทำอะไร
กฤตณีเสริมว่า “จริงจ้ะพี่ขวัญ ถ้าพวกเราเชื่อว่าผีแม่ม่ายมันมาเอาผู้ชายไปทำผัว เด็กๆ อย่างวีระ มันจะเอาไปทำอะไร”
“แล้วที่ผ่านมาในหมู่บ้านก็ไม่เคยมีเด็กผู้ชายเป็นอะไรเพราะฝีมือผีแม่ม่ายซักคน”
ทรงกลดมองหน้านิรชาไม่ชอบใจนักแต่ต้องข่มความรู้สึก ยิ้มบางๆ กลบ นิรชามองท้าทาย

ทรงกลดเดินลงเรือนมากับสองลูกน้อง ตรงมาที่รถ ด้วยสีหน้าขุ่นเคืองโกรธจัด
“ทำไมทุกครั้ง ที่กูคุยเรื่องซื้อที่ชาวบ้าน ต้องเจอผู้หญิงคนนี้คอยขวางทุกทีวะ”
“นั่นสิครับนาย หลายครั้งแล้วนะครับ” ขจรโมโหแทนนาย
“ถ้าไม่จัดการอะไรสักอย่าง งานของนายคงต้องมีปัญหาสักวัน” ศรชัยว่า
ทรงกลดหงุดหงิดไม่คลาย แต่เห็นผู้ใหญ่จรัลเดินเข้ามาทักพอดี
“คุณทรงกลด หงุดหงิดอะไรเหรอครับ”
“อ้าว ผู้ใหญ่”
“มีอะไรหรือเปล่าครับคุณทรงกลด”
“ก็ครูเนียร์น่ะสิครับ ไม่รู้ทำไม ดูครูเขาไม่ค่อยชอบผมเอาซะเลย เห็นผมคุยกับชาวบ้านเรื่องซื้อขายที่ดินทีไร ครูเนียร์ต้องคอยเข้ามาขวางทุกที ทั้งที่ผมทำเพราะหวังดีกับชาวบ้านแท้ๆ”
“ครูเนียร์เป็นคนขวางโลกครับคุณทรงกลด ตั้งแต่เรื่องเลือดหมาดำแล้ว แกมาจากในเมือง ก็เลยชอบคิดว่าประเพณีของพวกเราเป็นเรื่องงมงาย”
“แล้วนี่เราจะต้องทนผู้หญิงคนนี้ไปอีกนานเท่าไหร่”
“คงไม่นานหรอกครับ ครูเขาเป็นคนเมืองไม่มีน้ำอดน้ำทน เจอความลำบากอีกหน่อย เดี๋ยวก็ไป อย่าไปถือสาครูเขาเลยครับคุณทรงกลด”
“ผมก็ไม่อยากถือสาหรอกครับ แต่บางครั้งมันก็อดหงุดหงิดไม่ได้จริงๆ”
ทรงกลดหันไปมองที่บันไดขึ้นเรือน ทุกคนหันไปมองตาม
เห็นขวัญและวีระ เดินลงเรือนมาส่งครูนิรชาและกฤตณี
ทรงกลดมองสายตามีแผน

เหตุการณ์ที่เมืองลับแล ปรางทิพย์เดินนำเทศลงจากเนินหน้าปากถ้ำไปสู่ทุ่งหญ้าเขียวขจีด้านหน้า กระทั่งเทศหันไปสะดุดตาต้นดอกมณฑาทองที่ออกดอกบานสะพรั่งอยู่ไม่ไกลนัก เขาเดินตรงเข้าไปหามันอย่างรู้สึกหลงไหล
“ถ้านี่เป็นความฝัน...ก็คงเป็นฝันที่วิเศษที่สุด”
ทศนนท์ในคราบเทศเด็ดดอกมณฑาทองขึ้นมา แล้วลุกเดินตรงไปหา ปรางทิพย์หันมองมา
เทศยื่นดอกมณฑาทองส่งให้ ปรางทิพย์รับมายิ้มมองดอกมณฑาทองก่อนจะยกมันขึ้นมาดอมดมอย่างชื่นใจ แล้วเหน็บดอกมณฑาทองแซมที่ผม
เทศมองจ้องอย่างชื่นชม ปรางทิพย์ยิ้มตอบ

ส่วนที่สำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์
เนตรมายาเปิดประตูเข้ามาในบ้าน เดินตรงไปที่หิ้งบูชาพร้อมกับยกมือไหว้ แล้วหยิบตำราออกมาเปิดดูอย่างรีบเร่ง เชื่อมเดินเข้ามาสมทบ
“เป็นไง หาเจอไหมเจ้าแม่”
เนตรมายาร้อนรนใจ “ไม่มี ไม่มีเลย”
เจ้าแม่เปิดอ่านตำราไปเรื่อยๆ กระทั่งเจออะไรบางอย่าง ร้องออกมาด้วยความดีใจ
“เจอแล้ว เจอแล้ว ฉันเจอวิธีที่จะช่วยคุณทศแล้ว”
“วิธีอะไร ต้องเตรียมอะไรบ้างเจ้าแม่”
เนตรมายากวาดตาอ่านตำรา สีหน้าเปลี่ยนเป็นหนักใจ
“ต้องใช้เลือดคนที่เกิดวันเสาร์ เดือน9 ปีขาล”
“หา! แล้วเราจะไปหาที่ไหนล่ะเจ้าแม่”
“ต้องหาจากคนในหมู่บ้านนี้ก่อน”
เนตรมายารำพึงออกมาอย่างหนักใจ

