xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่6 นลินถอดหัวเป็นกระสือ กินไส้หมูป่า!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่6 นลินถอดหัวเป็นกระสือ กินไส้หมูป่า!
บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

เช้าตรู่ กวิตาลงบันไดมาในชุดนอนพลางบิดขี้เกียจ แต่แล้วก็มีสีหน้าแปลกใจเมื่อมองไปเห็น นลินจุดธูปไหว้พระและเจ้าที่เจ้าทาง ปักธูปลงกระถางตรงหน้า มีเครื่องเซ่นไหว้พร้อม

"ตื่นแต่เช้ามาไหว้พระเลยเหรอลิน เกิดอะไรขึ้น" กวิตาถาม
นลินหันมาสีหน้าเครียด
"หมอผีที่เจ๊ปริกเชิญมาเมื่อวันก่อน ให้ฉันลองทดสอบดูว่าในบ้านเรามีผีจริงหรือเปล่า" นลินว่า
"แกเชื่อด้วยเหรอ"
"ฉันไปหาข้อมูล แล้วก็ลองทดสอบดู"
กวิตาตกใจ "เฮ้ย! แกเอาจริงอะ แล้วเจออะไรหรือเปล่า"
นลินพูดจริงจัง "ฉันเห็นเงาลางๆ ในกระจกแว้บหนึ่ง"
"หา!" กวิตาทำท่าขนลุก มองไปรอบๆ อย่างกลัวๆ
"อย่าพูดเล่นนะลิน"
สีหน้านลินมีความกังวลชัดแจ้ง บอกย้ำว่า "ฉันเห็นจริงๆ ต้า แต่..มันอาจจะตาฝาดไปเองก็ได้"
"จะจริงหรือไม่จริง ฉันว่าเราทำบุญบ้านกันดีกว่า นิมนต์พระมารดน้ำมนต์ให้ทั่วบ้านไปเลย"
"ก็ดีนะ ชาวบ้านแถวนี้จะได้สบายใจด้วย"
นลินเห็นด้วยและเริ่มสบายใจขึ้น

ภายในห้องเก็บของในกรมศิลป์ บ่ายวันนั้น อชินีเดินนำรองปราโมทย์เข้ามาในนั้นด้วยท่าทางร้อนรน
"คุณรู้ได้ยังไงว่ามรกตเม็ดนั้นหายไป" ปราโมทย์ถาม
"อุ้มได้ยินคุณตฤณถามหามรกต แต่ลินก็บ่ายเบี่ยงตลอด หัวหน้าลองเข้ามาดูเลยค่ะ" อชินีว่า"มันจะหายไปได้ยังไง มีแค่ผมกับลินที่มีกุญแจเข้าออกห้องนี้ได้"
"นั่นล่ะค่ะประเด็นสำคัญ"
รองปราโมทย์เดินนำอชินีไปที่ตู้เก็บมรกต ใช้กุญแจไขเปิดตู้ออกมา สีหน้าแปลกใจ เพราะไม่มีมรกตอยู่ในตู้
อชินีชะเง้อดูด้วยความอยากรู้ เธอยิ้มสะใจ ก่อนจะแกล้งปรับสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมาแทน
"เห็นไหมคะ ไม่มีจริงๆ ด้วย"
"นลินไม่เคยสะเพร่าขนาดนี้"
"ไม่ใช่สะเพร่านะคะ น่าจะตั้งใจมากกว่า"
รองปราโมทย์หน้าเครียด รีบก้าวฉับๆ ออกไปอย่างเป็นกังวล
อชินียิ้มสะใจก่อนจะรีบเดินตามรองปราโมทย์ออกไป

ครู่ต่อมา ปราโมทย์เดินตรงมาที่โต๊ะทำงานนลินด้วยสีหน้าร้อนใจ
"อ้าว! นี่กลับบ้านกันไปหมดแล้วเหรอ"
ปราโมทย์ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู อชินีเดินตามมาติดๆ
กวิตาเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะทำงาน คุยโทรศัพท์ไปด้วย
"เออ แกไม่ต้องห่วงฉัน กลับบ้านเองได้ แกไปธุระของแกเถอะ"
กวิตาวางสายและหันไปเห็นปราโมทย์กับอชินีคุยกันที่หน้าโต๊ะนลิน
"สงสัยรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะถูกจับได้" อชินีบอก
ได้ยินเพียงเท่านั้น กวิตาก็รีบฉากหลบหน้าห้องแอบฟังทั้งคู่คุยกัน
"เรื่องของหาย ผมจะตรวจสอบกับนลินอีกที ถ้าหายจริง ผมจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด"
"มีอะไรให้อุ้มช่วยก็บอกนะคะหัวหน้า จะได้จัดการคนโกงให้พ้นไปจากกรมของเราซะที"
ปราโมทย์รู้สึกเป็นกังวล อชินียิ้มกริ่มคิดว่างานนี้นลินไม่รอดแน่
กวิตามีสีหน้าตกใจ

ภายในร้านขายของเก่า วันเดียวกัน นลินอยู่ในนั้น และกำลังอ้อนวอนพนักงานชายคนเฝ้าร้านขอเบอร์ติดต่อเจ้าของร้าน
"ขอร้องนะคะพี่ มรกตเม็ดนั้นมันสำคัญกับฉันมากจริงๆ ขอเบอร์โทร.เจ้าของร้านให้ฉันเถอะนะคะ"
คนเฝ้าร้านชายบอกอย่างอึดอัด "อย่าทำให้ผมต้องลำบากใจเลย"
"ฉันสัญญาจะไม่บอกว่าได้เบอร์มาจากใคร ขอร้องนะพี่ ฉันไหว้ล่ะ"
นลินยกมือไหว้ ชายเฝ้าร้านมีสีหน้าลำบากใจ
มีเสียงประตูหน้าร้านเปิดเข้ามา พนักงานชายหันมองไปด้วยสีหน้าดีใจ นลินรีบหันไปมองที่ประตู

