xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่11 ชลันตีกับนวลลุยป่าช่วยกระสือนลิน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่11 ชลันตีกับนวลลุยป่าช่วยกระสือนลิน
บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

ฌาณสวดมนต์งึมงำๆ อยู่นั้น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ดังก้องไปทั่วราวไพ ทุกคนหน้าตาตื่นมองหาต้นเสียง บุรัณย์ยกกล้องขึ้นถ่ายวิดีโอตามเสียงนั้น ด้วยสัญชาติญาณนักข่าว

พลเพิ่มมองไปทางหนึ่งอย่างมั่นใจ “เสียงดังมาจากทางโน้น”
“มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า” บุรัณย์ตั้งข้อสังเกต
“นั่นมันเสียงของนังผีร้าย” ฌาณบอก
ตฤณฤทธิ์ค้านด้วยไม่เชื่อ “ผมว่าอาจจะเป็นเสียงของคุณลินก็ได้ เรารีบตามหากันจะดีกว่า”
“มันไม่ใช่เสียงคน”
ฌาณหลับตาแล้วสวดมนต์ต่อ
“นะโมพุทธายะ มะพะ ทะนะ ภะกะสะจะ...”
“คุณลินอาจจะตกอยู่ในอันตราย หรือเจอเข้ากับสัตว์ร้ายก็ได้นะ” ตฤณฤทธิ์มีท่าทีกังวลมาก
พลเพิ่มเห็นด้วย “ผมว่าด็อกเตอร์พูดก็ถูก คุณลินอาจจะต้องการความช่วยเหลืออยู่ก็ได้ เราออกตามหากันดีกว่า พรานรีบนำทางพวกเราไปที”
ฌาณลืมตาขึ้น “ผมก็กำลังหาทางช่วยอยู่นี่ไง”
พรานหนุ่มบอกกับพลเพิ่มว่า “ในป่านี้กลางคืนมันอันตรายมากนะท่าน สิ่งที่เรามองไม่เห็นเราไม่สามารถคาดเดาได้ รออาจารย์ฌาณดีกว่า”
ตฤณฤทธิ์กับพลเพิ่มท่าทางร้อนรนเอาไฟฉายส่องมองหานลินตามเสียง บุรัณย์ถ่ายวิดีโอเก็บภาพไปรอบๆ แล้วทำท่าตกใจ เหมือนเจอเข้ากับอะไรบางอย่าง ชี้ไปทางเสียงโหยหวนนั้น
“ผมเห็นเงาในกล้องอยู่ทางโน้น”
ฌาณเตือนบุรัณย์ “อย่าได้ทักในสิ่งที่เห็นในป่าเด็ดขาด ถ้ายังอยากกลับออกไป นำทางตามเสียงไปเลยพราน อีกไม่ไกลจะได้เห็นกัน”
ทุกคนออกเดินไปทางเสียงโดยมีพรานหนุ่มเดินนำ แสงจากไฟฉายส่องนำทาง

ที่แท้กระสือนลินพยายามจะกลับเข้าร่างที่นอนนิ่งอยู่กับพื้น แต่ด้วยเสียงสวดมนต์ของฌาณนั่นเองทำให้เธอเข้าร่างไม่ได้ ได้แต่กรีดร้องโหยหวน ด้วยความความเจ็บปวดทรมาน นลินพยายามจะเข้าร่างอีกครั้ง แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างดึงกระชากส่วนหัวกับไส้ให้ลอยออกไปจากร่าง เสียงสวดมนต์ยังดังอย่างต่อเนื่อง
“นะโมพุทธายะ มะพะ ทะนะ ภะกะสะจะ...”
กระสือนลินดิ้นทุรนทุรายต่อสู้กับแรงของมนต์

ทีมสำรวจปราสาท ทุกคนกำลังเร่งฝีเท้าเดินรีบร้อนตรงมาทางที่ร่างไร้หัวของนลินนอนอยู่ ใกล้เข้ามาๆ ทุกขณะ จู่ๆ ฌาณก็หยุดกึก กวาดสายตามองไปรอบๆ
“แกหนีข้าไปไหนไม่ได้หรอกนังผีร้าย”
พวกตฤณฤทธิ์ พลเพิ่ม บุรัณย์ พรานหนุ่ม หยุดมองด้วยสีหน้าสงสัยกันทั้งแถบ
ฌาณยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินนำขึ้นมาหยุดที่ด้านหน้าของทุกคน
“ทุกคนหยุด ถอยไปก่อน นั่นมันแสงของนังกระสือ”
ไวเท่าความคิด บุรัณย์รีบแพนกล้องถ่ายวิดีโอตามทางที่ฌาณชี้ไป
ฌาณล้วงมือลงไปในย่าม แล้วหยิบเบี้ยแก้ขึ้นมาหลับตาลง พนมมือขึ้นสวดมนต์
“นะโมพุทธายะ มะพะ ทะนะ ภะกะสะจะ...”

ยิ่งเดินไป เสียงร้องโหยหวนดังอยู่ใกล้ๆ นี้เอง
ทันใดนั้นนวลก็โผล่พรวดออกมาจากข้างทาง โถมตัวเข้าหาฌาณ ร้องโอดโอยโหยหวน คล้ายเสียงร้องของนลิน นวลจงใจเกาะตัวฌาณเอาไว้ ร้องเสียงดังให้ช่วย เพื่อให้อีกฝ่ายหยุดสวดมนต์
“ช่วยด้วยค่ะ....ช่วยป้าด้วย...”
ฌาณตกใจผละออก หยุดสวดโดยอัตโนมัติ
แม่บ้านผู้ช่วยกระสือเตรียมการมาอย่างดี เพราะที่คอของยังมีไฟฉายไฟสีแดงๆ แกว่งไปมาตามจังหวะเคลื่อนไหวอีกด้วย
พรานหนุ่มเอาไฟฉายส่องมาดูชัดๆ นวลทำเป็นเอามือป้องหลบแสงไฟ ตฤณฤทธิ์ตกใจที่เห็นเป็นนวล
“ป้านวล...มาได้ไงครับ”
“ป้าวิ่งหนีงูมา เลยหลงกับคุณชลันตี”
“งั้นเสียงร้องเมื่อกี้ก็เป็นเสียง...” พลเพิ่มถามไม่ทันจบคำดีนวลรีบบอก
“เสียงป้าเอง ป้ากับคุณตีเจองูไล่เลยวิ่งไปคนละทาง ป้าเองก็หกล้มข้อเท้าแพลง”
“ป้ารอตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวพวกเรากลับมารับ” ตฤณฤทธิ์บอกพลางหันมาทางบุรัณย์ “ช่วยอยู่เป็นเพื่อนป้านวลหน่อย พวกพี่จะไปตามหาคุณลินกับคุณป้าตี”
บุรัณย์พยักหน้ารับเอาคำ หันไปทางนวล “ป้าอยู่กับผมที่นี่แล้วกัน”
ฌาณเพ่งมองนวลด้วยแววตาสงสัย นวลสบตาตอบกลับอย่างเยือกเย็น

ไม่นานนัก ชลันตีก็พยุงนลินออกมาจากป่า นลินนั้นอยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง โดนกิ่งไม้เกี่ยว มีแผลที่แขนและเท้า เดินกระเผลกๆ สีหน้าอ่อนเพลียอย่างหนัก ทุกคนมองเห็นสองคนต่างก็พากันตกใจ
ตฤณฤทธิ์ กับ พลเพิ่ม ร้องอุทานขึ้นมาพร้อมๆ กัน “คุณลิน”
สองหนุ่มหันมามองหน้ากัน ตฤณฤทธิ์มองนลินด้วยความห่วงใย ถอดเสื้อแจ็กเก็ตออกจะเดินไปสวมให้นลิน แต่ถูกพลเพิ่มตัดหน้าเดินถอดเสื้อคลุมไปห่มให้นลิน และช่วยประคองนลินจากชลันตี
ตฤณฤทธิ์หน้าเสีย

กองไฟหน้าเต็นท์ใหญ่กำลังปะทุสว่างวาบขึ้นไปทั่วลาน
พรานหนุ่มกับบุรัณย์ช่วยกันประคองป้านวลเข้าไปในเต็นท์ใหญ่เพื่อทำแผล ฌาณรีบเดินไปเปิดไฟให้ แสงไฟจากหลอดไฟเดินป่าสว่างขึ้น
พลเพิ่มกับตฤณฤทธิ์ช่วยกันประคองนลินตามเข้ามาติดๆ กัน โดยมีชลันตีคอยดูไม่ห่าง
ฌาณไล่สายตามองดูท่าทีนลิน ชลันตี และนวล ทีละคน อย่างสงสัย นลินมีท่าทีตกใจกลัว สับสน จนไม่กล้าสบตาใคร
ฌาณถามนลินขึ้นว่า “ทำไมถึงวิ่งออกไปแบบนั้น”
นลินอึกอัก “ฉัน...ฉันละเมอค่ะ ฝันเหมือนกำลังวิ่งหนีอะไรบางอย่างน่ากลัวมาก”
ฌาณมองนลินอย่างจับผิด ยื่นเบี้ยแก้ไปให้ตรงหน้า
“งั้นเอาเบี้ยแก้ไว้ป้องกันตัว จะได้ไม่โดนผีร้ายตามรังควาน”
นลินมองเบี้ยแก้ปราดเดียว แล้วรีบทำท่าเจ็บแผลร้องเบาๆ ชลันตีจึงหยิบมาและรีบพูดตัดบทออกตัวให้
“ลินเจ็บแผลเหรอลูก เดี๋ยวป้าเก็บไว้ให้ ทำแผลเสร็จแล้วค่อยใส่นะ”
นลินพยักหน้ารับ ชลันตียิ้มขอบคุณฌาณ “ขอบคุณนะคะ”
ฌาณย้ายเป้ามามองจับผิดชลันตี “คุณชลันตีเข้ามาทำอะไรในป่าดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้ แล้วไปเจอกับคุณลินได้ไง ป่าออกจะกว้าง”
“ฉันเป็นห่วงหลาน เลยชวนนวลเข้ามาดู”
“ที่จริงคุณลินก็ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะครับ”
ตฤณฤทธิ์แทรกขึ้นว่า “ผมว่าให้คุณลินกับป้านวลทำแผลก่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน”
พลเพิ่มบอกกับตฤณฤทธิ์ทันที “เดี๋ยวผมทำแผลให้คุณลินเอง คุณช่วยทำแผลให้ป้านวลก็แล้วกัน”
ชลันตีนึกได้ กลัวทุกคนจะเห็นรอยสีแดงรอบคอนลินรีบตัดบท
“เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ พวกคุณไปพักกันเถอะดึกมากแล้ว”
ทุกคนทยอยลุกเดินออกจากเต็นท์ไป นลิน ชลันตี และนวล มองหน้ากันอย่างโล่งใจ