ที่ร้านกาแฟและร้านขายของชำ อาหารตามสั่งบ้านศักดิ์
นิรชาถือแก้วน้ำมาเสิร์ฟให้ปรัชญา พร้อมกับนั่งลงตรงข้าม
“น่าสงสารขวัญกับวีระมันนะ เหลือกันอยู่แค่สองคนแม่ลูก”
“ขาดหัวหน้าครอบครัวไปแบบนี้ คงลำบากน่าดูเลยนะครับ” หมอว่า
นิรชานึกถึงครอบครัววีระแล้วก็รู้สึกเศร้าใจ
“นี่เนียร์ก็กำลังทำเรื่องขอทุนให้วีระอยู่เหมือนกัน แต่ยังไม่รู้จะได้หรือเปล่า”
“เอาน่าเนียร์ อย่าเพิ่งท้อ ชีวิตคนเราถ้ายังไม่ตายก็ต้องมีความหวัง” คิตตี้ปลอบ
“โอ้โฮ...วันนี้เจ้าหญิงน้อยของพ่อพูดได้ดี ดูท่ามื้อเย็นวันนี้คงต้องมีรางวัลให้”
กฤตณียิ้มชอบใจ “งั้นขอเป็นหม้อไฟ ชุดใหญ่ไฟกะพริบเลยได้ไหมพ่อ”
“เอาๆ จัดไปๆ”
ทุกคนหัวเราะกันครื้นเครงสนุกสนาน
จังหวะนี้ทรงกลดเดินเข้ามาในร้านพร้อมขจรและศรชัย ศักดิ์หันไปมองเห็น
“อ้าวคุณทรงกลด มาได้ยังไงครับ เชิญนั่งครับเชิญนั่ง”
ทรงกลดเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับเนียร์ ทุกคนมองงงๆ
ทรงกลดทักนิรชา “ผมมีเรื่องอยากคุยกับครูเนียร์น่ะครับ”
“คุยกับฉัน”
“ใช่ครับ พอดีผมมีโครงการสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเด็กที่เรียนดีแต่ยากจน”
นิรชาแปลกใจ “คุณทรงกลดเนี่ยนะคะจะให้ทุนเด็กนักเรียน”
“เจ้านายผมมีโครงการมอบทุนให้กับนักเรียนมานานแล้วครับ แต่นี่จะเป็นโครงการระยะยาวที่จะมอบทุนเรียนให้เด็กอย่างต่อเนื่อง”
“ทุนระยะยาว หมายถึงให้จนกว่าจะเรียนจบน่ะเหรอคะ” คิตตี้ถาม
“ใช่ครับ”
เนียร์สงสัย “มีเงื่อนไขอะไรพิเศษหรือเปล่าคะ”
ทรงกลดตีหน้าซื่อ “อย่าทำเสียงไม่ไว้ใจผมแบบนั้นสิครับ ผมจริงใจอยากช่วยเด็กจริงๆ เด็กๆ ในหมู่บ้านนี้ก็เหมือนลูกหลานของผม เมื่อวันหนึ่งพวกเขาขาดพ่อ ผมก็อยากมาทำหน้าที่ดูแลพวกเขา”
ตาลและศักดิ์นิ่งฟังสีหน้าปลาบปลื้ม
“โอ้โห...คุณทรงกลดใจบุญจริงๆ ค่ะ”
“ถ้าเด็กๆ ในหมู่บ้านเราได้คุณทรงกลดดูแล ส่งเสีย ก็ถือว่าเป็นบุญวาสนาจริงๆ เลยครับ” ศักดิ์ดีใจ
“หวังว่าคงไม่มีเงื่อนไขอะไรแอบแฝงอยู่นะคะ” นิรชาไม่วางใจ
กฤตณีรีบลุกขึ้นจูงมือนิรชาลุกเดินตามออกมา นิรชาลุกตามไป
ตาลรีบออกไปหาน้ำมาเสิร์ฟให้ทรงกลด
“ดื่มน้ำเย็น ให้ใจร่มๆ เย็นๆ ก่อนค่ะคุณทรงกลด”
กฤตณีกำลังยืนคุยกับนิรชา
“เนียร์ ฉันว่ามันก็ดีนะ เรารับเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งคิดมาก เด็กๆนักเรียนจะได้กลับมาเรียนหนังสือได้เหมือนเดิมไง” กฤตณีว่า
ปรัชญาเดินเข้ามาสมทบ
“ผมก็ว่าดีนะเนียร์ รับๆ ไปก่อน เราก็ไม่ได้เสียอะไร เด็กๆ ของเรามีแต่ได้กับได้”
เนียร์เริ่มคล้อยตามเพื่อนแต่ก็ยังมีสีหน้าระแวงอยู่

อีกฟาก ที่บ้านผู้ใหญ่จรัล เนตรมายากับเชื่อมมาหา และเวลานี้กำลังนั่งคุยกับผู้ใหญ่จรัลอยู่ที่มุมรับแขก
“ผู้ใหญ่ ในหมู่บ้านเรามีใครเกิดวันเสาร์ เดือน 9 ปีขาล บ้างหรือเปล่า”
“มีอะไรหรือเจ้าแม่ ทำไมต้องเจาะจงหาคนเกิดวันเดือนปีนั้น”
“พอเห็นนายบอลตาย เจ้าแม่ก็รีบทำพิธีจับยามสามตา จนเห็นว่าคนที่เกิดวันเสาร์ เดือน9 ปีขาล กำลังมีเคราะห์หนัก”
“ฉันต้องรีบเรียกให้มาทำพิธีสะเดาะเคราะห์”
“ถ้าช้า จะตายภายใน 3 วัน 7 วัน” เชื่อมบอกเสริม
จรัลตกใจ หันไปทางปรียา
“ยัยจ๋าลูกเราก็เกิดเดือน9 ปีขาล”
เนตรมายาและเชื่อมมองหน้ากันแล้วยิ้มดีใจ
“งั้นต้องรีบเรียกออกมาเลย รอช้าไม่ได้”
“ได้ๆ ได้จ้ะ”
ปรียาจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้า แต่จู่ๆก็นึกขึ้นได้
“ใช่ที่ไหนเล่า ลูกเรามันเกิดวันอาทิตย์ เดือน9 ปีขาลต่างหาก”
เนตรมายาและเชื่อมที่กำลังเตรียมชามและกริชขึ้นมาวางชะงักไป
“อ้าวเหรอ เฮ้อ...โล่งอกไปที ฉันก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นวันเสาร์ แล้วเกิดวันอาทิตย์ จะเป็นอะไรไหมเจ้าแม่”
“ไม่เป็นไร แล้วผู้ใหญ่รู้ไหมว่ามีใครเกิดวันเสาร์เดือน 9 ปีขาลบ้าง”
“ไม่รู้หรอกเจ้าแม่ แต่ถ้าอยากจะรู้ก็ไม่ยาก”
เนตรมายามองจรัลอย่างรอคอยคำตอบ จรัลยิ้มเจ้าเล่ห์มีแผน

