xs
xsm
sm
md
lg

มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่3

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


มัจจุราชฮอลิเดย์ ตอนที่ 3 | เขต7ตามติดจับผิดเขต8

บทประพันธ์ : อรุณรุ่ง | บทโทรทัศน์ : วาทินีย์

มัจจุราชเขต8 ในคราบนายยมมองไปรอบๆ คอนโด ถอนใจเฮือกใหญ่ออกมา อย่างผิดหวัง

“มันเปลี่ยนไปหมด เปลี่ยนไปหมดแล้วจริงๆ”
“ก็มันตั้งร้อยปีแล้วน่ะท่าน ว่าแต่ทำไมท่านถึงอยากกลับมาตรงนี้ล่ะครับ” สุวรรณแปลกใจ
“เราหวังว่าจะมีคนรอเราอยู่”
“ใครเหรอท่าน แต่ถ้ารอท่านจริงๆ ก็คงตายแล้วเกิดใหม่หลายภพหลายชาติแล้วล่ะครับ”
บังเอิญอะไรขนาดนั้น เสียงประตูร้านขนม “หวานนิดหวานหน่อย” ใต้คอนโดเปิดออก ส่งให้ลูกกระพรวนกรุ๋งกริ๋งที่ประตูดังขึ้น พร้อมกับที่นิดหน่อยเดินออกมาบิดขี้เกียจ
“โอ๊ย เหนื่อย นวดแป้งจนมือจะแหลกอยู่แล้ว!”
สุวานกับสุวรรณมองไปที่นิดหน่อย
“คนนั้นรึเปล่าครับ ที่รอท่านอยู่”
ยมมองตามสุวรรณ นิดหน่อยกำลังหันมาทางยม สายตาทั้งคู่เกือบจะป๊ะกันรอมร่อ แต่ดันมีคนเดินผ่านมาบังสายตาของทั้งสองพอดีจนนิดหน่อยไม่เห็นว่ายมอยู่แถวหน้าร้าน นิดหน่อยเดินหนีไปด้านอื่น
สุวรรณจำได้ “เอ๊ะๆๆ นั่นมันแม่หนูที่...”
“ชัดเลยท่าน” สุวานหันไปทางยม แต่ยมไม่ทันเห็นหน้านิดหน่อยเพราะเดินเลยไปแล้ว เห็นแต่ด้านหลัง ยมมองไปที่ร้านขนม
“เดี๋ยวเรามา”
ยมเดินออกไป สุวรรณ กะ สุวานเขต8 มองหน้ากันงงๆ

สมรกำลังคุยโทรศัพท์กับรุจิภาอยู่ในร้าน ขณะที่จุกกำลังจัดวางขนมขึ้นชั้นเตรียมวางขาย
“ค่ะคุณรุจิภา เรื่องบ้านเช่าไม่ต้องเป็นห่วงเลยนะคะ เดี๋ยวทางนี้สมรช่วยดูแลหาลูกค้าให้เองค่า โอ๊ย...คนอยากมาอยู่เยอะแยะค่าา”
จุกพูดลอยๆ “บ้านผีสิง ใครจะอยู่”
“ปากเสีย”สมรหลุดปากด่าลูก “อ๋อ...ไม่มีอะไรค่ะ พอดีเจอขนมที่ร้านเสียน่ะค่ะ”
สมรชี้หน้าจุกกำราบไม่ให้พูดมาก ก่อนจะคุยโทรศัพท์ต่อ
“แล้วคุณรุจิภาตั้งใจจะให้เช่าเดือนละเท่าไหร่คะ สองหมื่นห้า! อ๋อ ไม่แพงค่าา ถูกมากๆเลย โอเคค่ะ ถ้าได้เรื่องยังไงแล้วสมรจะติดต่อไปนะคะ ค่ะ สวัสดีค่า”
วางสายปุ๊บสมรก็นินทารุจิภาปั๊บ
“บ้านผีสิง เช่าเดือนละสองหมื่นห้า คงจะมีคนเช่าหรอก”
ยมเดินเข้ามาในร้านเงียบๆ จุกหันมาเห็นถึงกับสะดุ้ง ตกใจเล็กน้อย
“เฮ้ย”
สมรงง “อะไร ทำหน้าอย่างกับเห็นผีอีกแล้ว ไอ้ลูกคนนี้”
“เจอกันอีกแล้วนะเรา” ยมทัก
“คับ เจอทีไรสะดุ้งทุกที” จุกยิ้มแหยๆ เกาหัวงงๆ
สมรหันไปที่ยม
“สวัสดีค่ะรับอะไรดีคะ”
“เออ..คือ...ที่นี่ที่ไหนครับ”
สมรเซ็ง “อ้าว! แล้วคุณจะมาที่ไหนล่ะคะ”
ยมมองไปรอบๆ รับรู้ว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จุกมองยมงงๆ ส่วนสมรก็คุยปกติเพราะไม่รู้ว่ายมคือใคร
“ที่นี่เปลี่ยนไปจนเราจำไม่ได้เลย”
“เอ่อ...นี่จะมาซื้อขนมหรือว่ามาสำรวจหาอะไรไม่ทราบคะ”
“อ๋อ...ซื้อขนมครับ” ยมอึกอักพลางชายตาสำรวจรอบๆ
“ค่ะ จะทานที่นี่หรือว่าซื้อกลับบ้านดีคะ”
ยมงง สะดุดหู “บ้าน”
“ใช่ค่ะ...งงอะไรเหรอคะ”
“คือเรายังไม่มีบ้านน่ะ”
สมรมองยมหัวจดเท้า “ไม่มีบ้าน ตายแล้ว ลักษณะการแต่งตัวไม่น่าจะเป็นคนไม่มีบ้านอยู่นะ”
“เราก็กำลังจะหาบ้านอยู่”
“หาบ้าน!”
“ใช่...เรามีงานจะต้องทำแถวๆ นี้ ก็เลยอยากได้บ้านแถวๆ นี้น่ะ”
สมรนึกถึงบ้านเช่ารุจิภา ยิ้มกริ่ม “คุณมาถูกที่แล้วล่ะค่ะ ฉันมีบ้านหลังนึง เหมาะกับคุณมาก”
จุกบ่นเบาๆ “บ้านผีขายออกก็งานนี้แหละว้า”
สมรหันขวับมามองจุกที่ไม่รู้ว่าบ่นอะไร ก่อนจะหันไปยิ้มแฉ่งกับยม

