xs
xsm
sm
md
lg

มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่13

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่ 13 | ‘จุก’คนเห็นผี

บทประพันธ์ : อรุณรุ่ง | บทโทรทัศน์ : วาทินีย์, สิริวัฒน์69

อารยาที่เป็นลมหมดสติไปสักระยะหนึ่ง ค่อยๆ ฟื้นตื่นขึ้นมา โดยมีสนนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ เตียง ด้วยความห่วงใย
 
“ยา คุณเป็นยังไงบ้าง ได้ยินผมมั้ย”
“สน”
สนดีใจมากที่คนรักเห็นตน “ใช่ ผมเอง”
อารยาอยู่ในอาการสะลึมสะลือ เห็นสนเป็นภาพเลือนราง
“ใช่คุณจริงๆ เหรอ”
“นี่ผมจริงๆ ผมมาหาคุณตั้งนานแล้ว แต่เพิ่งจะหาวิธีติดต่อกับคุณได้นี่แหละ”
อารยาพยายามจะลุกขึ้น แต่ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอ
“อย่าเพิ่งลุกเลยยา นอนพักก่อนเถอะ”
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณ ทำไมคุณถึงมาอยู่ตรงนี้”
“เรื่องมันยาวน่ะยา แต่ผมจะอยู่ตรงนี้ จะอยู่ข้างๆ คุณนะ”
อารยามองเห็นสนชัดเจนขึ้น เขายิ้มให้เธอทั้งน้ำตา ทั้งยินดีและตื้นตันที่ได้เจอเธออีก
อารยายิ้มบางๆ ตอบ ในใจมีคำถามมากมาย แต่ก็อ่อนเพลียเกินกว่าจะถามออกมาได้

ยมพาตัวเองมาหยุดยืนอยู่หน้าตึกอพาร์ตเมนต์ที่อารยาพักอยู่ พร้อมด้วยสุวรรณ และ สุวาน
“ที่นี่เหรอ”
“ครับท่าน”
“บ้านหลังใหญ่จัง”
“เอ่อ...ที่นี่มีห้องเล็กๆ หลายห้องครับ ท่านไม่รู้จริงๆ หรือว่าอำพวกผมเล่นครับเนี่ย” สุวรรณยิ้มๆ
“คิดว่าเราโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ”
“แหม...หน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ ยังมีอารมณ์มาอำกันอีกนะครับ” สุวานว่า
ทั้งสามพากันเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ แต่เจ้าที่ปรากฏตัวขวางไว้ก่อน
“พวกท่านมีกิจอันใดในที่แห่งนี้อย่างนั้นหรือ”
“เรามาตามหาวิญญาณดวงนึงน่ะ” สุวรรณบอก
“ที่นี่ยังไม่มีใครตายนะ คงไม่มีวิญญาณที่ท่านกำลังตามหาหรอก” เจ้าที่ว่า
“วิญญาณดวงนี้หนีขึ้นมาจากยมโลก ไม่ใช่วิญญาณจากคนที่ตายที่นี่ ขอท่านโปรดหลีกทางให้เราด้วย” ยมบอกเสียงเข้ม
เจ้าที่คิดตาม “เจ้าสนน่ะหรือท่าน”
“ใช่”
เจ้าที่ครุ่นคิด แล้วยอมหลีกทางให้โดยดี ยมเดินนำสุวรรณกับสุวานเข้าไปในอพาร์ตเมนต์

ภายในห้องพักอารยา เธอค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งโดยมีสนช่วยประคอง แต่ก็วืดไม่สามารถสัมผัสร่างอารยาได้ อารยาต้องค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยตัวเอง โดยสนทำได้เพียงแค่มอง
“ไหวนะยา”
อารยาพยักหน้ายิ้มๆ
“เรามีเรื่องต้องคุยกันหลายเรื่องเลยล่ะ”
ฝ่ายยม สุวรรณและสุวานเดินมาหยุดที่หน้าประตูเงียบๆ สุวรรณกระซิบบอกเสียงเบาๆว่า
“ห้องนี้แหละ”
“ผมได้กลิ่นวิญญาณไอ้สน มันอยู่ในห้องแน่ๆ” สุวานมั่นใจ
“ลุยกันเลย”
พร้อมกับว่ายมเดินตรงเข้าหากำแพงห้อง ตั้งใจใจจะทะลุผ่านเข้าไปด้วยความเคยชิน แต่กลับชนกำแพงจนหน้าหงายออกมา
“อันนี้อำ” สุวานถาม
“อำบ้าอะไรล่ะ ลืมตัว” ยมบอก
สุวรรณบอกเบาๆ “ท่านอยู่ในช่วงฮอลิเดย์ครับ ตอนนี้ท่านก็ไม่ต่างอะไรกับมนุษย์คนนึง”
“ใช่ครับ แล้วก็อย่าใช้พลังพิเศษใดๆ ด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นท่านจะหมดสภาพเหมือนครั้งที่แล้วอีก” สุวานเตือน
“งั้นเจ้าทั้งสองเข้าไป เดี๋ยวเราจะดักรออยู่ตรงนี้”

ด้านในห้อง สนกับอารยานั่งมองหน้ากันด้วยความอาวรณ์ถวิลหาในกันและกัน
“คุณดีขึ้นแล้วใช่มั้ย”
อารยาพยักหน้ายิ้มๆ
“ที่คุณบอกว่ามีเรื่องจะคุยกับผมหลายเรื่อง คืออะไรเหรอ”
“ชั้นอยากรู้ว่าคุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ในเมื่อคุณยัง...”
อารยาไม่ทันถามจบ สุวรรณกับสุวานเดินทะลุกำแพงเข้ามาในห้อง แล้วตรงเข้ามาล็อคตัวสนทันที
“ไอ้สน”
“เกิดอะไรขึ้นน่ะสน สองคนนี้เป็นใคร” อารยาตกใจระคนแปลกใจ
“วุ่นกันทั้งยมโลกก็เพราะเจ้านี่ล่ะ ลงไปกับข้าเสียโดยดี” สุวานเสียงเข้ม
“ยมโลก หมายความว่ายังไงคะ”
“ก็หมายความว่าแฟนเจ้าตายไปแล้วน่ะสิ” สุวานว่า
“ไม่จริง สนยังไม่ตาย”
“ไม่ตายแล้ววิญญาณมันจะมายืนอยู่ตรงนี้ได้ยังไง”
สนแกล้งมองไปที่ประตู “ท่านยม”
สุวรรณกับสุวานหันไปมองตาม สนใช้จังหวะนี้ดิ้นหลุดแล้ววิ่งออกนอกห้องไป
“เฮ้ย!”
สุวรรณกับสุวานวิ่งตามสนออกไป
อารยายังงงๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พยายามจะลุกตามไปดู แต่ก็ซวนเซหน้ามืดขึ้นมาอีก

ยมกำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงอยู่กับสนที่หน้าห้อง สุวรรณกับสุวานตามออกมา ตั้งท่าที่จะช่วยตะครุบสน
สุวรรณกับสุวานมองหน้าให้จังหวะกัน แล้วกระโจนเข้าไปตะครุบสนพร้อมๆกัน อันเป็นเป็นจังหวะที่สนดิ้นหลุดจากยมได้พอดี สุวรรณกับสุวานเลยตะครุบยมแทน
สุวรรณหลับหูหลับตารัดแน่น “แกไปไหนไม่รอดแล้วไอ้สน”
สุวานก็ด้วย “อยู่เฉยๆ อย่าดิ้น”
“โธ่เว้ย นี่เราเอง”
“เฮ้ย” สุวรรณกะสุวานร้องลั่นพร้อมๆกัน
“ไอ้สนเดี๋ยวเราจัดการเอง เจ้าทั้งสองกลับเข้าไปในห้อง เผื่อจะได้เบาะแสสำคัญอะไร”
ยมวิ่งตามสนไป ส่วนสุวรรณกับสุวานกลับเข้าไปในห้องอารยา

สนวิ่งมาตามทางเดินหน้าห้อง จนมีหญิงคนหนึ่งเปิดประตูออกมาจากห้องพอดี สนพุ่งผ่านหน้าหญิงคนนั้นไปได้ โดยที่เธอมองไม่เห็น
ยมวิ่งตามมา ผ่านหญิงคนนี้ไป ทำเอานางมองตามอย่างงงๆ ว่ายมวิ่งตามอะไรอยู่
สนวิ่งลงบันไดมา เห็นยมวิ่งตามมาติดๆ
“หยุดนะสน”
สนวิ่งโดยไม่สนใจเสียงเรียกของยมสักนิด
ยมวิ่งตามและเริ่มมีเขางอกออกจากหัว เพราะความโมโหที่กำลังเพิ่มมากขึ้นๆ
สนวิ่งทะลุผ่านหายเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง
ยมวิ่งตามมาแล้วหยุดชะงัก เมื่ออยู่ๆ สนก็หายไป ยมกวาดตามองหาไปรอบๆ
จนเห็นสนวิ่งทะลุออกมาจากห้องหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปพอสมควร
“สน”
ยมโมโหมาก กลายเป็นมัจจุราชเต็มร่างวิ่งตามสนไป
มัจจุราชเขต8 วิ่งตามสนอยู่ที่โถงทางเดินหน้าห้อง สนกระโดดทะลุพื้นหายลงไปที่ชั้นล่าง ยมกระโดดตามลงไปติดๆ
วิญญาณสนวิ่งหนีทะลุเข้าออกห้องนู้นห้องนี้ โดยมียมวิ่งทะลุผ่านห้องไล่ตามอย่างกระชั้นชิด