วันนี้ที่ร้านกาแฟ มีผู้คนเดินเข้ามาซื้อของในร้านชำ และกาแฟกันขวักไขว่เพราะเป็นวันหยุด ปรัชญาที่ยังนั่งคุยอยู่กับนิรชา
“ดีแล้วล่ะ ที่เนียร์ยอมรับทุนจากคุณทรงกลดให้กับเด็กๆ”
“แต่เนียร์ว่ามันแปลกๆ เนียร์ไม่ไว้ใจผู้ชายคนนี้เลย”
“เอาน่า ยังไงตอนนี้เด็กๆ หลายคนก็จะได้กลับมาเรียนแล้ว เราควรจะดีใจไม่ใช่เหรอ”
“จริงค่ะ หมอปรัชพูดถูกที่สุด”
สุดสวยเดินเข้ามาซื้อกาแฟ เห็นหมอปรัชญาก็ปรี่เข้ามาหายิ้มทักทาย
“หมอปรัช วันหยุดทีไรก็มาประจำที่ร้านนี้ทุกทีเลยนะคะ”
“อ้าว พี่สุดสวย มาซื้อกาแฟเหรอครับ”
“ใช่ค่ะ ขอโอเลี้ยงยกล้อ 2 แก้วนะคิตตี้”
กฤตณีลุกไปชงโอเลี้ยงให้
“พอดีพี่ชายอยากกินโอเลี้ยงน่ะค่ะหมอ สุดสวยก็เลยอาสามาซื้อให้ ไม่อยากให้ออกจากบ้านน่ะค่ะ”
กฤตณีส่งโอเลี้ยงให้ 2 ถุง สุดสวยรับไปและจ่ายเงิน
“แหม ทั้งหวงทั้งห่วงเลยนะพี่สุดสวย”
สุดสวยยิ้มเขิน บิดไปมา
“มีแฟนหล่อเกินก็งี้แหละจ้ะ”
แต่แล้วทุกคนก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงประกาศจากหอกระจายข่าวของหมู่บ้านที่ดังขึ้น
“ประกาศๆ ด่วนที่สุด ก็ไม่มีอะไรมาก ลูกหลานใคร บ้านไหนเกิดวันเสาร์ เดือน9 ปีขาล รีบมาทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่สำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์ด่วน ปีนี้เป็นปีชง ถ้าไม่มาอาจจะมีอันเป็นไปภายใน 3 วัน 7 วัน ประกาศๆ รีบสำรวจด่วนที่สุด ลูกหลานใคร บ้านไหนเกิดวันเสาร์ เดือน9 ปีขาลให้มาทำบุญสะเดาะเคราะห์ที่สำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์ด้วย ก็ไม่มีอะไรแล้ว จบประกาศจากบ้านผู้ใหญ่จรัล”
สิ้นเสียงนั้น เหล่าชาวบ้านที่อยู่ภายในร้านเริ่มหวาดระแวง ถามกันยกใหญ่ว่าได้เกิดวันเดือนปีนั้นกันหรือเปล่า
ตาลและศักดิ์รีบวิ่งหน้าตื่นมาหากฤตณี
“คิตตี้ ลูกเกิดปีขาลเดือน 9 ไม่ใช่เหรอ” ศักดิ์นึกได้
“แต่ฉันเกิดวันอังคารจ้ะพ่อ ยัยเนียร์นี่สิเกิดวันเสาร์ เดือน 9 ปีขาล ตรงเป๊ะ”
ทุกคนหันมองนิรชาเป็นตาเดียว
“ปีชง มีอันเป็นไปเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก ผู้ใหญ่ประกาศอะไรไร้สาระ ดูสิทำให้ผู้คนหวาดกลัวกันไปหมด”
“เรื่องแบบนี้ ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะคะครูเนียร์”
เหล่าชาวบ้านต่างเห็นด้วย
“ไร้สาระมากเลยครับ แบบนี้ปีหน้าและปีต่อๆ ไปก็ต้องหาคนเกิดปีชงใหม่อีกไม่จบไม่สิ้น” หมอว่า
สุดสวยขัดใจ “พวกคุณหมอนี่อะไรๆ ก็ไม่เชื่อ ตามใจ! แต่..เอ๊ะ!...พี่ชายของสุดสวยก็เกิดเดือน 9 ปีขาลนี่นา แอร๊ย... ไม่ได้การแล้วๆๆๆ”
สุดสวยรีบวิ่งออกจากร้านไปอย่างรีบร้อน

