xs
xsm
sm
md
lg

มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่10

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่ 10 | ไปรักกันตอนไหน?

บทประพันธ์ : อรุณรุ่ง | บทโทรทัศน์โดย สิริวัฒน์69

ยมจ้องหน้านิดหน่อยรอลุ้นเอาคำตอบ ในขณะที่อีกฝ่ายกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก เกี่ยวกับข้อเสนอรับจ้างเป็นแฟน ยมจ้องหน้านิดหน่อยสลับกับจ้องนาฬิกาไปด้วย

“เอ๊ะ นี่ตกลงเราจ้างเธอเป็นแฟน หรือจ้างไปรบที่ชายแดนกันแน่นะ คิดนานจัง”
นิดหน่อยหน้าเครียดมากเอาการ “ก็ฉันกลัวนี่...”
“กลัวอะไร”
“ก็กลัวว่า ถ้าคุณเป็นแฟนฉันเนี่ย คุณก็ต้องมาเจอฉันบ่อยๆ เดี๋ยวเพื่อนฉัน น้องฉัน แม่ฉัน ก็ต้องสงสัยกันพอดี แล้วอีกอย่าง ถ้าเป็นแฟนกันก็ต้องจับมือกัน กอดกัน แล้วก็....อ๊าย” นิดหน่อยคิดเตลิดเปิดเปิงไปถึงไหนต่อไหน
ยมยิ้มขำ “ใจเย็นๆ คุยกันอยู่แค่ตรงนี้ คิดไปไกลถึงปัตตานีเลยนะนั่น เราเป็นแฟนกันแบบหลอกๆ ไม่มีอะไรเกินเลยเสียหายแน่นอน”
นิดหน่อยซักไซ้เงื่อนไข “มีจับมือมั้ย”
“ถ้าจำเป็นก็อาจมีบ้าง”
“หูยย...เกิดใครมาเห็นเข้า ก็เม้าท์ชั้นตายเลยสิ”
นิดหน่อยเดินหนี ทำท่าจะไม่ยอมรับงานนี้
“เอาอย่างนี้ เพื่อความสบายใจ เราจะเป็นแฟนกันเฉพาะตอนออกไปคุยกับอารยาเท่านั้น”
นิดหน่อยชะงักกึก หันมาคุยกับยมต่อ
“ใครคืออารยา”
“เป้าหมายของเราน่ะ ไว้จะเล่ารายละเอียดให้ฟัง ถ้าคุณตกลงรับงานนี้”
นิดหน่อยหนักใจมาก “เอาไงดีว๊า”
“เอาอย่างนี้ กลับไปนอนคิดที่บ้านซักเดือนนึงมั้ย” ยมแซวอีก
นิดหน่อยหันมาขึงตาใส่ “ชั้นไม่ได้เป็นง่อย ถึงต้องนอนเป็นเดือนๆ ขนาดนั้น”
“ก็เห็นคิดนานจัง”
“เออ ก็ได้ ฉันช่วยก็ได้ แต่ค่าจ้างชั้นแพงหน่อยนะ”
ยมหน้าเจื่อน “ถึงคราวที่เราต้องคิดหนักบ้างแล้วสินะ”
นิดหน่อยยิ้มย่อง คิดค่าจ้างในใจอย่างหนัก

นาฬิกาในห้องพักของต่อบอกเวลาสี่ทุ่มแล้ว บนตู้วางของโชว์ แลเห็นโมเดลและแบบแปลนต่างๆ ผลงานของสถาปนิกหนุ่มหล่อ
เสียงเพลงจากวิทยุคลื่นโปรดดังคลอสร้างบรรยากาศ ต่อนั่งเขียน แก้แบบ อย่างที่โต๊ะทำงานอย่างขะมักเขม้น จังหวะหนึ่งต่อหยุดวาด ยืดแขนบิดขี้เกียจแก้เมื่อย
แบบที่ต่อกำลังวาดเป็นร้านขนม SweetนิดSweetหน่อย ซึ่งจะเปิดที่คอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่นั่นเอง ต่อจ้องมองแบบแววตาเป็นประกายเปี่ยมสุข นึกถึงเหตุการณ์ตอนคุยกับนิดหน่อยที่ร้านขนม

นิดหน่อยยกกาแฟมาเสิร์ฟให้ที่โต๊ะต่อ สีหน้าเครียดจัด ต่อมองตามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไร ทำไมดูเครียดๆ จัง”
นิดหน่อยลงนั่งคุยด้วย “ก็แม่น่ะสิ ไปมัดจำห้องในห้างของคุณอาวรณ์ไว้ ไม่มีปรึกษากันซักคำ”
“อ้าว แล้วไม่ดีเหรอ จะได้ขยับขยายร้านไปอยู่ในห้างใหญ่ๆ โตๆ”
“จริงๆมันก็ดีแหละ แต่ว่ามันต้องใช้เงินอีกเยอะเลย ไหนจะค่ามัดจำที่ ไหนจะค่าออกแบบตกแต่งร้าน ไหนจะค่าจ้างพนักงาน และไหนจะค่าเช่าอีก โอ๊ย ปวดหัว”
ต่อยิ้มปลอบ “เอาน่ะ มองในข้อดีของมันก็มี เพราะนี่ถือเป็น โอกาสดี ที่ธุรกิจจะได้เติบโตมากขึ้นไปอีกขั้น”
นิดหน่อยถอนใจอีกเฮือก “เฮ้อ...ร้านนี้ก็เพิ่งรีโนเวตไปไม่นาน ทุนแทบจะยังไม่ได้คืนเลยด้วยซ้ำ”
“เรื่องร้านใหม่ไม่ต้องกังวลไป เดี๋ยวต่อช่วยออกแบบให้ฟรีเลย” ต่ออาสาทันที
นิดหน่อยบอกตรงๆ “ไม่ได้หรอกต่อ เพื่อนก็คือเพื่อน งานก็คืองานสิ”
ต่อหน้าเจื่อนไปนิดๆ เมื่อนิดหน่อยเอ่ยคำว่าเพื่อนออกมาเหมือนตอกย้ำสถานะ
“ร้านนี้ต่อก็แทบจะออกแบบให้เราฟรีอยู่แล้ว ถ้าจะทำให้อีก ต้องคิดเงินนะ”
“คิดเงินก็ได้ แต่ขอคิดราคาพิเศษแล้วกัน” ต่อจ้องตานิดหน่อยซึ้งๆ “เพื่อคนพิเศษน่ะ”
นิดหน่อยยิ้มเจื่อน รู้ดีว่าต่อคิดกับตน ก่อนจะตอบเฉไฉบิดบรรยากาศไปโหมดอื่น
“ราคาพิเศษนี่แพงพิเศษใช่มั้ย”
“ถูกพิเศษสิ”
ต่อกับนิดหน่อยหัวเราะคิกคักกันสนุกสนานในบรรยากาศชื่นมื่น

ต่อดึงความคิดออกมา ยิ้มและก้มหน้าทำงานต่ออย่างมุ่งมั่นตั้งใจ หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงคนทะเลาะกันมาจากข้างห้อง
นางเมียเปิดปากด่าลั่น “ไอ้ผัวเฮงซวย กลับเอาป่านนี้ มึงไม่กลับเช้าซะเลยล่ะ”
เสียงอีตาผัวอ้อแอ้ๆ เหมือนคนเมา “เฮ้ย กลับมาง่วงๆ อย่าชวนทะเลาะได้มั้ยวะ”
ต่อส่ายหน้าเซ็ง พยายามฝืนทำงานต่อไป
“เมาเป็นหมามาแบบนี้ ไปนอนข้างถนนโน้นไป๊!”
“อ้าวอีนี่วอนแล้วมั้ยล่ะ”
เริ่มมีเสียงขว้างข้าวของ บรรยากาศรุนแรงหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงร้องกรี๊ดเสียงดังเหมือนโดนทำร้าย
“อะไรกันวะเนี่ย”
ต่อหยิบโทรศัพท์กดโทร.หาตำรวจสน.ท้องที่
“ครับผม...แจ้งความครับ ห้องข้างๆ ผมเค้าทะเลาะกันน่ะครับ เหมือนผู้หญิงจะถูกทำร้ายด้วย ที่อพาร์ตเม้นต์ของผู้กำกับวิเวกน่ะครับ”
เสียงผู้หญิงกรีดร้องเสียงดังมากจนต่อใจคอไม่ดี
“รีบมาหน่อยก็ดีนะครับ เหมือนผู้หญิงจะโดนทำร้ายหนักเลย ครับ สวัสดีครับ”
ต่อวางสายจากตำรวจ ก่อนจะรีบเดินออกไปจากห้องเพื่อระงับเหตุการณ์

