xs
xsm
sm
md
lg

เสน่ห์นางครวญ ตอนที่ 17

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เสน่ห์นางครวญ ตอนที่ 17

บทประพันธ์ : หงส์หยก บทโทรทัศน์ : พิชฌสินี

ที่เรือนบ่าวในตอนเช้าบรรยากาศวุ่นวายมาก บรรดาบ่าวไพร่ชายหญิงมุงดูอะไรบางอย่างที่ห้องหนึ่งในเรือน ด้วยท่าทางตระหนก สักครู่ต่อมาก็เห็นนมขามวิ่งมากับบ่าวคนหนึ่ง เบียดตัวเข้าไปในห้อง
“หลบข้าสิ หลบไป”
เมื่อนมขามเข้าไปในห้อง ก็เห็นบุหลันนั่งอยู่ข้างก้อนผ้าห่มที่รูปทรงเหมือนจะมีคนอยู่ในนั้น
“เป็นเช่นนี้ทั้งคืนเลยรึ” คุณนมถาม
“ทั้งคืนเลยจ้ะ คุณนม” บุหลันบอก
“ไหนข้าดูสิ” นมขามค่อยๆ เปิดผ้าดึงออก
พอผ้าหลุดเห็นสนนั่งตัวสั่นงันงกอยู่ส่งเสียงกรี๊ดๆๆ ลั่นห้อง
“แอร๊ย ผี ผีหลอกๆ”
“ผีที่ไหนเล่า นี่ข้าเอง เอ็งตั้งสติก่อนนังสน”
สนผมยุ่งกระเซิง ตัวสั่นเทา ตาลอยคว้างมองไปรอบตัวอย่างระแวงตลอดเวลา
“นม ผีจ้ะ ผีมันหลอกฉัน”
“ผี เผอที่ไหนกัน”
“ผะ..ผีเรือนดอกเหมยจ้ะ” สนบอก
นมขามตกใจ พวกบ่าวคนอื่นๆ ซุบซิบกันอย่างตกใจ
“เอ็งอย่าเหลวไหล เดี๋ยวคนอื่นก็พากันหวาดกลัว ที่เอ็งเห็นอาจจะเป็นแค่เงาไม้ แล้วก็เก็บมาคิดเป็นตุเป็นตะ”
“ฉันเห็นจริงๆ ผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมันมาจากเรือนดอกเหมยมันโผล่มาจะฆ่าฉันกับบุหลัน” สนหันมาทาสงบุหลันให้ช่วยยืนยัน “เอ็งบอกเขาไปสิ”
“ใช่จ้ะ คุณนมบุหลันกับแม่เห็นกับตา ให้ไปสาบานที่วัดไหนก็ได้”
“แล้วอยู่ๆ ผีที่ไหนมันจะโผล่มา ข้าอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วก็ไม่ยักกะเห็นผีที่ไหน”
“ผีมันโผล่มาเพราะมีคนเลี้ยงมันนะสิจ๊ะ”
“ใครมันจะทะลึ่งเลี้ยงผีกันนังบุหลัน”
“ก็นังเฟื่องฟ้าอย่างไรเล่า ฉันเห็นกับตาว่ามันเลี้ยงผี”
บ่าวพากันฮือฮากับคำพูดของบุหลัน นมขามฉุน
“เอ็งอย่าพูดบ้าๆ”
“หากฉันไม่เห็นกับตา ฉันไม่กล้าพูดดอกจ้ะ เมื่อคืนฉันเห็นนังเฟื่องฟ้ามันทำท่าลับๆล่อๆ นังนี่มันชอบแอบหายไปตอนกลางคืนประจำ ครั้งนี้ฉันก็กะจะจับมันให้ได้คาหนังคาเขา เลยชวนแม่ตามมันถึงเรือนดอกเหมย พอมันรู้ตัวเลยส่งผีที่เลี้ยงไว้มาเล่นงานเรา”
“ฉันกับนังบุหลันก็เลยถูกผีหลอกจนหัวแทบโกร๋นอย่างที่เห็น”
พวกบ่าวในเรือนฮือฮาเพราะคำพูดบุหลันอีกครั้ง
“ต้องบอกคุณงามตาให้ไล่มันออกเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา”
บ่าวในเรือนทำท่าเห็นด้วยกับสองแม่ลูก นมขามมัวแต่ไม่สบายใจ เลยไม่เห็นบุหลันแอบยิ้มกริ่มสมใจ

ในเวลาต่อมาบุหลันก้าวฉับๆ ตรงไปทางเรือนใหญ่ คฑาวิ่งตามมาเรียกไว้
“บุหลัน หยุดประเดี๋ยว”
“อะไรของเอ็งไอ้คฑา”
คฑาวิ่งมาขวางทาง
“เอ็งจะไปไหน”
“ข้าก็จะไปบอกเรื่องนังเฟื่องฟ้ากับคุณงามตานะสิ ถอยไปอย่ามาขวางข้า”
“ไม่”
“อะไรของเอ็ง”
“เอ็งตรองดูให้ดีก่อนเถิด คุณเฟื่องฟ้าเธอดูเป็นคนดี ไม่น่าจะเลี้ยงผีอย่างที่เอ็งว่าเอ็งอย่าไปปรักปรำ”
บุหลันโมโหสวนขึ้น “เอ็งหาว่าข้าโกหกรึ”
“ไม่ใช่ ข้าแค่คิดว่าเอ็งอาจเข้าใจผิดไป”
“เอ็งเชื่อคนที่รู้จักประเดี๋ยวประด๋าว มากกว่าข้างั้นรึ”
“เพราะข้ารู้จักเอ็งดีอย่างไรเล่า ข้าถึงรู้ว่าเอ็งไม่ชอบคุณเฟื่องฟ้า”
“เช่นนั้นเอ็งก็ต้องรู้จักข้าดีว่า ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาขวางทางข้าทั้งนั้น หลบไป”
คฑายืนนิ่งไม่ขยับหลีก บุหลันเลยกระทืบที่เท้าเต็มแรง
“โอ๊ย”
คฑาเจ็บเท้าร้องโอดโอย เต้นเหย็งๆ บุหลันเดินผ่านไปอย่างไม่ใยดี คฑามองตามอย่างกังวล

ไม่นานต่อมา เฟื่องฟ้าเดินขึ้นเรือนใหญ่มาพบงามตาตามที่ให้หา
“คุณนายให้คนไปเรียกดิฉันมีอะไรหรือเจ้าคะ”
งามตานั่งอิงหมอนขิดอยู่บนชานพักผ่อน บุหลันคอยพัดวีให้
“ข้าได้ยินว่าเอ็งชอบออกไปไหนมาไหนดึกๆ ดื่นๆ ไปไหนหรือ”
“ไปส้วมเจ้าค่ะ”
“โกหก เอ็งไปที่เรือนดอกเหมยต่างหาก” บุหลันบอก
“ดูเธอจะรู้ดีกว่าฉันเสียอีกนะ รู้เรื่องคนอื่นราวกับเป็นเรื่องของตัว” เฟื่องฟ้าด่านิ่มนิ่ง
“เอ็งว่าข้าสาระแนเรื่องชาวบ้านรึ”
“หยุด”งามตาปรามบุหลัน จ้องหน้าเฟื่องฟ้า “เอ็งไปทำอะไรที่เรือนดอกเหมยกลางดึกเยี่ยงนั้น”
“ดิฉันนอนต่อไม่หลับ เลยไปเดินเล่นเจ้าค่ะ เห็นแถวนั้นสงบดี”
งามตาไม่เชื่อ “เดินเล่น คนเดียวกลางดึกอย่างนั้นรึ เอ็งไปเดินเล่นหรือไปหาอะไรกันแน่”
“ที่เรือนดอกเหมยมีอะไรซ่อนไว้หรือเจ้าคะ”
งามตาสะดุ้งนิดๆ มองเฟื่องฟ้าอย่างหยั่งเชิง เฟื่องฟ้าตีหน้าซื่อ บุหลันมองหงุดหงิดสอดขึ้นว่า
“อย่ามาทำไขสือ เอ็งแอบไปเรือนดอกเหมยเพราะจะไปเลี้ยงผีของเอ็งน่ะสิ เอ็งจะให้ผีมาหลอกให้พวกเราหัวโกร๋นจะได้แอบทำอะไรๆ ในเรือนนี้ได้ตามอำเภอใจสินะ”
“ข้าไม่เคยเลี้ยงผีที่ไหน”
“ปดได้หน้าด้านๆ”
งามตาเอ่ยขึ้น “ข้าคงยอมให้คนเลี้ยงผีอยู่ในเรือนข้าไม่ได้”
“มันไม่ใช่เรื่องจริงเจ้าค่ะ”
“รีบไปเก็บข้าวของของเอ็ง แล้วไสหัวไปให้พ้น ข้าไม่อยากให้ใครมาเลี้ยงผีไว้ในเรือนข้า”
“แต่มันไม่ใช่”
“ไม่ต้องมาแก้ตัว บอกให้ไปยังไงล่ะ”
เฟื่องฟ้ายอมไปอย่างจำนน บุหลันยิ้มสะใจ

ไม่นานนัก บุหลันโยนสัมภาระของเฟื่องฟ้าลงกับพื้นหน้าเรือนบ่าวอย่างไม่ใยดี เฟื่องฟ้าก้มลงเก็บ มองบุหลันอย่างไม่พอใจ งามตายืนมองยิ้มเยาะอยู่ด้วย
“บุหลัน ตรวจดูเสียให้ดี อย่าให้มันแอบเอาสิ่งของมีค่าอันใดไปจากเรือนข้าได้”
“ดิฉันมีเกียรติพอที่จะไม่ทำอะไรอย่างนั้น แต่หากคุณนายไม่สบายใจก็เชิญค้นได้ตามใจเจ้าค่ะ”
งามตาสั่งบุหลันทันที “นังบุหลันค้นของมันด้วย”
“เจ้าค่ะ”
บุหลันรื้อของใช้เฟื่องฟ้าจนกระจัดกระจาย งามตามองสะใจ
ระหว่างนี้นมขามวิ่งเข้ามา ด้วยสีหน้าตื่นตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ”
“คุณนายไล่นังเฟื่องฟ้าออกเพราะมันเลี้ยงผีในเรือนอย่างไรล่ะจ้ะนม” บุหลันบอก
นมขามตกใจ “ไล่ออก แน่ใจแล้วหรือเจ้าคะคุณนาย สิ่งยืนยันว่าเป็นความจริงก็ไม่มี มีเพียงคำพูดของนังบุหลันเท่านั้น เฟื่องฟ้าไม่ได้เป็นคนประเภทที่จะเลี้ยงผีสาง หรือเล่นคุณไสยมนต์ดำอะไร คนจะทำเยี่ยงนั้นได้มีแต่พวกจิตใจต่ำช้าเท่านั้น”
นมขามจ้องหน้างามตาอย่างจับผิด งามตามองกลับอย่างไม่พอใจ
“คำพูดของฉันคนเดียวเสียที่ไหน ยังมีแม่ฉันอีกคน คุณนมก็เห็นว่าแม่ฉันจับไข้หัวโกร๋นอยู่ ยังจะปกป้องมันอยู่อีกหรือ” บุหลันว่า
งามตาจ้องหน้านมขาม ประกาศก้อง “ข้าปกครองบ้านนี้ ก็ต้องทำให้เรือนปลอดภัย ข้าจะไม่ยอมให้ผีของมันเที่ยววิ่งไล่บ่าวในเรือนไปทั่วหรอกนะ นังบุหลัน รีบให้มันไปให้พ้นหน้าข้าเสียที”
“เจ้าค่ะ” บุหลันหันไปตะเพิดเฟื่องฟ้า “ไปสิ ไป”
นมขามเหลืออด “ประเดี๋ยว หากคุณนายไล่เฟื่องฟ้าออก อิฉันก็จะออกจากบ้านไปกับเฟื่องฟ้าด้วย”
เฟื่องฟ้าตกใจ “นมขาม”
“อิฉันยอมให้คนดีๆ ถูกไล่ออกจากบ้านอีกไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ”
บุหลันคาดไม่ถึง “นมขาม”
“เช่นนั้นเอ็งก็เก็บข้าวของแล้วไปให้พ้นหน้าข้าเสียทั้งสองคน ไป” งามตาไม่แยแส
“ไม่ได้นะเจ้าคะ” เฟื่องฟ้าหันมาขอร้องนมขาม “คุณนม ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ อย่าทำเพื่อเฟื่องฟ้าถึงเพียงนี้เลย คุณนมอยู่ที่นี่ต่อเถิด เฟื่องฟ้าขอออกไปคนเดียวนะจ๊ะ”
“เอ็งจะเอาเยี่ยงไรเล่านมขาม เอ็งเป็นคนเก่าคนแก่ของที่นี่ จะทิ้งไปเพราะเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้านี่รึ” งามตาว่า
เฟื่องฟ้ามองหน้านมขามขอร้องให้อยู่ต่อ
“อย่างน้อยๆ ก็รอให้คุณก้องกลับมาจากศาลก่อนได้หรือไม่ คุณก้องเธอเป็นคนรับเฟื่องฟ้าเข้ามา เธอก็ควรได้ตัดสินใจ” นมขามต่อรอง แต่ไม่เป็นผล
“ข้าว่าอย่างไรพ่อก้องก็ต้องว่าอย่างนั้น พอกันที เอ็งออกไปจากเรือนข้าได้แล้ว นังเฟื่องฟ้า”
นมขามมองงามตาอย่างไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

นมขามเดินมาส่งเฟื่องฟ้าที่ท่าเรือ มีคฑาเดินถือข้าวของตามมาให้
“ขอบใจคฑามากนะจ๊ะ ที่มีน้ำใจไปส่งฉัน”
“ไม่เป็นไรดอกขอรับ เดี๋ยวกระผมเอาของไปเก็บที่เรือก่อนนะขอรับ”
เฟื่องฟ้าพยักหน้า กำลังจะเดินตามคฑาไปลงเรือ แต่ถูกนมขามจับแขนไว้เบาๆ เพื่อถามไถ่
“ไหนหนูบอกฉันซิว่าเรื่องทั้งหมดมันเป็นเยี่ยงไร ทำไมนังบุหลันมันถึงกุเรื่องเยี่ยงนั้นได้”
“เรื่องมันยาวน่ะจ้ะ”
“นี่หนูก็จะไปแล้วไม่บอกฉันตอนนี้จะไปบอกตอนไหน”
เฟื่องฟ้ามองนมขามอย่างชั่งใจ แล้วตัดสินใจเล่าเรื่องที่รู้มาให้หญิงชราฟัง

