xs
xsm
sm
md
lg

เสน่ห์นางครวญ ตอนที่ 4

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เสน่ห์นางครวญ ตอนที่ 4

บทประพันธ์ : หงส์หยก บทโทรทัศน์ : พิชฌสินี

งามตาจะแหกปากร้องให้คนช่วย แต่ถูกเหวี่ยงร่างไปกระแทกเพิงแถวนั้นเต็มแรง

“อยู่นี่เองนังตัวดี”
งามตายังจุกอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาขึ้นมาเห็นก้อนก็ยิ่งอึ้ง
“ไอ้ก้อน”
“ตกใจหรือที่เจอข้า”
งามตาตั้งสติได้ “เปล่า...ข้าจะตกใจทำไม ก็เราร่วมมือกันแล้วไม่ใช่รึ”
ก้อนหัวเราะเยาะ “เอ็งกับข้าร่วมมือกันงั้นหรือ แล้วที่เอ็งวิ่งโร่ไปแจ้งเบาะแสคนเผาตลาดถึงเรือนนั่นมันเรื่อนอันใดกัน”
ก้อนตะคอกเอามีดขึ้นมาขู่ งามตาถอยไปตัวติดเสากระท่อม
“เอ็งรู้ได้อย่างไร”
ก้อนเข้ามาบีบคองามตาไว้ ล็อคไม่ให้หนี
“หญิงอย่างเอ็งมันใจคดนัก ใครมีประโยชน์มากกว่าก็เข้าหาผู้นั้น ข้าน่าจะฆ่าเอ็งให้ตายเสียตั้งแต่แรก”
งามตากลัวจนตัวสั่น พนมมือไหว้ก้อนแก้ตัวพัลวัน
“ม...ไม่ใช่นะพี่ก้อน ฉันไม่ได้ตั้งใจ ฉันถูกบังคับ”
“ไอ้ไต้ก๋งน่ะหรือบังคับเอ็ง อย่ามาโกหก ข้าไม่เชื่อเอ็งอีกแล้ว”
“พี่เชื่อฉันเถอะ ฉันไม่เคยคิดทรยศพี่ อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันยอมทุกอย่างแล้ว”
ก้อนมองงามตาด้วยความแค้นใจ แต่พอเห็นผิวพรรณผุดผ่องของงามตาก็นึกเสียดายความสวยขึ้นมา ก้อนเปลี่ยนจากบีบคองามตาเป็นจับหน้า แล้วยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ
“เอ็งยอมได้ทุกอย่างจริงรึ”
“จริงจ้ะ ขอแค่พี่ไว้ชีวิตฉันเท่านั้น”
“อย่าคิดไม่ซื่อ ไม่อย่างนั้นเอ็งไม่รอดแน่”
ก้อนยิ้มกระหยิ่ม มองงามตาด้วยแววตาหื่นกระหาย ก่อนจะเคลื่อนหน้าลงไปซุกไซ้ดอมดมกลิ่นกายสาวอันเย้ายวน