ต่อเดินมาเคาะประตูห้องข้างๆ เสียงดัง ผัวเมียที่ทะเลาะกันต้นเหตุเดินออกมา แต่กลายเป็นผู้ชายฝ่ายผัวที่หน้าเลือดอาบแทนที่จะเป็นผู้หญิงอย่างที่ต่อเข้าใจ
“อ้าวเฮ้ย”
“เฮ้ยไรวะ” ผัวจ้องหน้าต่อ
เมียผลักผัวออกมาหน้าห้อง พร้อมกับถือสากอันใหญ่อยู่ในมือ
“ไปเลย วันนี้มึงไม่ต้องมานอนที่นี่ ไป๊”
“ปากดี อยากโดนอีกเหรอมึง”
ผัวทำท่าจะเข้าไปทำร้ายเมียอีก ต่อรีบห้ามทัพไว้
“ใจเย็นๆ ครับพี่ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกันเถอะครับ”
“เฮ้ย เรื่องของผัวเมีย มึงอย่าเสือก” ตาผัวด่า
ต่อฉุนกึก “อ้าว ผมก็ไม่อยากยุ่งหรอกนะ แต่พี่สองคนทะเลาะกันเสียงดังแบบนี้ มันรบกวนคนอื่นเค้า”
“ชั้นทะเลาะกันอยู่ในห้อง ชั้นไปรบกวนคนอื่นยังไง” นางเมียมองหน้าต่ออย่างไม่พอใจ
“ก็เสียงพี่มันดังไง ผมทำงานอยู่ ไม่มีสมาธิเลยเนี่ย”
“เสียงดังก็หาหูฟังมาครอบหูไว้ จะได้ไม่ต้องได้ยิน” ตาผัวบอกข้างๆ คูๆ
“เฮ้ย ตรรกะอะไรของพี่วะเนี่ย” ต่อยัวะ
“กลับเข้าห้องไปเถอะ ชั้นไม่อยากมีปัญหา” นางเมียบอกต่อ
“ผมก็ไม่ได้อยากมีปัญหา แต่พี่ก็เงียบๆ กันหน่อยแล้วกัน ผมจะทำงาน” ต่อบอกอย่างมีอารมณ์
“พูดมากจริงโว้ย”
ผัวโมโหกระโจนเข้าไปซัดต่อทันที ต่อพยายามยกแขน หลบหลีกป้องกันตัว แต่สุดท้ายก็ต้องตอบโต้กลับบ้าง ตำรวจสายตรวจ2 นาย ที่ต่อโทร.ไปแจ้งความเข้ามาห้ามทัพทันท่วงที

ไม่นานต่อมา ต่อและผัวเมียข้างห้อง ถูกคุมตัวมาที่โรงพักกลางดึกคืนนั้น เวลานี้นั่งอยู่ที่โต๊ะร้อยเวร
“คุณมีปัญหาอะไรกับสามีภรรยาคู่นี้มาก่อนหรือเปล่า” ตำรวจเวรเริ่มสอบสวนเพื่อลงบันทึก
“ไม่มีครับ”
“ถ้าเกิดว่าไม่มี แล้วคุณไปก่อเหตุทะเลาะวิวาทกับเขาได้ยังไง” ตำรวจซัก
“ก็ผมพยายามเตือนให้เค้าเลิกทะเลาะกัน แต่พี่เค้าไม่ฟัง แล้วก็ทำร้ายผมก่อน ผมก็แค่ป้องกันตัว”
ตาผัวปฏิเสธเฉ้ย “ผมอยู่ในห้องของผมดีๆ ไอ้นี่มันมาเคาะประตูห้องหาเรื่องผมก่อนต่างหาก”
ตำรวจดูร่องรอยบาดแผลของผัวเห็นสภาพเลือดอาบสดๆ ร้อนๆ “สภาพคู่กรณีแบบนี้น่ะเหรอ ที่คุณว่าป้องกันตัว”
“แผลพวกนี้ไม่เกี่ยวกับผมนะครับ เค้าทะเลาะกันมาจากในห้องแล้ว” ต่อบอก
“อ้าวเหรอ แผลฉกรรจ์ขนาดนี้ เรื่องใหญ่นะเนี่ย”
นางเมียหน้าซีด เริ่มกลัวความผิด แก้ตัวปฏิเสธเฉ้ย
“ไม่จริงค่ะ หนูเป็นผู้หญิง จะไปทำร้ายผู้ชายหนักหนาสาหัสขนาดนี้ได้ยังไงล่ะคะ”
ต่องงเด้ “อ้าว”
“ไอ้น้องคนนี้มันเป็นมวยค่ะ มันทั้งเตะ ทั้งศอก ทั้งเข่าใส่ผัวหนู ผลก็เลยเป็นอย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ”
ต่อหน้าเหวอไปเลย พูดไม่ออก
“คุณมีอะไรจะแก้ตัวมั้ย” ร้อยเวรซักต่อ
“ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงแล้วครับ ผมก็บอกไปแล้วว่าผมไม่ใช่คนเริ่มก่อน”
“แค่คำพูดอย่างเดียว มันไม่มีน้ำหนักมากพอน่ะสิครับ เอาเป็นว่าคุณมีหลักฐานอื่นมายืนยันมั้ยล่ะ ว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์”
ต่อนิ่งคิดครู่หนึ่ง “กล้องวงจรปิดไงครับ ทางเดินหน้าห้องผมมีกล้องวงจรปิดติดอยู่”
ผัวเมียมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าไม่สู้ดีทั้งคู่
“โอเค ถ้างั้นผมจะไปติดต่อเพื่อขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วกัน”
ต่อดีใจ “ขอบคุณมากครับ”
“แต่ระหว่างที่รอภาพ ผมคงต้องนำตัวคุณฝากขังไว้ที่สน.ก่อนนะ”
ต่ออึ้งๆ อยู่ๆ ก็ต้องมานอนคุก

สมรนั่งลงที่โซฟาหน้าบูดหน้าบึ้ง
“เสียเงินตั้งห้าหมื่น มันใช่เรื่องมั้ย”
จุกกับนิดหน่อยนั่งหน้าจ๋อยกันทั้งคู่
“ทำไงได้ล่ะแม่ ถ้ายังฝืนทำร้านต่อไป เราอาจเสียมากกว่าห้าหมื่นก็ได้นะ”
“เออ จากนี้ไปชั้นจะอยู่เฉยๆ จะไม่คิดทำธุรกิจอะไรทั้งนั้นแล้ว” สมรตัดพ้อลูกๆ
“อย่าพูดแบบนี้สิแม่ ร้านเราตอนนี้ก็ไม่ใช่ขี้เหร่อะไรเลยนะ ทำให้มันโตจนมั่นคงก่อน วันนึงเราพร้อม ก็ขยับขยายกันได้นี่” นิดหน่อยอธิบายดีๆ
“ใช่ เดี๋ยวเข้ามหา’ลัยแล้ว ร้านก็ขาดคนช่วย แม่ก็มาดูร้านได้เต็มที่เลยนะ”
“ไม่ เชิญแกสองคนดูแลร้านนี้กันไปเองเลย”
“แม่อ่ะ” นิดหน่อยอ้อน
“ไม่ต้องมาเรียก”
สมรงอนหยิบกระเป๋าแล้วลุกเดินออกจากบ้านไปเลย จุกเข้าไปปลอบนิดหน่อย
“เอาน่ะพี่ เดี๋ยวแม่ก็หายงอน”
นิดหน่อยถอนหายใจหน้าเครียด
ระหว่างนี้มือถือนิดหน่อย มีสายจากต่อโทร.เข้ามา แต่เจ้าตัวไม่ได้ยินเสียงเพราะเปิดระบบสั่นไว้

อีกฟาก ต่ออยู่ที่โถงโรงพักกำลังรอสายนิดหน่อยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะวางโทรศัพท์ลง ด้วยความท้อใจที่ไม่มีใครรับสาย
“เป็นไงบ้างติดต่อกับพ่อแม่ได้มั้ย”
“คือพ่อแม่ผมอยู่ต่างจังหวัดน่ะครับ”
“อ้าว แล้วนี่โทร.หาใคร”
“เพื่อนน่ะครับ แต่ติดต่อยังไม่ได้”
“สรุปไม่มีใครมาประกันตัวใช่มั้ยล่ะ”
ต่อครุ่นคิดหนัก ว่าจะให้ใครมาช่วยดี
“ผมขอโทร.หาเพื่อนอีกคนแล้วกันครับ”
“เอ้า จะโทร.ก็โทร.” ตำรวจเดินออกไป
ต่อกดหาเบอร์ชื่อดาว แล้วกดโทรออกทันที ลุ้นให้ฝ่ายรับสาย

ร้านรวงอาหารการกินริมถนนถนนเยาราชยามค่ำคืน มีผู้คนพลุกพล่านจอแจ
ต่อกับดาวซึ่งมาประกันตัวให้ กำลังเดินมองหาร้านของกิน ซึ่งต่อพามาเลี้ยงข้าวรอบดึกตอบแทนแต่ก็ยังไม่เจอร้านที่ตั้งใจไว้
“นี่ ตกลงจะพาเรามาเลี้ยงข้าวหรือพามาแข่งไตรกีฬาเนี่ย เดินจนน่องโป่งหมดแล้ว”
“ก็มันยังไม่เจอร้านที่ตั้งใจจะพามากินนี่นา”
“แล้วตั้งใจจะพามากินอะไรล่ะ เดี๋ยวจะได้พาไป”
ต่อมองหน้าดาว สบสายตาแล้วประหม่าเล็กน้อย “พูดเหมือนเซียนนะเรา”
“เซียนไม่เซียนเดี๋ยวก็รู้เองแหละ บอกมา ว่าชื่อร้านอะไร”
“จำชื่อร้านไม่ได้อ่ะ เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวปลาในซอกตึก”
ดาวนึกตาม “ก๋วยเตี๋ยวปลาซอกตึกเหรอ”
“ใช่ บรรยากาศร้านมันจะหว่องๆ (สไตล์หว่องกาไว ผกก.ฮ่องกง) คลาสสิคๆ หน่อย”
ดาวนึกได้ “อ๋อ รู้ละ”
“เฮ้ย จริงดิ” ต่ออย่างทึ่ง
“ลิ้มเล่าซา ลูกชิ้นปลาเต้นได้”
“รู้ได้ไงเนี่ย”
“ไม่ต้องสงสัย นี่หิวจะแย่อยู่ละ”
ดาวคว้าแขนจูงมือต่อเดินไปอย่างมั่นใจ
สองคนเดินจูงมือกันผ่านร้านรวงต่างๆ ที่เต็มไปด้วยสีสัน แสงไฟจัดจ้านในย่านเยาวราช ต่อมองมือดาวที่จับมือตัวเองอยู่ เริ่มรู้สึกดีๆ แปลกๆ ขณะที่ดาวไม่ได้รู้สึกขัดเขินอะไร เพราะสมาธิอยู่ที่การเดินนำต่อไปที่ร้านก๋วยเตี๋ยว

