xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่16 พีทขู่แบล็คเมลพลเพิ่มถูกฆ่าหมกป่า

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่ 16 พีทขู่แบล็คเมลพลเพิ่มถูกฆ่าหมกป่า!
บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่เหนือบ้านยายพียร ก่อนที่จะถูกเมฆสีดำลอยเข้าบดบัง

กวิตาเดินตัวสั่นมาหยุดที่หน้าห้องนลิน ทำท่าจะเคาะ แต่ชะงักมือไว้ สีหน้ากวิตาเต็มไปด้วยความสับสน ลังเลใจ หวาดหวั่น สุดท้ายก็เคาะประตูเรียก
“ลิน ออกมาคุยกับฉันหน่อย ฉันอยากคุยกับแก”
นลินไม่ตอบกลับมา กวิตาจะเคาะซ้ำ แต่จู่ๆก็มีมือมาดึงแขนเธอไว้ กวิตาสะดุ้งสุดตัว หันไปมองเจอชลันตีกับนวลยืนจ้องอยู่ อย่างไม่พอใจ
ชลันตีปล่อยมือพลางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ดึกดื่นป่านนี้ทำไมยังไม่นอนอีก”
กวิตาอึกอัก “ต้า...เพิ่งกลับมาจากประชุมทีมค่ะ พอดีมีเรื่องอยากคุยกับลินก็เลย...”
นวลสวนขึ้นมาทันควัน “คุณหนูคงหลับไปแล้วค่ะ ไว้ค่อยคุยพรุ่งนี้ดีไหม”
ไม่เท่านั้นนวลจ้องกวิตาเขม็ง และยังก้าวไปยืนขวางประตูไม่ยอมไปไหน กวิตาชักรู้สึกหวาดๆ แต่ทำใจสู้ถามออกไป
“ลิน...หลับแล้วแน่เหรอคะ”
“แน่สิจ๊ะ เวลานี้เป็นเวลาที่เราควรพักผ่อนไม่ใช่เหรอ”
ชลันตีพูดหยั่งเชิง กวิตาหลบสายตาวูบหนึ่งเหมือนใช้ความคิด ก่อนจะพูดเชิงย้อนถามออกไป
“แล้วถ้าต้ารู้ว่าลินไม่ได้นอนอยู่ในห้องล่ะคะ”
ชลันตีกับนวลอึ้ง นิ่งงันไป จนนวลเป็นฝ่ายย้อนถามเสียงแข็ง
“คุณรู้ได้ยังไง”
กวิตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดออกมาด้วยความอัดอั้น
“ต้าเห็นหมดแล้ว ลิน..ลิน...เป็นกระสือ”
ทันทีที่กวิตาพูดจบ ประตูห้องก็เปิดออก นลินเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงประตูมองหน้ากวิตาน้ำตาไหลอาบทั้งสองแก้ม

พระจันทร์ลอยเด่นอยู่เหนือทุ่งนา
ทั้งสามคนอยู่ตรงบริเวณซากหมูนอนตาย พนิชกับอชินียืนหายใจหอบเหนื่อยกันอยู่ ก่อนที่อชินีจะหันมาคาดคั้นถามกวิตาที่หน้าตาตื่นตระหนกอยู่อย่างนั้น
“เธอเห็นมันใช่ไหม”
พนิชจ้องหน้าซักกวิตา “ว่าไง มันไปทางไหน รีบบอกมา”
กวิตาเหลือบมองพนิชกับอชินี คิดหนัก ก่อนจะค่อยๆ ยกมือขึ้นชี้ไปทางหนึ่ง เป็นคนละทางกับที่เห็นกระสือนลินลอยหนีไป
พนิชมองตามมือกวิตาไป แล้วหันมาเร่งอชินีใหญ่
“ทางนั้น ไปเร็ว ก่อนมันหนีไปได้”
พนิชกับอชินีวิ่งไปตามทางที่กวิตาบอก
พอทั้งสองพ้นสายตาไป กวิตาก็ทรุดลงไปกองกับพื้น หายใจหอบอย่างรุนแรง มือไม้สั่น ทำอะไรไม่ถูก มองซากหมูตรงหน้าน้ำตาซึม แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสับสนสุดจะประมาณ

ทุกคนอยู่ในห้องนลินด้วยกัน ฟังกวิตาเล่าเรื่องทั้งหมดจบแล้ว นลิน ชลันตีและนวล ต่างนิ่งอึ้งไป ชลันตีถอนหายใจ หันไปสบตากับนวล ทั้งสองมีท่าทีโล่งอกสบายใจขึ้นมาทันที
นลินน้ำตาคลอถามเสียงสั่น “ทำไมแกถึงช่วยฉัน”
กวิตาคิดนิดหนึ่งก่อนจะร้องไห้โฮออกมา
“ฉันยอมรับนะว่าฉันกลัวมาก แต่ฉันก็ปล่อยให้พวกนั้นมาเจอแกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นฉันคงรู้สึกผิดไปทั้งชีวิต”
นลินบอกเสียงสั่น
“ฉันไม่ใช่เพื่อนคนเดิมของแกแล้วนะต้า ตอนนี้ฉันเป็นปีศาจ...เป็นผีร้ายที่มีแต่คนรังเกียจ แกไม่กลัวฉันเหรอ”
“ฉันไม่กลัว ต่อให้ภายนอกแกเป็นอะไรก็ตาม แต่ข้างในแกก็คือ ลินคนเดิมไม่ใช่เหรอ”
นลินน้ำตารื้น กวิตาเข้าไปจับมือนลินกุมไว้ บอกทั้งน้ำตา
“ทำไมแกชอบเก็บปัญหาไว้คนเดียว ถ้าฉันรู้ว่าแกกำลังทรมานแบบนี้ ฉันจะไม่ทิ้งแกให้เจอมันคนเดียวแน่ๆ เราเป็นเพื่อนรักกันนะลิน”
นลินก็โผเข้ากอดเพื่อนเต็มรัก ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างหนัก กวิตาเองก็ร้องไห้ไปด้วย กอดนลินตอบ ชลันตีกับนวลมองสองสาวอย่างซาบซึ้งใจ

อีกฟาก จอกล้องวิดีโอ เห็นเป็นเพียงภาพมืดๆ มีดวงไฟสีแดงเบลอๆ พนิชมองวิดีโอที่ถ่ายมาอย่างหงุดหงิด หันไปโวยใส่อชินี
“ใช้ไม่ได้เลย มืดขนาดนี้จะไปเห็นอะไร”
“จะรู้เหรอ ไปก็ไปด้วยกัน ถ้าจะเห็นก็เห็นไปนานแล้ว”
“ผมไม่น่าเชื่อเพื่อนคุณเลย มันหลอกเราแน่ๆ ไม่เห็นกระสือซักตัว”
“นังนั่นไม่ใช่เพื่อนฉัน ฉันไม่คบคนซื่อบื้อแบบนั้นหรอก”
“คนบื้อมันคุณมากกว่ามั้ง รู้ว่าจะไปจับกระสือทำไมไม่รู้จักดูแลตัวเอง ถ้าคุณไม่ล้ม ป่านนี้เราตามนังผีนั่นทันแล้ว”
อชินีโมโห “นี่ไม่คิดจะห่วงกันบ้างเลยรึไง ฉันล้มฉันก็เจ็บเหมือนกันนะ”
“เจ็บก็หัดดูแลตัวเองสิ ผมไม่ว่างมานั่งเฝ้าคนอ่อนแอทั้งวันหรอก”
“ทำไมพูดแบบนี้ อ๋อ...หรือว่าคุณจะหาเรื่องทิ้งฉันไปหานังลิน ฉันไม่ยอมนะ ไม่ยอม ไม่ยอมๆๆ”
อชีนีโวยวายเข้ามาทุบตีพนิชพัลวัน พนิชต้องเอามือจับแขนอชินีไว้ให้หยุดวีน
อชินีไม่ยอมโวยวายท่าเดียว พนิชเลยทนไม่ไหวลุกขึ้นแล้วผลักอชินีกระเด็นไปกระแทกผนังห้อง
“หยุดโวยวายซักที หนวกหู น่ารำคาญ”
อชินีเซไป จุกจนพูดไม่ออก เอามือยันกำแพงพยายามทรงตัวไว้ เริ่มเวียนหัว
“เป็นอะไรขึ้นมาอีกล่ะ”
อชินีหันมากำลังจะตอบแต่จู่ๆ ก็คลื่นไส้ขึ้นมาทันควัน เอามือปิดปากทำท่าพะอืดพะอมแล้ววิ่งไปอ้วกที่หน้าต่าง
พนิชกระแทกตัวนั่งลงบนเตียง เอามือทุบเตียงระบายอารมณ์อย่างเจ็บใจ