บังเอิญอะไรเบอร์นี้ เจ้าของร้านนี้คือ พลเพิ่ม นั่นเอง เขามองนลินยิ้มกว้างดีใจ เดินตรงเข้ามาหาเธอ
"คุณลิน มาที่นี่ได้ยังไงครับ"
นลินมีสีหน้างุนงง
"เอ่อ..คุณ"
พลเพิ่มยิ้มก่อนตอบว่า "ผมพลเพิ่ม ที่เคยไปงานศพยายของคุณไงครับ"
นลินพยายามนึกตาม
ใช่แล้ว นลินเห็นพลเพิ่มในงานศพยายเพียร แล้วรู้สึกเจ็บที่หน้าอกและรอบคออย่างรุนแรงจนทรุดลงไปกับพื้น
นลินดึงความคิดตัวเองกลับมา รู้สึกเสียวที่รอบคอขึ้นมาอีกครั้ง คลี่ยิ้มให้พลเพิ่มเหมือนนึกขึ้นได้
"อ๋อ...คุณพลเพิ่ม ที่มากับกำนันสิน ฉันจำได้แล้วค่ะ"
พลเพิ่มดีใจ "คุณนลินสนใจของเก่าเหมือนกันเหรอครับ"
"เปล่าหรอกค่ะ ฉันมาที่นี่เพราะอยากพบเจ้าของร้าน"
พลเพิ่มมองฉงน มีสีหน้าสงสัย
"คือ...เพื่อนฉันเคยเอาของมาจำนำไว้ที่นี่ เลยอยากจะมาขอซื้อคืนจากเจ้าของร้าน แต่ว่า...ฉันติดต่อเจ้าของร้านไม่ได้" นลินสีหน้าเศร้าลง
พลเพิ่มจ้องมองนลินอย่างใช้ความคิด
"ผมนี่แหละครับ เจ้าของร้าน"
นลินมองจ้องหน้าพลเพิ่มอย่างตกตะลึง คาดไม่ถึง

อีกฟากหนึ่ง ภายในห้องรับแขกบ้านพลเพิ่ม ปัณรีผู้เป็นน้องสาวพาตฤณฤทธิ์ บุรัณย์และมธุรสเดินเข้ามาในบ้านอย่างรู้สึกภาคภูมิใจ
ตฤณฤทธิ์และมธุรส มองข้าวของเครื่องใช้เก่าแก่ ที่วางประดับตกแต่งตามมุมของบ้านอย่างชื่นชม ขณะที่บุรัณย์ยกกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บภาพไปเรื่อยๆ อย่างสนใจ
"ของเก่าพวกนี้เป็นของสะสมของพี่ชายปัณเองค่ะ" ปัณรีบอก
"นี่เยอะมากขนาดเปิดแสดงได้เลยนะครับ" ตฤณฤทธิ์ว่า
"ผมว่าเปิดร้านขายได้เลยต่างหาก" บุรัณย์เย้า
ปัณรีหัวเราะคิกชอบใจ
"พี่ชายปัณเป็นนักสะสมตัวยงเลยล่ะค่ะ มีทั้งของเก่าในประเทศและต่างประเทศ แต่ที่ชอบที่สุดน่าจะเป็นของไทย"
ตฤณฤทธิ์เดินดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอรูปที่ใส่กรอบเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะหลายรูป และในจำนวนนั้นมีรูปของพลเพิ่มที่ถ่ายคู่กับปัณรีด้วย ตฤณฤทธิ์สีหน้าแปลกใจก่อนจะยกรูปขึ้นมาดู
"พี่ชายของคุณปัณ คือคนในรูปนี้หรือเปล่าครับ"
ปัณรีเดินเข้ามาดูรูปกับตฤณฤทธิ์ใกล้ๆ
"ค่ะ พี่ชายของปัณเอง" ปัณรีบอก
"คุณพลเพิ่ม" มธุรสว่า
"รู้จักพี่ชายปัณด้วยเหรอคะ"
มธุรสพูดต่อ "ระดับนักการเมืองใหญ่ในพื้นที่ ใครๆ ก็ต้องรู้จัก"
ปัณรีรีบเดินเข้ามาประกบตฤณฤทธิ์อีกข้าง แล้วคล้องแขนด๊อกเตอร์หมับ
"ปัณยังมีของที่จะอวดพี่ตฤณอีกเยอะเลยนะคะ มาค่ะ ปัณจะพาไปดู"
ตฤณฤทธิ์ขืนตัวไว้ก่อนจะปลดแขนตัวเองออกแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างสุภาพ
"เอ่อ..ขอตัวคุยธุระก่อนนะครับ"
มธุรสหันไปยิ้มให้ปัณรี แต่มีรอยหยันนิดๆ ในนั้น ปัณรีกัดริมฝีปากอย่างเจ็บใจ
ตฤณฤทธิ์เดินเลี่ยงออกมายืนกับบุรัณย์ด้วยสีหน้าเซ็งๆ ก่อนจะกดโทรศัพท์โทร.ออก ถูกบุรัณย์แซวเอา
"ถ้าไม่ได้พี่ตฤณ ผมคงไม่มีบุญได้เข้ามาเหยียบบ้านนี้แน่"
ตฤณฤทธิ์เหล่บุรัณย์เชิงปราม
เสียงจากปลายสายโทรศัพท์เป็นสายว่างสักพัก ก่อนสัญญาณจะตัดไป ตฤณฤทธิ์กดวางสายด้วยสีหน้าแปลกใจ