ดาวจูงมือต่อเดินเข้าซอยมาจนถึงร้านเตี๋ยวลิ้มเล่าซา
“ร้านนี้ใช่มั้ย”
“ใช่ ร้านนี้แหละ”
ดาวมองมือตัวเองที่จับมือต่ออยู่ ก่อนจะสะดุ้งแล้วรีบปล่อยมือจากต่อด้วยอาการเขิน
“เคยมากินเหรอ ถึงรู้จักน่ะ”
“ก็บอกแล้วว่าเซียน”
สองคนนั่งลงที่โต๊ะว่าง ดาวหยิบกระดาษเตรียมจดรายการอาหาร
“กินไรดี”
“เอาเกาเหลารวมละกัน”
“เหมือนกันเลย”
ดาวยิ้มจดรายการเพิ่มเป็นสองที่แล้วยื่นใบให้เด็กเสิร์ฟ เด็กเสิร์ฟรับแล้วเดินออกไป
“เซียนมากเลยนะเนี่ย ต่อบอกแค่บรรยากาศร้านก็ยังพามาถูก”
“ดาวกับเพื่อนเคยเดินตระเวณกินมาแล้วทั้งเยาวราช ตั้งแต่หกโมงเย็นยันเที่ยงคืน ร้านไหนเด็ด เรารู้จักหมดแหละ”
“เดี๋ยวถึงวันเกิดดาว เราจะซื้อยาถ่ายพยาธิ ห่อเป็นของขวัญให้ซักกล่องนะ”
“เพื่อ?”
“ก็กินเยอะซะขนาดนี้ แต่ยังผอมอยู่เลย ต่อว่าพยาธิคงแอบกินหมด”
“ต่อ!”
ต่อกับดาวพูดคุยหยอกล้อกัน

ออกจากร้ายเตี๋ยวสองคนเดินกินนู้นกินนี้ แฮปปี้มีความสุขสุดๆ ในบรรยากาศแสงราตรียามค่ำคืนสวยๆ ปิดท้ายที่ดาวพาต่อมากินของหวานเจ้าดังอีกร้าน
มีขนมมาเสิร์ฟต่อกับดาวคนละถ้วย ต่อมองถ้วยขนมพลางกลืนน้ำลายฝืดคอ
“ทำไม ยอมแล้วเหรอ”
“หมดถ้วยนี้พอละนะ นี่กินจนเบาหวานจะขึ้นตาอยู่ละ”
ดาวขำ ก่อนจะตักกินขนมหวานอันเอร็ดอร่อยของตัวเอง
“เราว่านะ ถ้าดาวรู้จักที่กินที่เที่ยวเยอะขนาดนี้ ลองเป็นบล็อกเกอร์รีวิวอาหารกับที่เที่ยวก็ดีเหมือนกันนะ”
“ทำแฟนเพจน่ะเหรอ”
“ใช่ เราว่ามันดูเข้ากับไลฟ์สไตล์ดาวดีน่ะ”
“อืม...จริงๆ ก็คิดจะทำอยู่เหมือนกันแหละ แต่มันยังไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่”
ต่องง “ไม่พร้อมเรื่อง”
“ขาดตากล้องน่ะ...เคยลองไปคนเดียวแล้วเซลฟี่ มันรู้สึกชีวิตลำบากลำบนไงไม่รู้”
“อืม...เอางี้มั้ยล่ะ ถ้าเกิดวันไหนต่อไม่ติดงานประจำ แล้วเวลาเราตรงกัน ต่อตามไปถ่ายให้ก็ได้นะ”
ดาวเผลอตัว ดีใจมากๆ “จริงอ่ะ”
“จริงสิ”
ดาวรู้ตัวว่าออกอาการดีใจมากเกินไป ก็รีบปรับท่าทีลง ไม่ให้ดูน่าเกลียด
“ขอบคุณนะ”
ต่อกับดาวกินขนม บรรยากาศกุ๊กกิ๊กหวานแหวว

ขณะเดียวกัน ตรงใจกลางชุมชนแห่งหนึ่ง ตำรวจนอกเครื่องแบบ 5 นาย กำลังเดินมาตามทางเดินแคบๆ ภายในชุมชุน ดูภายนอกแล้วลักษณะเหมือนชาวบ้านทั่วๆ ไป
วิเวกใส่หมวกแต่งตัวนอกเครื่องแบบ ปลอมเป็นชาวบ้านยืนซุ่มอยู่ที่มุมหนึ่ง พอเห็นลูกน้องเดินมา จึงเดินเข้าไปสมทบ หัวหน้าชุดจำวิเวกไม่ได้ก็ออกอาการไม่พอใจ
“เฮ้ย”
“ผมเอง” วิเวกแสดงตัว
“อ้าวท่าน” นายดาบหัวหน้าชุดคาดไม่ถึง
“ได้พิกัดบ่อนมาแล้วใช่มั้ย”
“ได้แล้วครับ แต่ท่านไม่ต้องลงมาลุยกับพวกผมก็ได้นะครับ รอฟังผลอยู่ที่สน.ก็ได้”
“ไม่เป็นไร ข่าวว่าบ่อนนี้เส้นใหญ่ ก็เลยลอยนวลมาได้จนถึงวันนี้ มันต้องเจอกับผมหน่อย”
“ท่านลงมาลุยด้วยแบบนี้เราก็อุ่นใจครับ” ดาบลูกน้องว่า
“ไปกันเลย”
วิเวกกับลูกน้องพากันเดินเข้าไปในชุมชน

สมรเดินเข้ามาในบ่อนหน้าเซ็งๆ ยังอารมณ์ค้างมาจากบ้าน อาวรณ์เป็นเจ้าทำไพ่นั่งลุ้นไพ่ในวงอยู่
“เอ้าๆ รักดีให้จั่ว รักชั่วให้อยู่นะจ๊ะ...นะจ๊ะ”
ขาไพ่1 ในวงครุ่นคิด ก่อนจะจั่วกันไปคนละใบ โดยอาวรณ์จั่วเป็นคนสุดท้าย
ขาไพ่คนอื่นๆ ทิ้งไพ่ลงอย่างเซ็งๆ เพราะแต้มบอดกันหมด
“อุ๊ยตาย ชั้นเรียงค่ะ”
อาวรณ์วางไพ่ Q K A โชว์ให้ทุกคนดู ก่อนจะรวบชิปของทุกคนมาที่หน้าตักของตัวเอง
สมรเดินมาเจออาวรณ์ออกอาการอึดอัดนิดๆ
“อ้าวสมร มีศาลลงรึยังจ๊ะ ถ้ายังมาลงที่นี่ก็ได้นะ..มาสิๆ”
สมรยิ้มรับหน้าเจื่อนๆ ก่อนจะลงนั่งร่วมวง อาวรณ์ตบไหล่สมรเบาๆ เชิงปลอบใจ
“ไม่เป็นไรนะสมร ไว้พร้อมเมื่อไหร่ก็ไปเปิดร้านที่ห้างชั้นได้ใหม่นะจ๊ะ”
“แหม...เปลี่ยนจากคำปลอบเป็นคืนเงินมาซักหมื่นสองหมื่นได้มั้ยคะ ปรับตั้งห้าหมื่นมันไม่โหดไปหน่อยเหรอคะ” สมรออดอ้อน
“โหดเหิดอะไรกัน ในสัญญาก็ระบุไว้ชัดเจนไม่ใช่เหรอ”
“ค่า...ก็เห็นเป็นคนกันเอง เผื่อจะช่วยๆ กันบ้าง”
“อ่ะๆ งั้นช่วยสักห้าก็แล้วกัน”
“ห้าพันเหรอ ก็ยังดีนะคะ” สมรยิ้มแต้
อาวรณ์เอาชิปให้สมร “ห้าร้อย..เอาไปเป็นเงินขวัญถุง”
อาวรณ์แจกไพ่ให้กับทุกคน สมรหมั่นไส้ลอบมองค้อน

