xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่7 ชาวบ้านต้มผ้าล่ากระสือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่7 - ชาวบ้านต้มผ้าล่ากระสือ

บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

นวลจูงมือนลินพาเดินเข้ามาในห้องชลันตี ที่ยืนหันหลังรออยู่แล้ว นวลตบหลังมือนลินเบาๆ เชิงปลอบ แล้วเดินออกจากห้องไปพร้อมกับปิดประตูลง

นลินถามคาดคั้นชลันตีอย่างร้อนรนใจ
“บอกได้ไหมคะ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับลิน”
ชลันตีหันหน้ามามองนลินนัยน์ตาเศร้า เธอร้องไห้ขณะเดินเข้ามากอดนลิน
“มันได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ว่าจะต้องเกิดขึ้นอย่างนี้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามเวรตามกรรม!”
นลินสีหน้าแปลกใจ อึ้งไป!

เรื่องราวในอดีต ถูกบอกเล่าจากความทรงจำของชลันตีเป็นฉากๆ

กลางดึกคืนหนึ่งเมื่อ 50 ปีก่อน บรรยากาศในป่าใกล้ปราสาทอนันตาปุระตอนกลางคืน ยินเสียงหรีดหริ่งเรไรร้องกันระงม ประสมกับเสียงลากของบางอย่างผ่านเศษซากใบไม้ในป่า จนเสียงในป่าเงียบลง
แสงจันทร์สาดส่องลงมา เห็นร่างเพียรในวัยสาวสะพรั่ง ลากจอบอันหนึ่งมาตามทางเดิน แววตาแข็งกร้าว เต็มไปด้วยความโกรธแค้น
ชลันตีเล่าเสริมว่า “มันเป็นคำสาป...คำสาปของตระกูลที่ไม่มีใครรู้ที่มาที่แท้จริง”
เพียรลากจอบไปเรื่อยๆ สายตาจ้องเขม็งไปยังข้างหน้าอย่างมาดหมาย แม้ไม่รู้จุดหมาย แต่เพียรก็ยังคงเดินต่อไป
“มีเพียงเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อครั้งอดีตมีอาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองอยู่ในแถบนี้ บรรพบุรุษของเรา...นางในผู้หนึ่งของอาณาจักรแห่งนั้นได้กระทำผิดอย่างมหันต์ เจ้าเมืองโกรธมากจึงสาปให้หญิงสาวที่สืบเชื้อสายจากนางทุกคน ต้องทนทุกข์อยู่ระหว่างความเป็นความตายไปทุกชั่วโคตร ชั่วกัปชั่วกัลป์...”
เสียงย่ำฝีเท้าของเพียรดังไปตลอดทาง สักพักเสียงหรีดริ่งเรไรก็เงียบลง เพียรมองตรงไปข้างหน้าตาลุกวาว เห็นอะไรบางอย่าง
ใบหน้าเพียรมีน้ำตาค่อยๆไหล แววตาถมึงถึง เจ็บแค้น
เพียรเห็นลานประหารของปราสาทอนันตาปุระอยู่ตรงหน้า

เพียรยืนนิ่งมองไปอย่างตั้งใจจะทำอะไรบางอย่าง

เพียรนึกถึงเหตุการณ์ตอนได้รู้ความจริง
ประตูห้องเพ็ญ แม่ของเพียร เปิดแง้มไว้ เพียรแอบมองผ่านช่องประตูด้วยความช็อก
“มันเหมือนโรคร้ายที่ทรมานทั้งใจและกาย ไม่มีใครอยากส่งต่อ ไม่มีแม่คนไหนอยากให้ลูกทนทุกข์ทรมานแสนสาหัส แต่ถึงทุกคนจะพยายามชดใช้ด้วยตัวเองแล้ว ก็ยังไม่มีทางหนีพ้นชะตากรรมนี้ไปได้...”
บริเวณคอของเพ็ญค่อยๆ แหวกออก หัวกับไส้ค่อยๆ หลุดออก และลอยออกไปนอกหน้าต่าง
พอกระสือเพ็ญลอยลับสายตาไป เพียรก็ทรุดฮวบลงร้องไห้ด้วยความสงสารแม่

ณ บริเวณลานประหารของปราสาทอนันตาปุระ สายลมโหมพัดแรงขึ้น ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เพียรมองแท่นประหารนั้น ด้วยแววตาโกรธแค้นสุดจะประมาณ
สุดท้ายเพียรค่อยๆ เงื้อจอบขึ้น ตะโกนก้องด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ให้มันจบสิ้นกันสักที!”
เพียรฟันจอบลงไปที่แท่นหินนั้น แต่กลับมีแรงบางอย่างสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง เสียงดังเปรี้ยง! สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วบริเวณ แท่นหินแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ส่งให้ร่างของเพียรกระเด็นไปตกอยู่ไม่ไกลจากแท่นหินนั้น เจ็บร้าวระบมไปทั้งตัว
ลมเริ่มโหมพัดกระหน่ำรุนแรงมากขึ้นๆ
เพียรมองไปที่แท่นหิน ภาพทุกอย่างตรงหน้าเบลอไปหมด สุดท้ายทุกอย่างตรงหน้ามืดสนิทไปหมดสิ้น

เพียรฟื้นตื่นขึ้นมา พาตัวเองเดินโผเผกลับถึงบ้านตอนเช้ามืด เปิดประตูเข้ามาในบ้าน ด้วยสีหน้าอิดโรย ซีดเซียวดูไม่มีแรง
“ยายของลินพยายามแก้ไขทุกอย่างแล้ว แต่สุดท้ายผลของมันกลับ…” เสียงชลันตีดังขึ้น
บ้านทั้งหลังมืดสลัว รอบข้างเงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่
เพียรขึ้นเรือน ตรงไปยังห้องนอนเพ็ญ มือจับลูกบิดแล้วเปิดเข้าไป
เพ็ญนอนนิ่งเหมือนคนกำลังหลับสนิท เพียรพุ่งเข้าไปหาข้างเตียง
“แม่...”
เพียรจับมือเพ็ญไว้ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้ง มองหน้าแม่ใจหล่นวูบ เพียรยื่นมือไปจับชีพจรตรงคอ แล้วอึ้งไป
“ไม่...แม่...ไม่นะ แม่อย่าทิ้งฉันไป แม่...”
เพียรทรุดลงกับพื้นร้องไห้โฮ ปิ่มว่าจะขาดใจ แม่เพ็ญสิ้นใจแล้ว
สักพัก นายคำ สามีของเพียรได้ยินเสียง รีบตามเข้ามาดู ทรุดลงกอดเมียไว้
“เพียร เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น”
“แม่...แม่...ไม่จริง”
เพียรร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุดหย่อน ส่วนคำยังไม่เข้าใจ ได้แต่กอดปลอบเมียอยู่อย่างนั้น

กลางดึกคืนนั้น
เพียรและคำเข้านอนและหลับอยู่บนเตียงในห้อง จู่ๆก็เกิดสิ่งผิดปกติกับร่างของเพียร
ร่างของเพียรเริ่มกระตุกอย่างรุนแรง เพียรเบิกตาโพลง มือเกร็งและสั่นจนน่ากลัว
เพียรเอามือไปจับที่คอ รับรู้ว่ามันกำลังจะแยกออกจากร่างของเธอ แม้พยายามฝืนไว้แต่กลับบังคับร่างกายตัวเองไม่ได้ดั่งใจ เพียรดิ้นทุรนทุรายต่อสู้กับมัน แต่ความเจ็บปวดกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทนไม่ไหว กรีดร้องดังลั่นห้อง
จนคำสะดุ้งตื่นขึ้นมา พอเห็นอาการของเพียรก็ตกใจ
“เพียร!”
คำจับตัวเพียรไว้ แต่ร่างเพียรยังคงสั่นอย่างน่ากลัว ตาของเพียรแดงก่ำ มองไปที่คำ ตะโกนไล่ออกไป
“อ...ออกไป!”
“เพียร...เป็นอะไร บอกฉันสิ เพียร!”
“ป...ไปสิ...อึก...”
เพียรจิกที่คอตัวเองน้ำตาซึม เอามือผลักไสคำออก แต่คำไม่ยอมไป จับตัวเพียรไว้อย่างนั้น
ในที่สุดเพียรก็ควบคุมร่างไม่ได้อีกต่อไป บริเวณคอของเพียรค่อยๆ ปริ และแหวกออก
คำตกใจร้องลั่นผงะ ผละตัวออกไป เห็นคาตาว่าหัวของเพียรค่อยๆ หลุดออกจากร่าง
คำช็อกมองอย่างตะลึงตะไล ขณะที่หัวกับไส้ของเพียรจะลอยออกไป
“เพียร!”
คำตกใจเข่าอ่อนร้องไห้ออกมาด้วยความตกใจกลัว

หลังจากนลินรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับยายเพียร ก็อึ้งไป น้ำตาไหลพราก
“เพราะอย่างนี้นี่เอง พ่อกับแม่ถึงพาลินหนีไป แต่...ก็หนีไม่พ้น”
“เมื่อใดที่ทายาทหญิงในตระกูลทำผิดร้ายแรง เมื่อนั้นคำสาปก็จะถูกส่งต่อไปยังทายาทผู้นั้นทันที!”
“ทำผิดร้ายแรง” ใช่แล้ว นลินนึกได้ เธอขโมยมรกตจากห้องเก็บของกรมศิลป์นั่นเอง
แววตาของนลินเต็มไปด้วยความหวาดกลัว น้ำตาคลอเต็มดวงตา
ชลันตียื่นมือไปแตะบ่าหลานสาวพูดปลอบ
“ไม่เป็นไรนะลิน ป้ากับป้านวลสัญญาว่าจะช่วย...”
นลินหายใจแรง “ไม่..ไม่มีใครช่วยได้ทั้งนั้น ไม่ ไม่”
นลินกรีดร้องออกมาด้วยความกลัวที่แล่นเข้าจับขั้วหัวใจ น้ำตาร่วงเป็นสาย กอดตัวเองด้วยสองมืออันสั่นสะท้านจากแรงสะอื้น ชลันตีโอบกอดนลินไว้ด้วยความสงสาร
“มีสิลิน กลับมาอยู่ที่นี่ ป้ากับป้านวลจะคอยช่วยลินเอง”
นลินยังสะอื้นไม่หยุด “ไม่... ลิน...ลินกลัว”
“ทุกคนในบ้านนี้จะคอยดูแลลิน ป้ากับนวลเคยช่วยยายของลินยังไง เราจะช่วยลินอย่างนั้น จะไม่มีใครทำอะไรลินได้”
นลินมองชลันตี ส่ายหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา แล้วลุกพรวดขึ้นถลาไปที่หน้าต่าง ชลันตีรีบดึงไว้
“ลิน จะทำอะไรน่ะลิน”
“ป้าตีปล่อย ถ้าลินตาย มันอาจจะจบทุกอย่างได้”
“ไม่ลิน มันไม่เป็นอย่างนั้น ลินจะไม่มีวันตายถ้าไม่มีทายาทมาสืบทอดคำสาปนี้!”
นลินชะงักกึก มองชลันตีด้วยแววตาที่เศร้าหนักกว่าเดิม ยิ่งคิดก็ยิ่งหดหู่
“แม้แต่ตาย...ก็ยังตายไม่ได้เหรอคะ”
นลินทรุดลงร้องไห้อย่างอัดอั้น ชลันตีกอดปลอบ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ลินไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่ลินต้องอยู่ให้ได้ ออกจากงานแล้วกลับมาอยู่ที่นี่ บ้านนี้เป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลิน บางทีสักวัน...ลินอาจจะหาทางแก้คำสาปนี้ได้”
นลินคิดหนัก

พระอาทิตย์โผล่พ้นทิวไม้ลอยตัวขึ้นสาดแสงไปทั่วหมู่บ้านดอนป่าหวายในยามเช้า
ตอนสายๆ ที่ศาลาประชาคมกลางหมู่บ้าน มีป้ายไวนิลเขียนว่า “แถลงข่าวการสำรวจปราสาทอนันตาปุระ” ถูกแขวนไว้เห็นเด่นชัด เก้าอี้ถูกจัดเรียงไว้เต็มลานหน้าศาลา ชาวบ้านทยอยมาร่วมงานคึกคัก
บุรัณย์ให้โจ๊กถ่ายบรรยากาศต่างๆ ในงาน วิศวัตคุยกับชาวบ้านอยู่
กวิตากับนลินมาช่วยกันแจกแผ่นพับข้อมูลอยู่หน้างาน สองสาวส่งเสียงแจ๋วๆ
“ข้อมูลและแผนสำรวจปราสาทอนันตาปุระค่ะ”
ชาวบ้านที่รับแผ่นพับมองทางกวิตากับนลินแปลกๆ กวิตายิ้มเจื่อนมองไปทางนลิน
นลินใส่ชุดข้าราชการแต่สวมหมวก พันผ้าพันคอ ใส่แว่นดำเต็มยศ
นลินดึงผ้าพันคอขึ้น พยายามทำตัวปกติ แล้วก็มีมือหนึ่งยื่นมาขอแผ่นพับ
“ขอใบนึงครับ”
นลินคุ้นเสียงมาก เงยหน้ามองเห็นตฤณฤทธิ์มองมาที่เธอยิ้มๆ
“สงสัยวันนี้แดดจะร้อนนะครับ เจ้าหน้าที่แต่งตัวซะมิดชิด”
นลินชะงักเมื่อเห็นตฤณฤทธิ์ รีบดึงใบปลิวกลับแล้วจะเดินหนีไป
ตฤณฤทธิ์ยื้อแผ่นพับไว้ “ของไว้แจกไม่ใช่เหรอ”
นลินเดินหนี ตฤณฤทธิ์จะตามไป แต่เสียงมธุรสเรียกขึ้นก่อน
“พี่ตฤณอยู่นี่เอง จะได้เวลาแล้วนะคะ”
มธุรสเดินเข้ามานลินเบือนหน้าหนี
“พี่มาทักทายเจ้าหน้าที่กรมฯน่ะ นี่คุณกวิตากับคุณนลิน สังกัดหน่วยงานภัณฑารักษ์” แล้วแนะนำนลินและกวิตากับมธุรส “นี่มธุรส เป็นอาจารย์กับผู้ช่วยวิจัยที่เดียวกับผมครับ”
มธุรสตื่นเต้นทันทีที่ได้ยินชื่อนลิน
“อ๋อ คุณนลินนี่เอง รสเคยได้ยินชื่อคุณบ่อยเลยค่ะ”
นลินแปลกใจ “ชื่อฉันเหรอคะ?”
ยังไม่ทันที่นลินจะเอ่ยปากถาม ตฤณฤทธิ์ก็แทรกขึ้น
“นายวัตกับรัณย์อยู่ไหน พร้อมแล้วใช่ไหมรส”
"วัตไปช่วยงานด้านโน้นค่ะ ส่วนรัณสแตนด์บายหน้าเวทีแล้ว เขาให้มาถามพี่ด้วยว่าเจ้าหน้าที่กรมคนไหนจะให้สัมภาษณ์หลังจบงาน" มธุรสว่า
ตฤณฤทธิ์มองไปทางนลิน นลินสวนขึ้นมาก่อน
"ฉันไม่สะดวกค่ะ รู้สึกไม่ค่อยสบาย แถลงข่าวกับสัมภาษณ์ฉันจะให้เพื่อนฉันไปแทน" นลินหันไปบอกกับกวิตา "ใช่ไหมต้า"
นลินเอามือสะกิดกวิตาเชิงบอกให้รับไม้ กวิตาทำหน้างงๆ
"ฉันเหรอ"
"ให้สัมภาษณ์กับคุณบุรัณย์ไง ที่เราคุยกันไว้"
กวิตาได้ยินชื่อบุรัณย์ก็หูผึ่ง รีบตอบตกลงบอกกับมธุรสว่า
"ค่ะ ต้าไปสัมฯเองค่ะ ให้ทำอะไรได้หมดทุกอย่างเลยค่ะ เต็มที่"
นลินแอบถอนหายใจโล่งอก ตฤณฤทธิ์ลอบสังเกตท่าทางแปลกๆของนลิน

