xs
xsm
sm
md
lg

สาปกระสือ ตอนที่1 นลินขโมยสมบัติแผ่นดิน ปลุกคำสาปกระสือ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สาปกระสือ ตอนที่ 1 - นลินขโมยสมบัติแผ่นดิน ปลุกคำสาปกระสือ
บทประพันธ์และบทโทรทัศน์โดย อาณาจินต์

หลายร้อยปีมาแล้ว อาณาจักรสุวรรณนคร ปกครองโดย เจ้าเมืองสุวรรณจักร โดยมีมเหสี เจ้านางเทวราณี เคียงคู่ ทั้งสองพระองค์มีพระธิดา นามว่าเจ้าหญิงสาวิตราณี อยู่ในวัยสาวสะพรั่ง รูปโฉมงดงามคมขำเป็นที่เลื่องลือไปทั่วสารทิศ

กาลต่อมา เกิดการต่อสู้รบพุ่ง เป็นสงครามระหว่างอาณาจักรอนันตาปุระกับสุวรรณนคร
ทหารฝ่ายสุวรรณนครเริ่มเพลี่ยงพล้ำ ถอยร่นไปเรื่อยๆ สุดท้ายทหารของฝ่ายอนันตาปุระสามารถขี่ม้านำทัพบุกเข้าไปในเมืองได้

เจ้าเมืองสุวรรณจักรและเทวราณีกำลังจะเสด็จออกจากพระราชวังไปดูสถานการณ์ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใครบางคนรีบร้อนเข้ามาหา
เป็นสิงหลทหารองครักษ์กับทหารอีกสองคน แต่ละคนอยู่ในสภาพเหนื่อยล้าอ่อนแรงและต่างได้รับบาดเจ็บจากการรบมาไม่น้อย สิงหลปราดเข้ามาคุกเข่ารายงานสองพระองค์ด้วยสีหน้าร้อนใจ
“รีบหนีก่อนเถิดพระเจ้าข้า ข้าศึกกำลังจะบุกเข้ามาแล้ว”
องค์สุวรรณจักรปฏิเสธ “ไม่ ข้าจะไม่ทิ้งคนของข้า เจ้าพาลูกเมียข้าหนีไปก่อน”
เทวราณีก็ไม่ยอมไป “ถ้าเจ้าพี่ไม่ไป น้องก็ไม่ไป”
“น้องกับลูกหนีไปเถิด ไม่เช่นนั้นหากพวกมันจับได้ เราก็ต้องตายกันหมด”
“ไม่ น้องจะไม่ทิ้งเจ้าพี่ไปไหน”
เจ้าเมืองสุวรรณจักรหันไปสั่งสิงหลด้วยเสียงดุดันจริงจัง
“พาเจ้านางกับสาวิตราณีหนีไป”
สิงหลจำต้องก้มหน้ารับเอาคำ จะนำเทวราณีไป แต่องค์ราณีไม่ยอม
“ข้าจะอยู่สู้กับเจ้าพี่ เจ้าพาสาวิตราณีหนีไป”
“แต่ว่า...”
“ไปเร็วเข้า เดี๋ยวจะไม่ทันการ ช่วยดูแลลูกข้าให้ปลอดภัยด้วย รีบไปสิ” เทวราณีสั่ง
“พระเจ้าข้า”
สิงหลมองน้ำตาคลอ คุกเข่าก้มกราบสองพระองค์ แล้วรีบเข้าไปหาองค์หญิงสาวิตราณีด้านใน
“ถ้าจะตาย ก็ต้องตายด้วยกัน...”
ยังไม่ทันขาดคำของเทวราณี ข้าศึกก็บุกเข้ามาในโถงวังหลวง เสียงอนันตราชดังก้อง
“พวกท่านได้สมหวังแน่”
อนันตราช เจ้าเมืองอนันตาปุระถือดาบนำไพร่พลเข้ามา ยิ้มเหี้ยมเกรียมมายังสองพระองค์
เจ้าเมืองสุวรรณจักรมองอย่างท้าทายและไม่เกรงกลัว
“เจ้าจะทำอะไรกับข้าก็ได้ ขอเพียงแต่อย่าทำร้ายคนในเมืองนี้ และช่วยดูแลพวกเขาให้อยู่ดีมีสุขก็พอ”
อนันตราชหัวร่อด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
“ฮ่าๆๆ ในเมื่อเป็นคำสั่งเสียก่อนตาย ข้าย่อมรับปาก เจ้าจะได้นอนตายตาหลับ”
อนันตราชปราดเขาหาใช้ดาบจ่อไปที่คอของสุวรรณจักร องค์สุวรรณจักรหลับตายอมรับชะตากรรม
“เจ้าพี่” เทวราณีกรีดร้อง ทรุดตัวลงร้องไห้เอามือปิดหน้าไม่กล้ามอง
แต่แล้วกลับมีดาบของใครบางคนถลันเข้ามางัดจนดาบของอนันตราชเกือบหลุดมือ แต่เขายังกระชับไว้ได้มั่น ครั้นพอหันไปมองว่าใครที่บังอาจทำเช่นนั้นเขาก็ต้องตะลึง ก่อนที่จะเอี้ยวตัวหลบคมดาบของฝ่ายตรงข้ามที่ฟันเข้าใส่หมายชีวิตได้หวุดหวิด
เจ้าของดาบอีกฝ่ายนั้นคือเจ้าหญิงสาวิตราณี นางสามารถต่อสู้กับอนันตราชได้อย่างคล่องแคล่ว ทหารจะเข้ามาช่วย แต่เหนือหัวแห่งอนันตาปุระยกมือห้ามไว้
ด้วยฝีมือที่เหนือกว่า อนันตราชก็ใช้ดาบของตัวเองปัดดาบของสาวิตราณีจนตกไป แล้วเข้าไปกอดตัวเธอไว้จากด้านหลัง เอาดาบจ่อคอเหมือนกำลังจะเชือด
“นี่กระมัง เจ้าหญิงสาวิตราณีแห่งสุวรรณนคร”
สาวิตราณีหันไปมองจ้องหน้าอนันตราชอย่างท้าทายอำนาจและไม่มีความยำเกรงใดๆ

ในที่สุดสาวิตราณีก็ถูกส่งไปถวายตัวที่ห้องบรรทมอนันตราช ภายในวังหลวง และถูกเหนือหัวแห่งอนันตะปุระใช้กำลังขืนใจจนสำเร็จ
สาวิตราณีนอนร้องไห้อยู่ในห้องอันโอ่อ่า หลังจากรู้ว่าต้องถวายตัวเป็นสนมขององค์อนันตราช มือกำผ้าปูที่นอนแน่น ใบหน้านองน้ำตาเหมือนฉุกคิดอะไรได้ สาวิตราณีเอาผ้าปูที่นอนมาม้วนเกลียว โยนไปบนขื่อก่อนจะผูกคอตัวเอง แต่แล้วรุจิเทวีเข้ามาเห็น รีบเข้าไปช่วย
สิงหลลอบเข้าวังอนันตะปุระ สองคนสวมกอดกันด้วยความคิดถึง ก่อนจะรีบละตัวออกจากกันเหลียวไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง องครักษ์รูปงามรายงานเรื่องการสิ้นพระชนม์ขององค์สุวรรณจักร และเทวราณี สาวิตราณียิ่งโกรธเกลียดอนันตราชทบทวี บอกสิงหลว่าเธอไม่อาจอยู่ร่วมกับอนันตราชได้อีกต่อไปแล้ว และขอให้เขาช่วยพาเธอหนีไปจากอนันตปุระ

กลางดึกคืนหนึ่งนั้น สาวิตราณีลุกตื่นขึ้นมา หยิบดาบของอนันตราชที่วางอยู่ข้างตัวเขาขึ้นมา ดึงดาบออกจากฝักเบาๆ แล้วมองจ้องอนันตราช อย่างเคียดแค้น
สาวิตราณีรอจนมั่นใจว่าอนันตราชหลับไปแล้ว ขโมยดาบของเขาแล้วย่องออกห้องไปเพื่อหนีไปกับสิงหล

ท่ามกลางความมืดมิดสาวิตราณีกับสิงหลหอบห่อผ้าสัมภาระ ในมือสิงหลถือดาบขององค์อนันตราช ทั้งคู่หนีออกจากวังอย่างรีบร้อน แต่ถูกจับกุมได้ในที่สุด
สองคนถูกคุมตัวมายัง ลานประหารเมืองอนันตาปุระ ในเช้าวันต่อมา