อรุณรุ่ง พระอาทิตย์ค่อยๆ โผล่พ้นขอบฟ้าไกล สาดแสงไปทั่วราวไพร เห็นฝูงนกบินว่อนออกหากิน
ภายในเต็นท์ใหญ่ กวิตาซึ่งหลับเป็นตาย พลิกตัวหันหน้ามาติดกับป้านวลแค่คืบ กวิตารู้สึกอึดอัดแปลกๆ จึงค่อยๆลืมตาขึ้นมาช้าๆ พอเห็นป้านวลนอนอยู่ ก็ตกใจลุกพรวดขึ้นนั่ง มองซ้ายมองขวาเห็นชลันตีนอนอยู่ด้วย กวิตาไม่อยากเชื่อ เอามือขยี้ตาแล้วหันมองอีกครั้ง คราวนี้นวลลืมตาขึ้นมามอง
กวิตางงไม่หาย “ป้านวลกับป้าตีมาได้ไงคะ”
ทุกคนทยอยตื่น ลุกขึ้นนั่งตามกัน
“ป้ากับคุณตีเห็นยังไม่กลับเลยเป็นห่วง” นวลบอก
“เลยเข้ามาตามถึงที่นี่เหรอคะ” กวิตาทำหน้าตกใจอยู่อย่างนั้น “แล้วมากันถูกได้ไงคะ”
“ป้าเป็นคนที่นี่ รู้จักป่าแถวนี้ดี” ชลันตีตอบเสียงเรียบ
“โห...สุดยอดคุณป้า ต้าอิจฉาลินจัง อยากมีป้าแบบนี้บ้าง”
กวิตาทึ่งสุดๆ แต่พอมองไปเห็นแผลตามตัวนลินก็ต้องตกใจ
“ลินแกไปโดนอะไรมา”
“ฉันละเมอน่ะ” นลินบอก
“หา...แกไม่เคยนอนละเมอนี่” กวิตาท้วง
“คงผิดที่มั้ง”
“ฉันว่าไม่หรอก ป่าที่นี่ต้องมีอาถรรพ์อะไรสักอย่างแน่ เมื่อคืนฉันฝันเห็นแกทำท่าแปลกๆ ดิ้นทุรนทุรายเหมือนจะถอดหัวเป็นกระสือเลย พูดแล้วขนลุก”
พร้อมกับว่ากวิตาก้มมองแขนตัวเองอย่างขนลุกขนพอง คนอื่นอึ้งๆ มองหน้ากันไม่พูดอะไร

สองลูกหาบ เทือกกับก่ำ กำลังรื้อเก็บเต็นท์บางส่วน ตรงลานก่อกองไฟ พลเพิ่ม วิศวัต ตฤณฤทธิ์ ปัณรีนั่งกินอาหารเช้ากันอยู่
นลินใส่แว่นดำเดินนำออกมาในชุดเสื้อแขนยาว มีผ้าพันคอปิดรอยสีแดงที่คอ กวิตา ชลันตี นวล ตามมาสมทบ พากันมองหาที่นั่ง ปาด ลูกหาบที่ดูแลเรื่องอาหาร เอาข้าวมาแจกให้
นลิน กวิตา ชลันตี และนวล นั่งกินข้าวห่อใบตองอยู่มุมหนึ่ง ตฤณฤทธิ์ลุกเดินเข้ามาทักทายนลิน
“เป็นไงบ้างครับ หลับสบายดีไหม เจ็บแผลหรือเปล่า”
“ก็ดีค่ะ ไม่เจ็บแล้ว” นลินตักข้าวกินต่อ
ตฤณฤทธิ์ทักว่า “คุณไม่ถอดแว่นล่ะ มองเห็นเหรอ”
นลินหลบหน้า “ฉันแสบตาค่ะ”
ระหว่างนี้พลเพิ่มแอบมองตฤณฤทธิ์อย่างไม่ชอบใจ
“คุณจะดื่มอะไรไหม เดี๋ยวผมชงให้” ตฤณฤทธิ์หันมาถามกวิตา ชลันตี และนวลว่า “กาแฟไหมครับ”
“ไม่ค่ะขอบคุณ” นลินตอบ
กวิตา ชลันตี นวล ส่ายหน้าแล้วยิ้มให้
เสียงปัณรีแทรกขึ้น “ปันขอกาแฟได้ไหมค่ะพี่ตฤณ”
“ได้สิครับ”
ตฤณฤทธิ์เดินไปชงกาแฟ สวนกับพลเพิ่มที่ถือถาดใส่แก้วอะไรบางอย่างเดินเข้าไปหากลุ่มนลิน พลเพิ่มยื่นแก้วโกโก้ให้ชลันตี นวล และ กวิตา ทุกคนรับไปโดยมารยาทแล้วพากันขอบคุณ
“ขอบคุณค่ะ” กวิตายิ้มให้
ชลันต กับ นวลบอกว่า “ขอบใจจ้ะ”
พลเพิ่มยื่นแก้วสุดท้ายกับนลิน “โกโก้ครับ แก้หนาว”
นลินรับไปโดยมารยาท “ขอบคุณค่ะ แต่อากาศก็ไม่หนาวนี่ค่ะ”
“ก็เห็นคุณลินผูกผ้าพันคอมานึกว่าหนาว” พลเพิ่มว่า
ตฤณฤทธิ์แอบมองมา ปัณรีแซวพี่ชายแทรกขึ้น
“พี่พลก็ ไม่เข้าใจผู้หญิงเลย เขาผูกเป็นแฟชั่นต่างหากล่ะ ใช่ไหมคะคุณลิน”
“เอ่อ...ค่ะ”
นลินยิ้มรับหลบตาปัณรีวูบ

ส่วนที่บ้านดอนป่าหวาย ทีวีที่บ้านกำนันสินเปิดรายการคุยข่าวช่อง 8 อยู่ กำนันสิน โฉมศรี ฉัตรฉาย นั่งกินผลไม้ที่โซฟา พร้อมดูทีวีไปด้วย
“คนสมัยนี้น่ากลัวนะพี่ มีแต่ข่าวฆ่ากัน พี่อย่าไปทับเส้นใครล่ะ ฉันไม่อยากเป็นหม้าย” โฉมศรีบ่น
“คนอย่างฉันจะไปทับเส้นใคร ไหลตามน้ำเอาตัวรอดได้ เขาเรียกว่าอยู่เป็น ไม่งั้นไม่ได้เป็นกำนันทุกสมัยหรอก”
กำนันสินว่า แล้วหันไปเห็นลูกสาวกำลังกินแตงโมอย่างมูมมาม ในสภาพหน้าสด แต่งตัวชุดอยู่กับบ้าน ดูไม่จืด ได้แต่ส่ายหน้าเซ็งๆ
“อนาคตต้องฝากไว้กับนังฉายจริงๆ เหรอนี่”
ฉัตรฉายหยุดกิน มองค้อนพ่อ “คอยดูนะ สักวันพ่อจะได้เชิดหน้าชูตาเพราะมีลูกแบบฉันนี่แหละ อีกไม่นานฉันจะเป็นมาดามชาช่าให้ดู”
“มาดามชาช่า” กำนันสินขำก๊าก “มาดามชีช้ำสิไม่ว่า”
โฉมศรีขัดใจ “พี่กำนันนี่ยังไงกัน ลูกมันก็อยู่ของมันดีๆพี่ไปพูดกระทบจิตใจมันทำไม”
มีเสียงมอเตอร์ไซค์ดังขึ้น และเสียงเหมือนแล่นมาหยุดจอดที่หน้าบ้าน กำนันจำเสียงได้ บ่นเซ็งๆ อีก
“ไอ้นี่ก็อีกคน เมื่อไหร่มันจะเปลี่ยนท่อรถมันสักที”
เป็นเบาที่ลงรถมอเตอร์ไซค์ แล้ววิ่งหน้าตั้งร้องโหวกเหวกเข้ามา
“พ่อกำนัน...พ่อกำนัน”
“อะไรของแกวะ ใครเป็นอะไรอีกล่ะ”
เบาหยุดหอบ แล้วรายงานต่อ “ก็ท่านพลเพิ่มกลับมาแล้ว ตอนนี้กำลังจะมาที่บ้านกำนัน ครับผม”
ฉัตรฉายตกใจ ทิ้งเปลือกแตงโมทิ้งแล้ววิ่งขึ้นห้องไป
กำนันสินหมั่นไส้ตะโกนด่าตามหลังลูกไป “พอรู้ว่าผู้ชายมา แกนี่เร็วกว่า 4G อีกนะนังฉายพอเรื่องเรียนล่ะช้าเป็นเต่าเชียว”
“จะเรียนไปทำไม อนาคตคุณนายอยู่ตรงหน้าเห็นๆ ปล่อยๆมันบ้างเถอะ”
กำนันสินส่ายหน้าหน่ายเมีย แล้วลุกเดินออกไปคอยรับพลเพิ่มและทีมสำรวจของด๊อกเตอร์ตฤณ