เช้าวันใหม่
คณะสำรวจของตฤณฤทธิ์ กำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางไปยังปราสาทอนันตาปุระ ทีมข่าวช่อง8ของบุรัณย์และพลเพิ่มทุกคนทยอยขนของขึ้นรถ กวิตาดูนาฬิกา มองหาอชินีแต่ก็ยังไม่มา
“ด็อกเตอร์คะ อุ้มยังไม่มาเลยค่ะ”
“เขาได้บอกคุณรึเปล่าครับว่าจะไปไหน”
“ไม่ค่ะ ตอนนี้ติดต่อไม่ได้ด้วย ไม่รู้ไปไหน”
ตฤณฤทธิ์ทำหน้าสงสัย สักพักเสียงพนิชก็ดังขึ้น
“อุ้มไม่สบาย ไปไม่ได้ ให้พวกคุณไปก่อนได้เลย”
ทุกคนหันไปมองตามเสียงเห็นพนิชเดินเข้ามา กวิตาโวยวาย
“เมื่อคืนก็ยังดีๆ อยู่เลยนี่ เกิดเป็นอะไรขึ้นมา”
“อยากรู้ก็ไปถามเอง เขาให้มาบอกแค่นี้”
มธุรสเข้าไปดึงกวิตาไว้ให้ใจเย็นๆ กำนันสินดูเวลาเห็นว่าสายแล้วจึงเข้ามาเคลียร์
“เดี๋ยวผมไปดูให้เอง นี่สายมากแล้ว ทุกคนออกเดินทางก่อนเถอะครับ”
ด๊อกเตอร์ตฤณพยักหน้ารับ จะเดินไปขึ้นรถ แต่แล้วมีเสียงโหวกเหวกโวยวายของเบาดังเข้ามา
“ ช่วยด้วย กำนัน ช่วยฉันด้วย!!”
ทุกคนมองไปเห็นเบาวิ่งหน้าตั้งผ่ามากลางวง นั่งลงแล้วยกมือไหว้ ตัวสั่นงันงก
“ไอ้เบา โวยวายแต่เช้า มีเรื่องอะไรอีก” กำนันถาม
“กระสือ...กระสือมันฆ่าหมูฉัน” เบาบอกเสียงสั่น
ทุกคนได้ยินก็อึ้งไปทั้งแถบ ต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ

ที่เล้าหมูของเบา มีชาวบ้านมุงดูอยู่จำนวนหนึ่งแล้ว พวกกำนันสินกับตฤณฤทธิ์และพลเพิ่มตามเบามาสมทบ พอมาถึงก็แหวกฝูงชนเข้าไปดู เห็นซากหมูนอนตายเลือดนองพื้น ลำไส้หายไปหมด บุรัณย์กับโจ๊กรีบถ่ายรูปไว้ทันที กำนันสินเดินนำเข้าไปดูใกล้ๆ
“กระสือบ้านยายเพียรมันยังอยู่” เบาบอก บางเสริมทันทีว่า “มันเห็นเราไม่ทำอะไร มันก็ออกอาละวาดอีก เราจะทำยังไงกันดี”
ชาวบ้านส่งเสียงซุบซิบสีหน้าหวาดหวั่น กำนันสินหน้าเครียด
ตฤณฤทธิ์ยังไม่เชื่อเรื่องกระสือ เลยออกความเห็นขึ้น
“ถ้ามีกระสือจริง เราต้องเจอตัวแล้วสิครับ คงไม่รอดมาถึงป่านนี้หรอก”
พนิชพูดแดกดันแทรกขึ้น “คุณเข้าข้างนังกระสือรึเปล่าอาจารย์ตฤณ”
ทุกคนหันไปมองพนิชเป็นตาเดียวกัน มธุรสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“พูดอะไรของคุณ พี่ตฤณไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือกระสือ”
“แต่ผมเห็นเขาสนิทกับลิน อาจจะเข้าข้างกันก็ได้”
มธุรสมองหน้าตฤณฤทธิ์นิ่งๆ ตฤณฤทธิ์ต้องข่มความไม่พอใจไว้ พลเพิ่มเอ่ยขึ้นว่า
“เรายังไม่มีหลักฐาน จะกล่าวหาใครลอยๆไม่ได้หรอกครับ”
พนิชเหลือบมองพลเพิ่ม ด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ปกป้องกันเข้าไป แล้วถ้าผมเคยเห็นกระสือตัวเป็นๆ แถมมีพยานด้วยล่ะ”
“ใครเหรอครับ” บุรัณย์ถามอย่างตื่นเต้น
พนิชชี้ไปที่กวิตา “นี่ไง บอกทุกคนไปสิว่าเธอเห็นเพื่อนตัวเองกินไส้หมูเมื่อคืน”
คราวนี้ทุกคนเปลี่ยนไปมองกวิตาแทน กวิตาอึ้งไป คิดหาวิธีช่วยนลิน
“แทนที่ทุกคนจะสงสัยเรื่องกระสือ ทำไมไม่สงสัยไอ้หมอนี่ล่ะคะ”
ตฤณฤทธิ์มองสงสัย “หมายความว่ายังไงครับคุณต้า”
“เมื่อคืนตอนฉันกำลังจะเข้าบ้านลิน ฉันเห็นนายนี่กับยัยอุ้มออกมาเดินลับๆ ล่อๆ แถวบ้านเลยตามไป แล้วได้ยินค่ะว่าสองคนนี้ร่วมมือกันสร้างเรื่องเพื่อจับผิดลิน ไม่แน่...เรื่องหมูนี่อาจจะสร้างขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายลินก็ได้”
ชาวบ้านส่งเสียงฮือฮาอีก ผันเข้ามาช่วยกวิตา
“ผมเป็นพยานได้ครับ ผมเห็นคนชื่ออุ้มย่องออกไปจากบ้านผมเหมือนกัน”
พนิชอึ้งไป คราวนี้เป็นเบาที่เริ่มเป็นเดือดเป็นแค้น
“แก...แกฆ่าไอ้แกแล็กซี่ลูกฉัน ตายซะเถอะ”
“เฮ้ย...ม...ไม่ใช่นะ”
เบาไม่ฟัง วิ่งไล่พนิชจนล้มลุกคลุกคลาน คนอื่นช่วยเข้าไปกันไว้ กวิตาถอนหายใจโล่งๆ หันไปบอกตฤณฤทธิ์
“ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายนะคะ เดี๋ยวต้าจะไปตามอุ้มมา เราจะได้เดินทางซักที”
“ปล่อยคุณอุ้มพักไปก่อนดีกว่าครับ”
กวิตามองตฤณฤทธิ์อย่างแปลกใจ อ่านสีหน้าเขาออกว่าครุ่นคิดบางอย่าง

นลินลงมาที่ชั้นล่างของบ้าน เดินไปที่ตู้หนังสือจะหยิบมาอ่าน มีเสียงประตูเปิดดังขึ้น เมื่อหันไปก็ต้องแปลกใจ เจอกวิตาเดินเข้าบ้านมาหา
“อ้าว ต้า ฉันนึกว่าแกไปทำงานแล้วซะอีก”
“กำลังจะไปแต่มีเรื่องนิดหน่อย เลยมาหาแกก่อน”
“งานมีปัญหาเหรอ ฉันช่วยแกได้รึเปล่า”
“คือ...งี้นะ”
กวิตากำลังจะตอบ แต่มีเสียงตฤณฤทธิ์ดังขึ้นก่อน
“ผมอยากให้คุณไปกับเรา”
เห็นตฤณฤทธิ์เดินเข้ามา นลินอึ้งไป
“แต่ฉันลาออกแล้วนะคะ”
“คุณอชินีที่มาทำงานแทนคุณไม่สบาย เดินทางไปด้วยไม่ได้ มีแต่คุณที่รู้ข้อมูลของปราสาท ผมอยากให้คุณช่วย”
นลินมองทางกวิตาเชิงถาม กวิตาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เสมองไปที่อื่น
“แต่ฉันยังไม่พร้อม ไม่ได้เตรียมตัวอะไรสักอย่าง”
กวิตาจับมือนลินเชิงให้กำลังใจ ช่วยตฤณฤทธิ์พูด
“ไม่เป็นไร ฉันช่วยแกเอง รับรองทุกอย่างจะราบรื่น”
นลินลังเล มองหน้าตฤณฤทธิ์สลับกับกวิตา ตฤณฤทธิ์พูดขอร้องนลินออกมา
“ผมรู้ว่าคุณลำบากใจ แต่มีคุณคนเดียวจริงๆ ที่ช่วยทำงานนี้ได้ นะครับ คุณลิน”
นลินคิดหนัก