ชาวบ้านทุกคนมานั่งรวมกันที่ศาลากลางหมู่บ้านดอนป่าหวาย บุรัณย์กับตากล้องมารอถ่ายวิดีโอ
นลินยืนมองอยู่ห่างๆ ไม่ได้เข้าไปร่วมด้วย
ตฤณฤทธิ์ มธุรส วิศวัตกับกวิตาและกำนันสินออกมาแถลงข่าวด้านหน้า ตฤณฤทธิ์ยกมือไหว้ แนะนำตัวกับชาวบ้าน
"สวัสดีทุกคนนะครับ ผมตฤณฤทธิ์ เป็นหัวหน้าทีมสำรวจปราสาทแห่งนี้ ซึ่งตั้งชื่อตามชื่อเมืองในสมัยนั้นว่าปราสาทอนันตาปุระ"
มธุรสเอาเอาชาร์ตข้อมูลมากางให้ตฤณฤทธิ์ ก่อนที่เขาจะอธิบายต่อ
"ชื่อนี้ได้จากการถอดอักขระโบราณบนจารึกที่พบในตัวปราสาท จากหลักฐานที่ระบุว่าการก่อสร้างและศิลปะใกล้เคียงกับปราสาทเมืองสิงห์ครับ"
กำนันสินพูดขึ้นบ้าง ด้วยมาดเหมือนหาเสียง
"การมาของพวกด็อกเตอร์ถือว่าเป็นข่าวดีนะ ทางการจะส่งเสริมหมู่บ้านเราให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว มันจะสร้างทั้งอาชีพและรายได้ให้กับพวกเราทุกคน"
ชาวบ้านถูกอกถูกใจปรบมือเกรียว ตฤณฤทธิ์เริ่มยิ้มออก กวิตาเสริมว่า
"ในส่วนของทางการยืนยันว่าจะช่วยดูแลจัดสรรพื้นที่ให้อย่างดีเพื่อให้การสำรวจเป็นไปอย่างราบรื่นค่ะ"
"พวกผมหวังว่าจะได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกคนนะครับ สุดท้ายนี้...ใครมีคำถามอะไรไหมครับ"
ชาวบ้านทุกคนเงียบไป แต่เสียงหนึ่งดังขึ้น
"ผมมีคำถามครับ"
ทุกคนหันไปมองตามเสียง ปรากฏว่าเจ้าของเสียงเป็นพลเพิ่มที่เดินเข้ามาพร้อมปัณรี มีลูกน้องตามหลังมาห่างๆ
นลินมีสีหน้าแปลกใจมากที่เห็นพลเพิ่มที่นี่
"ถ้าผมต้องการสนับสนุนการสำรวจ ทุกท่านจะเต็มใจรับความช่วยเหลือจากผมหรือไม่ครับ"
ตฤณฤทธิ์มองพลเพิ่มนิ่งๆ ยังไม่ตอบอะไร กำนันสินพูดขึ้นก่อน
"ยินดีครับ ยินดีมากๆ ขอบคุณคุณพลเพิ่มแทนพวกเราทุกคน"
กำนันสินปรบมือนำ ยิ้มปลื้มๆ ชาวบ้านทุกคนปรบมือตาม
พลเพิ่มยิ้มให้ทุกคนอย่างเป็นมิตร แต่มีวี่แววบางอย่างแฝงอยู่ในรอยยิ้มนั้น
เขาเหลือบไปเห็นนลินที่ยืนอยู่มุมหนึ่ง ยิ้มกับตัวเองอย่างมีแผน

หลังการประชุมจบลงอย่างเรียบร้อย นลินเก็บข้าวของอยู่ มีมือใครบางคนยื่นมาแตะไหล่ เธอ
สะดุ้งหันไปมอง เจอพลเพิ่มยืนยิ้มมาให้ก็แปลกใจ
"คุณ..."
พลเพิ่มดีใจมากที่เจอนลิน รีบชวนคุย
"สวัสดีครับคุณนลิน ดีใจที่ได้เจอกันอีกนะครับ"
"สวัสดีค่ะ คุณพลเพิ่ม ไม่นึกว่าคุณจะมาด้วย"
พลเพิ่มพูดด้วยท่าทีสบายๆ ต่างกับนลินที่ระวังตัวมาก ไม่อยากให้เขาเข้าใกล้
"เป็นงานของผมนี่ครับ"
พลเพิ่มยื่นนามบัตรให้นลิน ในนั้นมีข้อความระบุตำแหน่งทางการเมืองด้วย นลินมองฉงน
"ฉันคิดว่าคุณเป็นแค่นักธุรกิจ..."
"อาชีพเสริมน่ะครับ" พลเพิ่มมองนลิน "ส่วนคุณ...คงไม่ใช่ชาวบ้านที่สนใจเรื่องปราสาททั่วไปหรอก ใช่ไหม"
"ลินเป็นตัวแทนกรมฯมาช่วยงานทีมสำรวจค่ะ"
พลเพิ่มยิ้ม แต่กลับดูเยือกเย็นอย่างประหลาด นลินหลบตากลัวเขาพูดเรื่องมรกต แต่กลับผิดคาด เขาพูดออกมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"มิน่า คุณถึงสนใจเรื่องของเก่าๆ ดีนะครับ ได้ทำงานกับสิ่งที่ชอบ"
นลินเป็นฝ่ายอึกอัก "ค่ะ..."
"มีอะไรให้ผมช่วยก็ติดต่อมาได้เลยนะครับ อ้อ...แล้วถ้าผมต้องการข้อมูลเกี่ยวกับงานสำรวจ ผมจะติดต่อคุณลินได้ยังไง"
นลินอึกอัก กำลังจะปฏิเสธ เสียงฉัตรฉายดังขึ้น
"คุณพลขา..."
พลเพิ่มหันไปเจอฉัตรฉายพุ่งมาเกาะแขน พูดจาออเซาะ
"อยู่นี่เอง ชาช่าหาตัวคุณตั้งนาน คุณพ่ออยากคุยกับคุณค่ะ ไปกับช่านะคะ"
"เดี๋ยวครับ"
"ไปนะคะ มีชาวบ้านอยากเจอคุณพลด้วย"
ฉัตรฉายลากพลเพิ่มออกไป ไม่วายหันมาจิกตาใส่นลินด้วย นลินโล่งอก

วิศวัต ผู้ช่วยและช่างภาพในทีมสำรวจ กางแผนผังประสาทลงบนโต๊ะ ชี้ให้ตฤณฤทธิ์ดู
"ตรงนี้เป็นจุดที่เราเข้าไปคราวก่อนครับ ผมติดต่อทีมพรานให้เข้าไปเคลียร์สถานที่ล่วงหน้าแล้ว เราตามเข้าไปจะได้ทำงานไวขึ้นครับ"
"เราจะแบ่งทีมสำรวจเพื่อเก็บตกรอบนอก ตามแผนนี้ค่ะ"
มธุรสส่งตารางแผนงานให้ตฤณฤทธิ์ดู เขาพิจารณาอยู่สักพัก
"ตามนี้ ไปเตรียมตัวมา มะรืนนี้เราจะออกเดินทาง"
ตฤณฤทธิ์จะอธิบายงานต่อ แต่เสียงปัณรีดังขึ้นก่อน
"ทำอะไรกันเคร่งเครียดจังคะทุกคน"
ปัณรีเดินผ่ามาชะโงกหน้าดูกลางวง ทำสีหน้าตกใจ มธุรสมองบน เซ็งๆ
"กำลังวางแผนสำรวจเหรอคะ น่าสนใจจัง เห็นแล้วอยากไปด้วยเลย"
ปัณรีมองอ้อนตฤณฤทธิ์ มธุรสรีบแทรก
"เดินป่าเหนื่อยก็เหนื่อย ไม่มีแอร์ ไม่มีน้ำอุ่น แถมมีแต่ผู้ชายทั้งนั้น คุณหนูแบบคุณปัณจะไม่สะดวกเอานะคะ"
ปัณรีหันมายิ้มให้มธุรส แต่จิกๆเสียงใส่นิดหนึ่ง
"ทีพี่รสยังไปได้ ทำไมปัณจะไปไม่ได้ล่ะคะ?"
"มันไม่เหมือนกันค่ะ ฉันทำงานกับพี่ตฤณตั้งแต่แรก ชินพื้นที่กว่าคุณ ฉันเอาตัวรอดได้"
"แต่ปัณโตที่นี่ รู้จักทุกส่วนของแถวนี้แทบจะหลับตาเดินได้ ไม่แน่อาจจะมีประโยชน์กว่ารู้แค่ในตำราก็ได้นะคะ"
มธุรสกับปัณรีจ้องหน้ากัน ไม่มีใครยอมใคร วิศวัตเห็นท่าไม่ดีเลยพูดขำๆขึ้นมา
"คุณปัณไปก็ดีนะครับ ผมงี้ออกไซต์ทีเจอแต่เหงื่อกับกล้าม มีผู้หญิงสวยๆน่ารักไปด้วยคงจะสดชื้นสดชื่น"
มธุรสหงุดหงิดแกมหมั่นไส้หยิกวิศวัตเต็มแรง
"โอ๊ย!"
วิศวัตเด้งตัวหนี มธุรสชี้หน้าคาดโทษไว้ ปัณรีได้โอกาสอ้อนตฤณฤทธิ์
"คุณวัตให้ปัณไปแล้วพี่ตฤณล่ะคะ"
"ที่ไซต์ยังไม่เรียบร้อยเลยครับ ไว้เคลียร์ทางสะดวกกว่านี้แล้วค่อยไปดีกว่า ผมไม่อยากให้ใครเป็นอันตรายเพราะดูแลได้ไม่ทั่วถึง"
ตฤณฤทธิ์ตอบตามมารยาท ปัณรีหน้าเจื่อนไป มธุรสลอบยิ้มเย้ยปัณรี