อนันตราชมองสาวิตราณีอย่างเคียดแค้นชิงชัง ขณะที่สาวิตราณีอยู่ในสภาพคอพับอ่อนแรงเต็มทน ร่างถูกมัดกับเสาแท่นจารึก ตามใบหน้าเนื้อตัวมีรอยเลือดแปดเปื้อนและร่องรอยจากการถูกโบยและทรมาน เสียงสาปแช่งจากองค์อนันตราชดังกึกก้องไปทั่วลานแห่งนั้น
“กูขอสาปแช่งมึงและไอ้อีที่ผูกเวรผูกกรรมกับมึง ให้ทนทุกข์ทรมานไปทุกภพชาติ ชั่วลูกชั่วหลาน ชั่วกัปชั่วกัลป์”
คมดาบฟันฉับเข้าที่ลำคอสาวิตราณีเลือดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ หยดเลือดกระจายลงบนพื้นอย่างน่ากลัว ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องดังเปรี้ยงปร้างติดๆ กัน เหมือนคำสาปแช่งเป็นอาญาศิตนับแต่บัดนั้น

แท่นหินแกะสลักคำสาปเป็นอักษรโบราณค่อยๆ จมหายลงใต้น้ำอันมืดมิด

ปราสาทอนันตาปุระ หยัดยืนตระหง่าน ท่ามกลางแสงแดดและลมฝน มาอีกหลายร้อยปีต่อมาจวบจนปัจจุบันนี้

ใต้ท้องฟ้ายามโพล้เพล้ พระอาทิตย์สีแดงฉานใกล้ตกดินสาดแสงอยู่ทางด้านหลังปราสาทโบราณแห่งนี้ มันกลายเป็นแสงเงาที่ดูทะมึนและลึกลับราวกับสีเลือดฉาบไปทั่ว
ดร. ตฤณฤทธิ์ สุวรรณนครา หรือ อาจารย์ตฤณ หัวหน้าทีมสำรวจปราสาทโบราณแห่งนี้ ยืนมองภาพแกะสลักนางรำที่หน้าประตูปราสาทนิ่งนาน ด้วยแววตาหลงใหล เช่นเดียวกับผู้คนที่หลงใหลในวัตถุโบราณ
วิศวัตสะพายกล้องคู่ใจเล็งแลและถ่ายภาพส่วนต่างๆ ของปราสาทอย่างสนใจเช่นกัน
ขณะที่ตฤณฤทธิ์มองผ่านรูปปั้นเข้าไปด้านในปราสาท เขาต้องชะงักเมื่อมีค้างคาวบินเฉียดหน้าเขาไป อย่างแรง เขาหลบหนีเร็วจนทำให้ไปชนกับผนังปราสาท และนั่นทำให้เขาสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนซากผนังปราสาทที่ซุ้มเถาวัลย์ปกคลุมอยู่หนาแน่น
มีรูโหว่อยู่บนผนัง ตฤณฤทธิ์พยายามมองเข้าไปว่าข้างในมีอะไร
จู่ๆ มีแสงสว่างวาบออกมาจากรูโหว่นั้นเข้าที่หน้าของตฤณฤทธิ์เต็มๆ จนเขาผงะไปนิดๆ ก่อนจะรีบเข้าไปดูใหม่อย่างตื่นเต้น พยายามจะแหวกเถาวัลย์แต่มันขึ้นรกจนดึงออกไม่ไหว จึงหันไปจะเรียกลูกหาบ
“ช่วยรื้อเถาวัลย์ตรงนี้ออกหน่อยครับ”
ลูกหาบมาช่วยกันฟันเถาวัลย์ทิ้ง วิศวัตได้ยินเสียงจึงเดินเข้ามาดูด้วยอย่างสนใจ
“อาจารย์เจออะไรเหรอครับ”
แต่แล้วฝูงนกแสกบินวนรอบๆ ปราสาท พรานบุญ พรานนำทางมองขึ้นไปบนท้องฟ้าถึงกับหน้าถอดสี รีบเข้าไปเตือน
“กลับเถอะคุณ”
“เดี๋ยวก่อนครับ ผมกำลังเจออะไรบางอย่าง” ตฤณบอก
“เอาไว้ก่อนเถอะคุณ รีบเก็บของเร็วเข้า เดี๋ยวจะกลับที่พักไม่ทันแสงผีตากผ้าอ้อม วันนี้ดูแปลกๆ ชอบกล” น้ำเสียงพราณบุญเต็มไปด้วยความกังวล
“ยังไม่มืดเลยพราน ผมขอเข้าไปดูข้างในก่อนครับ”
“ไม่ได้นะคุณ มืดกว่านี้ในป่ามันอันตรายมาก ถ้าคุณไม่กลับ ผมกับลูกหาบจะกลับก่อน”
“เดี๋ยวพราน...”
พรานบุญไม่ฟัง เดินไปบอกลูกหาบให้เก็บของ วิศวัตมองไปรอบๆ เห็นท่าไม่ดี รู้สึกขนลุกขึ้นมา
“กลับก่อนเถอะครับอาจารย์ พรุ่งนี้เราค่อยมาแต่เช้า”
ตฤณฤทธิ์มองหน้าวิศวัตอย่างชั่งใจ

บ้านของยายเพียรตั้งอยู่โดดเดี่ยวลึกเข้าไปในหมู่บ้านห่างไกลจากบ้านคนอื่นๆ ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนดังลอดผ่านช่องหน้าต่างบ้านหลังนั้นออกมา
ในห้องนอนพบว่ายายเพียรกำลังดิ้นทุรนทุราย มือจับอยู่ที่คอ ร้องโหยหวนด้วยความทรมานไม่หยุด พยายามตะเกียกตะกายไปที่หน้าต่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ไหวทรุดลงไปกองที่พื้น
จากนั้นร่างของยายเพียรก็ปรากฏรอยผ่าลากยาวไปรอบคอ ก่อนที่หัวจะหลุดออกมาพร้อมอวัยวะภายใน กลายเป็นกระสือมีแต่หัวกับไส้ลอยออกไป

พระจันทร์เต็มดวงดวงโตสีส้มลอยเด่นอยู่เหนือยอดไม้ มีเงาเมฆสีดำบดบังอยู่ พรานบุญเดินนำตฤณฤทธิ์และคณะสำรวจจ้ำมาตามทางอย่างรีบร้อน โดยมีพรานเดินนำหน้า ตฤณฤทธิ์และวิศวัตอยู่ตรงกลาง มีลูกหาบปิดท้าย แต่วิศวัตเดินช้า จึงเริ่มห่างไปเรื่อย วิศวัตเร่งจ้ำตาม แต่ก็ยังไม่ทัน
“เดินช้าๆ หน่อยครับ รอผมด้วย”
“ช้าไม่ได้คุณ ผมเตือนแล้วว่าให้รีบกลับ” พรานบุญว่า
ตฤณฤทธิ์หันไปถามวิศวัตว่า “ถ้าไม่ไหวจะพักก่อนไหมวัต”
พรานบุญโพล่งขึ้น “ยังพักไม่ได้! แถวนี้ไม่ปลอดภัย”
วิศวัตเหงื่อแตกหน้าแหย บอกกับตฤณเสียงแหบแห้ง “ไม่เป็นไรครับอาจารย์ผมยังไหว”
พรานบุญเดินต่อ แต่แล้วจู่ๆ ก็หยุดชะงัก พูดพึมพำกับความมืดข้างหน้า
“ไปดีมาดีเถอะนะ ไปคนละทิศละทาง ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป...”
วิศวัตแปลกใจ “พรานพูดกับใครเหรอครับ”
พรานบุญหันมามองปรามวิศวัต
“อย่าทักอะไรที่เห็นในป่าเป็นอันขาด”
สิ้นเสียงพรานบุญ ก็มีเสียงร้องอย่างตกใจของวิศวัตแทน ทุกคนมองไปข้างหน้าพรานบุญด้วยสายตาตื่นตระหนก
“พรานระวัง”
พรานบุญหันไป พอเห็นว่าเป็นอะไรก็ถึงกับตาเบิ่งโตแต่หน้านิ่ง
งูเหลือมตัวใหญ่กำลังเลื้อยผ่านหน้าพรานบุญไปอย่างฉิวเฉียด
วิศวัตกระโจนหลบข้างหลังตฤณด้วยความหวาดกลัว
พรานบุญร้องบอกเสียงดัง “ทุกคนคุกเข่าลง... เร็วเข้า”
ตฤณกับวิศวัตมองหน้ากัน พอเห็นลูกหาบคุกเข่าตามพรานบุญ ตฤณจึงพยักหน้าให้วิศวัตคุกเข่าตาม
พรานบุญท่องบทสวดขอขมาลาโทษ
“ลูกช้างขอสมาลาโทษ ขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขา ลูกช้างมาดี ไม่ได้มาทำร้ายใคร หากล่วงเกินสิ่งใด โปรดให้อภัยลูกช้างด้วย”
งูใหญ่เลื้อยผ่านไปเงียบๆ พรานผู้ชำนาญไพรมองโล่งใจคิดว่าไม่มีอะไรแล้ว กำลังจะลุกขึ้น แต่ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของนกแสกก็ดังลั่นไปทั่วบริเวณ ฝูงนกแสกบินแตกตื่นออกมาจากพุ่มไม้ ก่อนที่ร่างนกแสกตัวหนึ่งจะตกลงมากระแทกพื้นกลางวงอย่างแรงในสภาพน่าสยดสยอง เลือดท่วมตัวเครื่องในถูกควักออกไปจนหมด พรานบุญตะลึงตะไล ตกใจสุดขีด
“หนีเร็ว”
ทุกคนวิ่งตามพรานบุญไปโดยไม่คิดชีวิต ยกเว้นตฤณที่ยังยืนมองซากนกอย่างแปลกใจ ซากนกแสกตัวนั้นมีเลือดไหลนองพื้น ข้างในกลวง ตับไตไส้พุงถูกกินไปจนหมดสิ้น

