xs
xsm
sm
md
lg

มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่4

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่ 4 | ยมเช่าบ้านใกล้บ้านนิดหน่อย

บทประพันธ์ : อรุณรุ่ง | บทโทรทัศน์ : วาทินีย์

น้ำร้อนๆ จากกระทะทองแดง ถูกรินใส่ลงในจอกสวยสองใบ

“ขึ้นไปบนโลกไม่ทันไร มัจจุราชเขต8 ก็เริ่มทำตัวน่าสงสัยเสียแล้ว”
มัจจุราชเขต7 ยื่นจอกใส่น้ำกระทะทองแดงให้ท่านท้าวพญามัจจุราช ทั้งสองดื่มน้ำจากกระทะทองแดงกันอยู่ในห้องท่านท้าวฯ บรรยากาศราวกับชั่วโมง ดื่มชารสเลิศอย่างไรอย่างนั้น
“ท่านจ้องจับผิดเขต8เกินไปรึเปล่า” ท่านท้าวปรารภ
พลันที่ท่านท้าว กับเขต7 ดื่มน้ำจากกระทะทองแดง ทั้งสองรุ่มร้อนทั้งร่างเหมือนทรมานแสนสาหัสอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่อาการจะกลับมาเป็นปกติ
“เราไม่ได้จ้องจับผิดนะท่านท้าว ท่านอย่าลืมสิว่า ก่อนจะมาเป็นมัจจุราช ท่านเขต8เป็นโจรมาก่อนนะครับ”
“เราต่างมีบัญชีบาปติดตัวกันมาเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะท่านเขต8 ท่าน หรือแม้กระทั่งข้า ไม่เช่นนั้นเราจะมาเป็นมัจจุราชได้หรือ”
“แต่ที่ผ่านมา มัจจุราชเขต8 ก่อเรื่องผิดๆ หลายครั้งเหมือนกันนะครับ”
ท่านท้าวหัวเราะในลำคอ “มัจจุราชเขต8 แตกต่างกับท่านชนิดคนละขั้วจริงๆ”
“แต่เราไม่เคยทำผิด เราตั้งอยู่ในกฎแห่งนรกภูมิเสมอมา นั่นหมายความว่า ผู้ที่แตกต่างไปจากเราย่อมทำผิด”
“วิถีแตกต่าง แต่ปลายทางเดียวกัน เราไม่ถือว่าผิด ในนรกภูมินี้ หากจะมีใครเป็นคู่แข่งของผู้คุมกฎอย่างท่าน ก็คงมีแต่มัจจุราชเขต 8 นี่แหละที่สมน้ำสมเนื้อกัน”
“แต่เราไม่คิดว่าเขต 8 เป็นคู่แข่งเรา”
“แน่ใจหรือท่านเขต7 ถ้าท่านไม่กลัวว่าเขาจะเป็นคู่แข่ง ท่านจะมาฟ้องเราอย่างนี้รึ”
มัจจุราชเขต 7 อึ้งนิ่งงันไป
“ขับเคี่ยวกันแบบนี้แหละ ผลงานมันถึงจะออกมาดี”
ท่านท้าวหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

สร้อยไหลน้ำพี้คาอยู่ที่มือนิดหน่อย ซึ่งกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงในห้องนอน ใบหน้าแม่ค้าขนมคนสวยดำดิ่งเข้าสู่เหตุการณ์ในอดีตสมัยวัยเด็ก
ในห้องนอนคุณยายตอนนั้น
สองยายหลานนอนคุยกันอยู่ เด็กหญิงนิดหน่อยนอนหนุนตักยายอยู่บนเตียง มือลูบคลำสร้อยไหลน้ำพี้ที่ยายคล้องอยู่...ฟังยายเล่าถึงที่มาของสร้อย
“วันนั้น สวรรค์คงส่งเค้ามา เค้ามาช่วยยายและมอบสร้อยเส้นนี้ให้กับยายแล้วเค้าก็จากไป...”
“แล้วเค้าเป็นใครเหรอจ๊ะยาย”
“เค้าเป็นเทพคุ้มครอง เทพคุ้มครองของยาย” ยายนิ่งงันไป นึกถึงเหตุการณ์วันนั้นขึ้นมาอีก “ถ้าวันนั้นเค้าไม่ช่วยยาย ยายคงไม่มีโอกาสได้มาพูดคุยกับหนูหรอก”
“หนูอยากเจอคนใจดีแบบคุณยายบ้างจังเลยค่ะ”
นิดหน่อยคุยกับยายต่อ
“วันหนึ่งหลานก็จะโตและมีความรัก”
นิดหน่อยนอนมองสร้อยไหลน้ำพี้สีน้ำเงินในมืออยู่กับยายบนเตียง
“จงรักผู้ชายที่ยอมแลกชีวิตเพื่อหลานได้”
ยายเอามือกุมมือหลานที่ถือสร้อยอยู่ ลงมาแนบที่อกเด็กน้อยด้านซ้ายมือ
“และจงรักเค้าด้วยหัวใจทั้งหมดของหลาน”
ดญ.นิดหน่อยมองสร้อยที่คอด้วยความรู้สึกชอบ

เด็กหญิงคนนั้นยังคงร้องไห้อยู่กลางถนน…ระเบิดลงตู้มใหญ่
“ระวัง!”
ชายหนุ่มตะโกนลั่น พร้อมๆ กับพุ่งเข้าไปกอดเด็กหญิงไว้แล้วกลิ้งตัวพากันหลบสะเก็ดระเบิด ไปหลบในซอกตึกแคบๆ เขากอดเด็กหญิงที่ร้องจ้าไว้แน่นอย่างปกป้อง
“ไม่เป็นไร ปลอดภัยแล้วนะ ไม่ต้องกลัว”
ชายหนุ่มมองออกไปด้านนอกประเมินสถานการณ์ เด็กหญิงสงบลงบ้างแล้วแต่ยังตัวสั่นอยู่
“อยู่ตรงนี้นะ อย่าออกไปไหนเด็ดขาด สัญญานะว่าจะไม่ออกไปไหนสัญญาสิ บอกให้สัญญาไง”
“สัญญา….แง๊” เด็กหญิงแหกปากร้องไห้จ้า
ชายหนุ่มตัดสินใจถอดเอาสร้อยไหลน้ำพี้ที่สวมคอออกมา
“สวมไว้นะ...แล้วเจ้าจะแคล้วคลาดปลอดภัย”
ชายหนุ่มสวมให้เด็กหญิง
“รออยู่ตรงนี้จนกว่าพี่จะกลับมานะ...ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด”
เด็กหญิงพยักหน้ารับเอาคำ

ยมนั่งนิ่งอยู่ที่โถงรับแขกบ้านเช่า นึกถึงเหตุการณ์นั้นเช่นกัน สีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด เพราะยังอยากตามหาเด็กคนนั้นให้เจออยู่
“ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างนะ เจ้าหญิงตัวน้อยของชั้น”

สร้อยไหลน้ำพี้ในมือนิดหน่อยมีแสงวูบขึ้นมานิดๆ ราวกับรับรู้คำพูดของยม
นิดหน่อยสะลึมสะลือลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า มองสร้อยในมือพึมพำออกมา
“เทพคุ้มครอง…ตอนนี้ท่านอยู่ที่ไหนนะ”
นิดหน่อยมองสร้อยอย่างมีความหวัง ว่าวันนึงจะได้พบกับเทพคุ้มครองตามที่ยายบอก ก่อนจะเอื้อมไปหยิบกล่องไม้ที่วางอยู่หัวเตียง แล้วเก็บสร้อยไว้เหมือนเดิม