อชินีนอนซมอยู่บนเตียงในห้องพัก ไม่นานนักพนิชก็เปิดประตูเข้ามาท่าทางหงุดหงิด อชินีดันตัวเองให้ลุกขึ้น เห็นสภาพพนิชผมเผ้ายุ่งฟูไปหมด แถมตามตัวมีแต่เศษฟางติดก็สงสัย
“ไปทำอะไรมาน่ะพีท ทำไมเยินแบบนี้”
พนิชหงุดหงิดไม่หาย “จำซากหมูเมื่อคืนได้ไหม เมื่อกี้ลูกน้องกำนันวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่ากระสือกินไส้หมูมัน ผมไปดูมา เลยมีเรื่องนิดหน่อย”
อชินีตกใจ “สรุปว่าเมื่อวานกระสือมันออกหากินจริงๆ เหรอ”
“ใช่ ต้องเป็นนังลินแน่ๆ แต่ยัยต้ามันปกป้องลิน แถมทำผมซวยโดนหาว่าไปฆ่าหมูแล้วใส่ร้ายนังนลินอีก”
“ทำไงดี ตอนนี้นังลินมันอยู่ไหน”
“ยัยต้ากำลังไปตามมาทำงานแทนคุณไง ถ้าคุณไม่ป่วยแล้วตามไปคงได้อะไรมากกว่านี้”
โดนแขวะเข้าให้ อชินีชักหงุดหงิดเหมือนกัน เถียงพนิชไป
“จะโทษฉันอย่างเดียวเลยใช่ไหม เก่งนักทำไมไม่ตามมันไปเองล่ะ”
“ตอนนี้ผมทำอะไรได้ที่ไหน มันระวังตัวจะตาย”
“งั้นฉันก็ไม่รู้แล้ว ถ้ายัยต้ากลับมาฉันก็ต้องกลับกรุงเทพฯ อยู่ช่วยคุณไม่ได้”
“อยู่ไม่ได้ก็เอาเงินมาสิ ไม่เห็นยาก”
“เงินเก็บฉันให้คุณยืมไปหมดแล้วนี่ คุณอย่าเอาแต่ขอสิ หัดหาเงินมาช่วยกันบ้าง ไหนว่าเอาไปลงทุนไง”
อชินีขึ้นเสียงใส่ เล่นเอาพนิชชะงักไป เริ่มคิดหาข้อแก้ตัว
“มันยังไม่ปันผล ต้องรออีกพักใหญ่”
“อยากทำนั่นนี่เยอะแยะไปหมดแต่เงินไม่มี แล้วแบบนี้จะทำยังไง”
พนิชเบือนหน้าหนี ครุ่นคิดว่าจะทำยังไงอยู่ครู่หนึ่ง มองโทรศัพท์มือถือตัวเอง นึกอะไรได้
“มันยังมีวิธีอยู่น่า”
อชินีมองพนิชด้วยสีหน้าสงสัย

ปราสาทอนันตาปุระ เด่นตระหง่านสวยงามในแสงแดดยามเย็น ทีมสำรวจของตฤณฤทธิ์ พร้อมด้วยทีมข่าวบุรัณย์ และตำรวจเดินทางมาถึงปราสาทครบทีม
บุรัณย์กับโจ๊กถ่ายวิดีโอฟุตเทจข่าวอยู่บริเวณรอบๆ จนมาถึงจุดที่ตฤณฤทธิ์ยืนอยู่ บุรัณย์บอกให้โจ๊กหยุดถ่ายก่อนแล้วเดินมาหาตฤณฤทธิ์
“เสียหายไม่น้อยเลยนะพี่ แบบนี้ข่าวใหญ่แน่”
สีหน้าตฤณฤทธิ์หลังเห็นสภาพปราสาทแล้วเครียดมาก
มธุรส วิศวัต กวิตา นลิน และสารวัตรวิทยาหัวหน้าทีมสืบสวนยืนอยู่ด้วย วิศวัตพูดเศร้าๆ
“ผมขอโทษครับที่เข้ามาช้าเกินไป”
“ไม่ใช่ความผิดนายหรอกวัต ความผิดไอ้คนทำต่างหาก”
“พวกมันไม่รู้เลยเหรอว่าของพวกนี้มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์มากแค่ไหน มันไม่ใช่ของที่จะซื้อขายกันได้นะ”
คำพูดของมธุรสแทงใจนลินเข้าอย่างจัง นลินหน้าเศร้าลง กวิตารับรู้แตะแขนนลินเป็นเชิงปลอบ แล้วบอกกับทุกคน
“ต้าว่าเราไปดูมุมอื่นอีกดีไหมคะ อาจจะเจอหลักฐานเพิ่มเติม”
ทุกคนพยักหน้ารับ ตฤณฤทธิ์กำลังจะเดินนำไป
แต่มีเสียงพลเพิ่มดังเข้ามา “ด็อกเตอร์ครับ มาดูทางนี้หน่อยครับ”
ทุกคนมองไป เห็นพลเพิ่มเดินเข้ามาพร้อมฌาณ ด้วยสีหน้าไม่ดีนัก
“มีอะไรครับคุณพลเพิ่ม”
“ผมไปดูกำแพงปราสาทฝั่งนั้นมา เหมือนจะเจออะไรแปลกๆเข้าแล้วครับ”
สีหน้าตฤณฤทธิ์เต็มไปด้วยความแปลกใจ
ยามเย็น พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน เบากับบางนั่งถองเหล้ากันที่อยู่ใต้ถุนเรือนได้สักพักแล้ว เบาซัดเหล้าเข้าไปอึกใหญ่ จนเหล้าหมด หันไปสั่งบาง
“ไอ้บางไปเอามาอีก หมดแล้วเห็นไหม”
บางพยักหน้ารัวๆ จับเบาพิงเสาไว้ จะลุกไปแต่จู่ๆก็มีใครบางคนวางขวดเหล้าลงตรงหน้าทั้งสอง สองบอเงยหน้าไปมอง ปรากฏว่าเป็นพนิชนั่นเอง เบาชี้หน้าด่าพนิช
“ไอ้หน้าจืด มึงฆ่าหมูกู! มาที่นี่ทำไม กลับไปเลยนะโว้ย”
พนิชนั่งลงที่แคร่ มองเบาอย่างสมเพชนิดๆ ทำใจเย็นพูดดีด้วย
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ได้ทำ ตั้งสติแล้วคุยกันก่อน”
“กูไม่คุย ไปให้พ้น”
พร้อมกับว่าเบายกมือจะฟาดพนิช เล่นเอาพนิชตกใจจะเบี่ยงตัวหลบ แต่บางจับมือเบาไว้ก่อนแล้วถามพนิช
“พี่ผมพูดไม่รู้เรื่องแล้ว คุณต้องการอะไรก็บอกมาดีกว่า”
พนิชโล่งใจขึ้นที่เบายอมฟัง
“ฉลาดเหมือนกันนี่ ใช่ ฉันมีเรื่องอยากถาม”
“ถ้าเรื่องกระสือผมไม่คุยนะ แค่หมูตายก็เซ็งพอแล้ว”
“ไม่ใช่เรื่องนั้น” พนิชเสียงเบาลง “แต่เป็นเรื่องปราสาทอนันตาปุระ ฉันอยากรู้ว่าจะหาทางไปที่นั่นได้ยังไง”
“คุณจะตามไปเรอะ แล้วทำไมไม่ไปกับพวกเมื่อเช้า”
“พอดีแฟนฉันป่วย เลยจะให้ฉันไปแทน ฉันคิดว่านายคงพอรู้จักชาวบ้านที่รู้ทางบ้าง...”
“รู้...แต่ว่าบอกเฉยๆ ก็ไม่มีใครพาคุณไปหรอก” บางยักท่า
พนิชยิ้มกริ่มหยิบซองใส่เงินยื่นให้บาง
“งั้นพอจะช่วยหาคนนำทางได้ไหม”
บางมองซองเงินของพนิชตาโต

ทีมสำรวจรวมตัวกันอยู่บริเวณกำแพงปราสาทที่ถูกทุบ ทั้งตฤณฤทธิ์ นลิน กวิตา มธุรส และ วิศวัต
พลเพิ่มตามมากับฌาณ ก่อนจะเดินนำทุกคนเข้าไปยังกำแพง หยุดตรงจุดที่เห็นอักขระภาษาโบราณปรากฏอยู่ หันมาบอกกับตฤณฤทธิ์
“ผมคิดว่าพวกที่ลักลอบคงพยายามทุบกำแพงตรงนี้ แต่ว่าเข้าไปไม่ได้ครับ”
ตฤณฤทธิ์มองไปเห็นอักขระแล้วรู้สึกสนใจ เลยเดินเข้าไปดู
“อักขระพวกนี้มัน...อะไรกันครับ”
“ตอนผมมากับนายก็เจอมันอยู่แล้ว ผมคิดว่าด็อกเตอร์อาจจะรู้” ฌาณว่า
“ด็อกเตอร์...พอจะอ่านมันออกไหมครับ” พลเพิ่มถามหยั่งเชิง
ตฤณฤทธิ์มองอักขระบนกำแพงนั้นโดยไม่ตอบพลเพิ่ม เดินเข้าไปดูใกล้ๆ
พลเพิ่มมองลุ้น ตฤณฤทธิ์เดินไปที่กำแพงเหมือนถูกมนต์สะกดยื่นมือออกไป ทันที่ที่มือตฤณฤทธิ์สำผัสกำแพงก็เกิดสิ่งไม่คาดฝันขึ้น