ฝ่ายอารยานั่งมองสุวรรณกับสุวานด้วยอาการอึ้งๆ ขณะที่สุวรรณกับสุวานมองรูปถ่ายสนที่ ติด ตั้ง วาง ประดับอยู่เต็มห้องไปหมด
“มีแต่รูปไอ้สนทั้งนั้นเลย นี่แสดงว่าผู้หญิงคนนี้ยังรักไอ้สนอยู่นะเนี่ย” สุวานแปลกใจมาก
อารยาบอกทันที “ใช่ค่ะ เราสองคนยังรักกันอยู่”
“แล้วเจ้าขายบ้านที่เป็นเรือนหอของเจ้าทั้งสองไปทำไม รู้มั้ยว่าไอ้สนมันผิดหวังกับเรื่องนี้แค่ไหน” สุวรรณว่า
อารยาประหลาดใจที่ทั้งสองรู้เรื่องเธอกับสนอย่างดี “เดี๋ยวนะคะ นี่พวกคุณเป็นใครกันแน่”
สุวรรณบอกว่า “เราคือสุวรรณกับสุวาน”
อารยาทวนชื่องงๆ “สุวรรณกับสุวาน”
สุวรรณยิ้มกระหยิ่ม “ตัวจริงเสียงจริง”
“สุวรรณกับสุวานคือใครคะ”
สุวรรณกับสุวานสตั๊นกันไปหลายวินาที หน้าแหยๆ
“เด็กรุ่นใหม่นี่ไม่รู้จักสุวรรณสุวานแล้วเหรอ” สุวรรณเซ็งๆ
“สุวรรณ สุวาน ก็คือผู้ตรวจบัญชีบุญ บัญชีบาป ของเหล่าวิญญาณในนรกยังไงล่ะ”
อารยาอึ้ง “แล้วท่านมาตามจับสนไปทำไมคะ”
“ก็ต้องจับสิ เพราะไอ้สนมันหนีขึ้นมาจากนรกไง” สุวรรณบอก
“สนยังไม่ตาย สนจะลงนรกไปได้ยังไงคะ”
“อย่ามาล้อเล่นน่ะ” สุวานไม่เชื่อ
“จริงค่ะ สนนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่โรงพยาบาล สนยังไม่ตายค่ะ”
สุวรรณกับสุวานพากันอึ้งไปเลย

ในเช้าวันต่อมา อาจารย์ขาวนั่งจิบชาครุ่นคิดเรื่องยมด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนที่โรเบิร์ตกับโรบิ้นจะเดินนำวิวัฒน์เข้ามาไหว้ทัก
“หวัดดีครับอาจารย์”
อาจารย์ขาวพยักหน้ารับสีหน้าเครียดๆ
“เรื่องที่จะคุยวันนี้ เห็นทีคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ซะแล้ว”
“ใช่ เรื่องนี้มันใหญ่เสียจน อาจารย์ก็ยังไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง”
โรเบิร์ต โรบิ้นและวิวัฒน์มองหน้ากันเหลอหลา ก่อนจะหันไปมองอาจารย์ขาวอย่างลุ้นๆ ว่าจะเป็นเรื่องอะไร
“เอ็งจำคืนที่พวกเราไปไล่จับวิญญาณที่หลุดออกมาจากไหนก็ไม่รู้ได้มั้ย”
โรเบิร์ตนึกตาม “อ๋อ ที่หลุดออกมาเยอะๆ ใช่มั้ยครับ”
“ใช่ แล้วเพื่อนไอ้ยมสองคนที่เพิ่งไปเจอที่บ้านรุจิภาน่ะ เอ็งสองคนนึกดีๆ ซิ ว่ามันใช่คนเดียวกับที่เจอคืนนั้นรึเปล่า”
โรเบิร์ตกับโรบิ้นนึกถึงเหตุการณ์คืนนั้น
สุวรรณกับสุวานเขต8 เดินแสดงตัวออกมา
“วิญญาณพวกนั้นเป็นของเรา โปรดส่งคืนให้เราบัดเดี๋ยวนี้”
อาจารย์ขาวฉุน “เฮ้ย...เอ็งสองคนเป็นใคร กล้าดียังไงมาสั่งข้า...ไม่รู้เหรอว่าข้าคือใคร”
“หึ พูดแบบนี้ก็แสดงว่าแกก็ไม่รู้จัก ว่าข้าคือใคร”
“แล้วแกสองคนเป็นใคร” อาจารย์ถามเสียงขุ่น
สุวรรณบอกว่า “ไม่บอก”
โรเบิร์ตลูกศิษย์รับมุกตลกร้อง “แฮ่”
“มึงจะแฮ่ทำไม มึงเป็นตลกเหรอ”
“ก็มันกวนโอ๊ยอาจารย์น่ะครับ”
“วิญญาณพวกนี้ข้าจับได้ มันก็ต้องเป็นของข้า” อาจารย์ไม่ยอม
“วิญญาณบาปพวกนี้ต้องลงไปรับการตัดสินโทษในนรก”
อาจารย์ขาวสะดุดหู อึ้งไปเลย
“อย่าบอกนะ ว่าท่านสองคือ...”
สุวานพยักหน้ารับ
“ส่งวิญญาณพวกนั้นให้เรา แล้วกลับสำนักเจ้าไปซะ”
โรเบิร์ตกับโรบิ้นหน้าเหวอ จำได้ว่าสองคนนั้นกับวรรณและวานหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ
“จริงด้วยอาจารย์ มันคือคนๆ เดียวกัน”
“มันไม่ใช่คนเว้ย” โรบิ้นท้วง
“อะไรกัน ขยายความให้เข้าใจหน่อยซิ” วิวัฒน์งงใหญ่
“เพื่อนไอ้ยมสองคนที่อาจารย์เพิ่งไปเจอมามันไม่ใช่คน มันคือสุวรรณกับสุวาน”
วิวัฒน์ตกใจ “สุวรรณกับสุวาน อาจารย์กำลังหมายถึงผู้ดูบัญชีบุญบัญชีบาปในนรกน่ะเหรอ”
“ใช่” อาจารย์ขาวบอก
“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นไอ้ยมก็น่าจะเป็น...”
“มัจจุราช” อาจารย์บอกอย่างมั่นใจ
ทุกคนอึ้งหน้าเหวอ กันไปหมดทั้งแถบ

ฝั่งสุวรรณกับสุวานนั่งชะเง้อคอยาวคอยืดรอยมอยู่ในบ้าน ลุ้นว่าจะจับวิญญาณสนมาได้หรือไม่
“เช้าแล้วยังไม่กลับมาอีก จะเป็นยังไงบ้างนะ
“นั่นสิ ไม่รู้ไล่ล่ากันไปถึงไหน เอ๊ะ หรือว่าจะจับวิญญาณไอ้สนลงไปที่ยมโลกแล้ว”
“ถ้าจับได้ เจ้านายก็ต้องเรียกเราให้ตามไปแล้วสิ โง่ไม่มีวัวปนเลยนะเจ้านี่”
สุวรรณหมั่นไส้ “แหม..ไอ้ฉลาด ไอ้ปราดเปรื่อง ไอ้อ้วนเบาหวาน”
“เฮ้ย อันหลังนี่ไม่ใช่คำชมละ”
“ข้าก็ไม่ได้ชมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ว่าแดกอยู่ยังไม่รู้ตัว”
ยมเดินเข้ามาด้วยท่าทีอิดโรย แต่พยายามฝืนทำตัวให้เป็นปกติ
“ไอ้สนล่ะครับ” สุวรรณถาม
“ไม่ได้ตัว”
ยมเดินเซ็งไปนั่งที่โซฟา แต่ไม่ทันได้นั่งร่างก็ร่วงลงกับพื้น สุวรรณกับสุวานรีบเข้าไปประคอง
“ทำไมอ่อนปวกเปียกแบบนี้ล่ะครับ”
“นี่ใช้พลังพิเศษมาใช่มั้ยครับเนี่ย”
“ใช้มานิดหน่อยน่ะ”
สุวรรณกับสุวานประคองยมมานั่งพัก
“อ่อนปวกเปียกมาแบบนี้ไม่นิดล่ะครับ” สุวานว่า
“เออน่ะ เดี๋ยวก็หาย แล้วได้เบาะแสอะไรจากอารยามาบ้างรึเปล่า”
“เบาะแสสำคัญสุดๆ เลยล่ะครับ” สุวรรณบอก
“อะไรเหรอ”
“สนยังไม่ตายครับ”
จากที่ดูอิดโรยอยู่ ยมก็มีอาการตื่นตัวขึ้นมาทันที
“จริงเหรอ”
“จริงครับ อารยาบอกว่าสนนอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ในโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัดครับ” สุวานบอก
“หรือนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้บัญชีสนมีปัญหาอยู่”
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นน่ะครับ” สุวรรณว่า
ยมครุ่นคิดว่าจะทำยังไงต่อไปดี