รถสองแถววิ่งมาจอดหน้าเรือนใหญ่บ้านกำนัน ทุกคนทยอยลงจากรถ
กำนันสินยืนรออยู่ พร้อมโฉมศรี และฉัตรฉาย ลูกสาวกำนันอยู่ในชุดเซ็กซี่แต่งหน้าจัดเต็ม
กำนันเดินเข้ามารับ ทุกคนยกมือไหว้ทักทายกัน กำนันสินยกมือไหว้พลเพิ่มด้วยท่าทีนอบน้อม
“เป็นไงบ้างครับท่าน ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ อดเป็นห่วงไม่ได้เลย กลัวทุกคนจะไม่ปลอดภัย”
ฉัตรฉายพูดแทรก ส่งตาหวานฉ่ำให้พลเพิ่ม “ชาช่าเป็นห่วงคุณพลเพิ่มมากเลยนะคะ ตอนรู้ว่าทางขาด ช่ากะจะชวนพ่อกับแม่ไปตามด้วยตัวเองเลยนะคะ แต่กลัวจะสวนทางกัน”
“ขอบคุณครับ โชคดีที่มีพรานเก่งเลยทำให้พวกเราไม่ค่อยเจออุปสรรคอะไรมากนัก”
พลเพิ่มหันไปมองพรานหนุ่ม ฝ่ายนั้นยิ้มรับ
“มาเหนื่อยๆ เข้าไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไหมคะ เดี๋ยวฉันจะได้เตรียมอาหารให้”
โฉมศรีมองเหลือบไปเห็นชลันตีกับนวลกำลังจะลงจากรถ ก็ประหลาดใจเหน็บชลันตีเบาๆ
“ตายแล้ว ไปเดินป่ากับเขาด้วยเรอะคุณทนาย นึกว่าจะฟ้องเป็นอย่างเดียว”
กำนันสินมองฉงน “อ้าว...ไปตอนไหน วันนั้นไม่เห็นนี่”
ชลันตีกับนวลมองแต่ไม่ตอบอะไร ตฤณฤทธิ์ช่วยพยุงนวลลงจากรถ
“เดี๋ยวผมไปส่งนะครับ” ตฤณฤทธิ์บอกนวลแต่ส่งสายตามองมายังนลิน
“ไม่ต้อง ป้าเดินเองได้” นวลตัดบท
กวิตาพยุงนลิน ชลันตีพยุงนวลกลับบ้าน
พลเพิ่มหันมาลากำนัน “ผมขอตัวนะครับ”
“คุณพลเพิ่มจะไปไหนคะ เข้าไปพักข้างในก่อนดีกว่าค่ะ”
กำนันสินมองปรามลูกสาว ฉัตรฉายทำเป็นหลบกลัวโดนดุ
พลเพิ่มตรงไปหานลิน
“ให้ผมไปส่งนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะลินกลับเองได้”
ฉัตรฉายขึงตามองนลินอย่างไม่พอใจ

นลินนั่งเอนพักอยู่บนเตียงนอนในห้องชั้นบนของบ้านแล้ว กวิตาอยู่ด้วย
“ลินถึงบ้านแล้วแกไม่ถอดแว่นออกล่ะ ผ้าพันคอก็พันอยู่ได้ร้อนจะตาย”
กวิตาเอื้อมมือจะไปจับผ้าพันคอออกให้ นลินผลักมือออกด้วยความตกใจ ลืมตัวตวาดกวิตา
“อย่านะ”
กวิตาหน้าจ๋อยๆ ตกใจที่เห็นเพื่อนโกรธ “ลิน...ฉันขอโทษ”
นลินได้สติ “ต้า...ฉันขอโทษ พอดีฉันเหมือนจะไม่สบาย ขอนอนสักพักนะ”
“อืมๆ งั้นฉันออกไปก่อนแล้วกัน”
กวิตาเดินออกจากห้องไปปิดประตูให้

นลินถอนหายใจแล้วถอดแว่นตาออก จังหวะที่นลินดึงผ้าพันคอออก ก็มีเสียงประตูเปิดเข้ามาอีก นลินตกใจรีบเอาผ้าพันคอปิดคอไว้ แล้วจะใส่แว่น
แต่เป็นชลันตีที่เดินมาหาลงนั่งริมเตียงข้างๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรนใจ
“ลิน ป้าขอคุยด้วยหน่อย”
นลินโล่งใจ ถอดแว่นและผ้าพันคอออก
“ป้าตีมีอะไรหรือเปล่าคะ”
ชลันตีพูดเสียงแข็ง “มีสิ ป้าเตือนลินแล้วใช่ไหมให้ระวังตัว ลินก็ไม่ฟัง เห็นไหมเกือบจะเอาตัวไม่รอด ถ้าป้ากับนวลไปไม่ทันลินจะเป็นยังไง ลินเห็นสายตาไอ้หมอผีนั้นไหม มันไม่ปล่อยลินแน่”
นลินหน้าเสีย รู้สึกผิดเต็มที่ “ลินขอโทษค่ะ ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้”
ชลันตีสงสารกอดปลอบ “ถือว่ามันผ่านไปแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ต่อจากนี้ลินต้องระวังตัวให้มากขึ้น”
นลินน้ำตาคลอ “ถ้าลินตาย..คำสาปนี้จะหมดไปไหมคะ ลินไม่อยากทรมานแบบนี้อีกแล้ว”
นลินพูดด้วยความเจ็บปวดทรมานใจ ชลันตีน้ำตาคลอ เอามือลูบหัวสงสารทายาทกระสือจับใจ
“ลิน...ลินอย่าคิดอย่างนี้อีกนะ เราต้องผ่านมันไปให้ได้ สักวันมันต้องมีทางออกสิ สัญญากับป้านะว่าจะไม่คิดแบบนี้อีก”
นลินพยักหน้ารับเอาคำ ค่อยๆปาดน้ำตาออกแล้วถอนหายใจ
“พรุ่งนี้ ลินจะไปลาออก”
สีหน้าของนลินเปลี่ยนเป็นเข้มแข็ง ในดวงตาอันมุ่งมั่น

ตอนเช้าของวันต่อมา
รองปราโมทย์กำลังง่วนกับการตรวจสอบเอกสารบนโต๊ะอยู่ในห้องทำงานที่กรมศิลป์ จนมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามาได้”
นลินเดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสาร
“อ้าว...กลับมาแล้วเหรอ” ท่านรองยิ้มทัก
นลินไหว้ทักทาย “ค่ะ” ลงนั่งเก้าอี้หน้าโต๊ะ แล้ววางแฟ้มลงบนโต๊ะ “ท่านรองคะ”
รองปราโมทย์เปิดแฟ้มออกดูเห็นเป็นซองขาว “นี่ซองอะไรนลิน”
ท่านรองเปิดอ่าน แล้วเงยหน้ามองนลินด้วยสีหน้าตกใจ
“ลินมีความจำเป็นต้องลาออกค่ะ”
รองปราโมทย์ยื่นเอกสารคืน “คุณกลับไปคิดดูก่อนไหม มีปัญหาอะไรไม่สบายใจมาปรึกษากันได้”
“ลินคิดทบทวนมานานแล้วค่ะ ท่านรองเซ็นอนุมัติให้ลินเถอะนะคะ”
ปราโมทย์ถอนหายใจแล้วจึงเซ็นให้ “ผมต้องเสียลูกน้องดีๆ อย่างคุณไปจริงๆ แล้วเหรอเนี่ย”
นลินยิ้มให้แล้วยกมือไหว้ขอบคุณ
มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ท่านรองร้องบอกไป
“เข้ามาได้”
อชินีเดินถือแฟ้มเอกสารเข้ามา แปลกใจนิดๆ เมื่อเห็นนลินนั่งอยู่ในห้อง
“เอกสารด่วนค่ะท่านรอง”
อชินีมองปราดเดียวเห็นกระดาษจดหมายลาออกบนโต๊ะ มองนลินด้วยสีหน้าสงสัย