อีกฝั่ง ที่ห้องนอนบ้านวิวัฒน์ เห็นสาวสวยทรงเอ็กซ์หลับสนิทอยู่บนเตียงในสภาพไร้เสื้อผ้า มีเพียงผ้าห่มคลุมตัวอยู่ ท่าทางดูออกว่าผ่านศึกหนักเอาการ
วิวัฒน์ลุกจากเตียงไปใส่เสื้อคลุม เผยให้เห็นอักขระลายสักเต็มแผ่นหลัง สักครู่หนึ่งมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
วิวัฒน์ถามไป “มีอะไร”
ลูกน้องส่งเสียงผ่านประตูมาว่า “มีของมาส่งครับนาย”
“เออ เดี๋ยวลงไป”
“ครับนาย”
วิวัฒน์จัดแจงตัวเองเสร็จก็เปิดประตูออกไปจากห้อง

ไม่นานต่อมา ลูกน้อง1 คนสนิท กำลังแกะกล่องของขวัญอยู่ในห้องโถงรับแขก โดยมีวิวัฒน์ยืนกอดอกรอดูอยู่ ลูกน้อง2 เกิดหวาดระแวงขึ้นมา ทักท้วงขึ้น
“จะดีเหรอนาย เกิดเฮียกวงมันอาฆาตแค้น ของข้างในคงไม่ใช่ของขวัญนะครับ”
วิวัฒน์ยิ้มร้าย “มันไม่กล้าหรอก แล้วที่สำคัญ ลูกชายชั้นเช็คของข้างในให้เรียบร้อยแล้ว”
มีเสียงเด็กหัวเราะร่า วิ่งเล่นดังขึ้นมา ลูกน้องพากันสะดุ้ง เพราะเสียงมาแบบไม่ทันตั้งตัว
“ตกใจอะไรกัน ยังไม่ชินกันอีกเหรอ”
“มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนี้ก็ตกใจเป็นธรรมดาล่ะครับนาย” ลูกน้อง1สยอง
“รีบแกะกล่องเร็วเข้า”
ลูกน้อง1 เปิดกล่องออก เผยให้เห็นเรือสำเภาไม้แกะสลักลำใหญ่
“โอ้โห...สวยมากเลยนาย”
วิวัฒน์ยิ้มพอใจ “บอกแล้วมันไม่กล้าหือกับชั้นหรอก”
“แล้วเอายังไงกับเฮียกวงต่อดีครับนาย” ลูกน้อง2 ถาม
“อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร เดี๋ยวคลื่นลูกเก่าอย่างมันก็โดนคลื่นลูกใหม่อย่างชั้นซัดสาดจนหายไปจากวงการเอง”
วิวัฒน์ยิ้มร้ายมุมปาก อย่างลำพองตนและเหิมเกริมในอำนาจ

ที่หน้าบ้านซึ่งเคยเป็นเรือนหอของสนกับอารยา ยมเดินมาหยุดที่หน้าบ้านหลังนี้ จนเห็นแม่บ้านเปิดประตูรั้วออกมาในมือถือตะกร้าเตรียมไปจ่ายตลาด
“มาหาใครรึเปล่าคะ”
“ผู้หญิงที่ชื่ออารยาอยู่รึเปล่า”
แม่บ้านงง “อารยาไหนคะ”
ยมเปิดรูปในโทรศัพท์ยื่นให้แม่บ้านดู
“คนนี้น่ะ”
แม่บ้านดูรูปแล้วส่ายหัว “เอ่อ...ไม่มีนะคะ”
“จริงเหรอ”
“ค่ะ ถ้าให้เดา คนนี้น่าจะเป็นเจ้าของบ้านคนเก่าละมังคะ พอดีเจ้านายหนูเค้าเพิ่งซื้อบ้านหลังนี้มาน่ะค่ะ”
“เพิ่งซื้อ”
“ค่ะ ยังไงลองหาทางติดต่อทางอื่นดูนะคะ”
แม่บ้านเดินออกไป
“ฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้บ้านถูกขาย แต่สุดท้ายคนที่รักที่สุดก็ขายทิ้งเสีย นี่น่ะเหรอ รักนิรันดร์”
ยมส่ายหน้าอย่างหมดศรัทธา

ที่นรกภูมิ บริเวณขุมสีตโลสิตนรก
สนเดินมายังบริเวณนรกขุมนี้ ลักษณะเป็นสระว่ายน้ำหรือสระน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำเย็นยะเยือก...เหล่าวิญญาณทุกข์ทรมานอยู่ในน้ำหนาวสุดขั้ว มีน้ำแข็งเกาะตามใบหน้า ไอหนาวออกปาก ออกจมูก
สนเดินผ่านชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่จ้องมองมา
“ไอ้หมอนี่ฆ่าคนตายเลือดเย็นเหลือเกิน” สุวรรณ8 บอก
สนจ้องตอบ เข้าสู่ห้วงของดวงจิตวิญญาณบาปนั้น จนเห็นภาพเหตุการณ์ทั้งหมด
เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้องน้ำแห่งหนึ่ง ใบหน้าชาย1 ถูกกดลงมาในอ่างอาบน้ำ เขาพยายามดิ้นสุดแรงแต่ก็ไม่สามารถ
ชายฉกรรจ์กำลังกดใบหน้าเหยื่อลงในอ่าง เหยื่อพยายามดิ้นแต่ก็ไม่สามารถ เพราะมือทั้งสองถูกมัดไพล่หลัง
“มึงเอาของไปซ่อนไว้ไหน”
“กูไม่รู้!”
“ไม่รู้เหรอ!”
ชายฉกรรจ์กดหน้าเหยื่อชาย1 ลงอ่างอีกครั้ง จนเหยื่อค่อยๆ หมดแรง และตายไปในที่สุด
ชายฉกรรจ์เดินออกไปจากห้องน้ำอย่างเลือดเย็น

สนละสายตาจากวิญญาณชายฉรรจ์ เดินผ่านมาเห็นวิญญาณหญิงแก่กำลังทุกข์ทรมาน ดูน่าเวทนา
สุวรรณ8 ถอนใจ “นี่ก็อีกรายที่ทำบาปจนชินไม่รู้สึกรู้สาอะไร”
สนจ้องมองเข้าไปที่ใบหน้าหญิงแก่ วูบเข้าสู่ห้วงดวงจิตวิญญาณหญิงชรา เห็นเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้นในบ้านหลังหนึ่งย่านชานเมือง ตอนกลางวัน
เวลานั้น ฝาหม้อร้อนๆ ถูกเปิดออก ส่งกลุ่มควันก้อนใหญ่ออกมาจากหม้อ หญิงแก่อยู่ในครัว ตะโกนถามหาปลาไหล
“เฮ้ย ปลาไหลข้าได้รึยัง เอามาเร็วๆ น้ำเดือดแล้ว”
ลูกสาวเดินมาพร้อมกับกาละมังใส่ปลาไหลยื่นให้กับหญิงแก่ผู้เป็นแม่ เห็นชัดว่าปลาไหลยังเป็นๆ ทุกตัว
ลูกสาวมองกาละมังปลาไหลหน้าเครียดๆ ด้วยความสงสาร
“ดูมองเข้า สงสารมันก็ไม่ต้องกินนะ”
“เราฆ่ามันดีๆ ก่อนค่อยทำไม่ได้เหรอแม่”
“ทำแบบนั้นมันก็ไม่เรียกปลาไหลต้มเปรตสิวะ กินมาตั้งนานแล้ว ยังไม่ชินอีกเหรอ”
หญิงแก่เทปลาไหลลงไปลวกในหม้ออย่างเลือดเย็น