รำเพยนั่งเช็ดใบตองอยู่ตรงชานบ้าน เฟื่องฟ้าหิ้วกระเป๋าขึ้นบันไดเดินเข้ามาหาเงียบๆ
“แม่จ๋า”
“เฟื่องฟ้า”
เฟื่องฟ้าวางกระเป๋าแล้วโผเข้าไปกอดแม่
“ฉันกลับมาแล้วจ้ะแม่”
“เขาให้หยุดงานอย่างนั้นหรือลูก ถึงได้กลับมาหาแม่ได้”
เฟื่องฟ้าส่ายหน้า “ฉันโดนไล่ออกมาเสียแล้วจ้ะ”
รำเพยฟังแล้วตกใจ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงไล่ลูกออกมาได้”
เฟื่องฟ้ามองรำเพยด้วยสีหน้าจริงจัง “ถ้าฉันบอกแม่ แม่จะเล่าเรื่องให้ฉันฟังทั้งหมดได้ไหมฉันอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่เรือนดอกเหมย”
รำเพยไม่พอใจพูดสวนขึ้นทันที “เฟื่องฟ้า แม่บอกแล้วไงว่าเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก”
“ฉันรู้ว่าแม่พิมพ์ต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน เพราะถูกตัวบึ้งกัดเพื่อใช้ทำเสน่ห์”
“พูดอะไรน่ะเฟื่องฟ้า ลูกไปเอาเรื่องพวกนี้มาจากไหน”
“ไต้ก๋งชางเข้าฝันมาบอกฉัน” เฟื่องฟ้าบอกอย่างมั่นใจ
“ฝัน แล้วเก็บเอามาคิดเป็นตุเป็นตะว่าเป็นเรื่องจริงอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ ฉันไปลองไปขุดที่ใต้เรือนดอกเหมยตามที่ไต้ก๋งบอก แล้วพบบางสิ่ง แม่รู้ไหมจ๊ะว่าคืออะไร”
รำเพยมีสีหน้าเป็นกังวล
“กะโหลกของไต้ก๋งที่ถูกเอามาฝังไว้ แยกกับร่างเพื่อทำพิธีสะกดวิญญาณ”
รำเพยตกใจมาก
เฟื่องฟ้าเล่าต่อ “วิญญาณไต้ก๋งมาบอกเองว่านั่นเป็นกะโหลกของเขาและเขาต้องการความช่วยเหลือ แม่บอกฉันมาเถิดเรื่องทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกันใช่ไหม เรื่องสาวเรือนดอกเหมย เรื่องที่แม่โดนไล่ออกมา แล้วก็เรื่องพ่อของฉันด้วย”
รำเพยอึ้งหนัก นิ่งงันไป น้ำตาเริ่มคลอๆ แต่พยายามฝืนกลั้นไว้ไม่ให้ลูกเห็นน้ำตา เฟื่องฟ้ามองสงสัย
“ได้โปรดเถิดแม่จ๋า มีวิญญาณที่ทุกข์ทรมานมาขอความช่วยเหลือจากเราแล้วเราจะนิ่งดูดาย ไม่ช่วยเหลือเขาได้อย่างไร”
รำเพยจับมือเฟื่องฟ้ามากุม “ไปทำบุญให้ไต้ก๋งชางเสีย แม่ก็จะทำด้วย และขอให้วิญญาของเขาพบแต่ความสงบสุข ลูกเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของแม่ แม่ยอมเสียลูกไปไม่ได้”
“แต่แม่จ๋า.. แม่เพียงแต่เล่าให้ฉันฟังเท่านั้นว่า...”
รำเพยลุกขึ้น “แม่จะไปเก็บของ”
รำเพยเดินถือใบตองออกไป เฟื่องฟ้ามองตามอย่างไม่สบายใจ
ทันทีที่หันหลังให้ลูก น้ำตารำเพยก็ไหลรินเป็นสายอย่างควบคุมไม่ได้สงสารไต้ก๋งชางหมดหัวใจ
“คุณพี่”

งามตานั่งตรวจดูเครื่องเพชร เครื่องทองอยู่ในห้อง ก้องภพเปิดประตูพรวดเข้ามาสีหน้าเคร่ง งามตาปิดหีบทองอย่างตกใจ
“คุณแม่”
“พ่อก้อง แม่ตกใจหมดนึกว่าขโมยขโจรมันขึ้นเรือนมาปล้นแม่เสียแล้ว”
“คุณแม่ไล่เฟื่องฟ้าออกไปจากเรือนอย่างนั้นหรือครับ”
“ใช่ แม่ไล่มันออกไปเอง นี่ลูกเข้ามาโวยวายเพราะเรื่องนี้น่ะหรือ”
“เฟื่องฟ้าเป็นคนของผม แต่คุณแม่กลับไล่เธอไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้ไต่สวนเองสักนิด”
“แต่แม่ดูแลเรือนของเรา แม่จะลงโทษคนทำผิดไม่ได้เทียวหรือ”
“มันยังเป็นแค่ข้อกล่าวหาเท่านั้น คุณแม่ก็ทราบว่าบุหลันออกจะไม่ชอบเฟื่องฟ้าอยู่แล้ว ย่อมมีสิทธิ์ให้การเกินความจริง ส่วนพยานสนก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเห็นผีจริงหรือแค่หลอนไปเท่านั้น แต่คุณแม่กลับตัดสินให้เฟื่องฟ้าผิดทันทีโดยไม่ให้โอกาสเธออุทธรณ์เลย”
“เช่นนั้นแม่ควรรอให้พ่อก้องมาตัดสินความด้วยความเอนเอียง เพราะพ่อก้องก็ดูจะชอบพอมันไม่น้อยอย่างนั้นหรือ” งามตาตัดพ้อลูกชาย
“คุณแม่ ผมเป็นผู้พิพากษาย่อมตัดสินไปตามผิดถูก”
“แม่ไล่มันไปแล้ว พ่อก้องคงไม่ต้องไต่สวนอะไรอีก จบเรื่องนังเฟื่องฟ้าเสียทีเถอะ แม่รำคาญเต็มทน”
“ผมจะไปตามเฟื่องฟ้ากลับมาเพื่อทำให้ถูกต้อง”
ก้องภพทำท่าจะเดินออกไป
“พ่อก้อง”
งามตาแกล้งร้อง ทำท่าจะเป็นลม ล้มลงไป ก้องภพหันมาหา
“คุณแม่! เป็นอะไรไปครับ”
ก้องภพหลงกลตกใจประคองแม่ไว้อย่างเป็นห่วง เลยไม่เห็นว่างามตายิ้มร้ายสมใจเต็มใบหน้า

ขณะที่ก้องภพนั่งกลุ้มอยู่บนเรือนใหญ่ นมขามเอาของว่างมาให้ ลงนั่งคุยด้วย
“ข้าวเกรียบปากหม้อเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
“กังวลเรื่องเฟื่องฟ้าหรือเจ้าคะ”
“ผมรู้สึกผิดต่อเฟื่องฟ้าน่ะครับ”
“คุณก้องไม่ได้เป็นคนไล่เฟื่องฟ้าไปเสียหน่อย ไม่ต้องรู้สึกผิดดอกเจ้าค่ะ”
“แต่ผมให้ความยุติธรรมกับเธอไม่ได้ ผมพยายามคุยกับคุณแม่แล้ว แต่ท่านก็ไม่ยอมท่าเดียว ยังไม่ทันคุยกันจบ ท่านก็มาไม่สบายเสียก่อน ดูเหมือนการพูดเรื่องเฟื่องฟ้าจะทำให้ท่านโมโหจนล้มป่วย ผมไม่รู้จะทำอย่างไรดี”
“ตอนนี้น้ำกำลังเชี่ยว แจวเรือไปขวางเรือเราก็มีแต่จะแตก”
“แล้วผมควรทำอย่างไร นั่งมองเรือของเฟื่องฟ้าลอยห่างไปโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้อย่างนั้นหรือ”
“เราคงได้แต่คอยให้พระคุ้มครองคนดี นมเชื่อว่าความดีและความจริงจะวนเรือของเฟื่องฟ้ากลับมาเอง”
“ผมไม่ถนัดการคอยอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไรเอาเสียเลย”
“ถ้าไม่อยู่เฉยๆ แล้วคุณก้องจะทำเช่นไร”
“ผมคงขับรถอ้อมไปคอยเฟื่องฟ้าที่ปลายน้ำกระมัง”
นมขามหัวเราะอย่างคิดว่าพูดเล่น แต่ก้องภพมองนมขามด้วยสีหน้าจริงจัง จนคุณนมนึกสงสัยในท่าที

หมอผีอินยืนรองามตาอยู่ที่หน้าเรือนดอกเหมย สักครู่จึงเห็นงามตาเดินเข้ามาหา
“พ่อ! มาแล้วหรือ ของได้เรียบร้อยหรือไม่”
“เรียบร้อยสิวะ เอ็งรีบไปตามไอ้ก้อนให้มาช่วยเถิด ข้าต้องรีบทำพิธีสะกดวิญญาณไอ้ไต้ก๋งก่อนตะวันจะตกดิน”
หมอผีอินตาลุกวาวเมื่อนึกถึงวิญญาณคู่ปรับ งามตายิ้มชั่วสะใจ

เรือนดอกเหมยตกอยู่ในบรรยากาศมืดครึ้ม วังเวง
หมอผีอินเดินออกมาแถวหน้าเรือน ยกมือขึ้นบริกรรมคาถา ลมเริ่มพัดแรงเสียงหวีดหวิวโหยหวนดังขึ้นก่อนจะเห็นผีพรายหลายตัวปรากฏร่างออกมา
“เอ็งจงบังตาทุกคนที่ผ่านไปมา อย่าให้ใครเข้ามาทำลายพิธีข้าได้”
ผีพรายส่งเสียงหวีดแหลมเหมือนรับคำแล้วหายไป ก้อนจัดการขุดดินบริเวณไต้ถุนเรือน โดยมีงามตาดูอยู่ด้วย
“เอ็งแน่ใจใช่ไหมว่าเป็นตรงนี้”
“แน่ใจสิวะ แต่ข้าคงฝังลึกไปหน่อย”
“พวกเอ็งเร่งมือเข้า เดี๋ยวตะวันตกดินไปจะไม่ทันการ”
“เร็วเข้าสิไอ้ก้อน” งามตาเร่งใหญ่
“ข้าก็เร่งอยู่นี่ไม่เห็นรึไง ไอ้กะโหลกบ้ามันอยู่ไหนวะ ขุดมาตั้งลึกยังไม่เจอเสียที”
“เอ็งฝังไว้ตรงนี้แน่นะ” จอมอาคมถาม
“ตรงนี้ไม่ผิดแน่ ข้าวางหินก้อนนี้ไว้บนหลุม” ก้อนชี้ไปที่หลุม “แต่เหมือนกะโหลกมันจะหายไป”
“มันจะหายไปได้อย่างไร หรือใครจะมาเคลื่อนย้ายหินของเอ็ง” งามตาว่า
“งั้นข้าจะลองขุดรอบๆ นี้ทั้งหมด”
“จะทำอะไรก็รีบทำ รีบหาให้เจอก่อนจะมืด เร็ว”
ก้อนกับงามตาสบตากันอย่างเป็นกังวล ก้อนเร่งขุดหนักกว่าเดิม

ดินถูกขุดจนทั่วแต่ยังเจอ หมอผีอินมีท่าทางกังวลหนัก งามตาเองก็ดูร้อนรน ก้อนขุดไปจนทั่ว ก็ไม่มีวี่แววของกะโหลก ก้อนหยุด หายใจหอบ ทรุดตัวลงนั่งแถวๆ ปากหลุมล่าสุด
“ข้าไม่ไหวแล้ว ขุดจนทั่วก็ยังไม่เจอ มันต้องหายไปแล้วแน่ๆ”
“แล้วอยู่ๆ มันจะหายไปเองได้อย่างไร เอ็งนั่นแหละขุดไม่ทั่ว” งามตาอารมณ์เสีย
“งั้นเอ็งก็มาช่วยข้าขุดสิวะ ชี้นิ้วสั่งอยู่ได้” ก้อนเหนื่อยเลยพาล
หมอผีอินรำคาญ “พวกเอ็งจะกัดกันอีกนานไหม รีบเอากะโหลกมาให้ข้า”
“ข้าก็อยากหาให้หรอกจ้ะ แต่มันหาไม่เจอจะให้ทำอย่างไรพ่อหมอก็ใช้วิชาหาไม่ได้หรือ”
“ถ้าข้าทำขนาดนั้นได้จะเสียเวลาให้เอ็งมาขุดรึ”
“ถ้าเราไม่มีกะโหลก แล้วเราทำพิธีไปก่อนไม่ได้หรือพ่อ”
“ไม่ได้ ไม่มีกะโหลกแล้วข้าจะสะกดวิญญาณมันได้อย่างไร อีกอย่างต่อให้มีกะโหลกตอนนี้ก็ทำพิธีไม่ได้”
“ทำไมเล่า” งามตาร้อนใจ
“ตะวันใกล้ตกดินแล้วเอ็งไม่เห็นรึไง”
งามตากับก้อนมองหน้ากันอย่างกังวล

