xs
xsm
sm
md
lg

“เฟรช-อริศรา” กับบทบาท “แอ็กติ้งโค้ช” ในละคร “ริมฝั่งน้ำ”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


“เฟรช-อริศรา” กับบทบาท “แอ็กติ้งโค้ช” ในละคร “ริมฝั่งน้ำ”

ปกติเรามักจะรู้จัก “เฟรช-อริศรา วงษ์ชาลี” ในฐานะ “นักแสดง” แต่ละครเรื่อง “ริมฝั่งน้ำ” นอกเหนือจากบทบาทการแสดงในบท “อุ้ม” แล้ว อีกบทบาทหนึ่งคือ “แอ็กติ้งโค้ช” หรือ ผู้ฝึกสอนการแสดง

บทบาทของแอ็กติ้งโค้ช
“เฟรชมาเป็นแอ็กติ้งโค้ชให้กับเรื่องนี้ค่ะ ก็ช่วยดูเด็กๆ ตอนแรก คือ อาตู่กับพี่ตันอยากให้ช่วยดูเด็กๆหน่อยเรื่องนี้เด็กๆ เยอะ อยากให้ดูเรื่องการแสดงน้องๆด้วย ซึ่งเป็นนักแสดงช่อง 3 เป็นเลือดใหม่ไฟแรง เราก็ลองดู จริงๆ น้องๆ เค้าก็เรียนการแสดงจากทางช่องมาแล้วด้วย แต่ว่าโอเคอาจจะอยู่หน้าเซ็ตหน้าฉาก อาจจะต้องการที่ปรึกษา แล้วพี่ตันเนี่ยก็อาจจะดูไม่ได้ทั้งหมดเพราะว่านักแสดงเยอะมาก แล้วงานผู้กำกับเป็นงานที่หินมากค่ะ ผู้กำกับจะต้องดูแลภาพรวมทุกอย่าง แล้วถ้าเรามาทำเราก็ได้เรียนรู้วิชาจากนักแสดงอาวุโสหลายๆท่านด้วย ได้มีครูหลายๆ ท่านอยู่ในกองนี้ เราก็ครูพักลักจำไปค่ะ”

มุมมองและทัศนคติ
“ตอนที่ได้เห็นเรื่องนี้ครั้งแรก เรารู้สึกว่าทุกคนต้องแก่ทุกคนต้องแบบอยู่ในวัยที่ เกิด แก่ เจ็บ ตายมันต้องไปเรื่อยๆตามเวลา เราก็มีแม่มีคุณตาคุณยาย เรามีความรู้สึกว่าพอเวลาเราอยู่กับคนแก่ บางทีเราก็ได้มุมมองที่ทำให้เราใจเย็น เราเคยใจร้อนเราก็ใจเย็น เพราะว่านี่คือคนในครอบครัวเรา บางทีท่านอาจจะทำอะไรที่ไม่ถูกใจเรา แล้วเราอาจจะหงุดหงิดอารมณ์เสีย แต่จริงๆแล้วคือ เรารักแล้วเราก็อยากดูแลท่าน สุดท้ายแล้วคือ พอเรื่องนี้ได้ทำแล้วรู้สึกว่านักแสดงอาวุโสทุกคน คือน่ารักค่ะ แล้วเราก็ไม่รู้ว่าจะได้ทำงานแบบนี้อีกรึเปล่า พี่กัปตันพูดเสมอว่า มันอาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตก็ได้ค่ะ”

ละครย้อนดูตัวเอง
“ริมฝั่งน้ำสำหรับเราเหมือนเราได้ดูเรื่องของตัวเอง ชีวิตของตัวเอง ครอบครัวตัวเอง เชื่อว่าคนดูก็เหมือนได้ดูชีวิตครอบครัวตัวเองเหมือนกันค่ะ สะท้อนตัวเอง ทุกคนไม่ใช่แค่เราแล้วมันก็จะมีวิธีแก้ไขปัญหา บางเรื่องเราตลกมันเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ แต่มันขำความหลงๆลืมๆ แล้วไม่ใช่แค่เราย้อนดูผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เองก็ต้องหันกลับมาคุยกับลูกกับหลานเหมือนกัน เพราะว่าบางที บางคนอาจจะไม่เคยคุยกันเลย การที่ได้มาดูละครเรื่องนี้ อาจจะนั่งกินข้าวรวมกัน แล้วก็มานั่งพูดคุยกันว่า มันเป็นยังไงแล้ว หนูเรียนถึงไหน เป็นยังไงบ้าง ชีวิตการเรียนเป็นยังไง คนแก่อาจจะอยากรู้ด้วยนะคะ หรือว่าเด็กๆก็อาจจะอยากรู้วิถีชีวิตของผู้สูงอายุ เหมือนอย่างที่พี่กัปตันบอกว่าเราเรียนรู้วิถีชีวิตจากผู้สูงอายุได้ หรือเรียนรู้จากคนในครอบครัวเราได้ ปู่ย่าตายายของเราคือ ท่านมีประสบการณ์ดีๆที่จะเล่าให้เราฟัง เพราะฉะนั้นทั้งสองเจนเนอร์เรชั่นจะมานั่งคุยกัน หลังจากที่ได้ดูละครเรื่องนี้ มันจะมีความสุข”