นิดหน่อยเทโฟมนมทำลาเต้อาร์ตรูปหัวใจสวยเวอร์ แล้วยกแก้วนั้นเสิร์ฟให้ดาวที่นั่งอยู่หน้าบาร์
“ได้แล้วค่ะ”
“เทใจให้แบบนี้ คิดไรกับเราป่าวเนี่ย” ดาวเย้า
“สี่ห้องหัวใจตอนนี้ ยังมีห้องว่างอยู่อีกเหรอคะ” นิดหน่อยสัพยอกกลับ
ดาวยิ้มหน้าเจื่อนๆ “เปลี่ยนเรื่องดีกว่า ขี้เกียจโดนแซวอีก”
“ไม่ทันแล้วค่ะ...ไหน อัพเดทหัวใจให้ฟังหน่อยซิคะ”
ดาวอึกอักๆ “ก็ยังไม่มีอะไร จะอัพเดทยังไงล่ะ”
“เรื่อยๆ ชิลๆ ว่างั้น”
“ใช่ เอาจริงๆ ชั้นก็ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรไว้มากมายอ่ะแก”
“แหม ฟังดูหดหู่พิกล”
ดาวยิ้มๆ “ไม่หดหู่หรอก ชั้นว่ามันเป็นสัจธรรมความรักน่ะ การมอบความรักให้ใครสักคน มันไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบหรอก”
“ถ้าคิดว่ารักเค้าแล้วเค้าไม่รักตอบ จะเสียเวลารักไปทำไมวะ”
“ถึงความรักมันจะไม่งอกงามในใจเค้า แต่อย่างน้อยมันก็งอกงามในใจของเรานะ”
นิดหน่อยแดกดัน “คุณพระ เปลี่ยนจากทำเพจอาหารไปทำเพจความรักดีกว่ามะ”
“ถ้าทำแล้ว ทำให้กำแพงความรักของแกผุกร่อนลงได้บ้าง ก็จะทำให้นะ”
“ไม่มีทางค่ะ..บาย”
นิดหน่อยหันกลับไปทำงานของตัวเองแก้เก้อ ดาวยิ้มขำในความดื้อรั้นของเพื่อนรัก

อาวรณ์รับฟังข่าวร้ายจากวิวัฒน์ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“เรื่องจริงเหรอวิวัฒน์ พี่ไม่อยากจะเชื่อเลยนะเนี่ย”
สองคนนั่งคุยกันอยู่ที่โถงรับแขกบ้านอาวรณ์
“ผมกับอาจารย์ถกกันแล้ว โอกาสความเป็นไปได้สูงครับพี่”
“คุณพระ เรื่องผีสางนางไม้ กว่าจะเชื่อว่ามีอยู่จริง ก็เมื่อไม่นานมานี้เอง นี่มีเรื่องมัจจุราชขึ้นมาอีก พีคในพีค พีคสุดๆ”
“พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมา ผมก็หวั่นเหลือเกิน ว่าธุรกิจของขลังจะถึงทางตัน”
“มันจะขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ก็ระวังเอาไว้ก่อนน่ะครับ เผื่อจะเบนเข็มหาธุรกิจใหม่ๆ ไว้รองรับ”
“แต่บ่อนก็ยังไปได้ดีนี่ แค่นี้ก็มั่นคงพอแล้วมั้ง”
“ผมอายุแค่นี้เองพี่ ยังมีพลังเหลือเฟือที่จะทำอะไรอีกได้ตั้งเยอะ”
“โอเค มีอะไรดีๆ ก็บอกพี่แล้วกันนะ”
“แน่นอนครับ”
วิเวกเดินเข้ามาพร้อมกับชิป 2 อันที่ใช้ในบ่อน
“นี่อะไรน่ะคุณอาวรณ์”
สองคนหันไปมอง พอเห็นวิเวกถือชิปอยู่ในมือ อาวรณ์ก็หน้าเจื่อนไปเล็กน้อย
“เอ่อ...มันคืออะไรอ่ะคะ ชั้นไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“น่าจะเป็นชิปที่ใช้ในบ่อนนะ ผมเจอมันตกอยู่ในเครื่องซักผ้าน่ะ”
อาวรณ์อึกอัก “เอ่อ...อ้าว แล้วมันไปอยู่ในเครื่องซักผ้าได้ยังไงล่ะคะ”
“นั่นน่ะสิ ผมถึงได้มาถามคุณนี่ไง”
อาวรณ์คิดปราดเดียว ทำเสียงดังโวยวายกลบเกลื่อน “แล้วชั้นจะไปรู้ได้ยังไง เสื้อผ้าในเครื่องตั้งเยอะแยะ ของใครบ้างก็ไม่รู้...แล้วหนังหน้าอย่างชั้นเนี่ย ดูเหมือนพวกผีพนันอย่างนั้นเหรอคะ”
วิเวกพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน “โอเคจ้ะ ผมก็ไม่คิดว่าจะเป็นของคุณอยู่แล้วล่ะ แค่สงสัยว่ามันมาจากไหนก็เท่านั้นเอง”
“สาบานก็ได้ ถ้าใช่ของชั้น ขอให้ไฟไหม้บ้านวิวัฒน์เลย” อาวรณ์โบ้ยส่ง
“ครับ พี่อาวรณ์เค้าไม่ยุ่งกับอบายมุขพวกนี้หรอกพี่วิเวก เดี๋ยวๆ ไฟไหม้บ้านใครนะพี่”
“เอาน่ะ บ้านวิวัฒน์ก็ไม่ต่างอะไรกับบ้านพี่ เราก็เหมือนเป็นครอบครัวเดียวกันอยู่แล้วนี่”
“งั้นผมไปตากผ้าก่อนนะ”
“แล้วแม่บ้านไปไหนหมด”
“ผมสั่งให้ไปซื้อของเข้าบ้านน่ะ”
“งั้นก็รีดชุดให้ชั้นด้วย ชั้นจะใส่ไปแจกทุนการศึกษาเด็ก ชุดวางอยู่บนเตียงแล้ว”
“จ้า” วิเวกรับเอาคำเมียเสียงหวาน แล้วเดินออกไปทางหลังบ้าน
อาวรณ์ถอนหายใจโล่งอก ที่เอาตัวรอดมาได้
“พี่วิเวกนี่เค้าเชื่อคนง่ายเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ นะพี่”
“เค้าเรียกว่าอยู่ในโอวาทจ้ะ”
สองคนยิ้มกริ่มให้กัน โดยไม่รู้ว่าวิเวกหยุดมองชิปในมือด้วยสีหน้าเข้มขรึม ก่อนจะยิ้มมุมปากเบาๆ คล้ายมีแผนบางอย่างในใจ

จุกนั่งฝึกร่างเส้นตีบอยู่ตรงโต๊ะมุมหนึ่งในร้าน โดยมีต่อประกบอยู่ข้างๆ คอยให้คำแนะนำ
“ตีบเพี้ยนหน่อยๆ นะ”
“เดี๋ยวนี้เค้าใช้คอมกันหมดแล้วพี่ต่อ เร็วแล้วก็เป๊ะกว่าเยอะด้วย”
“ระหว่างคนที่เก่งแต่คอม กับคนที่เก่งทั้งคอมแล้วก็สเก็ตช์มือ คนไหนดูเจ๋งมากกว่ากัน”
“คนที่เก่งทั้งคอมแล้วก็สเก็ตช์มือ”
“เออ...งั้นก็ต้องเก่งให้ได้ทั้งสองแบบ จะได้เจ๋งแบบพ่อเราไง”
“งั้นไม่อยากเจ๋งละ”
จุกเซ็งวางดินสอแล้วลุกมาหยิบนิตยสารอ่านกลบเกลื่อนอารมณ์ขุ่นมัวในใจ
“พี่ว่าคุณชนกน่าจะมีปัญหาส่วนตัวอะไรบางอย่างนะ”
จุกยังนิ่ง ทำเป็นไม่สนใจ ก่อนที่ต่อจะพูดต่อ
“พี่คุยกับคุณชนกเรื่องที่ผิดนัดเมื่อวันก่อน อยู่ๆ คุณชนกก็โมโหใส่พี่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ยังพยายามให้พี่ช่วยประสานรอยร้าวให้อยู่เลย”
“ก็หลงเมียใหม่ยังไงล่ะ ภาพก็ฟ้องอยู่”
ต่อเห็นจุกอารมณ์ยังขุ่นมัวไม่หายจึงไม่อยากพูดเซ้าซี้อีก