เวลาผ่านไป ปัณรีพาตฤณฤทธิ์ บุรัณย์ มธุรส เดินชมห้องเก็บสะสมของเก่าอีกห้องหนึ่งในบ้านพี่ชาย ด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
"ห้องนี้เป็นห้องโปรดของพี่ชายปัณเลยนะคะ มีไม่กี่คนที่ได้เข้ามา"
"เป็นบุญจังเลยนะจ๊ะ" มธุรสกระแทกเสียงนิดๆ อย่างจงใจประชด
ปัณรีปรายตามองอย่างรู้ทัน เหน็บกลับว่า
"ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ตฤณชอบ ปัณไม่กล้าพาใครเข้ามาหรอกนะคะ"
พร้อมกันนั้นปัณรีหันไปส่งสายตาให้ตฤณฤทธิ์อย่างมีความหมาย
"ขอบคุณครับ"
ตฤณฤทธิ์เริ่มทำตัวไม่ถูก หันไปให้ความสนใจกับของเก่าที่จัดเรียงเอาไว้ตามจุดต่างๆ ของห้องอย่างสวยงาม จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่าง
เขาเห็นดาบคู่ ซึ่งเป็นดาบนักรบของสิงหลในอดีต แขวนประดับไว้ที่ผนังห้องด้านหนึ่ง ด๊อกเตอร์เจ้าเสน่ห์เดินเข้าไปเหมือนต้องมนต์สะกด เอื้อมมือจะไปจับมัน จู่ๆ เสียงปัณรีก็ดังห้ามขึ้น
"อย่าแตะนะคะพี่ตฤณ!"
ตฤณฤทธิ์สะดุ้งตกใจเหมือนตื่นจากภวังค์ มธุรสและบุรัณย์หันมามองอย่างตกใจ
"ดาบคู่นั้นพี่พลเขาหวงมาก ปัณพาเข้ามาดูได้แต่ห้ามขยับมันเด็ดขาด"
"ขอโทษครับ"
"ถ้าเป็นของรักของหวงมาก ไม่ต้องพาเข้ามาก็ได้นะจ๊ะ" มธุรสประชด
ปัณรีไม่สนใจคำพูดนั้น ยิ้มให้ตฤณฤทธิ์
"ปัณว่าเราไปทานของว่างกันดีกว่า ป่านนี้แม่บ้านน่าจะเตรียมไว้ให้พวกเราแล้ว"
ปัณรีเดินนำทุกคนออกไปจากห้อง มธุรสกับบุรัณย์ตามไปไล่เลี่ยกัน
ตฤณฤทธิ์หยุดยืนหันกลับไปมองดาบคู่นั้นอีกครั้งด้วยรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

นลินกลับถึงบ้านตอนค่ำ เปิดประตูเข้ามา เห็นกวิตานั่งดูละครอยู่ที่ห้องรับแขก
"ยังไม่นอนอีกเหรอต้า"
"ก็รอแกนั่นแหละ แล้วนี่กินข้าวมาหรือยัง"
"กินมาแล้ว แล้วแกล่ะ"
"เรียบร้อยแล้วจ้ะ ดึกป่านนี้ใครจะมารอ"
"งั้นฉันขอไปอาบน้ำก่อนนะ เพลียเต็มที"
กวิตานึกขึ้นได้ "เอ่อ...เดี๋ยวสิลิน ฉันมีเรื่องจะถามแกหน่อย"
นลินมองสงสัย "เรื่องอะไร"
"ช่วงนี้มีของที่กรมหายหรือเปล่า?"
นลินอึ้งไป รู้สึกสังหรณ์ใจ "ของอะไร?"
"ไม่รู้สิ วันนี้เห็นยัยอุ้มมันไปฟ้องหัวหน้าว่ามีของหาย จะเอาเรื่องแกให้ได้"
นลินตกใจ

นลินถึงออฟฟิศกรมศิลป์ตอนเช้า เธอถูกเรียกไปพบปราโมทย์ทันทีที่ห้อง และถูกท่านรองถามย้ำเสียงดัง
"ว่าไงลิน มรกตเม็ดนั้นหายไปไหน?!"
นลินนั่งหน้าเครียดอยู่ตรงหน้ารองปราโมทย์ในห้องทำงานท่าน
"มรกตนั่น ลินเอาออกไปเองค่ะหัวหน้า"
"ทำไมถึงต้องเอาของมีค่าขนาดนั้นออกจากตู้ไป" ปราโมทย์ถาม
"พอดีลินกำลังจะทำเรื่องส่งไปตรวจสอบ ก็เลยต้องเอาออกมาถ่ายรูปใหม่" นลินบอก
"ถ้าอย่างนั้นมรกตเม็ดนั้นก็ยังอยู่สิ" อชินีมั่นใจว่ามรกตไม่อยู่แน่ หันไปฟ้องปราโมทย์อีกดอก "เห็นไหมคะหัวหน้า ขนาดของหายยังแถไปได้เรื่อยๆ"
ปราโมทย์มองนลินอย่างคาดคั้น นลินอึ้งนิ่งงันไป

ครู่ต่อมา นลินเดินนำปราโมทย์และอชินีมาที่โต๊ะทำงานของเธอ เพื่อนร่วมงาน กวิตา แคท พลอยต่างหันมามองอย่างสนใจ อชินีบิ้วท์ยกใหญ่
"ต้องมาดูให้เห็นกับตาค่ะหัวหน้า อุ้มรู้จักดีค่ะ พวกขโมยปากแข็ง ถ้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา ไม่ยอมรับง่ายๆ แน่"
ปราโมทย์ฟังอชินีพูดใส่ไฟก็เริ่มรู้สึกเป็นกังวล นลินเดินไปที่โต๊ะ ใช้กุญแจเปิดลิ้นชักออกมา อชินีมองสะใจ
กวิตามองนลินด้วยสีหน้าเป็นกังวล
นลินหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาแล้วเปิดมันออก
อชินีตาเหลือกลานด้วยความตกใจคาดไม่ถึง
ปราโมทย์ถอนหายใจโล่งอก
มรกตเม็ดนั้นส่องประกายออกมาจากในกล่อง
อชินีฉวยมรกตมาดู ยังไม่เชื่อ
"ของจริงหรือเปล่าเนี่ย"
อชินีส่องดูไปมา
"ไหนผมขอดูหน่อยซิ" ปราโมทย์นำมาส่องดู
นลินส่งเอกสารที่วางอยู่ข้างๆ ให้กับปราโมทย์
"นี่เอกสารส่งตรวจสอบ รบกวนหัวหน้าช่วยเซ็นให้ด้วยนะคะ"
ปราโมทย์เซ็นเอกสารแล้วส่งคืนให้นลิน
"ทีหลังอย่าเก็บของมีค่าแบบนี้ไว้ที่โต๊ะอีกนะ ถ้าเกิดมันหายขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่" ปราโมทย์หันมาบอกกับอชินีว่า "ส่วนคุณ...ดีแล้วที่ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องให้"
อชินียิ้มดีใจที่ไม่โดนตำหนิ
"แต่คราวหน้าก่อนจะว่าเพื่อนร่วมงาน ช่วยระวังหน่อย"
ปราโมทย์มองอชินีอย่างไม่พอใจ แล้วเดินกลับห้องไป
อชินีแกล้งทำเป็นจ๋อย สำนึกผิด "ขอโทษค่ะหัวหน้า"
นลินนึกเอะใจ

