xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่27 ตฤณฤทธิ์ถอนคำสาปกระสือ จบบริบูรณ์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่27 ตฤณฤทธิ์ช่วยนลินถอนคำสาปกระสือ จบบริบูรณ์

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

เย็นนั้น พลเพิ่มหน้าเครียด เดินวนไปเวียนมา ครุ่นคิดหนักเหมือนคนสติแตก พวกคนงานยืนคอหด แต่ละคนเริ่มถอดใจ มองหน้ากันไปมา จนพลเพิ่มหันไปเห็น

“อ้าว นิ่งกันทำไม กลับไปขุดต่อเลย มันต้องมีสมบัติสิวะ”
ฌานรับรู้อาการพลเพิ่มเอ่ยขึ้น “ให้พวกเขาพักเถอะครับนาย จุดนี้คงไม่มีอะไรจริงๆพรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
พลเพิ่มไม่ฟัง ทำตัวบ้าอำนาจกับคนงานเหมือนกำลังถูกครอบงำ
“ข้าสั่งให้ไป พวกเอ็งก็ต้องไปทำสิ” พลเพิ่มโกรธพุ่งเข้าไปผลักอกคนงาน1 จนล้มก้นจ้ำเบ้า “ไปขุดสมบัติมาให้ข้า”
เหตุการณ์วุ่นวายส่อเค้าจะชุลมุนมากขึ้น จนมีเสียงดังขึ้น “หยุดนะพี่พล”
ทุกคนมองไปปัณรีสวมใส่ชุดชาวบ้าน เดินเข้ามากับคนนำทาง
พลเพิ่มเริ่มได้สติ “ปัณ แกมาทำอะไรที่นี่”
ปัณรีหันไปสั่งลูกน้องและคนงานทุกคน
“พรุ่งนี้ไม่ต้องขุดอะไรแล้ว กลับบ้านกันได้”
ทุกคนยิ้มดีใจแล้วแยกย้ายตัวกันออกไป
พลเพิ่มดึงแขนปัณรีออกมาคุยเบาๆ “แกทำบ้าอะไรของแก เข้ามายุ่งอะไรกับงานฉัน”
“พี่พล...ตอนนี้เราต้องรีบหนีแล้วนะ เพราะตำรวจกำลังตามตัวพวกเราอยู่” ปัณรีบุ้ยใบ้ให้ดูกระเป๋าตัวเอง “ปัณเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว เรารีบหนีออกทางชายแดนกันเลย”
พลเพิ่มมีสีหน้าตกใจ นึกไม่ถึง

คืนวันโกนเวียนมาบรรจบ พระจันทร์บนท้องฟ้าลอยเด่นใกล้เต็มดวง
นลินมองท้องฟ้าสีหน้าเครียด รู้ดีว่าใกล้เวลาเข้ามาทุกที ตฤณฤทธิ์มองนลินอย่างเป็นห่วง
“แน่ใจเหรอว่าคุณจะรออยู่ที่นี่คนเดียว”
นลินหน้าเศร้า “ลินอยากอยู่คนเดียวมากกว่าค่ะ”
“แต่ผมเป็นห่วงลิน”
“ลินอยู่ได้ คุณกลับไปที่แผ่นหินเถอะค่ะ เผื่อได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม”
“งั้นผมจะรีบกลับมานะ”
นลินพยักหน้ายิ้มให้ “ก็บอกแล้วว่าไม่ต้องห่วงไง”
ตฤณฤทธิ์ถอนหายใจแล้วเดินออกไป นลินมองตามหลังตฤณฤทธิ์ด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน
ตฤณฤทธิ์หันกลับมามองนลินท่าทีลังเล นลินส่งยิ้มทำมือบอกให้ไป ตฤณฤทธิ์หันหลังเดินออกไป
นลินเอามือจับคอเหมือนเริ่มมีอาการจะถอดหัว ต้องเอามือปิดปากไม่อยากให้ตฤณฤทธิ์ได้ยินเสียงของความเจ็บปวด
มืออีกข้างจับที่คอจนเกร็ง เหมือนยังไม่อยากให้ถอดตอนนี้
นลินมองตามหลังตฤณฤทธิ์ ลุ้นไม่อยากให้ตฤณฤทธิ์หันกลับมาเจอตัวเองในสภาพแบบนี้
ดวงตาก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ เพราะนลินต่อต้านกับอาการจะถอดหัวไม่ได้
จู่ๆ ตฤณฤทธิ์หยุดเดินเหมือนจะหันกลับมา แต่กลับเดินต่อ ในจังหวะที่นลินทรุดหายลงไปที่พื้นพอดี

ฝั่งพลเพิ่มเดินถือจานกับข้าวตรงมาที่เต็นท์ปัณรี
“ปัณ...ปัณ...มากินข้าวเร็ว” แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ “ทำอะไรอยู่ งั้นพี่เข้าไปนะ”
พลเพิ่มเปิดเต็นท์ไปไม่เจอใคร มองไปรอบๆอย่างสงสัย
ปัณรีมีสีหน้าผะอืดผะอมกำลังต่อต้านกับตัวเองอยู่
“ปัณ...แกมานั่งอะไรอยู่ตรงนี้”
ปัณรีได้ยินเสียงพลเพิ่ม ก็ตื่นตกใจ วิ่งหนีเข้าไปในป่า
พลเพิ่มตกใจวิ่งตามปัณรีไปในความมืดสลัว
พลเพิ่มยืนหอบมองไปรอบๆหาปัณรี แต่ดูเหมือนจะคลาดกันไป
เสียงกรีดร้องดังขึ้นในป่า พลเพิ่มตกใจรีบวิ่งตามเสียงไป