อาจารย์ขาวกับคุณนายอาวรณ์นั่งคุยกันอยู่ในสำนักด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โรเบิร์ตกับโรบิ้นคอยนวดให้อาจารย์ขาว
“มัจจุราชอะไรจะหล่ออย่างกับพระเอกเกาหลี อาจารย์แน่ใจนะว่าใช่จริงๆ น่ะ”
“ก็ถ้าเพื่อนมันเป็นสุวรรณกับสุวาน ตัวมันจะเป็นใครได้ล่ะ”
อาวรณ์ไม่อยากเชื่อ “นี่ชั้นฝันไปรึเปล่าคะเนี่ย อาจารย์ช่วยยืนยันทีซิคะ ว่าชั้นไม่ได้ฝันไป”
“ได้สิ”
อาจารย์ขาวง้างมือเหมือนจะตบอาวรณ์ แต่แล้วกลับหันไปตบโรเบิร์ตฉาดใหญ่ โรเบิร์ตค่อยๆ หันกลับมาหาช้าๆ เห็นเลือดกำเดาไหลพรั่งพรูออกมาทั้งทางปากทางจมูก
“บอกคุณอาวรณ์เค้าซิ ว่านี่ฝันหรือเรื่องจริง”
“เรื่องจริงครับคุณอาวรณ์ แหะๆ” โรเบิร์ตปาดเลือดกำเดาที่จมูก “แหม...ถ้าจะตบขนาดนี้ ถีบเลยก็ได้มั้งจารย์”
“อ้าว อยากได้จารย์จัดให้”
ขาดคำอาจารย์ขาวถีบโรเบิร์ตกระเด็นไป
“ผมประชด” โรเบิร์ตร้องบอก
“แล้วอาจารย์จะทำยังไงต่อไปคะเนี่ย ถ้าเกิดไอ้ยม...เอ๊ย คุณมัจจุราชเค้ามาวุ่นวายกับธุรกิจของเราน่ะค่ะ”
อาจารย์ขาวคิดหนัก “ก็ยังไม่รู้จะเอายังไงเหมือนกันนะ...ถ้าเป็นผีธรรมดาทั่วไปนี่คิดไม่ยากเลย แต่นี่เป็นถึงมัจจุราชนี่สิ”
“แต่จะว่าไป มัจจุราชท่านมีหน้าที่พิพากษาคนตายไม่ใช่เหรออาจารย์ ถ้าเรายังไม่ตาย ท่านจะมาทำอะไรเราได้” โรบิ้นว่า
อาจารย์ขาวกับอาวรณ์หันขวับมามองโรบิ้นพร้อมๆ กัน เล่นเอาโรบิ้นเง็ง
“เอ่อ...ผมพูดอะไรผิดเหรอครับ”
“ไม่ผิดนะ...แกพูดถูกเลยแหละ ถ้าเปรียบมัจจุราชก็เป็นเหมือนผู้พิพากษาในศาลของคนตาย ในเมื่อเรายังไม่ตาย จะกลัวไปทำไมล่ะคะ”
อาจารย์ขาวครุ่นคิดด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายมากขึ้น

ผู้ที่ถูกพูดถึงนั่งอยู่ที่โซฟาในโถงบ้าน ยังมีอาการอ่อนแรงให้เห็นอยู่ สุวรรณกับสุวานนั่งอยู่ใกล้ๆ รอรับคำสั่ง
“เจ้าทั้งสองตามไปดูสนซิ ว่ายังไม่ตายจริงๆ รึเปล่า”
“ครับท่าน” สุวรรณรับเอาคำ
“รู้ใช่มั้ยว่าร่างสนอยู่ที่ไหน”
“รู้ชื่อโรงพยาบาลแล้วครับ ตามไปไม่น่ายาก”
“ให้สุวรรณไปก็พอมั้งครับ ผมจะได้อยู่ดูแลท่านที่นี่” สุวานว่า
“นั่นสิครับ ให้สุวานอยู่ เกิดมีเรื่องร้ายอะไรจะได้ดูแลท่านได้”
“ไม่ต้องหรอก เราดูแลตัวเองได้ เดี๋ยวนั่งสมาธิสักพัก ก็น่าจะดีขึ้น” ยมบอก
“ครับท่าน”
“เฮ้อ...เห็นแบบนี้แล้วก็อดห่วงไม่ได้จริงๆ นี่ถ้าไอ้อาจารย์ขาวมันรู้ว่าท่านเป็นใครแล้ว แต่ยังไม่ยอมกลับใจจะทำยังไงกันดี เพราะท่านคงใช้พลังพิเศษไปจัดการกับมันไม่ได้บ่อยๆ แน่” สุวานเป็นห่วงไม่คลาย
ยมนิ่งไปครู่หนึ่ง โดยเรื่องนี้ก็คิดหาทางแก้ปัญหาเอาไว้บ้างแล้ว
“ถ้าเกินกำลังเราจริงๆ ก็คงต้องมีใครสักคนเข้ามาช่วย”
“ใครครับ”
ยมนิ่งไปยังไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร

จุกเดินเพลินๆ จะเข้าร้าน เจอเจ้าที่ยืนปากแดงดักรออยู่ โดยไม่ทันตั้งตัว
“เฮ้ย!”
จุกผงะหงายหลังไป
“ตกใจเหมือนไม่เคยเจอกันอย่างนั้นแหละ ทำเป็นคนอื่นคนไกลกันไปได้”
“โธ่ท่าน..ถ้าไม่อยากให้ตกใจ ก็ช่วยมาแบบให้ซุ่มให้เสียงหน่อยได้มั้ย...แล้วนี่ใครถวายลาบเลือดให้ท่านอย่างนั้นเหรอ”
“ลาบเลือดอะไรล่ะ ตั้งแต่พี่สาวเจ้าเปิดร้านที่นี่ พี่เจ้าถวายแต่น้ำแดง นี่กินจนฟันแดงไปหมดแล้ว”
เจ้าที่ยิงฟันโชว์ เห็นว่าฟันแดงแจ๊ดแจ๋ทุกซี่ จุกสะดุ้ง
“อุ้ย”
“บอกพี่สาวเจ้าด้วย ให้เปลี่ยนเป็นน้ำอย่างอื่นบ้าง”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะบอกให้นะ”
“ขอบใจ เดี๋ยวครั้งหน้าถ้าจะปรากฏตัวให้เห็น จะร้องเพลงนำมาก่อนนะ จะได้ตั้งตัวทัน”
เจ้าที่เดินหายวับเข้าไปในพุ่มไม้ จุกถอนหายใจโล่ง

ภายในร้าน นิดหน่อยกำลังวางน้ำแดงไหว้เจ้าที่อยู่ จุกเข้ามาเห็นพอดี บ่นพึมพำ
“แหม...น้ำแดงอีกแล้ว”
“บ่นพึมพำอะไร”
“เปลี่ยนบ้างเถอะพี่ ไหว้แต่น้ำแดงจนเจ้าที่ปากแดงฟันแดงไปหมดแล้ว”
“พูดอย่างกับเห็นมาอย่างนั้นแหละ”
“ก็เห็นมาน่ะสิ ท่านรีเควสมาเองเลย ว่าให้เปลี่ยนเป็นน้ำอย่างอื่นบ้าง”
“ไม่ให้ไหว้น้ำแดงจะให้ไหว้น้ำอะไร ใครๆเค้าก็ไหว้แบบนี้กันทั้งนั้น”
“ลองเปลี่ยนเป็นน้ำที่ผสมคอลลาเจนดูบ้างมั้ยล่ะ ใบหน้าท่านจะได้ใสๆ บริงค์ๆ”
นิดหน่อยด่าเอา “บ้า...นับวันยิ่งเพี้ยนนะเราเนี่ย”
“เอ้า...เตือนดีๆ ก็หาว่าเพี้ยน ถ้าไม่เชื่อก็ลองเปลี่ยนดูสิ แล้วดูเลยว่ายอดขายจะปังขึ้นมั้ย”
“เออ เดี๋ยวจะลอง แต่ถ้ายอดขายพังล่ะน่าดู”
นิดหน่อยจัดของที่บาร์ต่อ
“วันนี้ออกไปทำงานพิเศษรึเปล่า เดี๋ยวจะเฝ้าร้านให้”
“ไม่อ่ะ คนจ้างไม่รู้หายไปไหน เงียบกริ๊บ”
“ใครเหรอ”
“ก็นายยมนั่นน่ะสิ อยู่ๆก็หายหัวไปเลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน”
จุกจ้องหน้าพี่สาวด้วยแววตาค้นหา เพราะระยะหลังนิดหน่อยไปไหนมาไหนกับยมบ่อยๆ
“มองไรยะ”
“ระยะหลังมานี่รู้สึกไปไหนมาไหนกับพี่ยมบ่อยๆ นะ”
“ไม่ต้องมาจับผิดเลย ไปทำงานค่ะ”
จุกแซว “จริงรึ”
“เออ”
นิดหน่อยหันไปเก็บของทำงานแก้เก้อ แต่ก็มือไม้อ่อนทำของตกเสียงดัง ส่อพิรุธเต็มๆ

ในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลต่างจังหวัดแห่งนี้ ที่จอแสดงสัญญาณชีพจรคนป่วย พบว่าชีพจรยังเต้นปกติ ร่างสนขณะนอนหลับอยู่บนเตียงคนไข้ มีสายระโยงระยางค์ สีหน้าซูบเซียว จากอาการของโรคมะเร็งที่ยังทรงตัวในระยะสุดท้าย
สุวรรณกับสุวานยืนมองอยู่ข้างเตียง
“ไอ้สนยังไม่ตายจริงด้วย”
“แต่เวลาชีวิตของมันก็เหลือน้อยเต็มที”
นาฬิกาชีวิตลอยอยู่เหนือหัวสน เป็นตัวเลขนับถอยหลัง จาก 168 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าชะตาชีวิตสนจะสิ้นสุดลงในอีก 1 อาทิตย์นับจากนี้
“หนึ่งร้อยหกสิบแปดชั่วโมง ก็อีกประมาณหนึ่งอาทิตย์นับจากนี้” สุวรรณว่า
“จะจับวิญญาณมันได้ก่อนชะตามันจะถึงฆาตมั้ยเนี่ย” สุวานกังวล
“ได้หรือไม่ได้ก็ต้องพยายามให้ถึงที่สุด”
“นั่นสิ มันจะได้ใช้เวลาที่เหลือกับแฟนของมัน ถึงแม้ว่าจะน้อยเต็มที”
“คืนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมมันถึงไม่ตาย”
สุวรรณเอื้อมมือสัมผัสแขนของสน เพื่อกลับไปดูเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น วันที่สนผูกคอตาย