ภาพเหตุการณ์ในอดีตหลั่งไหลเข้าสู่ห้วงคิดตฤณฤทธิ์เป็นฉากๆ ตั้งแต่ตอนที่สิงหลกับสาวิตราณีวิ่งหนีการไล่ล่าในป่า สุดท้ายสิงหลถูกทหารจับตัวไว้ได้ ส่วนสาวิตราณีถูกดึงตัวแยกออกไป และสาวิตราณีรำอยู่ที่ลานหน้าปราสาท
ภาพสุดท้ายที่เห็นเป็นภาพสิงหลกับสาวิตราณีถูกจับตัวแยกจากกัน ทั้งสองมองหน้ากันอย่างอาลัยอาวรณ์
เหตการณ์เหล่านั้นชัดเจนจนตฤณฤทธิ์ยืนอึ้ง น้ำตาค่อยๆ ไหลรินออกมา ก้อนหินตรงที่มือตฤณแตะอยู่เหมือนจะขยับได้ เขาพึมพำคำหนึ่งออกมา
“สาวิตราณี”
พลเพิ่มหูผึ่ง ถามตฤณฤทธิ์อย่างตื่นเต้น
“ด็อกเตอร์อ่านออกเหรอ” พลเพิ่มมองลุ้น
ตฤณฤทธิ์รู้สึกตัว รีบดึงมือออกจากกำแพง แล้วทุกอย่างก็หยุดชะงัก ก้อนหินก็ไม่ขยับอีก ด็อกเตอร์ตฤณปาดน้ำตาทิ้งแล้วหันไปบอกพลเพิ่ม
“ไม่ครับ...ผมอ่านมันไม่ออก”
ฌาณขัดใจคิดว่าตฤณฤทธิ์อมพะนำจะโวยขึ้น แต่พลเพิ่มยกมือห้ามไว้ก่อน
“แล้วด็อกเตอร์พอจะรู้จักใครที่อ่านออกไหม”
ตฤณฤทธิ์พยายามตั้งสติ เพ่งมองกำแพงตรงหน้าอีกครั้ง
“มันเป็นภาษาโบราณ ผมต้องเอาไปเทียบกับภาษาใกล้เคียงเพื่อถอดความ คงต้องใช้เวลาสักพัก ขอโทษนะครับ”
ตฤณฤทธิ์พูดแค่นั้นแล้วเดินออกไปเลย พลเพิ่มขึงตามองตามด้วยท่าทีหงุดหงิด
มธุรส วิศวัตและกวิตาเดินตามตฤณฤทธิ์ไป นลินมองตามหลังด๊อกเตอร์ไปเงียบๆ

ทีมสำรวจของตฤณฤทธิ์ ทีมข่าว และกลุ่มพลเพิ่มกลับเข้ามาตรงบริเวณเดิม สารวัตรวิทยาเดินเข้าไปหาตฤณฤทธิ์
“เจออะไรเพิ่มเติมไหมครับด็อกเตอร์”
“กำแพงปราสาทด้านโน้นถูกทุบอีกจุดนึงครับ”
“ไม่เข้ามาแค่เดือนเดียวก็เสียหายขนาดนี้แล้ว พวกมันต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ” วิศวัตเสริม
“สารวัตรพอจะรู้ไหมคะว่าเป็นพวกไหน” มธุรสถาม
สารวัตรวิทยาดูบริเวณที่เกิดเหตุด้วยสีหน้าครุ่นคิดตรึกตรอง
“คิดว่าเป็นพวกลักลอบค้าของเก่ามืออาชีพนะครับ เตรียมงานดี ลงมือไว แถมไม่สนว่าจะทิ้งร่องรอยอะไรไว้ด้วย”
“เป็นไปได้ไหมคะว่ามีผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่ ถึงกล้าทำขนาดนี้” มธุรสว่า
“เป็นไปได้ทั้งหมดครับ แต่เรายังจับมือใครดมไม่ได้”
“ปราสาทนี้ไม่มีใครรู้ว่ามีอะไรนอกจากทีมผม แล้วคนทำจะเป็นใครได้” ตฤณฤทธิ์บอก
“หรือว่า...จะมีหนอนในทีมครับ”
ข้อสังเกตของบุรัณย์ ทำเอาทุกคนเงียบไปได้แต่มองหน้ากันไปมา พลเพิ่มมองประเมินท่าทีแต่ละคนอยู่เอ่ยขึ้นว่า
“ต่อให้มี มันก็ไม่เผยตัวหรอกครับ เราทำได้แค่รวบรวมหลักฐานแล้วแจ้งทางการให้ส่งคนมาดูเรื่อยๆ”
“เราจะเอาผิดคนเลวพวกนี้ไม่ได้จริงเหรอครับ” วิศวัตหนักใจ
บุรัณย์บอกตฤณฤทธิ์เสียงเข้ม “พี่อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบนะ ผมช่วยทำข่าวเอง”
ทุกคนหันไปมองทางตฤณฤทธิ์
“ผมจะตามคดีนี้จนกว่าจะเอาตัวคนผิดมาลงโทษได้ พวกที่ทำลายสมบัติชาติมันต้องได้รับกรรมอย่างสาสม”
พลเพิ่มลอบมองอย่างไม่พอใจ แต่ต้องข่มอาการไว้

พระอาทิตย์ลอยต่ำลงเรื่อยๆ และกำลังจะตกดินในไม่ช้านี้ บริเวณริมลำธาร
ตฤณฤทธิ์หลบมานั่งอยู่ตรงโขดหินริมลำธารลำพัง นึกถึงเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ ด้วยความสับสนเป็นอย่างมาก
สักพักก็มีเสียงใครบางคนเดินมาแล้วนั่งลงข้างๆ ตฤณฤทธิ์หันไปมอง ปรากฏว่าเป็นนลิน
นลินลงนั่งล้างมือเงียบๆ พลางหันไปมองตฤณฤทธิ์เงียบๆ จนเขารู้สึกตัวหันมองมา ทั้งสองสบตากัน
ตฤณฤทธิ์อ่านสายตาอีกฝ่ายออก “รู้สึกว่าคุณมีอะไรจะคุยกับผม”
“ไม่เชิงตั้งใจจะคุยหรอกค่ะ แต่บังเอิญมาเห็นท่าทางคุณเครียดๆ เรื่องปราสาทเหรอคะ
“ทำนองนั้นครับ”
ตฤณฤทธิ์บ่ายเบี่ยง หันหน้าหนีไปอีกทาง นลินเลยตัดสินใจถามขึ้น
“สาวิตราณี คุณเคยได้ยินชื่อนี้มาจากที่ไหน”
ตฤณฤทธิ์อึ้ง หันมามองนลินอย่างแปลกใจ “คุณได้ยิน”
“ใช่ค่ะ ฉันได้ยินคุณพูด แล้วก็เคยได้ยินชื่อนี้ด้วย อาจจะดูไร้สาระนะคะ แต่ฉันรู้จักเธอจากในฝัน แล้วก็มีเหตุการณ์แปลกๆ ที่ฉันเจออีกหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับชื่อนี้ คุณก็เหมือนกันใช่ไหม”
“แค่รู้สึกว่าพอแตะกำแพงนั่นก็มีภาพแปลกๆ เต็มหัวไปหมด” ตฤณฤทธิ์บอก
นลินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมาสบตาตฤณฤทธิ์
“ในนั้นมีผู้ชายคนนึงร้องไห้แล้วเรียกชื่อสาวิตราณีไหมคะ”
“คุณจะบอกว่ามันเกี่ยวกับเรื่องที่ผมเจองั้นเหรอ”
“ฉันไม่แน่ใจ แต่ถ้าคุณยืนยันว่าใช่ มันอาจจะเกี่ยวโยงกันหมด ทั้งคุณ ฉันหรือเรื่องขบวนแห่ที่เราเห็นตรงหน้าปราสาทคราวก่อนด้วย”
ตฤณฤทธิ์ฟังแล้วอึ้ง นิ่งงันไปในทันที

พลเพิ่มเดินเข้ามาในเต็นท์ด้วยท่าทีหงุดหงิด ฌาณเดินตามมาติดๆ พลเพิ่มมองรอบๆไม่เห็นมีใครตามมาจึงคุยกับฌาณเรื่องอักขระโบราณ
“ด็อกเตอร์ตฤณยังอ่านอักขระนั่นไม่ออกเลย”
“ผมว่ามันอาจจะเล่นตุกติกกับเราอยู่”
“แต่มันไม่ยอมอ่าน แถมมันยังจะไล่บี้คดีให้ถึงที่สุด แบบนี้ตำรวจเฝ้าไม่ยอมปล่อยแน่ ไหนจะนักข่าวอีก”
“มันก็ไม่ได้หมดหนทางซะทีเดียวนะครับ”
พลเพิ่มมองสนใจ “อาจารย์มีวิธีอื่นงั้นเหรอ”
“เปล่าครับ แต่ผมคิดว่าเรายังมีเวลา ช่วงที่คนอื่นกลับออกไปจากที่นี่ คุณรีบให้คนมาขนของออกไปให้เร็วที่สุดก่อนมันจะส่งคนมาเฝ้า”
“ผมทำแน่ แต่ที่ผมอยากรู้คือจะกำจัดพวกแมลงหวี่แมลงวันที่มันกวนใจผมตอนนี้ออกไปยังไง”
ฌาณนิ่งไป ก่อนจะบอกกับพลเพิ่ม
“คนทั่วไปไม่สนใจเรื่องสำรวจปราสาทหรอกครับ ถึงข่าวจะออก ไม่นานเรื่องก็เงียบ แค่ต้องหาอะไรอุดปาก ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาย”
พลเพิ่มมองหน้าฌาณ ยิ้มร้ายเหมือนคิดแผนชั่วได้