ทุกคนกลับถึงแคมป์ที่พักอย่างปลอดภัยและกำลังตั้งวงกินมื้อค่ำ
พรานบุญแยกออกมาจุดธูปทำพิธีเซ่นไหว้เจ้าที่ด้วยอาหารและน้ำดื่มที่หามาได้ พอไหว้เสร็จพรานสูงวัยก็เดินหน้าเครียดไปหาตฤณฤทธิ์ที่กำลังนั่งกินข้าวอยู่กับวิศวัตและลูกหาบ
“พรุ่งนี้เราต้องออกจากป่าแต่เช้ามืด”
“เราคุยกันไว้ว่าจะเข้ามาอาทิตย์นึงนี่ครับ นี่เพิ่งมาวันแรก” ตฤณทักท้วง
“คุณออกไปหาพรานใหม่เถอะ ผมไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างมันเป็นลางร้าย เจ้าป่าเจ้าเขาท่านไม่อนุญาต”
วิศวัตเอ่ยขึ้นว่า “โธ่พราน จะอัพค่าตัวก็บอกมาเถอะ”
“ผมไม่ใช่คนหน้าเงิน ผมจะไม่เอาค่าจ้างเลยสักบาท ขอให้รอดกลับไปก็เป็นบุญแล้ว ถ้าพวกคุณจะอยู่ต่อก็ตามใจ ผมจะพาลูกหาบกลับเอง”
พูดจบพรานก็เดินหนีไปเลย ตฤณกับวิศวัตได้แต่มองหน้ากันอย่างงุนงงและหนักใจ

กองไฟที่จุดไว้หน้าเต็นท์ใกล้มอดแล้ว เสียงสัตว์ป่าและเสียงหริ่งหรีดเรไรร้องดังระงม ปาด ลูกหาบคนหนึ่งที่เฝ้ายามอยู่เอาฟืนเติมเข้าไปในกองจนไฟลุกโชนขึ้นมาอีก ตฤณซึ่งนอนไม่หลับ เดินออกจากเต็นท์ มาหาปาด
“ถ้าพรุ่งนี้พรานบุญกลับ คุณนำทางผมต่อได้ไหม ผมจะจ่ายให้สองเท่า”
ปาดส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“เชื่อพรานแกเถอะครับคุณ แกชำนาญกว่าผมเยอะ ปกติแกไม่ทักอะไรง่ายๆ”
“ผมไม่เชื่อเรื่องเหลวไหล”
“คุณจะใช้ความคิดคนเมืองมาตัดสินที่นี่ไม่ได้หรอก พรานเขารู้จักที่นี่ดีกว่าคุณ” ปาดย้ำคำเดิม
ตฤณอ้าปากจะเถียงอีก แต่แล้วจู่ๆ เสียงรอบข้างก็เงียบไปเฉยๆ ปาดมองไปรอบๆ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“มีอะไรเหรอ”
ปาดไม่ตอบ แต่กลับคว้าปืนขึ้นมาเตรียมไว้ เสียงนกแตกรังดังฮือขึ้นมา ปาดเล็งปืนไปทางนั้น ตฤณมองตาม เห็นแสงไฟกะพริบอยู่ไกลๆ
“นั่นแสงอะไร แถวนี้มีโดรนด้วยเหรอ”
“อย่าทักนะคุณ รีบกลับเข้าไปนอนเถอะ”
แต่ตฤณไม่ฟัง รีบตามแสงนั้นไปทันที
“คุณ...เดี๋ยวคุณ...”
ปาดเรียกไว้ตฤณก็ไม่ฟัง ปาดมองตกใจ แล้วรีบไปเรียกพรานบุญที่เต็นท์ทันที

ตฤณฤทธิ์วิ่งตามดวงไฟมาติดๆ จนเกือบจะไล่ทัน เขาเห็นภาพลางๆ ว่ามีหัวกับไส้ พยายามเพ่งมองชัดๆ แต่ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไรกันแน่ จึงรีบหยิบมือถือมาถ่ายคลิปดวงไฟนั้นไปด้วย
ตฤณตามไปจนใกล้มากๆ พบว่าดวงไฟนั้นหยุดลงที่พุ่มไม้มีหนาม ท่าทีเหมือนกำลังติดอยู่กับกิ่งไม้ โดยไม่รู้ว่าไส้กระสือเกี่ยวกิ่งไม้ ตฤณเขม้นมองสงสัยหนัก
“ไม่ใช่โดรนนี่ อะไรกันน่ะ”
ตฤณรีบตามไปติดๆ แต่แล้วพอกำลังจะถึง พรานบุญก็โผล่พรวดเข้ามาขวางไว้
“คุณออกมาทำไม”
ตฤณชะงัก ชี้ไปที่พุ่มไม้
“ผมตามดวงไฟนั่นมา อยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่”
พรานบุญหันไปมอง แต่ไม่มีดวงไฟอยู่แล้ว
“ไหน...ไม่เห็นมีอะไร”
“แต่เมื่อกี้ผมเห็น”
“คุณวิ่งสุ่มสี่สุ่มออกมาในป่าแบบนี้มันอันตรายมากรู้ไหม คุณอาจจะหลงป่าได้” พรานตำหนิ
“ผมมีเข็มทิศติดตัวมาด้วย ไม่ต้องห่วง ผมต้องรู้ให้ได้ว่ามันเป็นอะไร”
ตฤณฤทธิ์ทำท่าจะตามไปอีก แต่ถูกพรานบุญขวางไว้ไม่ให้ไป
“คุณยังไม่รู้จักที่นี่ดีพอ ถ้าเกิดอะไรขึ้นผมรับผิดชอบไม่ไหวนะ”
“พรานพูดเหมือนรู้อะไร”
“ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น และคุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องก็ได้ โดยเฉพาะเรื่องบางอย่าง”
“ผมเป็นคนที่อยากรู้ต้องได้รู้”
พรานบุญจ้องหน้าตฤณฤทธิ์ถมึงทึง
“ถ้าคุณอยากรู้นัก พรุ่งนี้กลับเข้าหมู่บ้านแล้วผมจะเล่าให้ฟัง คืนนี้กลับไปนอนซะ เชื่อผมเถอะ”
ตฤณฤทธิ์มองหน้าพรานบุญอย่างลังเล

อีกฟากหนึ่งในเวลาเดียวกัน กำนันสินเดินเซมายังบ้านตัวเองด้วยท่าทางเมามาย ชะงักเมื่อเห็นอะไรบางอย่าง จึงหรี่ตาเพ่งมองอย่างสงสัย ก่อนจะขยี้ตาอีกทีจนแน่ใจ
“ในที่สุดกูก็เจอมึงจนได้”
ในสายตากำนันสิน เห็นแสงวูบวาบลอยอยู่ตรงหน้า แต่แล้วจู่ๆ มันก็พุ่งเข้ามาเกือบประชิดหน้าของกำนันในระยะเส้นยาแดงผ่าแปด
กำนันสินผงะตกใจถอยหลังล้มลง กระสือลอยออกไป กำนันสินหยิบปืนพกที่ติดตัวมาด้วย ยิงออกไปหลายนัด แต่ด้วยความเมาทำให้เซไปเซมาขณะยิง กำนันสินหัวเราะลั่นก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น
ร่างยายเพียรไม่มีหัวนอนอยู่บนเตียง หัวกับไส้ของยายเพียรลอยเข้ามาด้วยท่าทางอ่อนระโหยและบาดเจ็บ เพราะถูกยิงโดนไส้
พอยายเพียรกลับเข้าร่างแล้ว รอยผ่าที่แยกออกกลับเข้าที่ แต่คอของยายเพียรยังเห็นเป็นรอยอยู่
ยายเพียรสะดุ้งตื่นขึ้นมา กุมท้องอย่างเจ็บปวด แล้วรู้สึกพะอืดพะอม นางหยิบกระโถนข้างตัวขึ้นมา โก่งคออาเจียนอย่างหนัก ปรากฏว่าสิ่งที่อาเจียนออกมามีแต่เลือดสดๆ
สีหน้ายายเพียรเจ็บปวด เมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในกระโถน ปากยายเพียรเลอะคราบเลือดเต็มไปหมด