ถัดมา นลินกำลังง่วนเก็บข้าวของและเอกสารบนโต๊ะใส่กล่อง โดยมีกวิตามาช่วยเก็บด้วยสีหน้าเศร้า
“ฉันใจหายน่ะ แกทำงานกับฉันมาตั้งหลายปี ต่อไปนี้ใครจะมานั่งตรงนี้ แล้วฉันจะกินข้าวกับใคร”
นลินยิ้มรับเศร้าๆ “ต้า...ฉันเชื่อแกอยู่ได้ คิดถึงก็ไปหา เราไม่ได้ตายจากกันซะหน่อย”
ระหว่างนี้อชินีทำเป็นคอยืดคอยาว เอียงหูฟังที่สองสาวคุยกัน
กวิตาเห็นจึงแกล้งตะโกนใส่หูอชินี “มาแอบฟังอะไร”
“ใครแอบฟังอะไร” อชินีแก้ตัวน้ำขุ่นๆ มองหน้านลิน “ฉันก็แค่เป็นห่วง เธอจะลาออกจริงๆ เหรอลิน”
นลินพยักหน้ารับ “ใช่”
อชินีแสร้งทำเป็นห่วงใย “แล้วจะไปทำอะไรที่ไหนเหรอ”
“มีความอยากรู้เรื่องชาวบ้านเนอะ” กวิตาขัดขึ้นพลางพูดลอยหน้าลอยตาเสริมว่า “ลินก็ลาออกไปนอนรวยๆอยู่บ้านไง จะมานั่งทำงานให้เส้นเลือดฝอยขยายทำไมล่ะ”
นลินมองเชิงปรามกวิตา
อชินีทำหน้าหน่ายๆ “ฉันก็แค่เป็นห่วงในฐานะเพื่อนร่วมงาน”
“เหรออออ....” กวิตาเบะปากไม่เชื่อ “เพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนร่วมโลกกันแน่จ๊ะ ว่าแต่ไอ้เพื่อนร่วมโลกนี่มันรวมทั้งหมู หมา กา ไก่ ด้วยใช่ไหมลิน”
นลินดึงแขนปรามกวิตาอีก “ต้า...แรงไปนะแก”
อชินีโมโห “ช่างมันเถอะลิน ปกติฉันก็ไม่ค่อยถือคนบ้าอยู่แล้ว”
“ตั๋วอู้จะอี้ตั๋วมาตบกับเปิ้นก่อ หน้าวอก” กวิตาหลอกด่าอชินีเป็นภาษาเหนือได้ความหมายว่า “เธอพูดแบบนี้เธอมาตบกับฉันไหม ตอแหล”
แต่อชินีงง “อะไร”
กวิตายิ้มแต่ไม่ตอบ อชินีหันไปถามแคทที่อยู่ใกล้ๆ แคทก็ทำหน้างง หันไปถามกวิตาต่อ
“หมายถึงทาแป้งหน้าวอกเหรอ”
กวิตาพยักหน้าขำๆ ยิ้มให้อชินี “รองพื้นผิดเบอร์มาเหรอวันนี้ วอกไปนะอุ้ม เปลี่ยนรองพื้นใหม่เถอะเชื่อฉัน”
อชินีเอากระจกขึ้นมาส่องหน้าตัวเองไปมา กวิตาหันมาขำกับนลินสองคน นลินมองปรามไม่ชอบใจ

ทันทีที่เปิดประตูเข้ามาในบ้าน อชินีต้องทำจมูกฟุดฟิด มองหาเมื่อได้กลิ่นอะไรบางอย่าง พนิชรีบวิ่งออกจากครัวด้านใน มารับอชินีพามานั่งที่โต๊ะอาหารอย่างเอาอกเอาใจ
“รอแป๊บนะ วันนี้ผมซื้อของโปรดคุณมาทั้งนั้นเลย”
พนิชเข้าไปในครัว อชินีมองไปรอบๆ หน้าเบ้
“เหม็นอะไรอะ”
พนิชถือจานกับข้าวออกมาวางตรงหน้าอชินีอย่างภาคภูมิใจ
“ไข่เจียวมาแล้วกินคู่กับน้ำพริกน้ำปู๋อร่อยนะคุณ”
“ไม่เอา เอาออกไปมันเหม็น”
“เหม็นอะไรหอมจะตาย”
พนิชลงนั่งกินอาหารอย่างอร่อย ส่วนอชินีกินไปเบ้หน้าเหม็นไป
“วันนี้หน้าฉันวอกไปไหม”
“ก็ไม่นี่ ก็ปกติดี เมียผมสวยทุกวันอยู่แล้ว”
“นังต้ามันบอกว่าฉันหน้าวอก”
พนิชได้ยินถึงกับสำลักพรวด แต่ทำเป็นโมโห
“นังนี่มันปากดี มันมาว่าคุณตอแหลได้ไง”
อชินีเพิ่งรู้ว่าถูกหลอกด่า โกรธกวิตาหน้าดำหน้าแดง “หา...อะไรนะมันแปลว่าตอแหลเหรอคุณ พรุ่งนี้ฉันจะไปเอาเรื่องมัน ไม่มีคู่หูอย่างนังลินแล้วนี่ แก...นังต้า”
พนิชหูผึ่ง ชักเริ่มสนใจ “ลิน...ลินจะไปไหนเหรอ”
อชินีมองค้อนงอนใส่พนิช “สนใจขึ้นมาเลยนะ ยัยนั่นมันลาออกแล้ว เห็นบอกที่บ้านรวยนักรวยหนา ไม่รู้จริงหรือเปล่า”
พนิชครุ่นคิด ยิ้มเจ้าเล่ห์มีแผนชั่วในใจ
“เอ้อ อุ้ม พรุ่งนี้ผมจะไปสัมภาษณ์งานนะ”
“อืม ก็ดีสิ เงินยิ่งใกล้ๆ จะหมดอยู่แล้วเนี่ย”
“แต่พรุ่งนี้คุณทิ้งไว้ให้ผมสักห้าพันนะ เดี๋ยวผมคืนให้”
“ห้าพันเลยเหรอ ฉันจะไม่มีใช้แล้วนะ”
พนิชกอดอ้อนอชินี
“ลำบากหน่อยนะช่วงนี้ เดี๋ยวทุกอย่างลงตัวผมจะให้คุณลาออกมานั่งกินนอนกินให้สบายไปเลยที่รัก”
อชินีพยักหน้ารับอย่างลำบากใจ

จอทีวีในโถงรับแขกบ้านตฤณฤทธิ์ เปิดรายการคุยข่าวช่อง8 อยู่ และเป็นข่าวกระสืออันโด่งดัง ภาพประกอบข่าวเป็นการสัมภาษณ์ชาวบ้านดอนป่าหวาย เริ่มจากโฉมศรีที่บอกอย่างมั่นใจ
“คุณไปถามทั้งหมู่บ้านได้เลย ที่นี่มีกระสือมานานแล้ว”
ตามด้วยเบาซึ่งทำมือกะพริบๆ เวอร์ๆ ประกอบ “ใช่จ้ะ ฉันนี่เห็นเป็นหัวผมยาวสยายส่องแสงแว้บ...แว้บ ลอยผ่านหน้าไปเลย”
และบุรัณย์เป็นคนรายงานข่าวชิ้นนี้ จากบ้านดอนป่าหวาย
“นี่คือความเชื่อของชาวบ้านแถวนี้เกี่ยวกับผีกระสือ และไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นในปราสาทร้างกลางป่าลึกที่เพิ่งถูกค้นพบ สันนิษฐานว่ามีอายุเกือบพันปี ด็อกเตอร์ตฤณฤทธิ์และคุณนลิน” กราฟฟิกประกอบข่าวขึ้นภาพของทั้งคู่บนจอ “ได้หายตัวไป น่าจะเกิดจากอาถรรพณ์ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน ที่เชื่อกันว่ามันคือคำสาป”
ศันสนีย์ดูข่าวนี้จบ ก็หันมาโวยวายใส่ตฤณฤทธิ์
“ตฤณ เกิดเรื่องขนาดนี้ไม่คิดจะบอกแม่เลยใช่ไหม” คุณหญิงน้ำตาคลอ
“คุณหญิง...ก็ ลูกเพิ่งมา เดี๋ยวลูกก็เล่าให้ฟังเองแหละ” คุณดิษฐ์ปราม
“คุณคิดว่าลูกเราจะพูดเหรอ ถ้าแม่ไม่ดูข่าวแม่จะรู้ไหมตฤณ และถ้าเกิดอะไรขึ้นแม่จะอยู่ต่อได้ไหม นึกถึงแม่บ้าง” คราวนี้คุณหญิงร้องไห้โฮออกมา
“แม่ครับ ผมก็กลับมาแล้วนี่ไง”
“เล่าให้แม่ฟังเดี๋ยวนี้”
“แม่...” ตฤณฤทธิ์กอดเอาใจแม่ “ผมก็แค่หลบฝนเลยเกิดเข้าใจผิดนิดหน่อย ข่าวมันก็พูดเกินจริง”
แม่ลูกโต้เถียงกันไปมา “ตฤณ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะลูก แปลว่าเจ้าป่าเจ้าเขา ท่านไม่ต้องการให้เข้าไป แล้วยังมีกระสืออะไรนั้นอีก แม่ว่าพอเถอะลูก”
“แต่ผมรับผิดชอบงานนี้อยู่นะแม่ ถ้าทิ้งไปใครจะสานต่อล่ะ”
“ไม่รู้ล่ะ ตฤณต้องไปลาออก ไม่งั้นก็ไปทำเรื่องขอย้ายกลับมากรุงเทพฯ”
ตฤณฤทธิ์หันมามองขอความช่วยเหลือจากคุณดิษย์ “พ่อ...ช่วยพูดกับแม่หน่อยครับ”
“คุณหญิง...ลูกเราไม่ใช่อายุน้อยๆนะ ให้เขาทำในสิ่งที่เขามีความสุขเถอะ”
ศันสนีย์มองไม่พอใจ “แต่ความสุขของลูกคือความทุกข์ของฉันนี่ คุณพูดเหมือนคุณไม่รักลูกเลยนะ”
“ผมก็รักลูกไม่น้อยไปกว่าคุณหญิงหรอก ผมถึงยอมให้เขาทำในสิ่งที่เขาอยากทำ เพราะผมไม่สามารถจะอยู่กับเขาไปจนวันตายได้ไง”
ตฤณฤทธิ์กอดอ้อนคุณหญิงมารดา “ผมรักแม่นะครับ อย่าโกรธสิเดี๋ยวไม่สวยนะ”
“อย่าโกรธเลยคุณหญิง เดี๋ยวโบท็อกละลายหมดนะ” นายพลดิษย์แซวคุณหญิงภริยา
ศันสนีย์ค้อนสามีปะหลับปะเหลือก