ตกตอนกลางคืน อีกฝั่งหนึ่ง ปัณรีเดินใช้ความคิด มองไปรอบๆ บ้านกำนันสิน ก่อนจะมองเข้าไปในบ้านยายเพียร จนมีเสียงฉัตรฉายดังขึ้น
“คุณปัณ”
ปัณรีหันไปเจอฉัตรฉายเดินเข้ามาหา
“หาใครเหรอคะ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่สักคน”
ปัณรียังมองไปฝั่งบ้านยายเพียรไม่วางตา ฉัตรฉายมองตามแล้วสงสัยเลยถาม
“คุณปัณมองบ้านยายเพียรทำไมคะ มีอะไรรึเปล่า”
“แค่สงสัยนิดหน่อยน่ะ”
“คุณปัณสนใจเรื่องของบ้านนั้นเหรอคะ”
ปัณรีมองหน้าฉัตรฉาย ชั่งใจว่าจะถามดีไหม
“ไม่ใช่ฉันค่ะ พี่พลต่างหากที่สนใจ...เรื่องคุณนลิน”
ฉัตรฉายฟังแล้วหงุดหงิด
“คุณพลจะสนใจยัยกระสือนั่นไปทำไมคะ”
ปัณรีแปลกใจ “กระสือเหรอคะ”
“ค่ะ คุณปัณมาเพราะเรื่องเมื่อเช้าใช่ไหมคะ มันไม่ใช่ฝีมือสัตว์ที่ไหนหรอกค่ะแต่เป็นฝีมือนังนลิน มันนั่นแหละทายาทกระสือ”
ปัณรีทำหน้าเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“สมัยนี้แล้ว จะมีกระสือได้ยังไงคะ”
“คุณปัณจะไม่เชื่อพวกเราก็ได้ค่ะ แต่ช่าขอเตือน...ถ้าไม่อยากมีพี่สะใภ้เป็นปีศาจล่ะก็ บอกให้คุณพลเลิกยุ่งกับนังนลินจะดีกว่า
ปัณรีคิดตามฉัตรฉาย แต่ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี

คืนเดียวกันนั้น อชินีนอนพักอยู่บนเตียงในห้อง สักพักหนึ่งประตูห้องก็เปิดออก เห็นพนิชเดินเข้ามา เขามองไป เจอแฟ้มงานของอชินีก็หยิบมาเปิดดู ถามอชินีรีบๆ
“อุ้ม พวกทีมสำรวจกลับมาอีกทีวันไหน”
“อีก 2-3วัน มีอะไรรึเปล่า”
พนิชไม่ตอบ แต่คุ้ยแฟ้มงานอชินีอีกอันหนึ่งออกมาแล้วเปิดไล่ดู อชินีลุกขึ้นมาดู
พนิชเปิดแฟ้มต่อโดยไม่สนใจ จนมาสะดุดที่เอกสารหน้าหนึ่งเป็นรูปรายละเอียดมรกตที่ขุดค้นเจอ เป็นอันเดียวกันกับที่นลินเคยขโมยมาให้ตน พนิชชี้ที่รูป
“ใช่จริงๆ ด้วย...มันต้องมีมากกว่านี้อีกแน่ๆ”
อชินีงง “คุณพูดถึงอะไรเนี่ย”
พนิชจับไหล่อชินี มองรอบห้อง จนแน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินจึงบอกกับอชินี
“มรกตนี่นลินเคยช่วยผมเอามันออกไปขาย ผมคิดว่าที่ปราสาทต้องมีสมบัติซ่อนอยู่อีก”
อชินีฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ ผลักพนิชออก
“คุณจะเข้าไปขโมยของงั้นเหรอ”
อชินีเริ่มโวยวายเสียงดัง พนิชรีบปิดปากอชินีไว้แทบไม่ทัน
“ฟังก่อน ผมไม่ได้ขโมย แค่ยืมออกมาขาย มีเงินแล้วค่อยไถ่คืน”
อชินีสะบัดมือพนิชออก “ไม่ ฉันไม่อยากติดคุก”
“ไม่ติดหรอก จะไม่มีใครรู้ ผมถึงต้องให้คุณช่วยไง ถ้าเป็นคุณจะแอบเอาออกมาซักกี่ชิ้นก็ได้ เสี่ยงหน่อยแต่มีกินสบายไปทั้งชาติ ไม่ดีเหรอ” พนิชพยายามโน้มน้าวคนรัก
“นี่คือวิธีหาเงินของพีทงั้นเหรอ”
พนิชไม่พอใจ “แล้วจะให้หาวิธีไหน ผมเพิ่งออกจากงาน คุณก็ได้เงินเดือนไม่เท่าไหร่ ถ้าไม่ทำแบบนี้เมื่อไหร่เราจะสบายล่ะ”
อชินีเบือนหน้าหนี แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและหวั่นกลัว
“ฉันกลัว”
พนิชเดินเข้าไปกอดอชินี พูดหว่านล้อม
“คุณทำได้ แค่ช่วยผมครั้งนี้เท่านั้น ถ้าเรามีเงินเราจะได้เอามันไปสร้างครอบครัวด้วยกัน เราจะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขแบบที่คุณฝันไง”
พนิชกอดอ้อน จนอชินีชักเริ่มลังเล

เช้าวันใหม่ อชินีออกจากห้องพักเดินลงเรือนมารอรับทีมสำรวจ ขณะกำลังจะเดินไปรอที่หน้าบ้าน แต่กลับถูกปัณรีขวางทางไว้ก่อน อชินีตกใจนิดๆ
“คุณ มีอะไรกับฉันเหรอ”
“ฉันมีเรื่องจะคุยกับคุณก่อนพวกพี่ตฤณจะกลับมา”
“เรื่องอะไร...ถ้าไม่สำคัญฉันไม่คุยนะ”
“สำคัญสิ แล้วก็มีคุณคนเดียวที่ตอบฉันได้ด้วย”
“ฉันจะช่วยอะไรได้”
ปัณรียิ้มเยือกเย็น ท่าทีแปลกๆ
“เล่าเรื่องแปลกๆของคุณลินที่รู้มาให้ฉันฟังหน่อยสิ”
อชินีประหลาดใจมาก

ในเวลาต่อมา ทีมสำรวจกลับมาถึงแล้ว และกำลังทยอยขนของลงจากรถ
ตฤณฤทธิ์ขนกระเป๋าลงเผลอหันไปสบตานลิน ต่างคนต่างชะงักไป ด๊อกเตอร์รูปงามช่วยยกกระเป๋านลินลงมา แล้วเดินแยกออกไปโดยไม่ได้พูดอะไร
มธุรสลอบมองทั้งสองคนอยู่ เช่นเดียวกับบุรัณย์ เขาอ่านออกว่ามธุรสคิดอะไรอยู่ เสชวนขึ้นห้องพัก
“เข้าบ้านเหอะรส ร้อนจนจะละลายแล้วเนี่ย”
มธุรสพยักหน้ารับเอาคำ พลางเดินตามบุรัณย์ขึ้นเรือนไป วิศวัตตามไปติดๆ กัน
กวิตาดึงแขนนลินไว้ให้เดินลงไปด้วยกัน ผ่านอชินีที่แสร้งยิ้มมาให้ กวิตาเชิดใส่แล้วลากนลินไปนั่งอีกมุม
อชินียิ้มเยาะ มองไปทางปัณรีที่ถือถาดใส่แก้วน้ำเดินเข้ามาเสิร์ฟให้ทุกคนในทีม
“ทุกคนกินน้ำก่อนนะคะ มาถึงเหนื่อยๆ นี่ของพี่ตฤณค่ะ”
ปัณรียื่นแก้วน้ำให้ตฤณฤทธิ์ ก่อนจะตามด้วยคนอื่นๆ
พลเพิ่มกับฌาณลงตามมาสบทบ ปัณรียื่นแก้วน้ำให้ พลเพิ่มเห็นปัณรีแปลกว่าทุกวัน
“พระอาทิตย์จะตกทางทิศตะวันออกแล้วมั้ง เธอมาเสิร์ฟน้ำเนี่ย”
ปัณรีพรายยิ้มนึกถึงเรื่องที่คุยกับอชินีตอนเช้า
“เรื่องกระสือฉันไม่แน่ใจค่ะ แต่ฉันเคยเห็นยัยนลินมีปานตรงคอด้านหลัง ไม่เชื่อคุณปัณลองพิสูจน์สิคะ”
นึกแล้วปัณรียิ้มนิดๆ ไม่ตอบพี่ชาย เดินไปหานลินที่นั่งอยู่ตรงเก้าอี้สนามกับกวิตา
“คุณลินคะ น้ำ...ว้าย”
ปัณรีแกล้งทำน้ำหกใส่นลินตรงคอด้านหลัง นลินกับกวิตาลุกขึ้นด้วยความตกใจ ปัณรีทำเป็นเข้าไปดูนลินอย่างห่วงใย
“ขอโทษค่ะคุณลิน ปัณไม่ตั้งใจ ปัณเช็ดให้นะคะ”
นลินยังอึ้งๆ ตั้งตัวไม่ถูก ปัณรีได้จังหวะปัดผมด้านหลังนลินขึ้นดู พบว่าคอด้านหลังนลินมีรอยปานอยู่จริงๆ
ทุกคนพากันหันมามองนลินกันหมด ปัณรีอึ้งไป กวิตาเข้ามาดันตัวปัณรีออกไปรวบผมนลินลงมาปิดรอยปานที่คอ หันไปลาตฤณฤทธิ์
“ด็อกเตอร์คะ ฉันขอพาลินกลับไปเปลี่ยนเสื้อที่บ้านนะคะ”
“ทำไมต้องไปถึงบ้านล่ะคะ เปลี่ยนที่นี่ก็ได้” ปัณรีท้วง
“ไม่เป็นไรค่ะ บ้านลินอยู่แค่นี้เอง” เธอหันไปหาตฤณฤทธิ์อีกครั้ง “ฉันขอตัวนะคะ”
พร้อมกับว่ากวิตาคว้ากระเป๋าแล้วพานลินเดินออกไปเลย
ตฤณฤทธิ์สังเกตท่าทีแปลกๆของทั้งคู่ ปัณรีนึกเจ็บใจที่ยังเห็นรอยปานไม่ชัด
พลเพิ่มแอบมองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ สงสัยว่าปัณรีตั้งใจทำอะไร