ภายในห้องผู้ป่วย สนนอนหลับอยู่บนเตียง ขณะที่อารยาคู่หมั้น คุยโทรศัพท์กับเพื่อนด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
“เออ ชั้นว่าจะขายบ้านว่ะแก”
อารยากำลังคุยโทรศัพท์อยู่ที่โซฟาข้างเตียงคนไข้ ซึ่งสนนอนนิ่งอยู่
“บ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จนั่นแหละ แกช่วยหาคนมาซื้อทีสิ”
สนนอนหลับอยู่ ที่หางตาเริ่มมีการขยับเล็กน้อย เหมือนได้ยินการสนทนา
“เอาจริงๆ ตอนนี้ชั้นจำเป็นต้องใช้เงินว่ะ”
สนได้ยินทุกคำ เขาหวนนึดถึงภาพตอนสนกับอารยาจูงมือกันเดินเข้าบ้านหลังใหม่ ที่กำลังจะใช้เป็นเรือนหอ บรรยากาศชื่นมื่นสุขสม ผิดกับน้ำเสียงและสีหน้าของอารยาที่ดังแทรกมา
“ตอนนี้พี่สนป่วยหนักน่ะ เงินเก็บที่มีอยู่ก็เอามารักษาจนใกล้จะหมดแล้ว”
สนนึกถึงตอนเขากับอารยาช่วยกันทาสีห้อง พลางหยอกล้อกัน บรรยากาศฟรุ้งฟริ้งมีความสุข
“ทำไงได้ล่ะ เรือนหอมันก็กลายเป็นบ้านธรรมดาๆ หลังนึง เท่านั้นแหละ ตราบใดที่พี่สนยังนอนอยู่บนเตียงอยู่แบบนี้”
ภาพสนกับอารยาทิ้งตัวลงบนเตียงนอนสีขาวนุ่มๆ คืนเข้าหอ หยอกล้อกันอย่างมีความสุขผุดซ้อนเข้ามาในความคิดสนและอารยา

สนอนอยู่บนเตียง เห็นอารยานั่งกุมขมับคุยโทรศัพท์น้ำตานองหน้า
“โอเค ฉันฝากด้วยแล้วกันนะ ขายได้ก็จะรีบขายเลย..ขาดทุนก็ช่างมัน”
ดวงตาสนขยับช้าๆ เริ่มรู้สึกตัว อารยาหยิบคู่มือดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่วางอยู่ข้างตัวขึ้นมามองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
“ขอบใจมากแก...ได้เรื่องยังไงรีบส่งข่าวนะ”
นิ้วสนเริ่มมีการขยับเล็กน้อย
“อืม...หวัดดี”
อารยาวางสายก่อนจะร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดจะกลั้น โดยไม่เห็นว่าสนค่อยๆ ขยับหน้าหันไปมองอารยาอย่างช้าๆ อย่างคนไม่ค่อยมีแรง เมื่อเห็นอารยาร้องไห้ก็รู้สึกสงสารและรู้สึกผิดที่ทำให้เมียเสียใจ
อารยาหันมามองสน สนรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มบางๆ ตอบ อารยาลุกมาจับมือสน
“เป็นอะไรรึเปล่าพี่”
สนส่ายหน้าฝืนยิ้มบางๆ มาให้ “ไม่ได้เป็นอะไรหรอก”
“สู้นะพี่...เข้มแข็งเพื่ออนาคตของเรานะคะ”
“จ้ะ...พี่สู้อยู่แล้ว”
สนรวบเรี่ยวแรงที่มีชูสองนิ้วเพื่อให้อารยาสบายใจ อารยาเห็นแล้วก็ยิ้มออกมาได้
“พี่อยากกินฝรั่งจัง”
“ตอนนี้เลยเหรอ”
“ใช่ ยาไปซื้อมาให้พี่หน่อยได้มั้ย”
“ได้สิ...รอแป๊บนะ เดี๋ยวยารีบมา”
สนยิ้มให้ ก่อนที่อารยาจะเดินออกจากห้องไป
คล้อยหลังอารยาไม่นาน สนรวบรวมกำลังที่มีอยู่น้อยนิด ค่อยๆ ถอดสายระโยงรยางค์ทุกอย่างออกจากตัว ก่อนจะลุกจากเตียงอย่างยากลำบาก แต่ก็พยายามจนเดินไปถึงประตูห้อง
สนกดล็อคประตู สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก เสียงอารยาตอนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนดังอยู่ในหัว
“ตอนนี้พี่สนป่วยหนักน่ะ เงินเก็บที่มีอยู่ก็เอามารักษาจนใกล้จะหมดแล้ว”
สนชูสายน้ำเกลือที่ถือติดมือมาขึ้นดูพลางครุ่นคิดหนัก
“ทำไงได้ล่ะ เรือนหอมันก็กลายเป็นบ้านธรรมดาๆหลังนึง เท่านั้นแหละ ตราบใดที่พี่สนยังนอนอยู่บนเตียงอยู่แบบนี้”
สนมีสีหน้าเครียดเคร่ง คิดหนัก สุดท้ายตัดสินใจค่อยๆ ผูกเงื่อนที่ลูกบิด เตรียมจะผูกคอตาย

สนดิ้นรนจากการขาดอากาศหายใจ มือเริ่มเกร็ง หงิกงอ แรงดิ้นทำให้เงื่อนที่สนผูกคอเกิดคลายออกอย่างช้าๆ ร่างสนหลุดจากเชือก ลงมานอนหายใจรวยรินที่พื้นห้อง

อารยานั่งอยู่ในห้องกับหมอเจ้าของไข้ มีผลเอ็กซเรย์วางบนโต๊ะ บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด
“ที่คุณสนยังไม่รู้สึกตัวอาจเป็นเพราะ อยู่ในสภาวะผักหรือสภาวะเจ้าชายนิทราน่ะครับ”
“หมายความว่ายังไงคะหมอ”
“มันเป็นภาวะหนึ่งในกลุ่มอาการ ความผิดปกติเกี่ยวกับความรู้สึกตัวน่ะครับ เกิดจากสมองบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกตัว ได้รับบาดเจ็บหรือถูกทำลาย”
“แต่สนก็ไม่ได้รับการกระทบกระเทือนทางสมองนี่คะ”
“กรณีคุณสนเกิดจากการที่สมองขาดออกซิเจนน่ะครับ เลยส่งผลให้เนื้อเยื่อสมองบางส่วนเริ่มตาย”
“แล้วอีกนานมั้ยคะ กว่าสนจะฟื้นขึ้นมา”
“ตอนนี้หมอก็ยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้ครับ แต่ยิ่งอยู่ในสภาวะนี้นานเท่าไหร่ โอกาสฟื้นก็จะยิ่งน้อยลงครับ”
อารยาอึ้ง น้ำตาคลอเบ้า ก่อนจะไหลรินลงมาอาบสองแก้มนวล

ยมมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด ภายหลังจากที่ได้ฟังข้อมูลเรื่องสนจากสุวรรณและสุวาน
“ที่ต้องพาสนไปอยู่โรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด คงเป็นเพราะเรื่องค่าใช้จ่ายสินะ”
สุวรรณกับสุวานนั่งคุยอยู่ข้างๆ ภายในโถงรับแขก
“ใช่ครับ ถ้ายังรักษาอยู่ที่กรุงเทพฯ ที่ขายบ้านไปก็คงไม่พอรักษา”
สุวานทึ่ง “นับถือหัวจิตหัวใจของอารยาเลยนะ รอโดยที่ไม่มีความหวัง แต่ก็ยังจะรอ”
“นี่สินะรักแท้ อย่างที่ไอ้สนเคยบอกไว้”
ยมนิ่งงันไป จากที่ดูแคลนไม่เชื่อในรักแท้ ก็เริ่มรู้สึกชื่นชมในความรักของอารยากับสนขึ้นมา สุวานสะกิดให้สุวรรณดูท่าทีที่อ่อนลงของยม
“เริ่มศรัทธาในรักแท้ขึ้นมาแล้วใช่มั้ยครับ”
ยมอึกอัก “ศรัทธาอะไร ทำไมต้องศรัทธา”
“อ้าว ก็เหตุผลหนึ่งที่ท่านขึ้นมาบนโลกมนุษย์ ก็เพื่อรู้จักกับรักแท้ไม่ใช่เหรอครับ ผมว่านี่แหละครับ รักแท้”
สุวรรณเสริมว่า “ใช่ครับ นี่ขนาดไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับคนคู่นี้ แต่ตอนนี้ผมอดซาบซึ้งไม่ได้จริงๆ”
ยมเฉไฉไปคุยเรื่องอื่น
“แล้วไอ้สนมันหลุดลงไปที่ยมโลกได้ยังไงกันนะ”
“ก็คงมีเหตุผิดพลาดบางอย่างเกิดขึ้นน่ะครับ แต่ผมว่าตอนนี้เราหาวิญญาณสนให้เจอก่อนดีกว่า” สุวานว่า
ยมพยักหน้าเห็นด้วย “รีบหาวิญญาณสนให้เจอ จะได้พาสนกลับเข้าร่างให้เร็วที่สุด”
“ครับ” สุวานกะสุวรรณประสานเสียง
ยมมีสีหน้าเครียดขรึม ส่วนสุวรรณกับสุวานบ่นงึมงำปรึกษาหารือกันเบาๆ ว่าจะเริ่มหาสนจากที่ไหน เพราะต่างไม่รู้ว่าจะเริ่มจากจุดไหนดี