สมรเดินนำยมเข้ามาในซอยข้างคอนโด มาหยุดบริเวณริมรั้วบ้านเช่า มองจากด้านนอกเป็นบ้านเก่าหลังใหญ่โตกว้างขวาง แต่บรรยากาศวังเวง
“หลังนี้แหละค่ะ”
ยมชอบใจ “เหมาะมาก...เหมาะจริงๆ”
สมรพึมพำเบาๆ “ประชด ว่าแดกชั้นรึเปล่าเนี่ย”
“ไม่ได้ประชด เราชอบบ้านหลังนี้จริงๆ”
“อุ๊ย...หูดีนะคะ”
“แล้วค่าเช่าคิดยังไงครับ”
“ถูกมากค่ะ เดือนละสามหมื่นห้าเท่านั้นเอง ถูกเหมือนได้เปล่าเลยนะเนี่ย”
ยมพยักหน้ายิ้มๆ สมรเห็นท่าทียมก็สบายใจ แอบลูบปากสมใจขณะที่ยมหันมองสภาพบ้าน
ระหว่างนี้นิดหน่อยเดินจ้ำๆ เข้ามา หลังจากรู้จากจุกว่าสมรพายมมาดูบ้านเช่า
“แม่!”
“อะไร เรียกซะตกอกตกใจหมด”
“จุกบอกว่าแม่พาคนมาเช่าบ้านผีสิงงั้นเหรอ”
สมรบิดเนื้อแขนนิดหน่อยหมับกระซิบกระซาบ “ปากเสีย บ้านผีสงผีสิงอะไรกัน นี่...อย่ามาขัดลาภชั้นนะ”
ยมหันหน้ามาดู นิดหน่อยเห็นหน้ายมก็ตกใจ จำเขาได้
“นะ...นาย...นี่นายเองเหรอเนี่ย หวังว่าฉันคงไม่ซวยอีกนะ”
ยมยิ้มให้ “คุณว่าบ้านนี้ผีดุเหรอ”
“นายกลัวรึเปล่าล่ะ”
ยมเผลอหลุดปาก “หึ...ผีสิต้องกลัวเรา”
นิดหน่อยหมั่นไส้ “ฮึ...ปากแบบนี้ เผ่นป่าราบไปหลายรายแล้ว”
“พอๆ ผีเผออะไรไม่มีหรอกค่ะ…สรุปเช่ามั้ยคะ”
ยมพยักหน้าตกลง “เราตกลงเช่าบ้านหลังนี้”
สิ้นคำพูดยม เสียงวิญญาณกรีดร้องก็ดังลั่นออกมาจากบ้าน สมรกับนิดหน่อยสะดุ้งโหยง
“เสียงอะไรอ่ะแม่” นิดหน่อยมองเข้าไปในบ้าน
สมรทำใจดีสู้เสือ “เสียงคนแถวนี้นี่แหละ...เสียงมันลอยมาตามลม”
นิดหน่อยกระแทกเสียงใส่ “ข่ะ”
“เดี๋ยวแกพาคุณ…” สมรมองหน้ายม
มัจจุราชเขต8 แนะนำตัวเองว่า “ยมครับ”
“ค่ะ” สมรหันมาทางนิดหน่อย “เดี๋ยวแกพาคุณยมดูบ้านหน่อยแล้วกัน ขาดเหลืออะไรก็บอกมา จะได้รีบจัดการให้”
พร้อมกับว่าสมรเอากุญแจบ้านยัดใส่มือลูกสาว แล้วรีบเดินจ้ำกลับบ้านไปด้วยท่าทีหลอนๆ
“เชิญค่ะ”
นิดหน่อยเดินนำเข้าบ้านไป ยมเดินตามไป

ภายในบริเวณโถงบ้านมืดมิด ก่อนที่ประตูจะถูกเปิด ให้ลำแสงผ่านเข้ามาในบ้าน..นิดหน่อยเดินนำยมเข้ามาสำรวจภายในบ้านซึ่งเต็มไปด้วยฝุ่น
สายตาเหล่าวิญญาณตามมุมบ้าน ผลุบๆ โผล่ๆ มองไปที่ยมสลอนพร้อมกับเสียงร้องแปลกๆ ดังแว่วๆ ชวนขนลุก
“ไม่ต้องกลัวนะ เรามาดี” ยมเอ่ยขึ้น
นิดหน่อยหลอน “พูดกับใครน่ะ”
ยมอึกอักนิดๆ “เปล่า...ก็พูดออกไปลอยๆ เผื่อในนี้จะมีผีอยู่จริงอย่างที่เธอว่า”
ทันใดนั้น ก็มีเสียงหวีดร้องพร้อมกับเสียงคล้ายคนวิ่งหนีดังขึ้นทั่วบ้าน ที่แท้เป็นผีวิ่งออกไปจากบ้านจ้าละหวั่น
“อ๊าย”
นิดหน่อยตกใจโผเข้ากอดยมแน่น ยมอึ้งๆ ที่อยู่ๆ ก็โดนกอดโดยไม่ได้ตั้งตัว ก่อนที่นิดหน่อยจะเป็นคนผละออกไปเองเพราะรู้สึกร้อนมาก
“โอ๊ย!”
นิดหน่อยมองยมอึ้งๆ งงๆ
“ทำไมตัวนายร้อนมากเลยอ่ะ”
ยมอ้ำอึ้ง “สงสัยไม่สบายละมัง”
นิดหน่อยแปลกใจ “ไข้สูงขนาดนี้ แต่ดูปกติมากเลยนะ”
“ไม่ต้องมาสนใจเราหรอก”
“ขร่ะ” นิดหน่อยเบะปากหมั่นไส้
ยมเอามือลูบฝุ่นที่เกาะตามตู้โต๊ะ นิดหน่อยมองแล้วเกิดไอเดียหารายได้พิเศษ พูดลอยๆ
“ฝุ่นเยอะขนาดนี้ จะทำความสะอาดไหวเหร๊อ”
ยมเผลอปาก “ดีดนิ้วเป๊าะเดียว บ้านก็เอี่ยมทั้งหลังแล้ว”
นิดหน่อยมองหน้างงๆ
ยมอึ้งไป “หมายถึงดีดนิ้วสั่งงานคนน่ะ”
“แล้วมีคนทำรึยังล่ะ ถ้ายังจะได้ช่วยหาให้”
“ก็ดีนะ ช่วยหาให้เราหน่อย”
“โอเค นึกออกแล้ว”
“ใครเหรอ”
“ชั้นนี่ไง”
“หาได้เร็วมาก”
“เรทค่าจ้างคิดเป็นชั่วโมงนะ ชั่วโมงละห้าร้อย ตกลงมั้ย” นิดหน่อยบอกเร็วปรื๋อ
“คนอื่นๆ ก็คิดราคานี้น่ะเหรอ”
“นี่หาว่าชั้นขูดรีด”
“เปล่า ก็แค่อยากรู้เฉยๆ”
“คนอื่นๆ อาจจะถูกกว่า แต่ชั้นบอกเลยว่าไม่มีใครกล้ามาทำงานที่นี่แน่”
“ตกลง เราจ้างเธอ”
นิดหน่อยทำไม้ทำมือร้อง “เยส” อย่างดีใจ
ยมมองงงๆ นิดหน่อยรีบเก็บอาการ
ยมเดินมาในจุดที่ประตู3 บานอยู่แนวเดียวกัน จึงหยุดมอง ด้วยท่าทีเคร่งเครียดจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย
“แต่ต้องระวังอย่างหนึ่งนะ”
“อะไรเหรอ”
“บ้านหลังนี้มีประตูอยู่ในแนวเดียวกันถึงสามบาน อย่าเปิดประตูทั้งสามบานพร้อมๆ กันเพราะมันจะเป็นทางผีผ่าน”
นิดหน่อยสยอง “จริงเหรอ”
ยมบอกจริงจัง “จริง”
นิดหน่อยกลืนน้ำลายเอื๊อก ยมดูออก
“กลัว”
“ถ้ากลัว จะกล้ามารับจ้างทำความสะอาดที่นี่รึไงล่ะ”
นิดหน่อยเปลี่ยนสีหน้าเป็นชิลๆ ยมมองด้วยแววตาค้นหา ว่าเธอจะใช่คนที่เขาตามหาอยู่หรือไม่