เวลาผ่านไป งามตาซึ่งบัดนี้ตกเป็นเมียของก้อนแล้ว นอนลืมตาโพลง โดยมีก้อนนอนกอดหลับตาพริ้ม อยู่ข้างๆ งามตาเหลือบมองอย่างขยะแขยง ทำท่าลุกขึ้นจะแต่งตัว แต่ก้อนคว้าตัวมากอดไว้ งามตาแอบเบ้ปากด้วยความรังเกียจ แต่ต้องทำเป็นเต็มใจก้อนเชยคางงามตามองจ้อง
“น่าเสียดายจริงๆ ที่ไอ้เลื่อนได้เชยชมเอ็งเป็นคนแรก แทนที่จะเป็นข้า”
งามตาทำเป็นเขินอาย พูดอ้อน
“แล้วหากพี่ได้เชยชมฉันเป็นคนแรก จะเป็นอย่างไรเล่าจ๊ะ”
“หากข้ารู้ว่าเอ็งยังไม่เคยเป็นของผู้ใดมาก่อน ข้าจะไม่มีวันปล่อยโอกาสนั้นให้ไอ้เลื่อนเป็นแน่
“แต่พี่ก็สั่งให้ไอ้เลื่อนไปทำร้ายฉัน”
งามตาทำเป็นตีหน้าเศร้าและจะร้องไห้ ก้อนลูบหน้างามตาเป็นเชิงปลอบ
“นั่นเป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของข้า”
งามตาทำเป็นเช็ดน้ำตา แล้วก็แอบยิ้ม
“หากชายคนแรกในชีวิตฉันเป็นไอ้เลื่อน ก็คงเป็นความผิดพลาดที่สุดในชีวิตของฉันเช่นกัน”
“เอ็งพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร”
“ก็หมายความว่า...ไอ้เลื่อนมันไม่ใช่... แต่เป็นพี่น่ะสิจ๊ะ”
ก้อนตกใจ “เอ็งพูดจริงรึ”
“จ้ะ วันนั้นฉันหนีจากมันมาได้ ฉันไม่มีวันยอมเป็นของใครอย่างไม่เต็มใจแน่”
ก้อนอึ้งไปชั่วครู่ แล้วก็หัวเราะชอบใจใหญ่
“จริงรึ ที่แท้ไอ้เลื่อนมันก็เป็นพวกไม่เอาไหนอย่างที่ข้าคิดจริงๆ”
“จ้ะ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะหลอกพี่ว่าฉันเป็นของมันแล้ว”
“เอาเถอะ ถึงเอ็งจะเคยเป็นของไอ้เลื่อนหรือไม่ ข้าก็ไม่ถือหรอก เพราะเอ็งสวยไปทั้งตัวเยี่ยงนี้ ไหน มาให้ข้า...”
ก้อนจะหอมแก้ม แต่งามตากลับเบี่ยงตัวหลบ
“พอก่อนเถอะจ้ะพี่ก้อน”
“ทำไมเล่า”
“ฉันต้องรีบไปแล้ว หายออกจากบ้านมานานเดี๋ยวพ่อจะสงสัย”
“ข้ารู้ว่าหมอผีอินวันๆ เอาแต่ไปบ่อน เอ็งจะกลัวอะไร”
“อย่างไรฉันก็ต้องไปอยู่ดีจ้ะ ใกล้ค่ำแล้ว พ่อฉันคงกำลังกลับ”
ก้อนเริ่มระแวงงามตาขึ้นมาอีก
“ไม่ใช่ว่าเอ็งนัดไอ้ไต้ก๋งไว้หรอกรึ”
“ไม่ใช่นะจ๊ะพี่ก้อน นี่พี่ยังไม่เชื่อใจฉันอีกหรือ ในเมื่อฉันก็ยอมพี่ทุกอย่างแล้ว”
“ข้าอยากเชื่อ แต่เอ็งทำให้ข้าสงสัยเอง”
“ฉันต้องทำอย่างไรพี่ถึงจะเชื่อฉัน”
“เอ็งต้องสัญญาว่าจะไม่ซัดทอดมาถึงข้า ไม่อย่างนั้นเอ็งจะโดนด้วยเพราะเอ็งคอยดูต้นทางให้ข้าวันนั้น แล้วอีกอย่าง…”
ก้อนจับใบหน้างามตา พูดขู่
“ข้าจะไปโพนทะนาให้ทั่วว่าเอ็งเป็นเมียข้าแล้ว ดูเถิดว่าชาตินี้จะมีชายใดเอาหญิงอย่างเอ็งไปทำเมียได้อีก”
งามตาเจ็บใจ ข่มความโกรธไว้ ตีหน้าเศร้าต่อ
“แต่ฉันบอกไต้ก๋งไปแล้วว่า จะล่อคนที่เผาตลาดออกมา ฉันจะทำอย่างไรดีล่ะพี่”
“ข้าจะช่วยเอ็งเอง”
ก้อนคิดแผนบางอย่างเพื่อช่วยงามตา