พลเพิ่มวิ่งตามเสียงร้องของปัณรีเข้าไปในป่า
“ปัณๆ”
แล้วจู่ๆ ก็สะดุดกับอะไรบางอย่างจนล้มลง
พลเพิ่มตาค้างตกใจสุดขีด เมื่อรู้ว่ามันคือร่างที่ไม่มีหัวของปัณรีที่นอนอยู่บนพื้น
“ปัณ! นี่มัน...”
พลเพิ่มจะเข้าหาร่างปัณรี ฌานวิ่งเข้ามาร้องห้าม
“ห้ามเข้าใกล้เป็นอันขาด”
พลเพิ่มไม่ฟังคำพูดของฌาน จะเดินเข้าไปหาปัณรี
“เชื่อผม! ถ้าคุณยังไม่อยากให้คุณปัณตาย ห้ามไปแตะต้องตัวคุณปัณเป็นอันขาด ไม่งั้นเขาจะกลับเข้าร่างไม่ได้ตลอดไป”
“มันเกิดอะไรขึ้นกับน้องผมกันแน่” พลเพิ่มน้ำตาคลอเป็นห่วงปัณรีจับใจ
“ฉัตรฉายกับอชินีตายเพราะคุณปัณ”
พลเพิ่มตกใจถามออกมาเสียงสั่น “ปัณเป็นกระสือ... จริงๆเหรอ”
“ใช่นาย คุณปัณเป็นกระสือ”
พลเพิ่มทำอะไรไม่ถูกได้แต่ร้องไห้ออกมา และเสียใจที่ช่วยอะไรน้องไม่ได้

ด้านตฤณฤทธิ์ใช้ไฟฉายมือถือส่องที่แท่นหิน อย่างสงสัย ถ่ายรูปเก็บข้อมูลไว้
โดยไม่รู้ว่าด้านหลังตอนนี้ กระสือปัณรีกำลังจ้องมองมา เลียปากอย่างกระหาย แยกเขี้ยวพุ่งเข้าใส่ตฤณฤทธิ์จากด้านหลัง แต่ตฤณฤทธิ์หันมาพอดีจึงหลบทัน
ปัณรีพุ่งเข้าใส่ตฤณฤทธิ์อีก แต่ต้องชะงัก เมื่อหันกลับไปมองที่ด้านหลัง ก็เห็นกระสือนลินแยกเขี้ยวขู่ใส่
กระสือปัณรีจึงเข้าโจมตีกระสือนลินแทน นลินฉากหลบทัน
ตฤณฤทธิ์มองสิ่งที่อยู่ด้านหน้าด้วยความตกใจ
“อย่าทำร้ายลินนะคุณปัณ”
ตฤณฤทธิ์จะดึงปัณรีออก ปัณรีจึงหันไปกัดที่แขนตฤณฤทธิ์จังๆ
“โอ๊ย!”

ขณะที่พลเพิ่มกับฌานที่กำลังเดินกลับไปทางแคมป์ได้ยินเสียงร้องก็ชะงัก
“เสียงอะไร”
พลเพิ่มมองหน้ากับฌาน แล้วตัดสินใจวิ่งตามหา เพราะกลัวปัณรีจะมีอันตราย

ปัณรีเข้ากัดคอตฤณฤทธิ์ แต่ตฤณฤทธิ์สู้ ผลักปัณรีออกอย่างแรง
พลเพิ่มกับฌานเข้ามาเห็น อึ้งกับภาพที่อยู่ตรงหน้า
“ปัณ...”
พลเพิ่มควักปืนขึ้นมาจะยิงตฤณฤทธิ์ แต่บุรัณย์กระโดดเข้ามาปัดปืนทิ้งไป
“จะทำอะไร”
พลเพิ่มหันไปเห็น จะชก แต่บุรัณย์หลบได้ พลเพิ่มถีบ บุรัณย์เตะตัดลำตัวจนพลเพิ่มล้มลง
ฌานเห็นท่าไม่ดี รีบพนมมือสวดมนต์เพื่อสะกดกระสือนลินกับปัณรีไว้

กระสือนลินกับกระสือปัณรีกรีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมาน ก่อนจะลอยหนีไปคนละทิศละทาง
“รีบตามคุณปัณไปก่อนเถอะนาย”
พลเพิ่มหยิบปืนขึ้นมากราดไปที่คนอื่นๆ ไม่ให้ตาม แล้วรีบตามฌานไป

พลเพิ่มและฌานวิ่งตามเสียงร้องของกระสือปัณรีมาหยุดที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ พลเพิ่มมองตามเสียงร้องที่ทรมานของกระสือปัณรีที่ดังไปทั่วป่า ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“คุณปัณไม่ยอมกลับเข้าร่างเพราะยังไม่ได้กินอะไร ถ้าเข้าร่างตอนนี้ก็จะทรมานไปจนกว่าจะถึงวันที่ต้องถอดหัวครั้งหน้า”
พลเพิ่มมองปัณรีอย่างเจ็บปวดใจ คิดจะทำอะไรบางอย่าง

ในเวลาต่อมา คนงาน 1 งัวเงียออกมาหน้าเต็นท์ ตามพลเพิ่มออกมาหลังจากโดนปลุก
“มีอะไรครับนาย นี่มันยังไม่สว่างเลย”
“จุ๊ๆๆ ฉันมีอะไรให้แกช่วยหน่อย พอดีฉันออกไปทำธุระแล้วบังเอิญเห็นอะไรคล้ายหีบสมบัติฝังอยู่ใต้ต้นไม้ แกช่วยไปขุดที”
คนงาน 1บ่น “โอ๊ย...ดึกป่านนี้แล้ว มันน่ากลัว แล้วนายก็สั่งเลิกขุดแล้วไม่ใช่เหรอครับ ไหนว่าฟ้าสางแล้วให้กลับบ้านได้เลย”
“ฉันเปลี่ยนใจแล้ว ต้องไปขุดให้เจอสมบัติก่อน”
“นายอาจจะดูผิดก็ได้ เอาไว้ฟ้าสว่างก่อนดีกว่า ตอนนี้งูเงี้ยวเขียวขอก็เยอะ ไม่คุ้มหรอกนาย”
คนงาน1 ทำท่าจะกลับเข้าเต็นท์ พลเพิ่มรีบควักแบงก์พันยื่นให้
“แกไปกับฉันเดี๋ยวนี้ ฉันกลัวใครจะมาเจอก่อน”
คนงาน1 มองแบงก์นั้นตาลุกวาว

คนงาน1ถือจอบเดินมาถึงใต้ต้นไม้ตามที่พลเพิ่มบอก
“ตรงนี้แหละ เดี๋ยวฉันส่องไฟให้”
คนงานเริ่มลงมือขุด พลเพิ่มเดินไปยืนด้านหลัง ทำท่าส่องไฟ สักพักก็เอาจอบที่ถือมาด้วยฟาดลงไปที่ก้านคอคนงานเต็มแรง คนงานล้มฟุบลงไป พลเพิ่มมองอย่างเหี้ยมโหด
หวนนึกถึงอดีตชาติ ตอนรุจิเทวีนั่งร้องไห้ด้วยความโกรธแค้นอยู่ในอุทยานสาปแช่งอนันตราช
“ท้าวอนันตราชผู้ยิ่งใหญ่ ข้าขอสาปแช่งท่าน จากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอีกกี่ชาติภพ ท่านจะต้องรักและทำทุกอย่างเพื่อข้าแต่เพียงผู้เดียว”
พลเพิ่มมองร่างคนงานด้วยแววตาอันแข็งกร้าวอำมหิต