สนละสายตาจากวิญญาณหญิงแก่ บ่นพึมพำ
“ทำบาปจนชินงั้นเหรอ”
“นี่แค่ขุมแรกๆ นะ คนบาปมีเยอะเกินจนขุมนรกขยายไม่ทันแล้ว ลองดูไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเจ้าจะอยู่ขุมไหนกัน”
สนรีบเดินผ่านไปด้วยความอเน็จอนาถใจ

ขณะที่สมรยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ริมรั้วบ้านบ้าน ไม่นานนักก็เห็นรถสปอร์ตคันงามจะแล่นมาจอดติดริมรั้ว สมรพยายามเพ่งมองเข้าไปในรถว่าเป็นใคร แต่ก็มองไม่เห็น
“ใครกัน”
ประตูรถเปิดออก เห็นผู้หญิงเข้าของเรียวขาขาวผ่องกับรองเท้าส้นสูงแบรนด์ดังก้าวลงมา สมรมองจากขาขึ้นไปช้าๆ จนเห็นใบหน้าของรุจิภาที่ค่อยๆ ถอดแว่นตาดำออก สวยสะพรึง
“ตาเถร”
รุจิภามองมาหน้านิ่ง ส่วนสมรตกใจ
“คุณ....คุณรุจิภาจริงๆ ด้วย”
รุจิภาหน้ายิ้มนิดๆ เป็นการทักตอบ

สมรยกแก้วน้ำมาเสิร์ฟให้รุจิภา
“น้ำค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะ รุจิมี”
รุจิภาหยิบขวดน้ำแร่เกรดเอออกมาจากกระเป๋าแบรนด์เนม สมรเห็นความอู้ฟู่ของรุจิภารีบพูดเอาใจ
“ดื่มน้ำแร่แบบนี้นี่เอง ผิวพรรณถึงมีน้ำมีนวลขนาดนี้”
“น้ำแร่อย่างเดียวก็ไม่ช่วยอะไรมากหรอกค่ะ กรรมพันธุ์ต่างหากที่สำคัญ”
“ค่ะ..เกิดมาในครอบครัวมีชาติมีตระกูลก็ดีแบบนี้แหละนะคะ”
“แล้วธุรกิจที่จะทำที่บ้านเช่าของรุจิไปถึงไหนแล้วคะ”
สมรอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะแถไปเรื่อยเปื่อย
“อ๋อ...ตอนนี้กำลังให้นิดหน่อยร่างโครงการอยู่น่ะค่ะ ระหว่างนี้ก็ให้คนมาอยู่ไปพลางๆ ก่อน”
“ใครมาอยู่คะ”
“เอ่อ..เป็นญาติของพี่เขย ลูกป้า น้องอา ของเพื่อนสนิทกันน่ะค่ะ”
สมรพยายามลำดับญาติในหัว จนรู้สึกงง สับสน สุดท้ายขี้เกียจนึก ตัดบทดื้อๆ
“เอิ่ม...ช่างเถอะค่ะ ขี้เกียจลำดับเครือญาติ”
“แล้วคุณรุจิเป็นยังไงบ้างคะ แต่งงานมีครอบครัวแล้วรึยัง”
“โอ๊ย..ยังหรอกค่ะ แล้วก็ไม่รีบด้วย…รุจิยังรักชีวิตอิสระอยู่น่ะค่ะ”
“ดีค่ะ ผู้ชายดีๆก็หายากซะเหลือเกิน มีเงินมีทองเหลือกินเหลือใช้แบบคุณรุจิ อยู่คนเดียวก็ไม่เดือดร้อนค่ะ”
รุจิภายิ้มรับเชิดๆ “ค่ะ”
สมรแอบเบะปากหมั่นไส้เบาๆ ก่อนจะหันมาฉีกยิ้มให้รุจิภา
ไม่นานต่อมาสมรกับรุจิภาเดินมาตามทาง จนถึงบริเวณริมรั้วบ้านเช่า
“ถึงแล้วค่ะ เป็นยังไงคะ นี่หมอนดูแลให้อย่างดีเลยนะคะ”
“ขอบคุณนะคะพี่หมอน”
รถของยมขับแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านพอดี รุจิรามองฉงน
“รถใครคะ”
“อ๋อ...รถคุณยมน่ะค่ะ ที่เป็น น้องเขย ลูกอา หลานป้าเพื่อนสนิทหมอนไงคะ”
รุจิภาท้วง “เอ๊ะ ไหนตอนแรกบอกว่าเป็นพี่เขย ลูกป้า น้องอา ของเพื่อนสนิทไงคะ”
สมรอึกอัก “เอ่อ...ใช่ค่ะ ใช่ค่ะ คุณยมเป็นพี่เขย ลูกป้า น้องอา ของเพื่อนสนิทหมอนค่ะ...ลำดับญาติมันซับซ้อนจนสับสนไปหมด”
“ยม...สงสัยหน้าตาคงประมาณกล้วยแขกเหี่ยวๆเซ็งๆ”
“ทำไมเหรอคะ”
“ก็คำว่ายมภาษาเหนือ แปลว่าอาหารที่ทิ้งไว้นานๆ ดูเหี่ยวๆ เซ็งๆ น่ะค่ะ” รุจิราว่า
ขาดคำ ยมเปิดประตูลงรถมามาดอย่างเท่ หล่อฝุดๆ
สีหน้ารุจิภาอึ้ง มีลมวูบหนึ่งโชยมาปะทะใบหน้า เส้นผมยมปลิวไสว หล่อลากไส้มากกว่าเดิมอีก
รุจิภาอุทาน อ้าตาค้าง “คุณพระ”
“หล่อขนาดนี้ ไม่น่าใช่อาหารเหี่ยวๆ เซ็งๆ ละมังคะ” สมรเหน็บ
รุจิภาสบถกับตัวเองอย่างลืมตัว “โอ๊ย นี่มันผัดฉ่ากระทะร้อนชัดๆ น่ากินอะไรเบอร์นี้”
ยมหันมาเห็นสมรกับรุจิภา ก็เดินเข้ามาหา
“สวัสดีครับ”
“สวัสดีค่ะคุณยม วันนี้พี่พาเจ้าของบ้านมาแนะนำให้รู้จักน่ะค่ะ นี่คุณรุจิภานะคะ”
รุจิภายื่นมือรอเช็คแฮนด์ “สวัสดีค่ะคุณยม”
ยมมองมือรุจิภางงนิด “สวัสดีครับ”
รุจิภาจับมือยม “จับได้ค่ะ รุจิไม่ถือ”
รุจิภาเช็คแฮนด์กับยมไม่นานก็ต้องรีบปล่อย
“อุ๊ย มือร้อนนะคะ สมแล้วที่เป็นผัดฉ่าอันร้อนแรง”
“น้องรุจิจะกลับมาอยู่ที่บ้านไม่ไกลจากที่นี่ ต่อไปก็คงได้มีโอกาสได้เจอกันบ่อยๆนะคะ”
“เป็นยังไงคะ บ้านรุจิอยู่สบายมั้ย”
“สบายมากครับ อยู่คนเดียว บ้านหลังขนาดนี้ เหลือเฟือครับ”
“ถ้าอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกบ้านโล่งเกินไป ให้รุจิมาอยู่ด้วยก็ได้นะคะ”
ยมอึ้งๆ งงๆ เจอสาวไวไฟเกี้ยวเรี่ยราด
รุจิภายิ้มหัวชอบใจ “ล้อเล่นน่ะคะ”
“เดี๋ยวผมขอตัวก่อนนะครับ มีงานต้องทำต่อ”
“ค่ะคุณยม”
ยมเดินกลับเข้าบ้านไปหน้านิ่งๆ ตามสไตล์
รุจิภามองตามด้วยสายตากรุ้มกริ่มปิ๊งยมจังๆ สมรลอบมองค้อนรุจิภาแอบบ่นเบาๆ
“ชั้นเล็งไว้ให้ลูกชั้นอยู่ดีๆ จะมางาบไปซะงั้น”