ตะวันตกดินฟ้าเริ่มมืดหมอผีอินมองท้องฟ้าอย่างกังวล
“พวกเอ็งรีบกลับขึ้นเรือนก่อน ที่นั่นข้าร่ายอาคมไว้แล้ว ขืนอยู่ตรงนี้ต่อ ไอ้ไต้ก๋งต้องโผล่มาแน่ ไปเร็ว”
ไม่ทันขาดคำเสียงหัวเราะของไต้ก๋งก็ดังขึ้น มันช่างชวนสยดสยอง ลมเริ่มพัดและโหมแรงมากขึ้นๆ
“ไต้ก๋งชาง พ่อ มันมาแล้ว”
งามตาและก้อนมองหน้ากันอย่างหวาดกลัว เพราะเคยเจอกันจังๆ มาแล้วเสียงหัวเราะดังขึ้นเรื่อยๆ
“พ่อ! ทำอะไรสักอย่างสิ เดี๋ยวมันก็มาฆ่าเราเสียก่อน” งามตาลนลานใหญ่
“เอ็งอย่าตื่นตูม ผีหัวขาดอย่างนั้นทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
หมอผีอินเริ่มบริกรรมคาถา ลมพัดแรงขึ้นๆ
“พวกมึงต้องตาย ต้องตาย”
ลมพัดแรงขึ้นจนหอบเอาดินรอบๆ ปากหลุมหมุนวนรอบทั้งสามคน ดินบางส่วนสาดใส่หน้าตางามตาจนร้องกรี๊ด
“พ่อ! ช่วยด้วย มันจะฆ่าฉันอยู่แล้ว”
ก้อนก็ชัดกไม่ไหว “ทำอะไรสักอย่างเร็วเข้าพ่อหมอ มันจะฆ่าเราทุกคน”
“พวกเอ็งเงียบๆได้ไหม” จอมอาคมแห่งลำพระพายหยิบขดสายสิญจน์จากย่ามส่งให้สองคน “เอานี่พันรอบตัวไว้ แล้วอยู่ใกล้ข้าให้มากที่สุด"
งามตารับสายสิญจน์มาพันรอบตัวเองไว้ ก้อนรับไปพันต่ออย่างลุกลี้ลุกลน
ลมพัดโหมกระหน่ำ เศษดินกระจายไปทุกทิศทาง เสียงของไต้ก๋งดังขึ้นราวกับอยู่ใกล้
“ตาย...ตาย...ตาย”
หมอผีอินพยายามตั้งสมาธิสวดคาถาเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ อมน้ำมนต์ไว้ในปากแล้วพ่นออกไป ทันใดนั้นทุกอย่างก็หยุดลง ทั้งสามคนหยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“มันไปแล้วหรือพ่อ”
งามตาเดินออกมาจากสายสิญจน์
หมอผีอินร้องลั่น “นังงามตาอย่าออก...”
แต่ไม่ทันแล้วผีไต้ก๋งโผล่พรวดเข้ามาจ้องงามตาอย่างเคียดแค้น
ก้อนตกใจร้องลั่น “งามตา”
หมออินบริกรรมคาถาแล้วขว้างข้าวสารเสกออกไป ไต้ก๋งผงะไปชั่วขณะ
“พานังงามตาขึ้นเรือนเร็ว”
ก้อนหยิบสายสิญจน์พันรอบงามตาไว้แล้วรีบพาขึ้นเรือนไป หมอผีอินร่ายคาถาขว้างข้าวสารเสกไปเบื้องหน้า แล้วรีบวิ่งตามขึ้นไป

ทั้งสามคนนั่งติดกันในห้องนอนงามตาเก่าบนเรือน หมอผีอินบริกรรมคาถาอยู่ตรงกลาง ลมพัดหน้าต่างเปิดปิดดังตึงตัง งามตาและก้อนตัวเบียดกันจนชิดอย่างหวาดกลัว
“ในนี้มันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว”
งามตาชักโมโห “ไอ้ผีเวร คอยดูนะเจอกะโหลกเมื่อใด ข้าจะทำให้เอ็งไม่ได้โผล่หัวออกมาอีกเลย”
หน้าต่างห้องปิดดังปัง งามตากรี๊ดลั่น
“ใครกันวะ ที่มาเอากะโหลกมันไป” ก้อนใช้ความคิด
“เพราะเอ็งแท้ๆ เทียวอีงามตา ทำไมไม่เฝ้าให้ดี กะอีแค่กะโหลกหัวเดียว” หมอผีอินโมโห
“เอ้า อย่ามาโทษฉัน คนที่รู้ก็มีแต่พวกเราใครมันจะเอาไปได้ล่ะพ่อ” งามตาหันมาเฉ่งก้อน “หรือเอ็งปากโป้งไปบอกใครเข้า”
“จะบ้ารึ ใครจะปากโป้งเรืองนี้ หรือผีไอ้ไต้ก๋งมันจะขโมยไป”
“อย่าเหลวไหล มันเป็นแค่ผีไม่มีมือมีตีน มันจะเดินมาขุดกะโหลกตัวเองได้อย่างไร ใช้หัวคิดเสียบ้างสิโว้ย”
“แล้วใครกันจะมาช่วยไต้ก๋ง หรือมันจะเข้าสิงคนอื่นให้มาขุด...”
ก้อนเอะใจขึ้นมาครามครัน “หรือว่า...”
ก้อนนึกได้ว่าเห็นเฟื่องฟ้าเดินไปที่ใต้ถุนเรือนดอกเหมย เอาจอบขุดลงไปในดินไปเรื่อยๆ ท่าทีเหมือนคนที่ตกอยู่ในภวังค์
ก้อนหันไปสบตางามตา เข้าใจตรงกัน อุทานลั่น
“นังเฟื่องฟ้า”
“เฟื่องฟ้า”
หมอผีอินทวนชื่ออย่างสนใจ จอมอาคมนึกถึงเหตุการณ์แปลกๆ ที่บ้านหลายวันก่อนที่ก้องภพกับเฟื่องฟ้าไปที่บ้านตน
“ผมมาตลาดกับเฟื่องฟ้า” ก้องภพเดินไปยืนข้างเฟื่องฟ้า “คิดถึงคุณตาเลยแวะมาหาน่ะครับ”
หมอผีอินมองอย่างคลางแคลงใจ
ก้องภพแนะนำกับเฟื่องฟ้าว่า “นี่คุณตาผม”
เฟื่องฟ้ายกมือไหว้
หมอผีอินนึกออก และแปลกใจเอามากๆ
“เฟื่องฟ้า นังคนนั้นนั่นเอง มันเป็นเพียงนางงิ้วในเรือนไม่ใช่รึ”
“ฉันไล่มันออกไปแล้ววันนี้เอง”
“มันก็หายไปพร้อมกับกะโหลกไอ้ชางน่ะสิ” หมอผีอินว่า
งามตาพยักหน้า
“โง่จริง ข้าไม่สนว่าจะทำอย่างไร แต่พวกเอ็งต้องไปเอาตัวมันมาให้ได้ก่อนที่มันจะเจอร่างไอ้ชางแล้วประกอบกะโหลกกับร่างเข้าด้วยกัน ถ้าเป็นเยี่ยงนั้นเราจะถึงคราวซวยกันหมด”
สามคนชั่วมองหน้ากันอย่างกังวล

คฑาขนฟืนที่ผ่าเสร็จมากองรวมกันไว้พอเสร็จจึงนั่งพัก เช็ดเหงื่ออย่างเหน็ดเหนื่อย จู่ๆ มีมือยื่นขันน้ำมาให้ เงยมองเห็นเป็นบุหลันยิ้มหวานมาให้ คฑาลุกหนี บุหลันขวางไว้ แล้วลงนั่งข้างๆ เอาใจ
“ทำงานเหนื่อยๆ กินน้ำกระเจี๊ยบก่อนสิ ข้าต้มเองกับมือเลยนะ”
“เอ็งจะวางยาข้าหรืออย่างไร”
“เอ๊ะ ข้าทำดีด้วยก็ว่า” งามตาชักฉุนแต่พยายามใจเย็น “ข้าไม่ได้ใส่อะไรลงไปหรอกเอ็งเห็นข้าเป็นคนโหดร้ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
“ใครจะรู้เล่า เอ็งยังไล่คนดีๆ ออกจากบ้านได้ แถมยังกระทืบตีนข้าเสียช้ำ”
“เอ็งไม่เชื่อใช่ไหม” บุหลันยกขันดื่มให้ดู “ทีนี้เชื่อหรือยัง”
บุหลันยื่นขันให้ คฑารับมาดื่ม บุหลันยิ้มได้
“จริงๆ ข้ารู้สึกผิดเหมือนกันนะที่ทำให้เฟื่องฟ้าต้องถูกไล่ออกจากบ้าน” บุหลันตอแหล
“เอ็งรู้สึกผิดตอนนี้จะไปทันอะไร คุณเฟื่องฟ้าถูกไล่ออกจากบ้านไปแล้ว”
“แต่ข้าก็อยากขอโทษเฟื่องฟ้า”
คฑาหัวเราะ ไม่เชื่อ “อย่างเอ็งน่ะรึจะขอโทษ”
“เอ็งไม่เชื่อข้ารึ เช่นนั้นเอ็งก็บอกข้ามาว่าบ้านเฟื่องฟ้าอยู่ไหน แล้วข้าจะไปขอโทษให้เอ็งดู”
“ได้ เอ็งจะไปวันไหนบอกข้าด้วย ข้าจะไปดูให้เห็นกับตา”
บุหลันยิ้มกริ่มสมใจ

เช้าวันใหม่ ก้องกับเถ้าแก่เจียงคุยกันอยู่หน้าเรือนดอกเหมย สองคนหารือเรื่องที่เฟื่องฟ้าถูกไล่ออกจากบ้านไป ด้วยสีหน้ากังวลทั้งคู่
“หนูเฟื่องฟ้าอีเป็นคนมีฝีมือ คุณก้องไม่น่ายอมให้อีออกไปเลย”
“ฉันก็ไม่ได้อยากให้เธอไป”
เจียงมีท่าทีกังวลหนัก
“อย่างนี้จะหาใครมาแทนที่อาอี่ได้ล่ะเนี่ย”
“อาอี่นางเอกงิ้วน่ะหรือ เกิดอะไรขึ้น”
“อีขอลาออกไปแต่งงาน อั๊วก็เลยจะมาถามคุณก้องด้วยว่า อาเฟื่องฟ้าอีจะมาเล่นแทนได้ไหม แล้วอีไม่อยู่เสียแล้วเราจะไปหานางเอกฝีมือดีจากไหนทันวันเพ็ญนี้ หรือเราจะต้องเลื่อนการแสดงออกไป”
“เราจะไม่เลื่อนการแสดง ฉันจะหานางเอกงิ้วให้นายเจียงให้ได้ ไม่ต้องกังวล”
ผู้พิพากษารูปงามบอกอย่างหนักแน่น เจียงมองก้องภพอย่างกังวลไม่คลาย

ก้องภพเดินเหม่ออยู่ในสวนสวย ในใจเอาแต่คิดถึงเรื่องเฟื่องฟ้า นับจากเจอกันครั้งแรกในวันโปรยทาน
“เธอเข้ามาในนี้ทำไม”
“ฉัน...เอ่อ...เดินหลงเข้ามา”
“เป็นไปไม่ได้ตรงนี้ห่างจากที่โปรยทานมาก เธอจะหลงเข้ามาได้ยังไง”
“เธอเป็นใครมาจากไหน”
“ฉัน...เป็นแค่สาวใช้บ้านคุณหลวงที่ท้ายตลาดจ้ะ”
อีกเหตุการณ์ที่ก้องภพต้องแปลกใจที่เจอเฟื่องฟ้าในสภาพเปียกปอนทั้งตัว
“เธอ…ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้แล้วทำไมเนื้อตัวเปียกปอนเช่นนั้น”
เฟื่องฟ้าอึกอักพูดไม่ออก ถอยหนีอีกก้องภพเข้าไปคว้าแขนไว้
“ฉัน…ฉันแค่เข้ามาหาของ”
จนหลังสุดเฟื่องฟ้าหนีเขาไปที่บ้านหมอผีอินลำพัง และก้มหน้าก้มตาวิ่งออกจากบ้านจนชนเข้ากับหมอผีจนกระเด็นเซไปจนเขาต้องออกรับหน้าให้
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งสงสัยเกี่ยวกับเฟื่องฟ้า
“แปลก.. แปลกนัก”
คฑาเดินผ่านมาเห็นก้องภพท่าทางใจลอย
“คุณก้องจะไปไหนหรือขอรับ”
ก้องภพยังคงไม่สังเกตเห็นคฑา
“คุณก้อง” คฑาเรียกเสียงดังขึ้น “คุณก้องขอรับ”
ก้องภพรู้สึกตัว “ว่าอย่างไรคฑา”
“เดินใจลอยคิดอะไรอยู่หรือขอรับ”
“คิดถึงเฟื่องฟ้าน่ะ”
คฑาตาโตตกใจกับคำตอบ ก้องภพมองสงสัยจนรู้สึกตัว รีบแก้พัลวัน
“ฉันหมายถึง ฉันคิดเรื่องเฟื่องฟ้าที่โดนไล่ออกไปอย่างไม่ค่อยยุติธรรม แล้วก็เลยคิดถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของเฟื่องฟ้า ถึงจะดูเป็นคนดี แต่ก็มีอะไรหลายอย่างที่ดูลึกลับ แล้วฉันก็อยากให้เธอมาเป็นนางเอกงิ้วของฉัน ไม่ใช่อย่างที่คฑาคิดหรอก”
“กระผมไม่ได้คิดอะไรเลยนะขอรับ แต่ฟังจากที่คุณก้องอธิบายมาเสียยาวแล้ว คุณก้องดูจะคิดเรื่องคุณเฟื่องฟ้าอยู่มาก ทีเดียว” คฑามองเหล่ขำๆ
“ฉันเป็นคนสงสัยแล้วชอบหาคำตอบให้ได้น่ะ”
“เช่นนั้นทำไมคุณก้องไม่ลองถามเธอดูล่ะครับ”
“ถึงฉันถามไปตรงๆ เธอก็ไม่ตอบฉันหรอก แล้วตอนนี้เธอก็ไม่อยู่ให้ฉันถามเสียแล้ว”
“เช่นนั้นก็ไปถามเธอที่บ้านดูสิขอรับ”
“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบ้านเธออยู่...เอ๊ะ หรือคฑารู้”