ที่นรกภูมิ มัจจุราชเขต7 นั่งทำงานอยู่ในห้อง ท่าทางเคร่งเครียด สักครู่หนึ่งจึงเห็นสุวรรณกับสุวานเขต7 เดินเข้ามา
“ได้เรื่องยังไงบ้าง”
“ตรวจสอบกับทางสวรรค์แล้วครับ ณ เวลาเดียวกัน ไม่มีวิญญาณผู้ตายได้ขึ้นไปบนสวรรค์ครับท่าน” สุวรรณรายงาน
“งั้นก็แปลว่าวิญญาณยังอยู่ในโลกมนุษย์” เขต7 ใช้ความคิด
“แน่นอนครับท่าน”
“วิญญาณที่หายไป มัจจุราชที่ไปฮอลิเดย์” เขต7 ใครครวญครุ่นคิดแล้วยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา “ท่านมัจจุราชเขต8 เราคงปล่อยให้ท่านสนุกคนเดียวไม่ได้ซะแล้ว”
เขต7 หัวเราะหึๆ ในลำคอ สุวรรณกับสุวานก็มองหน้ากันยิ้มๆ ที่จะได้มีเรื่องสนุกๆ ทำ

สมรกำลังคุยสายกับรุจิภาอยู่ในร้านขนม
“ค่า...หมอนมาคิดๆดูแล้ว หมอนว่าหมอนเช่าบ้านคุณรุจิภาเองดีกว่าค่ะ พอดีว่าหมอนมีแนวคิดจะทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆอยู่ ค่ะ ถ้าตกลงเดี๋ยว หมอนโอนเงินให้คุณรุจิภาวันนี้เลย เดือนละสองหมื่นพันห้าใช่มั้ยล่ะคะ แหม...แต่ถ้าเดือนละสองหมื่นก็จะดีมากเลย...เพราะอย่างว่านะคะ บ้านก็ทรุดโทรมพอสมควร แถมคนก็ลือกันเรื่องผีอีก ไม่รู้ว่าทำธุรกิจแล้ว จะรุ่งรึเปล่า อ๊าย ขอบคุณมากนะคะ น่ารักสุดๆ เลย คุณรุจิภาเนี่ย…สรุปเดือนละสองหมื่นนะคะ งั้นตกลงค่ะ เดี๋ยวหมอนโอนเงินให้เลย ค่ะ สวัสดีค่ะ คุณรุจิภา”
สมรวางสายพร้อมกับลูบปากอย่างอารมณ์ดี
สารวัตรวิเวกกับอาวรณ์เดินเข้ามาในร้านพอดี
“อ้าว สวัสดีค่าา สารวัตรวิเวก คุณอาวรณ์”
อาวรณ์แบมือ “ชั้นมาเก็บค่า”
สมรยื่นเงินให้ ตัดบทอย่างเร็ว “นี่ค่ะ ค่าเช่า”
อาวรณ์ประหลาดใจ “อุ๊ยตาย เดือนนี้จ่ายเร็วนะคะ ช่วงนี้เฮงเหรอ”
“เฮงเฮิงอะไรล่ะคะ เงินนี่มาจากกิจการล้วนๆ ไม่ได้มาจากบ่อนเลยซักนิด”
“ดีครับ ทำมาหากินสุจริตนี่แหละ ภูมิใจที่สุดแล้ว” วิเวกกระซิบกับสมร “เอ้อ พูดถึงบ่อน ถ้าคุณสมรไม่ได้เข้าบ่อนแล้ว พอจะมีเบาะแสแจ้งจุดตั้งบ่อนให้ผมทราบสักหน่อยมั้ยครับ ผมจะได้ปราบปรามไม่ให้มันอยู่ในชุมชนของเรา”
อาวรณ์ลอบกลืนน้ำลายลงคอ เพราะรู้เห็นเป็นใจเรื่องธุรกิจสีเทานี้กับเสี่ยวิวัฒน์อยู่
สมรรีบปฏิเสธ “โอ๊ย ไม่มีเบาะแสหรอกค่ะ ท่านสารวัตร หมอนลาวงการนี้มานานแล้ว แล้วก็ไม่ได้สนใจจะอยากรู้ว่าบ่อนไหนอยู่ตรงไหนอีกเลย”
“ชุมชนเราออกจะขาวสะอาด ไม่มีหรอกค่ะคุณ ไอ้พวกธุรกิจสีเทาเนี่ย”
“ไม่มีก็ดีครับ ผมล่ะเป็นห่วงลูกหลานในชุมชนของเราซะจริงๆ” วิเวกมองหา “แล้วนิดหน่อยไม่อยู่ร้านเหรอครับ”
“อ๋อ...นิดหน่อยออกไปรับจ๊อบทำความสะอาดบ้านน่ะค่ะ พอดีมีคนมาเช่าบ้านของคุณรุจิภา”
อาวรณ์แปลกใจ “ตายแล้ว บ้านผีสิงนั่นมีคนมาเช่าแล้วเหรอ
“ค่ะ เป็นหนุ่มหน้าตาดีซะด้วย แถมดูท่ากระเป๋าก็หนักไม่เบานะคะ”
“จะอยู่ได้สักกี่วันเชียว ชั้นต่อให้ไม่เกินสองวัน” อาภรณ์ว่า
“ดูท่าทางแล้ว หมอนให้สามวัน”
“พนันกันมั้ยล่ะ ห้าพัน ขำๆ”
“ไม่”
“ไม่ขำๆ งั้นหมื่นนึงไปเลย ดีลมั้ย”
คราวนี้สมร “ดีล” ทันที
สมรกับอาวรณ์ยื่นมือเช็คแฮนด์กัน ก่อนจะหันไปเห็นวิเวกมองหน้าตึงอยู่
สองคนดึงมือออกจากกันแทบไม่ทัน “เย้ย!”
“ไหนว่าเลิกเล่นการพนันแล้วไงครับ” วิเวกจับผิด
“เลิกแล้วจริงๆ ค่ะ เมื่อกี๊แค่หยอกเล่นกันเฉยๆ”
“ใช่..ดูไม่ออกเลยรึไง ว่าอันไหนจริงจัง อันไหนเล่น”
อาวรณ์มองวิเวกตาขวาง วิเวกหลบตาจ๋อยเล็กน้อย ตามประสาคนกลัวเมีย