อาจารย์ฌานยังคงสวดมนต์สะกดกระสืออยู่ที่เดิม พลเพิ่มลากร่างคนงานที่โชกเลือดเข้ามา ทิ้งลงตรงหน้าฌาน
“พอแล้วอาจารย์ ไม่ต้องสวดสะกดแล้ว”
ฌานตกใจ เบือนหน้าหนีอย่างรับไม่ได้ นึกไม่ถึงว่าพลเพิ่มจะทำขนาดนี้
พลเพิ่มตะโกนเรียกปัณรี
“ปัณ ปัณอยู่ที่ไหน ออกมาสิพี่หามาให้ปัณแล้ว ปัณ...”

ทางด้านนลินซึ่งกลับเข้าร่างแล้วนอนดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
ตฤณฤทธิ์ บุรัณย์ และมธุรสเข้ามาดูนลิน
“ลิน... คุณเป็นยังไงบ้าง”
นลินหลับตาพยายามข่มความเจ็บปวด
“ฉันปวดท้อง เหมือนตอนนั้น...”
ตฤณฤทธิ์พยักหน้าเข้าใจ
“คุณยังไม่ได้กินใช่ไหม”
นลินพยักหน้ารับ ตฤณฤทธิ์หันไปทางบุรัณย์กับมธุรสซึ่งรู้เรื่องทุกอย่างจากบุรัณย์แล้ว
“เราต้องรีบพาลินไปหาหลวงตา”
“แต่หลวงตาให้วิธีแก้คำสาปกับพวกเรามา ท่านให้รีบมาบอกพี่ตฤณ ว่าต้องทำพิธีที่ลานประหารก่อนพระอาทิตย์ตกดินในวันพรุ่งนี้”
ตฤณฤทธิ์แปลกใจ “ทำไมต้องพรุ่งนี้ด้วย”
“เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเพ็ญมหาฤกษ์จันทร์ซ้อนจันทร์ ที่แต่ละปีอาจจะมีแค่หนเดียวเท่านั้นค่ะ” มธุรสบอก
นลินลืมตาในท่าทีอันอ่อนระโหยขึ้นมามองตฤณฤทธิ์ พยักหน้าอย่างมุ่งมั่น ตฤณฤทธิ์สบตาให้กำลังใจกระสือยอดรัก

ที่บริเวณหน้าแคมป์ที่พักของพลเพิ่ม แสงอาทิตย์ส่องลอดต้นไม้ลงมารำไร
ชัยกับจ๊อดและคนงานคนอื่นเดินหาคนงาน1 ที่หายไป พลเพิ่มทำทีเข้ามาถาม
“มีอะไรกันเหรอ”
“ไอ้หน่องมันหายไปครับนาย” ชัยบอก
“คงหนีกลับบ้านไปแล้วละมั้ง ไอ้นี่มันท่าทางขี้เกียจ”
สีหน้าฌานอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่น่านะครับนาย เราจะกลับกันอยู่แล้วนี่ครับ” จ๊อดทักท้วง
พลเพิ่มตัดบททันที “ช่างมันเถอะ แค่คนงานคนเดียว เมื่อคืนฉันเห็นเต็นท์ของอีกพวก มันอาจจะไปทำงานกับพวกนั้นก็ได้”
ชัยกับจ๊อดมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ พลเพิ่มรีบหยิบเงินส่งให้เพื่อเบี่ยงความสนใจ
“เอ้า...นี่โบนัสฉันให้พวกแกที่ช่วยงานกันเต็มที่ รีบเก็บเต็นท์แล้วออกเดินทางกันได้แล้ว”
คนงานช่วยกันเก็บเต็นท์ พลเพิ่มแอบโล่งใจ

พลเพิ่มกับปัณรีและฌานเดินทางมาถึงชายป่า แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อมองไปเห็นสารวัตรวิทยา จ่าไพฑูรย์ และกำลังตำรวจจำนวนหนึ่งเดินเข้ามา
พลเพิ่มหยุดชะงัก และส่งสัญญาณให้ปัณรี และฌานหยุดด้วย
“ทำยังไงดีพี่พล”
“เราคงต้องกลับเข้าไปในป่า”
ปัณรีเหนื่อยแทบขาดใจ “ปัณไม่ไหวแล้วนะ”
“แกอยากจะติดคุกหรือยังไง”
ปัณรีเงียบ
ฌาณนิ่งนึก “เคยได้ยินพรานบอกว่าเลยปราสาทไป ข้ามเขาอีกลูกก็จะเป็นชายแดนกัมพูชา ถ้าพวกคุณไม่อยากถูกจับก็ต้องไปทางนั้น”
“เราต้องย้อนกลับไปทางปราสาทอีกงั้นเหรอ”
“ไม่มีทางเลือกแล้ว”
พลเพิ่มกับปัณรีสบตากันอย่างตัดสินใจ

ปราสาทอนันตาปุระต้องแสงยามเย็นดูลึกลับ บุรัณย์กับตฤณฤทธิ์ช่วยกันยกหลักประหารมาวางที่แท่น มธุรสประคองนลินที่มีอาการปวดท้องอย่างหนักมานั่งตรงหน้าแท่น ตฤณฤทธิ์เข้ามาดูนลิน จับมือไว้
“ลิน...คุณไหวแน่นะ”
“ฉันทนได้ เราต้องรีบทำพิธีให้เสร็จเดี๋ยวนี้ ฉันอยากจะหลุดพ้นจากคำสาปนี้ซะที”
“แต่คุณต้องไม่ฝืนตัวเอง ถ้าคุณเป็นอะไรไปมันก็ไม่มีประโยชน์”
“ถ้าจะตาย ฉันก็ขอตายอย่างมนุษย์ธรรมดาดีกว่า ไม่ต้องห่วงฉันนะคะ เราต้องทำให้สำเร็จ”
ตฤณฤทธิ์กอดนลินแนบอก ก่อนจะคลายกอดออก บอกกับนลินอย่างมุ่งมั่น
“ถ้างั้นเราเริ่มพิธีเลย”
มธุรสนำสายสิญจน์มายื่นให้บุรัณย์ บุรัณย์คล้องสายสิญจน์เข้ากับหลักประหาร แล้วโยงมาที่นลินและตฤณฤทธิ์
ปราสาทโบราณตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลัง บรรยากาศวังเวงแต่เข้มขลัง
บุรัณย์โยงสายสิญจน์เสร็จแล้ว เดินไปนั่งข้างหลังตฤณฤทธิ์กับนลิน พร้อมกับมธุรส
ตฤณฤทธิ์กับนลินพนมมือ เริ่มสวดมนต์ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัด
“กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง...”