อีกด้านหนึ่ง เฟื่องฟ้าช่วยรำเพยทำขนมอยู่บนเรือน
“ดูสิ จะห่อขนมก็ลืมไม้กลัดเสียได้ เดี๋ยวแม่ลงไปเอาก่อนนะ”
“ไม่ต้องจ้ะแม่ เดี๋ยวฉันลงไปเอาให้”
รำเพยพยักหน้า เฟื่องฟ้าเดินลงมาที่ใต้ถุนเรือน ขณะกำลังหันหลังหยิบไม้กลัดใบตองนั่นเอง ชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าดำคนหนึ่ง ก็เข้ามาล็อกคอเฟื่องฟ้าจากข้างหลัง กล่องใส่ไม้กลัดตกเกลื่อนกลาด
เสียงดังนั้นทำให้รำเพยสะดุ้ง ร้องถามไปด้วยสีหน้าสงสัย
“เฟื่องฟ้าเป็นอะไรหรือเปล่าลูก”
ไม่มีเสียงตอบจากเฟื่องฟ้า
“เฟื่องฟ้า”
ข้างล่างคนร้าย1 ปิดปากเฟื่องฟ้าแน่น เฟื่องฟ้าขัดขืนสุดกำลัง ได้ยินเสียงรำเพยเรียกแต่ตอบไม่ได้
เฟื่องฟ้าดิ้นหนีกัดมือคนร้ายเต็มปาก คนร้าย1 คำรามปล่อยเฟื่องฟ้าไปชั่วขณะหนึ่ง เฟื่องฟ้าคว้ามะพร้าวที่หล่นอยู่แถวนั้นฟาดหัวคนร้ายเต็มแรง
หอบหายใจแล้วนึกห่วงรำเพย “แม่”
เฟื่องฟ้าวิ่งขึ้นบ้านด้วยความเป็นห่วงแม่ ในขณะที่กำลังจะตะโกนเรียกรำเพย
“มะ...”
คนร้าย2 กระชากตัวเฟื่องฟ้ากลับมาแล้วตบจนคว่ำ คนร้าย1 เข้ามามัดผ้าปิดปากเฟื่องฟ้าไว้ไม่ให้ส่งเสียง
รำเพยได้ยินเสียงกุกกักแล้วเงียบไป เริ่มสงสัย
“เสียงอะไรหรือเฟื่องฟ้า”
รำเพยร้องถามลูกไปเดินลงเรือนไป
เมื่อมาถึงข้างล่างเฟื่องฟ้าหายไปแล้ว เหลือเพียงไม้กลัดที่หล่นกระจายเต็มพื้น รำเพยตกใจสุดขีด
“เฟื่องฟ้า”

คนร้าย1 มัดมือเฟื่องฟ้า กระชากให้เดินตามพวกมันทั้งสามคนไปตามแนวป่า เฟื่องฟ้าตะโกนเสียงอู้อี้ๆ ขัดขืนสุดแรง จนเมื่อสบจังหวะ เฟื่องฟ้ากระทืบเท้าคนร้าย1 เต็มแรงแล้ววิ่งหนี
แต่คนร้าย1 คว้าตัวไว้ทัน “จะหนีไปไหน ฤทธิ์มากนักนะมึง”
คนร้าย1เงื้อมือขึ้นจะตบ แต่เป็นคนร้าย1 โดนถีบร่างกระเด็นไป
เป็นฝีตีนก้องภพนั่นเอง เขากระโดดถีบคนร้ายแล้วกระโจนเข้าไปต่อยเต็มแรงอีกรอบ แต่ต้องสะบัดมือเร่าๆ อย่างเจ็บปวดเพราะไม่เคยต่อยใคร คนร้าย2 กระโดดเข้ามาช่วยเพื่อน แต่คฑาเข้ามาขวางไว้ คฑาและคนร้าย2สู้กันพัลวัน
เฟื่องฟ้าตะโกนเสียงอู้อี้ๆ บอก ก้องภพรีบเข้าไปช่วยแกะผ้าปิดปากให้
“เธอไม่เป็นไรนะ”
เฟื่องฟ้าส่ายหน้า ร้องบอก
“คุณก้อง ข้างหลัง”
ก้องภพหันไป เจอคนร้าย1 ต่อยคว่ำ หมวกที่สวมมากระเด็นหลุดไป ก้องภพพยายามลุกขึ้นอย่างมึนๆ ก็โดนต่อยอีกรอบ คนร้ายจะต่อยอีกรอบก้องภพกลิ้งหลบ แล้วกระโดดขึ้นทับคนร้ายพยายามดึงผ้าปิดหน้าออก ผ้าถูกดึงออกจนเห็นรอยแผลเป็นบนใบหน้า คนร้ายรีบถีบก้องภพออกไป จะเข้าไปซ้ำ เฟื่องฟ้าตกใจแหกปากลั่น
“คุณก้อง”
คฑาจัดการกับคนร้าย2 จนคว่ำไป รีบเข้ามาช่วย ก้องภพโดนต่อยจนหน้ายับแต่พยายามลุกขึ้นมาแก้มัดให้เฟื่องฟ้า
“คุณเป็นอย่างไรบ้าง”
“ฉันยังไหว”
คฑาจัดการคนร้าย1 สำเร็จไปอีกราย
“รีบพาคุณเฟื่องฟ้าไปเถอะขอรับ”
“ไปเถอะ”
ก้องภพพยุงเฟื่องฟ้าลุกขึ้น คนร้าย3 กระโดดเข้ามาขวางชักมีดในมือขู่
“หยุด”
ก้องภพกันเฟื่องฟ้าไปอยู่ข้างหลังอย่างปกป้อง
“แกต้องการอะไร เงินใช่ไหม ฉันมีให้แต่ปล่อยพวกเราไปเสีย แล้วฉันจะไม่แจ้งโปลิศ”
“ส่งตัวนังนั่นมา” คนร้ายสั่ง
“ทำไม หากจะเรียกค่าไถ่เอาฉันไปแทน”
“ไม่ เอานั่งนั่นมาให้ข้า”
คนร้าย3 ทำท่าจะวิ่งเข้าหาเฟื่องฟ้าพร้อมมีด แต่อยู่ๆก็ล้มทั้งยืน
ทุกคนเห็นรำเพยยืนอยู่ด้านหลังพร้อมไม้หน้าสามที่ฟาดคนร้ายเต็มแรง ยืนตื่นตระหนกอยู่
“แม่”
“อย่ามัวช้า รีบไปเร็ว”
ทั้งสี่คนรีบเดินไปทางเรือน

เฟื่องฟ้า คฑา นั่งอยู่บนเรือน รอบตัวเป็นอาวุธเท่าที่หาได้ในบ้าน ก้องภพยืนอยู่ตรงระเบียงมองออกไป
ผู้พิพากษาหนุ่มหันมาถามเฟื่องฟ้า “เธอคุ้นหน้าคนพวกนั้นบ้างหรือไม่”
“ฉันไม่คุ้นเลย”
“หรือจะเป็นศัตรูที่ไหน เธอเคยมีเรื่องกับใครเขาหรือไม่”
“จะมีก็แต่กับคนที่บ้านคุณนั่นแหละค่ะ”
ก้องภพเงียบไป เฟื่องฟ้าหน้าเสีย
“เอ่อ...ฉันไม่ได้ตั้งใจใส่ร้ายนะจ๊ะ ฉันขอโทษ”
“ไม่เป็นไร แต่โจรพวกนั้นคงไม่ใช่โจรธรรมดา เพราะมันไม่ได้หวังเอาทรัพย์สิน แต่ต้องการจะจับตัวเธอไปเสียท่าเดียว เธอต้องระวังตัวไว้ให้มาก เผื่อพวกมันกลับมาอีก”
“กระผมว่ามันคงไม่กล้ากลับมาในเร็วๆนี้หรอกขอรับ เราเล่นงานมันหนักพอดู”
“แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้ ควรจะแจ้งโปลิศไว้ด้วย แล้วเธออยู่กับแม่สองคนอย่างนั้นหรือ”
“ใช่ แต่บางคราวก็มีลุงแถน น้ากล่ำ มาอยุ่เป็นเพื่อนบ้าง”
“ดีแล้ว คืนนี้เธอควรหาคนที่ไว้ใจได้ มาอยู่เป็นเพื่อน ฉันเป็นห่วง”
ก้องภพพูดอย่างจริงใจ จนเฟื่องฟ้าเขิน คฑากระแอมขึ้นเชิงบอก เพราะรำเพยเดินถือขันน้ำและยามาให้พอดี
“กินน้ำใบบัวบกที่ฉันต้มไว้ก่อนจ้ะพ่อหนุ่ม แก้ช้ำในได้”
“ขอบคุณขอรับ กระผมกำลังคอแห้งพอดี”
ก้องภพเดินมานั่งด้วย “ขอบคุณครับ”
“ฉันสิต้องขอบคุณ หากไม่ได้พ่อหนุ่มทั้งสองคนผ่านมาช่วย ไม่รู้ว่าเฟื่องฟ้าลูกสาวฉันจะเป็นอย่างไรบ้าง ขอบใจมากนะจ๊ะ”
“ฉันก็ต้องขอบคุณพวกคุณเหมือนกันจ้ะ” เฟื่องฟ้าว่า
“ไม่เป็นไรครับ” ก้องภพบอก
คฑาเสริมว่า “ไม่เป็นไรขอรับ”
“ดูสิ พ่อหนุ่มต้องมาเจ็บตัว ฟกช้ำไปหมด ทายาเสียก่อนจ้ะ”
รำเพยยื่นยาให้ ก้องภพกับคฑาไหว้ขอบคุณ ทั้งสองทาแผลตัวเองอย่างทุลักทุเล
“ฉันว่าให้ฉันช่วยแล้วกัน”
รำเพยหัวเราะขำยื่นยาให้เฟื่องฟ้า
“ลูกทาให้พ่อหนุ่มคนนั้นแล้วกัน” รำเพยชี้ไปที่ก้องภพ ส่วนตัวเองทายาให้คฑา
เฟื่องฟ้าค่อยๆ ทายาให้ก้องภพพบว่าก้องภพมีแผลโดนต่อยตีมากกว่าคฑา
“โอ๊ย”
“เจ็บหรือ ขอโทษค่ะ”
“ไม่เป็นไร ฉันทนได้ ทาต่อเถอะ”
ก้องภพมองหน้าเฟื่องฟ้าในขณะที่ทายาไปด้วย เฟื่องฟ้ารู้สึกหน้าร้อนผ่าวๆ ทายาต่อ
“คงจะระบมไปอีกสักพัก เดี๋ยวฉันให้ขี้ผึ้งสมุนไพรไปทานะจ๊ะว่าแต่พ่อหนุ่มเป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน ทำไมถึงได้ผ่านมาแถวนี้ได้”
“คือพวกผมตั้งใจมาหาเฟื่องฟ้าน่ะครับ” ก้องภพบอก
รำเพยแปลกใจ “อ้าว นี่รู้จักกันอยู่ก่อนแล้วหรือ”
“ครับ ผมชื่อก้องภพ เจ้าของโรงงิ้วที่เฟื่องฟ้าเคยจะไปทำงานด้วยน่ะครับ ส่วนนี่ คฑา ครับ”
รำเพยตกใจคาดไม่ถึง “ก้องภพ ลูกงามตากับไต้ก๋งชางอย่างนั้นหรือ”
“ครับ คุณน้ารู้จักแม่ผมหรือครับ”
รำเพยคว้าตัวเฟื่องฟ้าลุกขึ้นมาทันที ก้องภพมองตกใจ
“ขอบคุณมากที่คุณช่วยเราไว้ แต่เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณอีก และเฟื่องฟ้าจะไม่กลับไปทำงานที่นั่นอีก พวกคุณกลับไปได้แล้ว”
เฟื่องฟ้าตกใจ “แม่”
“รีบไปเสียเถิด แล้วอย่ามายุ่งกับเราอีก” รำเพยบอกเสียงเขียวขุ่น
ก้องภพและคฑามองหน้ากันอย่างงงๆ

เวลาผ่านไปอีกหน่อย รำเพยเอาแก้วมาเก็บในครัว เฟื่องฟ้าเดินตามมา
“แม่จ๊ะ ทำไมแม่ถึงไล่เขาไปแบบนั้นล่ะ ไหนแม่เคยสอนฉันว่าคนเราควรกตัญญูรู้คุณคน นี่เขาช่วยเราไว้แต่แม่กลับไล่เขาไปเพราะเขาเป็นลูกงามตากับไต้ก๋งอย่างนั้นหรือ”
“เราขอบคุณเขาตามสมควรแล้ว ถือว่าเราเคยมีกรรมร่วมกัน และแม่อยากให้มันสิ้นสุดเท่านี้ จากนี้ไปลูกก็อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาอีก”
“ถ้าแม่ไม่อยากให้ฉันยุ่ง แม่ก็เล่าความจริงให้ฉันฟังเสียทีสิจ๊ะ”
รำเพยเงียบไป
“ก็ได้จ้ะ ถ้าอย่างนั้นฉันขอไปแจ้งโปลิศก่อน แล้วเดี๋ยวจะรีบกลับ”
“แม่ไปด้วย แม่ให้ลูกไปคนเดียวไม่ได้หรอกแม่เป็นห่วง”
“ไม่ต้องหรอกจ่ะแม่ ฉันจะเอามีดพร้าไปด้วย แล้วก็จะวิ่งไปขอให้น้าแถนไปเป็นเพื่อนดีไหมจ๊ะ”
“แต่...”
“ฉันจะรีบไปรีบกลับจ้ะ ส่วนแม่ก็ลั่นกุญแจให้ดี แล้วเก็บมีดพร้าไว้กับตัวนะจ๊ะ”
“เฟื่องฟ้า”
เฟื่องฟ้าหยิบมีดพก “ไม่ต้องห่วงจ้ะ”
“ระวังตัวนะลูก”
เฟื่องฟ้ารีบลงเรือนไปรำเพยมองอย่างเป็นห่วง