ที่เขตสิมพลีนรก บรรยากาศเต็มไปด้วยต้นงิ้วหนามแหลมคมเต็มต้น และเห็นเหล่าวิญญาณชายหญิงที่สมัยเป็นมนุษย์ผิดบาปเรื่องกามา มีนิรบาลใช้หอกทิ่มแทงอยู่ข้างล่าง
สนเดินผ่านมา เห็นนิรบาลกำลังเอาหอกทิ่มแทงวิญญาณหญิงที่กำลังร้องโหยหวน มีวิญญาณชายอยู่บนยอดต้นงิ้ว
“สูมึงจงรีบเร่งขึ้นไปหาไอ้ยอดชู้ของมึงนู้น รักกันมากไม่ใช่เรอะ ไป”
วิญญาณสาวร้องโหยหวน สนรีบเดินหนี แต่ดันมาเจอสุวรรณกับสุวานเขต7 ที่เดินออกมาจากแนวป่าพอดี
“เฮ้ย เจ้าเป็นใครเนี่ย มาเดินลอยชายอะไรตรงนี้” สุวรรณ7 จ้องหน้าสน
“เราชื่อสน ท่านมัจจุราชสั่งให้เราเดินดูขุมนรกให้ทั่ว”
สุวาน7 ขวางหู “ไม่รู้ท่านเขต8 คิดอะไรอยู่ ถึงได้ปล่อยให้เจ้ามาเดินเผ่นพล่าน ณ ที่แห่งนี้ หรือว่าจะให้เจ้าเลือกที่อยู่”
“งั้นมาลองสัมผัส สิมพลีนรก บ้างเป็นไร พวกผิดศีลข้อสาม พวกมักมากในกาม ไม่รู้ผิดรู้ถูก ฮ่าๆๆๆๆ” สุวรรณ7 หัวเราะชอบใจ
สัตว์นรกยื่นมือมาไขว่คว้าตัวสน จะลากเข้าไปในดงต้นงิ้วด้วยกัน
“เฮ้ย ไม่นะ”
“ไม่แน่นะ…เจ้าอาจจะเหมาะกับ สิมพลีนรก ก็เป็นได้นะ” สุวรรณ7 ยิ้มเยาะ
“ไม่ ช่วยด้วย...” สนกรีดร้องเสียงดัง
สุวรรณ และสุวานเขต8 มาเห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้ามาช่วยดึงสนให้พ้นจากเหล่าวิญญาณ
“เฮ้ย จะทำอะไร ปล่อยนะ ปล่อย”
สุวาน8 มองตำหนิ สุวรรณและสุวานเขต7 “ทำไมท่านทั้งสองถึงปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น”
“ก็นายคนนี้เดินทะเล่อทะล่ามาเอง ช่วยไม่ได้นะท่าน” สุวรรณ7 ไม่แยแส
“ใช่ แล้ววิญญาณนี้ก็อยู่ในความดูแลของเขตท่าน ฉะนั้นไม่เกี่ยวกับเราเสียหน่อย” สุวาน7ว่า
สุวรรณกับสุวานทั้ง 2 เขตมองหน้าเขม่นกัน
“แม้ผู้มีหน้าที่คุ้มกฎก็ยังทะเลาะกันเอง เป็นเพราะที่นี่ไม่รู้จักความรักไม่รู้จักความเห็นอกเห็นใจกัน”
สนเดินจากไป ทิ้งให้สุวรรณกับสุวานทั้ง2เขต รู้สึกจุกที่ลำคอ ที่โดนวิญญาณบาปด่าเอา

ยมยืนนิ่งทอดสายตามองดูผืนน้ำใต้สะพานแขวน เห็นภาพเหตุการณ์ในนรกภูมิที่ สนกำลังต่อว่าบรรดาเหล่าสุวรรณวุวาน บนผืนน้ำ
ยมถอนหายใจละสายตาออกมา ภาพจางหายไปกลายเป็นแม่น้ำปกติ
“ความรักความเห็นใจอีกแล้วเหรอ”
ภาพในหัวของยมนึกถึงเหตุการณ์ตอนก่อนตายจากเด็กน้อย
ชายหนุ่มวิ่งออกไปเด็กหญิงมองตามแผ่นหลังไป
“พี่ชายรีบกลับมานะ”
ชายหนุ่มหันมายิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้ เสียงหวอเตือนภัยดังขึ้น
ชายหนุ่มวิ่งออกไป

ยมพยายามสลัดภาพในหัวออก ไม่เข้าใจว่าทำไมนึกถึงเด็กน้อยคนนี้อยู่ตลอดเวลา
“ฉันจะหาหนูเจอได้ยังไงกัน”
ยมทอดอาลัยมองแม่น้ำสักพัก ก่อนจะหันหลังเดินกลับ แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับเด็กผู้หญิงตัวน้อยน่ารักคนหนึ่งเดินมากับแม่ พอเดินผ่านชายพเนจรคล้ายขอทานนั่งอยู่ เด็กน้อยขอตังค์แม่แล้ววิ่งกลับมาที่ขอทานยื่นเงิน 20 บาทให้
“เอาไว้ซื้อข้าวกินนะคะคุณลุง”
ขอทานยิ้มรับเงินจากเด็กน้อย
“ขอบใจนะหนู”
เด็กน้อยตอบให้แล้ววิ่งกลับไปหาแม่ ชายเร่ร่อนมองตามเด็กน้อยยิ้มๆ พูดพึมพำคนเดียว
“ชีวิตของหนูจะสุกใสดั่งดวงดาวที่ส่องประกายบนฟากฟ้า รอบตัวจะรายล้อมไปด้วยความรักความอบอุ่น พบเจอแต่สิ่งที่ดีๆ ตลอดไป”
ยมมองที่ชายพเนจรด้วยความประหลาดใจ ชายคนนั้นก็หันมามองจ้องยม ต่างคนต่างรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่น่าใช่มนุษย์เช่นกัน
ชายพเนจรรีบเก็บของสะพายย่ามจะเดินหนี ยมรีบตามเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อน คุยกันก่อนสิ”
ชายพเนจรก้มหน้างุด “ขอทานอย่างข้าไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกับท่านหรอก”
“ข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นๆ มองเห็น” ยมมองจ้อง
ชายพเนจรนิ่งอึ้งก่อนจะหันกลับมาหายม
“เจ้าเห็นอะไร”
“ที่เราเห็นตรงหน้านี้เป็นเพียงกายสมมุติเท่านั้น หาใช่ตัวตนของท่าน ท่านไม่ใช่มนุษย์”
ชายพเนจรมองประเมินยม ดูยมออกเช่นเดียวกัน เขายิ้มนิดๆ
“ก็คงเช่นเดียวกับท่าน”
ยมยิ้มรับ
“ต่างกันก็ตรงเรามาจากด้านล่าง” ยมชี้มือ “ส่วนท่านมาจากด้านบน”
มัจจุราชในคราบนายยมและเทวดาในรูปลักษณ์ชายพเนจร ยิ้มให้กัน