อีกฟาก ที่บ้านกำนันสิน โฉมศรีกับฉัตรฉายดูมือถืออย่างตื่นเต้น ในจอมือถือเล่นคลิปข่าวที่เห็นโฉมศรีสัมภาษณ์ออกทีวี โฉมศรียิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับฉัตรฉาย
“ฉลาดมากเลยลูกที่เอามือถือมาอัดวีดีโอไว้ทัน”
“เดี๋ยวหนูจะโพสต์ลงในเฟซบุ๊คนะแม่ หมู่บ้านเราจะได้ดังๆ”
กำนันสินประชดส่ง “ไม่เอารูปไปขยายติดตรงทางเข้าหมู่บ้านเลยล่ะ”
“ความคิดดีนะพี่ คนที่ไม่ได้ดูทีวีจะได้รู้ว่าฉันดังขนาดไหน ได้ออกข่าวช่อง8ด้วย”
กำนันสินถอนหายใจส่ายหน้าเบาๆ ฉัตรฉายดูคลิปต่อ
“แม่...ดูสิวันนั้นแม่กระบังลมเตี้ยไปหน่อยนะหนูว่า ปากก็สีอ่อนไป”
โฉมศรีมองดูมือถือ “เออว่ะ...ไม่ได้แล้ว ช่วงนี้ต้องไปร้านนังหวีสักหน่อย”
กำนันสินมองสงสัย “จะไปทำไมเดี๋ยวก็ทะเลาะกันอีก ทำอะไรเกรงใจตำแหน่งข้าด้วยนะ”
“ก็ไปเยาะเย้ยมันไง ที่ฉันได้ออกทีวี แต่มันไม่ได้ออก เดี๋ยวพ่อหนุ่มนักข่าวมาฉันจะขอให้มันถ่ายฉันเยอะกว่านี้”
“รอบหน้าเราต้องแต่งหน้าทำผมให้แน่นๆ นะแม่”
“รอบหน้าข้าจะให้ข่าวเอง” กำนันบอกเสียงเข้ม
โฉมศรีกับฉัตรฉายมองหน้ากันแล้วเงียบไป

ที่บ้านยายเพียร ชลันตีกดรีโหมตปิดทีวี เพิ่งดูรายงานข่าวช่อง8 เรื่องกระสือจบ สีหน้าชลันตีเต็มไปด้วยความกังวล เช่นเดียวกับนวล ครุ่นคิดหนัก
“จะเอาไงกันต่อดีคะคุณชลันตี”
“ฉันก็คิดไม่ออกเหมือนกันนวล รู้แต่ว่าต่อจากนี้ไปมันไม่ง่ายเลยที่จะปกปิดเรื่องของลิน”
ชลันตีถอนหายใจ นวลหน้าเครียด
“เป็นข่าวใหญ่โตขนาดนี้จะมีคนแห่มาที่หมู่บ้านเราไหม”
“คนทุกวันนี้อยากรู้อยากเห็นของแปลก เราไปห้ามเขาไม่ได้หรอก”
ชลันตีและนวลมองหน้ากันอย่างหนักใจ

เช้าวันใหม่
ชุมลากหนามไผ่มาล้อมรั้วรอบๆ บ้าน เจ๊หวีเดินหิ้วตะกร้าหน่อไม้และกล้วยมาตามทางพร้อมกับชมพู่ ทั้งคู่หันไปเจอชุมลากหนามไผ่ล้อมรั้วบ้านอยู่ก็เดินเข้าไปหา ชุมก็มองมาเห็นร้องทักทายอย่างคนมักคุ้นกัน
“อ้าว...เจ๊หวี มาทำอะไรแต่เช้า”
“เจ๊ก็มาเอาหน่อไม้กับนังชมพู่มัน พอดีเจ๊หวันเขาอยากกินผัดหน่อไม้น่ะ”
“อ้าว...ไม่บอก เมื่อวานเข้าป่าไปตัดกิ่งไผ่ ได้หน่อไม้มามากโขเลย”
เจ๊หวีมองหนามไผ่อย่างแปลกใจ “แล้วแกจะตัดหนามไผ่มาทำอะไรเยอะขนาดนี้”
ชมพู่เองก็สงสัย “เอามาล้อมไก่เหรอ ช่วงนี้ไก่บ้านใครก็ไม่รู้เข้ามาเขี่ยแปลงผักบ้านฉันเหมือนกัน จับได้แม่จะต้มให้หมดเลย”
“ฉันเอามาล้อมกันกระสือน่ะ พัดมันใกล้จะคลอดแล้วด้วย” ชุมบอก
เจ๊หวีหงุดหงิดขึ้นมาเลย “โอ๊ย...แกอย่าไปเชื่อคุณนายโฉมศรีเป่าหูมากนัก กระสงกระสือที่ไหน เห็นมีแต่คุณนายกระสันอยากออกข่าวตัวสั่นดิ๊กๆ”
ชมพู่เห็นดีเห็นงามกับเจ๊หวี “ใช่ๆ กระสือที่ไหน หมู่บ้านเราไม่มีหรอก มีแต่หนามมันจะเกี่ยวตาแกน่ะแหละชุมเอ๊ย”
“ก็ทำๆไปตามความเชื่อแหละ มีไม่มีค่อยว่ากัน”
“เอาที่แกสบายใจนะชุม ระวังลูกกะตาตัวเองหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวหาว่าไม่เตือน ไปนังพู่ อย่าไปยุ่งเรื่องของไอ้ชุมมันเลย ข้ากลับไปผัดหน่อไม้กินดีกว่า”
ชมพู่กับเจ๊หวีเดินออกไปเลย ชุมหันไปล้อมรั้วบ้านต่อ

ตอนสายๆ ที่บ้านเช่าของนลิน เธอถือกระเป๋าเสื้อผ้าหลายใบมาวางที่โซฟา เตรียมตัวย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านดอนป่าหวาย มีเสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้น
“ลืมของเหรอต้า เปิดเข้ามาเลยฉันไม่ได้ล็อค”
นลินตะโกนถามแล้วหันไปเก็บของต่อโดยไม่สนใจ มีเสียงเปิดประตูเข้ามาแต่ไม่มีเสียงตอบใดๆ จนนลินเอะใจหันกลับไปดู แล้วต้องตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ชี้นิ้วไล่ตะเพิดด้วยความโกรธจัด
“ออกไป! ออกไปเดี๋ยวนี้นะ”
พนิชถือช่อดอกไม้เข้ามาหานลิน
“ลิน...ลินจะไปไหนเหรอ”
“มันไม่เกี่ยวกับคุณ ออกไปก่อนที่ฉันจะแจ้งตำรวจนะ”
พนิชตีหน้าเศร้าให้ดูน่าสงสาร “ลิน...ผมขอโทษ เรากลับมาเริ่มต้นกันใหม่นะ ผมอยู่ต่อไม่ได้ถ้าไม่มีลิน ให้โอกาสผมเถอะนะลินนะ”
นลินเสียงแข็งไม่ยอม “มันจบแล้ว คุณก็น่าจะเข้าใจอะไรง่ายๆหน่อย ที่ผ่านมาฉันไม่ติดใจเอาความคุณ คุณก็น่าจะปล่อยฉันไปได้แล้ว”
พนิชเดินหน้าตื๊อ เดินเข้าหานลิน “แต่ผมรักลินนะ”
นลินถอยหนีไปชนข้าวของที่วางอยู่ที่พื้นจนซวนเซจะล้ม พนิชเข้ามาประคองไว้
นลินผลักพนิชสุดแรง “ปล่อย”
“เล่นตัวนักนะ”
พนิชชักโกรธผลักนลินลงบนโซฟาแล้วโถมตัวเข้าปล้ำ
ตฤณฤทธิ์วิ่งพรวดพราดเข้ามากระชากตัวพนิชออกแล้วต่อยเข้าที่หน้าเต็มแรง พนิชตั้งหลักได้อย่างเร็วหันมาต่อยตฤณฤทธิ์คืน ทั้งคู่ต่อยกันไปมา นลินเอาน้ำสาดพนิช แต่กระเด็นโดนตฤณด้วย
พนิชผงะถอยออก เอามือจับที่ปากเห็นเลือดติดมือก็ยิ่งโมโห จะถลันเข้าซัดตฤณฤทธิ์อีก
นลินตวาดลั่น “ยังไม่หยุดอีกเหรอ”
พนิชคุมแค้นจ้องหน้านลิน “หลงผัวใหม่เทผัวเก่าทิ้งเหรอ ทำห่วงตัวเป็นกุลสตรี ลึกๆแล้วก็ร่านเหมือนกันล่ะวะ”
ตฤณฤทธิ์โกรธ ออกตัวปกป้อง มองเอาเรื่อง “อย่าว่าคุณลินแบบนี้นะ”
“กูเป็นผัวมัน ทำไมจะว่าไม่ได้” ตฤณฤทธิ์อึ้งไป
นลินทั้งโกรธทั้งโมโหจนน้ำตาคลอ “ออกจากบ้านฉันไปเดี๋ยวนี้นะ”
“ทำไม กลัวไม่มีที่เกาะหรือไง” ชายชั่วพูดลอยหน้าใส่นลิน “ไหนๆมันก็มาตรงนี้แล้วก็แนะนำผัวเก่าให้มันรู้จักหน่อยสิ คนกันเองทั้งนั้น” ตอนท้ายเขาส่งสายตามองกวนตีนใส่ตฤณฤทธิ์
นลินแกล้งยกมือถือขึ้นมากดโทร.ออก คุยสาย “ค่ะ มีคนทะเลาะกันค่ะ”
พนิชเห็นนลินคุยกับตำรวจเลยรีบวิ่งออกไป
นลินทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ตฤณฤทธิ์มองด้วยความเห็นใจ