พรานบุญกลับถึงบ้านในตอนเช้าตรู่ กำลังเอาของออกมาเก็บข้างในเรือน ตฤณฤทธิ์กับวิศวัตและลูกหาบช่วยขนของตามมาด้วย ตฤณฤทธิ์ทวงถามพราน
“ตกลงจะเล่าให้ผมฟังได้หรือยัง ว่าทำไมถึงต้องออกจากป่า”
พรานบุญหันกลับมามองหน้าตฤณอย่างเคร่งเครียด วิศวัตตามเข้ามาฟังด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
“นกแสกตายเป็นลางร้าย งูใหญ่เจ้าป่าเจ้าเขามาเตือนให้ระวังอันตราย”
“แล้วดวงไฟนั่นล่ะ”
พรานบุญกลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก สีหน้าหนักใจ
“มันคือ...กระสือ”
“ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะของวิศวัตดังแทรกเข้ามา พรานบุญฉุนขาดหันไปจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
“นี่มันยุค 4G แล้ว ไทยแลนด์ 4.0 น่ะเคยได้ยินไหมลุง ยังเชื่อเรื่องผีกระสืออยู่อีกเหรอ หลอกเด็กยังไม่กลัวเลย เห็นข่าวก่อนหน้านี้หรือเปล่าที่ลือกันว่าเป็นกระสือ แต่ดันโอละพ่อเป็นโดรนนี่เอง”
พรานบุญหยิบปืนขึ้นมาเหมือนขู่ วิศวัตรีบถอยหนี ตฤณเข้ามาช่วย
“มันก็ขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคนนะครับ แต่เมื่อคืนผมว่าไม่น่าจะเป็นโดรน น่าจะเป็นพวกก๊าซมีเทนที่สะสมอยู่ในซากพืชซากสัตว์มากกว่า”
“คุณไม่เชื่อผมก็ตามใจ แต่สักวัน...พวกคุณต้องมาขอบคุณผมที่พาคุณออกมาจากป่าได้”
พรานบุญจบประโยคด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนจะหันกลับเข้าไปในบ้าน วิศวัตยักไหล่ ตฤณมองตามพรานสูงวัยอย่างไม่อยากจะเชื่อ

วันหนึ่ง ท่ามกลางความพลุกพล่านของชีวิตผู้คนในกรุงเทพมหานคร
คนงานกำลังทยอยขนโบราณวัตถุในกรมศิลป์ เพื่อนำออกไปจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ โดยมีนลิน เจ้าหน้าที่ภัณฑารักษ์ของกรมศิลป์คอยดูแล และตรวจเช็กข้าวของอย่างตั้งใจ
“ชิ้นนี้ของเก่าหลายร้อยปี ระวังหน่อยจ้ะ”
กวิตา หรือ ต้า เพื่อนรักของนลินเดินเข้ามาหาพร้อมกับมือถือ
“ลินๆ”
นลินหันกลับมายิ้มให้ กวิตายื่นมือถือให้นลิน
“โทร.มาหลายครั้งแล้ว น่าจะธุระสำคัญ”
“ขอบใจนะต้า”
กวิตาเดินออกไป นลินมองโทรศัพท์พอรู้ว่าใคร ก็ยิ้มชื่นรีบรับสาย
“มีอะไรให้รับใช้คะคุณพนิช”
พีท หรือพนิช แฟนหนุ่มรูปงามของนลินนั่งเอกเขนกอยู่ในมุมสบายของร้านกาแฟ มีแก้วกาแฟวางอยู่ตรงหน้า สองหนุ่มสาวยิ้มหัวคุยสายกันอย่างสุขใจ
“อยากให้มารับใช้ตลอดชีวิตเลยได้ไหมครับคุณนลิน”
“แหม...ก็อีกสามเดือนไงคะ”
“แทบรอไม่ไหวแล้ว... ตกลงวันนี้ลินจะไปดูเรือนหอกับผมหรือเปล่า”
“ไปสิคะ ก็เรานัดกันแล้วนี่”
“โอเค งั้นผมจะได้รีบเคลียร์งาน แล้วไปรับลินที่กรม”
“ค่ะเจอกัน”
นลินวางสายจากคนรัก สีหน้ายิ้มแย้มฟินสุดๆ โลกทั้งใบกลายเป็นสีชมพูหวาน

เย็นนั้นพนิชจูงมือนลินลงจากรถ สองหนุ่มสาวหยุดยืนมองดูบ้านที่ตกแต่งใกล้เสร็จแล้วอย่างภาคภูมิใจ นัยน์ตาฝันหวาน
“สวยอย่างที่เราวาดฝันไว้เลย” พนิชว่า
“พีทวาดฝันต่างหาก ทั้งดีไซน์แล้วก็จ้างช่างเองหมดเลยนี่”
“แต่ถ้าไม่มีลินช่วย มันก็คงไม่ออกมาสวยขนาดนี้”
“พีทชอบลินก็ดีใจนะ”
“ช่างบอกว่าอีกสามเดือนตกแต่งเสร็จ หลังแต่งงานเราก็ย้ายเข้ามาอยู่ได้เลย เดี๋ยวผมจะทยอยขนของบางอย่างเข้ามาไว้ก่อนนะ” นลินพยักหน้ายิ้มๆ “ลินน่ารักที่สุด”
พนิชกอดนลินไว้ นลินซบลงกับไหล่ของคนรักอย่างมีความสุข

คลิปที่กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์เวลานี้ เป็นคลิปดวงไฟลอยอยู่กลางป่า ซึ่งถ่ายจากกล้องมือถือของตฤณฤทธิ์ มีเส้นสีเขียวที่ทำเป็นวงกลมไว้ตรงดวงไฟนั้น
นักข่าวช่อง8 รายงานข่าวมาดขึงขังโดยมีคลิปดังกล่าวประกอบข่าว
“จากคลิปภาพดังกล่าวที่มีผู้บันทึกไว้ได้ในป่าใกล้กับหมู่บ้านโนนปุระ จะเห็นเป็นลูกไฟประหลาดลอยไปมา ชาวบ้านฮือฮาว่าน่าจะเป็นกระสือที่เคยร่ำลือกัน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ต่างๆ นานา ทีมข่าวจึงไม่รอช้า ลงพื้นที่ไปพิสูจน์ทันทีค่ะ”
ภาพข่าวในจอโทรทัศน์ เห็นกำนันสินให้สัมภาษณ์คุยโอ่ด้วยความภาคภูมิใจ พลางชี้จุดเกิดเหตุที่เจอกระสือคืนนั้น
“คืนนั้นผมกลับจากเยี่ยมเยียนชาวบ้าน ระหว่างทางผ่านคันนาก็เห็นลูกไฟลอยผ่านหน้าไป ผมรีบวิ่งตามไปดู คิดว่ามันต้องเป็นกระสือแน่ๆ เลยชักปืนยิงที่ไส้ของมันจนมันตกใจลอยหนีหายไป...ผมไม่กลัวหรอกครับ มันกินเป็ดกินไก่ชาวบ้านไปตั้งเท่าไหร่แล้ว”
ไม่เท่านั้นนักข่าวจอมเผือกของช่อง8 ยังตามไปที่มหาวิทยาลัย ยืนถือไมค์สัมภาษณ์ตฤณฤทธิ์อยู่
“เราลองมาฟังความเห็นของด็อกเตอร์ตฤณฤทธิ์ สุวรรณนครา ผู้ที่เห็นเหตุการณ์จริงและบันทึกภาพนี้ไว้ได้ โดยเขาได้โพสต์ลงเฟซบุ๊คส่วนตัว แต่ถูกแชร์ต่อกันจนเป็นกระแสในโลกโซเชียลกันนะคะ”
ตฤณฤทธิ์ให้สัมภาษณ์ว่า “ที่ผมเห็นอาจจะเป็นโดรน หรือไม่ก็ก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากพืชซากสัตว์ที่เน่าเปื่อย แล้วพอถึงจุดนึงที่อุณหภูมิสูงพอก็ลุกเป็นไฟขึ้นมาได้ครับ”
ภาพในจอเป็นภาพตฤณฤทธิ์กับวิศวัตยืนอยู่กลางทุ่งนา วิศวัตเป็นลูกมือช่วยตฤณทำการทดลอง
ตฤณฤทธิ์พยักหน้าให้ จากนั้นวิศวัตก็เอาแว่นขยายมาส่องกับดวงอาทิตย์ ควันค่อยๆ ลอยเหมือนไฟติด สุดท้ายไฟลุกพรึ่บขึ้นมา