เจ๊หวีจัดผมเผ้าเตรียมให้สัมภาษณ์กับบุรัณย์ จิกตาใส่กล้องสุดฤทธิ์
ทันทีที่ไมค์ช่อง8 ยื่นมาตรงหน้า เจ๊หวีกระแอมเรียกเสียงแล้วเริ่มจ้อ เรื่อยเจื้อยตามประสาเทยตื่นไมค์
"เรื่องประสาทนี่เจ๊รู้ดีค่ะ วิ่งเล่นมาตั้งแต่สมัยเป็นเทยแอ๊บแมนเตะบอลกับเพื่อน...ฮะ อยู่ในป่าเหรอคะ ไปได้ค่ะ เจ๊ชอบป่า โดยเฉพาะป่าเดียวกัน"
บุรัณย์สัมภาษณ์เบาเป็นคนต่อมา
"ปราสาทปรัมปรา เอ๊ย! ปราสาทอนันต์อะไรนะ เอ๊ย! ปราสาทอะไรนะ" เบานึกชื่อปราสาทไม่ออกจนมีเสียงบุรัณย์ตะโกนบอกมาว่า
“อนันตาปุระ”
"อ้อ ปราสาทอนันตาปุระ ถูกแล้ว" เบาว่า
ชมพู่ถูกสัมภาษณ์เป็นรายต่อมา
"ชื่อชมพู่นะคะ เอ่อ...ขอเว่ากับอีแม่ได้บ่คะ อีแม่ข้อยได้ออกทีวีละเด้อ ข้อยสวยบ่ บอกอีสีข้างบ้านด้วยว่าข้อยได้ดีละเด้อ"
ชมพู่โบกมือไม้ให้กล้องวิดีโอ บุรัณย์ปวดหัวกับแต่ละคนมาก สั่งคัตทันที
"คัตๆๆ พอก่อนครับ"
กวิตามองอย่างเห็นใจ เข้ามากระซิบบุรัณย์
"ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวต้าช่วยเอง"
"ขอบคุณนะครับ"
กวิตาชูสองนิ้วให้บุรัณย์
"พอดีเมื่อกี้ลืมโฟกัส ถ่ายใหม่อีกรอบได้ไหมคะพี่ๆ ขอพูดเน้นๆ เกี่ยวกับปราสาทนะคะ"
ทั้งสามคนร้องอ้าวทั้งแถบ ทำท่าจะโวยวาย
"ถ้าจะถ่ายใหม่ สัมภาษณ์ดิฉันไม่ดีกว่าเหรอคะ"
บุรัณย์หยุดกึกทันที หันไปเห็นโฉมศรีเดินเข้ามา
"ฟังฉันดีกว่า รับรอง...เรื่องอาถรรพ์ในหมู่บ้านน่าสนใจกว่าปราสาทร้างเยอะ"
ชมพู่โมโห รู้ทันว่าคุณนายเมียกำนันจะจ้อเรื่องอะไร
"ถ้าจะมาเล่าเรื่องไร้สาระล่ะก็ มาทางไหนกลับไปทางนั้นเลยนะ คุณนาย"
เจ๊หวีสำทับ "ใช่ ไม่มีใครเขาฟังตำนานผีสางที่ไม่มีจริงหรอกย่ะ"
บุรัณย์แทรกอย่างสนใจ "แต่ผมสนนะครับ"
ทุกคนหันไปมองบุรัณย์เป็นตาเดียว บุรัณย์เข้าไปหาโฉมศรี
"เล่าให้ผมฟังหน่อยสิครับว่าหมู่บ้านนี้มีอะไร"
โฉมศรียิ้มเยาะใส่พวกเจ๊หวีที่เบ้ปาก เจ็บใจเพราะทำอะไรไม่ได้
"ฟังแล้วอาจจะไม่เชื่อนะคะ แต่ที่นี่ มีผีกระสือค่ะ"
บุรัณย์กับคนที่เหลืออึ้งกันไปทั้งแถบ

บริเวณด้านหลังศาลา นลินก้าวฉับๆ จะหาที่หลบ
นลินมองไป ไม่เห็นใครตามมาเลยจะรีบเดินให้เร็วขึ้น
ขณะจะหันกลับสายตาก็เผลอปะทะกับแสงแดดที่ตกกระทบกระเบื้องแถวนั้น
นลินแสบตามาก หันหน้าหนีแต่แล้วตากลับไปมองแสงแดดที่สาดลงมาพอดี
จู่ๆนลินก็เวียนหัว ตาลายคล้ายจะเป็นลม พยุงตัวไว้ไม่ได้เซจนเกือบจะล้ม
ใครบางคนพุ่งเข้ามาประคองนลินไว้ได้ทันพอดี
"เป็นอะไรไปคุณ"
นลินจำเสียงตฤณฤทธิ์ได้ รีบผลักเขาออก
"คุณมาได้ยังไง"
"ผมแค่จะมาหาน้ำกิน แล้วก็บังเอิญเจอคุณเข้า"
"น้ำอยู่ตรงกองอำนวยการด้านหน้าไงคะ"
"เอ่อ...ผมลืมไป ว่าแต่คุณเถอะ เป็นอะไร ผมเจอทีไรไม่ป่วยก็เป็นลมทุกที มีอะไรกับผมหรือเปล่า"
ตฤณฤทธิ์ทำเป็นพูดล้อเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
"ฉันเกลียดขี้หน้าคุณละมั้ง" นลินว่า
"เกลียดก็ดี ผมจะได้ดีใจ เพราะเกลียดอย่างไหนก็ได้อย่างนั้น"
"มุกนี้เขาเล่นกันมาเป็นร้อยปีแล้ว เลิกเล่นเถอะค่ะ"
ตฤณฤทธิ์เหวอไป นลินจะเดินหนี แต่ผ้าพันคอนลินเผยอออกจนเห็นรอยแผลที่คอ โดยเป็นอาการข้างเคียงหลังจากถอดหัวออก 1 วัน นลินจะยังมีรอยแผลสีแดงจางๆ
ตฤณฤทธิ์สังเกตเห็น ยื่นมือไปกันนลินไว้ นลินหันมามองโกรธๆ
"อะไรอีกล่ะ"
ตฤณฤทธิ์ชี้ไปที่คอนลิน "คอของคุณไปโดนอะไรมา"
นลินจับที่คอรู้ว่าผ้าเปิดออก หน้าซีดขึ้นมาทันที ตฤณฤทธิ์ยื่นมือไปตรงคอเหมือนจะแตะแผล
นลินสะบัดมือตฤณฤทธิ์ออกอย่างแรง สีหน้าตื่นๆ ถอยหนี
"อย่ายุ่งกับฉัน!"
นลินตะคอกใส่ตฤณแล้ววิ่งหนีไปดื้อๆ ตฤณมองอึ้งๆ