เลื่อนหลบมานอนอยู่ที่เรือนบ่าว ไม่สบายใจเรื่องงามตา จนก้อนเดินมาหาที่ด้านหลัง
“ไอ้เลื่อน”
เลื่อนสะดุ้ง หันไปเจอก้อนยืนอยู่
“พี่ก้อน มีอะไรรึ”
“ข้ามีเรื่องจะให้เอ็งช่วย”
“เรื่องอันใดกัน”
“ข้าจับอีงามตาไว้ที่กระท่อมท้ายสวน เอ็งไปจัดการมันเสีย”
“ยังต้องจัดการอะไรอีกหรือพี่ ที่ไปเอามันทำเมียวันก่อนยังไม่พออีกหรือ”
“ไม่! ข้าคิดแล้วว่าจะปล่อยให้มันรอดไปพูดเรื่องตลาดกับใครอีกไม่ได้ เอ็งต้องเป็นคนลงมือ เรื่องมาขนาดนี้ เอ็งจะถอยอีกไม่ได้แล้ว”
ก้อนพูดขู่ ในขณะที่เลื่อนเริ่มลังเลไม่อยากทำ

งามตาถูกมัดไว้กับเสากระท่อมท้ายสวน ผ้าแถบเลื่อนลงมาเห็นเนินอก ผ้าถุงเลิกขึ้นมาเหนือเข่า เลื่อนปรากฏตัวขึ้น งามตาเห็นเลื่อนก็ทำเป็นตกใจ
“ไอ้เลื่อน”
เลื่อนถือมีดในมือ เดินเข้ามาหางามตา ทำท่าเงื้อมือจะแทง
“เอ็งตายเสียเถอะอีปากพล่อย”
งามตากรีดร้อง แต่แล้วจู่ๆ เลื่อนก็หยุดมือค้างไว้ มองโลมไล้เรือนร่างเย้ายวนของงามตา ลดมือลง ลังเลเหมือนไม่อยากทำ งามตาลอบยิ้ม
“พี่อย่าฆ่าฉันเลยนะจ๊ะพี่เลื่อน”
“ข้าไม่ได้อยากทำแบบนี้ แต่นี่มันเป็นเพราะเอ็ง ถ้าเอ็งไม่ปากมาก ข้าก็ไม่ต้องทำแบบนี้”
“ฉันยอมแล้ว อย่าฆ่าฉันเลย พี่อยากได้อะไรจากฉันก็เอาไป ฉันยอมทุกอย่าง”
เลื่อนแก้มัดให้ บีบคางขู่งามตา
“หุบปากของเอ็งเสีย อย่างไรวันนี้เอ็งก็ต้องตายอยู่ดี”
“ฉันรู้ชะตาตัวเองดีตั้งแต่วันที่ฉันได้ยินเรื่องพี่ แต่ถ้าฉันจะช่วยให้พี่รอดไปได้เล่า พี่จะเชื่อฉันไหม”
“เอ็งจะช่วยข้าได้อย่างไร” เลื่อนไม่เชื่อนัก
“ปล่อยฉันไปสิ แล้วฉันจะปิดปากเงียบ จะไม่มีใครรู้เรื่องพี่จากฉันเด็ดขาด”
“ข้าไม่ไว้ใจเอ็ง”
“แล้วถ้า...คืนนี้ฉันยอมเป็นเมียพี่ล่ะ พี่จะเชื่อใจฉันไหมจ๊ะ”
เลื่อนลูบไล้ผิวกายงามตา “เอ็งยอมแน่หรือ”
“ฉันยอมแล้วจ้ะ พี่ไม่ต้องแก้มัดฉันก็ได้ ฉันยอมเป็นเมียพี่แล้ว ต่อไปฉันจะซื่อสัตย์กับพี่ ไม่บอกใครเรื่องพี่เผาตลาดแน่ๆ”
“จริงนางามตา เอ็งจะไม่บอกใครเรื่องที่ข้าเผาตลาดแน่นะ”
งามตาหลุดยิ้มออกมา
“แน่จ้ะ...” งามตาผละออกจากเลื่อน “เพราะพี่พูดมันออกมาเองแล้ว”
เลื่อนมองงามตาไม่เข้าใจ ทันใดนั้น ไต้ก๋งชาง แถน กับบ่าวชายคือ สุ่น เชี่ยวและท้วมก็ปรากฎตัวขึ้นงามตาถอยออกมายิ้มสะใจ
เลื่อนรู้ทันทีว่าหลงกล โกรธจัดคำรามลั่น “อีงามตา”
งามตายิ้มเยาะสะใจ ไต้ก๋งยื่นดาบมาจ่อคอเลื่อนไว้จากด้านหลัง
“จับมันไว้”
แถนกับบ่าวที่เหลือเข้ามารุมจับเลื่อน มันร้องโวยวายและพยายามสู้แต่ก็สู้ไม่ได้ โดนจับและคุมตัวกลับเรือนในที่สุด