เฟื่องฟ้าถือมีดเดินอย่างระมัดระวังเข้ามาในสวน เห็นหมวกของก้องภพตกอยู่ เธอนึกถึงตอนก้องภพช่วยแกะผ้าปิดปากให้
“คุณก้อง ข้างหลัง”
ก้องภพหันไป คนร้าย1ได้ทีต่อยคว่ำ หมวกกระเด็นหลุดไป
เฟื่องฟ้าเก็บขึ้นมา ปัดฝุ่นเบาๆ อย่างทะนุถนอม เสียงฝีเท้าดังขึ้น เฟื่องฟ้าสะดุ้งชี้มีดไปทางต้นเสียงทันที ก้องภพยกสองมืออย่างยอมจำนน
เฟื่องฟ้าตกใจมือยังชี้มีดอยู่อย่างนั้น “คุณก้อง”
“ฉันเอง ลดมีดลงก่อนเถิด”
เฟื่องฟ้ารู้สึกตัวรีบลดมีดลง “กลับมาทำไมคะ”
“ฉันมาตามหา” เขาชี้ไปที่เฟื่องฟ้าแล้วเบี่ยงไปที่หมวก “นั่นน่ะ”
“อ๋อ” เฟื่องฟ้ายื่นหมวกให้ “นี่ค่ะ”
“ขอบใจ”
ก้องภพยื่นมือมารับหมวก ทั้งคู่สบตากันชั่วครู่หนึ่ง แล้วก็หลบตากันด้วยความเขินอาย
เฟื่องฟ้ากะก้องภพพูดพร้อมกัน “เอ่อ...”
สองคนต่างขัดเขิน พูดพร้อมกันอีก “เธอพูดก่อน” / “คุณพูดก่อน”
“เธอก่อนเถิด”
“ฉันอยากขอบคุณคุณก้องอีกครั้งค่ะ”
“ฉันบอกแล้วไงว่าไม่เป็นไรแค่เธอไม่เป็นไรมากก็ดีแล้ว”
“แล้วก็ขอโทษเรื่องแม่ฉันด้วย
“เรื่องนั้นก็ไม่เป็นไร ถึงแม้ว่าฉันจะสงสัยก็ตามว่าทำไมแม่เธอถึงปฏิบัติกับฉันต่างไปทันทีที่ได้ยินชื่อแม่ฉัน”
“คุณก้องรู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ที่ไหน แล้วมาหาฉันทำไมคะ”
“เธอจะเมินคำถามฉันไปเสียดื้อๆ เลยรึ ก็ได้ ตอบข้อหนึ่ง ฉันรู้จักบ้านของเธอเพราะคฑาเป็นคนบอกฉัน ข้อสอง ฉันมาหาเธอเพราะฉันอยากให้เธอกลับไปเล่นงิ้วให้ฉันอีกครั้ง และครั้งนี้ฉันรับปากว่าจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องอีก”
“ข้อสาม ฉันโดนไล่ออกมาแล้ว คุณคิดว่าคุณนายจะอนุญาตให้ฉันกลับไปอีกหรือ”
“นั่นเป็นเรื่องที่ฉันจะจัดการเอง เธอไม่ต้องกังวล ขอแค่เธอรับปาก มีข้อสี่อีกหรือไม่”
“มี ถ้าคุณอยากให้ฉันกลับไป ข้อสี่ไม่ใช่คำถามแต่เป็นเรื่องที่ฉันอยากขอ”
“ไหนว่ามาซิ”
“ฉันอยากไปสุสานของไต้ก๋งชาง”
ก้องภพแปลกใจ “สุสานอาเตี่ย เธอจะไปทำไม”
เฟื่องฟ้าเตรียมคำตอบไว้แล้ว “ได้ยินว่า คุณก้องทำโรงงิ้วขึ้นเพราะไต้ก๋งชอบดูงิ้วมาก ฉันก็เลยอยากไปไหว้ท่านเพื่อความเป็นสิริมงคล พอฉันกลับไปทำงานทุกอย่างจะได้ราบรื่นไงล่ะ”
“ได้สิ แต่เรื่องแม่ของเธอล่ะ”
“นั่นเป็นเรื่องที่ฉันจะจัดการเอง คุณก้องไม่ต้องกังวล เช่นนั้นเราไปที่สุสานกันเลยไหม”
“ตอนนี้”
ก้องภพแปลกใจมาก

ไม่นานต่อมา เฟื่องฟ้ากับก้องภพเดินเคียงคู่กันเข้ามาจนถึงหน้าสุสาน โดยเฟื่องฟ้าพยายามเก็บรายละเอียดและจดจำทางตลอด ก้องภพสังเกตเฟื่องฟ้าเงียบๆ ทั้งคู่เดินมาถึงสุสานที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนั้น
“ถึงแล้ว สุสานของเตี่ยฉัน”
ก้องภพยกมือไหว้เคารพ เฟื่องฟ้าทรุดลงนั่งอ่านป้ายชื่อที่สุสาน แล้วยกมือพนมขึ้นไหว้
“ดิฉันชื่อเฟื่องฟ้านะเจ้าคะ จะมาทำงานที่เรือนดอกเหมย ดิฉันจะตั้งใจทำงานให้ดี ขอให้ไต้ก๋งอวยพรให้ดิฉันด้วยนะเจ้าคะ” เฟื่องฟ้าบอกไต้ก๋งในใจว่า “วันนี้ฉันจะพิสูจน์ความจริงให้ประจักษ์ อวยพรให้ฉันด้วยนะเจ้าคะไต้ก๋ง”
เฟื่องฟ้าไหว้เคารพแล้วลุกขึ้น
“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ ดิฉันกลับก่อนนะเจ้าคะ”
“เดี๋ยวฉันให้คฑาขับไปส่งเธอที่บ้านด้วย”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่ได้หรอก พามาจะไม่พากลับได้อย่างไร ไปเถอะ”
“แต่ฉันจะไปบ้านลุงแถนก่อนค่ะ ฉันบอกแม่ไว้ว่าจะให้ลุงแถนพาไปหาโปลิศ”
“เช่นนั้นฉันพาไปก็ได้ ฉันเป็นคนอยู่ในเหตุการณ์จะได้ให้การกับโปลิศด้วย”
เฟื่องฟ้าปฏิเสธท่าเดียว “อย่าเลยค่ะ เท่านี้ก็รบกวนมากแล้ว อีกอย่างฉันต้องไปบอกลุงแถนให้ช่วยมาอยู่เป็นเพื่อนสักวันสองวันด้วย”
“แต่...”
“ฉันรบกวนไปส่งแค่บ้านลุงแถนเท่านั้น หากคุณไม่สะดวกฉันกลับเองก็ได้”
ก้องภพอ่อนใจ

ในเวลาต่อมา รถก้องภพแล่นมาจอดหน้ารั้วบ้านแถน เฟื่องฟ้าเปิดประตูลงมา ก้องภพตามลงมา
“เธอจะกลับไปทำงานให้ฉันเมื่อไหร่”
“อีกราวสองสามวันค่ะ ฉันขอเวลาพูดให้แม่เข้าใจก่อน”
“ฉันก็ต้องการเวลาพูดกับแม่เหมือนกัน เช่นนั้นอีกสองวันฉันจะมาหาเธอถามความคืบหน้าแล้วกัน”
“ค่ะ”
“ฉันไปก่อน”
“เดินทางปลอดภัยนะคะ”
“เธอด้วย ระวังตัวล่ะ”
ทั้งสองมองหน้ากันต่างฝ่ายต่างเขินอาย ก่อนที่ก้องภพจะขึ้นรถขับออกไป เฟื่องฟ้ายืนมองตามรถจนลับสายตา แล้วมองเข้าไปในบ้านแถนอย่างมุ่งมั่น

สองคนคุยกันอยู่ตรงนอกชาน แถนมีสีหน้าตกใจกับเรื่องที่เฟื่องฟ้าเล่า และตกใจมากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายจะให้ทำอะไร
“เอ็งบ้าไปแล้วรึ จะให้ข้าไปขุดสุสานคนตาย วิญญาณเขาจะได้อาฆาตตามมาฆ่าเอ็งกับข้าให้ตายตามไปน่ะสิ ยังไงข้าก็ไม่ทำ”
“แต่ตอนนี้วิญญาณไต้ก๋งชางกำลังทุกข์ทรมาน ถ้าลุงแถนกับฉันไม่ช่วยกัน เขาจะไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดเลยนะจ๊ะ”
“เอ็งแน่ใจได้ยังไง”
“หากลุงแถนไม่เชื่อฉัน ก็ช่วยฉันพิสูจน์เสียให้เห็นกับตาว่า ที่สุสานของไต้ก๋งชางตอนนี้ยังมีร่างของไต้ก๋งอยู่หรือไม่”
แถนมองหน้าเฟื่องฟ้าอย่างชั่งใจ

อีกฟากชายฉกรรจ์ทั้งสามคนเปิดหน้าตายืนคอตกกันสลอนเพราะทำงานพลาด เบื้องหน้าเป็นงามตาที่ขึงตามองด้วยความโกรธ
“เอ็งมีกันอยู่สามคน แต่ก็ยังจับอีเฟื่องฟ้าคนเดียวไม่ได้อย่างนั้นรึ”
ชาย1 บอกว่า “นังเด็กนั่นมันร้ายนักขอรับ ทั้งกัดทั้งถีบ สู้ไม่ถอย”
“แล้วเอ็งก็สู้มันไม่ได้งั้นรึ เสียชาติเกิดมาเป็นชายนัก”
“มีคนมาช่วยมันด้วยขอรับ ไม่อย่างนั้นเราไม่พลาดแน่” ชาย2 บอก
งามตาแหวใส่ “ใคร ใครมาช่วยมัน”
ทั้งสามคนอึกอัก มองหน้ากัน ไม่มีใครกล้าตอบ
งามตาคาดคั้น “ตอบมา ใคร”
ชาย3 โพล่งขึ้นว่า “คุณก้องภพกับไอ้คฑาขอรับ”
งามตาประหลาดใจ ไม่อยากเชื่อ “เป็นไปไม่ได้”
“จริงขอรับ คุณก้องเล่นงานกระผมจนกระผมต้องสู้” ชาย1ว่า
งามตาฉุน “นี่เอ็งจะบอกว่าเอ็งทำร้ายลูกข้างั้นรึ”
“เอ่อ...คุณก้องเข้ามาต่อยกระผม กระผมไม่รู้จะทำอย่างไร” ชาย1 บอก
งามตาคว้าของใกล้มือเขวี้ยงใส่หัวชาย1อย่างแรง
“นี่โทษฐานที่เอ็งทำร้ายลูกข้า และพวกเอ็งทั้งหมดไม่ต้องเอาอัฐที่เหลือ โทษฐานที่ทำงานไม่ได้เรื่อง ไสหัวไปให้พ้น ไม่ต้องกลับมาจนกว่าจะหาตัวนังเฟื่องฟ้าเจอ เข้าใจหรือไม่”
“ขอรับ” สามคนประสานเสียง
“ไปได้แล้ว”
คนร้ายรีบออกไป งามตากำมือแน่นอย่างเจ็บใจ

ก้องภพกลับมาถึงเรือน กำลังจะเดินไปที่เรือนใหญ่ สวนกับคนร้ายสามคนที่เดินลงเรือนมา ชายคนร้ายทั้งสามก้มหน้างุดรีบเดินผ่านไป ก้องภพเรียกไว้
“ประเดี๋ยวสิ”
ทั้งสามหยุดมองหน้ากัน สีหน้าท่าทางอึดอัด กลัวถูกจับได้
“พวกเอ็งนี่หน้าคุ้นเสียจริง คุณแม่เรียกใช้ให้พวกเอ็งทำอะไรหรือ”
“คุณนายจะให้ช่วยลงปุ๋ยที่สวนน่ะขอรับ พอดีคนไม่พอ” ชาย1 บอก
“เคยมาที่เรือนนี้มาก่อนหรือไม่”
“ไม่เคยขอรับ” ชาย3 ว่า
ก้องภพมองไปที่ชาย1 สังเกตเห็นรอยแผลเป็น ก็นึกสงสัย
“พวกกระผมขอตัวไปที่สวนก่อนนะขอรับ”
ทั้งสามคนรีบเดินไป ก้องภพมองตามอย่างสงสัย
นึดถึงตอนคนร้ายจะเข้ามาต่อยเขาอีกรอบ ก้องภพกลิ้งหลบ แล้วกระโดดทับคนร้ายพยายามดึงผ้าปิดหน้าออก ผ้าถูกดึงออกจนเห็น รอยแผลเป็น ก้องภพครุ่นคิด ไม่แน่ใจ

อีกฝั่ง ที่สุสานไต้ก๋งชาง แถนถือจอบในมือ มองหลุมตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น เฟื่องฟ้ายืนข้างๆ ด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
“ลงมือเลยเถอะลุงแถน”
“กลางวันแสกๆ เช่นนี้หรือวะ เดี๋ยวคนผ่านไปมาจะหาว่าข้าเป็นโจรขโมยศพ”
“หรือลุงจะรอให้ถึงกลางคืน จะได้มีผีมาอยู่เป็นเพื่อน”
“เออๆๆ ก็ได้วะ”
แถนทรุดตัวลง ยกมือพนมไหว้ท่วมหัว
“ฉันขอโทษด้วยนะจ๊ะไต้ก๋ง ฉันไม่ได้ตั้งใจจะรบกวน”
แถนยืนขึ้นมองหน้าเฟื่องฟ้าอย่างกังวลปนลังเล เฟื่องฟ้าพยักหน้ามั่นใจ แถนยกจอบขึ้นขุดลงไปเต็มแรง

ฝ่ายกล่ำยืนอยู่หน้าเรือนตะโกนเรียกรำเพยดังลั่น
“คุณรำเพย คุณรำเพยเจ้าคะ”
รำเพยเดินออกมาดูตรงนอกชาน เห็นกล่ำมาคนเดียวก็แปลกใจ
“อ้าวกล่ำ แล้วแถนกับเฟื่องฟ้าไม่มาด้วยหรือ
กล่ำยิ้มแหะๆ นึกถึงเหตุการณ์ที่บ้านแถน เฟื่องฟ้ายกมือไหว้ขอร้องยกใหญ่
“นะจ๊ะน้ำกล่ำ ฉันขอร้องช่วยไปรับหน้าแม่ฉันที บอกว่าฉันกับลุงแถนไปหาโปลิศอยู่ ถ้าแม่รู้เข้าแม่ว่าฉันทำอะไรแม่ต้องเป็นห่วงแล้วก็ไม่ยอมให้ฉันทำแน่ นะจ๊ะน้ากล่ำ”
กล่ำมองหน้าแถนอย่างขอความเห็น แถนพยักหน้าให้
คิดแล้วกล่ำบอกรำเพยไปว่า “เฟื่องฟ้ากับพี่แถนไปหาโปลิศอยู่เจ้าค่ะ คงต้องใช้เวลาถามความกันพักใหญ่ พี่แถนเลยให้กล่ำมาอยู่เป็นเพื่อนคุณรำเพยไปก่อน สองคนนั่นเขาเป็นห่วงเจ้าค่ะ”
“งั้นขึ้นเรือนก่อนสิ”
รำเพยเดินหันหลังเข้าบ้านไป กล่ำยกมือไหว้ท่วมหัว ทำปากขมุบขมิบขอโทษ