ฝ่ายบุรัณย์ดูจะตื่นเต้นเอามากๆ เมื่อได้ยินโฉมศรีพูดเรื่องกระสือ
"คุณไปถามทั้งหมู่บ้านได้เลย ที่นี่มีกระสือมานานแล้ว"
เบาช่วยเสริมให้โฉมศรีว่า
"ใช่จ้ะ ฉันนี่เห็นเป็นหัวผมยาวสยาย ส่องแสงแว้บ...แว้บ" พร้อมทำมือกะพริบเว่อร์ๆ "ลอยผ่านหน้าไปเลย ฮึ่ย พูดแล้วยังขนลุก"
โฉมศรีพูดต่อ
"แถมไม่ใช่แค่นั้น เช้ามา ไก่เอย สัตว์เลี้ยงชาวบ้านเอยตายยกเล้า ไส้หายเกลี้ยง เลือดท่วมเหมือนโดนสัตว์แทะ ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นแน่"
บุรัณย์ตาวาว สะกิดตากล้องคู่ใจทันที
"ไอ้โจ๊ก ถ่ายพวกพี่เขาไว้ เร็ว"
โจ๊กยกกล้องขึ้นมาถ่าย แต่เจ๊หวีเดินมาขวาง แล้วเอามือปัดกล้องหลบ
"เหรออออ มั่นใจเหรอว่าที่เห็นน่ะไม่ใช่ สัตว์”
"เอ๊า อีหวี ปากอย่างนี้มันวอนจริงๆ" โฉมศรีโกรธ
กวิตาเห็นเหตุการณ์เริ่มวุ่นวาย พยายามปรามทุกคน
"ทุกคนใจเย็นนะคะ มีอะไรค่อยพูดค่อยจากัน"
"โอ๊ย ไม่ต้องมากระมิดกระเมี้ยนพูดแล้วค่ะคู้ณณ จะออกสื่อแล้วก็ประกาศไปเลยว่าบ้านยายเพียรมันเป็นผี"
กวิตาเหวอไป เจ๊หวีกัดฟัน ชี้หน้าโฉมศรี ตะคอกใส่
"อีคุณนาย ว่าใครเป็นกระสือนะ"
"ต๊าย หูดับขึ้นมาเชียว" โฉมศรีหันมาลูกคู่เบาและบาง "ใครเป็นกระสือ พูดดังๆ ซิ"
"ยายเพียร...ยายเพียร...ยายเพียร"
เบาบางพูดทำท่าล้อเลียนยายเพียรเหมือนกระสือกำลังลอยไปมา
"ไอ้พวกถ่อยสถุล!"
เจ๊หวีสบถหมดความอดทนเอาเท้ายันโครมไปที่โฉมศรี บุรัณย์ตกใจมาก ผงะถอยไป
โฉมศรีตั้งตัวได้ กรี๊ดลั่น ด่าเจ๊หวีคืน
"อีหวี จะเอาใช่มะ ม้า"
โฉมศรีถลาเข้าไปจิกหัวเจ๊หวีแล้วตบซ้ำ เบากับบางมาช่วยล็อคตัวเจ๊หวีไว้
เจ๊หวีร้องโวยวาย ให้ผันกับชมพู่ช่วย
"นังสองคนนั้น ยืนทำถ้วยอะไร ช่วยกูซี้"
ชมพู่กับผันมองหน้ากันงงๆแล้วนึกได้ช่วยกันเข้าไปรุมกับเจ๊หวี โฉมศรีเบาบาง
กวิตากับบุรัณย์งงไปหมด บุรัณย์ดึงตากล้องหลบจะเข้าไปห้ามแต่ถูกผลักกระเด็นออกมา
"ช่วยด้วยค่า ช่วยด้วย คนตีกัน"
กวิตาตะโกนเรียกให้คนช่วย ชาวบ้านเริ่มมามุง สถานการณ์วุ่นวายมาก

ฝ่ายนลินรีบร้อนเข้ามาในบ้าน รีบปิดประตูด้วยท่าทางลนลาน หายใจหอบเหมือนวิ่งหนีอะไรมา
"ลิน"
นลินสะดุ้งหันไปหน้าตาตื่น เห็นชลันตีเดินออกมาจากด้านในบ้าน
"มีอะไรเหรอลิน"
นลินนึกถึงตอนตฤณฤทธิ์เห็นแผลที่คอ จับที่คอตัวเอง
นลินเหลือบมองชลันตีอย่างลังเล ก่อนจะถามออกไปด้วยความหดหู่
"ลินจะอยู่แบบคนทั่วไปไม่ได้แล้วเหรอคะ"
ชลันตีสังเกตท่าทางของนลิน รู้ว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่นอน
"มีใครเห็นแผลของลินรึเปล่า"
"ตอบลินมาก่อนสิคะ"
นลินดูหวาดกลัวมาก ชลันตีทำใจเย็น ค่อยๆเดินมาหานลิน ดึงผ้าตรงคอออกจนเห็นรอยแผล
"แล้วลินคิดว่าถ้ามีคนเห็นแผลนี่...ในกรุงเทพฯ มันจะปลอดภัยหรือเปล่าล่ะ"
นลินเอามือแตะตรงแผล ทำท่าจะร้องไห้ออกมาอีก
"ลิน...ลินทนไม่ไหวแล้ว...ลินกลัว ลินไม่อยากเป็นปีศาจ"
นลินทรุดลงกับพื้น ชลันตีเข้ามากอดปลอบ
"ลินจำที่ป้าเคยบอกได้ไหม ว่าไม่มีใครหวังดีกับเราทั้งนั้น เชื่อป้าเถอะ กลับมา แล้วลินจะปลอดภัย"
นลินครุ่นคิดหนัก เครียดจัด

ส่วนที่ศาลาประชาคม หลังจากตบกันจนวุ่นวายหายอยากไปแล้ว พวกโฉมศรี เจ๊หวี ผัน ชมพู่ เบา บาง ต่างนั่งทำแผลอยู่คนละมุม
บุรัณย์กับกวิตาโดนลูกหลงจนผมเผ้าเยินไปหมด มธุรส วิศวัตมาช่วยทำแผลให้
ตฤณฤทธิ์ยืนอยู่กับพวกกำนันสินที่มองเมียตัวเองกลุ้มๆ
มธุรสที่ทำแผลให้บุรัณย์หมั่นไส้เลยทายาแก้ช้ำไปที่หน้าแรงๆ
"รส ทำอะไร เจ็บนะ!" บุรัณย์ว่า
"เจ็บสิดี ทำข่าวอีท่าไหนปล่อยชาวบ้านตีกัน คุณต้าเลยซวยไปด้วย"
บุรัณย์ทำหน้าเซ็ง กวิตาเข้าข้างบุรัณย์
"ต้าไม่เป็นไรค่ะคุณรส เหตุสุดวิสัย ต้าโอเค"
โฉมศรีได้ยินเข้าทนไม่ได้ต้องแทรกขึ้นมา
"ใช่ค่า สุดวิสัยมากๆ เพราะถ้านังนี่" โฉมศรีพยักเพยิดไปทางเจ๊หวี "ไม่เกิดตกมันอยากอาละวาดขึ้นมา เรื่องก็ไม่เกิด"
"อย่าโทษฉันนะ คุณนายต่างหากที่เผือกเรื่องคนอื่นก่อน"
"ว่าฉันเผือก หล่อนก็เผือกเหมือนกันล่ะย่ะ! ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเล้ย"
"มันก็ไม่ใช่เรื่องของใครทั้งนั้นแหละ แต่ถ้าคุณนายอยากซ้ำล่ะก็ จัดให้ได้นะ"
เจ๊หวีลุกพรวดจะท้าตบ บุรัณย์ขวางเจ๊หวีไว้ ผันคว้าตัวชมพู่มาล็อคไว้ได้
สองฝั่งได้แต่สงสายตาฮึ่มฮั่มใส่กัน กำนันสินพาพลเพิ่ม ปัณรี ฉัตรฉายตามมา
ฉัตรฉายตกใจถาม "ตายแล้ว ใครทำคุณแม่!" แล้วพูดกับกำนันสิน "คุณพ่อขา คุณพ่อต้องเอาเรื่องมันนะคะ ทำอย่างนี้กับคุณแม่ได้ยังไง"
"พอๆๆ เลิกโวยวายกันได้แล้ว ไม่อายคนอื่นเขารึไง" กำนันสินว่า
กำนันสินพูดอย่างเหลืออด พลเพิ่มแตะบ่ากำนันสิน กำนันสินถอยออกไป
พลเพิ่มมาพูดกับทุกคน
"ผมได้ยินที่ทุกคนทะเลาะกันแล้วครับ ผมอาจจะไม่เกี่ยวเรื่องนี้ แต่ผมอยากให้ทุกคนคุยกันดีๆ
"ถ้าคุยดีแต่แรกก็ไม่ตบหรอกค่ะ"
พลเพิ่มชะงักนิดหนึ่ง ทำเป็นยิ้มแล้วพูดดีๆต่อ
"เพราะงั้นเวลาจะทำอะไรเราต้องมีสติมากๆไงครับ คนเราคิดต่างกันได้ แต่ต้องเคารพความคิดคนอื่นด้วย ขอโทษแล้วให้อภัยกันเถอะครับ"
พวกเจ๊หวี โฉมศรีเงียบไป ทำเชิดใส่กันแต่ไม่ขอโทษ
กำนันสินกลุ้มใจ ฉัตรฉายมองพลเพิ่มตาเป็นประกาย ปลื้มมาก