ที่สำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์
เนตรมายากำลังนั่งสมาธิอยู่ที่ด้านหน้าแท่นบูชา โดยมีเชื่อมคอยจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในพิธีไว้ให้จนพร้อมสรรพ
เสียงประตูบ้านเปิดออก เนตรมายาลืมตาขึ้นมองอย่างยินดี
สุดสวยแทบจะถลาเข้ามา พร้อมคนอื่นๆ
“เจ้าแม่จ๊ะเจ้าแม่ ต้องช่วยฉันด้วยนะจ๊ะ”
“มาซักทีนะ ทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เข้ามาใกล้ๆ สิ”
สุดสวยคลานเข้าไปหา แล้วลงนั่งตรงหน้าเนตรมายา
“ยื่นมือออกมา”
สุดสวยยื่นมือออกไปที่ด้านหน้า เนตรมายาจับมือสุดสวยไว้แล้วหยิบกริชขึ้นมา หมายจะใช้ปลายกริชจิ้มลงไปที่นิ้วสุดสวย อีกฝ่ายรีบชักนิ้วออกอย่างตกใจ
“ว้าย...เจ้าแม่จะทำอะไรน่ะ”
“ก็ทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้เธอไง”
สุดสวยร้องเสียงสูง “ไม่ใช่! คนที่จะให้เจ้าแม่สะเดาะเคราะห์ให้ไม่ใช่ฉัน”
“อ้าว ถ้าไม่ใช่เธอแล้วเธอมาทำไม” เชื่อมงง
“ฉันแค่จะมาขอน้ำมนต์เจ้าแม่ไปให้ผัวฉัน พอดีพี่ชายน่ะเกิดเดือน 9 ปีขาล แต่ไม่ได้เกิดวันเสาร์ เขาเกิดวันศุกร์เกือบเที่ยงคืน ฉันเห็นว่ามันใกล้ๆ กับวันเสาร์ก็เลยอยากมาขอน้ำมนต์เจ้าแม่ไปกันเอาไว้ก่อน”
เนตรมายาวางกริชลงอย่างผิดหวัง
“ไม่เป็นไรหรอก ถ้าไม่ได้เกิดวันเสาร์ก็ไม่มีผลอะไร”
“จริงๆ นะเจ้าแม่ ฉันมีผัวอยู่คนเดียว ทั้งรูปหล่อแสนดีขนาดนั้น จะให้เป็นอะไรไปไม่ได้เลย”
“แล้วในหมู่บ้านมีใครที่เกิดวันเสาร์ เดือน 9 ปีขาลหรือเปล่า” เจ้าแม่ถาม
“มีจ้ะเจ้าแม่ แต่พวกเขาไม่เชื่อเรื่องพวกนี้”
เนตรมายาตาลุกวาว “ใคร?”
“ก็ครูเนียร์ไงเจ้าแม่”
เนตรมายาอึ้ง นิ่งงันไป สีหน้าคิดหนัก

เย็นแล้ว ขณะที่กฤตณีและนิรชา กำลังช่วยศักดิ์และตาลเก็บร้านกาแฟ เนตรมายาและเชื่อมเดินเข้ามาในร้าน
“อ้าวนี่จะปิดร้านกันแล้วเหรอ”
“ใช่จ้ะ จะเอาอะไรหรือเปล่าล่ะจ๊ะ” ตาลถาม
“ไม่ล่ะจ้ะ พอดีเจ้าแม่ได้ยินว่าครูเนียร์เกิดวันเสาร์ เดือน 9 ปีขาล ก็เลยเอาน้ำมนต์มาให้” เชื่อมแสดงน้ำใจ
เนตรมายาถือขวดน้ำมนต์เดินตรงไปหานิรชา แล้วยื่นส่งให้
“รับไปสิครูเนียร์ ฉันตั้งใจเอามาให้”
นิรชาหยุดมือจากงานแล้วหันมองเนตรมายา
“ขอบคุณค่ะที่มีน้ำใจ แต่ฉันไม่เชื่อเรื่องพวกนี้จริงๆ”
เชื่อมกะเจ้าแม่มองหน้ากันอย่างไม่ค่อยชอบใจนัก
กฤตณีรีบเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ที่ดูเหมือนจะตึงเครียด
“ขอบคุณมากนะคะเจ้าแม่ อุตส่าห์หวังดี เอาน้ำมนต์มาค่ะ เดี๋ยวฉันเก็บไว้ให้เนียร์เอง โอ๊ย”
กฤตณีร้องขึ้นอย่างเจ็บปวด เมื่อเธอรีบหยิบขวดน้ำมนต์จากมือเนตรมายามาถือไว้แล้วโดนเข็มเล็กๆ ที่ติดอยู่ข้างขวดแทงเข้าที่มือ
นิรชารีบมาดูเพื่อน “เป็นอะไรไปคิตตี้”
กฤตณีหงายมือที่โดนเข็มแทงออกให้นิรชาดู พร้อมกับขวดน้ำมนต์ที่มีเข็มติดอยู่
“นี่มันเข็มนี่”
นิรชามองเนตรมายาอย่างนึกโกรธ
เชื่อม ศักดิ์และตาลรีบเข้ามาดู
“ตายแล้วๆ ขอโทษที ทำไมมีเข็มติดมาได้” เชื่อมขอโทษใหญ่
“ไม่เป็นไรๆ แผลนิดเดียวเอาพลาสเตอร์มาปิดก็หาย ไปคิตตี้มากับพ่อ”
ศักดิ์พากฤตณีเดินเข้าไปในบ้าน
เนตรมายาครุ่นคิดอย่างหนักก่อนจะเดินไปที่มุมของชำ มองดูรอบๆ จนเห็นถุงแหนม จึงส่งสัญญาณให้เชื่อม
“ครูเนียร์ ฉันอยากได้แหนมแท่งหนึ่ง เอากรรไกรมาตัดถุงให้ฉันด้วย”
“ถุงที่ตัดเอาไว้แล้วก็มีนี่คะ หยิบได้เลย”
“ไม่เอา ฉันจะเอาถุงใหม่”
นิรชาจึงต้องหยิบกรรไกรมาจะตัดถุงแหนมให้ แต่เชื่อมหยิบกรรไกรมาจากมือนิรชา
“เอามานี่ เดี๋ยวฉันตัดให้เอง”
นิรชาเริ่มไม่ค่อยชอบใจและจะเดินกลับไปทำงานต่อ แต่เชื่อมเรียกไว้
“ครูเนียร์ ช่วยจับถุงให้หน่อยสิคะ”
นิรชาหันมาจับถุงให้ เชื่อมเงื้อกรรไกรขึ้นแล้วเล็งไปที่นิ้วนิรชา พลันเสียงกฤตณีก็ดังขึ้น
“เนียร์มาช่วยฉันหน่อยเร็ว”
กรรไกรที่ง้างอยู่ตัดฉับลงที่ถุงและแฉลบไปที่นิ้วนิรชาแล้ว โชคดีที่นิรชาปล่อยมือจากถุงแหนม พลาดไปอย่างเฉียดฉิว

