xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่23 กระสือปัณรีฆ่าแม่ท้องแก่กินลูกในท้อง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่23 กระสือปัณรีฆ่าแม่ท้องแก่กินลูกในท้อง

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์
 
เช้าวันต่อมา โฉมศรีและกำนันสินกำลังนั่งกินข้าวเช้ากันอยู่ที่โต๊ะในบ้าน

“วันนี้มีแต่กับข้าวอร่อยๆ ทั้งนั้นเลย ทอดมันนี่อีก ของโปรดนังฉายมันไม่ใช่เหรอ”
“จ้ะ พี่กำนัน”
“แล้ววันนี้มันจะกลับบ้านหรือเปล่า”
ฉัตรฉายเดินฮัมเพลงเข้ามาในบ้านอย่างอารมณ์ดี
“อ้าว นั่นไง พูดถึงก็มาเลย กลับมาแล้วเหรอลูก มาๆ มากินข้าวกันเร็ว”
ฉัตรฉายเดินตรงเข้ามาหาโฉมศรีกับกำนันสิน สีหน้ายิ้มร่าอารมณ์ดี
“ไม่กินหรอกแม่ ฉัน อิ่ม มาแล้ว”
กำนันสินเอ็ด “เมื่อคืนไปนอนค้างที่ไหนมา ถึงกลับมาป่านนี้”
“ไปค้างบ้านเพื่อนมาจ้ะพ่อ”
พูดจบฉัตรฉายก็อมยิ้มฝันหวาน นึกถึงเรื่องราวของตนเองกับพลเพิ่ม
“คนอย่างเอ็งนี่นะ มีเพื่อนกับเขาด้วย”
ฉัตรฉายไม่พอใจ “พ่อ! ทำไมว่าฉันอย่างนี้ล่ะ”
“ก็มันจริงนี่ เอ็งน่ะโตเป็นสาวแล้วนะฉาย ไปนอนค้างอ้างแรมบ้านคนอื่น มันควรที่ไหน”
“เมื่อไรจะเรียกฉันชาช่า ฉันชื่อชาช่า ก็เพราะฉันโตแล้วน่ะสิพ่อ ถึงจะไปนอนที่ไหนก็ได้” ฉัตรฉายทำท่าแอ๊บแบ๊วฝันหวานใส่ “โตแล้วทำอะไรก็ได้”
กำนันสินโกรธ “นังช่า! ที่ข้าเตือนเอ็งก็เพราะหวังดีนะ ยังจะมาย้อน”
โฉมศรีรีบตัดบท “เอาล่ะๆ พี่กำนัน ยังไงนังช่ามันก็กลับมาบ้านแล้ว พี่ก็รีบๆ กินเข้าเถอะ ต้องรีบไปทำงานไม่ใช่เหรอ”
กำนันสินนั่งกินข้าวต่ออย่างขัดใจ
โฉมศรีดึงมือชาช่าให้นั่งลงข้างๆ สองแม่ลูกมองตาแล้วยิ้มให้กันอย่างมีเลศนัย
กำนันสินนิ่งมองเมียกะลูกอย่างสงสัย

ฉัตรฉายเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องนอน เดินตรงเข้ามาที่เตียงแล้วทิ้งตัวลงบนที่นอนอย่างมีความสุขจนแทบอยากจะกรี๊ดออกมา เลยก้มหน้ากรี๊ดดีใจบนหมอน ก่อนจะหงายตัวขึ้นมายิ้มกับตัวเอง
“ในที่สุด ความฝันของฉันก็เป็นจริง คุณนายนักการเมือง คุณหญิงฉัตรฉายโอ๊ย...เริด”
ฉัตรฉายเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาแล้วโทร.หาพลเพิ่ม
โทรศัพท์เสียงสัญญาณว่างแต่ไม่มีคนรับ
“สงสัยงานยุ่ง ไลน์ไปก็ได้”
ฉัตรฉายจึงเปลี่ยนมาเปิดไลน์ พร้อมกับพิมพ์ข้อความสีหน้ามีความสุข
“ชาช่าคิดถึงคุณพลเพิ่มจังเลยค่ะ เมื่อไหร่เราจะได้เจอกันอีกคะ”
ข้อความไลน์ไม่ถูกอ่านสักที
“ยังไม่อ่าน ไม่เป็นไร เดี๋ยวว่างก็คงมาอ่าน”
ฉัตรฉายพิมพ์ข้อความเพิ่มไป
“ไว้เจอกันอีกนะคะ รักคุณพลเพิ่มมากค่ะ จุ๊บ...จุ๊บ...”
ฉัตรฉายจูบโทรศัพท์ แล้วลงข้างตัวก่อนจะกลิ้งตัวไปมาบนเตียง ฝันหวานถึงพลเพิ่ม

ตฤณฤทธิ์เดินมาที่รถ โฉมศรีซึ่งคอยแอบมองอยู่บนบ้านมองเห็นก็รีบวิ่งลงมาหาเหมือนอยากรู้อะไรบางอย่าง
“ด็อกเตอร์คะ เดี๋ยวรอเดี๋ยวค่ะด็อกเตอร์”
ตฤณฤทธิ์กำลังเปิดประตูรถหยุดชะงัก หันมามองตามเสียง
“คุณโฉมศรี มีอะไรครับ”
โฉมศรีหอบ “ด็อกเตอร์จะไปไหนคะ”
“ผมจะไปธุระข้างนอกน่ะครับ คุณโฉมศรีมีอะไรหรือเปล่า”
“ธุระ ธุระที่ไหนคะ”
ตฤณฤทธิ์มองฉงนที่ถูกซักไซ้
โฉมศรีรู้สึกตัวว่าตนละลาบละล้วงเรื่องของตฤณฤทธิ์มากเกินไป แต่ก็ไม่สามารถห้ามความอยากรู้อยากเห็นของตนเองได้ เลยถามต่อ
“เอ่อ...ฉันแค่อยากรู้ว่าด็อกเตอร์จะออกไปหาใครน่ะค่ะ ใช่นลินหรือเปล่าคะ”
ตฤณฤทธิ์เริ่มไม่พอใจ “คุณโฉมศรีอยากรู้ไปทำไมครับ”
โฉมศรีหน้าเสีย แต่ก็ยังคงพูดถือดี
“ฉันก็แค่เป็นห่วง อยากให้ด็อกเตอร์ระวังตัว เพิ่งมีข่าวผู้ชายถูกกระสือกินไส้ไป ด็อกเตอร์ก็ไปดูด้วยไม่ใช่เหรอคะ”
“ครับ คุณนายคิดว่าเป็นกระสืออีกแล้ว” ตฤณฤทธิ์แดกดัน
“ใช่ ก็นังกระสือมันกินตับไตไส้พุงไปจนหมดเลยนี่ คุณก็เห็น อึ๋ย! น่ากลัวสุดๆ คุณระวังนะ มันอาจจะกำลังหิวผู้ชาย ใครเข้าใกล้ก็จะกลายเป็นเหยื่อไม่รู้ตัว กระสือตัวนี้มันโหดขึ้นทุกวันๆ คอยดูนะ ถ้าจับได้ว่าเป็นใคร ฉันจะให้พี่กำนันเอาปืนยิงไส้มันให้เละ เหมือนที่เคยยิงกระสือก่อนหน้านี้เลย...”
ตฤณฤทธิ์เดินขึ้นรถไปอย่างระอา ปล่อยให้โฉมศรีเล่นใหญ่อยู่คนเดียว