นลินกับกวิตาเดินมาตามทาง กลับบ้านยายเพียรด้วยกัน รอจนพ้นบ้านกำนันมาไกลพอควร กวิตามองหน้านลินแล้วถอนใจเฮือกใหญ่ บ่นออกมา
“คราวหลังแกต้องระวังมากกว่านี้นะ”
“ระวังอะไร” นลินงง
“เรื่องน้ำหกนี่ไง ฉันรู้สึกนะว่ามีคนพยายามจับจ้องตลอดว่าแกทำอะไร ยัยคุณปัณนี่ไม่ได้มาดีกับแกแน่นอน”
“แต่เดี๋ยวนี้เขาก็ดีกับฉันนะ”
“แกไว้ใจคนอื่นมากไปอีกแล้ว ตอนไอ้พีทแกยังไม่เข็ดหรือไง ไม่ใช่เพราะไว้ใจมันมากเหรอ มันถึงตามรังควานไม่เลิกแบบนี้”
“แต่พีทไม่ใช่คุณปัณนะต้า” นลินแย้ง
“จะใครแกก็ต้องระวัง ถ้าไม่อยากถูกจับได้ ฉันเสร็จงานก็ต้องกลับกรุงเทพฯ จะอยู่ช่วยแกได้อีกเท่าไหร่”
นลินหยุดเดิน สีหน้าเริ่มกังวลขึ้นมา
“ถ้าถูกจับได้จริงๆ ฉันจะทำอะไรได้ล่ะ นอกจากแก ป้าตี ป้านวลก็ไม่มีใครช่วยฉันได้แล้ว”
กวิตาหน้าเศร้าลง พยายามนึก
“งั้น...ด็อกเตอร์ตฤณล่ะ”
นลินแปลกใจ “เขาเกี่ยวอะไรด้วย”
“ฉันดูออกนะ ด็อกเตอร์เขาชอบแกมาก ฉันว่าถ้าแกบอกความจริงไป จะดีกว่าให้เขารู้เอง เขาต้องช่วยแกแน่นอน”
นลินหน้าเศร้าลง “เขาไม่มีวันรับได้หรอก”
“ไม่ลองแล้วแกจะรู้เหรอลิน”
“ขนาดตาของฉันยังทิ้งยายไปเพราะรู้ว่ายายเป็นกระสือ พ่อก็ต้องพาฉันหนีมาจากแม่ ไม่มีใครทำใจรักปีศาจได้ลงหรอก”
น้ำเสียงนลินเศร้าลง หันหน้าหนีกวิตาแล้วเดินนำไป กวิตามองตามอย่างสงสารและเห็นใจนลิน

ทางด้านปัณรีเดินหงุดหงิดอยู่ในสวนริมบ้านกำนันสิน ครุ่นคิดเรื่องรอยแผลนลินตรงคอด้านหลัง พอจะเดินต่อ ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากอีกมุมของสวน
“ผมส่งคนไปเฝ้ารอบปราสาทไว้แล้ว คุณพลเพิ่มพร้อมเมื่อไหรก็สั่งมาได้เลยครับ”
ปัณรีรีบฉากหลบตรงพุ่มไม้ มองไปเห็นพลเพิ่มคุยอยู่กับกำนันสิน และ ฌาณ หน้าเครียดกันอยู่
พลเพิ่มสั่งการกับกำนันสินน้ำเสียงจริงจัง
“ให้คนขนของออกมาเลย เราต้องเร่งมือก่อนตำรวจจะกลับเข้าไป”
“ครับ...จะว่าไป ด็อกเตอร์ตฤณฤทธิ์ก็ร้ายใช่ย่อย เห็นเป็นอาจารย์ท่าทางติ๋มๆ ไม่คิดว่าจะกัดไม่ปล่อย” กำนันสินว่า
“แถมมันยังฉลาด ไม่ยอมช่วยเราเปิดห้องลับที่กำแพงปราสาทด้วย” ฌาณเสริม
“อาจารย์คิดว่าด็อกเตอร์ตฤณจะเปิดห้องนั้นได้เหรอ”
“ผมรู้สึกได้ตอนมันสัมผัสกำแพง เหมือนมีพลังงานบางอย่าง...แต่คงมีเงื่อนไขที่ทำให้มันไม่ยอมเปิด เราอาจจะต้องรอ”
“ผมไม่อยากเสียเวลา ผมจะกลับเข้าไปปราสาทอีก พรุ่งนี้เลย”
“นายคิดจะทำอะไรครับ”
“ถ้าไสยศาสตร์เปิดไม่ได้ เราก็ทุบมันซะ”
พลเพิ่มพูดเสียงเครียด กำนันสินกับฌาณพยักหน้ารับเอาคำ
ปัณรียืนอึ้งอยู่ตรงมุมห้องได้ยินทุกอย่าง

บ่ายคล้อยจวนเย็น
พนิชเดินทางเข้ามาในป่ากับนายธรรม ชาวบ้านที่เข้ามาหาของป่า ซึ่งพนิชจ้างให้มานำทาง ธรรมนั้นเดินนำไปอย่างรวดเร็ว พนิชพยายามจ้ำตามแต่ก็ยังตามไม่ค่อยทัน ไม่นานพนิชก็เริ่มหอบหมดแรง ตะโกนให้ธรรมหยุด
“นี่หยุดก่อนได้ไหม เดินมาตั้งไกลยังไม่ได้พักเลย”
ธรรมหยุดเดิน หันมาดูพนิช
“ไม่ได้ แดดเริ่มคล้อยแล้ว ผมแค่คนหาของป่าขาย ไม่ชำนาญทางเท่าพราน เดี๋ยวมืดจะไปต่อไม่ได้”
“แค่แป๊บเดียว ไม่ทำให้สายหรอก เงินฉันก็จ่าย อย่าบ่นนักเลย”
“มัดจำครึ่งเดียวไม่เรียกจ่ายหรอกคุณ”
“ก็เดี๋ยวจ่ายที่เหลือให้ไง ฉันมาทำงาน ไม่ได้เข้าป่าบ่อย เห็นใจกันบ้าง”
“อยากพักก็ได้ แค่สิบนาทีนะ”
ธรรมบ่นอย่างรำคาญแล้วแยกไปนั่งพักอีกทาง พนิชเดินไปนั่งแถวต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เอามือนวดแข้งขาตัวเองเซ็งๆ หยิบขวดน้ำมาดื่มแก้กระหาย
พนิชเอนตัวพิงต้นไม้กะจะงีบเอาแรง จู่ๆ มีเสียงสวบสาบดังขึ้น พนิชสะดุ้งมองหาเสียงหันไปถามธรรม
“เสียงอะไร”
ธรรมไม่ตอบ จุ๊ปากเชิงบอกให้เงียบแล้วย่องมาหาพนิช
พนิชเงี่ยหูฟังอีกรอบ เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ธรรมดึงแขนพนิชพาไปหลบในพุ่มไม้ใกล้ๆ เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาอีก พนิชมองลอดผ่านพุ่มไม้ไป เห็นอะไรบางอย่าง

ฝ่ายพลเพิ่มเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนตัวเอง เจอปัณรีนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานก็แปลกใจ
“นั่งนิ่งไม่พูดไม่จา เสิร์ฟน้ำจนเหนื่อยรึไง”
“ปัณไม่เหนื่อยหรอก ต้องถามพี่พลมากกว่าทำงานมาเหนื่อยรึเปล่า”
“วันนี้มาแปลกนะ รู้จักเป็นห่วงพี่ด้วยเหรอ จะมาขออะไรอีกล่ะ”
“ปัณไม่อยากได้อะไร แต่แค่อยากให้พี่พลตอบคำถามตรงๆ ได้ไหมล่ะ”
พลเพิ่มมองปัณรีอย่างแปลกใจ ปัณรีลุกเดินมาจ้องหน้าพี่ชายใกล้ๆ
“อยากรู้อะไรก็ถามมาเลย งานพี่ยุ่ง”
“มันยุ่งมากเลยเหรอ ไอ้งานขโมยสมบัติชาติน่ะ”
พลเพิ่มชะงักอึ้งไปชั่วขณะหนึ่ง “ปัณพูดเรื่องอะไร”
“ปัณได้ยินพี่พลคุยกับกำนันสินหมดแล้ว”
ปัณรีจ้องหน้าพี่ชายอย่างคาดคั้น พลเพิ่มยังนิ่งอยู่
“เรื่องจริงใช่ไหมพี่พล บอกปัณมาสิ บอกมา”
ปัณรีผลักพลเพิ่มจนเซไป พอตั้งหลักได้พลเพิ่มก็หันมาหาน้องสาว บอกเสียงเข้ม
“ที่เรามีกินมีใช้สุขสบายอย่างทุกวันนี้ มันมาจากไหนล่ะปัณ”
“แต่พี่พลมีตำแหน่งหน้าที่ มีหน้ามีตาอยู่แล้วนี่”
“แล้วมันพอให้เราอยู่อย่างสุขสบายไหมล่ะ วันๆ เราใช้เงินเท่าไหร่ แค่สมบัติพ่อแม่ใช้แล้วก็หมดไปเรื่อยๆ แต่งานนี้มันเป็นเรื่องธุรกิจ เงินต่อเงิน และถึงพี่ไม่ทำ คนอื่นก็ทำอยู่ดี”
ปัณรีจิกมือกับกระโปรงตัวเองแน่น
“พี่พลไม่ต้องแก้ตัวยืดยาวหรอก”
พลเพิ่มมองอย่างสังเกตท่าที ปัณรียิ้มเหี้ยม
“ปัณไม่สนว่าพี่พลจะทำอะไร ปัณแค่ต้องได้ในสิ่งที่ปัณอยากได้ ถ้าพี่พลให้ปัณ ปัณจะช่วยพี่พลทุกอย่าง”
“เธอ...ต้องการอะไร”
ปัณรีจดสายตามองหน้าพลเพิ่ม ยื่นข้อมือออกไปตรงหน้าเขา บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“กำไลโบราณวงนั้น”
พลเพิ่มอึ้งไป