นิรชารีบวิ่งไปช่วยกฤตณีที่กำลังยกกล่องและทำท่าจะร่วง
“ทำไมต้องยกทีเยอะๆ ด้วย ค่อยๆ ยกไปสิ มา แบ่งมาฉันช่วย”
กฤตณียิ้มแหยๆ “ก็ฉันอยากให้เสร็จไวๆ นี่นา”
เนตรมายาที่มองนิรชาอย่างเจ็บใจ เมื่อเห็นว่านิรชาจะกลับเข้าไปในบ้านแล้ว เธอก็ตัดสินใจแกล้งทำเป็นจะเข้าไปช่วย แต่ก็กระแทกเนียร์เต็มแรง เสียงดังโครมใหญ่
“เดี๋ยวฉันช่วย”
นิรชาล้มไปตามแรงกระแทกข้าวของหล่นกระจาย
กฤตณีรีบวางของแล้วมาช่วยเพื่อน ตาลและศักดิ์ก็รีบมาช่วยเช่นกัน
“เป็นไงบ้างแก เจ็บหรือเปล่า นี่เจ้าแม่ทำบ้าอะไร คิดจะแกล้งกันใช่ไหม”
“เป็นไงบ้างเจ็บตรงไหน” ตาลดูแผลให้
เนียร์ยกแขนขึ้นมาดู เห็นมีเลือดไหลซิบ
“มีเลือดออกด้วย ไปๆ รีบไปทำแผล”
เนตรมายารีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับเลือดที่แผลนิรชา พูดขอโทษขอโทษ ท่าทีเสียใจสุดๆ
“ขอโทษนะครูเนียร์ ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันแค่อยากจะช่วย”
กฤตณีไม่เชื่อ “ช่วยอะไร ฉันเห็นนะว่าคุณตั้งใจวิ่งเข้ามาชนเพื่อนฉัน”
เนตรมายาตีหน้าเศร้าเสียใจ “เปล่านะ ฉันเปล่า มันเป็นอุบัติเหตุ ครูเนียร์ฉันขอโทษ”
ศักดิ์ตัดบท “เอาเถอะๆ พาเนียร์ไปทำแผลก่อน”
ตาลและกฤตณีช่วยกันพยุงพานิรชาไปทำแผล
เนตรมายามองหน้ากับเชื่อมอย่างรู้กัน รีบเก็บผ้าเช็ดหน้าเปื้อนเลือดใส่กระเป๋า มองตามนิรชาอย่างสมใจ

ที่เมืองลับแล ปรางทิพย์พาเทศเดินออกมาจากหมู่บ้าน
“ขอบใจเจ้ามาก ที่ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตา ได้รู้ว่าในโลกนี้ยังมีเมืองที่น่าอยู่เช่นนี้”
“ข้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับท่านแล้ว ต่อแต่นี้เราก็ไม่มีอะไรติดค้างกันอีก”
เทศรู้สึกอาลัยอาวรณ์ เหมือนไม่อยากจากไป กระทั่งมีเสียงใครดังขึ้นมา
“แม่หญิงปรางทิพย์”
ปรางทิพย์และเทศหันมองตามเสียง เห็นสุริยเดชเดินตรงเข้ามาหาปรางทิพย์ พลางมองเทศด้วยสีหน้าขุ่นเคืองไม่พอใจ
“เหตุใดแม่หญิงพาคนแปลกหน้าเข้ามาในเมืองของเรา”
“ข้าเพียงแค่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับเขาเท่านั้น และตอนนี้ข้าก็กำลังจะพาเขากลับออกไป”
สุริยเดชมองเทศเหมือนรู้แล้วว่าเขามาจากอีกฟากหนึ่งของน้ำตก
“ออกไปรึ” อัศวเดชจ้องหน้าปรางทิพย์ “แม่หญิงรู้หรือไม่ว่าว่าหากท่านสุบรรณเหรารู้เข้า แม่หญิงจะเดือดร้อน”
“ข้ารู้ พวกเราก็กำลังจะออกไปกันแล้ว”
“เจ้าไม่ต้องไปดอกแม่หญิง เดี๋ยวพี่จะไปส่งเขาเอง” สุริยเดชบอก
เทศได้แต่นิ่งมองปรางทิพย์และสุริยเดชคุยกัน ก่อนจะหยิบใบไม้ทองคำส่งคืนให้ปรางทิพย์
“ข้าไม่คิดว่า เราจะหมดวาสนาต่อกันเพียงเท่านี้ดอกนะ”
ปรางทิพย์ยิ้มบางๆ
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”
เดชเดินนำเทศออกไป
“ไปกันได้แล้ว”
เทศมองปรางทิพย์นิ่งนาน ก่อนจะเดินตามเดชออกไป
ปรางมองตามหลังเทศไป สักพักเทศหันกลับมามอง เห็นปรางทิพย์ยังคงมองเขาอยู่ จึงยิ้มให้แล้วหันกลับไปเดินตามอัศวเดชออกไป

สองหนุ่มยืนคุยกันอยู่ในถ้ำ
“ข้าหวังว่า ข้าจะไม่เห็นเจ้าในเมืองของข้าอีก ข้าไม่อยากให้แม่หญิงปรางทิพย์ต้องเดือดร้อนเพราะคนนอกอย่างเจ้า” สุริยเดชบอกด้วยน้ำเสียงดุดัน
“ข้าจริงใจกับนาง ข้าไม่มีวันทำให้นางเดือดร้อนเป็นอันขาด”
เทศและสุริยเดชเดชจ้องตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ภายในห้องโถงพิธีกรรม เนตรมายากำลังบริกรรมคาถา พร้อมกับจุดเทียนขึ้นมา เนตรมายาหยิบผ้าเช็ดหน้าที่มีเลือดของนิรชาติดอยู่ออกมา เธอทิ้งปลายผ้าลงจ่อที่เปลวไฟ ขณะที่บริกรรมคาถาไปเรื่อยๆ และปล่อยให้ไฟเผาผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นจนเป็นผุยผง
เชื่อมหยิบเสื้อของทศนนท์ออกมากางบนโต๊ะ
เนตรมายา ใช้นิ้วจุ่มขี้เถ้าวาดยันต์ลงบนเสื้อทศนนท์ วาดเป็นเส้นรูปยันต์
“คุณทศนนท์จงกลับมาๆๆ”