วิญญาณสนเดินปะปนอยู่ท่ามกลางผู้คนในถนนยามราตรี แต่ไม่มีใครมองเห็นหรือสัมผัสได้
มีวิญญาณเร่ร่อนเดินออกมาจากมุมมืดและเพ่งมองมาที่สนอย่างไม่วางตา สนชำเลืองมองตอบ แต่ยังไม่คิดอะไร
ในซอยแคบๆ เงียบสงัดค่อนข้างเปลี่ยวไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา สนเดินเข้ามานั่งพักโดยนั่งกับพื้น โดยไม่รู้จะไปที่ไหนแล้ว
วิญญาณเจ้าที่อยู่ในที่กำบัง และซุ่มมองมาที่สน พอสนจะหันไปเจอ เจ้าที่ก็ผลุบหายไป
สนฉุกคิด เริ่มรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัย ตัดสินใจลุกเดินหนีไป

ที่นรกภูมิเขต7 จอคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน ขึ้นกราฟฟิคบอกพิกัด GPS มีจุดแดงกระพริบวับๆแถวๆ ถนนรัชดาภิเษก
มัจจุราชเขต7 ยืนรอเบาะแสจากสุวรรณที่นั่งเช็คอยู่หน้าคอมพิวเตอร์
“ได้เบาะแสสนแล้วครับ”
เขต7ปรี่เข้าไปดูที่หน้าจอคอม
“อยู่ตรงไหน”
“รายงานล่าสุดอยู่แถวๆ รัชดาฯ ครับ แต่ตอนนี้เหมือนจะไหวตัวเดินหนีไปแล้ว”
“มันไปไหนไม่ได้ไกลหรอก”
สุวานเดินเข้ามาพร้อมกับบ่วงบาศ คล้ายเชือกอาคม มีกระพรวนรูปหัวกะโหลกดูเข้มขลัง ยื่นให้นาย
“นี่ครับท่าน”
“ไป ไปล่าไอ้สนกัน”
ทีมเขต7 พากันเดินออกไปไล่ล่าวิญญาณสนบนโลกมนุษย์

ที่บาร์ของวิวัฒน์ เหล้าถูกกระดกหมดรวดเดียวก่อนที่แก้ววางลงบนโต๊ะ ใกล้ๆ แก้วนั้นมีกุญแจรถเฟอร์รารี่วางอยู่
วิวัฒน์นั่งดริงค์อยู่กับแจ๊คเพื่อนซี้ที่แวะมาหา ลูกน้องคนสนิทของวิวัฒน์ที่คอยดูแลอยู่ หยิบแก้วเหล้าของแจ๊คที่เพิ่งกินหมด เอามาชงให้ใหม่
“ธุรกิจที่ชายแดนเป็นไงบ้าง”
“ก็เรื่อยๆ น่ะ ตอนนี้บ่อนขึ้นใหม่เยอะเลย รายได้ก็ไม่เปรี้ยงป้างเหมือนเมื่อก่อน”
วิวัฒน์ชำเลืองมองกุญแจรถเฟอร์รารี่ของแจ๊ค
“ไม่เปรี้ยงป้าง แต่มึงดูอู้ฟู่กว่าเมื่อก่อนเยอะเลยนะ”
“กูไม่ได้ทำบ่อนอย่างเดียวนี่หว่า มีธุรกิจอื่นเสริมด้วยเว้ย”
“ขายครีมหน้าเด้งเหรอ”
“เอาไปลองใช้ดูมั้ยล่ะ ขาวใสไวเวอร์ รับตัวแทนจำหน่ายด้วยนะ”
“เฮ้ยจริงดิ”
“จะบ้าเหรอ เป็นเจ้าของบ่อนใหญ่ มาขายครีมหน้าขาวเนี่ยนะ”
แจ๊คหยิบซองซิปล็อคใส่ตัวอย่างยาบ้ารุ่นใหม่ยื่นให้วิวัฒน์
“นี่เว้ย”
วิวัฒน์เปิดดู “ยาบ้า”
“รุ่นใหม่ล่าสุด เจาะตลาดคนมีกำลังซื้อสูง”
แจ๊คดึงถุงยากลับมาจากวิวัฒน์ หยิบยาออกมาโชว์ เม็ดยามีเกล็ดใสๆ เคลือบอยู่บางๆ
“เห็นผลึกใสๆนี่มั้ย”
“ผงชูรส” วิวัฒน์ยิงมุก
“เออ...เวลาเสพจะนัวมาก จะบ้าเหรอ ยาบ้าที่ไหนใส่ผงชูรส”
“แล้วมันคือไรล่ะ ห่านี่...กูไม่ใช่ขี้ยา จะไปรู้ได้ไง”
“ผลึกไอซ์ไง ไฮโซมั้ยล่ะ...ถ้าอยากอู้ฟู่ไปกับกู ก็มาทำด้วยกัน เดี๋ยวกูให้มึงเป็นตัวแทนจำหน่าย”
วิวัฒน์คิดหนัก “เรื่องนี้เรื่องใหญ่ว่ะ”
“กลัวเหรอ”
วิวัฒน์อึกอัก “ก็หวั่นๆ นิดหน่อย”
“จะต้องกลัวอะไรอีกวะ มึงทำธุรกิจสีเทามาตั้งนาน เส้นสายก็มากมายก่ายกอง แถมมีผีคุ้มอีก จะมีใครทำอะไรมึงได้”
วิวัฒน์ครุ่นคิดด้วยสีหน้าลังเล แต่มีวี่แววสนใจจะทำธุรกิจใหม่นี้
แจ๊คยกแก้วเหล้าชน วิวัฒน์ยิ้มกริ่มยกแก้วขึ้นชนเหมือนตอบรับกลายๆ

บ่ายนั้น ชนกเดินออกมาจากห้องทำงาน เตรียมจะกลับบ้าน ต่อเห็นรีบลุกมาคุยด้วย
“จะกลับแล้วเหรอครับ”
“ใช่ มีอะไรเหรอ”
“เดี๋ยวลูกค้าจะเข้ามาคุยเรื่องแบบโรงแรมน่ะครับ”
“ก็อยู่คุยไปสิ ได้เรื่องยังไงก็มาบอกกันพรุ่งนี้”
“แต่รายนี้คุณชนกเป็นคนนัดคุยกับเค้าด้วยตัวเองนะครับ ถ้าคุณชนกไม่อยู่ ลูกค้าไม่น่าจะโอเคนะครับ”
ชนกหงุดหงิดโวยวายขึ้นมา “ไม่โอเคเรื่องอะไร ที่นั่งกันหน้าสลอนอยู่เนี่ย ไม่มีความ สามารถกันเลยรึไง ทำไมชั้นต้องมาอยู่ด้วยตลอดเวลา ฮะ”
ต่อและพนักงานพากันอึ้งกันไปหมด ที่อยู่ๆ ชนกก็โวยวายขึ้นมา
“ชั้นจะกลับบ้าน ถ้าคุยงานกับลูกค้ากันไม่ได้ ก็ไม่ต้องมาทำงานที่นี่อีก”
ชนกเดินออกจากออฟฟิศแต่ก็ต้องหยุด เมื่อเห็นลูกค้าชายวัยกลางคนเดินเข้ามาทักพร้อมกับเลขา
“สวัสดีครับคุณชนก”
ชนกยิ้มทักตามมารยาท
“สวัสดีครับ”
“ผมมาคุยเรื่องแบบโรงแรมน่ะครับ” ลูกค้าว่า
“อ๋อ...เดี๋ยวคุยกับลูกน้องผมเลยนะครับ ผมจะต้องกลับบ้านแล้ว”
ลูกค้าอึ้งหน้าเจื่อนไป “เอ่อ...แต่เรานัดกันไว้นะครับ แล้วโรงแรมสเกลใหญ่แบบนี้ ผมอยากคุยกับคุณชนกด้วย จะได้จบทีเดียว”
“ผมจะกลับบ้าน...จบนะ”
ชนกบอกเสียงเข้มแล้วเดินออกไปเฉ้ย ลูกค้ามองตามหน้าเหวอ