ฝ่ายพลเพิ่มเดินบุกป่านำหน้ามา มีปัณรีกระหืดกระหอบตามหลังมาท่าทีเหนื่อยล้า และฌานตามหลัง
“พักหน่อยพี่พล”
“พักอีกแล้วเหรอ เดินๆ หยุดๆ เดี่ยวตำรวจก็ตามมาทันหรอก”
“ก็ปัณไม่ไหวจริงๆ นี่”
ขาดคำปัณรีก็นั่งลงบนขอนไม้ เอาน้ำมาดื่มและล้างมือ พลเพิ่มมองอย่างหงุดหงิด แต่พอเงยหน้าขึ้นก็ชะงัก เมื่อเห็นอะไรบางอย่าง เขาจึงกระซิบพลางดึงมือปัณรีขึ้น
“ตำรวจมาแล้ว จะไปไม่ไป”
ปัณรีผุดลุกขึ้นทันที แต่ไม่ทัน ตำรวจเห็นทั้งสาม สารวัตรตะโกนก้อง
“หยุดนะ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทิ้งอาวุธแล้วยกมือขึ้น”
ตำรวจถือปืนเล็งมา ฌานยกมือขึ้นทันที ปัณรีค่อยๆ ยกอย่างไม่เต็มใจ
พลเพิ่มทำท่าจะยกมือ แต่แล้วก็กลับดึงเอาปืนที่เหน็บบั้นเอวขึ้นมายิงใส่ตำรวจทันที
ตำรวจต่างก้มลงหลบ พลเพิ่มอาศัยจังหวะนั้นคว้ามือปัณรีวิ่ง
แต่ขณะที่กำลังวิ่งหนี ก็ถูกกระสุนของสารวัตรวิทยาที่ยิงมาเฉี่ยวแขนไป เลือดไหล
พลเพิ่มหันไปยิงกันไว้อีกที เกือบจะโดนฌานเข้าให้ ฌานตกใจ
พลเพิ่มไม่สน ผลักฌานที่ยืนขว้างอยู่จนล้มลง แล้วพาปัณรีวิ่งหนี ตำรวจรีบตามไป
ฌานมองตามพลเพิ่มด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ออก

สองคนพี่น้องวิ่งหนีมาหยุดอยู่ใกล้กับปราสาท พลเพิ่มเอ่ยขึ้น
“แกรีบหนีไปก่อน”
“แล้วพี่ล่ะ”
“พี่จะยิงกันมันไว้ก่อน”
“ฉันจะไปได้ยังไง ไม่รู้เส้นทางอะไรเลย”
“งั้นรีบหลบไปหลังปราสาทก่อน พี่จัดการไอ้พวกตำรวจแล้วจะตามไป”
พลเพิ่มดันตัวปัณรีให้ออกไป ปัณรีจำใจต้องหนีไป
เสียงสวดมนต์ของตฤณฤทธิ์กับนลินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด
“กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจะกัมมัง อะสัญจิจะกัมมังขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม...”
“สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต...”
ตฤณฤทธิ์กับนลินนั่งสวดมนต์โดยมีหลักประหารวางอยู่ตรงหน้า มีสายสิญจน์พันไว้ และโยงมายังมือของทั้งสองที่นั่งพนมมือขัดสมาธิ ขณะที่บุรัณย์กับมธุรสนั่งพนมมืออยู่ข้างหลัง
ฟ้าแลบแปลบปลาบและร้องดังครืนใหญ่ สายฟ้าฟาดลงมาที่ตัวนลินเปรี้ยง นลินล้มลงไปบนพื้น ทุกคนในที่นั้นตกใจ
“ลิน...”
“คุณลิน...”
นลินกุมท้อง ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย!!”
ตฤณฤทธิ์ใจเสีย “ลิน คุณเป็นยังไงบ้าง”
“รู้สึกปวดแสบปวดร้อนไปทั้งตัว เหมือนโดนไฟลวก”
มธุรสงงใหญ่ “ทำไมถึงเป็นแบบนี้คะ”
บุรัณย์ด้วย “นั่นสิ เราก็ทำทุกอย่างตามที่หลวงตาบอกแล้วนี่”
“ท่าทางอาการไม่ดีเลย เรารีบพาคุณลินกลับเต็นท์ก่อนดีกว่าค่ะ” มธุรสบอก
บุรัณย์ท้วง “แต่ถ้าพระอาทิตย์ตกดิน หลวงตาบอกว่า...”
ตฤณฤทธิ์ไม่สนใจ จะพยุงนลินลุกขึ้น แต่พอหันไป ทุกคนก็ต้องชะงักทันที สายตามองด้วยความหวาดระแวงคนตรงหน้า
ฌานยืนขวางอยู่ หน้าตาถมึงทึงเอาจริงเอาจัง
“ยังกลับไม่ได้”
“คุณเลิกยุ่งกับพวกเราดีกว่า หลีกไปเดี๋ยวนี้”
“ผมไม่อยากผูกเวรผูกกรรมอีกต่อไปแล้ว ถ้าคุณอยากแก้คำสาปให้คุณนลิน ผมจะช่วยเอง”
ทุกคนอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง
“ผมจะเชื่อคุณได้ยังไง” ตฤณฤทธิ์ไม่วางใจ
“คุณคงต้องเสี่ยงแล้ว”
ตฤณฤทธิ์มองหน้านลินอย่างชั่งใจ นลินพยักหน้าให้อย่างมีความหวัง