ฝ่ายพนิชซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้กับธรรม มองลอดออกไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านไป รอสักพักอีกกลุ่มตามมาพร้อมลังใส่ของจำนวนหนึ่ง ธรรมมองตามพนิช รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
“ผมว่ามันแปลกๆ แล้ว เรากลับหมู่บ้านกันดีกว่าไหมคุณ”
ธรรมจะลุกออกไป แต่พนิชดึงไว้
“ไม่ เรามาถึงนี่แล้ว จะกลับออกไปมือเปล่าได้ยังไง”
“คุณคิดจะทำอะไร”
“เราต้องตามมันไป”
“คุณอยากไปก็ไป ผมไม่เอาด้วย”
ธรรมส่ายหัวท่าทางกลัวหัวหด พนิชอ่านออกจับไหล่ไว้ พูดหว่านล้อม
“นายจะปล่อยให้โจรพวกนั้นมาสมบัติชาติไปเหรอ ของพวกนั้นมูลค่าเท่าไร รู้รึเปล่า”
“รู้ แต่ผมกลัว ถ้ามันจับได้ เราซวยแน่”
“ไม่ต้องกลัว แกช่วยฉันทำตามแผน ที่เหลือฉันจัดการเอง ถ้าได้เงินรางวัลจากทางการ เราก็เอามาแบ่งกันห้าสิบห้าสิบ”
ธรรมเริ่มลังเล พนิชยิ้มร้าย

ตฤณฤทธิ์อยู่ในห้องกำลังเตรียมเอกสารเรื่องคดี บนโต๊ะเต็มไปด้วยรูปปราสาทบริเวณที่ถูกทุบทำลาย จนมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตฤณฤทธิ์เดินไปเปิดประตู เจอปัณรีเอาขนมมาให้
“ปัณเอามาให้ค่ะ เห็นพี่ตฤณเครียดๆ”
“ขอบคุณครับ”
ตฤณฤทธิ์รับขนมมา เดินเอาไปวางบนโต๊ะ ปัณรียืนมองเงียบๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ปัณอยากปรึกษาอะไรพี่ตฤณหน่อย พอจะมีเวลาไหมคะ”
“ได้สิครับ”
ตฤณฤทธิ์เดินออกมาคุยกับปัณรีตรงหน้าห้อง ปัณรีตีหน้าเศร้า
“ช่วงนี้ปัณเห็นทุกคนทำงานหนักมากเลยค่ะ ทั้งพี่ตฤณทั้งพี่พล ปัณอยากช่วย แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง”
“ถึงช่วยไม่ได้ แต่แค่คุณปัณคอยฟังปัญหาของคุณพลเพิ่มก็น่าจะพอแล้วนี่ครับ”
“เรื่องงานเป็นไปได้นะคะ แต่เรื่องส่วนตัวนี่คงยากหน่อย”
ตฤณฤทธิ์สนใจขึ้นมา
“เรื่องส่วนตัว”
“พี่ตฤณดูออกใช่ไหมคะว่าพี่พลชอบคุณลิน”
ตฤณฤทธิ์ชะงัก ย้อนถามกลับไป “เหรอครับ”
“ปัณน่ะอยากให้พี่พลทำอะไรให้ชัดเจนซักทีน่ะค่ะ ปัณว่าคุณลินก็รู้สึกดีกับพี่พล เลยอยากให้เขาลงเอยกันซักที”
ตฤณฤทธิ์อึกอัก “เรื่องนี้ พี่ก็ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกันครับ”
“นั่นสิคะ มันเป็นเรื่องของคนสองคน เราทำได้แค่แอบเชียร์ แอบเปิดโอกาสให้เขาได้อยู่ด้วยกันบ้าง ก็เท่านั้นเอง”
ตฤณฤทธิ์รู้สึกไม่ชอบใจ แต่เก็บอาการไว้ ปัณรีลอบมองแอบยิ้มเจ้าเล่ห์

ที่แคมป์คนงานของพลเพิ่มกลางป่าลึก เห็นกล่องใส่ของที่ลักลอบขุดมาวางอยู่มุมหนึ่ง ลูกน้องพลเพิ่มคนหนึ่งอยู่เฝ้ายามบริเวณของ
พนิชกับธรรมแอบย่องเข้ามาบริเวณแคมป์ กวาดตามองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
พอสักพักทั้งสองก็มาหลบอยู่พุ่มไม้ ไม่ไกลจากเต็นท์เก็บของ
“นั่นไง ลังที่พวกมันใส่ของ ไปกันเถอะ”
ธรรมพยักหน้า พนิชจะออกไป แต่ดันสะดุดของจึงเกิดเสียงดังขึ้น จ๊อด 1 ในลูกน้องพลเพิ่มหันมาดูทางเสียงแต่ไม่เจอใคร เลยเดินผ่านไป
พนิชใจหายใจคว่ำ รีบตั้งสติ มองหาทางไปต่อ

พนิชกับธรรมย่องมาอีกฝั่ง เข้าใกล้เต็นท์เก็บของมากขึ้นเรื่อยๆ พนิชดีใจจะเข้าไปในเต็นท์ แต่ดันเหยียบใบไม้เสียงดังกรอบ จ๊อดหันมามอง พนิชกะธรรมชะงักตัวแข็งทื่อรีบฉากหลบหลังลังใส่ของ จ๊อดเดินเข้ามาใกล้ตรงที่พนิชอยู่ ตะโกนถาม
“ใคร”
เสียงฝีเท้าลูกน้องพลเพิ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พนิชตัวเกร็ง กลัวไปหมด จนมีอีกเสียงดังขึ้น
“ไอ้จ๊อด”
จ๊อดหยุดเดิน เห็นชัยเดินเข้ามาเรียก
“ไปกินข้าวได้แล้ว”
“เออ เดี๋ยวกูไป”
จ๊อดมองตรงจุดที่พนิชอยู่อีกรอบ ยังไม่เห็นอะไรเลยเดินตามเพื่อนไป
พนิชถอนหายใจโล่งอก

สองคนได้จังหวะพากันลอบเข้ามาในเต็นท์ พนิชมองไปเห็นลังวางกองอยู่เต็มไปหมด ธรรมตามหลังมา ท่าทีหวาดกลัวมากขึ้น พูดเร่งพนิช
“รีบหาของที่คุณว่าเร็วๆ ก่อนพวกมันจะมาเห็น”
“ไม่ได้ยินหรือไง พวกมันไปกินข้าว ยังไม่กลับมาหรอก ทางสะดวกแล้ว”
พนิชยิ้มกระหยิ่ม เดินมองหาลังที่ตัวเองอยากดูแล้วยกมันลงมา
“งัดลังออกมา”
ธรรมหยิบแชลงออกมา ช่วยพนิชงัดลัง พนิชมองลุ้นๆ ลังถูกเปิดออกพบว่าในลังมีเครื่องประดับและของใช้โบราณวางเรียงอยู่มากมาย พนิชมองอย่างตะลึงตะไล
“นี่มัน...ของเก่าทั้งนั้นเลยนี่”
พนิชไม่สนใจธรรม รีบหยิบของพวกนั้นขึ้นมามองตาวาว พนิชรีบโกยของลงกระเป๋าตัวเอง ธรรมสงสัยท่าทีของพนิช
“คุณจะทำอะไร”
“เก็บหลักฐานไปให้ตำรวจไง แกก็ช่วยฉันสิ เร็วๆ”
ธรรมพยักหน้างงๆ ก้มลงหยิบของให้พนิช แต่พอเงยหน้าขึ้นมองก็นิ่งงันไป
“ยืนงงอะไรอีก ส่งมานี่สิวะ”
พนิชยื่นมือไปรับของ เห็นธรรมยืนนิ่งตาโตก็หงุดหงิดจะต่อว่า แต่ต้องชะงักอึ้งไป เมื่อมีมือใครคนหนึ่งจ่อปืนใส่หัวเขา