ขณะที่นิดหน่อยกำลังหยิบอุปกรณ์ทำความสะอาดใส่ตระกร้า ดาวเดินออกมา พอเห็นหลังนิดหน่อยก็เดินเข้ามาทัก
“วันนี้มาซื้ออะไรคะคุณนิดหน่อย”
“ซื้ออุปกรณ์ทำความสะอาดค่ะ คุณนายดาว”
นิดหน่อยหันมา เผยให้เห็นสร้อยพระหลายองค์ ที่ห้อยเต็มคอไปหมด ดาวแปลกใจ
“เย้ย! อะไรเนี่ยนิดหน่อย ทำไมห้อยพระเต็มคอแบบนี้!”
นิดหน่อยอึกอัก “อ๋อ..พอดีทำความสะอาดหิ้งพระที่บ้านน่ะ เห็นท่านอุดอู้อยู่ในกล่องนาน อยากพาท่านมาเปิดหูเปิดตาบ้าง”
ดาวมองงงๆ “จริงดิ…แล้วนี่ซื้อของไปทำความสะอาดบ้านเหรอ”
ทั้งสองพากันเดินไปที่แคชเชียร์ ให้พนักงานคิดเงิน
“เอาไปทำความสะอาดบ้านเช่าคุณรุจิภาน่ะ พอดีแม่ชั้นหาคนมาเช่าได้ ชั้นก็เลยรับจ๊อบนิดหน่อย”
“อ่อ...ก็เลยนิมนต์พระที่บ้านไปเปิดหูเปิดตาด้วย ว่างั้น” ดาวเหน็บขำๆ
“เออ..มีพระแล้วก็ห้อยบ้างอะไรบ้าง แต่เปล่ากลัวผีนะ”
“ข่ะ” ดาวประชด
“สองร้อยห้าสิบค่ะ”
นิดหน่อยหยิบเงินจ่ายให้พนักงานตรงเคาน์เตอร์
“เออ แล้วคุณรุจิภาเค้าหายไปไหนนานจัง นี่ไม่ได้เห็นหน้าหล่อนนานแล้วนะเนี่ย”
“ไปติดหนุ่มอยู่ที่ไหนซักที่ล่ะสิ..นี่ถ้ารู้ว่าคนเช่าใหม่หล่อเหลาเกาหลีขนาดนี้ ขี้คร้านจะรีบมาอย่างไว”
ดาวยิ้มแซว “แหม...เจอหนุ่มหล่อแบบนี้นี่เอง ถึงยอมรับจ๊อบทำความสะอาดให้”
“เฮ้ยๆ ชั้นหวังแต่เงินอย่างเดียว ไม่ได้หวังผู้ชาย”
“จริงรึ”
“จริงซิ”
“แน่นะ”
“อ๋อ” นิดหน่อยเหนื่อยใจที่เพื่อนแซวไม่เลิก “เฮ้อ...”
นิดหน่อยขึงตามองดาวก่อนจะรีบเดินออกจากร้าน ดาวยิ้มขำ ตะโกนตามหลังไป
“ชั้นจะคอยดู”

ยมนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โถงกลางบ้าน รอบๆ ตัวมีลังใส่หนังสืออยู่หลายลังวางอยู่
นิดหน่อยเดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด พอเห็นลังหนังสือเต็มบ้านก็งง ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่
“หนังสือมาจากไหนเยอะแยะเลยนี่”
“ของเราเอง”
นิดหน่อยงง “ขนมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
ยมไม่ตอบมองเห็นสร้อยพระเต็มคออีกฝ่ายก็อดขำไม่ได้ “นี่เธอเป็นเซียนพระด้วยเหรอ”
นิดหน่อยเคลิ้ม “นิดหน่อย ท่าพระ ชื่อในวงการชั้นเอง จะบ้าเหรอ ชั้นไม่ใช่เซียนพระ”
“อ้าว ก็เห็นคล้องมาเต็มคอ แล้วนี่จะทำคนเดียวทั้งบ้านน่ะเหรอ”
“ทำไมล่ะ อยู่บ้านชั้นก็ทำคนเดียวนี่ล่ะ”
ยมพยักหน้า “อืม...”
ต่อเดินเข้ามาในบ้านในจังหวะนี้
“นิดหน่อย”
“อ้าวต่อ มาทำอะไรที่นี่เนี่ย” นิดหน่อยแปลกใจ
“ก็มาหานิดหน่อยนี่แหละ พอดีแวะไปหาดาวมา ดาวบอกว่านิดหน่อยมาทำความสะอาดที่นี่ ก็เลยจะมาช่วยน่ะ”
ต่อหันมองยมหน้านิ่งๆ ลึกๆ แอบรู้สึกหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเห็นยมหน้าตาดี
“สรุปมีผู้ช่วยใช่มั้ย แล้วค่าจ้างเท่าเดิมตามที่ตกลงกันไว้รึเปล่า” ยมถาม
“ค่ะ ก็ตามที่ตกลงกันไว้นั่นแหละ”
ยมพยักหน้า “อย่างั้นก็ทำข้างล่างกันไปก่อนนะ เดี๋ยวเราขึ้นไปอ่านหนังสือรอข้างบน”
จากนั้นยมก็ถือหนังสือเดินขึ้นบันไดไปบนบ้าน

นิดหน่อยมองต่อเซ็งๆ
“จะตามมาทำไมเนี่ย เราทำคนเดียวได้”
“มา รีบทำให้เสร็จๆ จะได้รีบกลับบ้าน”
ต่อหยิบอุปกรณ์จากนิดหน่อยไปทำความสะอาด นิดหน่อยมองต่อด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เพราะไม่ชอบให้ใครมาตามติด

ทันทีที่ยมเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนชั้นบน ก็ต้องประหลาดใจที่เห็นมัจจุราชเขต7 นั่งไขว่ห้างรออยู่บนเตียง มีกระเป๋าเดินทางใบโตวางอยู่ด้วยข้างๆ
“ท่านเขต7”
“คิดว่าเราจะปล่อยให้ท่านสนุกอยู่คนเดียวงั้นรึ”
“ท่านมาทำไม” ยมมองกระเป๋าใบโต “อย่าบอกนะว่าท่านก็มาฮอลิเดย์”
“เราไม่ได้ว่างมาฮอลิเดย์หรอก เรามาทำงาน งานสำคัญ” เขต7 เน้นคำตอนท้ายเป็นนัย
“งานอะไร”
เขต7 ลุกเดินเข้ามาเผชิญหน้ากับยม
“เทียนแห่งชีวิตเล่มหนึ่งดับลงในเขตของเรา แต่เรากลับไม่พบวิญญาณผู้ตาย พบแต่ท่านที่อยู่ในจุดเกิดเหตุ”
ยมพยายามทำหน้านิ่ง
“ท่านก็รู้ว่าเราไม่เคยทำงานผิดพลาด วิญญาณที่สูญหาย จะต้องถูกเราตามล่า ไม่ว่ามันจะซ่อนอยู่ที่ไหน เราก็จะหาให้เจอ”
ยมนิ่ง “นั่นมันงานของท่าน มาบอกให้เรารู้ทำไม”
“ก็บอกไว้ก่อน ถ้าท่านมีส่วนเกี่ยวข้อง ก็อย่าได้มาทำให้งานของเราเสีย เพราะเราจะไม่ยอมเด็ดขาด”
ยมพยายามมองมัจจุราชเขต7 ด้วยแววตานิ่งที่สุด ทั้งสองจ้องหน้ากันนิ่งนาน

ด้านนิดหน่อยยืนหลับไปทั้งๆ ที่มือยังถือถุงบีบครีมแต่งหน้าเค้กค้างอยู่ ก่อนที่ตัวจะค่อยๆ เอนลงไปจนตกเก้าอี้หงายโครม
“ว้ายยย!”
จุกได้ยินเสียงรีบวิ่งเข้ามาดู เห็นนิดหน่อยคลานขึ้นมาจากพื้นครัว หน้าตาสะลึมสะลือ
“เฮ้ย ไหวมั้ยพี่”
นิดหน่อยเสียงงัวเงียๆ “ไหวๆ”
“แบบนี้อ่ะนะไหว ผมว่าพี่ขึ้นไปนอนเถอะ ไม่ต้องทำแล้ว”
“เฮ้ยได้ไง ลูกค้าสั่งไว้พรุ่งนี้ ถ้าไม่เสร็จชั้นก็เสียคนน่ะสิ”
นิดหน่อยกลั้นใจบีบครีมแต่งหน้าเค้กต่อ
“งานที่ร้านก็เยอะพออยู่แล้ว ยังจะไปรับจ๊อบทำความสะอาดบ้านผีสิงนั่นอีก นี่คิดจะพักบ้างมั้ยเนี่ย”
“คิดจะพัก คิดถึงภาระ”
“ไม่ใช่คิทแคทเหรอ” จุกยิงมุขใส่พี่
“ไม่ตลก แกรู้มั้ยว่าเดือนๆ นึงบ้านเรามีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ หนี้สินที่แม่ไปกู้มาจากในบ่อน ยังจ่ายไปได้ไม่เท่าไหร่เอง”
“โอเคๆ มีอะไรที่ผมช่วยแบ่งเบาได้ก็บอกแล้วกันนะ”
“หน้าที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือตั้งใจเรียนให้เก่งๆ เข้าใจมั้ย จบมาจะได้มีงานดีๆ แล้วมาช่วยกันแบ่งเบาภาระครอบครัว”
“ครับพี่”
“ดีมากน้องรัก”
นิดหน่อยแต่งหน้าเค้กต่อ จุกมองพี่สาวด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจ

สมรเข้าบ่อนเสี่ยวิวัฒน์กับอาวรณ์ตามเคย แต่ดูเหมือนจะดวงกุด เวลานี้กำลังทิ้งไพ่ด้วยอารมณ์หัวเสีย
“โอ๊ย วันนี้มือไม่ขึ้นเลยโว้ย!”
อาวรณ์เป็นเจ้ามือ ยิ้มกรุ้มกริ่ม เก็บเงินรอบวงอย่างเบิกบาน
“เอาน่า มีขึ้นก็ต้องมีลง...มีลงเดี๋ยวก็ต้องมีขึ้น”
“มันลงแบบไม่มีวี่แววว่าจะขึ้นเลยน่ะสิ” สมรว่า สีหน้าเซ็งๆ
“จะพักก่อนมั้ยล่ะ”
“ไม่พักล่ะค่ะ แจกเลย แจกๆๆ” สมรเร่งกำลังติดลม
อาวรณ์เริ่มทำไพ่ต่อ

เสี่ยวิวัฒน์เดินเข้ามาภายในบ่อนนั้น มีนักเลงเดินตามมาติดๆ บรรดานักพนันที่เห็นวิวัฒน์ต่างก็มีท่าทีเคารพนพนอบ แม้แต่สิงพนันรุ่นราวคราวพ่อ ก็ยังยกมือไหว้วิวัฒน์อย่างไม่เคอะเขิน
ที่วงไพ่ของสมร สมรทิ้งไพ่อย่างหัวเสียอีกครั้ง
“โอ๊ย พอๆๆ ไม่เอาแล้วโว้ย วันนี้มือไม่ขึ้นจริงๆ”
วิวัฒน์เดินเข้ามาหาที่วงไพ่ ยิ้มให้สมรอย่างประจบเอาใจ
“อีกสักตานึงน่า เผื่อมือจะขึ้น”
“ทุนหมดแล้วค่าา พอๆๆ” สมรหงุดหงิด
วิวัฒน์กระแอมเบาๆ “การเงินมีปัญหา บอกผมได้นะครับ”
“ต้องใส่ชุดนักศึกษาไปหามั้ยคะ”
“เอิ่ม ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นดีกว่าครับ”
“ล้อเล่นน่ะค่ะ”
“สำหรับคุณแม่แล้ว ผมมีสิทธิพิเศษให้เสมอครับ”
วิวัฒน์พยักหน้าส่งซิกให้ลูกน้อง พริบตาลูกน้องก็เอาชิปมาวางที่หน้าตักของสมรจำนวนหนึ่ง ไม่มากนัก
“อันนี้ผมให้เปล่านะครับ ถือเป็นขวัญถุงให้คุณแม่”
สมรถูกใจยิ้มเรี่ยราด “แหม...คำก็คุณแม่ สองคำก็คุณแม่นะคะ”
“จะไม่ให้เรียกแม่ได้ยังไงล่ะ ก็วิวัฒน์เค้าชอบลูกสาวเธออย่างกับอะไรดี” อาวรณ์แทรกขึ้น
“ช่วงนี้นิดหน่อยเป็นยังไงบ้างครับ” วิวัฒน์ถาม
“ก็สบายดีค่ะ ช่วงนี้ก็ทำงานหนักหน่อย ที่ร้านขายดีน่ะค่ะ”
“ดีครับ เอาไว้ว่างๆ ผมจะไปหาที่ร้านนะครับคุณแม่”
“ยินดีเลยค่า ไว้จะบอกกับนิดหน่อยให้นะคะ”
“ครับคุณแม่” วิวัฒน์หันไปหาอาวรณ์ “พี่วรณ์ครับ เดี๋ยวผมขอคุยเรื่องงานกับพี่หน่อยสิครับ”
“ได้สิ”
วิวัฒน์เดินออกไป อาวรณ์ลุกตามไปติดๆ
“มา ชั้นมีทุนแล้ว..เดี๋ยวขอเป็นเจ้าแล้วกันนะคะ”
สมรเป็นเจ้าแทน ทำไพ่เตรียมแจกให้ขาไพ่ในวง

รถสปอร์ตคันหรูของวิวัฒน์จะแล่นมาจอดหน้าร้านขนม นิดหน่อยง่วนจัดขนมอยู่ในร้านหัวฟู จนเห็นวิวัฒน์และลูกน้องพากันเดินเข้ามา
“สวัสดีจ้ะน้องนิดหน่อย”
นิดหน่อยเห็นหน้าวิวัฒน์ก็ดึงหน้าตึงใส่ ทักแกนๆ
“สวัสดี”
“โอ้โห ขายขนมไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสแบบนี้ ลูกค้าไม่หายหมดเหรอจ๊ะ”
“เก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเปอร์เซ็นต์ชั้นก็ยิ้มให้อ่ะนะ มีแค่เปอร์เซ็นต์เดียวเท่านั้นแหละ ที่ทำแบบนี้” นิดหน่อยพูดโดยไม่หันมามอง
ลูกน้องสาระแนกระซิบบอกวิวัฒน์ “นิดหน่อยมันว่า มีแค่นายคนเดียวที่มันดึงหน้าใส่น่ะครับ”
“เออ รู้แล้ว”
“มีธุระอะไรรึเปล่า” นิดหน่อยวางมือหันมาถาม
“มีสิ พอดีอยากกินขนมน่ะ มีขนมอะไรอร่อยแนะนำหน่อยสิจ๊ะ”
“ก็อร่อยทุกอย่างนั่นแหละ”
“ถ้าอร่อยทุกอย่าง อย่างนั้นก็เหมาหมดเลยแล้วกัน”
นิดหน่อยอึ้งไปเล็กน้อย
วิวัฒน์อธิบายว่า “พี่จะเหมาไปเลี้ยงเด็กกำพร้าหน่อยน่ะ พอดีวันนี้เป็นวันเกิด”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวนิดหน่อยแพ็คใส่ถุงให้นะคะ”
“แล้วถ้าพี่ชวนให้ไปทำบุญด้วยกันล่ะ”
นิดหน่อยยิ้มหวาน “นิดหน่อยขายแต่ขนมค่ะ ไม่ได้รับจ้างเดท”
จากนั้นนิดหน่อยก็หันไปหยิบขนมใส่ถุง ไม่สนใจวิวัฒน์อีก วิวัฒน์มองอย่างเซ็งๆ