ภาพข่าวเหล่านั้นกลายเป็นคลิปข่าวในมือถือของกวิตา ซึ่งกำลังจับกลุ่มเมาท์มอยกับ ทยา และ แคท เพื่อนในกรมศิลป์ฯ ตอนเช้าวันนี้
“เสียดายนะมันมืดมาก มองเห็นไม่ชัด”
ทยา พยักพเยิดว่า “ผมว่ากระสือแน่ๆ เลย”
“แกเคยเห็นเหรอ”
“คนแถวบ้านผมเล่าให้ฟัง”
“โธ่เอ๊ย...โดรนชัดๆ สมัยนี้ยังมีกระสือที่ไหน” แคทว่า
นลินเดินเข้ามาพอดี กวิตาเรียกนลินเข้ามาดูคลิปในมือถือ
“ลินดูนี่สิ แกว่าอะไรกันแน่”
นลินเพ่งมองสักครู่หนึ่ง
“ก๊าซมีเทนละมั้ง อย่างที่นักวิชาการเขาออกมาวิเคราะห์กัน”
อชินีซึ่งนั่งอยู่แถวนั้นพูดลอยๆ กระทบกระเทียบ
“หรือไม่แน่ก็อาจจะเป็นคนแถวนี้ ที่มีปานตรงคอเหมือน...”
พิมพ์พลอยคู่หูอชินีผสมโรงขึ้นว่า “กระสือ”
อชินีหันไปหัวเราะกับพิมพ์พลอยแล้วแอบแปะมือกัน นลินสะดุ้งจับที่คอตัวเอง กวิตารีบช่วยเพื่อน
“พวกกระสือนี่ชอบกินของเน่าใช่ไหมลิน”
“อื้มใช่” นลินเหลือบมองอชินี แว่บหนึ่ง
“งั้นเวลาพูดอะไรกลิ่นเน่าข้างในคงโชยออกมาสินะ มิน่าแถวนี้เหม็นพวกปากเน่าปากหนอน”
พร้อมกับว่ากวิตาเอามือโบกตรงหน้าจมูกไปมา นลินยิ้มขำๆ อชินีกับพิมพ์พลอยมองหน้ากันอย่างเจ็บใจ
“เดี๋ยวฉันเอาของไปเก็บในห้องก่อนนะ”
นลินบอกกวิตาแล้วเดินออกไปเลย อชินีกับพิมพ์พลอยมองตามด้วยความหมั่นไส้

ในขณะที่นลินเอาของเข้ามาเก็บในห้อง แล้วหยิบเอกสารออกมาตรวจเช็กข้าวของต่างๆ พลันต้องชะงัก เมื่อเห็นเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่หน้ากระจกโบราณบานหนึ่ง นลินจับคอตัวเองที่มีปานเป็นเส้นด้านหลัง
แต่แล้วเธอก็เกือบสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้าประตู นลินหันไปมอง ด้วยสีหน้าตะลึงตะไล
เธอเห็นตฤณฤทธิ์ในชุดนักรบโบราณ ราวกับเป็นองครักษ์สิงหล กำลังยืนอยู่หน้าประตู ส่งยิ้มมองมา และยังเรียกเธอว่า
“สาวิตราณี”
นลินอึ้งไป มองด้วยสายตางงงัน พอหลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ คราวนี้เธอเห็นเป็นตฤณฤทธิ์ในชุดเท่มองเธอในอาการตะลึงเช่นกัน
“คุณครับ...”
นลินตื่นจากภวังค์ ร้องถามอย่างสงสัย
“คุณเป็นใคร”
“ผมชื่อตฤณฤทธิ์ครับ เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์อยู่ที่...”
นลินสวนออกไปอย่างไม่พอใจ “งั้นคุณก็ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ที่นี่ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามานะคะ”
“ขอโทษครับ พอดีผมเดินหลงเข้ามา ผมมาขอพบท่านรองปราโมทย์”
“คุณไม่ได้นัดไว้นี่คะ”
“ผมเพิ่งโทร.นัดท่านเมื่อเช้า ท่านบอกว่าให้เข้ามาได้เลยครับ”
“ท่านไม่เคยรับนัดใครกะทันหัน คุณกลับไปก่อนดีกว่าค่ะ เชิญ”
นลินผายมือให้ตฤณออกไป แต่ท่านปราโมทย์เดินเข้ามาพอดี ตฤณฤทธิ์ยกมือไหว้
“สวัสดีครับท่าน”
ปราโมทย์รับไหว้ พลางตบบ่าตฤณอย่างสนิทสนม
“อ้าว...เจอตัวพอดีเลย ผมได้ยินเรื่องปราสาทที่คุณไปสำรวจแล้วน่าสนใจมาก” ท่านปราโมทย์หันมาทางนลิน “สองคนนี้คุยกันแล้วใช่ไหม งั้นมาๆ คุยกันต่อที่ห้องผมเลย”
จากนั้นปราโมทย์เดินนำออกไป
นลินมองตฤณอย่างหมั่นไส้ ตฤณกลับยิ้มให้มาอย่างเป็นมิตร แล้วผายมือให้เธอกึ่งล้อๆ กึ่งให้เกียรติเธอเดินนำหน้า นลินเดินเชิดใส่ตฤณฤทธิ์ออกไป

ทั้งสามคนอยู่ในห้องท่านปราโมทย์ ตฤณฤทธิ์เปิดโน้ตบุ๊คให้ปราโมทย์ดูรูปปราสาทและเปิดคลิปที่ถ่ายมา ปราโมทย์สนใจมาก นลินก็ดูอย่างสนใจ แต่เก็บอาการเพราะยังเคืองตฤณไม่หาย
“ดูจากศิลาแลงที่ใช้ก่อสร้างแล้ว ปราสาทนี้น่าจะเป็นของอาณาจักรอนันตาปุระที่เคยรุ่งเรืองเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว”
“โอ้โฮ...สภาพยังค่อนข้างดีอยู่มากนะ เสียแต่อยู่ในป่าลึกไปหน่อย” ท่านปราโมทย์สนใจ
“ใช่ครับท่าน แต่ผมยังไม่ได้เข้าไปสำรวจด้านใน น่าจะมีอะไรที่น่าสนใจอีกมาก”
“งั้นผมจะส่งทีมจากทางนี้เข้าไปช่วยสำรวจด้วย คุณจัดทีมเข้าไปทำงานกับอาจารย์ตฤณได้เลย” ท่านปราโมทย์หันมาทางนลินตอนท้าย
“แต่ตอนนี้ทางทีมเรายังติดงานอยู่ที่อุทัยธานีค่ะ”
“นั่นแค่งานบูรณะซ่อมแซม นี่เรื่องด่วนกว่า ทำหนังสือแจ้งให้พวกเขากลับมาสำรวจทางนี้ก่อน”
“ขอบคุณครับ แล้วเรื่องโบราณวัตถุที่พบจากการสำรวจมาล่ะครับ”
“คุณส่งมาเก็บไว้ที่นี่ได้เลย นลินเขาดูแลอยู่พอดี” ปราโมทย์หันมาทางนลิน “คุณช่วยประสานงานต่อเลยนะ ผมมอบหมายโครงการนี้ให้คุณ”
นลินรับคำไปอย่างฝืนใจเล็กน้อย
“ค่ะท่าน”
ตฤณหันไปยิ้มให้นลินอย่างเป็นมิตร อีกฝ่ายทำหน้าบึ้งตึงใส่

ตฤณฤทธิ์กับนลินเดินออกมาด้วยกันตามทางเดินในกรม
“ช่วยเร่งให้หน่อยนะครับคุณนลิน ผมจะกลับเข้าไปที่นั่นอาทิตย์หน้า”
นลินชะงัก หันไปบอกตฤณฤทธิ์ว่า
“อาทิตย์หน้าเลยเหรอคะ ทีมของเราน่าจะเตรียมงานไม่ทัน”
“ช่วยลัดคิวหน่อยนะครับ ผมอยากกลับเข้าไปก่อนหน้าฝน ไม่อย่างนั้นการสำรวจจะลำบากมาก”
“แต่ทีมงานเรามีจำกัด แล้วทุกอย่างก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ถึงจะเส้นใหญ่แค่ไหนก็อย่าคิดว่าจะมาเร่งอะไรได้ดั่งใจนะคะ”
ตฤณอึ้งไปนิดหนึ่ง รู้ว่านลินไม่ชอบขี้หน้า แต่แล้วก็ยิ้มออกมาอย่างใจเย็น
“ผมทราบครับ งั้นผมขอเบอร์คุณไว้ติดต่อได้ไหมครับ เราจะได้ประสานงานกันสะดวกขึ้น”
“ได้ค่ะ คุณโทร.มาที่นี่ได้ตามเวลาราชการ ที่เบอร์ 02-511…..”
ตฤณแทรกขึ้นว่า “เบอร์ที่กรมผมมีแล้วครับ งั้นผมไปขอจากท่านรองก็ได้...”
พร้อมกับว่าตฤณทำท่าจะเดินกลับไปที่ห้องปราโมทย์ นลินรีบบอก
“คุณเอาไลน์ฉันไป เดี๋ยวส่งเบอร์ให้ค่ะ”
ตฤณหันกลับมายิ้มกริ่ม

นลินนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างกลับมาที่บ้านเช่า พอจะเข้าบ้านก็ต้องแปลกใจ เมื่อเห็นรถของพนิชจอดรออยู่ พนิชเปิดประตูรถลงมาหา ด้วยสีหน้าร้อนใจกึ่งดีใจ
“กลับมาแล้วเหรอลิน”
“จะมาทำไมไม่บอกก่อน”
“ผมมีเรื่องด่วนมาก อยากให้ลินช่วย”
นลินมองคนรักกำลังจะถาม พนิชยื่นจดหมายฉบับหนึ่งให้ด้วยสีหน้าเครียดจัด นลินเปิดอ่านแล้วอึ้งไป

ทันทีที่เข้าบ้านมานลินถามพนิชอย่างงุนงง พร้อมกับจดหมายในมือ
“ลินไม่เข้าใจ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“คืองี้นะ ผมเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นตัวนึง เพราะมีคนแนะนำว่ามันขึ้นแน่ แล้วจะได้กำไรหลายแสน ผมเลยทุ่มซื้อเป็นล้าน แต่...ดันมีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับผู้บริหาร หุ้นตัวนี้เลยดิ่งลงเหว”
“พีทเอาบ้านไปจำนองซื้อหุ้นเหรอ!”
พนิชจับมือนลินทำตาละห้อย “ผมยอมรับว่าพลาดไปจริงๆ ถ้าส่งไม่ทันภายในอาทิตย์นี้บ้านถูกยึดแน่”
“ไม่นะ บ้านหลังนี้เราช่วยกันกู้ซื้อมา ลินไม่ยอมให้ถูกยึดไปง่ายๆ หรอก”
“นั่นสิลิน เราต้องช่วยกันหาเงินมาอุดตรงนี้ก่อน ลินยืมใครมาก่อนได้ไหม”
นลินส่ายหน้า “เงินตั้งหลายแสน ใครจะให้ยืมง่ายๆ ต้าก็ต้องส่งเงินไปให้แม่ที่ต่างจังหวัดทุกเดือน ญาติพี่น้องลินก็ไม่มีเลย” หญิงสาวนึกบางอย่างได้ “แล้วรถของพีทล่ะ”
“รถคันนี้เป็นของบริษัทนะ ไม่ใช่ของผม”
“จริงสินะ งั้นเราจะทำยังไงดี”
“ช่วยกันคิดนะลิน ผมรู้ว่าเราจะไม่ทิ้งกัน เราต้องสู้ไปด้วยกัน เราจะผ่านมันไปให้ได้”
นลินถอนใจเฮือกใหญ่ “พรุ่งนี้ลินจะลองโทร.หาเพื่อนๆ ดู”
พนิชกลอกตาไปมาเหมือนคิดอะไรบางอย่าง ในขณะที่สีหน้านลินเครียดหนัก

ภายในห้องเก็บของที่กรมศิลป์ฯ วันต่อมา ตฤณฤทธิ์อยู่ในนั้น เขาเปิดกล่องออก เห็นวัตถุโบราณอยู่ข้างใน
“นี่ครับ วัตถุโบราณที่ผมขุดพบบริเวณปราสาท”
นลินมองวัตถุโบราณ มีทั้งพระพุทธรูป ข้าวของเครื่องใช้โบราณ เครื่องประดับที่ตฤณเอามาวางไว้ จนไปสะดุดตาที่มรกตเม็ดหนึ่ง นลินเอื้อมมือไปหยิบมาดู แต่จู่ๆ มีแสงจากมรกตวาบเข้าหน้าจังๆ นลินชะงักตกใจ
“มีอะไรเหรอครับ”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
นลินตัดสินใจหยิบมรกตขึ้นมาดู มองจ้องด้วยสีหน้าหลงใหลโดยประหลาด
“งามมาก ผ่านมานานแสนนาน แต่สภาพยังสมบูรณ์อยู่เลย”
“ใช่ครับ มรกตเม็ดนี้คงประดับอยู่ในสร้อยอุบะของเจ้าหญิงหรือนางรำในสมัยนั้น ลองระลึกชาติสิครับ”
นลินนิ่วหน้ามองตฤณ อีกฝ่ายยิ้มขำ
“ผมล้อเล่นน่ะครับ เห็นคุณหน้าคล้ายรูปแกะสลักที่ผมเจอแถวปราสาท”
“จะหาว่าฉันหน้าตาโบราณน่ะสิ”
“ผมไม่ได้พูดอย่างนั้นซักหน่อย แต่คุณก็พูดถูกนะ...”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของคุณ”
นลินหยิบเอกสารมาจดโดยไม่สนใจเขาอีก ตฤณฤทธิ์ยิ้มขำ

นลินนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง เธอกำลังลงทะเบียนวัตถุโบราณที่ตฤณนำมาส่งให้ ใครบางคนเข้ามานั่งฝั่งตรงข้าม เมื่อเงยหน้ามอง นลินมีสีหน้าแปลกใจ
“พีท...มีอะไรหรือเปล่า”
“ผมร้อนใจน่ะสิ มีข่าวดีมาบอกลิน”
“ข่าวดีอะไรคะ”
“มีคนจะซื้อที่ตรงสระบุรีที่แม่ยกให้ผม ผมจะได้เอาเงินมาใช้หนี้”
“จริงเหรอคะ เฮ้อ... ค่อยโล่งใจหน่อย”
“เดี๋ยวเราไปหาอะไรอร่อยๆ ฉลองกันดีกว่า”
“งั้นรอลินแป๊บนะ เดี๋ยวลงทะเบียนของพวกนี้เสร็จก็ไปได้แล้ว”
“ได้สิครับ”
นลินก้มหน้าก้มตานั่งทำงานต่อ พนิชกวาดตามอง จนไปสะดุดตากับมรกตที่วางอยู่บนโต๊ะ
“เม็ดใหญ่ขนาดนี้ถ้าเป็นของจริงคงเป็นล้านเลยนะ”
“ของจริงค่ะ น่าจะอายุหลายร้อยปีแล้ว แต่ต้องตรวจสอบก่อนว่าอยู่ยุคไหนกันแน่”
“โห...มิน่าถึงสวยสะดุดตา ไม่เหมือนมรกตที่เคยเห็นมาก่อน ไม่เอาดีกว่าเดี๋ยวเผลอทำตกเป็นรอยขึ้นมาละก็ ต้องใช้หนี้อีกหัวโตแน่”
พนิชทำเป็นรีบวางลงที่เดิม แต่สายตาคอยลอบมองและกลอกตาไปมาอย่างครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

ค่ำคืนนั้นพนิชขับรถมาส่งนลินที่บ้าน แต่มีรถจอดขวางอยู่ พนิชลงจากรถ ก็มีคนกระชากเขาออกไป
“เฮ้ย...อะไรกันวะ”
พนิชร้องโวยวาย ชายทวงหนี้ 1 ใน 3 ไม่พูดพล่ามทำเพลง ชกเข้าที่หน้าพนิชจนหงายหลังไป อีกสองคนช่วยกันรุมกระทืบ นลินร้องห้ามอย่างตกใจ
“อย่านะ...อย่าทำเขา...”
นลินทำท่าจะโทร.แจ้งตำรวจ แต่ชาย 1 หยิบปืนมาเล็งใส่พนิชเชิงขู่
“ถ้าบอกตำรวจ ไอ้นี่ตาย”
นลินชะงัก “พวกแกต้องการอะไร”
“มันกู้เงินนายไปห้าแสน ครบกำหนดคืนนานแล้วแต่ยังหาเงินมาใช้หนี้ไม่ได้” ชาย1บอก
นลินหันไปถามพนิช “จริงเหรอพีท”
“ผมจำเป็น ไม่งั้นบ้านถูกยึดไปนานแล้ว”
“โธ่...ทำไมไม่ปรึกษากันก่อน”
“ผมคิดว่าจะหาเงินมาทัน แต่มันหาไม่ได้จริงๆ”
“งั้นมึงก็เตรียมตัวตายได้”
พร้อมกับว่าชาย1จะยิงพนิช แต่นลินเข้าไปขวางไว้
“อย่าทำอะไรเขาเลย ฉันจะหาเงินมาใช้หนี้ให้”
“แน่ใจนะ” ชาย1 ไม่เชื่อนัก
นลินพยักหน้า “แน่ใจ แค่ห้าแสนใช่ไหม ฉันจะหามาให้”
“ตอนนี้ไม่ใช่แค่ห้าแสน รวมดอกเบี้ยแล้วแปดแสน” ชาย1 พูดใส่หน้า
“แปดแสนเลยเหรอ” นลินตกใจมาก
“แปดแสนภายในอาทิตย์นี้ ไม่งั้นเตรียมรับศพไอ้นี่ได้เลย”
นลินอึ้งไป มองหน้าชายทวงหนี้อย่างนึกไม่ถึง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะสงสารพนิช

สองคนอยู่ในโถงบ้านเช่า นลินทำแผลให้พนิช ตัดพ้อต่อว่าเขาไปด้วยอย่างเสียใจ
“ที่แท้พีทก็ไปกู้นอกระบบมาเล่นหุ้นงั้นเหรอ”
“ผมไม่คิดว่าจะโชคร้าย นึกว่าได้กำไรแน่ๆ ผมก็พยายามใช้หนี้พวกมันไปส่วนนึงแล้ว แต่หมุนเงินไม่ทันจริงๆ”
“เลยต้องเอาเรือนหอของเราไปจำนองด้วย”
“ผมนึกไม่ถึงว่าจะถูกเล่นงานหนักขนาดนี้ ลินต้องช่วยผมนะ”
นลินวางหยูกยาอุปกรณ์ทำแผลลงอย่างหัวเสีย
“เงินเกือบล้าน ลินไม่รู้จะช่วยยังไง”
“ผมมีวิธีนะลิน”
นลินหันกลับมามองพนิชเป็นเชิงถาม
“มรกตเม็ดนั้นไง”
นลินเบิกตาโตด้วยความตกใจ
“อะไรนะ”
“มรกตที่ผมเห็นบนโต๊ะคุณ ถ้าเอาไปจำนำต้องได้เงินพอใช้หนี้แน่”
“ไม่ได้ นั่นมันสมบัติของชาตินะ”
“เราแค่เอาไปจำนำ ไม่ได้ขายขาด อาทิตย์หน้าผมได้เงินจากขายที่แล้วค่อยไปไถ่คืน”
“ไม่...เราหาทางอื่นดีกว่า” นลินยืนกรานเสียงแข็ง
พนิชเข้าไปสวมกอดนลินไว้
“ลินจะปล่อยให้ผมตายเหรอ เห็นไหมว่าพวกมันโหดแค่ไหน มันจะฆ่าผมจริงๆ นะ”
“ลินทำไม่ได้จริงๆ”
“เราแค่ยืมออกไป ไม่มีอะไรบุบสลายหรอกลิน ผมรักลินมาก เราต้องผ่านปัญหานี้ไปได้ จะไม่มีอะไรแยกเราจากกันอีกแล้ว เราจะได้แต่งงานกันซะทีนะลิน”
สีหน้านลินชักเริ่มลังเล แต่ยังส่ายหน้า พนิชอ่านออกแกล้งปล่อยนลิน
“งั้นก็แล้วแต่ลิน ผมจะไม่ให้ลินลำบากใจ ผมยอมตาย...”
พนิชลุกขึ้น นลินเรียกพนิชไว้
“พีท...”
พนิชลอบยิ้มสมใจรู้ว่านลินใจอ่อน แต่แล้วนลินก็ชะงัก เมื่อได้ยินเสียงเรียกของใครบางคน
“ลิน...ลูก”
นลินหันไปทางเสียงด้วยสีหน้าดีใจ
“แม่...”
นลิน เห็นนรา ยืนอยู่ไกลๆ ด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“อย่านะลิน อย่าทำผิดต่อสมบัติของชาติเป็นอันขาด รับปากแม่สิลูก ลิน...”
“แม่คะ ลิน...”
แต่แล้วเสียงของพนิชก็ดังแทรกเข้ามา
“ลิน...ลินช่วยผมด้วย ลิน”
นลินสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ภาพของแม่หายไป เห็นพนิชเอามือถือเข้ามาให้นลินดู
“พวกมันส่งเมสเสจมาขู่ฆ่าผม ดูสิลิน ผมต้องตายแน่ๆ ลินช่วยผมด้วย”
นลินมองสงสารคนรักจับใจ แต่ก็ลำบากใจสุดขีด

ในห้องเก็บของอันมืดสนิท หลังเสียงเปิดประตู ไฟถูกเปิดสว่างขึ้น
นลินเดินถือเอกสารเข้ามาในนั้นเหมือนทำงานเช็กของตามปกติ แต่สีหน้าเคร่งเครียดมาก มองตู้เก็บมรกตอย่างลังเล
นลินเปิดตู้จะหยิบมรกตออกมา แต่แล้วมีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าดังเปรี้ยง แสงจากฟ้าแลบเข้ามาที่หน้าหญิงสาว ลมพัดแรง หน้าต่างเปิดปัง ผ้าม่านปลิวไสว ข้าวของล้มระเนระนาด
นลินมองไปรอบๆ อย่างตกใจกับปรากฏการณ์ประหลาดเมื่อครู่ จนกระทั่งเห็นแสงจากไฟฉายส่องมาที่นลินกับตู้ที่อยู่ตรงหน้า เป็นพนิชที่ตามเข้ามาถามอย่างร้อนใจ
“ทำไมนานนักล่ะลิน”
“เราหาทางอื่นกันดีกว่า”
“ไม่มีเวลาแล้ว พวกแก๊งทวงหนี้มันดักรอฆ่าผมอยู่นะ”
พนิชจะเข้าไปหยิบมรกตเอง แต่นลินฉวยออกมาก่อน
“ให้ลินตัดสินใจก่อนได้ไหม”
“ไม่ต้องคิดอะไรน่ะลิน”
พนิชเข้ามาแย่งมรกตเม็ดนั้นไปจากมือนลิน แต่เธอยื้อไว้ไม่ยอมให้
“ลินเอามาให้ผม”
“เราอย่าทำอย่างนี้เลยพีท”
“น่าลิน ผมยืมไปแค่อาทิตย์เดียว เดี๋ยวก็เอามาคืนแล้ว”
“เอาคืนมาก่อนดีกว่า ลินจะหาวิธีอื่นเอง ลินจะยืมหัวหน้า...หรือหาเงินกู้...”
จู่ๆ พนิชก็หยิบมีดคัตเตอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ คุกเข่าลงตรงหน้านลินแล้วยื่นคัตเตอร์ในมือให้
“งั้นลินก็ฆ่าพีทให้ตายเลย ทำเป็นว่าพีทจะเข้ามาทำร้ายลินก็ได้ ให้พีทตายด้วยมือลินยังดีกว่าตายเพราะคนพวกนั้น”
นลินยืนอึ้งนิ่งงันไป พนิชแกล้งหยิบมีดคัตเตอร์มาจ่อเหมือนจะเชือดคอตัวเอง
“อย่าพีท...อย่าทำอย่างนี้”
นลินตัดสินใจยื่นมรกตเม็ดนั้นให้พนิชโดยไม่เห็นรอยยิ้มสาสมใจของคนรัก

อีกฟากหนึ่ง ฟ้าผ่าดังเปรี้ยง เห็นประกายฟ้าเป็นเส้นอยู่บนหลังคาบ้านยายเพียร จนยายเพียรสะดุ้งตื่นขึ้นมาหน้าซีดเผือด ลืมตาโพลง ตัวสั่นเทา ยายเพียรร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวด รับรู้ว่ามีทายาทกระสือมาสืบทอดแล้ว แต่ไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย

นลินนอนหลับอยู่บนเตียง แต่ไม่นานก็ออกอาการกระสับกระส่ายเหมือนคนฝันร้าย สักพักมีเสียงเคาะประตู และตามมาด้วยเสียงเรียก
“ลิน... ลินลูก”
นลินสะดุ้งตื่น ได้ยินเสียงเรียกชัดเจน จึงลุกเดินไปที่ประตู พอเปิดออก สีหน้านลินก็ตะลึงงันปนตื่นเต้นดีใจ
“แม่!”
เป็นนรายืนร้องไห้น้ำตาไหลพรากอยู่ในเงามืด มองมายังนลินด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ลินอย่าทำแบบนี้ เอาของคืนเขาไปเถอะลูก ไม่อย่างนั้นจะผูกเวรผูกกรรมกันไม่จบไม่สิ้น”
“แม่... ลินก็ไม่อยากทำ แต่...”
“เอาของคืนไปลูก”
พูดเท่านั้นร่างนราก็ค่อยๆ เลือนหายไป นลินร้องเรียกไว้ก็ไม่เป็นผล
“แม่..แม่อย่าเพิ่งไป กลับมาก่อน แม่...”