วิเวกนำกำลังมาที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง วิเวกสั่งให้กระจายกันล้อมบ้าน ประตูหลังบ้าน หน้าต่างทุกบานปิดให้หมด วิเวกกับตำรวจนอกเครื่องแบบ5 นายซุ่มดูอยู่ที่พุ่มไม้
“บ้านหลังนี้ครับท่าน ที่เปิดบ่อนการพนันตามที่สายของเรารายงานมา” ตำรวจ1 รายงาน
“อืม ปิดประตูหน้าต่างกันซะมิดชิดอย่างกับไม่มีคนอยู่เลยแฮะ”
ตำรวจ2 ถามว่า “เราบุกกันเข้าไปเลยมั้ยครับท่าน”
“ไม่ได้สิ ขืนพวกเราบู่มบ่ามบุกเข้าไป เกิดพวกนักพนันไหวตัวทัน พวกเราก็คว้าน้ำเหลวน่ะสิ เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวพวกเรากระจายกำลังกันปิดล้อมบ้านหลังนี้ให้หมดนะ แล้วหลังจากนั้นทุกคนรอสัญญาณจากผม”
“รับทราบครับ!”
วิเวก และตำรวจทั้ง 5 กระจายกำลังกันปิดล้อมบ้านทุกด้าน ผีพนันไม่มีทางหนีรอดไปได้

เวลานั้น สมรดีใจดวงเฮงกินรอบวง โกยชิปจากกองกลางที่คนอื่นลงเดิมพันมาไว้กับกองชิปของตัวเอง
“ขอโทษด้วยนะคะทุกคน อย่ากันเครียดนะคะ มันก็แค่เกมๆ นึงเท่านั้นเอง”
“เกมๆ นึงอะไรละคะ นี่กินเอาๆ เป็นบุฟเฟ่ต์หมูกระทะเลยนะคะ” ขาไพ่1 แซว
ขาไพ่2 หันมาทางอาวรณ์ “เนี่ย..ไปให้เงินขวัญถุงกับสมรเค้า ดูสิ กินเอาๆ เลย”
อาวรณ์บ่น “พลาดจริงๆ นี่พกของดีอะไรติดตัวมาด้วยรึเปล่ายะ”
“ของดงของดีอะไรกันล่ะคะ ไม่มี๊” สมรเสียงสูง อารมณ์ดี๊ดีย์
“ไม่ต้องมาทำเสียงสูง บอกมา มีของดีอะไร” อาวรณ์จ้องหน้าสมร
“ไม่มีของดีอะไรจริงๆ ค่ะ แค่วันนี้ทั้งวันกินแต่มาม่ากับปลากระป๋องน่ะค่ะ” สมรบอก
“อย่าบอกนะ ที่กินรอบวงไม่หยุดไม่หย่อนแบบนี้ เป็นเพราะกินมาม่ากับปลากระป๋อง” ขาไพ่1ยิงมุก
“ก็อาจจะใช่นะคะ” สมรว่า
“ใช่ยังไง”
“ก็ในมาม่ากับปลากระป๋องมันมีวัตถุกันเสียไงล่ะคะ” สมรหัวเราะคิกคักสนุกสนาน
ทันใดนั้นก็มีเสียงเปิดประตูดังขึ้นมา
ทุกคนในคนมีสีหน้าตกใจเลิ่กลั่กเพราะคิดว่าตำรวจเข้า สมรและอาวรณ์หวาดกลัวสุดขีด

ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้ง 5 นาย กรูเข้ามาในบ้าน เหล่านักพนันพยายามวิ่งหนี แต่ประตูหน้าต่างก็ถูกปิดตายไว้หมด วิเวกเดินเข้ามาสั่งงานเสียงเข้ม
“จับให้หมด อย่าให้เหลือ”
นักพนันโดนตำรวจคุมตัวไว้ครบทุกคน ไม่มีใครเล็ดรอดออกไปได้ วิเวกภูมิใจในผลงานของตัวเองและลูกน้อง

สีหน้าผีพนันทุกคนแตกตื่นตกใจ สมร และอาวรณ์ขวัญเสีย จนเห็นวิวัฒน์เดินเข้ามาในร้าน สมร อาวรณ์ ท่าทางโล่งอก วิวัฒน์เดินมาหาแก๊งอาวรณ์ที่วงไพ่
“ปัดโธ่ ไอ้เราก็นึกว่าใคร”
“ทำไมเหรอครับ คิดว่าเป็นตำรวจเหรอ” วิวัฒน์ยิ้มๆ
“ก็ใช่น่ะสิ เล่นเอาพี่หัวใจจะวาย”
สมรยิ้มโล่งอก “โล่งอกไปที คนยิ่งมือกำลังขึ้นอยู่ด้วย”
ขาไพ่1 มองค้อนสมร “แหม เมื่อกี้นี้น่าจะเป็นตำรวจบุกเข้ามาซะจริงจริ๊ง”
“แหม ใจเย็นๆ สิคะ อย่าลืมสิคะว่า มันเป็นแค่เกมค่ะ” สมรว่า
วิวัฒน์หัวเราะขำ “คือผมอยากจะบอกทุกคนเลยนะครับว่า ที่บ่อนแห่งนี้จะไม่มีตำรวจหน้าไหนเข้ามารบกวนการเสี่ยงโชคของทุกคนอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนสบายใจได้”
ขาดคำนั้นเองก็มีคนคุมบ่อนวิ่งมาหาวิวัฒน์หน้าตาตื่น
“นายครับ”
“มีเรื่องอะไร”
“ตำรวจครับ...”
ทุกคนในบ่อนแตกฮือเป็นที่วุ่นวาย รวมถึงวิวัฒน์เองก็ตกใจเหมือนกัน
“เฮ้ย มันมาที่นี่ได้ยังไงวะ”
คนคุมบ่อนหันไปตะโกนบอกนักพนันที่แตกตื่น “ทุกคนอย่าแตกตื่น ตำรวจไม่ได้มาที่นี่”
จนนักพนันค่อยๆ สงบลง
วิวัฒน์งง “ตำรวจอะไรของเอ็งวะ”
“บ่อนสาขาย่อยของเราถูกท่านวิเวกนำกำลังเข้ากวาดล้างน่ะครับ”
“โธ่ แล้วก็ไม่พูดให้เคลียร์ ทำคนแตกตื่นกันหมด”
อาวรณ์มีสีหน้าเป็นกังวล “นี่ผัวชั้น ไปทลายบ่อนของเธอเหรอวิวัฒน์”
“อ๋อ นั่นมันบ่อนที่ผมทำไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะน่ะครับ”
“หมายความว่าไง”
“พี่ก็รู้ ว่าพี่วิเวกตงฉินขนาดไหน ถ้าผมไม่มีบ่อนดัมมี่ไว้เบี่ยงเบนความสนใจ ทุกคนที่นี่คงไม่ได้เล่นกันอย่างสบายใจแบบนี้หรอกครับ”
“ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คุณวิเวกได้ผลงาน ส่วนพวกเราก็เล่นกันอย่างสบายใจ สุดยอดจริงๆ เลย วิวัฒน์” อาวรณ์ชอบอกชอบใจ
บรรดาก๊วนแก๊งอาวรณ์ยิ้มย่องโล่งใจทั้งแถบ ส่วนวิวัฒน์ยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน

เช้าวันต่อมา นิดหน่อยแต่งตัวสวยน่ารักเดินมาเสิร์ฟกาแฟลูกค้าที่โต๊ะ
“คาราเมลมักกี้อาโต้ได้แล้วค่ะ”
ลูกค้าประจำแซว “แหม วันนี้แต่งตัวสวยเป็นพิเศษเลยนะคะแม่ค้า”
นิดหน่อยยิ้มรับ “ขอบคุณค่ะ”
ยมเดินเข้ามาในร้านในชุดดำสุดโปรดทั้งเสื้อกางเกงรองเท้า เช่นเคย
“พร้อมจะไปกันหรือยัง”
ลูกค้าหันไปมองยมแว่บหนึ่งแล้วมองไปที่นิดหน่อยยิ้มๆ เชิงล้อ
“เข้าใจแล้วว่าทำไมวันนี้แม่ค้าสวยเป็นพิเศษ”
นิดหน่อยยิ้มรับเขินๆ ก่อนจะเรียกยมเดินไปคุยที่เคาท์เตอร์ร้าน
“ฉันว่าเราไปกันพรุ่งนี้ดีกว่า”
“อ้าว ทำไมละ”
นิดหน่อยมองยมหัวจรดเท้า “ชั้นว่าลุคคุณไม่เหมาะที่จะไปคุยเรื่องงานแต่งงานน่ะ มันเหมือนจะไปจองศาลาสวดศพมากกว่า”
“จริงเหรอ”
“ใช่”
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“ฉันว่านะ ต้องมีการปรับลุคกันซะหน่อย”
“ปรับลุค”
นิดหน่อยยิ้มกริ่มมีแผนการบางอย่าง