วิวัฒน์เปิดประตูเข้ามานั่งเบาะหลังด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย ลูกน้องเปิดประตูเข้ามานั่งในรถพร้อมกับขนมที่เหมามาจากร้านนิดหน่อยวางเต็มเบาะข้างๆ
“ดูท่านังนิดหน่อยนี่ มันไม่ง่ายนะครับนาย”
“ใช่ งานนี้ไม่กินหมู”
“จริงๆ นายก็สนิทกับอาจารย์ขาว ทำไมไม่เอาของดีจากอาจารย์มาใช้จัดการนังนิดหน่อยให้จบเกมไปเลยล่ะครับ”
“บางครั้งการได้อะไรมาง่ายๆ มันก็ไม่สนุกหรอกนะ ยากๆ แบบนี้แหละ ตื่นเต้นดี”
“อ่อ..ชอบตื่นเต้นนี่เอง” ลูกน้อยนึกได้ เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง “เอ้อ นาย เฮียกวงให้ลูกน้องโทร.มา บอกอยากเคลียร์เรื่องบ่อนที่เราไปเปิดทับเส้นกับแกน่ะครับ”
วิวัฒน์หน้าเครียดขึ้นมา “เดี๋ยววันนี้ชั้นไปเคลียร์เอง คนเดียว”
ลูกน้องเป็นห่วง “แต่เฮียกวงนี่มันไม่ธรรมดานะนาย”
วิวัฒน์ยิ้มเจ้าเล่ห์มุมปาก “ชั้นก็จะทำให้มันรู้ ว่าชั้นนี่แหละ ที่ไม่ธรรมดายิ่งกว่า...ออกรถ”
“ครับนาย”
ลูกน้องออกรถ วิวัฒน์มีสีหน้าเข้มขรึมดูน่ากลัว

นิดหน่อยปิดร้าน เดินเริงร่ามาที่หน้าบ้านเช่าของยมอย่างอารมณ์ดี วันนี้ชีวิตดี๊ดี
“ขนมขายหมด มีเวลารับอีกจ๊อบ ดี๊ดียย์”
นิดหน่อยเดินเข้าไปในบ้าน
ยมนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่โซฟาตรงโถงบ้าน ก่อนที่นิดหน่อยจะเดินเข้ามา
“มาทำความสะอาดค่ะ”
“วันนี้มาเร็วนะ”
“อ๋อ...พอดีขายของหมดเร็วน่ะค่ะ”
นิดหน่อยเห็นกองหนังสือเกี่ยวกับความรักวางอยู่หลายเล่ม ก็สงสัยว่ายมทำไมอ่านหนังสือแบบนี้เยอะ
“คุณอ่านหนังสือแบบนี้ด้วยเหรอ”
“ทำไมล่ะ มันแปลกตรงไหนเหรอ”
“ก็ถ้าอ่านเล่มสองเล่ม มันก็ไม่แปลกหรอก แต่นี่มันเยอะมว้าก…หรือว่าคุณเปิดบริษัทจับคู่”
ยมงง “บริษัทจับคู่ มันคืออะไร”
“อุ๊ยตาย ทำเป็นใสซื่อไม่รู้จัก”
“เราไม่รู้จักจริงๆ”
“มันก็คือบริษัทที่จับคู่ชายหญิงให้มาเป็นแฟนกันยังไงล่ะ”
ยมงงกว่าเก่า “แบบนี้ก็ได้เหรอ”
“ก็ไม่รู้ว่าจะได้คู่ชีวิตหรือจะได้คู่นอนอ่ะนะ ชั้นไม่ศรัทธาเรื่องแบบนี้ ก็เลยไม่ได้สนใจ”
“คุณไม่ศรัทธาในความรักเหรอ”
“ชั้นว่าคนเราอยู่ด้วยกันก็ด้วยความลุ่มหลง พอหมดความลุ่มหลงก็ทิ้งกันไป ไม่มีหรอก รักแท้ รักนิรันดร์น่ะ”
นิดหน่อยเดินไปทำความสะอาดอีกมุม ยมยิ้มบางๆ เห็นด้วยกับนิดหน่อย
“จริงของเธอ รักนิรันดร์ไม่มีอยู่จริงหรอก”
ยมยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเองมากขึ้น

เช้าวันหนึ่ง ห้องเล็กๆ ในอพาร์ตเมนต์แห่งนี้ จัดวางของตกแต่งได้อย่างลงตัวสวยงาม
เสียงดีเจจากวิทยุที่เปิดจากคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงานดังอยู่ คลอกับเสียงอาบน้ำที่ดังมาจากในห้องน้ำ
“เรื่องความรักอย่างที่เรารู้ๆ กันมันมีหลายมิติมาก รักคำเดียวสั้นๆ นี่แหละ แต่ความหมายกว้างใหญ่ไพศาล สุดแล้วแต่จะตีความกันได้ต่างๆ นานา แต่ในวันนี้พี่อ้อจะขอหยิบยกนิยามรักที่่น่าสนใจจากพระไพศาล วิสาโลมาฝากน้องให้เป็นข้อคิดกันสักหน่อย”
ต่อคือเจ้าของห้องนี้ เขาเปิดประตูออกมาจากห้องน้ำ จัดการแต่งตัวเตรียมออกไปทำงานอย่างรวดเร็ว เสียงดีใจเจื้อยแจ้วต่อ
“ท่านว่าความรักนั้นมีอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือรักที่มีความยึดติด รักที่มีความยึดติดหมายถึงอะไร ก็หมายถึงรักที่ต้องการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นรักเพื่อสนองปรนเปรอตัวตนของเรา อันนี้ท่านเรียกว่าเสน่หาเป็นความรักที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่ารักแบบมีเงื่อนไข เช่นต้องถูกใจฉัน ต้องรักฉัน ต้องพะเน้าพะนอ เอาอกเอาใจฉัน”
ต่อเดินมาที่โต๊ะทำงาน หยิบแบบที่เขียนไว้ม้วนใส่กระบอก เตรียมเข้าออฟฟิศ
“กับความรักอีกประเภท คือความปรารถนาดี ไม่มุ่งหรือคาดหวังให้เค้ามาปรนเปรอหรือเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ เป็นความปรารถนาดีที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว อันนี้ท่านเรียกว่าเมตตา”
มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ต่อกดปิดวิทยุก่อนจะรับสาย
“ว่าไงดาว แล้วตอนนี้ดาวอยู่ตรงไหน ได้ๆ เดี๋ยวเรารีบไปหานะ”
ต่อวางสาย แล้วเก็บของออกจากห้องไป

ไม่นานนักเห็นต่อออกแรงขันน็อตล้ออะไหล่เข้ากับดุมรถ หลังจากเปลี่ยนล้ออะไหล่แทนล้อเดิมที่แตก ดาวยืนมองอยู่ข้างๆ รถ รอจนต่อใส่ล้อเสร็จ
“เรียบร้อย”
ต่อเอาแม่แรงลงอย่างคล่องแคล่ว ดาวยิ้มถาม
“เท่าไหร่คะช่าง”
“จะให้เงินจริงอ่ะ”
“บอกมาสิว่าคิดเท่าไหร่ แล้วจะให้”
“ต่อเคยช่วยดาวแล้วหวังอะไรตอบแทนงั้นเหรอ”
ดาวยิ้มด้วยความประทับใจ
“เราเพื่อนกันนะ” ต่อบอก
ดาวยิ้มเจื่อนลงเล็กน้อย “ขอบใจมากนะต่อ ลำบากเพราะเราแท้ๆ เลย”
“ไม่เป็นไร แล้วนี่จะไปไหนต่อ”
“ก็กลับร้านเลยแหละ..เอางี้ เดี๋ยวเราไปส่งต่อที่ออฟฟิศก่อนแล้วกัน”
“อย่าเลย มันคนละทางน่ะ เดี๋ยวเราเรียกแท็กซี่ไปดีกว่า”
ต่อหันไปโบกแท็กซี่ที่แล่นผ่านมาพอดี แท็กซี่แล่นเข้ามาจอด ต่อหันมายิ้มส่งบอกลา
“ขับรถดีๆ นะดาว”
ดาวยิ้มตอบ “โอเค”
ต่อขึ้นนั่งแท็กซี่ออกไป
ดาวมองตามด้วยความรู้สึกหงอยๆ เล็กน้อย พึมพำหน้าเศร้า
“เพื่อน...”