ที่ตลาดสดในตัวเมือง ชมพู่กับผันกำลังช่วยกันเลือกซื้อผักอยู่ที่แผงผักในตลาด เจ๊หวีเดินเข้ามาหาชมพู่
“ชมพู่ๆ อยู่นี่เอง ฉันไปตามหาหล่อนที่บ้านไม่เจอ กะแล้วต้องมาซื้อของที่ตลาด”
“มีอะไรเหรอเจ๊”
“ก็ฉันจะมาชวนแกไปเยี่ยมนังบัวลอยน่ะสิ เห็นว่าใกล้คลอดแล้ว นี่มันจะไปคลอดที่โรงพยาบาลในเมืองใช่ไหม”
“คิดว่าใช่นะพี่ เห็นพี่แปลกว่าจะให้ไปนอนรอที่โรงพยาบาลก่อนวันคลอด จะได้ไม่เสียเวลาเดินทาง”
ระหว่างนี้ฉัตรฉายวางมาดคุณนาย ถือพัดเดินนวยนาดเข้ามาในตลาด เจ๊หวี ชมพู่และผันหันไปเห็น
“แหม...น้องชาช่า วันนี้ดูแปลกไปนะคะ” ชมพู่ทัก
เจ๊หวีประชดในที “ใช่ค่ะ ดูเป็นคุณน้าย คุณนาย...”
“แหม...เจ๊หวีนี่ ตาถึงนะ ดูท่าทางราศีฉันคงจะจับล่ะสิ”
“แล้วอยู่ดีๆ ทำไมถึงได้มีราศีคุณนายจับได้ละคะคุณน้อง” ชมพู่ถาม
ฉัตรฉายหัวเราะคิกคักคุยโว “ก็เพราะความสาว ความสวยของฉันไงล่ะเจ๊ รู้เอาไว้ซะว่าต่อไปฉันจะได้เป็นคุณนายนักการเมืองใหญ่ และอนาคตก็อาจจะได้เป็นถึงคุณหญิงด้วยนะ”
เจ๊หวีหมั่นไส้ประชดไปอีกดอก “ต๊าย อย่างคุณน้องเนี่ยนะคะ วันๆ เดินไปเดินมา หนังสือหนังหาก็เรียนไม่จบจะได้เป็นถึงคุณหญิง ถ้าน้องได้เป็นคุณหญิงพี่ไม่ได้เป็นหม่อมเลยเหรอคะ”
เจ็หวี ชมพู่ ผันและชาวบ้านที่ผ่านมาเห็นต่างหัวเราะชอบใจ ฉัตรฉายไม่พอใจอย่างแรง
“เจ๊หวี พูดจาอะไรก็หัดระวังปากซะบ้างนะ หยาบคายแบบนี้ เดี๋ยวก็ได้ไปนอนคุกฟรีหรอก”
“ฉันไม่กลัวหรอกย่ะ ถ้าต้องนอนคุก ฉันจะลากหล่อนไปด้วย เพราะถือว่าผิดร่วมกัน”
“อย่าหวังเลย แฟนฉันไม่ปล่อยให้ฉันเป็นอะไรแน่”
“อุ๊ยตาย อยากรู้จังว่าใครมันหน้ามืดจะมาเอาชะนีแคระนมซิลิโคนไปเป็นแฟน”
ฉัตรฉายชี้หน้าคาดโทษเจ๊หวีอย่างไม่พอใจ
“คอยดูก็แล้วกัน อีกะเทยเฒ่า อีกหน่อยฉันจะได้เป็นเมียคนใหญ่คนโตที่ทุกๆ คนจะต้องให้ความเคารพและให้เกียรติฉัน แกจะต้องมากราบเท้า เรียกฉันว่าคุณหญิงฉัตรฉาย”
เจ๊หวีกรี๊ดสวนขึ้น “ว้าย...ฝันๆๆ ฝันกลางวัน ฝันลมๆ แล้งๆ ใช่ไหมชมพู่”
ชมพู่มองฉัตรฉายอย่างระอา “ตื่นๆ ตื่นได้แล้ว อย่ามาฝันกลางตลาดแบบนี้เลยอายคนอื่นเค้า”
เจ๊หวีกับชมพู่หัวเราะเห็นเป็นเรื่องขำ ฉัตรฉายขัดใจ กระทืบเท้าเดินออกจากตลาดไป
เจ๊หวีกับชมพู่หัวเราะไล่ตามหลังอย่างสนุกสนาน

สามคนเดินออกมาจากตลาด เจ๊หวียังรู้สึกข้องใจไม่หายกับเรื่องที่ฉัตรฉายพูด
“นี่ชมพู่ หล่อนว่าคนใหญ่คนโตที่นังชาช่าพูดถึงเป็นใคร”
“ไม่รู้สิเจ๊ ปกติคนใหญ่คนโตที่สุดในหมู่บ้านเราก็เห็นมีแต่กำนัน”
“ยังมีอีกคน คุณพลเพิ่มไง” ผันว่า
ชมพู่ตกใจ “ตายแล้ว...หรือว่าจะเป็นคุณพลเพิ่ม”
เจ๊หวีคิดตาม “ไม่แน่นะ อาจเป็นไปได้ ฉันเห็นมันชอบมองคุณพลเพิ่ม ตาเงี้ยมันแผล็บเชียว เวลาคุณพลเพิ่มเข้ามาในหมู่บ้านเรา”
“แล้วอย่างคุณพลเพิ่มจะสนใจผู้หญิงอย่างยัยชาช่าเหรอ” ชมพู่ไม่อยากเชื่อ
ระหว่างเจี๊ยบสาวใช้บ้านพลเพิ่มเดินสวนมาจะเข้าไปจ่ายตลาด เจ๊หวีมองเห็นจำได้เพราะเป็นลูกค้าของร้าน
“เอ้า นั้นเจี๊ยบไม่ใช่เหรอ มาพอดีเลย เข้าไปถามเร็ว”
เจ๊หวีรีบวิ่งเข้าไปหาเจี๊ยบ ชมพู่และผันตามไปสมทบ
“เดี๋ยวๆๆๆ เจี๊ยบๆๆๆ จะไปไหน”
เจี๊ยบหันมาหา “อ้าวเจ๊หวี ฉันมาตลาด ก็ต้องมาซื้อของสิจ๊ะ”
“แหมเจี๊ยบ พูดแบบนี้ กวนเหรอยะ”
“ฉันล้อเล่นน่ะเจ๊ เจ๊เรียกฉันไว้มีอะไรเหรอ”
“พอดีเจ๊มีเรื่องข้องใจอยากจะถามเจี๊ยบสักหน่อย”
เจี๊ยบรีบออกตัวก่อน “เรื่องข่าวลือ เรื่องของชาวบ้านฉันไม่รู้เรื่องอะไรหรอกนะเจ๊ วันๆ ฉันอยู่แต่ในบ้านคอยรับใช้เจ้านาย”
“แหม...รีบออกตัวเชียวนะ..ไอ้ที่ฉันจะถามมันก็เรื่องเจ้านายของเรานั่นแหละ” ชมพู่ว่า
เจี๊ยบมองหน้าชมพู่และเจ๊หวี ด้วยสีหน้าสงสัย
“คุณปัณเหรอ”
“ไม่ใช่ คุณพลเพิ่มต่างหาก” ชมพู่บอก
เจี๊ยบงงใหญ่ “คุณพลเพิ่มทำไม”
“ก็เมื่อกี้ยัยชาช่าลูกสาวกำนัน มันมาประกาศปาวๆๆ ในตลาดว่าอีกไม่นานมันจะได้เป็นคุณหญิงคุณนาย พวกเจ๊ก็เลยสงสัยว่า คนอย่างนังชาช่าจะได้ดิบได้ดี ไปเป็นเมียใครถึงจะได้เป็นคุณหญิงคุณนาย ถ้าไม่ใช่คุณพลเพิ่ม”
เจี๊ยบมีสีหน้าตกใจ เจ๊หวีและชมพู่สังเกตเห็น
“ทำหน้าแบบนี้อย่าบอกนะว่า คุณพลเพิ่มเสร็จนังชาช่าแล้ว”
เจี๊ยบทำท่าคันปาก แต่ไม่ตอบอะไร
เจ๊หวีกะชมพู่กรี๊ด “ว้าย ไม่นะ เป็นไปไม่ได้ๆ”
ทั้งเจ๊หวีและชมพู่ต่างรับไม่ได้อย่างแรง

เจี๊ยบออกมาหลบมุมโทรศัพท์หาปัณรีสีหน้าเป็นกังวล
“ฮัลโหล คุณปัณเหรอคะ”
ปัณรีสวมแว่นดำนั่งอยู่ในร้านกาแฟหรูแห่งหนึ่ง สองนายบ่าวคุณสายกัน
“ว่าไงเจี๊ยบ”
“เอ่อ...เรื่องที่คุณปัณเคยสั่งเอาไว้ว่า ห้ามให้เรื่องของคุณพลเพิ่มกับคุณชาช่ารั่วไหลออกไปนอกบ้าน...”
“ทำไม”
“เจี๊ยบว่า ตอนนี้ชาวบ้านเขาน่าจะรู้กันแล้วล่ะค่ะ”
ปัณรีฉุนกึก “ทำไม เรื่องนี้มันรั่วไปได้ยังไง ใครเอาไปพูด”
“คุณชาช่าน่ะค่ะ แกมาป่าวประกาศที่ตลาดว่ากำลังจะได้เป็นคุณนายของคุณพลเพิ่ม”
ปัณรีกดวางสายด้วยสีหน้าโกรธจัด
“นังชาช่า”