นลินนั่งขัดสมาธิหลับตาพนมมือนิ่งอยู่บนเสื่อ แต่ขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด มีหลักประหารวางอยู่ข้างหน้า
ส่วนฌานนั่งหลับตาสวดมนต์บริกรรมคาถาตรงหน้าหลักประหาร
เสียงพลเพิ่มตะโกนก้อง “หยุดเดี๋ยวนี้ พวกเอ็งบังอาจขัดคำสั่งของข้า”
ทุกคนยกเว้นฌานหันไปมอง ด้วยสีหน้าตกใจ นลินเริ่มสมาธิแตกซ่าน ฌานบอกนลินทั้งที่ยังหลับตา
“คุณลินอยู่นิ่งๆครับ อย่าวอกแวก”
“ผมจัดการเอง” ตฤณฤทธิ์บอก
นลินพยายามหลับตาทำสมาธิต่อ
พลเพิ่มซึ่งเวลานี้ต้นแขนมีร่องรอยเลือดที่เริ่มแห้งกรังจากการถูกตำรวจยิง ผมเผ้ากระเซิง หน้าตามอมแมม เดินเข้ามาอย่างเอาเรื่อง
ตฤณฤทธิ์รีบลุกขึ้นไปขวางไว้
“คุณนั่นแหละหยุด ปล่อยพวกเราไปเสียเถอะ เลิกจองเวรจองกรรมกันซะที”
“กูไม่หยุด...พวกมึงทรยศกู พวกมึงจะต้องถูกประหาร”
พลเพิ่มชี้นิ้วกราดวางอำนาจใส่ทุกคนเหมือนในอดีต
จู่ๆ ก็เกิดควันสีดำลอยพวยพุ่งขึ้นมาจากหลักประหาร ดูดเอาร่างกระสือในตัวนลินขึ้นมาแล้วกลืนร่างนั้นไว้ นั่นหมายถึง การถอนคำสาปได้สำเร็จลงแล้ว
พลเพิ่มไม่พูดพล่ามทำเพลง ชักปืนออกมาจะยิงตฤณฤทธิ์ บุรัณย์ตกใจกระโดดเตะจนพลเพิ่มเซไป ทั้งสองสู้กันบุรัณย์เพลี่ยงพล้ำ ถูกพลเพิ่มชกล้มลง
พลเพิ่มหันมายิงใส่ตฤณฤทธิ์ แต่นลินกระโดดเข้ามารับกระสุนแทน
ตฤณฤทธิ์ตกใจร้องลั่น “ลิน”
พลเพิ่มตาลุกวาว มองสองคนอย่างเคียดแค้นชิงชัง
“พวกมึงรักกันมากใช่ไหม งั้นไปครองคู่กันในนรกเถอะ”
พลเพิ่มจะยิงตฤณฤทธิ์อีก แต่มีเสียงปืนดังขึ้นอีกหนึ่งนัด
ทั้งตฤณฤทธิ์และพลเพิ่มมีสีหน้าตกใจนิ่งงันไป ทุกคนต่างมองอย่างตระหนกสุดขีด
“คุณตฤณ” นลินกรี๊ด นึกว่าคนรักถูกยิง เป็นลมหมดสติไป
แต่ปรากฏว่าคนที่ล้มลงไปคือพลเพิ่ม และเห็นสารวัตรวิทยากับจ่าไพฑูรย์ และกำลังตำรวจยืนเล็งปืนอยู่ด้านหลัง สารวัตรวิทยาลดปืนลงหลังจากยิงใส่พลเพิ่ม
ปัณรียืนตัวสั่นอยู่ในพุ่มไม้ มองพี่ชายถูกยิงด้วยสายตาตกใจสุดขีด ก่อนจะวิ่งเตลิดหนีหายเข้าป่าไป

ตำรวจเข้ามาดูร่างพลเพิ่มที่ล้มลงบนพื้น แต่แล้วทุกคนก็ต้องชะงักกึก เมื่อพลเพิ่มผงกหัวขึ้นมา เอาสองมือกอบดินและกรวดตรงหน้าโปรยขึ้น หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ดูนี่สิ เงินทอง เพชรนิลจินดาน้ำงามทั้งนั้นเลย มันเป็นของข้า ของข้าทั้งหมดข้าจะรวยแล้ว”
ฌานเข้ามาดูพลเพิ่มอย่างปลงสังเวช
“นาย... อโหสิกรรมให้ทุกคนเถอะ จะได้หมดเวรหมดกรรมต่อกันเสียที”
“ไม่ แกต้องฆ่าพวกมันให้หมด แล้วเราจะรวยด้วยกัน ฮ่าๆๆๆ”
จู่ๆ พลเพิ่มก็ชะงักค้าง ตาเหลือกลานเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ตัวแข็งทื่อหมดลมหายใจไปในที่สุด

ตฤณฤทธิ์รีบเข้าไปประคองร่างนลินที่หมดสติ พลางร้องเรียกอย่างขวัญเสีย
“ลิน...คุณอย่าเป็นอะไรนะ ลิน...ลิน!”
นลินลืมตาขึ้นมองตฤณฤทธิ์
“ในที่สุด..เราก็ทำสำเร็จ”
“ใช่ เราทำสำเร็จแล้ว คุณถอนคำสาปได้แล้ว”
แต่แล้วนลินก็หลับตาลงอย่างอ่อนแรง
“คุณต้องไม่เป็นอะไรนะลิน อยู่กับผมก่อน...ลิน...ลิน!”
ตอนท้ายเสียงตฤณฤทธิ์ดังก้องไปทั้งราวป่า

นลินฟื้นตื่นขึ้นมา ในตอนเช้า ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ตฤณฤทธิ์ซึ่งนอนเฝ้ามาตลอดสามวันมานี้ ยิ้มออกมา สวมกอดนลินอย่างดีใจ
“ลิน...คุณฟื้นแล้วเหรอ ผมดีใจที่สุดเลย”
นลินสะดุ้งเล็กๆ ตฤณรีบผละออก
“เจ็บแผลเหรอ”
“นิดหน่อยค่ะ แต่ที่ตกใจเพราะงงว่าฉันยังไม่ตายเหรอ”
“ยัง คุณยังตายไม่ได้ ผมไม่อนุญาต”
“คุณเป็นผู้ปกครองฉันตั้งแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่ผมรักคุณนั่นแหละ”
นลินยิ้มเขิน “น้ำเน่าจังค่ะ ฉันเพิ่งฟื้นเองนะ”
“คุณไม่รู้หรอก สามวันที่คุณหมดสติไป ผมพูดอะไรบ้าง ผมกลัวว่าคุณจะไม่รับรู้สิ่งที่ผมพูดแล้ว ถึงต้องรีบพูดทุกอย่างที่เคยเก็บไว้ในใจ”
“ไม่ว่าจะตื่นหรือหลับ ฉันรับรู้ตลอดมาว่าคุณรู้สึกยังไงและทำอะไรเพื่อฉันบ้าง ฉัน....ก็รักคุณนะคะ”
ตฤณฤทธิ์สวมกอดนลินอย่างดีใจ