เช้าวันต่อมา นลินเดินมาส่งกวิตาที่บ้านกำนันสิน กวิตาลากกระเป๋าเสื้อผ้ามาด้วย เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ อชินีเดินลงมาจากบ้านกำนันพร้อมกระเป๋าข้าวของเช่นกัน
พอเจอหน้ากันสองสาวก็ทำท่ามึนตึงใส่กัน กวิตามองหาพนิชแต่ไม่เจอ
“ไอ้พีทยอดรักเธอไม่มาส่งเหรอ หายหัวไปไหนล่ะ”
“กลับกรุงเทพไปแล้ว มีงานต้องทำ” อชินีโกหกไป
“คนอย่างมันทำงานเป็นด้วยเหรอ นึกว่าเก่งแต่เกาะชะนีกินไปวันๆ ซะอีก”
นลินดึงแขนกวิตาเชิงปราม อชินีขึงตามองกวิตา
ไม่นานนักกลุ่มตฤณฤทธิ์ พลเพิ่ม ฌาณและปัณรีก็ตามกันลงมาจากบนเรือน
ปัณรีตามมาส่งพลเพิ่ม พอเห็นนลินก็ปรี่เข้ามาทักทายทันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“คุณลิน พี่พลเพิ่งบ่นว่าอยากเจอคุณลินอยู่เมื่อกี้ คุณลินก็มาเลย บังเอิญจังค่ะ”
“ฉันมาส่งเพื่อนค่ะ กำลังจะกลับกรุงเทพฯ เหมือนกัน”
นลินอึกอัก มองหน้าตฤณที่ยืนอยู่ด้วยท่าทีอึดอัด และไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ยัยปัณพูดเล่นไปเรื่อยน่ะครับ คุณลินอย่าใส่ใจเลย” พลเพิ่ม
ปัณรีจะเถียง แต่นลินพูดขึ้นมาก่อน
“ไม่เป็นไรค่ะ ลินก็ดีใจที่เจอคุณพล ขอบคุณที่ช่วยเรื่องงานที่กรมนะคะ”
“ผมยินดีช่วยคุณลินเสมอครับ”
เห็นนลินยิ้มให้พลเพิ่ม ตฤณยิ่งอึดอัด พลเพิ่มหันมาบอกลาตฤณฤทธิ์
“ผมต้องกลับเข้าเมืองก่อน ถ้ามีอะไรผมจะติดต่อหาคุณ”
“บางทีถ้าผมติดสอนอาจจะติดต่อยากสักหน่อย อดีตเจ้าหน้าที่กรมบางคนน่าจะช่วยคุณได้มากกว่า”
ตฤณฤทธิ์ส่งสายตามองไปยังนลินจงใจพูดประชด นลินรู้ทันประชดกลับหันไปยิ้มให้พลเพิ่ม
“ยินดีค่ะ ถ้ามีอะไรที่พอช่วยได้ ติดต่อลินทันทีเลยนะคะ”
พร้อมกับว่านลินยื่นมือให้พลเพิ่มจับ พลเพิ่มยิ้มยื่นมือไปจับอย่างยินดี
ตฤณฤทธิ์ไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้ ปัณรีลอบยิ้มสมใจที่เห็นตฤณฤทธิ์ออกอาการหงุดหงิด

ส่วนที่แคมป์กลางป่า ธรรมถูกปืนจ่ออยู่ น้ำถูกสาดใส่หน้าพนิชที่เวลานี้โดนมัดโยงอยู่กับต้นไม้ใหญ่ข้างแคมป์ พนิชสะดุ้งลืมตาขึ้นมองไปเห็นจ๊อดเดินเข้ามาหา สภาพพนิชเวลานี้ถูกซ้อมยับเยินไปทั้งตัว หน้าตามีแต่รอยฟกช้ำเต็มไปหมด จ๊อดจิ้มหน้าผากพนิช ถามกวนๆ
“ตื่นแล้วเหรอ ไอ้หัวขโมย”
พนิชหันมามองหน้าจ๊อด สายตาโกรธๆ
“พวกมึงตั้งหากที่เป็นขโมย คิดว่ากูไม่รู้เหรอว่าพวกมึงทำอะไร”
ลพโมโหเอาปืนฟาดปากพนิชอย่างแรง
“ปากดีนักนะมึง แอบเข้ามาขโมยของนายกู รู้ไหมว่ามึงทำแบบนี้แล้วจะเจออะไร”
จ๊อดทำทำท่าจะยิงทิ้งทั้งสองคน ธรรมตกใจร้องไห้ขอชีวิต
“อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันกลัวแล้ว ฮือ...”
พนิชยังปากเก่งใส่ “ปล่อยพวกกูไป แล้วกูจะไม่เอาเรื่อง แต่ถ้ากูเป็นอะไรไป พวกมึงไม่รอดแน่”
“ไอ้นี่รู้มาก แถมยังปากเก่งด้วยว่ะ จัดการมันเลยดีไหม” ชัยบอก
“ไม่ต้อง นายสั่งไว้ว่าอย่าให้มันตาย ต้องพามันไปหานายก่อน” จ๊อดว่า
พนิชตาโต
“น...นายมึงเป็นใคร”
ลูกน้องคนแรกพยักพเยิดให้อีกคนกระชากตัวพนิชลุกขึ้นไปพร้อมธรรม

บริเวณกลางแคมป์ กลุ่มชายฉกรรจ์หลายคนยืนล้อมรอบใครบางคนที่หันหลังอยู่ พนิชกับธรรมถูกลากออกมา ก่อนจะถูกกดให้นั่งลง
“นายครับ ไอ้นี่แหละครับที่มันจะขโมยของนาย” ลพ ลูกน้องพลเพิ่มบอก
พนิชมองตามไป นายของชายกลุ่มนั้นค่อยๆ หันมา พอพนิชเห็นว่าเป็นใครก็อึ้งไป
พลเพิ่มมองหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยเย็นชา เดินเข้าไปใกล้ๆ ยิ้มหยัน
“นึกว่าใคร”
“แก...ไอ้พลเพิ่ม”
“ใจกล้าไม่เบาที่เข้ามาได้...หวังจะเจออะไรงั้นเหรอ”
พนิชกระตุกยิ้มมุมปาก ตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้าน
“เจอไอ้พวกที่หน้าฉากทำเป็นใจบุญ แต่เบื้องหลังทำเรื่องชั่วๆไว้เพียบล่ะมั้ง”
พลเพิ่มหัวเราะ “แล้วที่แกแอบเข้ามาที่นี่เป็นการปกป้องสมบัติพวกนั้นงั้นเหรอ แกไม่ใช่คนแบบนั้นนี่ บอกมาดีกว่า...แกต้องการอะไร”
พลเพิ่มกระชากคอเสื้อพนิชถามเป็นเชิงขู่ พนิชชักเริ่มกลัว ขณะที่ธรรมยกมือไหว้ปลกๆ
“ฮือ ผมไม่เกี่ยว อย่าทำอะไรผมเลย ผมมีลูกเมียต้องดูแล อย่าทำผม...”
ธรรมเริ่มร้องไห้ พนิชอึ้งไป คิดหาทางเอาตัวรอด
“ผมจะบอก แต่...ผมมีข้อต่อรอง”
“ระวังมันเล่นแง่กับเรานะนาย” ฌาณว่า
พลเพิ่มยกมือห้ามฌาณ ถามพนิชอีกรอบ
“ว่ามา”
พนิชพยักพเยิดไปที่มือถือของตัวเองที่ลูกน้องพลเพิ่มถืออยู่
“ในโทรศัพท์ผมอัดเสียงตอนคุณคุยกับกำนันสินไว้ ว่ากำลังจะเอาสมบัติพวกนี้ไปขาย ผมส่งคลิปเสียงไปเก็บไว้อีกที่แล้ว ถ้าผมเป็นอะไรไป ข้อมูลทั้งหมดจะถึงมือตำรวจ แต่ผมจะลบมันทิ้งทั้งหมด ถ้าคุณยอมให้ผมร่วมมือด้วย”
“ร่วมมืองั้นเหรอ”
พนิชชี้ไปที่ลัง “แบ่งสมบัติพวกนั้นให้ผม แล้วทุกอย่างจะเงียบ”
พลเพิ่มมองจ้องพนิชนิ่งๆ แล้วทำมือเป็นสัญญาณให้ลูกน้องลดปืนลง
พนิชยิ้มกริ่ม มั่นใจว่าตนรอดแน่

เช้าวันต่อมา บริเวณชายป่า
ผันเดินย่ำมาตามชายป่า ในมือหิ้วตะกร้ามาเก็บของป่า สักพักหนึ่งก็เจอ ก้มลงเก็บพืชป่าแถวนั้น แต่พอเก็บขึ้นมาก็เห็นว่ามือตัวเองเปื้อนเลือด ผันก้มลงมองด้วยสีหน้าประหลาดใจ มองสำรวจไปที่พื้นพบว่าตรงพุ่มไม้ไม่ไกลจากที่เขายืน มีร่างผู้ชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่
ผันมองตกใจ วางตะกร้าทิ้งไว้แล้วเดินไปดู เข้าไปดูใกล้ๆ เอามือสะกิดเรียก ทว่าร่างนั้นไม่ขยับ
“คุณ เป็นอะไรรึเปล่า คุณ”
ผันมองด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ เอามือสะกิดอีกรอบชายคนนั้นก็ยังนิ่ง คราวนี้เลยเอื้อมมือไปจับตัวไว้ ก่อนจะค่อยๆ พลิกร่างนั้นกลับขึ้นมา พอเห็นสภาพร่างกาย ผันก็ผงะร้องลั่น
“อ๊ากกกก”
ที่แท้เป็นศพพนิชในสภาพนอนตายตาเบิกโพลง เลือดเปรอะเต็มตัว น่าสยดสยอง 

บริเวณท้องถูกคว้านออกจนกลวงโบ๋ ตับไตไส้พุงหายไปจนสิ้นราวกับโดนสัตว์ร้ายขย้ำกระนั้น

อ่านต่อตอนที่ 17


กำลังโหลดความคิดเห็น...