เวลาของละครเรื่องนี้
“ละครเรื่องนี้จริงๆคือมันไม่ใช่แค่ความโมเดิร์นปัจจุบัน แต่เฟรชว่ามันได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมากกว่า ละครสอนให้เรารู้ว่าในอดีตยังมีคนที่มีความสามารถนำพาความสามารถนั้นมาสู่ปัจจุบันให้เด็กๆได้เรียนรู้ แล้วก็ให้พวกเราได้สัมผัส ให้เราได้ย้อนดูตัวเองว่า เราได้ปฏิบัติกับคนในครอบครัวยังไง ดีแล้วหรือยัง มอบความรักความอบอุ่นให้แก่กันหรือยัง เพราะว่าตรงนี้สังคมปัจจุบันขาดตรงนี้ แล้วก็มันไปเร็ว จนบางทีเราไม่ได้มองตัวเอง ไม่ได้มองครอบครัว ไม่ได้มองลูก มองหลาน หรือมองพ่อแม่ปู่ย่าตายายเรา แต่พอเราได้ดูละครเรื่องนี้ เฟรชว่าทุกคนจะมานั่งรวมกันแล้วก็แบบยิ้ม มีความสุขอ่ะ ขอให้คนดูได้รับความสุขจากตรงนี้เฟรชว่าพอแล้วค่ะ ก็คือหน้าที่แล้ว”

ความยากในการทำงาน
“สำหรับความยากของการทำงานยากทุกอย่างเลยค่ะ ยากตั้งแต่รุ่นใหญ่ยันรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่นี่คือเราเกรงใจ แต่เราก็โชคดีที่แบบมีครูที่ดี อาตู่เค้าก็จะคอยซัพพอร์ตทุกอย่าง คอยดูว่าอันนี้ได้มั้ย ทำให้เราผ่อนลงไปตรงนั้นส่วนเด็กๆก็ยากพอสมควร เพราะว่าทุกคนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แล้วก็พลังเค้าเยอะ ทุกคนจะมีความคิดเป็นของตัวเอง แต่เราแชร์กัน ได้พูดคุยกัน เด็กๆ ก็จะถามทำไมมันต้องเป็นอย่างนี้ล่ะ

ความเกร็งเวลาทำงานกับนักแสดงอาวุโส ส่วนใหญ่ถ้าเป็นผู้ใหญ่พี่ตันก็จะเข้าไปบอกว่าต้องการอะไร หนูจะเข้าไปบอกน้อยมากค่ะสำหรับรุ่นใหญ่ แล้วเวลาว่างๆ ท่านก็จะคอยเล่า ที่ผ่านมาเป็นยังไง ประสบการณ์ เรื่องที่ทำงานเราเองก็ต้องเรียนรู้จากนักแสดง เค้าจะครีเอทกันตลอดค่ะ คืออายุไม่สำคัญเลย ทุกท่านคือเป็นนักแสดงจริงๆ มืออาชีพจริงๆ แล้วเค้าก็สนุกกับการแสดง สนุกกับการที่ได้เป็นตัวละคร แล้วก็เป็นเสน่ห์ในวัยคือบางทีจะไม่รู้ว่านี่แสดงแล้วใช่ไหมคะ คือแบบเป็นธรรมชาติของตัวละครจนเราไม่รู้ว่านี่คือการแสดง”

กับนักแสดงรุ่นเด็กและภาพรวมทั้งหมด
“กับนักแสดงรุ่นเด็ก อย่างพี่เพื่อนกับนาตาลีเค้าเป็นคนเก็ทเร็วอ่ะ คือพูดอะไรไปเค้าจะเข้าใจเร็วมีเสน่ห์ น่ารักพออยู่คู่กันแล้วดูแล้วเพลินค่ะ ยิ้ม น่ารัก เคมีเข้ากันนะสองคนนี้ส่วนโอมกับแก๊ป โอมจะหล่อร้าย ส่วนแก๊ปเองก็สวยแพง เค้าบอกว่าเค้าไม่เคยเล่นร้ายขนาดนี้ เราก็บอกเค้าว่า นักแสดงมันต้องได้หลายแบบ แล้วก็สนุกกับการแสดง