ระหว่างนี้ มธุรสแอบมองสองคนจากตรงหน้าประตูห้องเงียบๆ บุรัณย์เดินเข้ามาเห็น มองไปด้านในแล้วทักขึ้น
“รส...”
มธุรสสะดุ้ง แต่ยังไม่หันหน้ามา
“ถ้าอยากร้องไห้ ก็ร้องออกมาได้เลยนะรส”
มธุรสนิ่งไปสักพัก
“ฉันไม่ได้อ่อนแอเหมือนเดิมอีกแล้วนะ มีคนเคยบอกฉัน ว่าโลกนี้มีประตูตั้งหลายบาน เราก็ไม่ควรขังตัวเองอยู่ที่ประตูบานเดียว จริงไหม”
บุรัณย์มองฉงนฉงาย
“ต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่มองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่จะหันหลังกลับมามองสิ่งที่อยู่ด้านหลัง...”
มธุรสหันหน้ามายิ้มให้ มองจ้องเข้าไปในดวงตาของบุรัณย์
“เหมือนที่นายบอกไง”
บุรัณย์อึ้งอ้าปากค้างน้ำตาคลอๆ
“รส...จริงๆ นะ”
มธุรสค่อยพยักหน้ารับ
บุรัณย์ลืมตัวโผเข้ากอดมธุรสแล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย
มธุรสหัวเราะขำๆ “ผู้ชายอะไรเนี่ย ร้องไห้ออกมาทำไม”
“ขอบคุณนะรส ขอบคุณนะ”
มธุรสกอดตอบบุรัณย์อย่างมีความสุข

วันเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง
วันนี้บุรัณย์ยืนรายงานข่าวอยู่หน้ารั้วบ้านยายเพียร
“ตอนนี้ปราสาทอนันตาปุระ ได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดีที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากนะครับ ทำให้หมู่บ้านดอนป่าหวายพลอยคึกคักไปด้วย เราลองมาฟังชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่นี้มานาน ว่ารู้สึกอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงนี้ครับ”
บุรัณย์ยื่นไมค์ไปสัมภาษณ์ชมพู่ที่พยายามโบกมือให้กล้องเสนอหน้าเต็มที่
“พี่เคยเห็นปราสาทนี้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ ค่ะ เป็นปราสาทเก่าแก่ที่สวยงามมาก แล้วก็มีประวัติความเป็นมานานจริงๆ อยากให้ช่วยกันอนุรักษ์ไว้นะคะ”
“ขอบคุณครับ”
บุรัณย์เดินออกไป เจ๊หวีตบมือและยกนิ้วให้ชมพู่
“แกพูดได้เริ่ดมากนังพู่”
“ก็ฉันท่องมาทั้งคืน ตามที่เจ๊บอกเลย”
ทั้งสองแปะมือกัน เจ๊หวีชี้ชวนให้ชมพู่ดูบุรัณย์ที่เดินไปทางมธุรส

บุรัณย์เดินเข้ามา มธุรสยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ บุรัณย์ไม่รับ แต่ยื่นหน้าให้อีกฝ่ายเช็ดแทน
“แหม...ได้ทีเชียว”
มธุรสบ่นบ้าค้อนควัก แต่ก็ซับเหงื่อให้บุรัณย์
“นานๆ จะมีโอกาสได้อ้อนแฟนซักทีนี่”
“ใครเป็นแฟนนาย”
บุรัณย์ยื่นหน้าเข้าไปจนเกือบจะชนหน้ามธุรส แล้วพูดขึ้น
“ก็คนนี้ไง”
มธุรสมองซ้ายแลขวากลัวมีใครเห็น แล้วทุบเข้าไปที่กลางอกบุรัณย์ด้วยความเขินอาย บุรัณย์หัวเราะอารมณ์ดี เจ๊หวีมองบุรัณย์ตาละห้อย
“แกดูสิ ต้องใช่แน่ๆ ฉันเห็นว่าเป็นคุณมธุรสนะ ถึงยอมหลีกทางให้”
“แน่เลยเจ๊ เสียดายจัง นี่ถ้าฉันยังไม่มีผัวนะ...ไม่ตกถึงคุณมธุรสแน่”
ผันได้ยิน รีบเข้ามาดึงตัวชมพู่ออกมา
“อะไร ไม่มีผัวแล้วแกจะทำอะไรนะ”
“โอ๊ย...พี่ผันน่ะ เห็นหน้าแล้วอยากมีผัวใหม่เลย”
ผันสะบัดหน้างอนๆ เมีย ชมพู่ซบเอาใจผัว
“แหม...เค้าล้อเล่นนะตะเอง”

ที่โรงพยาบาลในตัวเมือง กวิตาเดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาเยี่ยมนลิน สองสาวสวมกอดกันอย่างดีใจ
“แกเป็นยังไงบ้างต้า”
“ฉันสบายดี พอได้ข่าวก็รีบเคลียร์งานมาเลย แล้วแกล่ะ”
“ฉันดีขึ้นมากแล้ว อีกสองสามวันคงกลับบ้านได้”
“ฉันดีใจกับแกด้วยนะ เรื่องร้ายๆ ผ่านไปซะที ที่สำคัญ แกไม่ต้องถอดหัวทุกวันโกนอีกแล้ว”
ทั้งสองคนหัวเราะขำ สักครู่เดียวสีหน้านลินก็เศร้าลง
“แต่กว่าจะฝ่าฟันมาถึงวันนี้ ก็ต้องมีคนเจ็บคนตายมากมาย”
“มันเป็นเวรเป็นกรรมของพวกเขาเอง แกอย่าคิดมากเลย แกทรมานมามากแล้ว ตอนนี้แกเป็นเศรษฐินีที่กำลังจะได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดี ต่อไปก็ใช้ชีวิตให้สุขสุดๆ ไปเลยดีกว่า”
นลินใคร่ครวญครุ่นคิด ลึกๆ เหมือนต้องการความสุขที่ยั่งยืนกว่านั้น