ในบรรยากาศอันร่มรื่นเงียบสงบของวัดป่า นลินกำลังกวาดลานวัดอยู่ จนตฤณฤทธิ์เดินเข้ามาและหยุดยืนมองนลินอยู่เงียบๆ นลินมองเห็นอึ้งไป
“คุณตฤณ”
ตฤณฤทธิ์ค่อยๆ เดินเข้ามาหานลิน เขาจดสายจ้องมองนลินด้วยความคิดถึงและเป็นห่วง
“ลิน คุณเป็นยังไงบ้าง”
“ฉัน...ฉันสบายดีค่ะ คุณกลับมาที่นี่อีกทำไม”
“ผมกลับไปคิดดูแล้ว ผมว่าเราน่าจะยังพอมีทาง”
“คุณตฤณ”
นลินรู้สึกตกใจกับการตัดสินใจไม่ยอมแพ้ของตฤณฤทธิ์
“ชีวิตคนเราก็ต่างต้องเจอปัญหาและอุปสรรค แต่ไม่ว่าอุปสรรคที่เจอมันจะใหญ่สักแค่ไหน ถ้าเราไม่ยอมแพ้ สักวันเราก็ต้องผ่านมันไปได้” เขาบอก
“แต่ว่าเรื่องนี้ มันไม่ใช่อุปสรรคธรรมดาทั่วไป ฉันเกิดมาพร้อมกับคำสาป”
“ทุกปัญหาล้วนมีทางแก้ครับลิน โรคร้ายยังมีทางรักษา ผมเชื่อแบบนั้น และผมก็จะเชื่อมันต่อไป ไม่ว่าจะยากลำบากสักแค่ไหน ผมจะต้องหาทางแก้คำสาปนี้ให้ได้”
“แต่ว่า...”
นลินพยายามทักท้วง แต่ตฤณฤทธิ์สวนออกไป
“อย่าห้ามผมเลยนะครับ ขอให้ผมได้มีความหวัง ว่าสักวันเราจะต้องได้อยู่ด้วยกัน ผมขอร้องคุณให้รอผม เชื่อมั่นในตัวผม แล้วอย่าทำลายความรักและความหวังของเรา อย่าลืมว่าคุณไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เราจะช่วยกันฝ่าฟันไปให้ได้”
นลินนิ่งฟังตฤณฤทธิ์พูด ด้วยความซาบซึ้งใจและดีใจจนบอกไม่ถูก ยิ้มให้เขาทั้งน้ำตา ทั้งคู่ต่างยิ้มให้กันอย่างมีความหวัง

ด้านฉัตรฉายที่เดินกลับมาบ้านด้วยความไม่พอใจ
“นังชมพู่ นังเจ๊หวี ฝากไว้ก่อนเถอะแก หาว่าฉันฝันกลางวันงั้นเหรอ เอาไว้คุณพลเพิ่มมาขอฉันแต่งงานเมื่อไหร่ ฉันจะจัดงานให้ใหญ่แล้วเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านสัก 3 วัน 7 วันเลยคอยดู”
รถปัณรีวิ่งพุ่งเข้ามาที่ลานบ้านอย่างเร็ว จนเกือบจะชนฉัตรฉาย เจ้าหล่อนตกใจล้มลง ร้องกรี๊ด
“อ๊าย”
ปัณรีจอดรถตรงหน้าฉัตรฉายนั่นเอง ฉัตรฉายลุกขึ้น โวยลั่น
“ขับรถประสาอะไรไม่เห็นคนหรือยังไงกัน”
ปัณรีเดินลงมาจากรถอย่างเอาเรื่อง
“ก็เพราะว่าเห็นยังไงล่ะ”
“นี่กะจะฆ่าฉันเลยหรือไง”
“มันก็น่าตายอยู่หรอกนะ ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าอย่าเอาเรื่องของเธอกับพี่พลไปบอกใคร”
“ทำไม ก็มันเป็นเรื่องจริง” ฉัตรฉายไม่สน
“บอกไว้ก่อนเลยนะ เรื่องคาวๆ แบบนี้ พี่ฉันไม่เสียหายหรอก เธอนั่นแหละที่จะมีแต่เสียกับเสีย”
“ไม่เห็นจะเสียสักหน่อย พวกเราต่างมีแต่ได้กับได้ วินวินกันทั้งคู่”
ปัณรีโกรธจัดด่าไม่ไว้หน้า “หน้าด้าน ไม่มียางอาย”
ฉัตรฉายย้อนกลับ “แล้วเธอล่ะ ไม่หน้าด้านเหรอ มามัวตามผู้ชายต้อยๆ ทั้งที่เขาสนใจแต่นังกระสือนั่น”
ปัณรีบันดาลโทสะตบฉัตรฉายฉาดใหญ่ ฉัตรฉายตกใจ
“คุณปัณ”
“ฉันมาเตือนด้วยความหวังดี ถ้าอยากจะวินวินจริงๆ ก็อย่าปากพล่อย ไม่งั้นแกจะไม่มีที่ยืน”
ฉัตรฉายจับหน้าตัวเองที่รู้สึกชาไปด้วยความเจ็บใจ
“คุณนั่นแหละอย่ามามัวแต่สนใจเรื่องของคนอื่นอยู่เลย หัดใส่ใจเรื่องของตัวเองซะบ้าง โน่นเห็นไหมรถของคุณตฤณไม่อยู่อีกแล้ว”
ปัณรีหันมองตามจนทั่วบริเวณ ไม่เห็นรถของตฤณฤทธิ์
“พี่ตฤณไปไหน”
“จะไปไหนได้ล่ะถ้าไม่ใช่ไปหานังลิน ถ้าอยากรู้จริงๆ คุณเอาเวลาที่จะมาสอดเรื่องของฉัน ไปตามดูซะบ้างว่าผู้ของตัวเองกับนังนลิน มันแอบไปกกกันอยู่ที่ไหน”
ปัณรีคิดตามแล้วรู้สึกเป็นกังวล เธอรีบเดินออกไปที่บ้านยายเพียรทันที ฉัตรฉายยิ้มเยาะแล้วพูดไล่หลังตามไป
“โธ่เอ๊ย มีปีกงอกออกมา นกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก”
ปัณรีเม้มปากอย่างเจ็บใจ
ปัณรีเดินหัวเสียมาตามทาง ตรงไปทางบ้านยายพียร ดวงตาวาววับด้วยความโกรธแค้น
“นังนลิน แกทำให้ฉันเป็นแบบนี้ แล้วยังแย่งพี่ตฤณไปอีก ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่”
ระหว่างทางกำนันสินเดินสวนมาเจอปัณรีเข้าพอดี จึงหยุดทักทาย
“อ้าว คุณปันจะไปไหนครับ”
ปัณรีรีบปรับท่าทีเป็นอ่อนลง
“ไปหาลินที่บ้านค่ะกำนัน”
“ไม่อยู่หรอกครับ เดี๋ยวนี้บ้านนั้นไม่ค่อยมีคนอยู่ ไม่รู้ไปไหนกันหมด นี่ผมก็เพิ่งไปมา ไม่เห็นมีใครอยู่สักคน”
ปัณรีแปลกใจ “ไม่อยู่กันทั้งบ้านเลยเหรอคะ”
“ครับ”
ระหว่างนี้แปลกผัวบัวลอยขับรถสวนมาพอดี กำนันเห็นเรียกไว้ แปลกจอดแล้วกดกระจกลง
“อ้าวแปลก จะไปไหนเหรอ นี่มันรถบ้านยายเพียรนี่”
“ครับกำนัน ผมจะเอารถไปคืนคุณชลันตีน่ะครับ พอดีเมื่อวานยืมรถคุณเขาไปส่งเมีย ว่าจะให้ไปนอนรอคลอดที่โรงพยาบาล แต่หมอไม่ยอม บอกว่าปากมดลูกยังไม่เปิดก็เลยไล่ให้กลับมาบ้าน”
“แล้วถ้าเกิดเมียแกปวดท้องจะคลอดขึ้นมากลางดึกล่ะจะทำยังไง”
ปัณรีได้ยินก็หูผึ่ง แอบเลียริมฝีปากและกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอยาก
“ผมก็ปวดหัวอยู่เหมือนกันกำนัน แต่ยังไงก็ต้องเอารถไปคืนก่อน เกรงใจคุณเขา”
“แต่ที่บ้านนั้นไม่มีคนอยู่นะ” กำนันบอก
“เดี๋ยวผมเอาไปคืนไว้ที่บ้านพี่ผันครับกำนัน เผื่อคุณตีแกจะใช้รถ”
“เออๆ แล้วเรื่องเมียแก ก็ลองๆ ไปบอกยายจันทร์เผื่อเอาไว้ก่อนนะ อยู่ข้างบ้านแกเองนี่”
“จ้ากำนัน ฉันไปก่อนนะ”
แปลกขับรถออกไป ปัณรีที่นิ่งฟังอยู่อย่างสนใจ ถามขึ้น
“ยายจันทร์นี่ใครคะ”
“หมอตำแยของหมู่บ้านเราครับ ผมให้ไอ้แปลกมันไปบอกยายจันทร์เอาไว้ก่อน กันเอาไว้เผื่อนังบัวลอยมันเจ็บท้องคลอดตอนกลางคืนขึ้นมาจริงๆ ผมว่าคงพากันไปโรงพยาบาลไม่ทันแน่”
“คลอดหมอตำแย แล้วมันจะสะอาดเหรอคะ กลิ่นเลือดกลิ่นคาวคงคลุ้งไปหมด”
“ใช่ครับ หมู่บ้านเราอยู่ไกลโรงพยาบาล ก็เลยต้องมียายจันทร์นี่แหละช่วยทำคลอดเวลาฉุกเฉิน ตัดรกตัดสายสะดือเองเลย แกทำมาตั้งแต่ยังสาวก็เห็นรอดมาทุกรายละครับ”
ปัณรียิ้ม ตาลุกวาว ลอบกลืนน้ำลายอีกครั้ง