ค่ำนั้น สุวรรณกับสุวาน เขต8 นั่งคุยกันอยู่ตรงริมขอบตึกบนดาดฟ้าอพาร์ตเมนต์ที่อารยาพัก ช่วยกันกวาดตามองมองหาสนไปที่เบื้องล่าง
“มันจะกลับมาที่นี่แน่เหร๊อ”
“หัวใจของมันอยู่ที่นี่ ยังไงมันก็ต้องกลับมา” สุวรรณว่า
สุวรรณว่า พลางมองลงไปเบื้องล่าง แล้วต้องชะงักเมื่อเห็นสุวรรณ7กับสุวาน7 เดินมาหยุดที่หน้าอพาร์ตเมนต์
“เฮ้ย นั่นมันไอ้พวกเขต7นี่”
“เออ...มันมาที่นี่ได้ไงวะ”
ฝ่ายสุวรรณ7กับสุวาน7 ยืนมองบรรยากาศรอบๆอพาร์ตเมนต์
“ที่นี่น่ะเหรอ”
“ตามพิกัดที่ได้รับมาก็ที่นี่แหละ”
สุวรรณ8กับสุวาน8กระโดดลงมาที่พื้น ฝุ่นตลบเล็กน้อย
สุวรรณ7กับสุวาน7หันไปมองสุวรรณ8กับสุวาน8
“สงสัยแถวนี้แมลงคงจะเยอะสินะ” สุวาน7 พูดลอยๆ
สุวรรณ7สงสัย “ทำไมเหรอ”
“ก็มีคางคกกระโดดออกมาจับแมลงกินนี่ไง”
สุวาน8 เคลิ้มพองตัวขู่ จนถูกสุวรรณ8ตบหัวเตือนสติ
“จะไปเคลิ้มตามมันอีก ไม่ยิงยางใส่มันซะเลยล่ะ”
สุวาน8 ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปประจันหน้ากับพวกเขต7
“เฮ้ย พวกแกมาที่นี่ได้ไงวะ”
“การข่าวพวกข้าดีเว้ย เรื่องแค่นี้กระจอก” สุวาน7คุยข่ม
ผีเจ้าที่ปรากฎตัวเดินออกมา
“ต้องขอบคุณท่านด้วยนะ ที่ช่วยแจ้งข่าวสารให้กับเรา” สุวรรณ7 ชม
“ไม่เป็นไรท่าน มันเป็นหน้าที่ของเจ้าที่ที่ดีอยู่แล้ว”
สุวรรณ8 เซ็ง “อ่อ ใช้เจ้าที่เป็นสายข่าวให้นี่เอง”
สุวรรณ7 คุยโต “ไม่ใช่แค่เจ้าที่ที่นี่เท่านั้น แต่เป็นเจ้าที่จากทั่วทุกมุมบนโลก ที่ส่งเบาะแสของไอ้สนให้กับเขตของข้า”
“รับประกันได้เลยว่า เขตของข้าจับวิญญาณไอ้สนได้ก่อนพวกเจ้าแน่นอน”
“เงียบก่อนนะ”
พร้อมกับว่าสุวรรณ7 หลับตายืนทำสมาธิ เหมือนกำลังฟังเสียงในจิตอยู่
สุวรรณ8 กับสุวาน8 มองด้วยความงุนงงสงสัย
สุวรรณ7 ลืมตา “ได้เบาะแสล่าสุดของไอ้สนแล้ว”
“อยู่ที่ไหนเหรอ”
สุวรรณ7 เหล่พวกเขต8 ทำเป็นมีความลับ ก่อนจะกระซิบกับสุวาน7 เบาๆ
“ตามข้ามา”
สุวรรณ7 เดินนำสุวาน7 ออกไป สุวาน7 ทำเป็นหันกลับมามองดู ว่าพวกเขต8ตามมาหรือไม่
“เอาไงดีล่ะ” สุวาน8 หารือสุวรรณ8
สุวรรณ8 คิดปราดเดียว “แอบตามไปก่อน เจอไอ้สนแล้วค่อยว่ากัน”
สุวรรณกับสุวานเขต8 แอบเดินตามสุวานกับสุวรรณเขต8 ไปห่างๆ

สุวรรณกับสุวานเขต7 พากันเดินเข้าไปด้านในตึกร้าง สุวรรณกับสุวานเขต8 แอบย่องตามมา
ทีมเขต7 พากันเดินสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ เหมือนกำลังตามหาสนอยู่จริงๆ ทีมเขต8ย่องเข้ามาซุ่มมอง
สุวรรณกับสุวานเขต7 เดินไปเรื่อยๆ มองหน้ากัน ยิ้มสมใจ เมื่อรู้ว่าพวกเขต8ตามมาแล้ว
“ใช่ที่นี่แน่เหรอ” สุวาน7 เสียงดัง
“ข่าวยืนยันว่าไอ้สนใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนตัว เดี๋ยวมันต้องมาที่นี่แน่”
สุวรรณกับสุวานเขต8 มองหน้ากันยิ้มๆ โดยไม่รู้ตัวว่าหลงกลพวกเขต7 เข้าให้
“ซุ่มรออยู่ตรงนี้นี่แหละ ใกล้ทางเข้าแบบนี้ เราต้องเจอไอ้สนก่อนพวกมันแน่ๆ” สุวรรณ8บอก
“ถ้าเกิดไอ้สนมันเหาะมาจากบนดาดฟ้าตึกล่ะ”
“มันไม่ใช่ไอร่อนแมน!”
“แหม...ก็คิดเผื่อไว้กันพลาด”
สุวรรณกับสุวานเขต8 ชะโงกมองไปที่พวกเขต7 เห็นว่ากำลังเดินสอดส่ายมองหาสนอยู่ตลอดเวลา
แท้ที่จริงสุวรรณกับสุวานเขต7 แอบมองและอมยิ้มขำ ที่แผนล่อพวกเขต8 ออกมาได้ผล

สนกลับมาที่อพาร์ตเมนต์จริงๆ เขาหยุดมองไปรอบๆ ดูว่ามีใครซุ่มอยู่หรือเปล่า เจ้าที่ปรากฏตัวขึ้น พร้อมกับสีหน้าที่ยิ้มแย้มเป็นปกติ
“ท่าน”
“เป็นยังไงบ้าง หายไปไหนมา”
“ก็ไปเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมายอะไรน่ะครับ แล้วนี่มีใครมาตามหาผมบ้างรึเปล่า”
“มีสิ” สนชะงัก อึ้งไปเล็กน้อย เจ้าที่บอกต่อว่า “แต่พากันไปที่อื่นแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง”
สนโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นผมเข้าไปหายาก่อนนะครับ”
เจ้าที่ยิ้มให้ “เข้าไปเถอะ”
สนเดินเข้าไปในอพาร์ตเมนต์
เจ้าที่มองตามด้วยสีหน้าซึมเล็กน้อย รู้สึกผิดที่ปล่อยสนเข้าไปเจอภัยร้ายในอพาร์ทเมนท์

สนเดินมาตามโถงทางเดินหน้าห้อง คอยมองซ้าย ขวา หน้า หลังเป็นระยะ เพื่อดูว่ามีใครแอบตามมาหรือเปล่า
จนมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องอารยา ยิ้มบางๆ อย่างดีใจที่จะได้เข้าไปเจอคนรักอีกครั้ง
มีเสียงกระพรวนดังขึ้นเบาๆ สนหันไปมองรอบๆ แต่ไม่เห็นอะไร
สนก้มมองที่พื้น พบว่าขาข้างหนึ่งยืนอยู่ในบ่วงบาศอาคม”
ฉับพลันทันใดนั้นเองบ่วงบาศก็รัดเข้าที่ข้อเท้าสนอย่างแรง ร่างสนถูกลากไปเจอกับมัจจุราชเขต7ที่ซุ่มอยู่ที่หัวมุมทางเดิน
“ว่าไงสน”
สนตกใจมาก “ท่าน”
เขต7จับสนไพล่หลังอย่างชำนาญ ก่อนจะหยิบกุญแจมืออาคมออกมาล็อคแขนสนอย่างรวดเร็ว สนพยายามดิ้นหนี แต่ยิ่งดิ้นข้อมือก็ยิ่งร้อนจากอิทธิฤทธิ์ของกุญแจมือ
“เจ้าไปไหนไม่รอดแล้ว ไอ้สน”
เขต7ยิ้มกระหยิ่ม ที่เป็นคนจัดการสนจนอยู่หมัด