คืนเดียวกันนี้ ในขณะที่นิดหน่อยบีบครีมแต่งหน้าเค้กอยู่ในครัวสำหรับขายพรุ่งนี้ สมรจะเดินเข้ามาคุยด้วย
“นี่...วันนี้ไปทำความสะอาดที่บ้านคุณยมเค้ารึเปล่า”
“ไม่ได้ไปอ่ะแม่ วันนี้ที่ร้านยุ่งมาก”
“โอ๊ย จะยุ่งอะไรนักหนา งานที่บ้านเช่าก็สำคัญนะรู้มั้ย” สมรหงุดหงิดใส่ลูก
นิดหน่อยเง็ง “สำคัญยังไงอ่ะแม่ ก็แค่งานทำความสะอาด เดี๋ยวหนูหาคนไปทำแทนก็ได้”
สมรเสียงแข็ง “ไม่ได้ งานนี้ต้องเป็นแกเท่านั้นที่เป็นคนไปทำ…รู้มั้ยว่าตอนนี้ยัยรุจิภาน่ะกลับมาแล้ว”
นิดหน่อยงงไม่หาย “แล้วไงอ่ะ”
“ก็ยัยนั่นเห็นคุณยมก็ตาลุกวาวเลยน่ะสิ นี่ถ้าแกช้านะ โดนยัยนั่นลากคุณยมลงไปกินในน้ำก่อนแน่นอน”
“อื้อหืม คนนะแม่ ไม่ใช่ตัวเงินตัวทอง”
“ไม่รู้ล่ะ ชั้นไม่อยากให้แกพลาดคุณยมคนนี้ไป เข้าใจมั้ย แกต้องพยายามจับเค้าให้อยู่หมัด”
“โอ้โห พูดแบบนี้ไม่เอาหนูใส่พานไปถวายเค้าซะเลยล่ะ”
“แกอย่าท้าชั้นนะ”
นิดหน่อยหน้าเจื่อน “ไม่นะแม่ หนูไม่ชอบใครทั้งนั้นแหละ ตัวอย่างจากแม่ก็มีให้เห็นๆ กันอยู่”
“แต่คุณยมเค้าอาจจะไม่เหมือนกับพ่อแกก็ได้”
“ไหนแม่เคยบอกว่าผู้ชายมันก็เลวเหมือนกันหมด” สมรอึ้ง ไปไม่เป็น เจอลูกย้อน “ยังไงชาตินี้หนูก็จะไม่รักใครนอกจากเพื่อนและครอบครัว...ไม่มีวัน...”
“ไม่รู้ล่ะ ยังไงชั้นก็จะเชียร์แกกับคุณยมนี่แหละ”
นิดหน่อยเซ็ง “เฮ้ย”
สมรตัดบทเดินขึ้นบ้านไปเลย นิดหน่อยหน้าเครียดขึ้นมาทันที

เสียงเพลงสากลจังหวะช้าๆ ชวนเสียตัวดังคลอในบาร์หรูของวิวัฒน์ บาร์เทนเดอร์กำลังเช็คค็อกเทลอยู่ในบาร์ ก่อนจะเห็นรุจิภาในชุดเซ็กซี่ดูดี เดินมานั่งที่เคาน์เตอร์หน้าบาร์
“ซิงเกิ้ลมอลท์แก้วนึง”
บาร์เทนเดอร์รินซิงเกิ้ลมอลท์ใส่แก้วทรงดอกทิวลิป เสิร์ฟให้รุจิภา
วิวัฒน์เดินเข้ามาในบาร์พร้อมลูกน้อง พนักงานเดินผ่านก็ยกมือไหว้
รุจิภายกแก้วเหล้าขึ้นมาดู ก่อนจะดมกลิ่น วิวัฒน์เดินเข้ามาเงียบๆ หยุดมอง
“มีอะไรเหรอครับนาย”
“ผู้หญิงคนนั้นดูมีรสนิยมดี น่าสนใจ”
วิวัฒน์เดินเข้าไปหารุจิภาที่วางแก้วเปล่าลงบนเคาน์เตอร์บาร์ สั่งแก้วใหม่
“ซิงเกิ้ลมอลท์อีกแก้ว”
เสียงวิวัฒน์พูดสวนขึ้นทันที “ลงบัญชีชั้น”
รุจิภาหันขวับไปมอง วิวัฒน์ยิ้มหล่อทัก
“สวัสดีครับ...มาคนเดียวเหรอ”
“ค่ะ”
บาร์เทนเดอร์เสิร์ฟซิงเกิลมอลท์ให้กับรุจิภา สาวสวยรับแก้วมาแกว่งๆ ดอมดมกลิ่น
“ขอบคุณนะคะ คุณ...”
“วิวัฒน์ครับ ที่นี่บาร์ของผมเอง มีอะไรขาดตกบกพร่องก็บอกผมได้เลยนะ”
วิวัฒน์หยิบโทรศัพท์ออกมาเตรียมจะขอเบอร์
“นี่เป็นวิธีขอเบอร์สาวของคุณเหรอ”
“ก็อยู่ที่คุณจะมองน่ะครับ ถ้ายังไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร”
“บังเอิญว่าตอนนี้ ชั้นยังไม่เห็นอะไรขาดตกบกพร่องในบาร์คุณ ฉะนั้นเราคงยังไม่จำเป็นต้องแลกเบอร์กันมั้งคะ” รุจิรากวน
“ครับ ถ้าอย่างนั้นเราคงไม่มีโอกาสได้แลกเบอร์กันแล้วล่ะ เพราะผมจะไม่ยอมให้มีข้อบกพร่องในบาร์ของผมเด็ดขาด”
“อืม...แต่ถ้าวันไหนชั้นอยากได้เบอร์จากคุณ ชั้นจะแกล้งใส่แมลงวันลงไปในแก้วเหล้านะคะ”
วิวัฒน์ขำ “เป็นวิธีขอเบอร์ที่ครีเอทมาก ยังไงถ้าถึงวันนั้นแล้วก็อย่ากระโตกกระตากมากนะครับ เดี๋ยวร้านผมจะเจ๊งซะ”
“โอเคค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นตามสบายนะครับ เดี๋ยวผมขอตัวไปทำงานก่อน”
“ค่ะ ชั้นชื่อรุจิภานะคะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”
“ยินดีเช่นกันครับ”
วิวัฒน์ยื่นมือไปเช็คแฮนด์ แต่รุจิภาแค่ยิ้มรับ ยังไว้เชิงไม่ยอมจับมือด้วย
“ตามสบายนะครับ”
วิวัฒน์ไม่ถือสา เดินออกไปพร้อมกับลูกน้อง
รุจิภายกแก้วเหล้าขึ้นแกว่งไกวเบาๆ ดอมดมกลิ่นหอมจรุงของเมรัยรสโปรด โดยไม่รู้ว่าวิวัฒน์ซุ่มมองรุจิภาอยู่ที่มุมหนึ่งด้วยแววตากรุ้มกริ่ม