ที่บ้านเช่า มัจจุราชเขต7 นั่งหันหลังอ่านหนังสืออยู่ นิดหน่อยทำความสะอาดเสร็จก็เดินเข้ามาบอกเขต7 ที่นั่งหันหลังให้อยู่ โดยเข้าใจว่าเป็นยม
“เรียบร้อยแล้วนะคะ”
เขต7 หันกลับมาหายิ้มให้ นิดหน่อยตกใจที่ไม่ใช่ยม
“คุณเป็นใครน่ะ”
“ไม่ต้องตกใจ เราเป็นเพื่อนของท่านมัจ...เอ้ย ท่านยมที่อยู่บ้านหลังนี้น่ะ”
นิดหน่อยมองหายม “แล้วเค้าไปไหนแล้วล่ะคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน เราเข้ามาก็ไม่เจอเค้าแล้ว ก็เลยนั่งรออยู่นี่่ล่ะ แล้วเธอเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่”
“ชั้นชื่อนิดหน่อย มาทำความสะอาดบ้านให้คุณยมน่ะค่ะ”
เขต7พยักหน้ายิ้มๆ “ที่นี่หนังสือเยอะดีนะครับ”
“ใช่ค่ะ เพื่อนคุณวันๆ ไม่หลับไม่นอน เอาแต่อ่านหนังสือ”
“พวกเราใช้เวลาต่างกันไปน่ะ ยมเค้าหัวโบราณ เลยชอบอ่านหนังสือส่วนเราชอบดูข่าวสารผ่านทางโซเชียล เพราะมันอัพเดททันเหตุการณ์มากกว่า”
นิดหน่อยนิ่ง ตั้งใจฟัง
“อย่างเมื่อคืนนี้ก็เกิดเหตุแทงกันตายที่จอร์เจียสองศพ แปดโมงเช้าวันนี้ก็มีเหตุลอบวางยาพิษที่อาเซอร์ไบจัน เก้าโมงที่ผ่านมาก็มีเหตุไฟไหม้ที่ลักแซมเบิร์ก ไฟคลอกคนในบ้านตายทั้งหมด”
“ดูคุณจะสนใจแต่ข่าวคนตายนะคะ”
“เราต้องทำการบ้านน่ะ”
นิดหน่อยฉงน “การบ้าน เรื่องคนตายเนี่ยนะ”
“มันเป็นส่วนหนึ่งงานน่ะ”
นิดหน่อยมองหน้าเขต7 อึ้งๆ
“อย่าบอกนะว่าคุณเป็น…”
มัจจุราชเขต7 มองนิดหน่อยอย่างแปลกไป คิดว่าอีกฝ่ายรู้ว่าตนเป็นมัจจุราช
แต่นิดหน่อยต่อว่า “คุณเป็นกู้ภัยใช่มั้ย”
เขต7 ถอนหายใจเบาๆ โล่งอก “ก็ประมาณนั้น”
“แล้วคุณชื่ออะไรคะ”
เขต7 คิดปราดเดียว “เรียกเราว่าทูตก็ได้”
นิดหน่อยเซ็ง “อีกคนชื่อยม อีกคนชื่อทูต นี่ตั้งชื่อประชดชีวิตกันรึไง”
เขต7 ในคราบ นายทูต ลุกขึ้น “สงสัยเพื่อนเราคงจะไปทำธุระสำคัญ อย่างนั้นเรากลับก่อนดีกว่า”
“ไม่โทร.ถามล่ะคะ ว่าอยู่ที่ไหน”
“ไม่จำเป็น เราหลับตาไม่เกินสามวินาที เราก็รู้แล้วว่าเค้าอยู่ที่ไหน”
ทูตยิ้มมีเลศนัย ก่อนจะเดินออกจากบ้านไป
นิดหน่อยมองตามบ่นงึมงำอย่างหมั่นไส้ “เพี้ยนทั้งคู่ ถึงว่าเป็นเพื่อนกันได้”

รถหรูสีดำสองคันวิ่งเข้ามาภายในตึกร้าง ก่อนที่จะจอดลงใกล้ๆ กัน
ลูกน้องเฮียกวง 4 คน เปิดประตูออกมาจากรถคันหนึ่ง ส่วนรถอีกคัน ลูกน้องเฮียกวงสามคนเปิดประตูออกมาจากรถ ก่อนจะเปิดประตูให้เฮียกวงลงมา
“นัดมันชัวร์แล้วใช่มั้ย” เฮียถามลูกน้อง1
“ครับเฮีย เมื่อกี๊ผมโทร.เช็คแล้ว ลูกน้องมันบอกว่านายมันออกมาแล้วครับ”
“ดี..ไอ้เด็กเมื่อวานซืน คิดจะปีนเกลียวผู้ใหญ่”
ขาดคำ รถสปอร์ตหรูแล่นเข้ามาภายในตึกร้างอย่างช้าๆ
“มานั่นแล้วครับเฮีย” ลูกน้อง1 บอก
รถสปอร์ตแล่นเข้ามาจอด ห่างจากจุดที่เฮียกวงและลูกน้องยืนอยู่พอสมควร
เฮียกวงแปลกใจ “รถคันเดียว”
วิวัฒน์นั่งอยู่ในรถมองไปที่กลุุุ่มเฮียกวงยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะหยิบเอาห่อผ้าดูเก่าๆขลังๆขึ้นมาเปิดออก ข้างในเป็นหุ่นกุมารขนาดประมาณนิ้วชี้