ภายในหมู่บ้าน บรรดาชาวบ้านแต่ละหลังต่างเริ่มหาหนามไผ่มาล้อมรั้วบ้านของตัวเอง ปัณรีเดินเข้ามาในหมู่บ้าน มองเห็นก็รู้สึกไม่ชอบใจ แปลกกลับจากบ้านชมพู่เดินผ่านมาพอดี มีชาวบ้านชายบ้านใกล้กันเห็นเข้าเลยเรียกไว้
“ไอ้แปลก ไปไหนมาวะ ได้ยินว่าพาเมียไปคลอดที่โรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ”
“ยังไม่คลอดพี่ หมอไล่ให้กลับมารอที่บ้าน”
“แต่นังบัวลอยมันได้กำหนดคลอดแล้วนี่”
“แต่ปากมดลูกยังไม่เปิดน่ะสิพี่ นี่ฉันก็เพิ่งไปบ้านยายจันทร์มา ดูท่าเมียฉันคงต้องให้แกช่วยทำคลอดแน่ๆ
“ให้ยายจันทร์ทำคลอดให้ก็ดี ลูกข้ากี่คนๆ ก็ให้ยายจันทร์ทำคลอดให้ทั้งนั้น แข็งแรงทุกคน เออ...แล้วนี่ที่บ้านแกเอาหนามมาล้อมรั้วบ้านหรือยัง”
“ยังเลยพี่ มัวแต่พาเมียเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาล จนไม่มีเวลาทำเลย”
“รีบๆ ทำซะนะโว้ย ช่วงนี้ผีกระสือออกอาละวาดหนัก เพิ่งจะมีข่าวว่าฆ่าผู้ชายตาย แล้วเมียเอ็งก็ใกล้จะคลอดลูก อื้ย ข้าไม่อยากคิดเลยว่ะ”
แปลกฟังแล้วชักนึกกลัว “จ้ะพี่ งั้นฉันกลับบ้านก่อนนะ”
ปัณรีตีเนียนแอบฟังอยู่ มองตามแปลกไปอย่างหมายตาไว้

ไม่นานต่อมา แปลกเปิดประตูรั้วเข้ามาในบ้านอย่างรีบร้อน เห็นบัวลอยยืนท้องโย้กำลังตากผ้าอยู่หน้าบ้าน ก็ตกใจรีบวิ่งไปช่วยเมีย
“ทำอะไรน่ะบัวลอย พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าทำงาน มาๆ มานั่งๆ เดี๋ยวพี่ทำเอง”
แปลกพยุงบัวลอยมานั่งที่แคร่
“ไม่เป็นไรหรอกพี่ แค่ตากผ้านิดหน่อยเองฉันทำได้”
“ไม่ได้ๆ เอ็งใกล้คลอดเต็มทีแล้ว ต้องระวังให้มากๆ”
บัวลอยยิ้มหัวชื่นใจในความรักและเป็นห่วงจากสามี
ปัณรียืนแอบมองอยู่ที่ข้างรั้ว ตาเป็นประกาย

ที่วัดป่าในเวลายามเย็น นลินกำลังเดินจงกรมอยู่ข้างโบสถ์ ยิ่งมืดค่ำสีหน้าเธอกลับดูทรมานมากขึ้นทบทวี มีเหงื่อผุดออกมาตามหน้าผากไม่หยุด นลินเริ่มหายใจหอบ เธอหยุดยืนแล้วลืมตาขึ้นมองไปบนท้องฟ้า
นลินที่บรรยากาศบนท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม เสียงหมาแมวหอนรับส่งกันเป็นทอดๆ ฟังแล้วดูน่ากลัว
นลินพยายามข่มใจ หลับตาลงแล้วตั้งสมาธิเดินจงกรมต่อไป

ตะวันโพล้เพล้ ท้องฟ้ายามเย็นจวนค่ำเหนือบ้านดอนป่าหวายดูวังเวง บัวลอยดื่มน้ำอยู่ที่หน้าตู้เย็น พลันแก้วในมือเธอก็หล่นลงแตกกระจาย บัวลอยมีสีหน้าเหยเก ร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวด ตะโกนเรียกผัว
“โอ๊ย พี่แปลก ฉัน... ฉันปวดท้อง”
แปลกรีบวิ่งมาดูบัวลอยทำอะไรไม่ถูก
“ปวดท้อง! ปวดท้องยังไง ปวดท้องเตือนหรือปวดคลอดลูก”
“ฉันว่า ฉันจะคลอดนะพี่ โอ๊ย...”
“ใช่เหรอ คราวที่แล้วเอ็งก็บอกว่าจะคลอด แต่ก็กลายเป็นแค่ปวดเตือน”
ไม่ทันที่แปลกจะพูดจบ ถุงน้ำคร่ำของบัวลอยก็แตกโพละ น้ำคร่ำกระจายเต็มพื้น บัวลอยและแปลกก้มมองด้วยสีหน้าตกใจ
“พี่แปลก ถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว! คราวนี้คลอดแน่... โอย...ไม่ไหวแล้ว”
“จะคลอดแล้วๆๆๆ ไปๆ บัวลอยไปนอน เดี๋ยวพี่ไปตามยายจันทร์”
แปลกรีบวิ่งออกจากบ้านไป แต่บัวลอยร้องเรียกไว้
“พี่แปลก พาฉันไปที่เตียงก่อน”
“เออใช่ๆ ไปๆ ไปนอนรอที่เตียงก่อน”
แปลกหน้าเหวอลนลานจนลืมไปหมดรีบพยุงเมียไปที่ห้องนอน ขณะที่บัวลอยมีสีหน้าเจ็บปวด
รถปัณรีแล่นเข้ามาในชายป่าละแวกบ้านแปลกและบัวลอย เธอจอดรถไว้ในมุมลับตาคนที่เซอร์เวย์ไว้แล้ว มองไปที่บ้านของแปลกด้วยแววตาเป็นประกาย
ปัณรีมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แล้วนั่งรอเวลา หลังๆ มานี้กระสือจอมโหดเริ่มรู้ตัวเองแล้วว่าใกล้เวลาจะต้องถอดหัว

ด้านนลินรีบเปิดประตูเข้ามาในกุฏิ ด้วยสีหน้าท่าทางดูกระสับกระส่ายและทรมานมากขึ้น เธอตรงเข้ามาหานราที่กำลังนั่งสมาธิอยู่
“แม่คะ”
นราลืมตาขึ้นมองสีหน้าเป็นกังวล
“ลิน เป็นไงบ้างลูก มา มานั่งสมาธิใกล้ๆ แม่นี่ลูก”
นลินนั่งลงข้างๆ นราอย่างหนักใจ พลางมองออกไปบนท้องฟ้า นรามองตามอย่างรับรู้
“ถึงคืนวันโกนอีกแล้วสินะ พยายามหน่อยนะลูก ตั้งสติ สวดมนต์หักห้ามใจตนเอง แม่เชื่อว่าลูกต้องทำได้”
“ค่ะแม่”
นลินพยายามตั้งสมาธิแล้วหลับตาลงสวดมนต์หักห้ามใจตนเอง