ไม่นานต่อมา กำนันสินมาส่งพวกพลเพิ่ม มองตามจนรถแล่นออกไปพ้นหมู่บ้าน
กวิตากลับบ้านยายเพียรไปแล้ว ชาวบ้านคนอื่นๆ ก็กำลังทยอยกันกลับบ้านตัวเอง
แต่ทันใดนั้น พัด สาวชาวบ้านกำลังท้องแก่ก็วิ่งอย่างทุลักทุเลมา ตะโกนลั่น
"กำนัน ช่วยฉันด้วย แย่แล้ว!"
ชุม สามีพัดวิ่งตามมาติดๆ กลัวเมียจะเป็นอะไรไป พยายามตะโกนห้าม
"พัด อย่าวิ่งเร็ว เดี๋ยวลูกก็หลุดออกมาหรอก"
พัดไม่สนใจวิ่งไปหาพวกกำนันสิน เพื่อขอร้องให้ช่วย
"กำนัน...ที่บ้าน...บ้านฉัน ช...ช่วยด้วย"
"ใจเย็นๆ ค่อยๆเล่ามาว่าเกิดอะไรขึ้น" กำนันสินว่า
พวกตฤณฤทธิ์หันมามองทางพวกกำนันสินอย่างสงสัย
พัดค่อยๆตั้งสติ แล้วพูดออกมา ยังดูตกใจอยู่
"ฉ...ฉันเจอผ้าเปื้อนเลือดบนราวตากผ้า"
โฉมศรีได้ยินก็หูผึ่งตาโตขึ้นมา
"ผ้าเปื้อนเลือดงั้นเหรอ"
"ใช่จ้ะ เมื่อคืนตากผ้าไว้ยังไม่มีรอยอะไรเลย พอตื่นเช้ามาก็มีรอยเลือดเหมือนคนมาเช็ดอะไรไว้ น่ากลัวจริงๆจ้ะ"
โฉมศรียิ้มร้าย หันไปบอกกำนัน
"ฉันจะไปดูที่บ้านหลังนั้น" พลางหันสั่งลูกน้อง "ไอ้เบา ไอ้บาง ตามมา"
โฉมศรีพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านที่ได้ยินพากันวิ่งตามคุณนายโฉมศรีไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ฝั่งบุรัณย์คว้ากระเป๋าตัวเองขึ้นมาสะพายทันที
"อันนี้ล่ะของจริง...ไอ้โจ๊ก ไป"
บุรัณย์สั่งโจ๊กแล้วตามไปทำข่าว ตฤณฤทธิ์มองสงสัย

สองสาวอยู่ในห้องนอนนลินบนเรือน กวิตาได้ยินเรื่องนลินจะลาออกก็ตกใจ
"ลาออก"
นลินพยักหน้า ไม่มีความลังเลอีกแล้ว
"ขอโทษที่เพิ่งบอกนะต้า ฉันเพิ่งตัดสินใจได้ไม่นานนี้เอง"
"ทำไมจู่ๆถึงตัดสินใจแบบนี้ล่ะ แกยังบอกฉันอยู่เลยว่าชอบงานที่กรมมาก บอกกะทันหันอย่างนี้ ฉันช็อกนะ" กวิตาแปลกใจไม่หาย
"ฉันปรึกษาป้าตีแล้ว ตั้งแต่คุณยายเสียบ้านนี้ก็มีเรื่องให้จัดการเยอะมาก ถ้าให้ไปๆมาๆกรุงเทพก็ไม่สะดวก สู้ออกมาอยู่ที่นี่เลยดีกว่า"
กวิตาหน้าหงอยลงไปถนัด
"ฉันอยากเข้าใจนะ แต่พอคิดว่าแกจะไม่อยู่ด้วย ฉันใจหาย..."
นลินจับมือกวิตา พยายามพูดปลอบ
"ก็แค่ลาออก ไม่ได้หายไปถาวรซะหน่อย"
กวิตานิ่งไป
"อย่าพูดแบบนี้สิ ใจหายไงก็ไม่รู้"
"ไม่พูดก็ได้ เอางี้...ฉันจะให้แกขอหนึ่งอย่าง เป็นการปลอบใจ โอเค้?"
"งั้น...แกอยู่ช่วยงานทีมด็อกเตอร์ตฤณกับฉันจนกว่าจะจบโปรเจ็คท์ได้ไหม?"
กวิตามีสีหน้าจริงจัง นลินเงียบ พยายามไตร่ตรองว่าควรทำยังไง
"นะลิน...อยู่ช่วยฉันก่อน คิดซะว่าอยู่ช่วยฉันหารค่าบ้านก็ได้"
กวิตาหลุดยิ้มออกมา นลินขำ
"ก็ได้ๆ ฉันจะอยู่ช่วยแก"
"ขอบคุณน้า...แล้วก็ไม่ต้องเสียใจด้วย ไม่ว่าแกจะทำอะไร ฉันเชื่อการตัดสินใจของแก ฉันอยู่ได้"
กวิตาพูดขำๆ แต่น้ำตาซึม นลินกลั้นน้ำตาไว้เข้าไปกอดเพื่อนรัก

พวกชาวบ้านยกโขยงมามุงดูเต็มบ้านพัด
บุรัณย์ในมาดผู้สื่อข่าวยืนอยู่ด้านหน้าฝูงชน สั่งโจ๊กให้ถ่ายทำบรรยากาศไว้ เพื่อทำสกู๊ป
"ขณะนี้ผมกำลังพาทุกท่านมาที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งนะครับ ที่นี่มีตำนานเก่าแก่ที่อาจจะเคยได้ยินกันมา คุณผู้ชมจะเชื่อหรือไม่ ผมจะขอพาทุกท่านไปพิสูจน์ให้เห็นกันครับ"
บุรัณย์เข้าไปในฝูงชน เห็นพวกตฤณฤทธิ์กับพวกโฉมศรีกำลังซุบซิบกัน
ใกล้ๆ เป็นราวตากผ้าหลังบ้าน เห็นชุดคลุมท้องของพัดแขวนตากอยู่ แต่มีรอยเลือดเปื้อนเป็นทาง
บุรัณย์ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวอย่างคล่องแคล่ว
"เห็นรอยเลือดที่ชุดคลุมท้องนั่นไหมครับ เคยมีเรื่องเล่าบอกว่าถ้าตื่นมาแล้วเราเจอคราบเลือดบนผ้าที่ตากไว้ อาจจะมีผีชนิดหนึ่งมาเช็ดปาก ซึ่งนั่นก็คือ ผี..."
จู่ๆ ตฤณฤทธิ์เดินมาขวางกล้อง บุรัณย์ตกใจ
"พี่ตฤณ ทำอะไรพี่?"
"หยุดถ่ายได้แล้ว มันใช่เวลาไหมรัณ"
บุรัณย์เซ็ง "โธ่ พี่ แต่นี่มันสกู๊ปเด็ดเลยนะ"
มธุรสตามมาช่วยพูด
"สกู๊ปอะไรของนาย ก็แค่ผ้าเปื้อนเลือด ไร้สาระ"
บุรัณย์อ้าปากจะเถียง แต่ฉัตรฉายเข้ามาแทรกก่อน
"คนอย่างคุณนายโฉมศรี ไม่เคยทำเรื่องไร้สาระ ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะไอ้ผีร้ายมานานแล้ว คราวนี้เราจะจับมันได้ตัวเป็นๆ ซักที"
วิศวัตมองไปที่ผ้าทำหน้าหวาดๆ
"ผีร้าย...กระสือน่ะเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ ในเมื่อทุกคนมารวมกันที่นี่แล้วจะได้รู้กันไปเลยว่ามันเป็นใครกันแน่"
โฉมศรีตบมือสองทีให้สัญญาณ เบากะบางแบกหม้อใส่น้ำกับเตาอั้งโล่ออกมาตั้ง
โฉมศรีหันไปบอกกำนันสินที่ยืนมองเสื้อเปื้อนเลือดอยู่
"ฉันจัดการเลยนะพี่"
"จัดเลย อะไรที่ทำเพื่อความสุขของชาวบ้าน พี่ยินดี"
ตฤณฤทธิ์แปลกใจ หันไปถามโฉมศรี "พวกคุณจะทำอะไรครับ"
"ต้มผ้า...ล่ากระสือค่ะ" ฉัตรฉายบอกแทน
ตฤณฤทธิ์ยังงงอยู่อย่างนั้น โฉมศรีกระชากเสื้อเปื้อนเลือดของพัดลงมา ชูให้พวกตฤณฤทธิ์ดู
"เอาชุดนี่ไปต้มในน้ำเดือดๆ ไงคะ ถ้าใครมันทุรนทุรายปวดแสบปวดร้อน นังคนนั้นนั่นล่ะ ที่เป็นกระสือ"
ชาวบ้านได้ยินก็ส่งเสียงฮือฮาเชียร์ลั่น ให้ “ต้มผ้าล่ากระสือ” ทันที ตฤณฤทธิ์อึ้งนิ่งงันไป