เวลาต่อมา นลินเดินเข้ามาในห้องเก็บของ เปิดตู้เก็บของแล้วเอามรกตเข้ามาวางเอาไว้ เธอยืนมองกล่องมรกตนิ่งนาน แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก นึกถึงเหตุการณ์เมื่อวานนี้

เวลานั้นนลินและพลเพิ่มนั่งกินอาหารอยู่ด้วยกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง พลเพิ่มกินไป คอยส่งสายตามองจ้องนลินเป็นระยะๆ อย่างพึงพอใจ
เสียงโทรศัพท์มือถือนลินดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ เห็นชื่อด๊อกเตอร์ตฤณฤทธิ์โทร.มา จึงกดวางสายแล้ววางโทรศัพท์ลงตามเดิม พลเพิ่มมีสีหน้าแปลกใจ
"ไม่รับสายก่อนเหรอครับ"
"ไม่เป็นไรค่ะ ลินมีเรื่องที่สำคัญกว่าที่ต้องคุยกับคุณ"
พลเพิ่มยิ้มดีใจด้วยคิดว่าตนเองสำคัญสำหรับนลิน เขาหยิบกล่องกำมะหยี่ขนาดเล็กส่งให้นลิน
นลินรับกล่องนั้นมาเปิดดู และเมื่อเห็นว่าเป็นมรกตที่เธอกำลังหาอยู่ก็เงยหน้าขึ้นยิ้มดีใจส่งให้พลเพิ่ม
"ขอบคุณมากนะคะคุณพลเพิ่ม"
"เพื่อนคุณได้มรกตเม็ดนี้มาจากไหน"
"มัน...เป็นมรดกเก่าแก่ในตระกูลของเพื่อนน่ะค่ะ เขาให้เพื่อนอีกคนยืมมาใช้หนี้ ตอนแรกเข้าใจว่าแค่ยืมเอามาจำนำแก้ขัดชั่วคราว ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเอามาขาย"
"คุณลินนี่เป็นเพื่อนที่ดีมากเลยนะครับ อุตส่าห์เป็นธุระมาตามของให้เพื่อน"
นลินอึ้งไป
"แต่ถ้าคนที่รับซื้อไม่ใช่คุณพลเพิ่ม ลินก็คงไม่ได้คืน" นลินรู้สึกซาบซึ้ง "แล้วคุณพลเพิ่มคิดดอกเบี้ยเท่าไหร่คะ"
"สำหรับคุณลินผมไม่คิดครับ ผมขอแค่เงินต้น 5 แสนที่จ่ายไปก็พอ"
นลินหยิบซองเงินในกระเป๋าส่งให้พลเพิ่ม
"นี่เงิน 5 แสนค่ะ"
พลเพิ่มยื่นมือไปจับซอง แต่ยังไม่หยิบมา มือของเขาใกล้กับมือนลินนิ่งอยู่อย่างนั้น
"ถ้ามีอะไรให้ช่วย คุณลินติดต่อผมได้ตลอดเลยนะครับ ไม่ว่าเรื่องอะไรผมยินดีให้ความช่วยคุณลินทุกเรื่อง"
พลเพิ่มส่งสายตามองนลินอย่างลึกซึ้งมีความหมายชัดแจ้ง จนนลินต้องหลบตาชักมือกลับ
"ขอบคุณมากนะคะ ลินจะไม่ลืมความช่วยเหลือของคุณในครั้งนี้เลย"
พลเพิ่มยิ้มรับ
"อย่าคิดว่าเป็นบุญคุณเลยครับ แค่คุณลินยอมรับน้ำใจจากผม... เอาไว้เมื่อไหร่คุณลินกลับไปบ้านคุณยาย ขอให้ผมได้มีโอกาสเลี้ยงต้อนรับคุณลินสักครั้งก็พอ"
นลินยิ้มให้พลเพิ่ม ก่อนจะก้มมองมรกตในมืออย่างดีใจ

นลินเดินกลับเข้ามาในห้องทำงาน นั่งลงที่เก้าอี้ทำงานอย่างรู้สึกโล่งใจ กวิตาเดินเข้ามาหาด้วยความเป็นห่วง
"เกิดอะไรขึ้นน่ะลิน มีของหายจริงๆ เหรอ"
"เปล่าหรอก แค่เรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย แกไม่ต้องเป็นห่วง ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว"
"เฮ้อ...โล่งใจไปที ฉันล่ะกลัวว่าแกจะมีปัญหา ช่วงนี้ไม่รู้ราหูอมหรือเปล่า ถึงได้มีแต่เรื่อง คงต้องทำบุญครั้งใหญ่" กวิตากระทบอชินี "ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายกันแล้วล่ะมั้ง"
กวิตาบ่นเสียงดังก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานของตนเอง
อชินีที่นั่งมองนลินอย่างเจ็บใจ
นลินรู้สึกสบายใจขึ้นมา เธอหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับเปิดเครื่องดูข้อความ แล้วก็พบข้อความ “ตฤณฤทธิ์ ไม่สามารถติดต่อคุณได้ 1 ครั้ง”
นลินกดโทรศัพท์โทร.ออก

ตฤณฤทธิ์นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ ในมหาวิทยาลัย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขามองเห็นเป็นเบอร์ของนลิน ก็รีบกดรับสาย
"กว่าจะโทร.กลับมาได้ เล่นข้ามวันเลยนะคุณ"
"คุณมีธุระอะไร ถ้าเป็นเรื่องมรกตล่ะก็ เขาส่งกลับมาแล้วนะคะ คุณเข้ามาดูได้เลย"
"เรื่องนั้นผมไม่สนใจหรอก ตอนนี้ผมสนแค่ว่าคุณจะมาหาผมเมื่อไหร่"
นลินตกใจ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเธอลืมอะไรไป

เช้าวันนี้ นลิน กวิตา และเหล่าชาวบ้านร่วมกันทำบุญใส่บาตร หลังเกิดเรื่องร้ายๆ ขึ้นในหมู่บ้าน พระ 5 รูป กำลังสวดมนต์ให้พรพร้อมกับทำน้ำมนต์อยู่ในโถงบ้านนลิน
นลินและกวิตานั่งพนมมือรับพรอยู่ด้านหน้า โดยมีเจ๊ปริก เจ๊ตุ่ม และเหล่าชาวบ้านในซอยเดียวกันนั่งพนมมือสลอน
หลังสวดมนต์เสร็จ หลวงพ่อลุกขึ้นเดินพรมน้ำมนต์ให้กับทุกคน โดยมีตาหมายคอยถือขันน้ำมนต์ให้ ทุกคนก้มลงรับน้ำมนต์ทำปากสาธุๆๆ กันไป
"รบกวนหลวงพ่อช่วยพรมน้ำมนต์ด้านในห้องด้วยนะคะ" นลินบอก
กวิตาเสริมว่า "หนูว่าพรมให้ทั่วบ้านไปเลยนะคะหลวงพ่อจะได้ไล่ผีที่อยู่ในบ้านหลังนี้ออกไปให้หมด"
สองสาวลุกเดินนำหลวงพ่อเข้าไปพรมน้ำมนต์ด้านใน
กลุ่มชาวบ้านเริ่มหันหน้ามาคุยซุบซิบๆ กัน
"เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าน้องสองคนนี้ไม่ใช่ผี"
เจ๊ปริกเริ่มเห็นด้วย "ถ้าเป็นผี ทั้งพระสวด ทั้งน้ำมนต์ขนาดนั้น น่าจะต้องมีกรี๊ดกันบ้างแล้ว"
"พวกเราคงคิดมากกันไปเอง" เจ๊ตุ่มบอก
บรรดาชาวบ้านเริ่มเออออเห็นด้วย ตามกันไป

ตอนสายวันนั้น นลินและกวิตาหิ้วกระเป๋าออกมาจากในบ้านอย่างรู้สึกโล่งใจ
"ค่อยสบายใจหน่อยนะต้า"
"ใช่ คราวนี้ชาวบ้านจะได้แน่ใจซะทีว่าบ้านเราไม่มีผี"
นลินและกวิตายิ้มให้กันก่อนจะช่วยกันยกกระเป๋ามาที่รั้วหน้าบ้าน
เสียงเจ๊ตุ่มตะโกนข้ามรั้วบ้านมาถาม
"เพิ่งจะเสร็จงานบุญ จะออกไปไหนกันจ้ะน้องลินน้องต้า"
"จะไปทำงานที่ต่างจังหวัดน่ะค่ะ" นลินบอก
เจ๊ปริกตะโกนข้ามรั้วข้างบ้านอีกฝั่งมาถามเช่นกัน
เจ๊ปริกพูดอย่างเป็นมิตร "ไปกันทั้งสองคนเลยเหรอ แล้วจะไปกี่วันจ๊ะ"
"คงหลายวันเหมือนกันค่ะ ฝากช่วยดูบ้านด้วยนะคะ" กวิตาบอก
"ได้จ้ะ ไม้ต้องห่วงพี่จะดูแลให้อย่างดีเลย ทำงานให้สบายใจนะ" เจ๊ปริกว่า
"ขอบคุณมากนะคะ"
นลินและกวิตาต่างยิ้มให้กันอย่างมีความสุข

ณ บ้านดอนป่าหวาย
นลินขับรถแล่นเข้ามาจอดที่หน้าบ้านยายเพียร กวิตาเปิดประตูลงรถ มองเข้าไปด้านในเห็นบ้านไม้หลังใหญ่โตก็มองด้วยสีหน้าตื่นตาตื่นใจ นลินเดินเข้ามาสมทบ
"ถึงแล้วบ้านคุณยายฉัน"
"โห ลิน บ้านยายแกใหญ่กว่าที่คิดเยอะเลยนะเนี่ย"
นลินขำท่าทีของกวิตา "ตอนมาเห็นครั้งแรกฉันก็เป็นเหมือนแกนี่แหละ"
"ฉันขอสมัครเป็นหลานคุณยาย เป็นทายาทของตระกูลนี้อีกคนได้ไหม"
กวิตาล้อเล่นกับนลินอยู่ แต่พอเห็นใครบางคนถึงกับหยุดกึก ทำท่าเรียบร้อยทันที และรีบยกมือไหว้
นวลเดินออกมาต้อนรับ
"ต้านี่ป้านวล" นลินแนะนำ
"สวัสดีค่ะ หนูชื่อต้า เป็นเพื่อนของลินค่ะ ขอรบกวนพักอยู่ด้วยจนกว่างานจะเสร็จนะคะ"
"เชิญด้านในค่ะ" นวลบอก
นวลเดินนำทุกคนเข้าบ้าน กวิตามองรอบๆอย่างตื่นเต้น