เช้าวันนี้ ตฤณฤทธิ์และกวิตาประคองนลินเข้ามาในบ้าน โดยมีชลันตีกับนวลตามเข้ามาด้วย ทุกคนไปรับนลินกลับมาจากโรงพยาบาล
“หมดเคราะห์หมดโศกแล้วนะลิน ต่อไปนี้ลินก็กลับมาอยู่บ้านเราอย่างไม่ต้องกังวลอะไรอีก”
นวลยิ้มชื่นให้กับนลิน “ดวงวิญญาณของคุณท่านคงดีใจ ที่ต่อแต่นี้ไปลูกหลานของตระกูลจะพ้นจากคำสาปร้ายๆ ซะที”
“ขอบคุณป้าตีกับป้านวลมากนะคะ ที่ผ่านมาคอยดูแลลินมาตลอด”
“ผมจะขออนุญาตคุณป้าตีกับป้านวล เป็นคนดูแลลินต่อไปได้ไหมครับ”
นลิน ชลันตี และนวลมองตฤณฤทธิ์อย่างนึกไม่ถึง
ตฤณฤทธิ์เสริมว่า “ผมรู้ว่าอาจจะกะทันหันเกินไป แต่ผมรู้สึกเหมือนรอมานาน... นานจนผมไม่
อยากเสียเวลาไปอีกแม้แต่วินาทีเดียวแล้ว”
“ว่าที่หลานเขยฉันใจร้อนเหมือนกันนะ”
ชลันตีกับนวลสบตากันยิ้มๆ เป็นเชิงอนุญาต กวิตายิ้มปลื้มใจ
นลินมองหน้าตฤณฤทธิ์ด้วยสีหน้าที่คาดเดาไม่ออก

สองคนเดินจูงแขนชื่นชมบรรยากาศทุ่งนาอันสวยงามที่ด้านหลังบ้านยายเพียร ตฤณฤทธิ์มองไปไกล แววตาฝันๆ
“แต่งงานแล้วคุณจะยังอยู่บ้านนี้ก็ได้นะ พอวันหยุดผมก็จะกลับมาหาคุณ เราจะสร้างครอบครัวกันที่นี่”
“ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงเลยนะคะ”
ตฤณฤทธิ์หยุดเดิน หันมามองนลินเชิงออดอ้อน
“ทำไมล่ะลิน คุณไม่อยากแต่งงานกับผมเหรอ”
“อยากสิคะ ฉันก็รู้สึกเหมือนรอคอยวันนั้นมานานแสนนาน และไม่รู้ว่าเมื่อไรจะมาถึง ฉัน..ไม่อยากทรมานอย่างนั้นอีกแล้ว”
ตฤณฤทธิ์พูดด้วยความหนักแน่น
“ไม่มีการรอคอยอีกต่อไป เราจะไม่จากกันอีกแล้ว ผมจะทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับคุณ...สาวิตราณี”
นลินมองหน้าตฤณฤทธิ์น้ำตาคลอด้วยความตื้นตันใจ
“วันนี้ฉันมีความสุขที่สุดที่เราได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง...สิงหล”
ตฤณฤทธิ์จูบนลินอย่างอ่อนโยนละมุนละไม นลินกอดตฤณฤทธิ์แนบแน่นราวกับเป็นการสั่งลาครั้งสุดท้ายกระนั้น
ทั้งสองกอดกันท่ามกลางท้องทุ่งนาอันเขียวขจีสวยงามกว้างสุดสายตา

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ตฤณฤทธิ์กลับบ้านในวันหนึ่ง คุณหญิงศันสนีย์ลูบหลังลูบไหล่ลูกชายอย่างดีใจ
“ลูกแม่กลับมาปลอดภัยแม่ก็ดีใจที่สุดแล้ว บุญรักษานะลูกนะ”
“ลูกเราเก่ง เอาตัวรอดได้น่าคุณ” ท่านนายพลว่า
“โอ๊ย...เก่งแค่ไหนฉันก็ไม่อยากให้ไปเสี่ยงชีวิตแบบนั้นอีกล่ะค่ะ นี่ถ้าคุณไม่ได้หลักฐานจากเมียกำนัน แล้วใช้ทางลัดถึงตำรวจชั้นผู้ใหญ่ละก็ ตาตฤณก็อาจจะไม่ได้กลับมาให้ฉันกอดแบบนี้หรอกนะคะ”
“ที่จริงก็ไม่ได้ใช้ทางลัดหรอก พยานหลักฐานมันแน่นหนาอยู่แล้ว” ดิษย์บอกอีก
“แต่น่าเสียดายนะครับ ที่คุณพลเพิ่มไม่ยอมมอบตัว”
“นั่นสิ แล้วน้องสาวเขาก็หนีหายสาปสูญไป ไม่รู้เป็นตายร้ายดียังไง”
“สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมนะคุณ ว่าแต่...นี่ลูกจะกลับไปอยู่บ้านเราถาวรแล้วใช่ไหม”
“ยังหรอกครับ” ศันสนีย์ทำหน้าเซ็ง “แต่อาจจะกลับมาอยู่นานหน่อยเพราะผมมีเรื่องให้พ่อกับแม่ช่วย”
“ช่วยอะไรเหรอลูก”
“ช่วยไปขอสาวให้ผมน่ะครับ”
ศันสนีย์มองหน้าลูกชาย อย่างแปลกใจ ตฤณฤทธิ์ยิ้มกริ่ม

เมื่อคุณหญิงมารดาไม่ขัดข้อง 2-3 วันต่อมาตฤณฤทธิ์รีบเดินทางกลับมาที่บ้านดอนป่าหวายอีกครั้ง และพาตัวเองมาหานลินที่บ้านยายเพียรทันที ชลันตีตอบตฤณฤทธิ์ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“ลิน..ไม่อยู่ที่นี่แล้วจ้ะ”
ตฤณฤทธิ์แทบทรุดเมื่อได้ฟัง
“อะไรนะครับ แต่ก่อนหน้านี้เขายังรับปากว่าจะอยู่รอผมไปคุยกับคุณพ่อคุณแม่”
“ลินเขาขอไปไหว้แม่ชีนราที่วัดป่าเมื่อสามวันก่อน แล้วก็ไม่ได้ติดต่อกลับมาอีกเลย”
“เป็นไปได้ยังไง”
นวลเดินออกมาพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งในมือยื่นให้
“คุณลินฝากจดหมายฉบับนี้ให้คุณตฤณค่ะ”
ตฤณฤทธิ์เปิดจดหมายออกอ่านอย่างแปลกใจ