ท้วมลงหวายไปเต็มแรงที่หลังของเลื่อน มันร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด บ่าวในเรือนที่มุงดูอยู่มองอย่างสะใจ
“สารภาพมาว่าเอ็งร่วมมือกับใครเผาตลาด ไอ้เลื่อน”
เลื่อนปิดปากเงียบไม่ยอมพูด ไต้ก๋งชางเลยสั่งลงหวายอีก
“ถ้าเอ็งไม่พูด ข้าจะเฆี่ยนเอ็งให้ตายคาเรือน บอกมาเดี๋ยวนี้”
เลื่อนยิ้มเยาะ แล้วถุยน้ำลายใส่ไต้ก๋งจังๆ
“ต่อให้เฆี่ยนข้าจนตายข้าก็ไม่บอก ไอ้เจ๊กพลัดถิ่น ไอ้เปียหางหมู ฮ่าๆๆ”
เลื่อนหัวเราะเหมือนคนเสียสติ ไต้ก๋งชางยิ่งโกรธ ฉวยไม้จากท้วมมาเฆี่ยนเลื่อนเอง
“ไอ้คนที่ร่วมมือกับเอ็งมันมีดีอย่างไร เอ็งถึงเข้าข้างมันนัก”
เลื่อนมองไปในหมู่บ่าวเห็นสายตาก้อนมองมา พยักหน้าบอกไม่ให้พูดซัดทอดตน
“ไม่มีใครร่วมมือกับข้าทั้งนั้น ข้าลงมือทุกอย่างด้วยตัวข้าเอง”
“เหตุใดเอ็งจึงทำเช่นนี้”
“เพราะข้าเกลียดเอ็งอย่างไรเล่า หากเอ็งว่าข้าชั่ว เอ็งมันก็ไม่ได้ดีไปกว่าข้าหรอก”
“เอ็งหมายความว่าอย่างไร”
“คงสมใจเอ็งแล้วที่กอบโกยทุกอย่างจากท่านขุนได้ เอ็งมันก็แค่พวกเจ๊กที่หวังประโยชน์จากแผ่นดินสยามเท่านั้นแหละวะ”
เลื่อนหัวเราะเยาะอย่างบ้าคลั่ง ไต้ก๋งชางโกรธจัดลงหวายที่หลังของเลื่อนเต็มแรง เลื่อนอดทน กัดฟันข่มความเจ็บปวดไว้ ไต้ก๋งชางลงหวายอย่างไม่ปรานีปราศรัย
ในที่สุดเลื่อนก็ทนไม่ไหว สลบไป