ที่ห้องนอนนิรชาบนบ้านกฤตณีคืนนั้น
กฤตณีทำแผลให้นิรชาเสร็จและเก็บอุปกรณ์ทำแผลใส่กล่อง ตาลและศักดิ์มองอย่างห่วงใย
“ฉันว่ายัยเจ้าแม่นั่นต้องตั้งใจแกล้งแกแน่ๆ”
นิรชาเริ่มมีอาการร้อนรุ่ม และมีเหงื่อออกตามหน้าผาก
“ฉันก็สงสัยอยู่ว่าเหมือนเขาอยากจะแกล้งฉัน ตั้งแต่เลือกซื้อของในร้านแล้ว”
กฤตณีโกรธ “แบบนี้มันต้องเอาเรื่องนะเนียร์ อย่าไปยอม”
“จะเอาเรื่องเขายังไง เขาก็บอกอยู่ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ” ศักดิ์ว่า
กฤตณีคุมแค้น “ยัยหมอผีนี่ มันร้ายจริงๆ อย่าให้ถึงทีเราบ้างก็แล้วกัน”
“ไปๆ กลับห้องกันได้แล้ว หนูเนียร์จะได้พักผ่อน”
กฤตณีถามนิรชา “ไม่เจ็บแผลแล้วใช่ใหมเนียร์”
“อื้ม ไม่เป็นไรแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ” เนียร์ยิ้มให้กับศักดิ์และตาล “ขอบคุณนะคะ”
ศักดิ์และตาล พยักหน้ารับ ก่อนจะเดินนำกฤตณีออกจากห้องไป
แต่พอนิรชายืนขึ้นก็ทรุดลงไปทันที
แผลถลอกตรงแขน เปล่งแสงสีแดงจัด หญิงสาวรู้สึกปวดแสบปวดร้อนที่แผลอย่างเฉียบพลัน
“โอ๊ย!”
ทุกคนรีบกลับเข้ามาดูนิรชาด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ประสานเสียงถาม
“เนียร์เป็นอะไร”
“โอ๊ย! มันร้อน มันปวดแสบปวดร้อนที่แผลมากเลย โอ๊ย!!! ช่วยด้วย”
นิรชาเหงื่อออกท่วมตัวและปวดแสบปวดร้อนที่แผลจนแทบจะทนไม่ได้
“คิดตี้ รีบโทรหาหมอปรัชเร็วเข้าลูก”
กฤตณีลนลานทำอะไรไม่ถูก ควานหาโทรศัพท์แล้วกดหาหมอปรัชญาทันที
“หมอๆ หมอปรัชๆ รับสายสิหมอปรัช เร็วเข้า”
กฤตณีเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ กระทั่งสายโทรศัพท์ตัดไป
“หมอปรัชไม่รับสายแม่”
“โอ๊ย!!”
นิรชาบิดตัวไปมาอย่างเจ็บปวดทรมาน ทุกคนรีบเข้ามาดูนิรชาอย่างตกใจ
“เนียร์!”
นิรชาหน้าซีดเซียว เหงื่อแตกพลัก

ที่บริเวณริมน้ำตก ร่างทศนนท์ฟุบหลับอยู่ตรงนั้น เขาค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะมองเห็นปรางทิพย์ยืนอยู่ตรงหน้า
“เมื่อกี้คุณอยู่ในหมู่บ้านนี่ครับ แล้วทำไมถึงมายืนอยู่ที่นี่ได้ คุณเป็นใครกันแน่”
ปรางทิพย์ยิ้มบางๆ ให้ เธอกำลังจะบอกอะไรบางอย่างกับเขา แต่แล้วก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น
“คุณทศนนท์กลับมา จงกลับมาๆๆ”
ปรางทิพย์หันขวับไปมองตามเสียง ขณะที่ทศนนท์รู้สึกปวดหัวอย่างแรง
“โอ๊ย!”
ปรางทิพย์หันมามองทศนนท์ด้วยสีหน้าตกใจ
“คุณทศ เป็นอะไรไปคะ คุณทศ...”
ทศนนท์ล้มลงหมดสติไป

มีคนเคาะประตูบ้านพักหมอปรัชญารัวๆ
หมอหนุ่มเพิ่งอาบน้ำเสร็จ นุ่งผ้าเช็ดตัวพร้อมกับใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กเช็ดผม รีบเดินมาเปิดประตูบ้าน
“ครับๆๆ มาแล้วครับ”
ปรัชญาเปิดประตูบ้านออก เห็นกฤตณีพยุงนิรชาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรน จึงรีบหลีกทางให้ทั้งคู่เดินเข้ามาด้านใน
“หมอ...ปรัช...”
อาการร้อนรนของกฤตณีในคราวแรกหายไปเป็นปลิดทิ้ง เมื่อเธอหันมาเห็นอะไรเป็นอะไร สายตาวาววับขึ้นมาทันที
หมอปรัชญาเปลือยท่อนบน นุ่งผ้าขนหนูพันปิดไว้แค่ช่วงล่าง มองทั้งคู่ด้วยสีหน้าวิตก
“เกิดอะไรขึ้นครับ...”
กฤตณีตาโตปล่อยมือจากนิรชาอย่างลืมตัว
“โอ้ว... ซิกซ์แพ็ค เซเว่นแพ็ค เอธแพ็ค...”
ปรัชญาคิดว่ากฤตณีป่วย
“ครูคิตตี้ ไม่สบายเหรอครับ”
นิรชาสะกิดกฤตณีที่ยังคงอ้าปากค้างอยู่
“แก อย่าเพิ่งบ้าผู้ชาย ดูแลฉันก่อน”
กฤตณีรู้สึกตัวรีบพยุงนิรชา
“ยัยเนียร์ค่ะหมอปรัช ยัยเนียร์ไม่สบาย”
“เนียร์ เป็นอะไร”
ปรัชญาตกใจรีบเข้าไปช่วยประคองนิรชาไว้

ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือหลังคาบ้านสำนักเจ้าแม่เนตรตาทิพย์
ที่นอกรั้วบ้าน เห็นเงาด้านหลังของใครบางคนยืนอยู่ ดูหลอนๆ และน่ากลัว เสียงหมาหอนดังโหยหวนเสริมความวังเวง
เงานั้นคือปรางทิพย์ยืนจังก้าอยู่หน้าประตูรั้วท่ามกลางความมืด
ปรางทิพย์นิ่งมองเข้าไปในสำนักเนตรมายาดวงตาแข็งกร้าว หญิงสาวมองไปบนท้องฟ้า พร้อมดวงตาที่เปล่งประกายวาวออกมา
เหนือหลังคาบ้านสำนักเนตรมายา มีกลุ่มเมฆสีดำเคลื่อนตัวเข้าบดบังดวงจันทร์ รวมกันกลายเป็นก้อนเมฆสีดำขนาดใหญ่
ด้านหลังปรางทิพย์ เห็นกลุ่มเมฆดำที่กำลังเริ่มหมุนวนเหมือนหลุมดำขนาดใหญ่ดูน่ากลัว ลมพัดหมุนวนเอาเศษใบไม้ปลิวลอยขึ้นมา

เนตรมายานั่งสมาธิอยู่ เธอลืมตาขึ้นอย่างตกใจ ลมแรงพัดปะทะเข้าที่หน้าจังๆ
บานหน้าต่างกระแทก เปิด ปิด กับขอบหน้าต่างเสียงดัง ขณะที่ไฟกลางห้องก็มีอาการติดๆ ดับๆ เชื่อมหันมองอย่างแปลกใจ
“คิดจะสู้กับฉันเหรอ”
เนตรมายาจ้องมองแสงเทียนตรงหน้า ทันใดนั้นเทียนก็ดับลงเหมือนเป็นสัญญาณว่าตอบรับ
เชื่อมรีบคลานเข้ามานั่งใกล้ๆ เจ้าแม่ด้วยสีหน้าหวาดกลัว
“ทำยังไงดีเจ้าแม่”
เนตรมายาหยิบกริชขึ้นมามองอย่างมุ่งมั่นแล้วเดินไปที่ประตูบ้าน

เนตรมายาเปิดประตูออกมา เธอหันมองบนท้องฟ้าที่บัดนี้มีกลุ่มเมฆดำหมุนด้วยความแรงดั่งพายุ เธอพยายามเพ่งมองผ่านลมและละอองฝุ่นไปที่หน้ารั้วบ้าน เห็นกลุ่มเมฆดำลอยอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
เนตรมายากำกริชในมือแน่น เธอยกมืออีกข้างขึ้นบังฝุ่นแล้วเดินฝ่าลมออกไปที่ประตูรั้ว

เนตรมายาเดินฝ่าลมออกมาจนถึงหน้าประตูรั้ว เนตรมายากระชากประตูรั้วออกอย่างแรง เธอเงื้อกริชขึ้นแล้วมองหาปรางทิพย์
“ออกมานะ นังผีร้าย”
แต่จู่ๆทุกอย่างก็เงียบสงบกลับมาเป็นปกติ เนตรมายานิ่งและกวาดสายตามองหาจนทั่ว แต่ไม่เจออะไร
“คิดว่าจะหนีฉันพ้นเหรอ”
เนตรมายาร่ายมนต์เพื่อแก้มนต์บังตา พลันก็เห็นเหมือนปรางทิพย์โผล่ไปหลบหลังต้นไม้ เนตรมายาวิ่งตามไปที่ต้นไม้ใหญ่ เมื่อไปถึงกิ่งไม้ขนาดใหญ่ก็หล่นลงมา เนตรมายาตกใจ
เชื่อมตะโกนบอก “เจ้าแม่ ระวัง”
เชื่อมวิ่งเข้ามาดึงเนตรมายาให้หลบกิ่งไม้ เนตรมายาถลาล้มไปตามแรงดึง กิ่งไม้ขนาดใหญ่หล่นลงมาทับขาเนตรมายาพอดี
เจ้าแม่ร้องลั่น “โอ๊ย”

ทางด้านหมอปรัชญาทำแผลให้นิรชาเสร็จแล้ว และเก็บอุปกรณ์ใส่กระเป๋าไว้ตามเดิม
“เอาล่ะเรียบร้อย รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”
“หายแล้ว อาการปวดแสบปวดร้อนหายเป็นปลิดทิ้งเลย”
คิตตี้ยิ้มปลื้ม “หมอปรัชนี่รักษาเก่งจริงเลยนะคะ ก่อนหน้าที่จะมายัยเนียร์ยังปวดแผลเหมือนจะตายอยู่เลย ดูสิตอนนี้หายปวดไปเฉยๆ ซะงั้น”
“คงเพราะยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวดที่ให้กินไปก่อนหน้ามั้งครับ”
“ยังไงเนียร์ก็ต้องขอบคุณหมอมากนะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่มารบกวนดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้”
“ไม่เป็นไร สำหรับเนียร์ไม่ถือว่าเป็นการรบกวนเลย”
นิรชากับกฤตณี “ไปเถอะคิตตี้ เรากลับกันเถอะ หมอจะได้พักผ่อน”
“แล้วนี่มากันยังไงครับ”
“คิตตี้ขับรถมาค่ะ”
“งั้นเดี๋ยวผมไปส่งนะครับ มันดึกแล้วกลับกันแค่ผู้หญิง 2 คน มันอันตราย”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรากลับกันเองได้” คิตตี้ว่า
“ให้ผมขับไปส่งให้ดีกว่าครับ”
“ถ้าหมอขับไปส่ง เดี๋ยวยัยคิตตี้ก็ต้องขับกลับมาส่งหมออีก”
“นั่นสิคะหมอ บอกเอาไว้ก่อนนะคะ ถ้าคิตตี้ขับมาส่งคิตตี้ไม่กลับบ้านละนะ”
กฤตณีพูดไปพร้อมกับส่งสายตาหวานเยิ้มให้ เล่นเอาปรัชญาหน้าเหวอไป
สองครูสาวมองหน้าหมอหนุ่มแล้วหันมองหน้ากัน ก่อนจะหัวเราะออกมา