ขณะที่ตฤณฤทธิ์อ่านจดหมายอยู่นี้ นลินกำลังเดินจงกรมอยู่ที่วัดป่าแห่งหนึ่ง
“คุณตฤณคะ ฉันต้องขอโทษด้วยที่มาโดยไม่บอกไม่กล่าว แต่ฉันมาทบทวนดูแล้ว การไม่ผูกเวรผูกกรรมใดๆ ต่อกันอีก จะทำให้เราหลุดพ้นจากคำสาปที่แท้จริง เพื่อที่จะไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ให้เป็นทุกข์ไปอีกไม่จบไม่สิ้น นี่ไม่ใช่การจากลา แต่เป็นการพบกันในทางธรรม ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจและให้อภัย อโหสิกรรมให้ฉันนะคะ.... นลิน”
นลินอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาวบวชเป็นชีแล้ว สีหน้าแม่ชีสุขและสงบอย่างแท้จริง

ตฤณฤทธิ์พับจดหมายนั้น สีหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะยกมือไหว้ชลันตีกับนวลแล้วเดินออกไปหน้าเศร้าๆ ชลันตีกับนวลได้แต่มองตามอย่างเห็นใจ

ตฤณฤทธิ์ก้มลงมองจดหมายนลินที่อยู่ในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองแม่น้ำเบื้องหน้า คิดถึงเหตุการณ์เก่าๆ ตั้งแต่เจอนลินครั้งแรก จนถึงวันที่บอกรักกัน
ตฤณฤทธิ์น้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว
“นี่ไม่ใช่การจากลา แต่เป็นการพบกันในทางธรรม ฉันหวังว่าคุณจะเข้าใจและให้อภัย อโหสิกรรมให้ฉันนะคะ.... นลิน”
เขามองจดหมายอีกครั้ง แล้วค่อยๆ ยิ้มออกมาอย่างเข้าใจ แม้จะเจ็บปวดมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้วตฤณฤทธิ์ก็ยินดีกับสิ่งที่นลินเลือกเสมอ

หลายวันต่อมา เจ๊หวีกำลังทำผมให้ใครบางคน ซึ่งดูข้างหลังใครคนนี้ตัดผมและแต่งตัวเปรี้ยวมาก
“เสร็จแล้วจ้าคุณนาย”
เจ๊หวีเดินออก เผยให้เห็นกระจก ซึ่งสะท้อนภาพชมพู่ในทรงผมสวยทันสมัย
เจ๊หวันซึ่งไปจ่ายตลาดกลับเข้ามา ถึงกับวางของ สีหน้าตกใจ
“อุ๊ยตาย...คุณชมพู่ นึกว่าสาวไฮโซที่ไหนซะอีก”
“คนเราก็ต้องเปลี่ยนกันบ้างสิจ๊ะ ในเมื่อหมู่บ้านเรายังมีอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปเลย”
“เฮ้อ...จะว่าไปก็สงสารเจ๊โฉมแกนะ เสียทั้งลูกทั้งผัวไปใกล้ๆ กัน ต้องขายบ้านขายรถกลับไปอยู่บ้านแม่ตัวเอง” เจ๊หวีว่า
“เจ๊ยอมสงบศึกแล้วเหรอ”
“โอ๊ย...ฉันจะไปก่อศึกทำไม ปกติฉันเป็นสาวรักสงบจ้ะ”
เจ๊หวันหันมาถามชมพู่ “แล้วตกลงคุณนลินกลับมาหรือยัง”
“ยังเลยเจ๊หวัน ได้ข่าวว่าแกไปอยู่วัด”
“หา...แกบวชเป็นชีเหรอ”
ชมพู่หน้าเศร้าลง
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะบวชเป็นชีตามแม่ของแกละมั้ง”
เจ๊หวีมองซ้ายมองขวา ก่อนจะกระซิบถามชมพู่
“ตกลงคุณนลินเป็น....กระสือจริงหรือเปล่า”
ชมพู่อ้าปากจะตอบ แต่แล้วก็ชะงักไป เมื่อมองกระจกเห็นใครบางคนเดินเข้ามา
เป็นนวลนั่นเอง เดินยิ้มเยือกเย็นอันคุ้นตาเข้ามา ทุกคนมองอึ้ง นึกไม่ถึง
“ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ ถ้าคิดว่าใช่ก็ใช่ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ อย่าไปยึดติดกับอะไรให้มันมากนักเลย”
“อุ๊ยตาย...วันนี้คุณนวลมาทำผมเหรอคะ”
“ฉันก็อยากจะเปลี่ยนตัวเองบ้างอะไรบ้าง”
“ได้ค่ะคุณนวล เดี๋ยวหวีจะออกแบบผมให้เลิศให้เฉียบกว่านังชมพู่อีก เชิญทางนี้เลยค่า”
เจ๊หวีกุลีกุจอพานวลไปสระผม ชมพู่กับเจ๊หวันมองหน้าอย่างแปลกใจ

ตฤณฤทธิ์ก้มลงกราบหลวงตาคำที่หน้าโบสถ์วัดป่า หลวงตามองอย่างเข้าใจ
“ถึงแม้แม่ชีนลินจะพ้นคำสาปแล้ว แต่ยังไม่พ้นบ่วงกรรมที่ยังต้องชดใช้เช่นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป แม่ชีนลินจึงเลือกที่จะดับทุกข์ด้วยการไม่สร้างทุกข์ให้เกิดขึ้นอีก”
“สาธุ...ผมขออนุโมทนากับแม่ชีนลินด้วยครับ”
ตฤณฤทธิ์ก้มลงกราบหลวงตาคำ

ไม่นานหลังจากนั้น หลวงพี่ตฤณฤทธิ์ในจีวรของสมณเพศงดงามจับตา ค่อยๆ เดินออกมาจากโบสถ์ มองไปเบื้องหน้าด้วยท่าทางสงบและสำรวม ราวกับส่งใจไปถึงแม่ชีนลิน

“ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ผมจะคอยดูแลและปกป้องคุณเหมือนที่ผ่านมา…สาวิตราณี”

จบบริบูรณ์
 
โปรดติดตาม "ซิ่นลายหงส์" เร็วๆ นี้


กำลังโหลดความคิดเห็น...