ที่สุสาน แถนขุดลงไปจนเจอหลุมฝังศพไต้ก๋ง แต่ต้องแปลกใจที่ไม่เจออะไร แถนปีนขึ้นมามองหน้าเฟื่องฟ้าอย่างไม่อยากเชื่อ เฟื่องฟ้ามองอย่างเหลือเชื่อเช่นกัน
“เป็นจริงอย่างไต้ก๋งว่า”
“กระดูกไต้ก๋งหายไปจริงๆ”
“ฉันบอกลุงแถนแล้วไง ว่าฉันไม่ได้โกหก”
“ข้าไม่ได้คิดว่าเอ็งโกหกหรอก แค่ไม่อยากเชื่อว่าคนเราจะโหดร้ายถึงขนาดสะกดวิญญาณคนอื่นไม่ให้ผุดไม่ให้เกิดได้”
“ฉันก็ไม่อยากเชื่อ แต่ในเมื่อเราเห็นแล้วว่าเป็นจริง ก็ต้องช่วยเหลือวิญญาณไต้ก๋งให้พ้นทุกข์เสียที”
“เอาวะข้าจะช่วยเอ็งด้วย”
เฟื่องฟ้าซาบซึ้งใจ “ขอบพระคุณนะจ๊ะลุงแถน”
“แต่ตอนนี้เราช่วยกันทำสุสานให้เหมือนเดิมก่อนเถิด”
แถนรีบเอาจอบโกยดินกลับคืน เฟื่องฟ้ามองหน้าลุงแถนถามแบบเกรงใจๆ
“ลุงแถนยังติดเล่าเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับเรือนนั่นให้ฉันฟังอยู่นะจ๊ะ”
แถนชะงักกึกมองหน้าเฟื่องฟ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วคว้าจอบมาเกลี่ยวดินกลบหลุมดังเก่า

รำเพยออกมารอเฟื่องฟ้าตรงนอกชานด้วยสีหน้ากังวล กล่ำเดินเข้ามาปลอบ
“คุณรำเพยไปนั่งก่อนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวพี่แถนก็คงพาเฟื่องฟ้ากลับบ้านอย่างปลอดภัย”
“นี่มันใกล้ค่ำแล้วนะกล่ำ แค่ไปหาโปลิศทำไมนานนักฉันว่าฉันออกไปหาดีกว่า”
รำเพยทำท่าจะลงเรือนไป เฟื่องฟ้ากับแถนกลับมาถึงพอดี สองคนขึ้นเรือนมาด้วยกัน
“เฟื่องฟ้ากับพี่แถนมานู่นแล้วเจ้าค่ะ” กล่ำโล่งอก
“เฟื่องฟ้า ทำไมไปนานนักเล่าลูก” รำเพยสังเกตเห็นเสื้อผ้าเลอะดินก็แปลกใจ “ทำไมตัวเปื้อนอย่างนี้ เกิดเรื่องอะไรขึ้น ใครทำอะไรลูกหรือ”
เฟื่องฟ้าส่ายหน้า
“ไม่มีใครทำอะไรลูกหรอกจ้ะ ลูกกับลุงแถนแค่ไปหาความจริงมาเท่านั้น”
“หมายความว่าอย่างไร” รำเพยหันไปถามแถน “ความจริงอะไรหรือแถน”
“คือ...”
“ความจริงที่ไต้ก๋งชางเป็นพ่อของฉัน...ใช่ไหมจ๊ะแม่...”
รำเพยตกใจและโกรธ “ลูกพูดเรื่องอะไร อย่ามาเปลี่ยนเรื่องนะ บอกแม่มาว่าไปทำอะไรมา”
“ลุงแถนเล่าให้ฉันฟังหมดแล้ว แม่บอกฉันมาเถิด”
รำเพยหันไปมองตำหนิแถน “แถน”
“คุณรำเพยบอกคุณเฟื่องฟ้าไปเถิดครับ อย่างไรสักวันเธอก็ต้องรู้ความจริงอยู่ดี”
กล่ำเห็นด้วย “นั่นสิจ๊ะคุณรำเพย เฟื่องฟ้าควรได้รู้จากปากคุณรำเพยว่าพ่อแกเป็นใครนะจ๊ะ”
รำเพยถอนใจเฮือกใหญ่
“ก็ได้”
เฟื่องฟ้า แถน และกล่ำมองหน้ากันอย่างดีใจ
“พ่อของลูกคือไต้ก๋งชาง”
รำเพยยืนยันจากปากน้ำตาคลอ เฟื่องฟ้าถลาเข้าไปกอดแม่
“ขอบคุณจ้ะแม่”
“ทีนี้บอกแม่ได้หรือยังว่าลูกไปทำอะไรมา ตัวถึงได้เปื้อนดินไปหมดเยี่ยงนี้”
เฟื่องฟ้าพยักหน้า

เย็นวันนั้น งามตานั่งครุ่นคิดเป็นกังวลถึงแผนการทำร้ายเฟื่องฟ้าที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า จนก้องภพเคาะประตูเรียกเบาๆ 2 ครั้ง แล้วเปิดเดินเข้ามาเลย ทำเอางามตาสะดุ้ง
“คุณแม่ คุณแม่ครับ”
“พ่อก้อง! เข้ามาไม่ให้สุ้มให้เสียง”
“ผมเคาะประตู แล้วก็เรียกคุณแม่ถึงสองครั้งแล้วนะครับ”
“แม่คงคิดอะไรไปเรื่อยน่ะ” งามตาเห็นแผลที่หน้าลูกชายสุดสวาทก็ตกใจลุกมาจับดู “ตายจริง นี่หน้าลูกเป็นแผลถึงเพียงนี้เชียวรึ เจ็บมากไหมลูก”
ก้องภพมองแม่ด้วยสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
“ผมไม่เป็นไรครับ บังเอิญผมเห็นผู้หญิงถูกโจรทำร้ายจึงเข้าไปช่วย โชคดีที่เธอไม่เป็นไรมาก”
“แล้วลูกจะไปช่วยมันทำไมกัน ดูสิ ต้องมาเจ็บตัวแท้ๆ ออกจากบ้านไปแล้วยังสร้างปัญหาให้ลูกได้อีก”
คุณแม่พูดถึงใครกันครับ”
“ก็นังเฟื่องฟ้าอย่างไรเล่า ลูกต้องไปช่วยมันจนเจ็บตัวไม่ใช่รึ”
ก้องภพอึ้งไป มองงามตาด้วยแววตาผิดหวัง
“ทำไมคุณแม่ถึงรู้ล่ะครับว่าผมไปช่วยเฟื่องฟ้ามา ในเมื่อผมยังไม่ได้เอ่ยชื่อเธอสักครั้งเดียว”
งามตาตกใจที่พลั้งปากไป รีบแก้ตัวพัลวัน
“แม่ก็เดาไปเรื่อยเปื่อย เห็นลูกชอบช่วยเหลือมันนักนี่”
“แต่มีเรื่องแปลกอีกอย่างนะครับ ครั้งแรกที่ผมเข้ามาในห้องคุณแม่ตกใจแผลที่หน้าผมแต่กลับไม่ถามสักคำว่าไปทำอะไรมา ราวกับว่ารู้อยู่แล้ว”
“ก็แม่ตกใจนี่ ถามอะไรไปไม่รู้ตัวหรอก ลูกพูดราวกับว่าแม่ส่งคนไปทำร้ายเฟื่องฟ้าอย่างนั้นแหละ”
งามตาทำเป็นโมโหกลบ
“แล้วคุณแม่ทำหรือไม่ครับ”
“พ่อก้องกำลังใส่ร้ายแม่ตัวเองอยู่นะ”
“ถ้าคุณแม่ไม่รู้เห็นเรื่องนี้ ก็ได้โปรดอนุญาตให้เฟื่องฟ้ากลับมาทำงานที่นี่ได้ไหมครับ”
งามตาบอกเสียงขุ่น “แม่ไม่อนุญาต”
“อนุญาตเถิดครับ ถ้าเฟื่องฟ้าไม่ได้รับความยุติธรรมจากคุณแม่ ผมคงต้องช่วยให้เธอได้รับความยุติธรรมตามกฎหมาย”
“พ่อก้อง”
งามตาโมโหมองค้อนลูกชายอย่างหงุดหงิด ก้องภพมองแม่อย่างผิดหวัง

ฝ่ายรำเพยอยู่ในห้องนอน หยิบกล่องใส่สร้อยออกมาจากลิ้นชัก หยิบสร้อยจี้หยกออกมาดูใกล้ๆ สีหน้าเศร้าสร้อย
“คุณพี่...ถ้าเรื่องจริงเป็นอย่างที่ลูกเล่าให้น้องฟังจริง ตอนนี้คุณพี่จะทรมานถึงเพียงไหน”
รำเพยความสงสารไต้ก๋งชาง น้ำตาไหลริน เฟื่องฟ้าเข้ามากอดแม่จากด้านหลัง
“ทำอะไรอยู่จ๊ะแม่” พอเห็นรำเพยร้องไห้ก็ตกใจ “แม่ร้องไห้ทำไมจ๊ะ”
รำเพยเช็ดน้ำตาพลางบอก “ไม่มีอะไรจ้ะ”
เฟื่องฟ้าเห็นสร้อยในมือ “เอ๊ะ.. สร้อยนี่”
“สร้อยนี้เป็นของไต้ก๋งชาง พ่อของลูก เขาเคยให้แม่ไว้เมื่อนานมาแล้ว”
“ฉันเคยเห็นคุณก้องสวมสร้อยเหมือนกันกับเส้นนี้เลยจ้ะ”
“นั่นก็เพราะว่า คุณก้องภพ เขาเป็นลูกของไต้ก๋งชางเหมือนกัน”
เฟื่องฟ้าอึ้งไป รำพึงออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เขาเป็นพี่ชายของฉัน”
“เข้าใจแล้วใช่ไหมว่าทำไมแม่ไม่อยากให้ลูกไปยุ่งกับเขา”
สีหน้าเฟื่องฟ้าดูออกว่าเจ็บปวดไม่น้อย
“สร้อยนี่...แม่ก็จะให้มันกับลูกเช่นกัน มา แม่ใส่ให้นะ”
รำเพยสวมสร้อยให้เฟื่องฟ้า
“สร้อยนี้เป็นเหมือนเครื่องรางของแม่ นอกจากจะทำให้แม่นึกถึงพ่อของลูกแล้วมันยังเคยช่วยชีวิตแม่ไว้ครั้งหนึ่ง” รำเพยมองลูกอย่างชื่นชม “แม่หวังว่าสร้อยเส้นนี้จะเป็นตัวแทนของพ่อกับแม่ที่ติดตัวลูกไป ช่วยคุ้มครองลูกปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง”
“แม่จ๋า ให้ฉันกลับไปที่เรือนดอกเหมยอีกครั้งได้ไหม ฉันอยากช่วยพ่อ และเปิดเผยความจริงทุกอย่าง”
รำเพยถอนหายใจยาว เฟื่องฟ้ามองหน้าแม่ลุ้นๆ
“ก็ได้จ้ะ แต่ลูกต้องดูแลตัวเองให้ปลอดภัยนะ”
เฟื่องฟ้าเต็มตื้นโผเข้ากอดรำเพย “ขอบคุณนะจ๊ะแม่”
“ช่วยพ่อของลูกให้ได้นะเฟื่องฟ้า”
สองแม่ลูกกอดกันแน่น

เช้าวันใหม่ เรือรับจ้างพายเข้ามาจอดที่ท่าน้ำบ้านลำพระพาย เฟื่องฟ้านั่งปนผู้โดยสารมาด้วย เมื่อเรือจอดเทียบท่าเรียบร้อย เฟื่องฟ้ายื่นอัฐให้คนเรือแล้วหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเครื่องใช้ขึ้นจากเรือ
เฟื่องฟ้าจับหยกที่คอเพื่อเรียกขวัญกำลังใจ ก่อนจะเอาสร้อยจี้หยกซ่อนไว้ในเสื้อไม่ให้ใครเห็น มือหนึ่งถือกระเป๋าเดินไปสายตามุ่งมั่น
เฟื่องฟ้าเดินไปถึงบริเวณหน้าเรือนใหญ่ เห็นก้องภพเดินลงบันไดมาพอดี
“นั่นเฟื่องฟ้าหรือ”
ก้องภพเดินเข้ามาหา ยิ้มทักอย่างดีใจ แต่เฟื่องฟ้ากลับหลบสายตาวูบ
“ขอบใจนะที่กลับมา”
“ฉันรักษาสัญญาของฉันค่ะ”
ก้องภพยิ้มให้ เฟื่องฟ้าเห็นสร้อยจี้หยกที่คอก้องภพ ก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดลึกๆ
ก้องภพยื่นมือมาจะช่วยถือกระเป๋า “มา ฉันช่วย”
เฟื่องฟ้าหลบโดยเร็ว “ไม่ต้องค่ะ ฉันถือเองได้
ก้องภพเข้ามาใกล้จะแย่งกระเป๋าไปถือให้ได้
“ไม่เป็นไร”
“ฉันบอกว่าไม่ต้องไงคะ”
เฟื่องฟ้าเสียงเขียวขยับถอยห่างอย่างรักษาระยะ ก้องภพมองฉงนแปลกใจ
“มันไม่หนักมาก ฉันถือได้ ขอบคุณค่ะ”
“ฉันจะเดินไปส่งที่เรือน”
ก้องภพเดินเคียงเฟื่องฟ้าออกไป เฟื่องฟ้าเดินตามไปอย่างจำนน
ระหว่างนี้บุหลันเดินออกมาจากมุมหนึ่ง ด้วยสีหน้าเคียดแค้นชิงชังเต็มไปด้วยแรงริษยา

งามตานั่งฟังบุหลันเล่าเรื่องเฟื่องฟ้าอยู่ที่ชานเรือนใหญ่ บุหลันใส่สีตีไข่ใส่ร้ายเต็มที่
“ท่าทางที่มันออเซาะคุณก้องช่างน่าหมั่นไส้นักเจ้าค่ะ มันทำแบบนี้เท่ากับไม่ให้ความสำคัญกับคำพูดของคุณนายเลยนะเจ้าคะ กล้ากลับมาได้หน้าด้านหน้าทน ทั้งที่คุณนายไล่มันออกไปแล้วแท้ๆคุณนายจะให้บุหลันไปไล่มันอีกไหมเจ้าคะ”
งามตาครุ่นคิด
“เอ็งไม่ต้องไล่มันไปไหนทั้งนั้น”
“แล้วคุณนายจะยอมให้มันมายั่วยวนคุณก้องต่อไปหรือเจ้าคะ”
“ใครว่าเล่า ในเมื่อมันรนหาที่กลับมา ข้าก็จะให้บทเรียนกับมันอย่างสาสม ต่อไปเอ็งต้องจับตาดูมันให้ดีกว่าเดิม ข้าอยากรู้ว่ามันไปทำอะไรที่ไหนบ้าง”
“เจ้าค่ะคุณนาย”
งามตาครุ่นคิด ในใจมีแผนชั่ว บุหลันยิ้มสะใจ