นวลเดินนำทั้งคู่เข้ามาจนถึงหน้าห้องนอนนลิน
"ป้าตีไม่อยู่เหรอคะป้านวล" กวิตาถาม
"กำลังจะกลับมาค่ะ"
นลินบอกกับกวิตา
"งั้นแกเอากระเป๋าไปเก็บในห้องกันก่อน แล้วเดี๋ยวฉันจะพาไปไหว้คุณยาย"
"โอเค"
นลินเปิดประตูห้อง กวิตายกกระเป๋าจะเดินตามเข้าไป
นวลบอก "ห้องนอนของคุณต้าอยู่อีกห้องหนึ่งค่ะ"
กวิตาเกรงใจ "ไม่เป็นไรค่ะป้านวล ต้านอนห้องเดียวกับลินได้"
"ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ ที่บ้านนี้มีห้องนอนหลายห้อง"
"แต่ว่า..."
"ป้าทำความสะอาดห้องรับรองไว้ให้คุณเรียบร้อยแล้วนะคะ"
นลินบอกกับกวิตา "ไปเถอะต้า เดี๋ยวป้านวลจะเสียใจ"
กวิตาไหว้ขอบคุณ "ขอบคุณมากนะคะป้านวล"
นวลยิ้ม "ทางนี้เลยค่ะ"
กวิตาเดินตามหลังนวลออกไป
นลินเปิดประตูห้องนอน ลมพัดเข้ามาปะทะใบหน้าของนลิน จนเส้นผมพัดไปตามลม
เวลาล่วงเลยมาจนถึงยามเย็น นลินพาเพื่อนเดินมาที่บริเวณด้านหลังบ้าน กวิตามองไปรอบๆ อย่างรู้สึกทึ่ง
"เห็นที่นี่แล้วก็นึกถึงไอ้พีทมันนะ ถ้ามันรู้ว่าแกรวย มันคงอยากจะฆ่าตัวตายที่กล้าทิ้งแก"
"อย่าไปพูดถึงคนเลวๆ พรรณนั้นเลย ดีแล้วล่ะที่เห็นธาตุแท้เขาก่อนจะแต่งงานด้วย"
"ถือว่าโชคดีมากเลยนะ นึกถึงว่าถ้าแต่งงานกันไป เสียทั้งตัว เสียทั้งเงิน โอ๊ยฉันล่ะไม่อยากคิดเลยว่า แกต้องเสียอะไรกับมันอีกเท่าไหร่"
กวิตาพูดไปบ่นไปพร้อมกับมองไปรอบๆ แล้วก็รู้สึกแปลกใจ
"ไหนแกว่าจะพาฉันไปไหว้คุณยายไม่ใช่เหรอ"
"ใช่"
"แล้วแกพาฉันเดินมาหลังบ้านทำไม"
นลินหยุดยืนหน้าหลุมฝังศพยายเพียร กวิตาหยุดเดินแล้วมองตามสายตาของนลิน เห็นหลุมฝังศพของยายเพียร
กวิตาผงะตกใจ
"เฮ้ย! นี่เล่นฝังกันในบ้านเลยเหรอ"
"ไหว้คุณยายสิต้า"
นลินคุกเข่าพนมมือขึ้นไหว้หน้าหลุมศพยายเพียร กวิตารีบคุกเข่าพนมมือไหว้ตาม
"คุณยายคะ ลินกลับมาเยี่ยมคุณยายแล้วลินพาต้า เพื่อนลินมาพักที่บ้านเราด้วย"
"สวัสดีค่ะคุณยาย ต้าเองค่ะ"
ลมพัดมาปะทะหน้าทั้งสองสาววูบหนึ่ง กวิตารู้สึกกลัว
ในบรรยากาศพลบค่ำใกล้มืด ท้องฟ้าเหนือหมู่บ้านเป็นสีแดง เมฆสีดำเคลื่อนตัวเข้ามาปกคลุมท้องฟ้าจนดูน่ากลัว

สองสาวเดินเข้ามาในบ้าน กวิตายังคงรู้สึกกลัวไม่หาย
"ฉันว่ามันดูแปลกๆ ชอบกลนะลิน"
นลินขำ "แปลกยังไง"
"มีอย่างที่ไหน เอาศพคนตายมาฝังไว้ในเขตรั้วบ้าน ถึงจะเป็นญาติผู้ใหญ่เราเองก็เถอะ"
"มันเป็นคำสั่งเสียของคุณยายน่ะ"
"คุณยายคงรักบ้านหลังนี้มาก"
"ฉันก็คิดอย่างนั้น ทั้งฉัน ป้าตี และป้านวลก็เลยต้องทำตาม"
กวิตารู้สึกขนลุกขึ้นมา
"แล้วคืนนี้ฉันจะหลับลงไหมเนี่ย ขอฉันไปนอนกับแกด้วยคนนะ"
กวิตาเข้ามาออดอ้อนเพื่อน นลินยิ้มให้
จู่ๆ ป้านวลก็โผล่เข้ามา กวิตาตกใจกอดนลินแน่น
"ว้าย"
"ต้าเป็นอะไร นั่นป้านวล"
กวิตาค่อยๆ หันมามอง เห็นป้านวลยืนมองทั้งคู่อยู่
"โธ่...ป้านวล ต้าตกใจหมดเลยนึกว่าผี"
นวลหน้านิ่งๆถาม "หน้าป้าเหมือนผีเหรอคะ"
กวิตารีบอ้อนนวล
"เปล่าค่ะ ป้านวลออกจะสวย แต่เล่นโผล่มาเงียบๆ ต้าเลยตกใจ"
"มีแขกมาขอพบคุณหนูค่ะ" นวลบอกนลิน
นลินสีหน้าแปลกใจ

นลินและกวิตาเดินเข้ามาในห้องรับแขก ตฤณฤทธิ์และบุรัณย์ที่นั่งรออยู่แล้ว ตรงหน้ามีน้ำที่นวลนำมาเสิร์ฟวางอยู่ กวิตามองบุรัณย์อย่างตื่นเต้น
"รู้ว่าฉันจะมาถึงวันนี้ ก็รีบมาสั่งงานเลยหรือคะ" นลินสัพยอก
"เปล่าครับ ผมแค่อยากรู้ว่าคุณเดินทางมาถึงอย่างปลอดภัย"
"ฟังดูดีเชียว"
"เราจะทำข่าวการค้นพบปราสาทในครั้งนี้ด้วยครับ" บุรัณย์แทรกขึ้น
"ทำข่าว?"
"นี่คุณบุรัณย์นักข่าวช่อง 8 จะมาเข้าร่วมทีมกับเรา" ตฤณฤทธิ์แนะนำสองสาวกับบุรัณย์ "ส่วนนี่คุณนลิน และคุณกวิตา เจ้าหน้าที่ของกรม"
"สวัสดีครับ" บุรัณย์ยิ้มทัก
"สวัสดีค่ะ" นลินยิ้มตอบ
"กวิตาค่ะ เรียกสั้นๆ ต้าก็ได้นะคะ ต้าเป็นแฟนข่าวคุณบุรัณย์มานานแล้วค่ะ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้มีโอกาสร่วมงานด้วย" กวิตาตื่นเต้นสุดขีด หยิบมือถือออกมา "ขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อยได้ไหมคะ"
"ได้ครับ"
บุรัณย์ลุกขึ้น กวิตารีบส่งโทรศัพท์ให้นลิน
"ถ่ายให้ฉันหน่อยแก เอาให้สวยๆ หลายๆ รูปเลยนะ"
กวิตารีบไปยืนคู่กับบุรัณย์ นลินยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพให้ทั้งคู่
ตฤณฤทธิ์ยิ้มมองนลินเพลินตา