เสียงบัวลอยร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังออกมาจากบนเรือน
“โอ๊ย! ไม่ไหวแล้ว”
บัวลอยนอนชันเข่ามีผ้าคลุมที่เข่า ร้องโอดโอยครวญครางเจ็บท้องอยู่ตลอดเวลา
“โอ๊ย ยาย ฉันปวดท้อง ไม่ไหวแล้วยาย โอ๊ย”
ยายจันทร์คอยก้มดูที่หว่างขาว่าปากมดลูกเปิดหรือยัง แปลกยืนลุ้นอยู่ที่หน้าประตูมองห่วงเมียลุ้นลูก
“ปากมดลูกเอ็งเพิ่งจะเปิดได้นิดเดียวเองนังบัวลอย รออีกหน่อย”
แปลกได้ยินก็ตกใจห่วงเมียและลูก “ปากมดลูกไม่เปิดแล้วจะทำยังไงล่ะยาย เมียกับลูกฉันจะเป็นอะไรไหมเนี่ย”
ยายจันทร์หันมาดุแปลก
“เอ็งจะมาเซ้าซี้ข้าทำซากอะไรวะ ออกไปเลยไป ไปต้มน้ำไว้ให้ข้า ไป”
แปลกรู้สึกเป็นห่วงและกระวนกระวายใจ แต่ก็ยอมไปแต่โดยดี ยายจันทร์หันมาบิวท์บัวลอย
“เอ็งใจเย็นๆ นะบัวลอย หายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ เดี๋ยวข้าดูให้ว่าเด็กกลับหัวแล้วหรือยัง”
ยายจันทร์คลำดูที่ท้องแล้วพยายามช่วยบิดให้เด็กกลับหัว
“เอาล่ะเด็กกลับหัวดีแล้ว เดี๋ยวรออีกหน่อย ให้ปากมดลูกเอ็งเปิดอีกสักนิดแล้วถ้าข้าบอกให้เบ่งค่อยเบ่งนะ ระหว่างนี้อดทนไว้แล้วหายใจเข้าออกลึกๆ”
บัวลอยทำตามที่ยายจันทร์บอก ขณะที่เธอก็ยังรู้สึกเจ็บท้องขึ้นมาเป็นพักๆ

ที่ชายป่าปัณรีหายใจเข้าปอดลึกๆ เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดลอยลมมาแล้วรู้สึกหอมหวานและเปรี้ยวปาก เธอกลืนน้ำลายลงคอ แล้วมองไปทางบ้านแปลก
“ทำไมมันถึงหอมได้ขนาดนี้นะ”
เสียงบัวลอยร้องอย่างเจ็บปวดลอยมาตามลม
“โอ๊ย ฉันปวด ฉันไม่ไหวแล้วยาย โอ๊ย”
ปัณรีได้ยินและสัมผัสได้ เธอรู้สึกกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด ปัณรียกมือขึ้นจับที่คอตัวเองเหมือนรู้สึกได้ว่าใกล้จะได้เวลาแล้ว เธอลงจากรถแล้วหันมองหาที่ลับตาคน

ท้องฟ้าในยามค่ำคืน จันทร์ดวงเสี้ยววันแรม 14 ค่ำ ค่อยๆ ถูกเมฆดำปกคลุมจนดูมืดมิด รับกับเสียงหมาหอนโหยหวยส่งให้บรรยากาศยิ่งวังเวง
นลินกำลังนอนหลับอยู่บนที่นอน เธอเริ่มมีอาการกระสับกระส่ายและรู้สึกทรมาน นลินรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นและมีอาการเจ็บที่คอ เธอเริ่มรู้สึกได้ว่าตัวเองกำลังจะกลายเป็นกระสือ
“ไม่นะ ฉันจะกลับไปเป็นแบบนั้นอีกไม่ได้ ไม่...”
นลินผุดลุกขึ้นนั่ง เธอรีบนั่งสมาธิและสวดมนต์อย่างร้อนรน แต่ที่สุดแล้วก็ดิ้นทุรนทุรายจนผมหลุดสยายออก คอของเธอค่อยๆ ปริออก และลอยหลุดออกไปในท่านั่งขัดสมาธิอยู่นั้น
ยินเสียงหมาหอนรับกันดังเป็นทอดๆ ไป

ทางด้านปัณรีเดินมาหลบอยู่ข้างต้นกล้วย เหลียวมองไปทางบ้านแปลก เสียงร้องของบัวลอยดังเข้ามา ปัณรีจับที่คออย่างรับรู้ความเจ็บปวด และรู้ตัวว่ากำลังจะถอดหัวจึงนอนลง แล้วเอาใบตองมาปิดร่างตัวเองไว้ เพื่อพรางไม่ให้ใครมาเห็นร่าง
หัวของปัณรีค่อยๆ หลุดออกจากร่าง ลอยไปทางบ้านแปลก

ส่วนกระสือนลินล่องลอยออกมาจากกุฏิแม่ชีแล้ว เสียงหมาหอนดังต่อเนื่องมา
นลินชะงักรู้สึกเสียใจเหลือเกินที่ไม่สามารถห้ามตนเองไม่ให้ถอดหัวได้ นลินหันกลับมามองที่กุฏิแม่ชี ใจของเธออยากจะลอยกลับไปที่กุฏิเช่นเดิม แต่เธอไม่สามารถควบคุมตนเองได้ จึงได้แต่น้ำตาไหลรินออกมาเป็นสาย แล้วล่องลอยออกไปตามสัญชาตญาณ
กระสือนลินลอยออกไป ห่างไกลจากกุฏิทุกทีๆ

นลินในร่างกระสือล่องลอยไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย สักพักนลินหยุดนิ่งและจ้องมองไปข้างหน้าเหมือนเจออะไรที่น่าสนใจ นัยน์ตาเธอลุกวาวเป็นสีแดง
หมาหันมาเห็นกระสือนลินแล้วเห่าไล่
กระสือนลินจ้องเขม็งไปที่หมา เธอกลืนน้ำลายลงคอและเลียริมฝีปากเหมือนอยากอาหารอย่างมาก
เจ้าหมายังคงเห่าไล่นลินอย่างไม่ลดละ กระสือนลินแยกเขี้ยวแล้วจะพุ่งเข้าหามัน เจ้าหมารู้ถึงอันตราย มันร้องเอ๋งๆ แล้วก็วิ่งหนี กระสือนลินไล่ตามไป

กระสือนลินไล่ตามหมามาจนทันที่หน้าวัด ดักหน้ามันไว้ รอจังหวะแล้วพุ่งเข้าจะกัดมันทันที แต่แล้วจู่ๆ กระสือนลินก็หยุดชะงัก เหมือนเริ่มรู้สึกตัว เธอพยายามต่อสู้กับความต้องการของตัวเอง หมาตัวนั้นวิ่งหนีไป
กระสือนลินจะพุ่งตาม แต่ก็ส่ายหน้า น้ำตาไหลออกมา ค่อยๆ หลับตาลงแล้วสวดมนต์ห้ามใจตัวเอง
“นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ นะมะนะอะ นอ ออ นอ อะ นะอะกะอัง อุมิอะมิ มาหิสุตัง สุนะพุทธัง อะสุนะอะ นะมะพะทะ จะภะกะสะ นอ กอ นอ กะ เอหิจิตตัง มะนุสสานัง ปิยัง มะมะ...”
สักพักนลินก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เป็นสีแดงฉานกลับคืนเป็นสีปกติ เขี้ยวหายไป แล้วกระสือนลินก็ค่อยๆ ลอยกลับไปทางกุฏิ

ทางฝั่งกระสือปัณรีลอยมาจนถึงข้างหน้าต่างบ้านแปลก แล้วซุ่มอยู่แถวนั้นเพื่อรอเวลา

บัวลอยที่ยังคงร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย ยายฉันปวดจนจะทนไม่ไหวแล้วนะ เมื่อไหร่จะคลอดสักที โอ๊ย”
หมอตำแยยืนหนึ่งยังคงง่วนอยู่กับการตรวจดูบัวลอยว่าช่องคลอดเปิดหรือยัง
“ใกล้แล้วนังบัวลอย ใกล้แล้ว ปากมดลูกเปิดเกือบจะ 10 เซ็นแล้ว”
ยายจันทร์หันมองไปทางประตูห้อง แล้วตะโกนขึ้น
“ไอ้แปลกโว้ย ได้หรือยัง น้ำร้อนกับเกลือเม็ดที่ข้าสั่งได้หรือยัง เอาคมๆ นะโว้ย เร็วหน่อยโว้ย”
แปลกวิ่งกระหืดกระหอบมาที่ประตู
“ยาย เกลือเม็ดคมๆ น่ะ มันคมแค่ไหน ฉันไม่เห็นว่ามันจะมีที่คมเลยสักเม็ด”
“เอ๊ะไอ้นี่ เอาที่คมๆ เหมือนมีดน่ะ รู้จักไหม มาเดี๋ยวข้าไปหาเอง”
ยายจันทร์โมโหว่าแปลกไม่ได้อย่างใจ ลุกขึ้นหันมาบอกบัวลอย จะไปหาเกลือเอง
“เอ็งรออยู่นี่เดี๋ยวนะบัวลอย ข้าจะไปเอาเกลือเม็ดมาช่วยเปิดช่องคลอดให้เอ็ง จะได้คลอดได้เร็วขึ้น”
บัวลอยหน้าตาเหยเก “เร็วหน่อยนะยาย ฉันปวดมากไม่ไหวแล้ว”
ยายจันทร์ดุแปลก “ไปสิวะ นำข้าไปเกลืออยู่ไหน”
แปลกรีบเดินนำออกไป ยายจันทร์ตามไป
สีหน้าบัวลอยปวดท้องสุดจะประมาณ