ส่วนที่บริเวณริมน้ำตกคืนนั้น ทศนนท์ที่ยังคงนอนสลบอยู่แถวนั้น
ปรางทิพย์เดินเข้ามาและนั่งลงข้างๆ ทศนนท์ สายตาเพ่งมอง เอามือไล้ที่แก้มของเขาอย่างแสนรักก่อนจะร่ายมนต์เบาๆ พริบตาเดียวทศนนท์ก็ลืมตาตื่นขึ้น ปรางทิพย์พยักหน้าให้เขาลุกตามมา ทศนนท์พยักหน้าตอบ
ปรางทิพย์หยิบตะเกียงแล้วลุกขึ้นยืน ทศนนท์ลุกตามอย่างเลื่อนลอย
ปรางทิพย์หันมามองทศนนท์ก่อนจะเดินนำทางออกไป ทศนนท์เดินตามไปช้าๆ

รถยนต์ของนิรชาวิ่งมาบนท้องถนนในเวลากลางคืน
กฤตณีเป็นคนขับรถโดยมีนิรชานั่งอยู่ข้างๆ
“หมอปรัชนี่ก็น่ารักเหมือนกันนะแก โดนล้อโดนแซวนิดหน่อยก็หน้าเหวอ หน้าแดงไปเลย”
“ก็หมอเขาเป็นคนขี้อายนี่ เจอพูดแบบนั้นเข้าไปไม่เหวอได้ไง”
“โธ่หมอปรัชของคิตตี้ ขี้อายแบบนี้จะมีแฟนกับเขาได้ยังไง”
“งั้นแกลองไปเป็นแฟนเล่นๆ ให้หมอปรัชได้ซ้อมมีแฟนไว้ก่อนสิ”
กฤตณีเขินจัด ปล่อยมือซ้ายจากพวงมาลัยมาตีนิรชา
“บ้าๆๆๆ น่ะแก พูดมาได้ไง ซ้อมเป็นแฟนเล่นๆ จะบ้าเหรอ ฉันไม่เอาหรอก จะเอาเป็นแฟนจริงเลย”
นิรชาขำ “ยัยคิตตี้ อย่าเขินมาก ขับรถดีๆ เดี๋ยวก็ชนใครเข้าหรอก”
“ดึกป่านนี้แล้ว ใครจะมาเดินวะแก”
พลันสายตาของนิรชาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนเดินอยู่ริมทางข้างหน้า บุ้ยใบ้ให้เพื่อนดู
“ทำไมจะไม่มี นั่นไง”
กฤตณีมองตาม เห็นด้านหลังทศนนท์ ไฟรถส่องเห็นเขากำลังเดินอยู่บนริมทางด้านที่นิรชานั่ง
“นั่นมันคุณทศนนท์นี่”
“รับเขาขึ้นรถไปด้วยดีไหม เดินคนเดียวดึกๆ แบบนี้มันอันตราย”
กฤตณีชะลอรถ นิรชาเปิดหน้าต่างออกตะโกนเรียกทศนนท์
“คุณทศ จะไปไหนขึ้นรถสิคะ เดี๋ยวพวกเราไปส่ง คุณทศ…”
ไม่มีเสียงตอบจากทศนนท์ เขายังคงเดินตรงไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ยิน
นิรชาและกฤตณีหันมองหน้ากันอย่างรู้สึกแปลกใจ
“สงสัยจะละเมออีกแน่ๆ”
กฤตณีแปลกใจ “ละเมอ ไม่รู้สึกตัวด้วย...แบบนี้น่ากลัวนะ”
นิรชามองอย่างเป็นห่วง
“ใช่ ฉันเคยบอกเขาไปแล้ว แต่เขาไม่ยอมเชื่อฉัน คราวนี้ฉันจะถ่ายคลิปไปให้เขาดูเป็นหลักฐาน”
นิรชาหยิบโทรศัพท์ขึ้นกดถ่ายคลิป
“ค่อยๆ ขับตามไปคิตตี้ ดูสิว่าเขาจะเดินไปถึงไหน”
กฤตณีค่อยๆ เคลื่อนรถตามทศนนท์ไป นิรชาถ่ายคลิปไว้ตลอดเวลา

ทศนนท์เดินมาหยุดยืนอยู่ที่ริมรั้วหน้าบ้านปรางทิพย์
รถที่กฤตณีขับเคลื่อนตัวไปช้าๆ ตามทศนนท์มาจนถึงหน้าบ้านปรางทิพย์ แล้วหยุดมองอยู่ห่างๆ
นิรชามองหมั่นไส้ “คิดถึงผู้หญิงมากจนเดินละเมอมาบ้านเขาเลยเหรอเนี่ย”
จู่ๆ ประตูรั้วบ้านปรางทิพย์ก็เปิดออกเอง สองสาวตกใจ
“สงสัยลมพัดนะ” นิรชาว่า
กฤตณีหันมามองนิรชา พูดเสียงสั่นๆ “ละๆๆๆ...ลมพัดเหรอแก.. ฉันว่าไม่นะ”
ทศนนท์เดินเข้าไปในเขตบ้าน เสียงประตูรั้วปิดดังปัง!
กฤตณีและนิรชาตกใจร้องกรี๊ด “แอร๊ย”
เท่านั้น กฤตณีใส่ตีนผี เหยียบคันเร่งรถวิ่งออกไปแทบทันที

ปรางทิพย์ยืนมองตามรถสองสาวไปสีหน้าดุดันไม่พอใจ

อ่านต่อตอนที่ 8


กำลังโหลดความคิดเห็น