คืนนั้น นลินในชุดนอนเดินออกมาจากห้องน้ำ เธอรู้สึกปวดเมื่อยตามเนื้อตัวและลำคอ นลินเดินตรงไปที่หน้ากระจกรินน้ำในขวดใส่แก้ว แล้วยกขึ้นดื่มจนหมดแก้วด้วยความกระหาย แต่ดูเหมือนว่าอาการกระหายจะยังไม่หมด เธอรินน้ำใส่แก้วอีก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น นลินวางขวดน้ำลงแล้วไปเปิดประตู
ประตูเปิดออกกวิตาพุ่งพรวดเข้ามาในห้องพร้อมชูมือถือให้ดู
"ลิน ที่บ้านแกไม่มีสัญญาณโทรศัพท์จริงๆ ด้วยทำไงดี ฉันอยากอัพรูปลงเฟซ"
"ก็รอไปก่อน ภาพคุณบุรัณย์อยู่ในมือแกแล้วไม่หายไปไหนหรอก" นลินบอก
"โอ้...พูดถึงคุณบุรัณย์นะ ล้อหล่อ สูง เท่สมาร์ท แถมใจดี ไม่ถือตัวว่าเป็นคนดังด้วย"
กวิตาทิ้งตัวลงนอนฝันหวานบนเตียงของนลิน
นลินเริ่มมีอาการเวียนหัว เธอพยายามเดินมานั่งที่หน้ากระจกแล้วยกแก้วน้ำดื่มอย่างกระหาย
กวิตายังอยู่ในอาการเพ้อๆ
"คืนนี้ฉันจะหลับลงได้ไงนะ ในเมื่อในหัวฉันตอนนี้มันมีแต่หน้าคุณบุรัณย์"
"งั้นแกก็เก็บเอาเขาไปฝันด้วยสิ ไปนอนเถอะ ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากพัก"
นลินเอามือจับที่คอแล้วบิดไปมา เหมือนรู้สึกปวดเมื่อยตัวจริงๆ
กวิตารีบลุกมาดูนลินเธอเอามือจับที่หน้าผากนลิน
"ไม่สบายหรือเปล่าแก ตัวรุมๆ เหมือนกัน กินยาสักหน่อยนะ เดี๋ยวฉันไปขอยาที่ป้านวลมาให้"
"ไม่เป็นไร พักสักหน่อยก็คงหาย"
"กินยาก่อนแล้วค่อยนอน บางทีเดินทางมาไกล เปลี่ยนอากาศแกอาจจะป่วยได้"
"ไม่!"
นลินตอบเสียงแข็ง เล่นเอากวิตาอึ้งไป นลินรู้สึกตัวว่าขึ้นเสียงใส่เพื่อน
"ขอโทษนะต้า สงสัยคงเป็นเพราะขับรถนานเกินไปเลยเพลีย ถ้าได้นอนพักก็น่าจะดีขึ้นแล้ว"
"เอางั้นก็ได้ แต่ถ้าไม่ไหว แกต้องลุกมากินยานะ"
นลินพยักหน้า "ได้ ขอบใจนะ"
กวิตาเดินออกไปจากห้อง แต่ก็ยังคอยหันกลับมามองนลินด้วยสายตาเป็นห่วง

นลินปิดไฟหัวเตียงแล้วค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ไม่นานก็เริ่มออกอาการกระสับกระส่าย นลินดิ้นทุรนทุราย สองมือจับที่คอแน่น เหมือนพยายามต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก

ด้านกวิตายังคงนอนพลิกตัวไปมาเพราะนอนไม่หลับ คอยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูตลอดๆ แต่ก็ยังไม่มีขีดสัญญาณอยู่ดี
"โหย..."
กวิตาหยิบผ้าห่มขึ้นมานอนคลุมโปงด้วยความเจ็บใจ
“อ๊ายยยย” เสียงนลินร้องกรี๊ดดังเข้ามา
กวิตาเปิดผ้าห่ม ลุกขึ้นนั่งด้วยความตกใจ
"ลิน!"
กวิตารีบกระโจนลงจากเตียงวิ่งไปเปิดประตูห้อง
ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก กวิตาต้องตกใจ เมื่อเจอนวลยืนขวางอยู่ตรงทางเดิน หน้าตาถมึงทึง
"ว้าย!"
"จะไปไหนคะ"
กวิตาตั้งสติได้ "เมื่อกี้หนูได้ยินเสียงลินร้อง"
"ไม่ใช่หรอก เมื่อกี้ป้าเพิ่งเดินผ่านห้องคุณหนูมา ไม่เห็นได้ยินเสียงอะไรเลย"
"แต่หนูได้ยินจริงๆ นะคะ" กวิตายืนยัน
"คงเป็นเสียงจากบ้านอื่น หรือไม่ก็น่าจะเป็นเสียงแมวร้อง"
"หนูว่าเป็นเสียงลินแน่ๆ ค่ะ เมื่อตอนหัวค่ำลินเหมือนจะไม่สบาย หนูว่า...หนูไปดูลินสักหน่อยดีกว่า"
กวิตาจะเดินไป นวลเดินเข้ามาขวาง
"ป้าเอายาไปให้คุณหนูกินแล้ว ตอนนี้น่าจะยังหลับอยู่ อย่าไปกวนเธอเลย ปล่อยให้คุณหนูพักผ่อนเถอะนะคะ" นวลพูดเน้นตำเชิงบังคับ
กวิตามองหน้านวลอย่างรู้สึกขยาดกลัวขึ้นมา
นวลจ้องกวิตายิ้มเยือกเย็น ในแววตาอันดุดัน