กระสือนลินลอยกลับเข้าห้องไป นราเปิดประตูห้องเข้ามาเห็นพอดี เธอหยุดชะงักที่หน้าประตูห้อง มองลูกด้วยสีหน้าตกใจ
นลินที่กลับเข้าร่างแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างทรมาน นรานั่งลงข้างๆ ที่นอนลูกสาวมองด้วยความสงสารลูก
“ลิน”
นลินลุกขึ้นมาโผเข้ากอดนราแน่นด้วยความกลัว
“แม่คะ ลิน...ลินหยุดมันไม่ได้ค่ะแม่ ลินทำไม่ได้”
นรากอดตอบลูกด้วยความสงสารจับใจ พลางพูดให้กำลังใจขึ้น
“แต่ว่าลูกก็ไม่ได้ฆ่าแล้วไม่ใช่เหรอ แค่ลูกบังคับใจตัวเองได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งขึ้นมาก”
“แต่ว่าลินก็ยังต้องเป็นกระสืออยู่ดี”
“ไม่เป็นไร ครั้งนี้ลินสามารถห้ามใจด้วยตัวเองได้ ครั้งต่อไปมันจะต้องดีขึ้นกว่านี้”
นรานิ่งมองนลินด้วยสีหน้าจริงจัง แต่นลินก็ยังคงรู้สึกหวาดกลัวไม่คลาย

บัวลอย ยังคงชันเข่าดิ้นเจ็บปวดทรมานอยู่ตลอดเวลา
ที่หน้าต่างด้านหลังบัวลอย กระสือปัณรีโผล่ขึ้นมา แยกเขี้ยวอย่างน่ากลัว ก่อนจะค่อยๆ ลอยเข้ามาเหนือหัวของบัวลอย โดยที่บัวลอยยังไม่เห็น
เสียงบัวลอยยังคงร้องโอดโอยอยู่เป็นระยะ
กลิ่นคาวเลือดทำให้กระสือปันรีเริ่มรู้สึกอยากกินจนแทบจะทนไม่ไหว กระสือปัณรีจ้องเขม็งไปที่ท้องของบัวลอยพร้อมกับเลียปาก แล้วค่อยๆ ลอยต่ำลงๆ ไป
บัวลอยลืมตาขึ้น เห็นกระสือปัณรีลอยเข้ามาใกล้ก็กรีดร้องอย่างตกใจ กระสือปัณรีแยกเขี้ยวพุ่งเข้ามาที่ท้องของบัวลอยทันที
เสียงบัวลอยร้องกรี๊ดขึ้นอีกครั้งด้วยความเจ็บปวด
“แอร๊ยยยย”
แปลกรีบวิ่งกลับมาดูเมียที่ห้อง
“บัวลอย เอ็งเป็นอะไรไปบัวลอย”
แปลกชะงักยืนอึ้งนิ่งงันไป สีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจกับภาพตรงหน้า
บัวลอยนอนตาเหลือกค้าง ขณะที่กระสือปัณรียังคงกลืนกินไส้ของบัวลอยกับลูกในท้องอย่างเอร็ดอร่อย จนเมื่อรู้สึกตัวว่ามีคนมาเห็น กระสือปัณรีจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่ดุร้าย
แปลกอ้าปากค้างด้วยความตกใจสุดขีดจนผงะล้มลงไป กระสือปัณรีอาศัยจังหวะนี้รีบลอยหนีออกนอกหน้าต่างไป แปลกตั้งสติได้รีบเข้ามาดูบัวลอยสีหน้าตกใจ
“บัวลอย บัวลอย ไม่นะบัวลอย เอ็งต้องไม่จากพี่ไปแบบนี้นะบัวลอย”
แปลกกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ เขาร้องไห้ออกมาด้วยความเสียใจ ก่อนจะตะโกนขึ้นมาเสียงดังลั่น
“ยายจันทร์ นังกระสือมันฆ่าเมียฆ่าลูกฉันแล้ว ยาย...”

ด้านยายจันทร์เดินถือเกลือเม็ดกลับมาที่ห้องบ่นงึมงำ
“เกลือเม็ดคมๆ บ้านไอ้แปลกนี่มันหายากจริงๆ”
จนกระทั่งได้ยินเสียงแปลกร้องตะโกนขึ้น
“ยายจันทร์ นังกระสือมันฆ่าเมียฆ่าลูกฉันแล้ว ยาย...”
ยายจันทร์ตกใจ รีบวิ่งมาที่หน้าประตูห้องทำคลอดแล้วต้องชะงักไป เมื่อเห็นแปลกกอดศพบัวลอยร้องไห้โฮ ร้องตะโกนอย่างคนเสียสติ
“ยาย..กระสือมันกินไส้ลูกกับเมียฉัน มันฆ่าเมียฆ่าลูกฉัน”
เพียงเท่านั้นยายจันทร์ก็วิ่งไปที่ระเบียงบ้าน ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง
“ช่วยด้วยจ้า ช่วยด้วย กระสือมันกินนังบัวลอยแล้ว ช่วยด้วย เจ้าข้าเอ๊ย! ช่วยด้วย”
ยายจันทร์ร้องตะโกนโวยวายเรียกคนให้มาช่วย
สักพัก เบา ชมพู่ ผันและชาวบ้านบ้านเรือนติดกัน ก็พากันวิ่งขึ้นมาบนเรือน ทุกคนหน้าตื่นตกใจ
“อะไรกันยายจันทร์ ร้องตะโกนซะลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน” ชมพู่ถาม
“นังบัวลอย มันตายแล้ว มันถูกระสือกินตายทั้งแม่ทั้งลูกแล้ว”
ทุกคนหน้าตาตื่นตกใจ มองตามมือยายจันทร์ที่ชี้นำเข้าไปในห้อง เห็นแปลกนั่งกอดศพบัวลอยร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ในนั้น สภาพศพที่เห็นเล่นเอาทุกคนต่างตกตะลึงพรึงเพริดด้วยความหวาดกลัว เบามองอย่างสยดสยอง
“เรื่องนี้ต้องถึงหูกำนัน”
เบาวิ่งจู๊ดลงเรือนไป

กระสือปัณรีลอยหนีออกมาอย่างรวดเร็ว มีเสียงชาวบ้านตะโกนโหวกเหวกดังตามหลังมา
“กระสือ..กระสือ รีบตามจับกระสือเร็ว”
กระสือปัณรีลอยหลบอยู่หลังต้นไม้ เห็นชาวบ้านพากันวิ่งผ่านไป กระสือสาวยังไม่กล้าออกไป