ละครเรื่องนี้เล่ามุมมองประสบการณ์ชีวิตของสองเจนเนอเรชั่น สองรุ่นที่มันไม่เท่ากันอยู่แล้วระหว่างผู้สูงอายุกับวัยรุ่น เพราะฉะนั้นเนี่ยต่างคนก็ต่างเจออะไรมาไม่เท่ากัน มันก็ต้องมาพูดคุยกัน มันเป็นของสองด้านที่เราแลกเปลี่ยน เพราะเราเองเราก็อยากเล่าในมุมของวัยเราที่เรามองผู้สูงอายุ หรือผู้สูงอายุเองก็อาจจะแบบอยากเล่าประสบการณ์ชีวิตในมุมที่เค้ามองเด็กๆ เรื่องราวมันจะหลากหลายมาก ทั้งความน่ารักของผู้สูงอายุ ความเป็นครอบครัวของแต่ละครอบครัวแต่ละบ้าน อย่างเราอยู่บ้านมี้ก็จะมีเรื่องราวของแต่ละครอบครัว โห สนุก มันส์แต่ละบ้านมันจะแบบมีความแรง ความร้าย ความโศกเศร้า มีดราม่า ครบทุกอย่างเลยค่ะ เดี๋ยวก็ยิ้มๆ เดี๋ยวก็เฮ้ย ชีวิตนี้ก็จะแบบขนาดนี้เลยเหรอ ขนาดเราแค่เป็นคนทำงานเบื้องหลังเรายัง ตายๆฉันจะไปอารมณ์ไหนดี จริงๆครอบครัวแต่ละครอบครัวคงไม่อยากจะทอดทิ้งผู้สูงอายุหรอกค่ะ แต่ว่าแต่ละบ้านอาจจะมีเหตุผลเป็นของตัวเองว่า ทำไมถึงต้องพาพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราไปอยู่ในเนอร์สซิ่งโฮมค่ะ แล้วก็ละครเรื่องนี้จะบอกว่าแต่ละครอบครัวมีที่มาที่ไปยังไง แล้วก็ควรจะแก้ไขยังไงให้มันเกิดความอบอุ่นขึ้นในครอบครัวบางคนบอกว่ากลับไปอยู่บ้านเถอะ แต่ว่าเค้าไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้ว พ่อกับแม่หรือว่าปู่ย่าตายายของคุณ อาจจะอยากอยู่กับคนวัยเดียวกันมีสังคม มีเพื่อนให้พูดคุยกันก็ได้ เฟรชมองว่าพอละครเรื่องนี้ออนแอร์ไปจะช่วยแบบว่าสะท้อนสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดูแล้วมันรู้สึกอิ่มใจ ดูแล้วมันรู้สึกเหมือนกับสะท้อนดูครอบครัวตัวเองอย่างที่บอก คือ มันก็ต้องวนกลับมาที่เดิมว่า ถ้าได้ดูแล้วมันต้องได้หันกลับไปคุยกัน หันกลับไปดูผู้สูงอายุที่อยู่ในบ้านเรากลับไปดูแลคนที่บ้าน หลังจากบางทีอาจจะลืมเค้าไป หรือพูดคุยแค่หยิบโทรศัพท์ยกหู บางทีกลางวัน ต้องรีบเบรกแล้วก็ไปหยิบโทรศัพท์โทรหาแม่ คือรู้สึกอยากคุยกับคนที่บ้านขึ้นมาเลย อีกอย่างเดี๋ยวนี้เค้า facetimeกันได้แล้ว ลูกทำงานในกรุงเทพ พ่อแม่อยู่ต่างจังหวัด โทรให้เห็นหน้ากัน เทคโนโลยีเดี๋ยวนี้มันไปถึงขนาดนั้นแล้ว เชื่อเถอะดูแล้วจะรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ฝากละคร ริมฝั่งน้ำ รับรองว่าดูแล้วอิ่มใจมีความสุข ได้ความอบอุ่น ดูแล้วอิ่ม มีทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ น้ำตา อย่าลืมดูพอเพียงนะคะ”

ติดตามชม “ริมฝั่งน้ำ” ได้ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 - 23.00 น. วันเสาร์ และ อาทิตย์ เวลา 20.15 - 22.45 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3 ช่อง 33 และทาง Application Ch3 Thailand





กำลังโหลดความคิดเห็น...