นลินสะดุ้งตื่นขึ้นมาบนเตียงตอนสายวันรุ่งขึ้นสภาพเหงื่อท่วมตัว
“แม่...”
นลินมองไปรอบๆ นิ่งนึกทบทวนเรื่องราวจนพบว่าเธอฝันไป ได้แต่ปาดเหงื่ออย่างเหนื่อยอ่อน ครั้นพอนึกถึงคำพูดของนรา นลินจึงหยิบมือถือมาโทร.หาพนิชทันที
เวลาเดียวกันนั้น ทางด้านพนิชกำลังเริงร่าอยู่ในบ่อน ทิ้งเงินพนันกองใหญ่ลงบนโต๊ะ มีอชินีคลอเคลียอยู่ข้างๆ กาย
“เทหมดหน้าตัก”
เสียงมือถือดังขึ้น พนิชหยิบมาดู พอเห็นเป็นชื่อนลินก็กดสายทิ้ง แล้วสุดท้ายปิดเครื่องไปเลย อชินีมองสะใจและสมน้ำหน้า
ฝั่งนลินได้ยินสัญญาณถูกตัดสาย มองโทรศัพท์หน้าเครียด

ฝ่ายตฤณฤทธิ์หิ้วกระเป๋าลงมาจากชั้นบน คุณศันสนีย์ผู้เป็นมารดาซึ่งกำลังดูแลจัดเตรียมอาหารอยู่ร้องทัก
“อะไรกันลูก เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วันก็ไปอีกแล้วเหรอ”
“ผมต้องกลับไปเตรียมงานสำรวจปราสาทก่อนครับแม่”
“จะไปทำไมนักหนานะ เข้าป่าเนี่ย ไปทีเป็นเดือน บ้านช่องไม่กลับ”
คุณดิษย์บิดาของตฤณ นั่งเล่นไอแผดอยู่ข้างๆ พูดยิ้มๆ เย้าภริยาว่า
“คุณก็...ลูกโตป่านนี้แล้ว อย่าไปวุ่นวายอะไรมากนักเลย”
“ไม่ได้วุ่นวายค่ะ ฉันเป็นห่วงลูก ไม่เหมือนบางคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว”
“แม่ครับ ผมไปทำงานวิจัย ไม่ได้ไปรบซะหน่อย”
“วิจงวิจัยอะไรแม่ไม่รู้ งานหนักเงินเดือนก็น้อยนิด กลับมาช่วยบริหารบริษัทของคุณลุงดีกว่าลูก ท่านบ่นอยากให้ลูกกลับไปทำซะที”
“ผมคงไม่กลับไปทำงานบริษัทแล้วล่ะครับ ผมรักงานสอนหนังสือโดยเฉพาะงานวิจัยประวัติศาสตร์ ยิ่งค้นหาก็ยิ่งอยากรู้มากขึ้นเรื่อยๆ”
“โธ่...ลูกคนนี้ งานสบายๆ ไม่เอา อยากไปลำบาก”
“ลูกมันไม่ได้รู้สึกลำบากอะไรเลยนี่คุณ”
“นั่นสิครับ ผมสนุกมากกว่า แล้วมันก็เหมือนมีเรื่องค้างคาใจที่ต้องศึกษาให้รู้ทะลุปรุโปร่ง”
“โอ๊ย ลูกสนุกแต่แม่ทุกข์ มีลูกชายคนเดียวต้องมานั่งเป็นห่วง”
ตฤณเข้าไปกอดแม่ไว้
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับแม่ ผมดูแลตัวเองได้ แล้วก็จะดูแลให้ดี แม่อย่าเครียดเลย เดี๋ยวตีนกาจะเพิ่มมาอีกเส้นนะ”
ศันสนีย์รีบเอามือแตะหางตาตัวเอง แล้วค้อนปะหลับปะเหลือกใส่ลูกชาย

ในขณะที่นลินและกวิตานั่งทำงานเอกสารกันอยู่ในบ้านเช่า แต่แล้วนลินก็ต้องอึ้งไป เมื่อมองไปเห็นว่ามีคนเดินเข้ามาในบ้าน เป็นชาย 2 คน ที่เคยตามทวงหนี้พนิชนั่นเอง มันเดินตรงเข้ามาหาสองสาว แล้วโดยไม่พูดไม่จาใดๆ ชาย2 ตบหน้านลินฉาดใหญ่ กวิตาร้องกรี๊ดตกใจ
“ไอ้ชั่ว แกทำร้ายเพื่อนฉันทำไม”
คนทวงหนี้ ชาย2 ชี้หน้ากวิตา “อยากโดนอีกคนหรือไง”
กวิตาชะงัก ชาย2 หันไปพูดกับนลินอย่างไม่ไว้หน้า
“ไหนว่าจะใช้หนี้ให้แฟน นี่มันเลยกำหนดมาหลายวันแล้ว”
“เขาคืนเงินให้พวกแกไปแล้วนี่”
“ยัง มันยังไม่คืนแม้แต่บาทเดียว แถมยังหายหัวไปติดต่อไม่ได้”
นลินส่ายหน้าไม่เชื่อ
“ไม่จริง เขาขายที่ที่บ้านได้แล้ว บอกว่าจะเอาเงินไปใช้หนี้ตั้งหลายวันก่อน”
“อย่ามาตุกติก” ชาย1 ชูเอกสารให้ดู “นี่สัญญาเงินกู้ ยังอยู่ครบทุกบาททุกสตางค์ ถ้ามันไม่ยอมใช้หนี้ เธอก็ต้องใช้แทน”
“ฉันจะถามเขาให้รู้เรื่อง” นลินรีบกดมือถือโทร.หาพนิช แต่พบว่ามือถือปิดไปแล้ว “ยังไม่เปิดใช้บริการ เป็นไปได้ยังไง เมื่อวานยังโทร.คุยกันอยู่เลย”
“หรือว่าจะไปทำงานต่างจังหวัด เลยไม่มีสัญญาณ” กวิตาว่า
“กูไม่เชื่อ อย่ามาเล่นละครตบตา ถ้าแฟนหนีไป มึงก็ต้องตามมันกลับมาหรือไม่...หาเงินมาใช้หนี้แทนมัน ไม่งั้นอย่าหวังว่าจะอยู่อย่างสงบสุขเลย”
ขู่เสร็จชาย2คน ก็เดินไปขึ้นรถพร้อมกันที่หน้าบ้าน แล้วขับรถออกไปอย่างแรง
นลินเครียดหนัก นึกไม่ถึงว่าพนิชจะทำแบบนี้ กวิตาชวนไปโรงพัก
“ใจเย็นๆ ลิน ไอ้พวกแก๊งทวงหนี้มันอาจจะมั่วก็ได้ เราไปแจ้งความกันก่อนดีกว่า”
นลินตกใจร้องห้ามเสียงหลง กลัวถูกสาวถึงเรื่องขโมยมรกต
“อย่าต้า ฉันจะลองติดต่อพีทดูอีกที”
“แล้วถ้าติดต่อไม่ได้ล่ะ ไอ้พวกนั้นมันโหดนะลิน” กวิตาว่า
“ฉันจะหาทางออกเอง”
นลินทำหน้าเหมือนมั่นใจ ทั้งที่ลึกๆ ในใจกลุ้มหนัก

ไม่นานต่อมานลินพาตัวเองมาที่คอนโดพนิช แต่ต้องตกใจเมื่อรู้จากเจ้าของห้อง
“ย้ายออกไปแล้วเหรอคะ”
ไม่เท่านั้นเจ้าของคอนโดบ่นเสียงขุ่นใส่หน้าอีกว่า “ใช่ แถมมันยังค้างค่าเช่าฉันตั้งสามเดือน เธอเป็นแฟนมันก็จ่ายแทนมันหน่อย”
และเมื่อพาตัวเองมายังออฟฟิศพนิชก็เจอยุพาบ่นบ้าใส่อีกชุดใหญ่
“เขาลาออกไปตั้งสองเดือนแล้ว เห็นบอกจะไปเรียนต่อเมืองนอก หรือว่าหนีหนี้ก็ไม่รู้ เห็นว่ายืมเงินเพื่อนไปคนละหลายหมื่น แล้วก็หายหัวไปเลย ไลน์ เฟซบุ๊ก ก็ปิดหมด ติดต่อไม่ได้ น้องจะแต่งงานกับเขาแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน...”
ยัยยุพาพรั่งพรูคำถามที่นลินไม่มีคำตอบให้

นลินเดินหมดแรงมาถึงหน้าเรือนหอ ซึ่งที่ประตูบ้านมีเอกสารบางอย่างแขวนอยู่ นลินหยิบเอกสารนั้นมาอ่านแล้วถึงกับช็อก ทรุดลงนั่งร้องไห้กับพื้นอย่างคนหมดแรง มันคือเอกสารยึดทรัพย์จากธนาคารนั่นเอง

นลินเดินหมดอาลัยตายอยากมาหยุดตรงกลางสะพานลอยคนข้ามถนน แววตาหมองเศร้า เสียใจที่ถูกพนิชหักหลังเธอ หญิงสาวร้องไห้น้ำตาเต็มตา เกาะราวสะพานมองเหม่อลงไปยังถนนเบื้องล่าง

นลินทิ้งกระเป๋าถือ ตัดสินใจปีนขึ้นไปบนราวสะพาน ด้วยสีหน้าเด็ดเดี่ยว มุ่งมั่นมาดหมาย

อ่านต่อตอนที่ 2


กำลังโหลดความคิดเห็น...