ฝ่ายกำนันสิน โฉมศรีและฉัตรฉายนั่งคุยกันอยู่ในห้องโถง
“พ่อจะเซ้าซี้กับฉันทำไม เดี๋ยวพอถึงเวลาพ่อก็รู้เองแหละว่าฉันหายไปไหนมา”
ฉัตรฉายยิ้มกริ่มพูดเป็นนัยพลางหันไปยิ้มกับโฉมศรี กำนันอ้าปากจะด่า แต่มีเสียงโวยวายของลูกบ้านดังขึ้นมาจากถนนหน้าบ้าน
“เสียงอะไร”
เบาวิ่งตะโกนมาแต่ไกล เปิดประตูบ้านเข้ามาหอบแฮ่กๆ
“อยู่นี่เอง...เกิดเรื่องใหญ่แล้วกำนัน...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว”
พูดได้เท่านั้นเบาก็เอาแต่จับเข่าหอบเหนื่อย พูดอะไรไม่ออก
“เรื่องใหญ่อะไรวะไอ้เบา เสียงชาวบ้านตกใจกันเรื่องอะไร”
“เอ้า ไม่ยอมพูดอีกไอ้เจ้านี่ ลีลาท่ามากอยู่นั่นแหละ”
เบาละล่ำละลักพูด “กระสือจ้ะ กระสือมันกินนังบัวลอยกับลูก”
ฉัตรฉายผวากลัว “ว้าย! กระสืออีกแล้วเหรอ”
“ใช่จ้ะ คราวนี้มันกินทั้งแม่ทั้งลูกเลย”
ตฤณฤทธิ์ บุรัณย์ ได้ยินเสียงเอะอะ จึงเดินเข้ามาสมทบ
“เกิดอะไรขึ้นครับ เสียงดังไปทั่ว”
“กระสือจ้ะ กระสือมันกินคนท้อง” เบารายงาน
ตฤณฤทธิ์อึ้งไปชั่วครู่
“นี่ทุกคนเชื่อกันจริงๆ เหรอว่าฆาตกรเป็นกระสือ”
“ไอ้แปลกมันเห็นกระสือกินไส้เมียมันกับตา” เบายืนยัน
“ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ถ้ามันกล้าถึงขั้นมาทำร้ายลูกบ้านของฉัน ฉันก็จะตามล่ามัน ไอ้เบา เอ็งไปหยิบปืนมาให้ข้า”
โฉมศรีลุกออกไปกับเบา “มาตามฉันมาเดี๋ยวฉันไปเปิดตู้ให้”
เบาวันทยาหัตถ์รับทราบแล้วเดินตามโฉมศรีไป
“ไป! เราไปบ้านไอ้แปลกกับนังบัวลอยกัน”
กำนันสินเดินนำลงไปหน้าเรือนโดยมีฉัตรฉายเดินตามติด
ตฤณฤทธิ์หันมองบุรัณย์ พยักหน้าให้กันแล้วเดินตามออกไปด้วยกัน

กำนันสินถือปืนอยู่ท่ามกลางชาวบ้านหลายสิบ หลายคนถือปืน มีด และ พร้า อาวุธเท่าที่มี มายืนประชุมรวมกันอยู่หน้าบ้านแปลก
ตฤณฤทธิ์ยืนฟังอย่างไม่สบายใจ ขณะที่บุรัณย์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาบันทึกภาพไว้
“เอาล่ะทุกคน ตอนนี้นังผีกระสือมันออกอาละวาดหนัก ฆ่าคนในหมู่บ้านของพวกเรา คืนนี้พวกเราจะออกล่าตัวมัน ฆ่ามันเพื่อล้างแค้น และเพื่อความปลอดภัยของทุกคนในหมู่บ้าน”
เสียงเฮโลสนับสนุนของชาวบ้านดังสนั่น
“ตอนนี้ ใครมีอาวุธพร้อมแล้วก็ตามฉันมา”
กลุ่มชาวบ้านต่างเฮโลตามกำนันออกไปล่ากระสือ ตฤณฤทธิ์และบุรัณย์ตามไปเงียบๆ

กำนันสินและบรรดาชาวบ้านเดินลุยเข้าไปในป่าตามล่ากระสืออย่างเอาเป็นเอาตาย บุรัณย์เดินตาม บันทึกภาพไว้เป็นระยะๆ หันมาถามตฤณฤทธิ์เบาๆ
“พี่ตฤณ พี่ว่าที่บัวลอยตายเป็นเพราะกระสือจริงหรือเปล่า”
“พี่ก็ไม่แน่ใจนะ ถ้าใช่ แสดงว่ามันมีอีกตนจริงๆ”
“ผมก็ว่าน่าจะเป็นไปได้นะพี่ แล้วมันก็อาจจะเป็นตัวเดียวกับที่กินผู้ชายที่รีสอร์ตด้วย”
ฉัตรฉายตาไวมองเห็นแสงสีแดง ลอยวาบๆ อยู่ไกลๆ ร้องตะโกนขึ้นพร้อมกับชี้ไปที่แสงอย่างตื่นเต้น
“พ่อนั่น มันอยู่นั่น นังกระสือมันลอยอยู่ตรงนั้น”
“ไหน มันอยู่ไหน”
กำนันสินหันไปมองตาม จนเห็นแสงตามที่ลูกบอก
“ตายเถอะแก คราวนี้แกไม่รอดแน่”
กำนันสินเล็งและยิงปืนออกไปอีกหลายเปรี้ยง กระทั่งแสงสีแดงลอยหายไปจึงหยุดยิง
“มันหายไปแล้วครับกำนัน” เบาบอก
“ตามมันไปพวกเรา อย่าให้มันหนีรอดไปได้ ไม่แน่มันอาจจะโดนพวกเรายิงจนร่วงไปแล้วก็ได้”
กำนันสินนำทีมลุยเข้าป่าไปอีก ชาวบ้านตามไปเป็นพรวน
ตฤณฤทธิ์และบุรัณย์เดินตามไปด้วย

วัดป่าทั่วทั้งบริเวณยามค่ำคืน เงียบสงบและวังเวง
นลินนอนกุมท้องเจ็บปวดทรมานอยู่บนที่นอนบนกุฏิแม่ชี โดยมีนรานั่งอยู่ใกล้ๆ ไม่ยอมห่าง
“โอ๊ย! ลินปวดค่ะแม่ ปวดมาก ปวดเหมือนไส้จะฉีกออกเป็นชิ้นๆ”
“ทนหน่อยนะลูก”
“โอ๊ย! แม่ขา...ลินปวด โอ๊ย!...เมื่อไรจะหยุดทรมานสักที”
นราหลับตาลง นิ่งทำสมาธิแล้วสวดมนต์ พร้อมกับวางมือลงที่หน้าท้องของนลิน สักครู่หนึ่ง จากที่มีการทรมานจนแทบจะทนไม่ได้ นลินเริ่มมีอาการดีขึ้น แต่ก็ยังมีอาการปวดอยู่บ้าง นราลืมตาขึ้น
“เป็นยังไงบ้างลิน”
“ดีขึ้นนิดหน่อยแล้วค่ะแม่”
“ดีแล้วล่ะ หลังจากผ่านคืนนี้ไปได้ อาการปวดก็จะทุเลาลงไปอีก”
นลินเริ่มร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกเศร้าใจและท้อแท้
“นี่ลินจะต้องทนทุกข์ทรมานแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนคะแม่ ชาติที่แล้วลินคงทำเวรทำกรรมเอาไว้มาก ลินถึงต้องมาตกอยู่ในสภาพแบบนี้”
นราจ้องมองนลินด้วยความสงสาร เธอยกมือขึ้นลูบผมลูกสาวอย่างรักใคร่
“คนเรา เมื่อมีวันที่ผูกเวรผูกกรรมต่อกัน สักวันก็ต้องถึงวันที่หลุดพ้น อดทนไว้นะลูก ลินต้องเข้มแข็งอย่าเพิ่งท้อ”
นลินจับมือนรามากอดไว้ที่ข้างแก้มแล้วพูดขึ้นอย่างพยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่ยังคงมีอยู่
“ค่ะแม่ ลินก็หวังว่า สักวันลินจะต้องหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ไปให้ได้”

ด้านกระสือปัณรี รีบลอยกลับเข้าร่างที่นอนอยู่ใต้ใบตอง เมื่อเข้าเรียบร้อยก็รีบลุกขึ้นนั่งพลางขยับคอ เลียริมฝีปากด้วยยังรู้สึกถึงความหอมหวานของเลือดที่ติดอยู่
จนได้ยินเสียงชาวบ้านที่ยังคงไล่ล่ากระสือ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงรีบลุกขึ้นหนีไป