ทางด้าน กวิตากำลังจะเดินออกจากห้องนลินกลับห้องตัวเอง หลังจากที่ทั้งคู่ คุยกันพักใหญ่
"ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ แกพักผ่อนเหอะ"
นลินพยักหน้า
ส่วนที่บ้านพัด ชุดของพัดกำลังถูกหย่อนลงหม้อต้ม
นลินกำลังจะเอนหลังลงไป แต่แล้วต้องชะงักรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
นลินเอามือจิกผ้าปูที่นอน เริ่มหายใจแรงขึ้น จู่ๆ ร่างกายก็ร้อนรุ่มเหมือนมีใครจุดไฟเผา
เป็นเวลาเดียวกับที่ชุดของพัดค่อยๆ จมลงในหม้อน้ำที่เดือดพล่าน
กวิตากำลังจะเปิดประตู ตัวของนลินเริ่มแดงขึ้นเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มไหล
โฉมศรี ฉัตรฉาย กำนันสินมองชุดของพัดที่โดนต้มอยู่อย่างสะใจ ต่างยิ้มให้กัน
นลินร้อนจนเริ่มทนไม่ไหว มองกวิตา พยายามขอให้ช่วย
"ต...ต้า"
นลินยื่นมือออกไป แต่กลับไม่มีแรงทรุดลงจนมือปัดไปโดนของที่โต๊ะข้างเตียงหล่นดังโครม
กวิตาหันมาเจอนลินนอนกองอยู่ที่พื้นก็ตกใจมาก
"ลิน"
กวิตารีบเข้าไปจับตัวนลิน แล้วก็ถึงกับสะดุ้งเมื่อตัวนลินตัวร้อนมากจนผิดปกติ
"ลิน ทำไมตัวร้อนขนาดนี้"
"ต้า...ช่วยด้วย" นลินบอก
กวิตามองซ้ายขวา หน้าตาเลิ่กลั่ก พยายามคิดหาทางช่วยเพื่อน
จนนึกได้ โพล่งออกมา "ป้าตี...ป้านวล ช่วยด้วยค่ะ ช่วยลินด้วย"
กวิตาพรวดพราดออกจากห้องไปตามชลันตี

ชุดของพัดจมอยู่ในน้ำที่กำลังเดือดปุดๆ มีเบากะบางคอยพัดเร่งไฟ
โฉมศรีกวาดตามองรอบๆ ชาวบ้านตรงนั้นไม่มีใครเป็นอะไร
บุรัณย์สงสัยเลยถามขึ้นมา
"นี่ก็ต้มมาสักพักแล้ว ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่ครับ"
เจ๊หวีเท้าเอวมอง กระตุกยิ้มเหยียด แดกดันอย่างสะใจ
"ไม่ต้องกลัวหรอกค้า หน้าคุณนายมันแหกมากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะ"
"ใช่ๆ ให้ชาวบ้านมาดูอะไรก็ไม่รู้ เสียเวลาทำมาหากิน" เจ๊หวันผสมโรง
พวกชาวบ้านส่งเสียงโห่ฮาตามกันไปหมด จนสองแม่ลูกหน้าเสีย
โฉมศรีเหมือนนึกอะไรได้
"เรายังไม่เห็นคนในหมู่บ้านนี้" แล้วพูดเน้น "บางคน..ยังไงล่ะ"
วิศวัตสงสัยถามขึ้นมา
"หมายถึงใครเหรอครับ"
โฉมศรีหันไปกวาดตามองทุกคน
"พวกบ้านยายเพียรไง"
พวกเจ๊หวี เจ๊หวัน ผัน ชมพู่ แอบสังเกตการณ์อยู่ เห็นว่าสถานการณ์ชักไม่ดีแล้ว
ผันกระซิบหารือ "นังคุณนายมันจะใส่ร้ายพวกบ้านยายเพียรแน่ๆ ทำไงดี"
เจ๊หวีกระซิบบอกว่า "ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องไปบอกให้พวกคุณชลันตีระวังตัว"
"แล้วใครจะไป ฉันวิ่งไม่ไหวนะ" เจ๊หวันหันไปมองทางหนึ่ง แล้วต้องหน้าเหวอ "อ้าว..."
พวกผัน เจ๊หวี เจ๊หวัน เหวอกันหมดเมื่อเห็นชมพู่วิ่งจู๊ดไปไกลแล้ว ขณะที่พวกโฉมศรีก็เคลื่อนขบวนไปบ้านยายเพียรอย่างเอาเรื่อง
ตฤณฤทธิ์กับพวกมองหน้ากันอย่างแปลกใจปนตกใจ
"รสเพิ่งเห็นงมงายของจริงก็วันนี้" มธุรสว่า
ตฤณฤทธิ์เป็นห่วงนลินจับใจ

ฝ่ายกวิตาวิ่งลงบันไดมามาหาชลันตีกับนวลที่ชั้นล่างของเรือน ด้วยหน้าตาตื่น
"ป้าตี ป้านวล ช่วยด้วยค่ะ ลินแย่แล้ว"
ชลันตีกับนวลตกใจลุกพรวดขึ้นทันที
"ลินเป็นอะไร" ชลันตีถาม
"เมื่อกี้กำลังคุยกันอยู่ดีๆ ลินก็ตัวร้อนจี๋แล้วทรุดลงไปเลย ป้าตีช่วยลินด้วยนะคะ พาลินไปหาหมอ อะไรก็ได้"
ชลันตีหน้าเครียด มองหน้านวลอย่างรู้กัน กำลังจะขึ้นไปห้องนลิน
แต่มีเสียงชมพู่ร้องเรียกดังขึ้น พร้อมเสียงทุบประตูรัวๆ
"คุณชลันตี น้องลิน มีใครอยู่ไหมคะ"
"นวล ออกไปดูที"
นวลพยักหน้ารับเอาคำ เปิดประตูออกไปหน้าห้อง เห็นชมพู่วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
"มีอะไรชมพู่"
ชมพู่หอบแฮกๆ "พวก...คุณนายโฉมศรี…มันต้มผ้าล่ากระสือค่ะ แล้วก็กำลังมาที่นี่ บอกจะพิสูจน์ให้ได้ว่าบ้านนี้มีผีกระสือ"
นวลอึ้งไป