นิดหน่อยพายมมาที่คลินิกความงามชื่อดัง เวลานี้ยืนคุยกับพนักงานอยู่หน้าเคาท์เตอร์
“ตกลงคุณผู้ชายสนใจจะทำคอร์สไหนดีคะ”
ยมดูโบร์ชัวร์อย่างงงๆ ก่อนที่นิดหน่อยจะจิ้มเลือกคอร์สให้อย่างรวดเร็ว
“เอานี้ ๆๆๆๆ...แล้วก็นี้ค่ะ”
ยมหันขวับมองนิดหน่อย “เฮ้ย..เยอะไปรึเปล่า”
“หน้าอย่างกับคนอมทุกข์มาเป็นร้อยปี แค่นี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
“ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญได้เลยนะคะ”
“เร็วคุณ วันนี้ต้องทำไรกันอีกเยอะ”
นิดหน่อยผลักไสยมเข้าห้องทำหน้าไป
ยมทำดูแลใยหน้าคอร์สต่างๆ ชุดใหญ่ ทั้งกรอหน้า / นวดหน้า / ยิงเลเซอร์ / เสริมคอลลาเจน ฯลฯ

ถัดจากนั้นก็พาเข้าห้างโซนเครื่องแต่งกายบุรุษ เลือกชุดเพื่อถ่ายพรีเว้ดดิ้ง นิดหน่อยเดินไปหยิบเสื้อผ้าหลายๆ ชุดมาให้พนักงาน ยมมองตามด้วยความงุนงง
ไม่นานต่อมา ยมใส่ชุดสีสันสดใสเดินออกมาจากห้องลองเสื้อให้นิดหน่อยมองชุดแรก เป็นชุดเอี๊ยมใส่แล้วดูแบ๊วเกิ๊น นิดหน่อยส่ายหัว
ชุดต่อมา ยมออกมาในชุดเสื้อโปโลสีสดใสพร้อมกางเกงสามส่วน นิดหน่อยส่ายหัว
จนยมออกมาในชุดที่3 ช้าๆ สวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้ากางเกงยีนดูหล่อเหลาสมาร์ทเวอร์ๆ นิดหน่อยมองยมด้วยอารมณ์อึ้งๆ ทึ่งในลุคใหม่ของเขา ขณะที่ยมรู้สึกแปลกๆ กับลุคใหม่นี้

นิดหน่อยนั่งอยู่ที่โต๊ะร้านกาแฟในห้าง สายตามองไปที่ยม รู้สึกหวั่นไหวเล็กน้อย จนยมยกกาแฟมาให้ที่โต๊ะ นิดหน่อยเผลอมองยมเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์
“ก่อนเริ่มงาน เรามาซักซ้อมอะไรกันหน่อยนะ”
นิดหน่อยยังไม่ได้สติ จนยมต้องสะกิดเรียก ทำเอานิดหน่อยถึงกับสะดุ้ง
“ฮะ คุณว่าอะไรนะ”
ยมยิ้มขำ “นี่ลุคใหม่เราทำให้เคลิ้มไปเลยรึไง”
นิดหน่อยอึกอัก “เคลิ้มอะไร...ว่าเรื่องของคุณมาเถอะน่ะ”
ยมจ้องหน้านิดหน่อย “เราจะจัดงานแต่งงานกันแบบไหนดี”
นิดหน่อยเคลิ้ม พูดอึกๆ อักๆ “คุณหมายถึงข้อมูลที่จะไปคุยกับเป้าหมายของคุณใช่มั้ย”
“ก็ใช่น่ะสิ”
“เวลาถามไม่ต้องจ้องหน้าจริงจังขนาดนั้นก็ได้ เราเป็นแฟนกันหลอกๆ นะ”
“ขอโทษที เราไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอเขิน”
นิดหน่อยร้อนตัว โวยกลบ “ชั้นไม่ได้เขินเว้ย...ชั้นไม่คิดจะแต่งงานอยู่แล้ว จะเขินไปทำไม”
“เอาล่ะ เรื่องภาพรวมงานแต่งทั้งหมด เราจะให้เธอเป็นคนคุยกับอารยา ส่วนเราจะเป็นผู้ตามเอง”
“เอางั้นเหรอ”
“ใช่ เอาแบบนี้แหละ การพูดคุยจะได้ราบรื่น”
“โอเค เดี๋ยวชั้นนำเอง”
นิดหน่อยดื่มกาแฟแล้วก็คิดอีกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“เอ้อ เกือบลืมเรื่องสำคัญไปเลย”
“มีอะไรอีกเหรอ”
“ชั้นว่าเราน่าจะเปลี่ยนคำเรียกกันใหม่นะ ที่เรียกกันอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่คำที่แฟนเค้าเรียกกันน่ะ”
ยมงง “เรากับเธอก็สุภาพดีไม่ใช่เหรอ”
“มันฟังดูห่างเหิน ไม่มีแฟนที่ไหนเค้าเรียกกันแบบนี้หรอก”
“แล้วคนเป็นแฟนเค้าต้องเรียกกันว่ายังไง”
นิดหน่อยนึก “อืม...ถ้าท็อปฮิตติดชาร์ตตอนนี้เลย ก็เรียกกันว่าหมี..พ่อหมี แม่หมีงิ๊”
ยมไม่เอาด้วย “บ้า เป็นคนอยู่ดีๆ อยากเป็นหมีซะอย่างนั้น”
“โวะ ชั้นยกตัวอย่างเฉยๆ ชั้นไม่เรียกคุณพ่อหมีหรอก ขนลุก”
“แล้วเรียกว่าอะไรดีล่ะ” ยมนึกจ้องหน้านิดหน่อยแล้วว่า “ที่รัก”
นิดหน่อยขนลุกซู่ “แอร๊ย”
“ชอบเหรอ”
“ไม่เอาอ่ะ ขนลุก เรียกคุณกับฉันก็พอ”
“มันต่างกับเธอกับเรายังไง”
“มันสนิทกันมากขึ้นแล้วกันน่ะ คุณกับฉันนี่แหละ ทางสายกลางดี”
“แล้วเราเรียกแทนตัวเราว่าฉันน่ะเหรอ”
“ใช้คำว่าผมก็ได้ เวลาเรียกฉันก็ใช้คำว่าคุณไง โอ๊ย งานสอนภาษาไทยก็มาค่ะ”
ยมท่องคำว่า “คุณ...ผมๆๆๆ” ไปเรื่อยๆให้ติดปาก

ทางด้านต่อถือแบบเข้ามานั่งในร้านขนม จุกเดินมาต้อนรับ
“หวัดดีพี่ต่อ ถืออะไรมาด้วยน่ะ”
“พี่ลองออกแบบตกแต่งร้านใหม่ให้นิดหน่อยน่ะ เลยจะมาคุยกันว่าชอบมั้ย”
“อ้าว พี่นิดหน่อยไม่ได้บอกพี่ต่อเหรอ ว่าไม่ได้ทำร้านในห้างคุณอาวรณ์แล้ว”
ต่อส่ายหน้า “ไม่ได้บอกนะ”
“คงวุ่นวายอยู่กับแม่น่ะ ก็เลยไม่ได้บอกพี่”
ต่อมองหานิดหน่อย “นิดหน่อยล่ะ”
“พี่นิดหน่อยมีจ็อบพิเศษข้างนอกอะครับ”
ต่อมีสีหน้าซึมลง “อ่อ เหรอ”
“ขอบคุณมากนะพี่ ที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอด”
“ไม่เป็นไร ยินดีเสมอ”
“นี่ขี่มอ’ไซค์หรือขี่ม้ามาเนี่ย”
“มอ’ไซค์สิ ทำไมต้องขี่ม้าด้วย”
“ก็เป็นพระเอกขี่ม้าขาวตลอดเลยน่ะสิ”
ต่อบอกด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “พี่มันก็แค่พระเอกในนิยายเท่านั้นแหละ”
จุกมองต่ออย่างเห็นใจ เพราะรู้ดีว่าต่อแอบชอบนิดหน่อยมานานแล้ว
“เฮ้อ...พี่ต่อออกจะดีแสนดีขนาดนี้ ทำไมพี่นิดหน่อยถึงไม่หันมาสนใจพี่บ้างนะ”
“กำแพงความรักของนิดหน่อยแข็งแกร่งมาก มันมากจนไม่น่าจะมีใครมาทลายกำแพงนี้ได้หรอก”
ต่อเศร้าๆ เหมือนจะถอดใจ จุกมองด้วยความเห็นใจ แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้จริงๆ

ยมกับนิดหน่อยลงรถพากันมาหยุดยืนที่หน้าตึกบริษัทเวดดิ้งแพลนเนอร์ ยมเอื้อมมือจะไปจับมือนิดหน่อยก่อนจะเดินเข้าไป อีกฝ่ายสะดุ้งสะบัดออก
“เฮ้ย จะทำอะไรน่ะ”
“อ้าว คนเป็นแฟนกันเค้าต้องจับมือกันสิ”
นิดหน่อยอึกอัก อ้ำอึ้งก่อนจะยอมให้จับ “จับเฉยๆ ห้ามคิดลึกนะ”
ยมกับนิดหน่อยเดินเข้าไป