กลุ่มเฮียกวง ลูกน้องหันไปถามกันงงๆ “ไม่มีลูกน้องติดตามเลยเหรอ”
วิวัฒน์หลับตาว่าคาถาปลุกเสกกุมารอยู่ในรถไม่นาน ก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับพกกุมารใส่กระเป๋าเสื้อแล้วเปิดประตูออกไปจากรถ เดินเข้าไปหากลุ่มเฮียกวงด้วยอาการนิ่ง ไม่มีความตื่นกลัวใดๆ
“หวัดดีครับเฮีย”
“หวัดดี”
“เห็นเด็กผมบอกว่าเฮียจะคุยเรื่องบ่อน เฮียมีปัญหาอะไรเหรอครับ”
“ยังจะมาถาม ก็ลื้อไปเปิดบ่อนในเขตอั๊ว ทำแบบนี้มันไม่ถูก”
“ไม่ถูกยังไงล่ะเฮีย ก็กิจการผมดี ผมก็ต้องขยายสาขาของผมออกไปสิ”
“บ่อนนะไม่ใช่เซเว่น ลื้อทำธุรกิจแบบนี้มันผิดธรรมเนียม!” เฮียกวงของขึ้น
“ธรรมเนียม ใครเป็นคนบัญญัติธรรมเนียมไม่ทราบครับ ผมจะได้ไปบอกให้มันเปลี่ยนซะ”
เฮียกวงฉุนขาด “ไอ้วิวัฒน์!”
ลูกน้องเฮียกวงทั้ง 7 คน พร้อมใจกันชักปืนออกมาขึ้นลำกล้อง แต่วิวัฒน์ก็ยังนิ่งสุดๆ
“ว้าว เจอหมดนี่มีหวังศพไม่สวยแน่ๆ”
“งั้นลื้อก็ย้ายบ่อนของลื้อ ออกไปจากเขตของอั๊วซะ”
วิวัฒน์กวนโมโห “ผมลงทุนไปเยอะนะเฮีย ยังไงขอคืนทุนหน่อยค่อยย้ายออกไปได้มั้ย”
“คุยภาษาคนไม่รู้เรื่องหรอกเฮีย ไอ้นี่มันต้องคุยภาษาปืน”
ลูกน้อง1โมโห ตัดสินใจลั่นไกใส่วิวัฒน์ แต่ปืนดันขัดลำกล้อง
“เฮ้ยอะไรวะ”
ลูกน้องทุกคนที่เหลือทยอยกันลั่นไกใส่วิวัฒน์ทั้งแถบ แต่ปืนทุกกระบอกขัดลำกล้องหมด ทุกคนงงมาก!
เฮียกวงโมโห “เฮ้ย ปืนพวกลื้อเป็นอะไรกันหมดวะ”
ลูกน้อง2 หันปากกระบอกยิงขึ้นฟ้า เสียงปืนดังสนั่นกึกก้อง
“ก็ใช้ได้นี่หว่า”
ลูกน้อง2 หันปากกระบอกปืนมาที่วิวัฒน์อีกครั้งแล้วลั่นไก แต่ปืนก็ขัดลำกล้องอีก เฮียกวงเริ่มหน้าเจื่อน งงว่าเกิดอะไรขึ้น
“ถึงตาผมโชว์บางนะเฮีย”
วิวัฒน์หลับตาว่าคาถา ก่อนที่เสียงหัวเราะของเด็กจะดังขึ้น
ลูกน้อง1 งุนงง “เสียงเด็กที่ไหนวะ”
กุมารทองวิ่งเล่นผ่านกลุ่มลูกน้องเฮียกวงอย่างสนุกสนาน บรรยากาศเริ่มหลอนๆ และหลอนหนักขึ้นๆ วิวัฒน์หลับตาตั้งจิตครู่หนึ่ง
ลูกน้องหันปืนเล็งใส่พวกเดียวกันเอง แม้จะพยายามขัดขืนแต่ก็ไม่เป็นผล
“เฮ้ย ลื้อทำอะไรของลื้อวะ ไอ้วิวัฒน์” เฮียกวงเริ่มตกใจ
ลูกน้องเฮียกวงร้องขอชีวิตกันเสียงหลง
วิวัฒน์ยิ้มหน้าซื่อ “ผมอยู่เฉยๆ นะเนี่ย ไม่ได้ทำอะไรเลย”
“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะเว้ย”
“ก็ผมคนบ้าน่ะเฮีย” วิวัฒน์บอกหน้าขรึมแล้วตะโกนบอกกุมาร “สุรเดช จัดการเลยลูก”
ลูกน้องที่เล็งปืนใส่กันอยู่ ต่างลั่นไกใส่ขากันเอง รวมถึงเฮียกวงด้วย ทุกคนทรุดไปกองที่พื้น
“ถ้าเรียกผมมาเคลียร์อีก วันนั้นจะเป็นหัวนะเฮีย ไม่ใช่ขา” วิวัฒน์พูดใส่หน้าเฮีย แล้วตะโกนเรียกกุมาร “สุรเดช กลับบ้านลูก”
วิวัฒน์เดินกลับไปขึ้นรถแล้วขับออกไปเลย ทิ้งเฮียกวงและลูกน้องนั่งร้องโอดโอยขวัญผวาอยู่ที่พื้น

ที่ร้านการแฟแห่งหนึ่ง สุวรรณ8 ยื่นซองดำให้กับยม
“พิกัดที่อยู่ของอารยาครับท่าน”
ยมรับซองมา “แล้วนายสนเป็นยังไงบ้าง หารักแท้เจอรึยัง”
“ยังครับ แต่มันก็ดูมีความมุ่งมั่นอยู่มากเลย”
ยมหัวเราะหึๆ “แรกๆ ก็แบบนี้แหละ”
“แล้วน้ำจากกระทะทองแดงหมดรึยังครับ”
“ใกล้จะหมดแล้ว วันนี้ก็ยังไม่ได้กินเลย”
สุวรรณยื่นกระบอกน้ำเป็นน้ำร้อนจากกระทะทองแดงให้กับยม
“นี่ครับ ผมติดมาพอดี”
“ขอบใจ”
ยมกระดกน้ำกระทะทองแดงในกระบอก มีอาการทรมานนิดๆ แต่ก็พยายามอดกลั้น ผู้คนในร้านหันมามองกันงงๆ
“ไม่มีอะไรครับ..กาแฟร้อนไปนิด” สุวรรณบอกยิ้มๆ
ลูกค้าในร้านพากันหันกลับไปอย่างงงๆ จนอาการยมก็ดีขึ้น
“ตอนนี้มัจจุราชเขต7 เริ่มตามเราแล้ว”
สุวรรณ8 ตกใจ “ต้องเป็นเรื่องที่ท่านสัมผัสตัวคนตายแน่ๆ เลย”
ยมหันมองไปรอบๆ กลัวว่าเขต7 และทีม จะซุ่มอยู่แถวนี้
“อย่าพูดเรื่องนี้อีก เดี๋ยวมันจะมาได้ยินเข้า”
“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะครับ ถ้าเรื่องถึงหูท่านพญามัจจุราช เรื่องใหญ่ตามมาแน่” สุวรรณกังวล
“ตอนนี้มันยังทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากตามดูเรา...ถ้าเราเงียบ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“ครับท่าน” สุวรรณรับเอาคำ
ยมมีสีหน้านิ่งเฉย ไม่รู้สึกหวั่นไหวอะไรมาก

สี่แยกใหญ่ไฟแดงเปลี่ยนเป็นไฟเขียว คลื่นมนุษย์ข้ามถนนไปอย่างรีบร้อน มีมัจจุราชเขต7 ข้ามถนนแบบเบียดชนคนอื่นที่ช้ากว่าโดยไม่สนใจใครอย่างใจดำ
อีกฟากเป็นคนข้ามมาจากอีกฝั่ง ยมเดินล้วงกระเป๋ามานิ่งๆ สวนกับเขต7 คู่ปรับ ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมองกันแต่ไม่มีใครพูดอะไร สื่อสารกันทางความคิด
“โลกภูมิไม่ได้แคบอย่างที่ท่านคิดสินะ” เขต8ว่า
“แต่ก็ไม่กว้างเกินกว่าจะหลบซ่อนจากเราพ้นหรอก…แม้แต่ตัวท่านเอง” เขต7 สวนไป
“นี่สะกดรอยตามเรางอย่างนั้นเหรอ”
“ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวนี่ หากท่านไม่ได้มีความผิด…หรือว่าท่านมี”
ทั้งสองยืนอยู่คนละฟากของถนน มองมาที่กันและกัน
“มีใครไม่เคยทำผิดบ้าง แม้แต่ตัวท่านเองก็เคยทำผิดมาก่อน...ไม่อย่างนั้น ท่านจะกลายมาเป็นมัจจุราชได้เหรอ”
ยมเดินหนีไป ทิ้งเขต7 ให้มองตามอย่างขุ่นเคืองใจ

“ปากดีนักนะเขต8 อย่าคิดว่ามิจฉาชีพอย่างท่านจะหนีอดีตตำรวจอย่างเราพ้น”

อ่านต่อตอนที่ 4


กำลังโหลดความคิดเห็น...