เฟื่องฟ้ามาหานมขามที่เรือนนอนบ่าว นมขามเองรีบเดินจ้ำมาหาทันทีที่รู้ว่าเฟื่องฟ้ากลับมา คุณนมจับมือเฟื่องฟ้ายิ้มดีใจเหลือเกิน
“คุณเฟื่องฟ้ากลับมาแล้วจริงๆ”
“ค่ะคุณนม”
“กินข้าวกินปลาหรือยัง เดี๋ยวนม...เอ้อ...ข้าหาอะไรให้กินนะ”
“หนูกินแล้วค่ะ อยากคุยกับคุณนมมากว่า”
นมขามมองอย่างแปลกใจ
“แม่บอกความจริงกับหนูแล้ว ว่าความจริงหนูเป็นลูกใคร”
นมขามตาโตดีใจกว่าเก่า
“คุณรำเพยยอมบอกคุณเฟื่องฟ้าแล้วหรือ”
“นมเรียกหนูอย่างเดิมก็ได้ค่ะ”
“ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ให้นมเรียกคุณหนูเช่นนี้เถิด ไม่อย่างนั้นนมคงอึดอัดตาย”
เฟื่องฟ้าหัวเราะขำ “ค่ะคุณนม”
นมขามมองหน้าเฟื่องฟ้าอย่างดีใจ สวมกอดคุณหนูด้วยความรัก
“แต่เรื่องนี้จะให้งามตารู้ไม่ได้เด็ดขาดนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นคุณอาจมีอันตรายได้”
“หนูรู้จ้ะ ที่จริงหนูมีเรื่องอยากให้นมช่วย”
นมขามมีสีหน้าสงสัย
“เรื่องเกี่ยวกับร่างของไต้ก๋งชาง”
เฟื่องฟ้าเล่าเรื่องเธอกำลังหาร่างไต้ก๋งชางให้นมขามฟัง

เวลานั้นก้องภพเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยเกี่ยวกับเฟื่องฟ้า ยินเสียงดนตรีงิ้วลอยมา จึงหยุดหันไปมองเดินตามเสียงไป
พบว่าเสียงนั้นดังมาจากเรือนดอกเหมย เฟื่องฟ้ากำลังรำงิ้วพร้อมกับคณะ ด้วยท่วงท่าพริ้วไหวสวยงาม ก้องภพเดินมาหยุดที่หน้าเรือน สายตาหยุดที่เฟื่องฟ้าอย่างตกตะลึง
เฟื่องฟ้ารำงิ้วอย่างพริ้วไหว เผลอไปสบตากับก้องภพที่ยืนดูอยู่ อดหวั่นไหวไม่ได้จนเสียสมาธิล้มลง คณะงิ้วหยุดซ้อมเข้ามาดูเฟื่องฟ้าอย่างเป็นห่วง
ก้องภพรีบวิ่งเข้ามาดูเป็นคนแรก พยุงให้ลุกขึ้นอย่างเป็นห่วง
“เฟื่องฟ้าเป็นอะไรหรือเปล่า”
“เปล่าค่ะ”
เฟื่องฟ้าละตัวออกจากก้องภพอย่างรักษาระยะห่าง
“หนูเฟื่องฟ้าไหวหรือเปล่า” เถ้าแก่ถาม
“ไหวค่ะ”
เฟื่องฟ้าพยายามลุกขึ้นแต่ก็เกือบจะล้มลงอีก เพราะขาพลิกก้องภพประคองไว้ พาไปนั่งที่เก้าอี้
“เจ็บขาแล้วยังจะฝืนอีก”
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก แค่ขาพลิกเท่านั้น”
“อย่างไรก็ควรพักก่อน” ก้องภพหันไปหาเจียง “วันนี้พอแค่นี้ก่อนได้ไหม ขืนซ้อมต่อฉันกลัวว่านางเอกของเราจะแสดงไม่ไหว”
“ได้ขอรับ” เจียงหันบอกเฟื่องฟ้าและชาวคณะว่า “วันนี้ลื้อซ้อมหนักมากแล้ว พักก่อนเถอะ วันนี้เลิกซ้อมได้”
คณะงิ้วค่อยๆ ทยอยออกไปพัก ก้องภพมองเฟื่องฟ้าอย่างเป็นห่วง คุกเข่าลงจะจับเท้าดูอาการ แต่
เฟื่องฟ้าชักเท้าหนีอย่างเร็ว
“คุณจะทำอะไรน่ะ”
“ฉันจะดูอาการเท้าของเธอว่าเป็นอะไรมากไหม”
“ไม่ต้อง” เฟื่องฟ้ารู้ตัวเสียงอ่อนลง “บอกแล้วไงคะว่าไม่เป็นอะไรมาก ขาพลิกแค่นี้นวดน้ำมันครู่เดียวก็หาย ไม่มีอะไรแล้วคุณกลับไปเถิดค่ะ”
เฟื่องฟ้าก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมมองหน้าก้องภพ
“ช่วงนี้เธอดูแปลกไปนะ ทำไมต้องเอาแต่หลบหน้าหลบตาฉันด้วย”
“ฉันไม่ได้หลบหน้าคุณ”
เฟื่องฟ้าเผลอสบตาก้องภพจังๆ เห็นก้องภพมองมาอย่างจริงใจ ก็ยิ่งหวั่นไหว ต้องหลบตา
“ฉันแค่ไม่รู้จะคุยอะไรเท่านั้น”
ก้องภพไม่เชื่อ “ต้องมีเรื่องอะไรแน่”
“ฉันว่าคุณรีบกลับไปดีกว่า ถ้าคุณนายรู้ว่าคุณอยู่กับฉัน คุณนายคงไม่ชอบใจนัก”
ก้องภพถอนใจกลับไปอย่างยอมจำนน เฟื่องฟ้ามองตามอย่างเจ็บปวด

เฟื่องฟ้าเดินเข้ามาในโรงต่อเรือร้างช้าๆ ในมือถือพวงมาลัยและธูปหนึ่งดอก ทำการจุดธูปนั้น ปักลงที่หัวเรือสำเภา ถือพวงมาลัยขึ้นมาพนมมือ
“ไต้ก๋งชางคะ”
ลมพัดมาวูบหนึ่ง ก่อนที่จะเห็นไต้ก๋งชางปรากฏร่างขึ้น
“แม่หนูกลับมาแล้ว”
เฟื่องฟ้ามองไต้ก๋งชางด้วยความรู้สึกใหม่ ตื้นตันเมื่อรู้ว่าไต้ก๋งชางเป็นพ่อ เฟื่องฟ้าคุกเข่าลงกราบแทบเท้าไต้ก๋งชาง และวางพวงมาลัยให้
ไต้ก๋งชางแปลกประหลาดใจ “แม่หนู”
“หนูเอาพวงมาลัยมาไหว้ไต้ก๋งค่ะ”
“ทำไม”
ไต้ก๋งชางสังเกตเห็นสร้อยจี้หยกที่คอเฟื่องฟ้า
“สร้อยนั่น...”
“แม่ให้หนูมา พร้อมกับบอกความจริงเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับไต้ก๋งด้วยค่ะ”
“ความจริงอะไรหรือ”
“ความจริงที่ว่า ไต้ก๋งชาง...เป็นพ่อของหนู”
ลมพัดมาวูบใหญ่ ไต้ก๋งชางตกใจ มองเฟื่องฟ้าตะลึงตะไล
“ว่าไงนะ หนู...หนูเป็นลูกของฉันได้อย่างไร”
“หนูเป็นลูกที่ติดท้องแม่รำเพย ก่อนที่แม่จะถูกงามตาใส่ร้ายจนต้องออกจากเรือนลำพระพายค่ะ”
“ทำไมรำเพยไม่เคยบอกให้ฉันรู้เลย”
“เพราะแม่กลัวว่าถ้ากลับมาแล้วหนูจะมีอันตราย และพ่อคงคิดว่าหนูเป็นลูกชู้”
ไต้ก๋งชางน้ำตาไหลพรากด้วยความรู้สึกผิด
“พ่อขอโทษ เฟื่องฟ้าลูกพ่อ”
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูรู้ว่าที่พ่อทำเพราะถูกมนต์เสน่ห์นางครวญ แต่แท้จริงแล้วพ่อยังคงรักแม่อยู่เสมอ”
ไต้ก๋งชางเคลื่อนเข้ามาหาเฟื่องฟ้าอย่างช้าๆ อยากจะกอดลูก แต่ไม่มีร่างและสัมผัสไม่ได้
“ลูก”
“พ่อ”
ไต้ก๋งชางยิ้มให้ทั้งดีใจและเศร้าใจในเวลาเดียวกัน
“ต่อไปนี้ ลูกคนนี้จะช่วยพ่อเอง ลูกจะเปิดเผยความจริงทั้งหมด และหาร่างของพ่อให้พบให้ได้”
ไต้ก๋งชางพยักหน้าให้ แล้วหลับตาลงอย่างเจ็บปวด

ค่ำคืนนั้นเมื่ออดีต อบเชยวิ่งหนีออกมาหน้าเรือนดอกเหมยโดยไม่คิดชีวิต มีก้อนกับงามตาตามมาติดๆ อบเชยหนีเตลิดเข้าไปในป่า มองหาทางหนีทีไล่

เฟื่องฟ้าซึมซับรับรู้เรื่องในอดีตถึงกับน้ำตาซึม กำมือแน่นอย่างเจ็บใจและเจ็บแค้น
“โหดร้ายเหลือเกิน”
“พ่อผิดเอง ที่โง่ตกเป็นเหยื่อของคนชั่วช้าอย่างงามตากับไอ้ก้อน จนมันทำลายครอบครัวของเราพังพินาศ พ่อขอโทษที่ทำให้ลูกกับแม่ต้องลำบาก”
เฟื่องฟ้ามองหาไต้ก๋งชางไปรอบๆ ตะโกนบอก
“ฟ้าไม่โกรธพ่อหรอกนะคะ ฟ้ารู้ว่าพ่อไม่ได้ตั้งใจ”
“พ่อน่าจะรู้ความจริงให้เร็วกว่านี้ พ่อเสียใจ”
เสียงไต้ก๋งชางดังมาแต่ยังไม่เห็นร่าง เฟื่องฟ้ามองหาเหมือนพูดอยู่คนเดียว
“พ่ออย่าโทษตัวเองนะคะ ฟ้าจะช่วยพ่อให้ได้”
“งามตาเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยม ถ้ามันรู้ว่าลูกเป็นใคร ลูกจะต้องตกอยู่ในอันตราย”
“ฟ้าไม่กลัว ถ้ามันทวงทุกสิ่งอย่างคืนมาได้ ต่อให้เสี่ยงกว่านี้ฟ้าก็จะทำ”
“พ่อไม่อยากให้ลูกต้องมีชะตากรรมเหมือนพ่อนะเฟื่องฟ้า”
“ฟ้าจะดูแลตัวเองอย่างดีค่ะ คนที่ทำผิดจะต้องได้รับผลกรรมที่ทำไว้ พ่อเชื่อในตัวฟ้านะคะ”
เฟื่องฟ้าบอกด้วยสีหน้าและแววตามุ่งมั่น
ภาพสะท้อนในเศษกระจกขุ่นมัวในโรงต่อเรือ เห็นไต้ก๋งชางมองเฟื่องฟ้าหน้าเศร้าๆ
บุหลันมาแอบดูอยู่ แต่เห็นเฟื่องฟ้าพูดอยู่คนเดียวก็ยิ่งสงสัย

วันต่อมา เฟื่องฟ้าสวยสง่าอยู่ในชุดนางเอกงิ้วและเริ่มทำการซ้อม ขณะที่ร่ายรำไปก็นึกถึงสิ่งที่คุยกับไต้ก๋งชางไปด้วย ใจลอยไม่มีสมาธิจนมือเผลอไปปัดของแถวนั้นหล่นเสียงดัง
เฟื่องฟ้าก้มลงเก็บแต่มีมือใครคนหนึ่งยื่นเข้ามาช่วยเก็บ เงยหน้ามองเห็นว่าเป็นก้องภพก็รีบผละออก
“คุณ...มาทำอะไรที่นี่”
“ฉันแวะมาดูเธอซ้อมงิ้ว”
ก้องภพถามตามปกติ แต่เฟื่องฟ้ากลับทำท่าทีมึนตึงใส่
“ทำไมต้องมาดู หรือกลัวไม่คุ้มที่จ้างฉันมา”
เฟื่องฟ้าเริ่มซ้อมเพลงดาบต่อ เหมือนไม่สนใจก้องภพ
“ฉันแค่อยากมาดูในแน่ใจ ว่าเธออยู่สุขสบายดี”
“ฉันสบายดี และจะตั้งใจทำงาน ไม่ให้คุณต้องเสียหน้าในวันแสดงแน่นอน”
เฟื่องฟ้าซ้อมงิ้วต่อ
“เหตุใดเธอถึงชอบประชดประชันฉันนัก”
ก้องภพจะเข้าไปหาตรงหน้า แต่เฟื่องฟ้ากลับหันดาบที่ใช้ซ้อมจ่อไปที่หน้าก้องภพ
“กลับเรือนคุณไปเสีย ยิ่งคุณมากวนฉันยิ่งไม่มีสมาธิ”
เฟื่องฟ้าวางดาบลง เดินเลี่ยงจะหนีเข้าห้อง ก้องภพตามมาดึงแขนไว้
“เป็นอะไรไป ทำไมเธอถึงไม่พูดกับฉันดีๆ”
เฟื่องฟ้าสะบัดมือก้องภพออกอย่างแรง พูดเสียงแข็งใส่หน้าเขา
“เพราะฉันไม่มีอะไรจะคุยกับคุณ”
“เฟื่องฟ้า”
“หรือถ้าคุณไม่ไป ฉันไปเองก็ได้”
เฟื่องฟ้าเดินหนีก้องภพลงเรือนไป ก้องภพมองตามงงหนัก