สองคนจูงมือกันเดินเข้ามาในโถงบริษัทราวกับเป็นคู่รัก อารยาเห็นก็เดินเข้ามาต้อนรับสีหน้ายิ้มแย้ม
“สวัสดีค่ะคุณยม สวัสดีค่ะคุณ...”
“นิดหน่อยครับ แฟนผมเอง”
“เชิญด้านนี้ดีกว่าค่ะ”
อารยาเดินนำยมกับนิดหน่อยไปนั่งคุยกันตรงมุมรับแขก พนักงานยกแก้วน้ำมาเสิร์ฟให้สองคน
“เริ่มคุยคอนเซ็ปต์กันเลยมั้ยคะ” อารยาเอ่ยขึ้น
“ดีค่ะ”
“เรื่องแรกเอาเรื่องสถานที่ก่อนนะคะ ไม่ทราบว่ามีสถานที่ในใจกันไว้อยู่แล้วหรือเปล่าคะ”
นิดหน่อยตอบทันที “อ๋อ จัดที่ทะเลค่ะ...ธีมงานก็สีขาวล้วนเลย...แล้วก็อยากให้มีวงเครื่องสายบรรเลงดนตรีคลอตลอดทั้งงาน”
อารยาพยักพเยิดไปด้วย “งานดูคลีนๆ ชิลล์ๆ ดีนะคะ”
“ใช่ค่ะ แขกก็ไม่เยอะมาก จะเป็นบรรยากาศอบอุ่นของญาติกับเพื่อนสนิทเท่านั้น”
อารยาเสริมว่า “สโคปงานเรื่องสถานที่ก็ไม่น่าเป็นห่วงอะไรมาก งั้นมาดูเรื่องชุดกันดีกว่า”
พร้อมกับว่าอารยาหยิบแค็ตตาล็อกชุดแต่งงานให้ดู
“นี่เป็นแบบชุดเจ้าสาวค่ะ ลองดูว่าชอบสไตล์ไหน”
นิดหน่อยเปิดมือถือให้อารยาดู เป็นภาพชุดแต่งงานที่เรียบง่าย แต่ดูแพง
“ชั้นชอบแบบนี้ค่ะ”
ยมนิ่งฟัง อมยิ้มขำบ่นคนเดียวเบาๆ “นี่เหรอ คนไม่คิดที่จะแต่งงาน”
นิดหน่อยหันขวับมามองยม “บ่นอะไรของคุณ”
“เปล่า...คุยเรื่องชุดของคุณต่อเถอะ”
นิดหน่อยหันไปคุยกับอารยาเรื่องแบบชุดแต่งงานที่ตัวเองอยากได้ เป็นสไตล์มินิมอล เรียบแต่ดูแพง สีหน้าแววตามีอินเนอร์สุดๆ ยมเห็นลอบยิ้มขำอีก เพราะว่าก่อนหน้านี้นิดหน่อยพูดอยู่เสมอว่าไม่เคยคิดเรื่องแต่งงาน

ถัดจากนั้น อารยาพายมและนิดหน่อยเดินมาดูมุมตัวอย่างการถ่ายภาพพรีเว้ดดิ้งของลูกค้าคนอื่นๆ หลากหลายแนวมาก
“ตรงนี้ก็จะเป็นตัวอย่างการถ่ายภาพพรีเว้ดดิ้งของลูกค้าน่ะค่ะ คุณยมกับคุณนิดหน่อยอยากได้แบบไหนบอกได้เลยนะคะ”
ยมถามหยั่งเชิงอารยาขึ้นว่า “แล้วตอนนี้คุณแต่งงานหรือยังครับ”
อารยาแปลกใจ “คุณยมถามทำไมเหรอคะ”
“คือ...ผมอยากรู้ว่า คุณถ่ายพรีเว้ดดิ้งกับแฟนแบบไหนน่ะ เผื่อจะเอามาใช้ของผมบ้าง”
“อ๋อ คือตอนที่ฉันถ่ายก็ไม่มีอะไรมากนะคะ ก็ทั่วๆ ไปถ่ายที่สวนรถไฟ ปั่นจักรยาน นั่งเรือเป็ดอะไรแบบนี้อะค่ะ”
“อ๋อ เหรอครับ แสดงว่าคุณแต่งงานแล้ว”
อารยามองยมงงๆ “ใช่ค่ะ ฉันแต่งงานแล้ว...มีอะไรรึเปล่าคะ”
นิดหน่อยเห็นท่าไม่ดี รีบดึงกลับมาเรื่องพรีเว้ดดิ้งต่อ “เอ่อ...สรุปเรื่องงานคร่าวๆ ก็ตามนี้ก่อนนะคะ” เธอหันมาถามยมว่า “คุณอยากจะเพิ่มเติมอะไรอีกมั้ยคะ”
“ไม่ล่ะ เอาตามที่คุณว่าเลยครับ”
อารยายิ้มชื่น “คุณยมนี่คงจะรักคุณนิดหน่อยมากเลยนะคะ ตามใจทุกเรื่องเลย”
ยมโอบกอดนิดหน่อยโชว์ความหวานเนียนๆ
“ใช่ครับเราสองคนรักกันมาก”
“เห็นคุณยมบอกว่าคุณนิดหน่อยเปิดร้านทำขนม เรื่องถ่ายพรีเวดดิ้ง เราอาจจะถ่ายในคอนเซ็ปต์นี้ดีมั้ยคะ”
ยมเห็นด้วย “จริงด้วย ถ้าอย่างนั้นก็ไปถ่ายที่ร้านขนมของคุณเลยสิ”
นิดหน่อยรีบกระซิบทักท้วงยม “จะบ้าเหรอ ขืนไปถ่ายที่ร้านชั้น แล้วแม่กับน้องชั้นล่ะ เอ่อ คือถ้าถ่ายที่ร้านช่วงนี้คงไม่ค่อยสะดวกเท่าไรน่ะค่ะ”
“อ้าว ทำไมละคะ”
“คือตอนนี้เรากำลังรีโนเวทร้านใหม่น่ะ ยังดูไม่เรียบร้อยเท่าไหร่”
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นจะลองดูเป็นที่อื่นดูนะคะ”
“ค่ะ ไม่จำเป็นทำขนมก็ได้นะคะ ห่างๆ ไปเลยก็ดี” นิดหน่อยว่า
“ได้ค่ะ”
อารยามองนิดหน่อยรู้สึกแปลกๆ เล็กน้อย ยมจึงโอบกอดนิดหน่อยเล่นละครเป็นคู่รักแสนหวานอีกรอบ

อีกฟากหนึ่ง ลูกค้าซื้อของเสร็จหิ้วถุงเดินออกไป ดาวในชุดทะมัดทะแมง มีกล้องถ่ายรูปคล้องคอ และสะพายกระเป๋าเป้
“ฝากร้านด้วยนะจ๊ะ”
“อ้าว เดี๋ยวนี้เค้าฝากร้านกันปากเปล่าแบบนี้แล้วเหรอคะ หนูนึกว่าเค้ามีฝากกันแต่ในไอจี” ลูกน้องสาวยิงมุกอีกดอก
“หืม...”
“หนูล้อเล่นน่ะค่ะ แฮะๆ นี่คุณดาวจะไปไหนเหรอคะ”
“จะไปหาไรหร่อยๆ กิน แล้วก็ถ่ายรูปมาลองเขียนรีวิวหน่อย”
“ดีค่ะ หนูว่าเอาจริงๆ คุณดาวเหมาะที่จะเป็นบล็อกเกอร์มากๆ เลยนะคะ”
“จริงดิ”
“จริงค่ะ คุณดาวรู้จักที่กินที่เที่ยวเยอะมาก มาสายนี้หนูว่ารุ่ง”
“อาจจะร่วงก็ได้นะ”
“ไม่หรอกค่ะ คุณดาวมีต้นทุนดีตั้งหลายอย่าง ทั้งหน้าตา รอบรู้เรื่องที่กินที่เที่ยว เสียอย่างเดียว...”
“อะไรเหรอ”
“ยังไม่มีแฟน”
“นี่...ไม่มีแฟนมันเกี่ยวอะไรด้วยยะ”
“อ้าว บล็อกเกอร์ดังๆ เดี๋ยวนี้เค้าตระเวนกินตระเวนเที่ยวกับแฟนนะคะ กินเที่ยวแบบจิ้นๆ คนติดตามก็ฟินกันไป”
“ว่าไปเรื่อย”
“จริงๆ ค่ะ มีแฟนไปด้วย มันดูมีสตอรี่ระหว่างเดินทาง อย่างเพจ ฉันกลัวที่แคบ ที่หนูตามอยู่ บล็อกเกอร์เป็นผู้หญิง มีแฟนคอยตามถ่ายรูปชิคๆ ให้...ล่าสุด บล็อกเกอร์คลอดลูกออกมา น่ารักเชียว”
ดาวฟินตาม “หูยย”
“แนะนำค่ะ หาแฟนสักคนไว้คอยตามถ่ายรูป รับรองว่าเวิร์ค”
“เออ วันนี้ไม่หาร้านอาหารละ หาผู้ชายก่อนแล้วกัน” ดาวสัพยอก
“งั้นเอามาฝากหนูด้วยกล่องนึง”
“ผู้ชาย ไม่ใช่ผัดกระเพรา มาฟงมาฝากอะไร”
ดาวเดินยิ้มๆ ออกจากร้านไป