ด้านนลินดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่พื้นข้างเตียง ท่าทีทรมานถึงขีดสุด สองมือยังคงขยุ้มคอเอาไว้ แต่คอของนลินก็ยังคงปริออกจากกัน หัวค่อยๆ หลุดลอยออกจากตัว มือทั้งสองของนลินคลายออกและปล่อยทิ้งลงข้างลำตัว หัวนลินลอยแยกออกมาพร้อมลำไส้ มันลอยขึ้นจนเห็นหัวกับไส้ลอยอยู่เหนือตัว

กระสือนลินลอยออกมาผ่านหน้ากระจก เธอหยุดชะงัก จ้องมองเงาตัวเองในกระจกด้วยสีหน้าตื่นตะลึง เมื่อเห็นเพียงหัวกับไส้ หันไปมองที่พื้นข้างเตียง เห็นร่างตัวเองนอนอยู่
นลินนิ่งมองร่างนั้นดวงตาเศร้า ก่อนจะเบือนหน้าหนีภาพที่เห็น แล้วลอยออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับน้ำตาที่ไหลรินอาบสองแก้ม

กวิตานอนไม่หลับรู้สึกเป็นกังวลและห่วงนลินมาก
"ป่านนี้ยัยลินจะเป็นยังไงบ้างนะ?"
กวิตาลุกขึ้นนั่ง
"โอ๊ย! นอนยังไงก็นอนไม่หลับ ร้อนก็ร้อน"
กวิตาใช้สองมือพัดให้ตนเองคลายร้อนพร้อมกับลุกขึ้นไปเปิดหน้าต่าง
ลมเย็นปะทะวูบเข้ามา กวิตาเงยหน้าสูดอากาศเย็นเข้าปอดอย่างชื่นใจ
"เฮ้อ...ค่อยยังชั่ว"
พลันสายตาของกวิตาก็เห็นอะไรบางอย่าง กวิตาเพ่งมองอย่างสงสัย
เธอเห็นดวงไฟเล็กๆ สีแดงลอยอยู่ไกลๆ
"แถวนี้มีคนปล่อยโคมกันด้วยเหรอ"
กวิตารีบไปหยิบโทรศัพท์ที่เตียงมาถ่ายคลิปเก็บเอาไว้

นลินในร่างกระสือล่องลอยไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีจุดหมาย สักพักหยุดนิ่งและจ้องมองไปข้างหน้าเหมือนเจออะไรที่น่าสนใจ
นลินเห็นหมูป่ากำลังกินอาหารในพงหญ้า
นลินจ้องเขม็งไปที่หมูป่า กลืนน้ำลายลงคอและเลียริมฝีปากเหมือนหิวอาหารเป็นอย่างมาก
นลินหลับตาลงคล้ายตัดใจ พยายามจะลอยจากไป แต่จู่ๆ เธอก็ลืมตาขึ้น แววตาดูดุร้ายมีประกายสีแดงจ้าส่องออกมาจากดวงตา เธอหันกลับมาแยกเขี้ยวคำรามอย่างน่ากลัว พร้อมกับพุ่งกระโจนเข้าใส่หมูป่าทันที
เสียงหมูป่าร้องดังลั่นไปทั่วบริเวณ

หมูป่านอนตาย ปล่อยให้กระสือนลินกัดกินไส้ของมันอย่างเอร็ดอร่อย
พออิ่มหนำ กระสือนลินเงยหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดขึ้นมาอย่างรู้สึกอิ่มเอมใจ ก่อนที่จะก้มมองซากหมูป่าที่นอนตายจมกองเลือดลำไส้หายเกลี้ยง
นลินรู้สึกตัว มองซากหมูป่านิ่งนาน ร้องไห้ออกมาด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะเมินหน้าหนี แล้วลอยออกไป

ไม่นานต่อมา กระสือนลินลอยผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอนกลับเข้าร่างที่นอนอยู่ข้างเตียง
พอเข้าร่างเสร็จนลินผุดลุกขึ้นหน้าตาตื่น รีบเดินไปที่หน้ากระจกแล้วมองตัวเอง พบว่าปากของเธอเต็มไปด้วยคราบเลือด นลินตกใจกลัว พยายามเช็ดเลือดออกอย่างรุนแรง

ภาพความหลังผุดซ้อนเข้ามาในตอนนี้ราวสายน้ำไหล แมวการ์ฟิลด์ตายถูกควักกินไส้ หมูป่าตาย กระสือยายเพียรกินไส้ไก่ แล้วหันมาแยกเขี้ยวใส่นลิน

นลินเริ่มพะอืดพะอม เธอรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปอาเจียนอย่างหนัก

รุ่งเช้า นลินโก่งคออาเจียนลงในชักโครกอย่างอ่อนแรง ต้องใช้สองมือค้ำที่ขอบชักโครกช่วย หลังอาเจียนเสร็จเธอนั่งนิ่งมองชักโครกอย่างตกใจ ในนั้นเต็มไปด้วยเลือด
นลินทรุดตัวลงและร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้นและสับสน
พักเดียวนลินก็มีอาการพะอืดพะอมอีกครั้ง เธอรีบลุกขึ้นโก่งคออาเจียนพร้อมกับร้องไห้อย่างหนัก
ระหว่างนี้มือของใครบางคนยื่นเข้ามาลูบหลังให้เธออย่างอ่อนโยน นลินชะงักหันมามอง เห็นป้านวลยื่นทิชชู่มาให้
นลินร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา
"ป้านวล นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับลินคะ"

นวลไม่ตอบ ได้แต่มองนลินด้วยแววตาสงสารสุดจะประมาณ

อ่านต่อตอนที่ 7


กำลังโหลดความคิดเห็น...