เฟื่องฟ้าเดินหนีเข้ามาในสวน พยายามไม่คิดถึงเรื่องก้องภพ จนพอก็ใจเย็นลง คิดจะเดินกลับเรือน แต่พอเดินไปก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนตามหลังมา
เฟื่องฟ้าจะเดินต่อ แต่เสียงนั้นยังคงตามมา เฟื่องฟ้าเริ่มระแวง ออกวิ่งแต่เสียงนั้นก็ยังตามมาอีก เลยรีบสาวเท้าเร็วๆ เพื่อหนี แต่กลับมีใครคนหนึ่งพุ่งออกมาขวาง
เฟื่องฟ้าตกใจ ร้องกรี๊ด มองไปเห็นอบเชยยืนหัวเราะชอบอกชอบใจอยู่ตรงหน้า
“ฮะๆๆๆ ตกใจหมดเลย ตกใจหมดเลย”
เฟื่องฟ้าโล่งอกที่เป็นอบเชย
“น้าอบเชยนี่เอง”
อบเชยหัวเราะแล้วนั่งลงเก็บใบไม้แถวนั้นเล่น เฟื่องฟ้าถามขึ้น
“น้าอบเชยมาทำอะไรแถวนี้หรือจ๊ะ”
อบเชยดึงแขนเฟื่องฟ้า
“ไปเดินเล่นกันเถอะ”
“น้าอบเชยจะไปที่ไหนหรือจ๊ะ”
อบเชยมองเหม่อ พูดเหมือนคนเพ้อ
“วัด ไปที่วัด”
เฟื่องฟ้าแปลกใจ “วัด ทำไมต้องไปเดินเล่นแถวนั้นด้วยจ๊ะ”
“ไปที่นั่นกัน ไปนะ ไป”
อบเชยเข้ามาดึงแขนเฟื่องฟ้า จะลากไปให้ได้ เฟื่องฟ้าตกใจ
“น้าอบเชยจะทำอะไรจ๊ะ”
“ไป ไปกัน”
อบเชยดึงเฟื่องฟ้าไปอย่างแรงแทบเป็นกระชาก เฟื่องฟ้าตกใจผลักอบเชยจนล้มลงไปกับพื้น เฟื่องฟ้าอึ้งๆ อบเชยมองตาขวาง
“แล้วเอ็งจะเสียใจที่ไม่ไปกับข้า”
อบเชยหัวเราะร่าแล้วลุกขึ้นวิ่งเตลิดไป เฟื่องฟ้าสงสัยว่าอบเชยหมายถึงอะไร

ฝ่ายงามตานัดก้อนมาหาบนเรือน เดินงุ่นง่านไปมา ท่าทีกระวนกระวายใจเรื่องเฟื่องฟ้าหนัก คิดไม่ตกว่าต้องทำอย่างไร บุหลันก็พรวดพราดขึ้นเรือนมา
“คุณนาย...คุณนายเจ้าขา”
งามตาเห็นบุหลันก็แปลกใจ
“นังบุหลัน เหตุใดรีบร้อนมาเยี่ยงนี้”
บุหลันอึกอัก ไม่รู้จะพูดยังไง
“ที่คุณนายให้อิฉันจับตาดูนังเฟื่องฟ้า อิฉันคิดว่ามันดูแปลกจริงๆ เจ้าค่ะ”
งามตาสนใจ “แปลกอย่างไร”
“เมื่อวานอิฉันแอบตามมันไปที่โรงต่อเรือเก่า อิฉัน...เห็นมันพูดคนเดียวเจ้าค่ะ
“เอ็งแน่ใจรึว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น”
“แน่ใจเจ้าค่ะ อิฉันมองหาแล้วไม่มีใครจริงๆ เป็นไปได้ไหมเจ้าคะว่ามันจะคุยกับ...กับ... ผี...”
งามตานึกได้ว่าในอดีตไต้ก๋งชางมักเข้าไปต่อเรืออยู่ในโรงต่อเรือเสมอเมื่อว่าง
เมื่อคิดออก งามตาจึงไล่บุหลันไป
“นังบุหลัน เอ็งกลับเรือนไปได้แล้ว”
บุหลันงง “คุณนายจะไม่ทำอะไรเลยหรือเจ้าคะ”
“ข้าทำแน่ แต่ไม่ใช่เวลานี้ ข้าบอกให้กลับก็กลับไปสิ”
งามตาตะคอกจนบุหลันกลัวเผ่นลงเรือนไปโดยไว งามตากำมือแน่น สีหน้าเคียดแค้น
“มีสิ่งไหนที่ข้าพลาดไปนะ”
ความลับความหลังในอดีตผุดขึ้นมาในห้วงคิด

เสียงของก้อนร้องตะโกนดังลั่นมาแต่ไกล มาหยุดหอบที่หน้าเรือนบ่าวกลางดึก
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย มีโจรบุกปล้นเรือนดอกเหมย”
นมขามนอนหลับอยู่ในเรือนถึงกับสะดุ้งตื่น บ่าวคนอื่นๆ พลอยลุกตามกันออกไป พอออกไปหน้าเรือนก็เห็นก้อนหน้าตาตื่นยืนหอบอยู่
“เกิดอะไรขึ้นไอ้ก้อน”
ก้อนหอบแฮ่กๆ บอกแทบฟังไม่เป็นคำ
“มีโจรมันบุกมาที่เรือนดอกเหมย ฉันเดินผ่านได้ยินเสียงร้องจึงเข้าไปช่วย แต่ไต้ก๋ง ไต้ก๋ง...”
นมขามใจหล่นวูบ “เกิดอะไรขึ้นกับไต้ก๋ง”
“ไต้ก๋งถูกโจรมันแทง ตอนนี้ไม่รู้เป็นตายอย่างไรบ้าง คุณนมรีบไปดูเถิด”
นมขามตกใจมาก
“คุณพระช่วย มีใครตามหมอมาหรือยัง”
“ยังเลย ข้ารีบมาแจ้งคุณนมก่อนคนแรกนี่ล่ะ”
นมขามร้อนใจรีบสั่งทุกคนรอบๆ
“เช่นนั้นนังสนรีบไปตามหมอยาเขียวมาให้เร็วที่สุด ไอ้ก้อน เอ็งรีบพาพวกบ่าวชายในเรือนออกไปดูรอบๆ มันคงหนีไปไม่ไกล พวกเอ็งที่เหลือ มากับข้า”
นมขามสั่งเสร็จก็รีบร้อนไปที่เรือนดอกเหมยทันที ก้อนปรายตามองตาม โล่งใจที่นมขามเชื่อสนิท

บ่าวในเรือนพากันวิ่งมารวมกันด้านหน้าเรือนดอกเหมย นมขามมาถึงเป็นคนสุดท้าย สีหน้าตื่นตระหนกตกใจ เมื่อเห็นข้าวของเละเทะเกลื่อนกล่น และได้ยินเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของงามตา นมขามเข้าไปดูแล้วก็ต้องอึ้งหนัก เมื่อเห็นงามตาร้องไห้ฟูมฟายกอดร่างไต้ก๋งชางที่จมกองเลือดอยู่
“คุณพี่ เหตุใดด่วนจากน้องไปเร็วนัก ฮือๆๆๆ ไอ้พวกโจรใจบาป ขอให้มันตายตกตามกันไปด้วยเถิด”
นมขามช็อกอยู่ เข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น เห็นชัดว่าที่ท้องไต้ก๋งชางยังมีมีดปักคาอยู่
“นี่มันเกิดเหตุใดขึ้นงามตา ผู้ใดแทงไต้ก๋ง”
งามตาใส่จริตมารยาปั้นแต่งเรื่องราวบอกปนสะอื้น
“ข้ากับไต้ก๋งกำลังนอนอยู่ในห้อง จู่ๆ ไอ้พวกเสือใจบาปมันพากันบุกขึ้นมา ข้าได้ยินเสียงเอะอะ จึงเปิดประตูออกมาดู เห็นมันเข้าไปรื้อค้นเอาของสำคัญแล้วจะพากันหนี ไต้ก๋งตามลงไป จึงถูกพวกมันแทงที่หน้าเรือน”
“โธ่...ไต้ก๋ง”
“โชคดีที่นายก้อนมาช่วยไว้ได้ จึงไม่เป็นไร แต่คุณพี่...”
งามตาสะอึกสะอื้นจะเป็นจะตาย นมขามมองจับผิด รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล
ไม่นานนักก้อนก็วิ่งนำพวกบ่าวชายที่พากันไปตามคนร้ายกลับเข้ามาสมทบ
“เป็นอย่างไรบ้างไอ้ก้อน” คุณนมถาม
“ไม่พบผู้ใดเลยคุณนม”
“เอ็งเห็นหน้าโจรรึไม่”
“ตอนสู้กันมันมืดมาก พวกโจมันปิดหน้าด้วยข้าจึงไม่ทันเห็น”
เสียงร้องไห้ระงมของบ่าวดังไม่ขาดสาย แต่ละคนต่างพากันก่นด่าสาปแช่งโจรร้ายไปต่างๆ นานา นมขามเจ็บใจ พนมมือไหว้สาปแช่งโจรที่ทำร้ายไต้ก๋ง
“เจ้าประคู้ณ ขอให้เวรกรรมตามเล่นไอ้พวกก่อการโดยเร็ว ขอให้มันมีอันเป็นไปสามวันเจ็ดวัน ขอให้มันฉิบหายวายวอด ไม่มีวันเจริญรุ่งเรือง”
งามตาสะอึกนิดๆ แต่แสร้งทำเป็นเสียใจต่ออย่างสมบทบาท

ศพของไต้ก๋งชางถูกนำไปฝังที่สุสานท้ายวัดลำพระพายในวันต่อมา บ่าวไพร่ รวมถึงชาวบ้านหลายคนพากันมาร่วมพิธี งามตายืนโศกเศร้าทุกข์ระทมต้อนรับแขกที่มาร่วมงานกับ รวมถึงขุนพิเศษกับเดือนด้วย
“เสียใจด้วยนะแม่งามตา ไม่คิดเลยว่าไต้ก๋งจะสิ้นบุญเร็วถึงเพียงนี้” ขุนพิเศษแสดงความเสียงใจจากใจจริง
“เพราะคุณพี่ปกป้องอิฉันแท้ๆ”
“นี่ลูกแม่งามตาก็ยังเล็ก น่าเสียดายที่ไต้ก๋งมาด่วนจากไปกะทันหัน” คุณเดือนให้กำลังใจ
“อิฉันบุญน้อยนัก ได้อยู่กับคุณพี่แค่ช่วงสั้นๆ แต่อิฉันสาบานค่ะว่าจะเลี้ยงดูลูกของคุณพี่อย่างดี ไม่ให้คุณพี่ต้องเป็นห่วง”
เดือนกับขุนพิเศษมองงามตาอย่างเห็นใจ
พิธีเคลื่อนศพไปฝัง งามตาเดินเช็ดน้ำตาป้อยๆ ตีหน้าเศร้าไปตลอดทาง

ระหว่างทางไปยังสุสาน กลุ่มเมฆเบื้องบนก่อตัวขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สายลมกระโชกแรงเป็นครั้งคราว และยังมีสายฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างแรง ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงฮือฮาขึ้น
“นี่มันอะไรกันเนี่ย”
ชาวบ้านและพระลูกวัดที่มาร่วมพิธี พากันหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่แถวนั้น หลวงพ่อดำมองไปรอบๆ รู้สึกประหลาดใจเอามากๆ
ฝ่ายงามตามีท่าทีหวาดหวั่น เหลียวมองไปรอบทิศทาง ฝนยังตกกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
ฉับพลันทันใดนั้นเองก็มีลมพัดมาอย่างรุนแรงวูบหนึ่ง ก่อนที่ฟ้าจะผ่าเปรี้ยงลงมา ชาวบ้านส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ คนที่ช่วยขนโลงศพเกิดเสียหลักจนเซ
งามตามองไป เห็นโลงศพไต้ก๋งชางหล่นลงมากระแทกพื้นอย่างแรง จนร่างกระเด็นออกมาในสภาพที่ยังถูกมัดตราสังข์อยู่ ดวงตาเบิกโพลง ชาวบ้านยิ่งแตกตื่นวิ่งเตลิดกันไปคนละทิศละทาง
งามตาผงะถอยมองไปด้วยความตกใจกลัว
หลวงพ่อดำยืนนิ่งอยู่สักพัก แล้วหลับตาทำสมาธิ เหมือนติดต่อกับบางสิ่ง เพียงไม่นานทั้งสายฝนและลมแรงก็สงบลงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หลวงพ่อดำก้มลงเอามือปิดตาให้ไต้ก๋งชาง แล้วเหลียวไปบอกเหล่าชาวบ้านด้วยท่าทางนิ่งสงบ
“เร่งฝังศพให้เสร็จสิ้นก่อนเถิด”
บรรดาชาวบ้านและบ่าวไพร่ของเรือนลำพระพาย พากันเร่งทำการฝังศพไต้ก๋งชาง มีเสียงชาวบ้านซุบซิบกันดังขึ้นใกล้ๆ กับจุดที่งามตายืนอยู่
“ไต้ก๋งชางเพิ่งตายไม่กี่วันเฮี้ยนขนาดนี้เลยรึ”
“ผีตายโหงก็เช่นนี้ ยังมีห่วงอยู่มาก คงไม่ไปผุดไปเกิดง่ายๆ ดอก”
งามตายืนเฉยอยู่ใต้ร่มไม้ ไม่ได้เดินตามไปด้วยกัน มองกราดไปรอบกายอย่างหวาดระแวง
นมขามลอบมองดูท่าที่งามตาตลอดเวลา แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป
ไอเย็นยะเยือกแผ่เข้ามากระทบร่างงามตา พร้อมๆ กับเสียงสวดของหลวงพ่อดำตรงหลุมศพดังแว่วมา
ไอเย็นยะเยือกเมื่อครู่หายไปสิ้น งามตารู้สึกเหมือนหลุดพ้นจากอำนาจบางสิ่ง เร่งฝีเท้าเดินแกมวิ่งเข้าไปรวมกับกลุ่มชาวบ้านใกล้ๆ หลวงพ่อดำ

ทุกอย่างอยู่ในสายตาของนมขาม คุณนมรับรู้ว่ามีบางอย่างไม่เป็นปกติ

อ่านต่อตอนที่ 18


กำลังโหลดความคิดเห็น