ในรถของยมที่แล่นมาตามถนน นิดหน่อยนั่งดูโบร์ชัวร์แพคเกจแต่งงานในมืออย่างตั้งใจ ยมแอบมองยิ้มๆ
“ท่าทางคุณไม่เหมือนคนไม่อยากแต่งงานเลยนะ”
“ทำไม?”
“ก็เรื่องธีมงาน เรื่องชุด เรื่องถ่ายพรีเวดดิ้ง คุณดูพร้อมมาก”
นิดหน่อยอึกอัก “เอ้า...ฉันต้องแสดงให้สมบทบาทหน่อยสิ เล่นไม่เต็มที่ เดี๋ยวโดนหักค่าตัว”
ยมมองกวนๆ “เหรอ”
นิดหน่อยเม้งกระแทกเสียงใส่ “ค่ะ”
“จริงๆ แล้วเรื่องแต่งงานเป็นความใฝ่ฝันของผู้หญิงทุกคน คุณแค่มีประสบการณ์ไม่ดีเรื่องพ่อคุณ คุณก็เลยสร้างกำแพงไว้ป้องกันตัวเองมากกว่า”
นิดหน่อยอึ้ง เมื่อโดนยมจี้ถูกจุด เฉไฉเปลี่ยนเรื่องคุย
“เอ่อ คุณยังไม่บอกฉันเลย ว่าคุณต้องการจะไปสืบเรื่องอะไรกับคุณอารยา”
ยมนิ่งไปครู่หนึ่ง คิดอยู่ว่าจะเล่ายังไงดี
“เพื่อนผมคนนึงเค้าเคยเป็นแฟนกับอารยาน่ะ”
“เคยเป็นแฟน..แสดงว่าเลิกกัน”
ยมพยักหน้าให้ “ก็ประมาณนั้น...”
“แล้วคุณจะสืบข้อมูลอะไรจากเค้างั้นเหรอ”
ยมนิ่งไป สีหน้าใคร่ครวญครุ่นคิดถึงแผนการณ์ที่จะทำต่อไปในอนาคต

ฟากวิวัฒน์นั่งอยู่ในภัตตาหารอาหารจีน มีอาหารชุดใหญ่จัดเตรียมไว้เต็มโต๊ะ ลูกน้องวิวัฒน์เดินนำลูกค้าชาวจีนเข้ามา วิวัฒน์เชิญลูกค้าชาวจีนนั่งพร้อมเปิดการสนทนา
“นั่งจิบน้ำชาทานอาหารก่อนนะครับ เดี๋ยวเรามาคุยธุรกิจกัน”
“เรื่องกินไว้ทีหลังก็ได้ เราอยากจะคุยธุรกิจก่อน” ลูกค้า1 ว่า
“อ้าว ไม่หิวกันเหรอครับ”
“ก่อนออกมา เราโบกบะหมี่ป๊อกๆ กินกันที่หน้าโรงแรมน่ะ นี่ยังแน่นอยู่เลย” ลูกค้า2 ว่า
“โอ้โห ผมก็อุตส่าห์สั่งอาหารดีๆ รอ”
“อาหารแบบนี้ที่เมืองจีนมีเยอะแยะ เราอยากลองอะไรแปลกๆ ดูบ้างน่ะ”
“สรุปเรื่องกุมารทองล็อตใหม่เป็นยังไงบ้าง” ลูกค้า1 เข้าเรื่อง
“ตอนนี้อาจารย์ขาวกำลังปลุกเสกกุมารทองชุดใหม่ให้ท่านอยู่ โดยรอบนี้จะทำเพิ่มให้อีก 10 ตัว เป็นการชดเชยข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่แล้ว”
“ดี แต่คุณแน่ใจนะ ว่ามันจะไม่เกิดเรื่องแบบครั้งที่แล้วอีก” ลูกค้า1 ยังกังวลนิดๆ
“ผมรับประกันครับ”
“สบายใจกันแล้วก็ขออนุญาตนะคุณวิวัฒน์” ลูกค้า2 บอก
“จะกลับเลยเหรอครับ”
“เปล่า จะกินนี่แหละ”
ลูกค้าทั้งสองเริ่มกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย เหมือนหิวโซกันมา ลูกค้า1ดูดนิ้วจ๊อบแจ๊บ ก่อนจะเอามือหยิบอาหารให้วิวัฒน์
“เจี๊ยะสิคุณวิวัฒน์ เจี๊ยะๆ”
วิวัฒน์หน้าเจื่อน “เอาเลยครับ ตามสบาย..ผมดูแลตัวเองได้”
ลูกน้องกระซิบวิวัฒน์ “ไม่กิน เสียมารยาทนะครับนาย”
“มึงกินสิ”
“เอิ่ม ผมเป็นลูกน้อง กินอาหารของเจ้านายมันไม่เหมาะน่ะครับ”
วิวัฒน์นั่งมองลูกค้าจีนกินอาหารอย่างกับแร้งลง ด้วยใบหน้าเจื่อนๆ

คืนเดียวกันนี้ ยมนิวลุคที่กำลังนั่งครุ่นคิดเรื่องอารยา สุวรรณกับสุวานเดินวนรอบตัวอย่างพินิจพิเคราะห์ลุคใหม่ของเจ้านาย ยมรำคาญก็หันไปดุสองกุมภัณฑ์คู่ใจ
“เฮ้ย นี่ไม่ใช่เจดีย์ มาเดินวนอยู่ได้”
“แบบนี้พวกมนุษย์เค้าเรียกว่าอะไรนะ..อ๊ป อ๊ป” สุวานพยายามนึก
สุวรรณตอบให้ว่า “อปป้า อ๊บอ๊บนั่นมันบรรพบุรุษแกแล้ว”
“อะไร!”
“ก็พวกกบ พวกคางคกไง”
“หนอย เดี๋ยวปั๊ดยิงยางใส่”
สุวรรณกับสุวานพองตัวขู่กันจนยมรำคาญ
“ไปเล่นกันที่อื่นไป เห็นมั้ยเนี่ย กำลังใช้ความคิดอยู่”
“คิดเรื่องบัญชีนายสนที่มีปัญหาอยู่ใช่มั้ยครับ” สุวรรณถาม
“คิดออกยังครับ” สุวานซัก
“จะออกยังไงล่ะ ก็มารบกวนสมาธิเราอยู่เนี่ย”
สุวรรณกับสุวานพากันสลดไป
“เฮลโล่”
เสียงรุจิภาขัดขึ้น เห็นเจ้าตัวเดินนวยนาดเข้ามาในบ้านพร้อมกับถุงของฝาก รุจิภามองไปที่ยมโดยไม่เห็นสุวรรณกับสุวาน ถึงกับอ้าปากค้างอึ้งกับลุคใหม่ของยมมากๆ
“ว้าว! ว็อธ แฮพเพ่น คะเนี่ย”
รุจิภาเดินแทรกสุวรรณกับสุวานเข้ามาดูยมใกล้ๆ
“เกิดอะไรขึ้นคะ ไม่เจอกันแป๊บเดียว เปลี่ยนลุคซะจำแทบไม่ได้เลย”
สุวรรณกับสุวานทำท่าสะดีดสะดิ้งล้อเลียนยมกับรุจิภา
“เกิดอะไรขึ้นคะ ไม่เจอกันแป๊บเดียว เปลี่ยนลุคซะจำแทบไม่ได้เลย”
“ช่วงนี้ติดซีรีส์เกาหลีน่ะครับ ก็เลยทำตัวเป็นอปป้าซะหน่อย”
ยมมองผ่านรุจิภาไปที่สุวรรณกับสุวานตาเขม็งเชิงปราม รุจิภาคิดว่ายมไม่พอใจตนที่ถาม
“อุ๊ย โกรธอะไรรุจิเหรอคะ”
ยมยิ้มบางๆ “อ๋อ เปล่าครับ พอดีรู้สึกหน้าตึงๆ นิดหน่อย”
สุวรรณกับสุวานพยักหน้าให้กัน ชวนกันหายตัวไป
รุจิภามองหน้ายมอย่างทึ่งๆ “หน้าก็ดูเนียนขึ้นด้วยนะคะเนี่ย นี่ปรับลุคเพื่อใครรึเปล่าคะ”
ยมอ้ำอึ้ง “อยากดูแลตัวเองนิดหน่อยน่ะครับ”
“พอดีเลย” รุจิภายื่นถุงใส่น้ำหอมให้ “รุจิไปเที่ยวยุโรปมา เลยซื้อน้ำหอมมาฝากค่ะ”
ยมรับน้ำหอมมา “ขอบคุณนะครับ”
รุจิภามองยมตาเป็นประกาย ยิ่งเห็นลุคใหม่ยมแล้วก็ยิ่งรู้สึกชอบมากขึ้นไปอีก

ต่อทำงานเขียนแบบถึงดึกดื่นเช่นเคย เขากำลังวาดแบบร้านขนมของนิดหน่อยซึ่งมีความคืบหน้าไปมาก ผ่านไปร่วมชั่วโมง ต่อวางมือลงแล้วขยี้ตา ก่อนที่จะมองไปที่นาฬิกาเห็นเข็มบอกเวลาตีสองครึ่ง
“นี่จะตีสามแล้วเหรอเนี่ย”
ต่อละจากมุมเขียนแบบหันมาเปิดคอมพิวเตอร์ ต่อเข้าไปที่เฟซบุ๊คของตัวเอง เลื่อนๆดูมาสะดุดตรงที่กระทู้ตามหาสุนัขหาย
ต่อครุ่นคิดเพราะนึกถึงตอนที่ไปช่วยดาวตามหาสุนัขที่หลุดหายไปขึ้นมา