ฝ่ายทางยมยังคุยกับชายพเนจรที่ริมน้ำ
“ช่างเป็นเรื่องบังเอิญเหลือเกิน ที่เราได้มาพบกัน”
ชายพเนจรพยักหน้ายิ้มๆ “มันคือลิขิตต่างหาก เราดูแลที่แห่งนี้มาเนิ่นนานกว่า 100 ปี ผ่านความเป็นความตายของมนุษย์มาจนนับไม่ถ้วน”
ยมฉุกคิด
“ท่านอยู่มากว่า 100 ปี ท่านคงรู้คงเห็นทุกอย่าง”
ชายพเนจรพยักหน้ารับ
“ท่านอยากรู้เรื่องใดล่ะ”
“เอ่อ...เราอยากรู้เรื่องเด็กผู้หญิงคนนึง เราจำได้ว่าเราได้เคยให้สร้อยคอกับเด็กคนนั้นไว้ ความทรงจำเรามีเพียงเท่านี้” ยมยิ้มขำๆ เขินๆ ตัวเอง “เราไม่รู้จะอธิบายยังไงให้ท่านเข้าใจมากกว่านี้”
ชายพเนจรพยักหน้า ยิ้มบางๆ ให้พลางบอก “ยื่นมือท่านที่เคยส่งสร้อยให้เด็กคนนั้นมาสิ”
ยมยื่นมือข้างที่ส่งสร้อยให้กับเด็กน้อยไปตรงหน้า ชายพเนจรเอามือข้างเดียวกันวางประกบ ช่องว่างระหว่างมือทั้งคู่ มีลำแสงสีแดงและสีฟ้าวิ่งสื่อถึงกัน
ยมมองดู ชายพเนจรที่กำลังหลับตาอยู่อย่างใจจดใจจ่อ รอจนชายพเนจรละมือลง แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา ถามเขาว่า
“สิ่งที่ท่านกังวลคืออะไรรึ”
“เราอยากรู้ว่าเด็กคนนั้นมีความสุขดีหรือไม่ ณ เวลานี้เค้าอยู่ที่ไหน”
ชายพเนจรมองไปบนท้องฟ้า “อยู่บนสวรรค์”
“แล้วจะได้กลับมาเกิดที่โลกมนุษย์อีกหรือไม่”
ชายพเนจรส่ายหน้า “เธอจะอยู่บนนั้นตลอดไป”
ยมซึมลง “คงเป็นเรื่องยาก ที่เราจะได้พบกันอีก”
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่และรอคอยเจ้าของที่แท้จริงกลับมา มีตัวแทนเก็บรักษาของสิ่งนั้นไว้อยู่”
ยมนิ่งคิด “ของสิ่งนั้น...”
“ท่านให้อะไรกับเด็กคนนั้นไว้ล่ะ เราบอกท่านได้เท่านี้ ที่เหลือโชคชะตาจะนำพาท่าน ให้ได้พบกับตัวแทนของเด็กน้อยคนนั้นเอง เราคงต้องไปแล้ว ลาก่อน”
ชายพเนจรพูดจบ ก็หันมายิ้มให้ โค้งนิดๆ เชิงบอกลา ก่อนเดินจากไป
“ของที่ให้...” ยมครุ่นคิดจนนึกออก “สร้อย...ต้องเป็นสร้อยแน่ๆ
ยมดีใจ ขว้างก้อนหินลงในแม่น้ำเกิดแสงจากหินวาบขึ้นมาเป็นประกายสีฟ้า

รุ่งเช้า ภาพของไหลน้ำพี้ปรากฏขึ้นที่หน้าจอคอมพ์ ยมเลื่อนดูรูปไหลน้ำพี้แบบต่างๆ จากอินเตอร์เน็ต
“สร้อยไหลน้ำพี้”
เสียงของชายพเนจรดังแว่วเข้ามา
“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่และรอคอยเจ้าของที่แท้จริงกลับมา...มีตัวแทนเก็บรักษาของสิ่งนั้นไว้อยู่”
ภาพอดีตแว่บขึ้นมาในห้วงคิดอีกครั้ง
ชายหนุ่มตัดสินใจถอดเอาสร้อยไหลน้ำพี้ที่สวมคอออกมา
“สวมไว้นะ...แล้วเจ้าจะแคล้วคลาดปลอดภัย”
ชายหนุ่มสวมให้เด็กหญิง
“รออยู่ตรงนี้จนกว่าพี่จะกลับมานะ...ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด”
เด็กหญิงพยักหน้ารับเอาคำ
ชายหนุ่มออกไป…เด็กหญิงมองตามแผ่นหลังไป ร้องบอกเขาอย่างห่วงหา ยึดเป็นที่พึ่ง
“พี่ชายรีบกลับมานะ”
ชายหนุ่มหันมายิ้มพร้อมกับพยักหน้าให้ เสียงหวอเตือนภัยดังขึ้นอีก ชายหนุ่มชะงัก หันกลับไปมองเด็กหญิงในซอกตึก เด็กหญิงตกใจกลัววิ่งออกมาหาเขา
“พี่ชาย...”
บนท้องฟ้ายามนั้น ระเบิดถูกปล่อยลงมาอีกครั้ง ชายหนุ่มรีบพุ่งเข้าไปดันร่างเด็กหญิงเพื่อให้เธอกลับเข้าไปในซอกตึกดังเดิม
“อย่าออกมา”
ระเบิดลงตู้ม ร่างของชายหนุ่มกระเด็นหายเข้าไปในเปลวไฟ
เด็กหญิงกรีดร้องเสียงดังลั่น “พี่ชาย...พี่ชาย...”

นิดหน่อยทำความสะอาดเสร็จ ก็เดินเข้ามาหายมที่กำลังนั่งเหม่อดูรูปห้าจอคอมพ์อยู่
“ทำความสะอาดเสร็จแล้วนะคะ”
ยมใจลอยอยู่ถึงกับสะดุ้ง
“โทษที ชั้นไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณตกใจ”
“ไม่เป็นไร”
นิดหน่อยมองที่จอคอมพ์อย่างสนใจ “นั่นไหลน้ำพี้รึเปล่า”
“รู้จักด้วยเหรอ”
“รู้สิ ที่บ้านชั้นก็…”
นิดหน่อยไม่ทันพูดจบ มีเสียงรุจิภาดังขัดขึ้นก่อน “สวัสดีค่า”
ยมกับนิดหน่อยหันไปมอง เห็นรุจิภาเดินเข้ามาพร้อมกับถุงใส่อาหารเต็มมือ รุจิภาเห็นก็รู้สึกแปลกใจที่เจอนิดหน่อยที่นี่
“อ้าวนิดหน่อย เธอมาทำอะไรที่นี่เนี่ย”
“ชั้นมาทำความสะอาดบ้านน่ะ”
“ตายแล้ว นี่ขยันหรือว่าช่วงนี้ร้อนเงินจ๊ะ”
นิดหน่อยอึ้ง
รุจิภาหัวเราะขำ “เฮ้ย ชั้นแซวเล่นนะ”
“ค่ะ” นิดหน่อยยิ้มหน้าเจื่อนๆ บอกกับยมว่า “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ชั้นกลับร้านก่อนนะ”
ยมพยักหน้ารับนิ่งๆ นิดหน่อยเดินออกจากบ้านไป
“ทานข้าวรึยังคะ รุจิซื้อของอร่อยๆ มาฝากเยอะแยะเลย”
“ผมเรียบร้อยแล้วครับ”
“ถ้าอย่างนั้นกินขนมก็ได้ค่ะ เดี๋ยวรุจิไปจัดใส่จานมาให้นะคะ”
รุจิภายกถุงอาหารเดินไปทางครัว ยมมองตามงงๆ ไม่รู้ว่าทำไมรุจิภาต้องมากินอาหารที่บ้านตน
“ทำไมต้องมากินที่นี่”
มัจจุราชหนุ่มหล่อยังไม่รู้ว่าโดนสาวแอ๊วจ้า...