ปัณรีรีบเดินตรงมายังรถที่จอดอยู่ หยิบเอาขวดน้ำในรถที่เตรียมมาบ้วนปาก ล้างปาก และล้างหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด ก่อนจะใช้ทิชชู่เปียกอีกทีอย่างรีบร้อน กระสือจอมโหดส่องดูกระจกมองข้างเพื่อเช็คความเรียบร้อยขนแน่ใจว่าไม่มีคราบเลือดติดอยู่ คอยมองระแวงว่าชาวบ้านจะมาถึงกันหรือยัง เมื่อเช็คดูว่าสะอาดดีแล้ว ก็ก้มลงไปในรถหยิบผ้าพันคอมาปิดรอยสีแดงจากการถอดหัว
กำนันสินและเหล่าชาวบ้านเดินออกมาจากในป่าเห็น
“อ้าว นั้นใครน่ะ มาทำอะไรตรงนี้มืดๆ ค่ำๆ”
“ผีกระสือหรือเปล่าพ่อ ดูสินั่น เห็นแต่หัวผลุบๆ โผล่อยู่น่ะ”
“ต้องใช่แน่ๆ เลย มันเข้าไปกินคนที่อยู่ในรถแน่ๆ
เสียงชาวบ้านต่างแตกฮือด้วยความกลัว
“ใจเย็น ระวังๆ”
กำนันสินและชาวบ้านต่างยกปืนขึ้นเล็งแล้วค่อยๆ เดินย่องเข้าไปใกล้ๆ ท่าทีลุ้นกันจนเยี่ยวเหนียว
ปัณรีทำเป็นเปิดประตูลงมาหยุดข้างรถในชุดสีดำ มีผ้าพันที่คอเรียบร้อยแล้ว รอยเลือดไม่มีเหลือแล้ว
“มีอะไรกันหรือคะกำนัน”
ทุกคนอุทานอย่างแปลกใจตกใจ “คุณปัณรี”
กำนันสินและชาวบ้านโล่งใจต่างลดปืนลง
“คุณปัณ มาทำอะไรแถวนี้มืดๆ ค่ำๆ ครับ”
“ปัณขับรถหลงทางน่ะค่ะ แล้วนี่กำนันกับชาวบ้านมาทำอะไรกันคะ” ปัณรีมองไปในกลุ่มคนแล้วร้องทักสองหนุ่ม “อ้าว...พี่ตฤณกับพี่รัณก็มากับเขาด้วย”
“พวกชาวบ้านกำลังไล่ล่ากระสือกันอยู่น่ะครับ” ตฤณฤทธิ์บอก
“ใช่ครับ ผมยิงมันร่วงอยู่แถวๆ นี้แหละ”
ปัณรีหัวเราะเยาะ “ยิงกระสือร่วงเลยเหรอคะ แหม...กำนันนี่เก่งไม่เบาเลยนะคะ”
กำนันสินมัวแต่หัวเราะเขินกับคำชมจนไม่เห็นสายตาเหยียดหยามของปัณรีที่มองมอง
“ผมเคยยิงโดนมันมาแล้วหนนึงครับ เสียดายตอนนั้นมันหนีไปได้”
บุรัณย์ถามหยั่งเชิงปัณรี “แล้วนี่ปัณมาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นกระสือหรือแสงอะไรลอยมาทางนี้หรือเปล่า”
“ไม่นี่คะ ปัณหลงอยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว ไม่เห็นมีใคร หรือมีอะไรผ่านมาเลย ก็เพิ่งจะเห็นพวกพี่ๆ กับชาวบ้านนี่ล่ะค่ะ”
ตฤณฤทธิ์ถามย้ำเป็นนัย “แน่ใจเหรอครับ คุณปัณ ว่าไม่เห็นอะไรเลยนอกจากพวกเรา”
“แน่ใจค่ะ ปัณไม่เห็นอะไรเลย”
ตฤณฤทธิ์และบุรัณย์มองหน้ากันก่อนจะหันมามองปัณรีอย่างค้นหาความจริง

รถแล่นมาตามท้องถนน ปัณรีขับรถคันนี้อยู่ เธอมีสีหน้าเป็นกังวล นึกถึงสายตาตฤณฤทธิ์และบุรัณย์ที่มองมายังเธอสีหน้าทั้งคู่เต็มไปด้วยความสงสัย จนปัณรีรู้สึกเครียดและโกรธแค้นโทษแต่นลิน
“เพราะแกคนเดียวนังนลิน เพราะแกคนเดียว...”

ศพของบัวลอยอยู่ในสภาพเนื้อตัวชุ่มไปด้วยเลือด และนอนตาเหลือกค้าง แปลกร้องไห้เสียใจอยู่ข้างๆ ศพ โดยมีผันและชมพู่คอยปลอบใจไม่ห่าง
ตฤณฤทธิ์ โจ๊กและบุรัณย์เข้ามาดูสถานการณ์และถ่ายภาพข่าว
พวกชาวบ้านเห็นสภาพศพแล้วต่างรับไม่ได้ เพราะทั้งน่ากลัวและน่าสยดสยองสุดจะประมาณ
เจ้าหน้าที่เก็บศพของมูลนิธิเอาผ้าขาวมาปิดศพไว้แล้วยกออกไป แปลกคลุ้มคลั่งร้องไห้ฟูมฟายด้วยความเสียใจ
“คุณตำรวจ พวกคุณต้องจับมันให้ได้นะครับ นังกระสือมันฆ่าลูกเมียผม คุณต้องจับมัน ต้องฆ่ามันให้ได้นะ ฮือๆๆๆ”
“ใจเย็นๆ ไอ้แปลก เขาเป็นตำรวจ ไม่ใช่หมอผี” ผันได้แต่ปลอบด้วยความสงสาร
“ไม่ต้องห่วงครับ ทางตำรวจกำลังเร่งติดตามคดีฆาตกรรมต่อเนื่องนี้อย่างใกล้ชิด อีกไม่นานเราต้องได้ตัวฆาตกรโรคจิตรายนี้แน่นอน” สารวัตรวิทยาบอก
“ไม่ มันไม่ใช่ฆาตกรโรคจิต มันเป็นผี เป็นผีกระสือ คุณได้ยินที่ผมพูดไหม ผีกระสือน่ะ ผีกระสือ”
แปลกทั้งเสียใจ คับแค้นใจ และเดือดดาลมากจนหน้ามืดเป็นลมร่วงผล็อยลงไป
ผันรีบเข้าไปรับร่างเอาไว้ สารวัตรวิทยาเข้ามาช่วยพร้อมกับเรียกเจ้าหน้าที่พยาบาลให้มาช่วยพาแปลกออกไป
ชาวบ้านเริ่มหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“เห็นไหม พวกฉันบอกแล้วว่าหมู่บ้านเรายังมีผีกระสืออยู่ เป็นไงล่ะ ตอนนี้ตายเพิ่มอีกคนแล้ว เออไม่ใช่สิ คราวนี้2 ศพเลย ทั้งแม่ทั้งลูก”
“คราวนี้ตายท้องกลม คงเฮี้ยนสุดๆ แน่” เบาว่า
“ฉันว่าผีที่เฮี้ยนและน่ากลัวที่สุด น่าจะเป็นนังกระสือกินคนมากกว่า”
บรรดาชาวบ้านแตกตื่นตกใจ
“นังกระสือมันเป็นใครกันแน่ ถึงได้โหดเหี้ยมนัก”
ฉัตรฉายเหลือบมองนวลอย่างท้าทาย “มันต้องเป็นคนในหมู่บ้านนี้แน่ๆ”
“ถ้าใช่จริงๆ ฉันจะไม่เอามันไว้ ต้องจับมันมาให้ชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ก่อนส่งตำรวจ” เบาบอกด้วยความแค้น
นวลหันมองตฤณฤทธิ์ สีหน้าเป็นกังวล

วัดป่าเข้าสู่เวลายามเช้าแล้ว
นราพยุงนลินที่ยังคงหน้าซีดเซียวเพราะอาการปวดท้องเข้ามาในโบสถ์ ซึ่งในนั้นหลวงตาคำกำลังนั่งสมาธิรออยู่ก่อนแล้ว นราค่อยๆ ประคองนลินให้นั่งลงที่ด้านหน้าหลวงตาคำ
“ค่อยๆ นั่งลงลูก ไหวใช่ไหม”
“ค่ะแม่ ลินยังไหว”
หลวงตาคำค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองนลิน
“คราวนี้โยมลินควบคุมตัวเองได้ดีกว่าครั้งก่อนนะ”
“ลินก็แค่ห้ามความหิวกระหายของกระสือได้”
“ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ครั้งนี้โยมไม่ยอมทำบาป พรากชีวิตผู้อื่น ครั้งต่อไปอาจจะบังคับตัวเองไม่ให้กลายร่างเป็นกระสือได้”
นลินมองหลวงตาคำอย่างมีความหวัง
“จริงเหรอคะ หลวงตา”
“ขอให้โยมจงตั้งมั่นในความดี ต่อสู้กับอำนาจมืดที่อยู่ภายในจิตใจตัวเองให้ได้ หากทำได้ดังนั้น ไม่ว่าสิ่งใดๆ ก็ล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น”
นลินหันมามองนรายิ้มให้กันอย่างดีใจ ก่อนจะหันมาตอบรับหลวงตาคำ
“ค่ะหลวงตา ลินจะทำให้ได้”

สีหน้านลินเปี่ยมความหวัง แววตานลินเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นมาดหมาย

อ่านต่อตอนต่อไป


กำลังโหลดความคิดเห็น...