นลินเอาผ้าเช็ดตัวมาให้ตฤณฤทธิ์เช็ดผมที่โดนน้ำยื่นเสื้อยืดสีหวานแหววให้เขา
“คุณถือหรือเปล่าคะ พอดีทั้งบ้านน่าจะมีแค่ตัวนี้ ที่คุณน่าจะใส่ได้”
ตฤณฤทธิ์กางเสื้อออกมองแล้วยิ้มขัน “เสื้อการ์ตูนมีโบว์ด้วย น่ารักดีออกคุณ”
ตฤณฤทธิ์ถอดเสื้อเปลี่ยนต่อหน้าอวดอกแกร่งผิวขาวโอโม่ นลินลอบมองท่าทีเขินอาย รีบหันข้างให้
ตฤณฤทธิ์ยิ้มขำ “แอบมองผมอยู่เหรอคุณ”
นลินยิ้มได้ “ก็น่ารักดีนะ ด็อกเตอร์ตฤณฤทธิ์ใส่เสื้อการ์ตูน เสื้อคุณเอาไว้ที่นี่ก่อนนะคะเดี๋ยวฉันซักให้”
ตฤณฤทธิ์มองนลินแล้วเผลอยิ้มให้ แต่แล้วก็ต้องซี๊ดปากด้วยความเจ็บ นลินมองปากตฤณฤทธิ์แล้วตกใจ
“ปากคุณมีเลือดด้วย”
ตฤณฤทธิ์เอามือเช็ดเลือดแต่ไม่โดน นลินเดินเข้ามาเอาผ้าเช็ดหน้าในมือเช็ดเลือดให้ ทั้งคู่สบตากัน ตฤณฤทธิ์มองตานลินอย่างลึกซึ้ง นลินทำตัวไม่ถูก ได้แต่หลบตาแล้วจะเดินหนีไปหยิบกล่องปฐมพยาบาล
“คุณลิน...”
“เดี๋ยวฉันไปเอายามาทำแผลให้นะคะ” นลินเดินไปหยิบกล่องยา มาลงนั่งข้างเขา “แล้วคุณมาที่นี่มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผมไปที่กรมเห็นคุณต้าบอกว่าคุณลาออกแล้ว ผมเป็นห่วงเลยอยากมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น”
นลินหน้าเสีย รู้สึกผิด “คุณเลยต้องมาเจ็บตัวเพราะฉัน ขอโทษด้วยนะคะ”
ตฤณฤทธิ์มองห่วงใย “ไม่เป็นไรครับ ว่าแต่เขาทำอะไรคุณหรือเปล่า คุณเจ็บตรงไหนไหม”
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” นลินเอายาทาที่แผลตฤณ “แสบหน่อยนะคะ”
ตฤณฤทธิ์แกล้งร้องแสบแผล “โอ๊ย”
นลินหลงกล ตกใจ “คุณ...เจ็บมากไหมคะ”
ตฤณฤทธิ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ถ้าเจ็บแล้วมีคุณทำแผลให้ ผมจะยอมโดนต่อยทุกวันเลย”
นลินหมั่นไส้แกล้งคืนกดแผลแรงๆ
“โอ๊ยย ผมเจ็บนะ” คราวนี้ด๊อกเตอร์เจ็บจริง
นลินหน้าเสีย “ฉันขอโทษ”
ตฤณฤทธิ์หน้าเศร้าลง มองตานลินซึ้งๆ “คุณลาออกแล้ว อย่างงี้ผมก็อดเจอหน้าคุณแล้วสิ ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำงานร่วมกับคุณนะ”
นลินมองตาตฤณฤทธิ์ แล้วเผลอยิ้มออกมาด้วยความเขินอาย

อีกฝั่ง ที่บ้านพลเพิ่ม นักการเมืองชื่อดังนั่งคุยโทรศัพท์อยู่ในสวนสวยหน้าบ้าน
“เดี๋ยวผมจะแจ้งไปอีกทีนะครับ ขอบคุณมากนะครับ” เขาวางสาย แต่มีอีกสายโทร.เข้ามา
“สวัสดีครับผมพลเพิ่มครับ ครับ... ครับ...เดี๋ยวแจ้งวันอีกทีนะครับ”
สาย สาวใช้ วิ่งถือโทรศัพท์บ้านเข้ามา เอามือปิดเสียงโทรศัพท์ เรียกเบาๆ
“ท่านค่ะ”
พลเพิ่มพยักหน้ารับรู้ คุยกับสายที่ติดอยู่ก่อนหน้า
“เดี๋ยวผมจะติดต่อไปนะครับ ขอบคุณครับ” พลเพิ่มวางสายมือถือ คุยสายเครื่องที่สาวใช้เอามาให้ “สวัสดีครับท่าน...เรื่องปราสาทที่เป็นข่าวเหรอครับ ครับ...ครับ...ตอนนี้นักข่าวกำลังติดต่อเพื่อมาทำข่าวกันเยอะเลยครับ”

ปัณรีเดินลงมาจากด้านบน ก้มหน้าก้มตาตอบไลน์ในมือถือเรื่องปราสาทอนันตาปุระ จนเกือบจะชนกับพี่ชายที่เดินเข้ามาหยิบกุญแจรถ
“พี่พล คนถามกันไม่หยุดเลยเรื่องที่เป็นข่าว”
“พี่ก็เหมือนกัน”
ปัณรียิ้มชอบใจ “แต่ก็ดีนะ ปัณจะได้มีเรื่องเข้าหาด็อกเตอร์ตฤณ”
พลเพิ่มส่ายหน้าหน่ายๆจะเดินออก
“ปัณไม่ได้พูดเล่นนะ คนนี้ปัณเอาจริง แล้วจะไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆ ด้วย คนอย่างปัณอยากได้อะไรก็ต้องได้”
พลเพิ่มหันมามอง
“แต่ผู้ชายอย่างพี่ตฤณจะมาแผนเดิมๆ คงใช้ไม่ได้แน่ ปัณต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นอย่างที่เขาต้องการ”
“แล้วรู้เหรอว่าเขาต้องการอะไร”
“รู้สิ แล้วปัณก็รู้ด้วยว่าจะต้องทำยังไง”
ปัณรียิ้มมั่นหน้า มีแผนการบางอย่างในใจ

รถพลเพิ่มแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านกำนันสินตอนช่วงบ่าย กำนันสินรีบออกมาต้อนรับไหว้ทักทายกัน ฉัตรฉายตามมาด้วยทักทายตัดหน้าพ่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“คุณพลเพิ่มเห็นข่าวหมู่บ้านหรือยังคะ ตอนนี้ใครๆก็รู้จักบ้านดอนป่าหวายแล้วนะคะ”
“ครับ”
พลเพิ่มยิ้มรับโดยมารยาท มองหน้ากำนันสินเหมือนมีเรื่องร้อนใจ กำนันอ่านออกหันไปบอกลูก
“เข้าบ้านไปลูก เดี๋ยวผู้ใหญ่เขาจะคุยกัน”
ฉัตรฉายหุบยิ้ม แล้วเดินกระเง้ากระงอดเข้าบ้านไป
กำนันสินกับพลเพิ่มเดินห่างจากตัวบ้านมาหยุดคุยกันอีกมุม
“ท่านมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ ถึงขนาดต้องรีบขับรถมาเองเลย”
“ตอนนี้ข่าวกำลังเป็นกระแสทั้งหมู่บ้านและปราสาท ผมกลัวพวกเราจะทำงานกันไม่สะดวก เลยอยากให้กำนันช่วยกันคนที่จะเข้ามาหน่อย”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจะหาทางจัดการเอง”
“ทำให้แนบเนียนหน่อยนะ ไม่งั้นวุ่นวายแน่”
กำนันสินกับพลเพิ่มคุยกันด้วยสีหน้าอันเคร่งเครียด