ด้านนิดหน่อยเดินออกมาจากประตูรั้วบ้าน เป็นจังหวะที่วิวัฒน์ขับรถผ่านมาพอดี วิวัฒน์ขับแซงมาจอดดักหน้า ก่อนจะเปิดประตูรถลงมา
“มาทำอะไรแถวนี้จ๊ะนิดหน่อย”
นิดหน่อยตอบห้วนๆ “ทำงาน”
“ทำงาน งานอะไร...ส่งขนมเหรอ”
นิดหน่อยไม่พอใจ “เดี๋ยวนะ ชั้นต้องรายงานนายด้วยเหรอ ว่าวันๆ นึงชั้นทำงานอะไรบ้าง”
“แหม...คนเค้าอุตส่าห์สนใจ อยากดูแลเทคแคร์บ้างก็เท่านั้น”
“ไม่จำเป็น ชั้นดูแลตัวเองได้”
นิดหน่อยตัดบทแล้วเดินออกไปทันที วิวัฒน์มองตามพร้อมกับยิ้มร้ายอย่างนึกสนุก
“หยิ่งเข้าไป หยิ่งเยอะๆ ชั้นชอบ”
จู่ๆ กุมารทองลูกรักก็ร้องไห้งอแงเสียงดังขึ้นมา วิวัฒน์แปลกใจมาก
“เฮ้ยสุรเดช เป็นอะไรลูก”
เสียงกุมารทองดังขึ้น “พ่อจ๋าๆ รีบออกไปจากตรงนี้กันเถอะ หนูกลัว”
“กลัว กลัวอะไร”
“หนูกลัวบ้านหลังนั้น ในนั้นมีอะไรอยู่ก็ไม่รู้”
วิวัฒน์เหลียวมองเข้าไปที่บ้านเช่าของยม “มีอะไร พระเหรอลูก หรือเจ้าที่แรง”
“ไม่รู้คืออะไร แต่น่ากลัวมาก หนูกลัว” กุมารทองร้องไห้ไม่หยุด
“เออๆ ไปก็ไป”
วิวัฒน์มองเข้าไปในบ้านเช่าอย่างเคลือบแคลงสงสัย ก่อนจะตัดสินใจกลับขึ้นรถแล้วขับออกไปโดยไม่รู้ว่ายมเป็นผู้เช่าบ้านหลังนี้

เย็นแล้ว นิดหน่อยกำลังเก็บร้านอยู่ จนเห็นจุกเดินเข้าร้านมา
“มาเลย ช่วยกันเก็บร้าน”
“แล้วแม่ล่ะพี่”
“อ้าว ไม่ได้อยู่บ้านหรอกเหรอ”
“ไม่นะ”
“แว่บไปไหนล่ะเนี่ย…อย่าให้รู้นะว่าแอบไปบ่อนอีก จะตามไปกรี๊ดให้วงแตกเลย”
จุกกับนิดหน่อยช่วยกันเก็บร้านไปด้วย คุยกันไปด้วย
“ได้ข่าวว่าช่วงนี้พี่วิวัฒน์มาแอ๊วพี่เหรอ”
“ไอ้นี่มันก็แอ๊วคนไปทั่วนั่นแหละ”
“ระวังตัวนะพี่นิดหน่อย อยู่ห่างๆ เค้าไว้”
“ฮึ พี่ไม่สนคนแบบนั้นหรอก คุยเป็นเพื่อนยังไม่อยากจะคุยเลย”
“จุกรู้ว่ายังไงพี่ก็ไม่สนเค้า แต่จุกห่วงว่าเค้าจะเล่นสกปรกกับพี่มากกว่า”
นิดหน่อยงง “สกปรกยังไง”
“อ้าว นี่ไม่รู้เหรอว่าเค้าเป็นศิษย์เอกอาจารย์ขาวเลยนะ”
“ก็ไม่ได้สนใจเค้าอยู่แล้ว จะไปรู้ได้ไงล่ะ ว่าเค้าเป็นศิษย์เอกใคร”
“นั่นแหละ อาจารย์ขาวนี่จอมขมังเวทย์เลยนะ จุกกลัวว่าถ้าพี่ไม่สนใจเค้า แล้วเค้าจะมาทำเสน่ห์ใส่พี่น่ะสิ”
นิดหน่อยไม่เชื่อ “งมงายน่ะ”
จุกมองที่คอพี่สาว “สร้อยไหลน้ำพี้ที่ยายให้ไว้อยู่ไหนอ่ะพี่ ไม่เอามาใส่ไว้ล่ะ จะได้ป้องกันพวกคุณไสย”
“เก็บไว้ในกล่องอย่างดี ไม่อยากเอามาใส่บ่อยๆ กลัวหาย”
“พี่ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะ หลายเสียงยืนยันมาแล้ว ว่าอาจารย์ขาวนี่ไม่ธรรมดา ข่าวว่าตอนนี้แกเข้าป่าไปบำเพ็ญเพียร มีกำหนดกลับในอีกสามวัน แต่วันนี้ชาวบ้านไปต่อคิวรอพบแกกันแล้ว”
“เฮ้อ...งอมืองอเท้ารอแต่หมอผีกันเนาะ คนสมัยนี้”
นิดหน่อยตั้งหน้าตั้งตาเก็บร้าน ขณะที่จุกมองพี่สาวด้วยความเป็นห่วง

ด้านรุจิภาเดินดูหนังสือบริเวณชั้นหนังสือของยม พบว่าส่วนใหญ่ล้วนเป็นหนังสือเกี่ยวกับความรัก
“ทำไมตำราเกี่ยวกับความรักเยอะจังเลยคะเนี่ย เอ๊ะ หรือว่าตอนนี้คุณยมกำลังคบหาดูใจกับใครเป็นพิเศษอยู่”
“ผมศึกษาเฉยๆ น่ะครับ”
“ศึกษาเฉยๆ เพื่ออะไรคะ”
ยมอ้ำอึ้งเล็กน้อย “ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอกครับ แค่อยากจะเข้าใจความรักให้ถ่องแท้เข้าไว้”
“แล้วตอนนี้คุณยมมีพูดคุยหรือคบหากับใครอยู่บ้างรึเปล่าคะ”
ยมส่ายหน้างงๆ
“คุณจะไม่มีวันเข้าใจความรักได้เลยค่ะ ถ้าคุณไม่ได้ลองคบหากับใครสักคน”
ยมงงหนัก “คบหา”
“ค่ะ การอ่านตำราก็เป็นเหมือนการเรียนทฤษฎี การคบกับใครสักคนก็เป็นเหมือนการเรียนภาคปฏิบัติ ถ้าคุณเรียนทฤษฎีอย่างเดียว ไม่ปฏิบัติ คุณก็จะไม่มีวันเข้าใจความรักได้อย่างแท้จริงหรอกค่ะ”
ยมบ่นงึมงำ “นี่เราต้องลองคบกับใครสักคนเหรอเนี่ย”
“เชื่อรุจิเถอะค่ะ ลองทำตามที่รุจิบอก แล้วคุณจะเข้าใจความรักได้ดียิ่งขึ้น”
ยมมีสีหน้าครุ่นคิด ขณะที่รุจิภาแอบลุ้นว่าจะได้ลองคบกับยม
ระหว่างนี้มัจจุราชเขต7 ซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ตรงหน้าต่างด้านนอก
“เอาเลยท่านเขต8 ท่านมีความรักเมื่อไหร่ ข้านี่แหละจะเป็นผู้นำดวงวิญญาณบาปของท่านลงไปรับโทษทัณฑ์ด้วยตัวข้าเอง”
เขต7 ยิ้มร้ายชอบใจ แล้วเดินหายไป