กองทัพชาวบ้านมารวมตัวกันด้านหน้าประตูบ้านยายเพียร โดยมีโฉมศรี กำนันสิน ฉัตรฉายเป็นแกนนำ ต่างพากันส่งเสียงตะโกนร้องเรียกดังโหวกเหวกให้คนในบ้านออกมา
"ออกมา กระสือออกมา เปิดประตูออกมา"
เจ๊หวีกับผันซึ่งตามมาด้วย มองหน้ากัน ด้วยสีหน้าหวั่นๆ
โฉมศรียังนำพวกชาวบ้านตะโกนไม่หยุด
"ออกมา ถ้าไม่ออกพวกฉันจะบุกเข้าไปเดี๋ยวนี้"
ยังไม่มีเสียงตอบรับออกมา พวกโฉมศรียิ่งไม่พอใจ ทำท่าจะบุกเข้าไป แต่ประตูเปิดออกมาเสียก่อน
ชลันตีกับกวิตาและชมพู่ออกมาจากในบ้าน กวิตาเห็นพวกตฤณฤทธิ์มาด้วยก็แปลกใจ
"นี่มันอะไรกันคะ"
ชลันตีจ้องหน้าโฉมศรีนิ่ง โฉมศรียิ้มเยาะ พูดใส่หน้าชลันตี
"ออกมาจากรูได้ซักทีนะ นึกว่าจะหดหัวได้นานกว่านี้ซะอีก"
โฉมศรีหันไปหาพวกกำนันจะพูดต่อ แต่ชลันตีจ้องกลับ ไม่กลัวสักนิด
"มากันขนาดนี้ เรื่องสำคัญเหรอคะกำนัน"
กำนันสินรู้สึกเกรงๆบอกไม่ถูก แต่ทำเป็นนิ่งไว้
"สำคัญ เพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยของคนในหมู่บ้าน พวกเราต้องขอความร่วมมือจากบ้านคุณ" กำนันสินบอกกลางๆ
"พวกเราอยากเจอยายเพียร" ฉัตรฉายเอ่ยขึ้น
ชลันตีทำหน้าประหลาดใจ ปรายตาไปทางโฉมศรี
"ฉันคิดว่าเราคุยกันรู้เรื่องแล้วซะอีก"
"พวกฉันไม่จบง่ายๆ หรอก ตราบใดที่ยังขุดรากถอนโคนพวกปีศาจออกไปจากหมู่บ้านนี้ไม่ได้"
โฉมศรีมองหน้าท้าทายชลันตี
"ที่ทำไปคราวก่อนยังไม่พอเหรอ หรือต้องให้ฉันใช้กฏหมายจริงๆ"
"ไม่ต้องเอากฏหมายมาอ้าง คราวนี้แกไม่รอดแน่ ฉันเอาผ้าที่อีผีกระสือมันเช็ดเลือดไปต้มแล้ว ตอนนี้มันคงกำลังดิ้นทุรนทุรายจะขาดใจไปแล้วล่ะมั้ง"
ชลันตีหน้าตึงไปนิดหนึ่ง รู้สาเหตุที่นลินตัวร้อนแล้ว แต่ต้องข่มอารมณ์ไว้
"ที่นี่ไม่มีคนที่เธอตามหา กลับไปซะ"
"เหรอ แต่พวกฉันยังไม่เจอยายเพียรเลย เธอแน่ใจเหรอว่าไม่มี" ฉัตรฉายว่า
"ยายเพียรตายไปแล้ว พูดไม่รู้เรื่องรึไง" ชลันตีว่า
"ฉันไม่เชื่อ! ไม่รู้ล่ะ วันนี้ฉันจะพิสูจน์เรื่องยายเพียรให้ได้ ถ้าเธอมั่นใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นซะว่ายายเพียรอยู่ที่ไหน" โฉมศรีบอกเสียงดัง
กลุ่มชาวบ้านส่งเสียงเฮเข้าข้างโฉมศรีทั้งขบวน ตฤณฤทธิ์มองอย่างเป็นห่วง
ชลันตีกำมือจนแน่น แววตาแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความโกรธแค้น เจ็บใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ไม่นานนัก เสียงกรีดร้องของฉัตรฉายดังขึ้นที่หลังบ้านยายพียร
ทุกคนเห็นเต็มตาว่าศพยายเพียรในโลงที่ถูกขุดขึ้นมาและเปิดออกดูอยู่ในสภาพเริ่มเน่าเปื่อย สภาพชวนขนลุกขนพอง
โฉมศรีช็อกๆ พวกเจ๊หวี ชมพู่ ผันพากันเบือนหน้าหนี ชาวบ้านบางคนทำหน้าสะอิดสะเอียนพะอืดพะอมกับภาพตรงหน้า
บุรัณย์อึ้งไปเลย เอามือบังหน้ากล้องเป็นเชิงบอกให้โจ๊กหยุดถ่าย
ชลันตีหันไปทางชาวบ้าน ด้วยแววตาแข็งกร้าว เจ็บใจ และโกรธจัด
"พอใจรึยัง สมใจทุกคนรึยัง"
ชลันตีตะคอกใส่โฉมศรี เริ่มจะหมดความอดทนแล้ว
ตฤณฤทธิ์เห็นสถานการณ์ไม่ดี เลยเข้ามาไกล่เกลี่ย
"พอเถอะครับ ถ้าไม่มีอะไรก็แยกย้ายกันกลับดีกว่า"
โฉมศรีทำอะไรไม่ถูก แต่ไม่อยากยอมรับผิด ดึงดันจะพิสูจน์ต่อ
"ไม่ค่ะด็อกเตอร์ ฉันยังไม่กลับ"
ฉัตรฉายหน้าเหวอ มองศพยายเพียรกลัวๆ สะกิดแขนแม่ให้กลับ
"แม่ พอแล้วมั้งชาช่าจะเป็นลมอยู่แล้ว"
โฉมศรีหันไปมองดุฉัตรฉายให้เงียบปาก ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าชลันตี
"นลิน หลานสาวยายเพียรตอนนี้อยู่ที่ไหน"
โฉมศรีพูดจบก็พุ่งตัวออกไปทางหน้าบ้าน
ฉัตรฉายงง แต่ก็ตามแม่ไป ชลันตีคุมแค้นเอือมระอาสุดๆ รีบตามพวกโฉมศรีไป

พวกโฉมศรีและฉัตรฉายมาถึงก็ตะโกนขึ้นไปบนเรือนยายเพียร เรียกนลินออกมา
"นลิน ออกมาเดี๋ยวนี้นะ ออกมา"
พวกชาวบ้านตะโกนผสมโรง "ออกมา ออกมา"
ตฤณฤทธิ์ออกไปยืนขวางหน้าทุกคนไว้
"อย่าทำแบบนี้เลย พวกคุณกำลังทำผิดนะ ผีกระสือไม่มีจริงหรอก"
กำนันสินบอกเชิงปราม
"ห้ามไม่ได้หรอกคุณ ชาวบ้านเขาสงสัยมานานแล้ว น้ำกำลังเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวางเลย"
ฉัตรฉายตะโกนหวังให้นลินได้ยิน
"ถ้าไม่เห็นนลินกับตาตัวเอง ยังไงก็ไม่กลับ"
พวกชาวบ้านส่งเสียงโห่ฮาสนับสนุน โฉมศรียิ่งได้ใจ กร่างใส่ชลันตีเต็มที่
"เหลือแต่หลานเธอคนเดียวที่ตั้งแต่เกิดเรื่องก็ยังไม่เห็นหน้า ถ้ามั่นใจว่าไม่ได้เป็นกระสือก็ไปตามออกมาสิ จะได้จบๆ"
พวกชลันตีกำมือแน่น มองโฉมศรีอย่างโกรธแค้น
"โอ๊ย ประสาทเสียไปกันใหญ่แล้ว ต้องให้ลากกลับใช่ไหมฮะ"
เจ๊หวีจะพุ่งไปตบโฉมศรีอีก แต่ฉัตรฉายกับโฉมศรีไม่ถอยง่ายๆ
"เอาซี้ เข้ามาเลย ฉันไม่กลัวหรอก" ฉัตรฉายท้า
"ฉันก็ไม่กลัวเหมือนกันค่า ซิลิโคนไม่หลุดอย่าเรียกกูเจ๊หวี"
พวกเจ๊หวีทำท่าจะมีเรื่องกับพวกโฉมศรี พวกตฤณฤทธิ์ต้องเข้าไปช่วยห้ามกันเป็นที่วุ่นวาย
จนมีเสียงนลินดังขึ้น
"กำลังตามหาฉันอยู่เหรอคะ"
ทุกคนชะงักกึก มองไปที่ประตูหน้าบ้าน
เห็นนลินสวมเสื้อผ้ามิดชิดลงจากเรือนพร้อมนวล หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่านลินฝืนทำจนท่าทางดูปกติดีทุกอย่าง แต่ตัวเกร็งตลอดเวลา
พวกโฉมศรีอึ้งๆ ตฤณฤทธิ์ผละจากพวกโฉมศรีเข้าไปหานลินทันที
"คุณ..."
"ฉันนอนพักอยู่ได้ยินเสียงเอะอะมาซักพักแล้ว ถามหาฉันทำไมคะ"
ชลันตีเข้าไปยืนข้างนลินอีกคน ปรายตามองพวกโฉมศรีในตอนท้าย
"แค่เข้าใจผิดน่ะจ้ะ ตอนนี้พวกเขาคงรู้แล้วว่าอะไร...เป็นอะไร"
นลินมองไปทางพวกโฉมศรี ฉัตรฉายกระซิบกับแม่
"แม่ มันไม่เห็นเจ็บปวดอะไรเลย เอาไงดี"
โฉมศรีกัดฟันอย่างเจ็บใจ แต่ยังทำเชิดหน้า กำนันสินปั้นยิ้มบอกนลินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนผู้ใหญ่ใจดี
"โล่งอกไปที ที่ไม่มีใครเป็นอะไรนะ"
โฉมศรีตะโกนบอกทุกคนอย่างเจ็บใจ
"สรุปว่าไม่มีอะไรแล้ว ก็แยกย้ายบ้านใครบ้านมันสิจ๊ะ ไป"
ชาวบ้านมองหน้ากันงงๆ แต่ก็ทยอยแยกย้ายกันออกไปโดยดี
ตฤณฤทธิ์สบตานลินเชิงถามด้วยความเป็นห่วง แต่นลินพูดออกตัวขึ้นก่อนว่า
"ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวไปพักก่อนนะคะ"
นลินเดินกลับเข้าบ้านไปพร้อมพวกนวล ชลันตี และกวิตา ตฤณฤทธิ์มองตามตาละห้อยด้วยความเป็นห่วง

ทันทีที่ประตูบ้านปิดลง ร่างของนลินก็ทรุดฮวบลงไปเลย กวิตากับชลันตีตกใจมากพากันถลาเข้าไปดูนลิน
"ลิน"
นลินอยู่ในสภาพหมดแรง ตัวแดงไปทั้งตัว เหงื่อโทรมกาย หอบหายใจ ต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ
"ลิน ทำไมเป็นแบบนี้ เกิดอะไรขึ้น" กวิตาตกใจกว่าใคร
"ไม่เป็นไรแล้วนะลิน พวกนั้นมันไปแล้ว นวล มาช่วยพาลินไปห้องที"

นวลพยักหน้ารับเอาคำ สองคนพากันประคองนลินขึ้นห้องไป กวิตารีบตามไปงงๆ

อ่านต่อตอนที่ 8


กำลังโหลดความคิดเห็น...