ต่อขี่มอเตอร์ไซค์เวสป้าพาดาวตามหาหมากับดาว เข้าซอยโน้นออกซอยนี้ ดาวซ้อนมอเตอร์ไซค์ท่าทีเกร็งๆ เขินๆ ที่ได้ใกล้ชิดต่อขนาดนี้ ขณะที่ต่อขี่มอเตอร์ไซค์ไปคอยสายตาสอดส่ายมองหาไอ้โบ้ไปด้วย
“แล้วทำไมไม่โทร.เรียกต่อให้มาช่วยหาเนี่ย ออกมาหาคนเดียว มันอันตรายมั้ย”
“ก็กลัวต่อติดงาน เลยไม่อยากกวน”
“แหม...ก็ลองโทร.มาก่อน ถ้าไม่ติดงานสำคัญจริงๆ ต่อมาหาได้อยู่แล้ว”
ดาวแอบยิ้มโดยที่ต่อไม่เห็น ต่อเห็นดาวเงียบไปเฉยเลยหันหลังมามองจนดาวหุบยิ้มแทบไม่ทัน
“มองไร”
“เปล่า ก็เห็นเงียบๆ ไป คิดว่าตกมอ’ไซค์ไปแล้ว”
“ไม่ตกหรอกน่า”
ต่อเบรครถกะทันหัน ดาวถลำมาหาต่อทั้งตัว หน้าอกปะทะแผ่นหลังของเขาเต็มๆ ทั้งสองนิ่งงันอยู่ในห้วงภวังค์ใครมัน ต่อหน้าตาอึ้งๆ หัวใจเต้นแรงไม่ค่อยเป็นจังหวะ ส่วนดาวหน้าตาขวยเขิน รู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
นึกถึงวันนั้นขึ้นมาแล้วต่อยิ้มพรายออกมา เริ่มรู้สึกหวั่นไหวยังไงแปลกๆ

ที่ร้านมินิมาร์ท มีกองลังข้าวของที่เพิ่งมาส่งวางอยู่เต็มร้านไปหมด
ดาวกำลังยืนเช็คสต็อกของ ก่อนที่พนักงานจะเดินหอบแฮ่กๆ เหงื่อท่วมตัวเข้ามา
“มาแล้วค่ะคุณดาว”
ดาวเห็นสารรูปลูกน้องก็สะดุ้ง “เฮ้ย ไปตกน้ำที่ไหนมาเนี่ย”
“ไม่ได้ตกน้ำที่ไหนหรอกค่ะ พอดีวิ่งตามรถเมล์มาจากบ้านน่ะค่ะ”
“อ้าว ทำไมต้องวิ่งตามด้วย รอคันอื่นก็ได้มั้ง”
“โอ๊ย หนูรอมาหลายคันแล้วค่ะ มากี่รอบๆ ก็แน่นหมด จนมาเจอคันนี้ พอมีที่นั่งบ้าง แต่มันไม่ยอมจอด หนูก็เลยวิ่งตามมาทุกป้ายเลย”
“อ้าว แล้วคนขับเค้าไม่เห็นเลยเหรอ”
“ก็พอจะทันๆ รถก็ออกจากป้ายไปก่อน เป็นแบบนี้ทุกป้ายเลยน่ะค่ะ”
“โถๆๆๆ”
พนักงานยิ้มๆ “แต่มานึกดูอีกทีก็ดีเหมือนกันนะคะ”
“ดียังไง เหงื่อซ่กมาซะขนาดนี้”
“ก็ประหยัดค่ารถเมล์น่ะสิคะ”
“เออจริงด้วย” ดาวประชดส่งว่า “แต่ถ้าอยากประหยัดมากกว่านี้ วันหลังโบกแท็กซี่แล้ววิ่งตามสิ ประหยัดไปเป็นร้อยเลยนะ”
“จริงด้วย วิ่งเร็วกว่าตามรถเมล์หน่อย แต่กำไรกว่าเห็นๆ” ลูกน้องจ้องหน้าดาว “ประชดใช่มั้ย”
“ก็แล้วแต่วิจารณญาณนะคะ”
ต่อเดินเข้ามาพอดี
“โอ้โห เพิ่งลงของเหรอ”
“ใช่ มาซื้ออะไรรึเปล่า”
“ก็จะหาอะไรกินหน่อยน่ะ มีอะไรให้ช่วยมั้ย”
“ไม่เป็นไรหรอก เกรงใจ”
“ไม่ต้องเกรงใจ วันนี้ว่าง”
ต่อช่วยดาวจัดของขึ้นชั้น ในบรรยากาศฟรุ้งฟริ้งหวานแหววเบาๆ ลูกน้องสาวพนักงานร้านช่วยจัดคอยลอบมองยิ้มๆ หลังจัดเสร็จ ดาวถือแก้วน้ำมาให้ต่อ
“ขอบคุณมากนะต่อ
“ไม่เป็นไร เราเต็มใจช่วย”
“เอางี้ เพื่อเป็นการตอบแทนเดี๋ยวเราสั่งพิซซ่ามาเลี้ยงดีกว่า”
ลูกน้องร้อง “เย้”
“อยากกินหน้าอะไร”
“เอาหน้ามะพร้าวค่ะ หนูชอบ” ลูกน้องยิงมุก
ดาวขำ “อันนั้นมันขนมถังแตก”
ต่อออกไอเดีย “เราว่าออกไปหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า เผื่อดาวจะมีเรื่องเขียนรีวิวลงเพจด้วย”
พนักงานดี๊ด๊า “เย้ ปิดร้านเลยค่ะ หนูไปด้วย”
ดาวมองจ้องลูกน้อง
พนักงานจ๋อย “คุณดาวไปเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูดูร้านให้เอง”
“โอเค รอแป๊บนะ”
“อื้ม” ต่อพยักหน้ารับยิ้มๆ
ดาวเดินไปเอาของ พนักงานลอบมองต่อกับดาวว่าจิ้นกันอยู่หรือเปล่า

ฝั่งทางยมกับนิดหน่อย ยังคงตระเวนถ่ายพรีเว้ดดิ้งปลอมๆ บนถนนย่านเยาวราชในมุมต่างๆ กลางถนน, ตรอกเยาวราช, ป้ายรถเมล์ และที่เก๋ๆอื่นๆ เสื้อผ้าออกแนวสตรีทแฟชั่น มีสไตลิสต์คอยกำกับท่าให้ดูสวีทหวาน แต่ทั้งคู่ก็ยังเก้ๆ กังๆ เคอะเขินอยู่อย่างนั้น บ่อยครั้งหลุดขำกันเอง
จนเมื่อถ่ายที่บริเวณหน้าวงเวียนโอเดี้ยนเสร็จ กองถ่ายหยุดพักชั่วคราว อารยาเอาน้ำมาให้ยมกับนิดหน่อย ขณะที่ช่างภาพกับสไตลิสต์นั่งดูโลเคชั่น และเซ็ตกล้องอยู่
“น้ำค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“ภาพออกมาเป็นยังไงบ้างครับ” ยมถาม
“มันเป็นกล้องฟิล์มคุณ ต้องล้างฟิล์มก่อนถึงจะรู้ว่าภาพออกมาเป็นยังไง” นิดหน่อยอธิบาย
“ใช่ค่ะ ปกติไม่ค่อยมีใครใช้กล้องฟิล์มถ่ายกัน ก็เพิ่งจะมีคู่คุณยมกับคุณนิดหน่อยนี่แหละ ปกติคุณนิดหน่อยเล่นกล้องโลโม่อยู่เหรอคะ”
“ก็มีอยู่ไม่กี่ตัวหรอกค่ะ ที่นิดหน่อยเลือกใช้กล้องฟิล์มถ่ายในวันนี้ ก็เพราะคิดว่าความรักก็เหมือนกับกล้องฟิล์มนี่ล่ะ”
“ยังไงเหรอคะ” อารยาสนใจ
“นิดหน่อยเปรียบกล้องฟิล์มเหมือนกับหัวใจน่ะค่ะ ก่อนจะรักใครสักคน เราต้องคิด ต้องวางเฟรมให้แน่ใจก่อนที่จะกดชัตเตอร์ เพราะกล้องฟิล์มคือถ่ายแล้วถ่ายเลย กดลบแล้วถ่ายใหม่ไม่ได้”
ยมมองคู่รักกำมะลอนิ่งๆ เห็นมุมมองความรักภายใต้กำแพงที่แน่นหนาของนิดหน่อยเป็นครั้งแรก
“แต่ฟิล์มหนึ่งม้วนก็ถ่ายได้หลายภาพอยู่นะคะ”
“ก็จริงค่ะ แต่ละรูปในม้วนฟิล์ม ก็เหมือนโอกาสที่ทำให้เราได้แก้ไขในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แต่ก็นั่นแหละค่ะ ในฟิล์มหนึ่งม้วน ก็ใช่ว่าจะมีโอกาสให้เราได้แก้ตัวได้บ่อยๆ จริงมั้ยคะ”
อารยายิ้มรับ “จริงค่ะ”
ยมกับอารยา “แล้วคุณล่ะครับ มีข้อผิดพลาดเรื่องความรักบ้างหรือเปล่า”

อารยาอึ้งนิ่งงันไปเลย ไม่คิดว่ายมจะถามคำถามจี้จุดนี้ขึ้นมา

อ่านต่อตอนที่11


กำลังโหลดความคิดเห็น...