บาร์เทนเดอร์กำลังปรุงค็อกเทลอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะวางแก้วบนบาร์
พนักงานรับแก้วค็อกเทลไปเสิร์ฟ พบว่าในบาร์ของวิวัฒน์ราตรีนี้ เต็มไปด้วยเหล่านักเที่ยวนักดื่มที่อยู่ในอาการเมามาย หลายคู่ชายหญิงคลอเคลียนัวเนียกันแทบจะสิงกันเลยทีเดียว
พนักงานเอาค็อกเทลมาเสิร์ฟที่โต๊ะรุจิภา ขณะที่ยมมองบรรยากาศนักเที่ยวชายหญิง กำลังนัวเนียคลอเคลียกัน สีหน้าเรียบเฉย
“นี่คุณยมไม่ดื่มจริงๆเหรอคะเนี่ย”
ยมบอกหน้านิ่ง “ไม่ดื่มครับ”
“แปลกจัง แล้วปกติมาเที่ยวแบบนี้คุณยมดื่มอะไรเหรอคะ”
ยมเผลอหลุดปาก “ผมไม่เที่ยวที่อโคจรแบบนี้”
รุจิภางง “หืม?”
ยมรีบเปลี่ยนเรื่อง “ที่นี่น่ะเหรอครับ ที่ผมจะได้เห็นบรรยากาศของความรัก”
“ใช่ค่ะ คุณยมไม่เห็นเหรอคะ ทุกคนที่นี่ต่างตกอยู่ในห้วงแห่งความรักด้วยกันทั้งนั้น”
ยมมองไปที่โต๊ะๆ หนึ่ง เห็นชายวัยกลางคนกำลังนัวเนียอยู่กับวัยรุ่นสาวสวย ยมจ้องเข้าไปที่ใบหน้าของชายคนนั้น นึกถึงอดีต
ภาพหญิงวัยกลางคนกำลังหัวหมุนกับลูกที่เพิ่งจะเกิด ทารกกำลังร้องลั่นบ้าน หญิงวัยกลางคนพยายามป้อนนม อุ้มเดิน เพื่อให้หยุดร้องยังไงก็ไม่เป็นผล
หญิงวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มากดโทร.ออก
นักเที่ยวชายวัยกลางคนหยิบโทรศัพท์มาดูเบอร์ ก่อนจะกดตัดสายทิ้ง แล้วไปเต้นนัวเนียกับเด็กสาวต่อ ยมมีสีหน้าเคร่งเครียด บ่นลอยๆ
“ข้าจะสั่งนิรบาลลับหนามต้นงิ้วรอเจ้า”
“เอิ่ม...ว่าอะไรนะคะ”
“อ๋อ...ไม่มีอะไรครับ”
“เป็นยังไงบ้างคะ...บรรยากาศความรักที่นี่”
“มันไม่ใช่ความรักหรอกครับ มันเป็นความลุ่มหลงมากกว่า พอหมดความลุ่มหลงก็แยกย้าย”
“เคยบวชเรียนมากี่พรรษาคะเนี่ย ฟังดูธรรมะธรรมโมจัง” รุจิภาสัพยอก
ยมมองบรรยากาศในบาร์หน้านิ่งๆ รุจิภาเริ่มรู้สึกว่ายมเป็นคนแปลกๆ
ระหว่างนี้วิวัฒน์เดินเข้ามาในบาร์กับลูกน้องคนสนิท ลูกน้องเห็นบางอย่างสะกิดให้วิวัฒน์มองไปที่โต๊ะรุจิภา
“นายครับ”
วิวัฒน์มองไปที่โต๊ะรุจิภา ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปทักทาย
“สวัสดีครับคุณรุจิภา”
รุจิภายิ้มทัก “อ้าว สวัสดีค่ะคุณวิวัฒน์”
“วันนี้ไม่นั่งเหงาคนเดียวแล้วนะครับ”
“ค่ะ...นี่คุณยมค่ะ คุณยมคะ นี่คุณวิวัฒน์ เป็นเจ้าของที่นี่ค่ะ”
“สวัสดีครับคุณยม ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
ยมทักตอบสีหน้าเรียบ “สวัสดีครับ”
วิวัฒน์รู้สึกขัดตาที่ยมไม่เฟรนด์ลี่กับตน แต่ก็ฝืนยิ้มคุยต่อ
“ไม่ใช่คนแถวนี้ใช่มั้ยครับ ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย”
“ครับ...บ้านเราไกลจากที่นี่มาก”
“คุณยมเค้ามาฮอลิเดย์น่ะค่ะ ตอนนี้ก็มาเช่าบ้านรุจิอยู่” รุจิภาว่า
วิวัฒน์แปลกใจ “ฮอลิเดย์ในกรุงเทพฯ แปลกนะครับ ส่วนใหญ่เค้าจะไปป่าเขาหรือไม่ก็ทะเลกัน”
“เราอยากดูชีวิตผู้คนสมัยนี้น่ะ” ยมมองไปรอบๆ บอกอีกว่า “มนุษย์สมัยนี้บาปหนากันมากขึ้น”
วิวัฒน์ยัวะ อารมณ์เริ่มขุ่น แต่พูดน้ำเสียงหยอกเย้า “นี่คุณรุจิแอบพาหลวงพี่วัดไหนมาเที่ยวบาร์ผมรึเปล่าครับเนี่ย”
“ถ้าดึงผมออกกลายเป็นหัวโล้นล่ะฮาเลยนะครับเนี่ย” ลูกน้องว่า
วิวัฒน์กับลูกน้องหัวเราะคิกคัก ขณะที่ยมหน้านิ่งตามเดิม รุจิภาเริ่มรู้สึกว่าบรรยากาศไม่ดีนักจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง
“จะนั่งด้วยกันมั้ยคะคุณวิวัฒน์”
“ไม่ดีกว่าครับ คุณคงอยากมีความเป็นส่วนตัวกับเพื่อนมากกว่า”
รุจิภาพยักหน้ายิ้มๆ
วิวัฒน์ยื่นมือขอเช็คแฮนด์กับยม “ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
ยมเช็คแฮนด์ด้วย “ยินดีได้รู้จัก”
วิวัฒน์รู้สึกถึงความร้อนในตัวยมที่ผิดปกติ แต่ก็ยังนิ่งไม่แสดงอาการอะไร สองคนจับมือและสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะปล่อยมือจากกัน
“ขอตัวก่อนนะครับ”
วิวัฒน์เดินออกไปพร้อมกับลูกน้อง ยมมองตามด้วยสีหน้าเข้มขรึม รับรู้ได้ว่าวิวัฒน์นี่มีความไม่ธรรมดาซ่อนอยู่

วิวัฒน์แยกจากลูกน้องเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานภายในบาร์ แต่ต้องแปลกใจเมื่อเห็นกุมารทองนั่งกอดเข่าคุดคู้ เหมือนหวาดกลัวอะไรอยู่
“เฮ้ย เป็นอะไรไปลูก”
“หนูกลัว”
วิวัฒน์งง “กลัว กลัวใคร”
“ก็กลัวผู้ชายที่คุยกับพ่อเมื่อกี๊นี้ไง...เค้าเป็นใครก็ไม่รู้”
วิวัฒน์งงหนัก “ทำไม มันก็คนปกติทั่วไปนี่”
กุมารทองส่ายหน้า “เค้าเป็นใครก็ไม่รู้ หนูกลัว”
“แปลก หรือว่ามันจะมีของ”
“หนูไม่รู้ หนูกลัว”
กุมารทองวิ่งเข้าไปนั่งคุ้ดคู้อยู่ใต้โต๊ะทำงานอย่างหวาดกลัวถึงขีดสุด

วิวัฒน์มีสีหน้าครุ่นคิดแปลกใจ ยกมือข้างที่จับกับยมขึ้นมาดู พบว่ามีรอยแดงอ่อนๆ คล้ายกับถูกประคบร้อนมากระนั้น

อ่านต่อ ตอนที่5


กำลังโหลดความคิดเห็น...