ฝ่ายสุวรรณ7 กับสุวาน7 กำลังซ้อมมวยกันเล่นเบาๆ ชิลๆ หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน จนสุวรรณกับสุวานเขต8 ที่ซุ่มมองอยู่ เริ่มรู้สึกแปลกใจ
“เริ่มแปลกๆ แล้วรึเปล่าวะ”
“นั่นสิ เหมือนมันไม่มีอะไรทำกันยังไงก็ไม่รู้”
จู่ๆ สุวรรณกับสุวานเขต7 ก็มาโผล่อยู่ข้างๆ พวกเขต8
“มาเล่นกันมั้ย”
สุวรรณกับสุวานเขต8 สะดุ้งตกใจพร้อมกัน
“มาซุ่มทำอะไรกันอยู่ตรงนี้จ๊ะ” สุวรรณ7 ถาม
สุวาน8ปฏิเสธเสียงสูง “ซุ่มอะไร..ป๊าว”
“โกหกตกนรกนะ” สุวาน7 จ้องหน้า
สุวาน8 เซ็ง “ก็อยู่ในนรกอยู่แล้วรึเปล่าวะ”
สุวาน7 เปลี่ยนใหม่ “อ้อ...เป็นผู้ตรวจบัญชี แต่กลับโกหกซะเอง แบบนี้ยิ่งโทษหนักนะ”
สุวรรณ8 ถามตรงๆ “พวกเจ้ามาที่นี่กันทำไม”
“แล้วเมื่อกี๊ไม่เห็นรึไง ว่าข้าทำอะไรกันอยู่” สุวาน7 กวนประสาทเล่น
“พวกเจ้าไม่ได้มาจับวิญญาณไอ้สนหรอกเหรอ” สุวรรณ8 ถาม
สุวรรณ7 บอกหน้าตาเฉ้ย “เปล่านี่ เรื่องจับวิญญาณสนเป็นเรื่องใหญ่ พวกข้ามือไม่ถึงกันหรอก”
สุวาน8 งง “หมายความว่าไงวะ”
จังหวะนี้จึงเห็นมัจจุราชเขต7 เดินคุมตัวสนเข้ามา
“ก็หมายความว่าต้องถึงมือข้าน่ะสิโว้ย”
สุวรรณกับสุวานเขต8หันไปมอง พอเห็นสนโดนจับก็หน้าเจื่อนกันไป
“ไอ้สน”
สุวาน8 โมโห “นี่พวกเจ้าใช้แผนล่อเสือออกจากถ้ำ ล่อพวกข้ามาที่นี่อย่างนั้นเหรอ”
“ผิดแล้ว พวกข้าใช้แผนล่อควายออกมาจากอพาร์ทเมนท์นั่นต่างหากล่ะ” สุวาน7 ยิ้มเยาะ
สุวรรณ8 หันมาทางสุวาน8 “มันด่าแกโง่น่ะ”
“มันก็ด่าทั้งคู่นั่นแหละ”
เขต7 สั่งลูกน้อง “ไป กลับยมโลกกัน”
“ท่านจะนำสนกลับลงไปที่ยมโลกไม่ได้นะครับ”
“ทำไมจะไม่ได้” เขต7 เสียงแข็ง
“ก็เพราะว่าสนยังไม่ตายน่ะสิครับ” สุวรรณ8 บอก
ทีมเขต7 อึ้งกันทั้งแถบ ในขณะที่สนตกใจมากที่รู้ว่าตัวเองยังไม่ตาย
“ผมยังไม่ตายจริงๆ เหรอครับ”
“จริง ร่างเจ้านอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ในโรงพยาบาลที่ต่างจังหวัด” สุวรรณ8บอก
“ถ้าอย่างนั้นผมก็สามารถกลับไปเข้าร่างได้น่ะสิครับ” สนถาม
“ไม่จริง เจ้าน่ะตายไปแล้ว ไอ้สองตัวนี่มันหลอกเจ้า” เขต7 ตวาดเสียงเข้ม
“ผมไม่ได้หลอกนะท่าน ไม่เชื่อก็ไปดูกับผมเลยก็ได้” สุวาน8ยืนยัน
เขต7 นิ่งงันไป เริ่มลังเล
“อย่าไปหลงกลมันนะครับ มันจะต้องเป็นแผนชิงตัวไอ้สน เพื่อที่เขตของมันจะได้พ้นผิด” สุวาน7 บอก
เขต7 ส่งเชือกอาคมที่เคยใช้จับสนให้กับสุวาน7
สุวรรณ8 กับสุวาน8 เห็นท่าไม่ดีก็ชำเลืองส่งซิกให้กัน ก่อนที่จะหายตัวไป
แต่ไม่ไวเท่าสุวาน7 ที่ขว้างเชือกอาคมออกไปกลางอากาศอย่างรวดเร็ว
สุวรรณกับสุวานเขต8 โดนมัดติดกัน ลอยลงมากลิ้งไปกับพื้น
“เฮ้ย ปล่อยนะโว้ย” สุวาน8 โวยวาย
“ตะวันขึ้นเมื่อไหร่ เชือกนี้จะคลายออกมาเอง อยู่เฝ้าที่นี่กันไปก่อนนะ”
มัจจุราชเขต7 เดินนำสนและสุวรรณ7 กับสุวาน7 ออกจากตึกไป สุวรรณกับสุวานเขต8 พยายามดิ้นออกจากเชือก แต่ดิ้นยังไงก็ไม่หลุด

จุกเสิร์ฟอเมริกาโน่เย็นลงบนโต๊ะให้ต่อ
“นิดหน่อยไม่อยู่ใช่มั้ยเนี่ย”
“ยังไม่มาครับ พี่ต่อมีธุระอะไรกับพี่นิดหน่อยรึเปล่า”
“มีกับเรานี่แหละ นั่งก่อนสิ”
จุกเลื่อนเก้าอี้มานั่งด้วย มองหน้าต่อด้วยแววตาสงสัย ต่อเริ่มเล่าเรื่องของชนกให้จุกฟัง
“ตอนนี้คุณชนกดูน่าเป็นห่วงมากๆ เลยนะ”
จุกชักเริ่มสนใจ “ยังไงเหรอพี่ต่อ”
“แกดูไม่เป็นตัวของตัวเองยังไงก็ไม่รู้น่ะ ล่าสุดนัดคุยกับลูกค้ารายใหญ่ แต่ก็เทลูกค้าต่อหน้าต่อตา ไม่ยอมคุยด้วยซะงั้น”
“เฮ้ย ลูกค้าไม่โกรธแย่เหรอพี่”
“ลูกค้าก็เทกลับ ยกเลิกสัญญาการออกแบบทั้งหมดน่ะสิ”
“จบกัน”
“เสียรายได้ไม่เท่าไหร่ เสียชื่อเสียง เสียเครดิตนี่สิแย่สุดๆ ลูกค้ารายใหญ่ขนาดนั้น คุยกันปากต่อปากแป๊บเดียว ยิ่งกว่าไฟลามทุ่งซะอีก”
จุกชักเริ่มหนักใจ “ช่วงนี้พ่อติดเด็กที่ไหนเหรอ”
“เด็กที่ไหนล่ะ”
ต่อหยิบโทรศัพท์ออกมากดเข้าเฟสบุ๊ค แล้วเลื่อนหาโพสของชนกที่เห็นก่อนหน้านี้ เพื่อให้จุกดู
“ล่าสุดเมื่อเช้าก็ภาพนี้เลย ไม่รู้วันนี้จะเข้าออฟฟิศรึเปล่า”
ต่อเลื่อนเจอโพสของชนก เป็นภาพชนกนอนขลุกอยู่กับยุพาบนเตียงโดยไม่เห็นกลุ่มวิญญาณ
ต่อยื่นโทรศัพท์ให้จุกรับไปดู จุกดูภาพในจอ เห็นภาพชนกนอนขลุกอยู่กับยุพาบนเตียง แต่ข้างๆ มีกลุ่มหมอกควันดำๆ รูปร่างคล้ายคนนอนประกบอยู่
“เฮ้ย”
“มีอะไรเหรอจุก”
จุกหันโทรศัพท์ให้ต่อดูภาพในจอ แต่ต่อมองไม่เห็นวิญญาณ
“พี่เห็นภาพอะไรบ้าง”
“ก็คุณชนกกับคุณยุพาไง”
จุกหันโทรศัพท์กลับมามองด้วยตาตัวเอง ยังเห็นวิญญาณนอนประกบชนกอยู่เหมือนเดิม
“แต่จุกเห็นวิญญาณประกบอยู่ข้างๆ พ่อนะ”
“เฮ้ย จริงดิ” ต่อเริ่มตกใจ
“จริง”
“แล้ววิญญาณมาจากไหนอ่ะ”
จุกมีสีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิด

ฟากยมนั่งสมาธิอยู่ในบ้าน จนสุวรรณกับสุวานปรากฏตัวเข้ามาด้วยสีหน้าร้อนรนใจทั้งคู่ ยมลืมตาขึ้น เมื่อรู้ว่าสุวรรณกับสุวานกลับมาถึง
“เป็นยังไงบ้าง”
“ไอ้สนโดนท่านเขต7 จับตัวไปได้แล้วครับ” สุวรรณรายงาน
ยมถอนหายใจ “จนได้สินะ”
“พวกเราโดนหลอกครับ ตอนแรกผมกับสุวรรณไปดักรอไอ้สนอยู่ที่อพาร์ท เมนท์แล้ว แต่ไอ้พวกเขต7มันวางอุบายให้ผมกับสุวรรณตามมันไปที่อื่น”
“เจ็บใจจริงๆ” สุวรรณคุมแค้น
“แล้วพวกนั้นเอาสนลงไปที่ยมโลกแล้วเหรอ”
“ใช่ครับ ท่านจะทำยังไงต่อไปดีครับ”
“ก็ตามลงไปสิ เวลาของสนเหลืออีกไม่มาก เราต้องรีบพาสนกลับมาเข้าร่างให้เร็วที่สุด”

ยมสั่งการด้วยสีหน้าเข้มขรึมเอาจริงเอาจัง

อ่านต่อ ตอนที่ 14


กำลังโหลดความคิดเห็น...