ฝ่ายฉัตรฉายไสมือถือเลื่อนอ่านโพสต์อยู่ในบ้าน เป็นโพสต์พร้อมแคปชั่นติดแฮชแท็กเกี่ยวกับกระสือที่บ้านดอนป่าหวาย
#หมู่บ้านล่ากระสือ #วิธีล่ากระสือ #ต้มผ้าล่ากระสือ #อยากสัมผัสกระสือตัวเป็นๆ #เชิญมารวมตัวกันได้ที่หมู่บ้านดอนป่าหวาย
“แม่ๆ” ฉัตรฉายยิ้มร่า ยื่นมือถือให้โฉมศรีดู “ดูสิตอนนี้มีคนเข้ามากดไลค์กดแชร์เต็มเลยแม่
โฉมศรีหยิบมือถือไปดู ตาโต
“ตายๆ คนสนใจกันขนาดนี้เลยเหรอ หมู่บ้านเราดังใหญ่แล้ว”
ฉัตรฉายนึกได้ “แม่ เราใช้โอกาสนี้รับคนเข้ามาพัก เปิดบ้านเป็นโฮมสเตย์จัดทริปออกล่ากระสือแล้วพาทัวร์ปราสาทดีไหมแม่ ได้ทั้งเงินได้ทั้งหน้าไม่ต้องไปจับกระสือเอง แค่เราชี้เป้าก็น่าจะมีคนออกล่านังลินให้ รวยเห็นๆ นะแม่”
โฉมศรียิ้มเพ้อฝันหวานไปไกล “โพสต์เลย ดีกว่าปล่อยห้องไว้เฉยๆได้เงินเห็นๆ กระแสแรงขนาดนี้รวยแน่ ให้เบอร์แล้วก็ที่อยู่เราไปเลยลูก”
ฉัตรฉายก้มหน้าก้มตาตอบข้อความในมือถือด้วยท่าทางดีใจ โดยมีโฉมศรีนั่งดูอยู่ข้างๆ

ทางด้านพนิชนั่งกินข้าวอยู่ที่ตลาด เจ็บปากที่โดนตฤณฤทธิ์ต่อยมาไม่หาย โดยมีสายตามองจ้องมาที่พนิชไม่วางตา ที่แท้เป็นนักเลงทวงหนี้สองคนเจ้าเก่า
พนิชรู้สึกเหมือนมีใครมอง หันไปเจอนักเลงสองคนกำลังคุยกันอยู่ ก็ตกใจทิ้งช้อนวิ่งหนีออกไปไม่คิดชีวิต
นักเลงชาย1วิ่งตามไปกระชากคอเสื้อไว้ทัน ชาย2 วิ่งตามมาสมทบ
พนิชกลัวยกมือไหว้ปลกๆ “อย่าทำอะไรผมเลยพี่”
ชาย1 มองเอาเรื่อง “หาตัวยากนักนะแก”
คนเริ่มหันมามอง มีใครบางคนถ่ายคลิปเหตุการณ์ไปด้วย พนิชตะโกนให้คนช่วย
“ช่วยด้วยพี่ ช่วยผมที”
ทว่าไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย ใครคนนั้นยกมือถือถ่ายคลิปจนชาย1 เห็น ตวาดชี้หน้าด่า
“หยุดถ่ายเดี๋ยวนี้นะ อย่ามายุ่งเรื่องของคนอื่น เดี๋ยวจะเดือดร้อนไม่รู้ตัว”
ชาย2 เปิดเสื้อออกให้ทุกคนดูว่ามีปืนเหน็บอยู่นะเว๊ย ทุกคนต่างตกใจแยกย้ายกันหนีไปทั้งแถบ
พนิชตะโกนเรียกไว้ก็ไม่มีใครหันกลับมา “กลับมาก่อนพี่ ช่วยผมด้วย”
ชาย1 ลากแขนพนิชให้เดินตามไป “หุบปาก ถ้าไม่อยากตาย”
พนิชกลัวหัวหด “พวกพี่จะพาผมไปไหน อย่าทำอะไรผมเลยนะ เดี๋ยวผมจะหาเงินมาคืนให้นะพี่นะ”
ชาย1 พูดข้างหูพนิชเบาๆ “ก็ไปคุยกับนายไง ว่ายังอยากจะได้เงินแกอยู่ หรือจะให้เก็บเป็นตัวอย่างสำหรับพวกชอบหนีหนี้”
พนิชเบิกตาโตตกใจ หาทางหนี ตะโกนขึ้นเสียงดัง
“ตำรวจ! ช่วยด้วยๆ”
นักเลงหลงกล หันไปมอง พนิชสบช่องรีบวิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิต
ชาย2 จะวิ่งตามแต่ชาย1 ห้ามไว้เพราะเห็นชาวบ้านมองอยู่ ทั้งคู่ได้แต่มองตามหลังพนิชไปด้วยความเจ็บใจ

ห้องนอนทั้งห้องเงียบสงัดถูกปิดไฟปิดม่านจนมืด นิชนั่งตัวสั่นคุดคู้อยู่ที่มุมห้องนอนในบ้านอชินี เหมือนกลัวอะไรอย่างหนักและหวาดระแวงสุดขีด เสียงหายใจหอบเหนื่อยดังก้อง
ก่อนที่เสียงโทรศัพท์มือถือจะดังขึ้น เป็นสายจากอชินี พนิชมองแต่ไม่รับ เสียงโทรศัพท์เงียบไป
พนิชมีสีหน้าครุ่นคิด มองจ้องมือถือ นึกถึงคำพูดอชินีหลายวันก่อน
“ยัยลินกลับมาทำงานแล้วนะ ทำเป็นอวดร่ำอวดรวยได้เงินมรดกมาตั้งสิบล้าน”
“ยัยนั่นมันลาออกแล้ว เห็นบอกที่บ้านรวยนักรวยหนาไม่รู้จริงหรือเปล่า”
เขานึกถึงสกู๊ปข่าวกระสือที่บุรัณย์รายงาน มีภาพนลินกับคฤณฤทธิ์ประกอบข่าว
“นี่คือความเชื่อของชาวบ้านแถวนี้เกี่ยวกับผีกระสือ และไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้นในปราสาทร้างกลางป่าลึกที่เพิ่งถูกค้นพบ สันนิษฐานว่ามีอายุเกือบพันปี ด็อกเตอร์ตฤณฤทธิ์และคุณนลินได้หายตัวไป น่าจะเกิดจากอาถรรพณ์ตามคำบอกเล่าของชาวบ้าน ที่เชื่อกันว่ามันคือคำสาป”
พนิชประติดประต่อเรื่องราว จนเหมือนคิดอะไรออก รีบหยิบมือถือขึ้นมาหาข้อมูลเกี่ยวกับข่าวที่นลินหายตัวไป
พนิชเลื่อนอ่านข้อความคุยกันในเฟซ เป็นข้อความที่ฉัตรฉายโพสต์พร้อมลงเบอร์โทร.ไว้ พนิชกดโทร.ออกไปยังเบอร์นั้นท่าทางร้อนใจ

ตฤณฤทธิ์กลับถึงบ้านตอนค่ำ ถือซองเอกสารในมือตรงไปหาคุณหญิงศันสนีย์ที่นั่งอยู่ในห้องรับแขก ถามหน้าเครียด
“แม่รู้ใช่ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้น”
ตฤณฤทธิ์ส่งซองให้ ศันสนีย์เปิดอ่านเอกสาร ทำหน้าตกใจเหมือนไม่รู้เรื่อง
“แม่ไม่รู้จริงๆ นะลูก แต่ก็ดีแล้วนี่ ลูกจะได้กลับมาอยู่กับแม่เสียที” คุณหญิงยกมือไหว้
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ “สาธุๆ เดี๋ยวลูกช้างจะไหว้หัวหมูสองหัวเลยเจ้าค่ะ”
นายพลดิษย์ในชุดทำงาน เดินเข้ามาสมทบ ตฤณฤทธิ์ยกมือไหว้บิดา
“หน้าไปโดนอะไรมาลูก แล้วนี่แต่งตัวอะไร” ท่านนายพลมองเสื้อลายการ์ตูนที่ลูกชายใส่งงๆ
ศันสนีย์มองหน้าตฤณฤทธิ์ด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นลูก ใครทำร้ายลูกแม่ คุณต้องไปจัดการให้ลูกเรานะ เจ็บไหมลูก” คุณหญิงจับหน้าลูกดูแผลจนมาสะดุดตาที่เสื้อได้เรื่องบ่นอีกชุด “ทำไมลูกแต่งตัวแบบนี้ล่ะ อย่าบอกนะที่ไม่ยอมแต่งงานเป็นเพราะ...”
“คุณก็ ฟังลูกอธิบายบ้างสิ”
“ไม่มีอะไรหรอกครับแม่ แค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ส่วนเสื้อผมยืมเพื่อนมา ตอนนี้คุยเรื่องที่ผมโดนสั่งย้ายด่วนก่อนดีกว่า”
“อะไรนะสั่งย้ายด่วนเลยเหรอ” ดิษย์หันมาทางตฤณแล้วมองไปที่ศันสนีย์ “คุณหญิง”
ศันสนีย์ทำเป็นไม่รู้เรื่อง “อะไรคุณ ฉันไม่ได้ทำอะไรนะ แล้วคุณไม่ดีใจเหรอที่ลูกจะได้กลับมาทำงานในกรุงเทพฯ แล้ว”
“ดีใจสิ ถ้าลูกกลับมาเพราะตัวเขาเอง ไม่ใช่เพราะคุณ”
“ก็ฉันไม่ได้ทำจริงๆ นี่” ศันสนีย์น้ำตาคลอ “ทำไมต้องมองฉันด้วยสายตาแบบนี้ด้วย”
“คุณแม่ ผมขอทำงานนี้ให้เสร็จก่อนนะครับ แล้วผมจะขอย้ายกลับมาเอง” ตฤณฤทธิ์ต่อรอง
“แม่จะเอาอำนาจที่ไหนมาทำเรื่องนี้ เทวดาท่านคงสงสารแม่ที่ต้องทนคิดถึงลูกทุกวัน เลยดลจิตดลใจให้ผู้ใหญ่ท่านย้ายตฤณกลับมาไงลูก” คุณหญิงว่า
ดิษย์รู้ทัน “ก็อำนาจของท่านคุณหญิงศศลักษณ์ไง สนิทกันไม่ใช่เหรอ”
ศันสนีย์ดุสามี “คุณหยุดพูดไปเลยนะ เดี๋ยวลูกก็เข้าใจฉันผิดหรอก”
“คุณหญิง อย่าไปบังคับให้ลูกเป็นอย่างใจเราสิ เราเป็นพ่อแม่ คอยดูเขาอยู่ห่างๆก็พอ อีกอย่างตฤณก็เป็นเด็กดีมาโดยตลอด ปล่อยๆ ลูกบ้างเถอะ” ท่านนายพลว่า
ศันสนีย์พูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ไม่รู้ละ ฉันจะไม่ยอมให้ตาตฤณกลับไปที่นั่นอีกแน่ๆ”
“แม่...”
ศันสนีย์สะบัดหน้าเดินจากไป ตฤณฤทธิ์กับดิษย์หันมองหน้ากันแล้วถอนหายใจ

พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าขึ้นยามเช้า บรรยากาศในหมู่บ้านดอนป่าหวายคึกคักเป็นพิเศษ บรรดานักท่องเที่ยวขับรถมาจอดที่ถนนหน้าบ้านกำนันสิน โดยมีโฉมศรี ฉัตรฉาย เบา และ บางกำลังต้อนรับนักท่องเที่ยวเหล่านั้น
“สวัสดีทุกคน ดิฉันชาช่า แอดมินเพจล่ากระสือเองค่ะ ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่หมู่บ้านดอนป่าหวายนะคะ”
โฉมศรียืนมองฉัตรฉายอย่างมีสุขใจ ภูมิใจ บาง กะ เบาช่วยกันขนกระเป๋าเข้าบ้านพัก

ระหว่างนี้นลินขับรถมาถึงบ้านดอนป่าหวาย รถแล่นผ่านหน้าบ้านกำนันสิน เธอมองผ่านกระจกรถ เห็นนักท่องเที่ยวมากมาย อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะขับผ่านไป

กำนันสินเดินออกมา มองสงสัยที่เห็นนักท่องเที่ยวอยู่เต็มลานหน้าบ้าน
“ทุกคนคะ นี่พ่อกำนันค่ะ” ฉัตรฉายยิ้มร่าแนะนำกำนันสิน ทุกคนยกมือไหว้ กำนันรับไหว้แทบไม่ทัน “คนที่จะหาทีมพาไปสำรวจปราสาทอาถรรพ์ไงคะ” ทุกคนปรบมือให้อีก ฉัตรฉายหันมาแนะนำโฉมศรี “นี่ก็คุณนายโฉมศรี คุณแม่ดีเด่นของชาช่าเอง”
กำนันสินกัดฟันยิ้มให้แขก สะกิดแขนฉัตรฉายกระซิบบอกผ่านไรฟันว่า
“นังฉาย นี่มันอะไรกัน แกไปตามแม่แกมาคุยกับข้าเดียวนี้เลย”
ฉัตรฉายหันไปจ๊ะจ๋ากับนักท่องเที่ยว “มาเหนื่อยๆ ไปพักกันก่อนนะคะ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยเรื่องโปรแกรมทัวร์กันต่อ”
นักล่ากระสือกระจายตัวกันเข้าที่พัก แม่ลูกเดินหน้าบานเข้ามาหากำนันสินโฉมศรีนับเงินโชว์
“พี่ดูสิได้เงินตั้งเยอะ นี่แค่วันเดียวนะเนี่ย”
โฉมศรีกับฉัตรฉายมองหน้ากันอย่างภูมิใจ แต่กลับถูกกำนันด่าว่า
“พวกแกจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว เอาเงินไปคืน แล้วเชิญคนพวกนั้นออกไปให้หมด เลยนะ”
ฉัตรฉายมองสงสัย “พ่อ อะไรของพ่อเนี่ย วันนั้นยังเห็นภูมิใจที่ได้ออกทีวีอยู่เลย แล้ววันนี้อะไร แทนที่จะภูมิใจที่หนูช่วยโปรโหมตหมู่บ้าน”
โฉมศรีด่าผัว “พี่นี่ก็ผีเข้าผีออก ลูกมันหาเงินเข้าบ้านยังจะไปว่ามันอีก”
มีรถสองแถวขับมาจอดที่หน้าบ้านอีกคัน
กำนันสินมีสีหน้าไม่พอใจ “อย่าบอกนะว่ามากันยังไม่หมดอีก”
พนิชก้าวเดินลงจากรถสองแถวเป็นคนสุดท้าย

ในเวลาต่อมา ที่ร้านเสริมสวยเจ๊หวี มีลูกค้าหญิงคนหนึ่งนั่งอบไอน้ำ อีกคนทำสีผม เจ๊หวีไดรผมให้ฉัตรฉายอยู่ ส่วนชมพู่กำลังเตรียมการขัดเท้าให้โฉมศรี
“เรียบร้อยแล้วค่ะน้องชาช่า” ดึงผ้าคลุมออกจากไหล่ให้ฉัตรฉาย แล้วหันมาถามโฉมศรี “วันนี้เห็นคนมาที่บ้าน จะจัดงานแซยิดเหรอคะคุณนาย”
“แซยิดเจ๊หวันสิ ฉันยังไม่แก่ขนาดนั้น”
เจ๊หวันยืนหัวโล้นอยู่หันมาแหวใส่ “อ๊าว อย่าพาดพิงสิจ๊ะคุณนาย”
ชมพู่ถือกะละมังมาวางแช่เท้าแล้วขัดให้โฉมศรี “คุณนายแช่เท้าก่อนค่ะ ตีนด้านขนาดนี้สงสัยต้องขัดด้วยกระดาษทรายเบอร์ร้อยล่ะมั้ง”
โฉมศรีมองไม่ชอบใจ ชี้นิ้วสั่ง “นี่นังชมพู่ขัดไปอย่าพูดมาก ขัดแรงๆเลย ตรงไหนด้านๆ ก็ขัดออกให้หมด”
“อ้าว คุณนายจะขัดหน้าด้วยเหรอวันนี้”
ชมพู่แอบขำรู้ทันว่าเจ๊หวีหลอกด่า
โฉมศรีแหวใส่ชมพู่กะเจ๊หวี “ขำอะไรนังพู่ นี่นังหวี แกว่าฉันหน้าด้านเหรอ พูดจากวนมาหลายรอบแล้วนะ”
“ใครจะกล้าว่าสตรีหมายเลขหนึ่งอย่างคุณนายได้ล่ะคะ เสียงไดรมันดังฉันก็ฟังไม่ค่อยได้ยิน”
“เมื่อไหร่จะมีร้านอื่นมาเปิดแข่งแกสักที ฉันจะได้เลิกมาทำที่นี่” โฉมศรีว่า
“ใครจะกล้ามาเปิดแข่งเจ๊หวีของดีประจำดอนป่าหวายล่ะคะ ฝีมือโอท็อปห้าดาว ใครแข่งไปก็เจ๊ง” เจ๊หวีแดกดัน
สองแม่ลูกมองบนอย่างเบื่อหน่าย
“แม่หนูกลับก่อนนะ จะได้ไปดูแลนักท่องเที่ยวที่บ้าน”
“นักท่องเที่ยวอะไรกัน บ้านเรามีที่ให้เที่ยวด้วยเหรอชาช่า” ชมพู่งง
“ก็ทัวร์ล่ากระสือไงพี่ชมพู่ หมู่บ้านเราออกข่าวดังไปทั่วไม่รู้เรื่องเหรอ” ฉัตรฉายบอก
“ยัง...ยัง...ไม่เข็ดอีก ต้มผ้าเอย ขุดศพเอย ไม่เห็นจะเจอสักทีก็มโนกันอยู่ได้” เจ๊หวีรำคาญเรื่องนี้เต็มทน ตัดบทตะเพิดฉัตรฉายว่า “ไปเรียนเถอะลูกเชื่อเจ๊ อย่ามางมงายเรื่องไร้สาระ”
ฉัตรฉายประชดกลับ “เรียนแล้วมาตัดเล็บขบเหมือนเจ๊เนี่ยเหรอ”
“อ้าวๆ นังฉายตัดเล็บขบแล้วไง ฉันทำงานถูกกฏหมายนะโว้ย สร้างความสวยงามให้ผู้คนไม่ดีตรงไหนวะ”
“สร้างความสวยงามให้คนอื่น จนลืมสร้างให้ตัวเองหรือเปล่าเจ๊” โฉมศรีกัด
เจ๊หวีสะบัดวิกผมม้าเต่อใส่อย่างมั่นใจ “แหกตาดูสิคะ สวยดูแพงขนาดนี้ มิสยูนิเวิร์สชัดๆ”

โฉมศรีกับฉัตรฉายมองหน้ากันอย่างเบื่อหน่ายอารมณ์เกินหญิงของกะเทยคู่ปรับ

อ่านต่อตอนที่ 12


กำลังโหลดความคิดเห็น...