ไต้ก๋งชางกลับมาที่เรือนใหญ่ หยุดนั่งหน้าเครียดอยู่ตรงที่พักชานบันได แถนตามเอาน้ำชามาให้
“ดื่มหน่อยเถิดไต้ก๋ง จิตใจที่ร้อนรุ่นมันจะได้เย็นลง”
“ข้าจะเย็นลงได้อย่างไร ในเมื่อไอ้เลื่อนมันไม่ยอมปริปากพูดสิ่งใดเลย”
“ข้าว่าถึงไต้ก๋งจะเฆี่ยนมันให้ตายเป็นผีเฝ้าเรือน มันก็คงไม่ยอมบอกง่ายๆ”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่าแถน”
“ไต้ก๋งเอาตัวมันส่งให้ทางการจัดการไม่ดีกว่าหรือ” แถนว่า
“เอ็งคิดว่าส่งตัวมันให้ทางการ มันจะยอมสารภาพหรือ”
แถนอึ้งไปเพราะได้ก๋งชางพูดจริง
“จริงของไต้ก๋ง”
“นี่มันเป็นเรื่องภายในบ้าน ข้าอยากจัดการเองมากกว่า ข้ายังไม่ล้มเลิกความคิดที่ว่าไอ้เลื่อนช่วยเหลือไอ้ก้อนอยู่หรอก”
“ไต้ก๋งจะทำอย่างไรต่อเล่า”
“ตอนนี้มันยังไม่รับสารภาพไม่เป็นไร แต่ะหว่างนี้ข้าจะหาหลักฐานมาเอาผิดมันทั้งคู่ให้ได้”
ไต้ก๋งชางพูดด้วยสีหน้าเครียดเคร่งเอาจริง จนแถนเครียดตาม

เลื่อนถูกจับมัดลากมาขังอยู่ที่ท้ายเรือน ที่แท้มันแกล้งสลบไป ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พยายามจะดันตัวเองลุกขึ้นเพื่อหนี แต่ก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เพราะถูกมัดตรึงกับเสาแน่หนา
เลื่อนเจ็บใจ คิดหาทางหนีทีไล่ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินมาทางด้านหลัง เลื่อนตกใจหันไปมอง ปรากฏว่าเป็นก้อนที่สวมไอ้โม่งเดินมา
“เงียบไว้ นี่ข้าเอง ข้ามาช่วยเอ็งตามสัญญา”
“พี่ก้อน”
ก้อนช่วยตัดเชือกที่มัดเลื่อนไว้ เลื่อนมองซึ้งใจ

ก้อนพาเลื่อนหนีมาถึงท่าเรือ ที่นั่นมีเรือพายลำหนึ่งรออยู่แล้ว
“ไอ้เลื่อน ข้าเตรียมเรือไว้ให้แล้ว เอ็งขึ้นเรือหนีไปเสียก่อนที่ไอ้ไต้ก๋งมันเฆี่ยนเอ็งจนตาย แล้วก็นี่...”
ก้อนหยิบถุงเงินออกมายัดใส่มือเลื่อน
“ข้าให้ เอ็งเอาไปตั้งตัว แล้วไม่ต้องกลับมาที่เรือนนี้อีก เข้าใจรึไม่”
เลื่อนเปิดถุงดูเห็นเงินที่ก้อนให้มากโข ถึงกับตาโต
“ขอบใจมากพี่ก้อน ฉันช่วยคนไม่ผิดจริงๆ ฉันสาบาน วันใดที่ฉันได้ดีฉันจะตอบแทนพี่อย่างงามแน่นอน”
“ไม่เป็นไรหรอก เอ็งช่วยข้ามามากแล้ว ไปอยู่ที่ที่เอ็งชอบแล้วไม่ต้องกลับมาอีกเดี๋ยวพวกมันจะจับได้ เอ้า...รีบไปก่อนที่ใครจะมาเห็นเถอะ เร็วเข้า”
เลื่อนพยักหน้าบอกลา “งั้นฉันไปนะพี่”
“โชคดีเว้ย”
ก้อนตบบ่าเบาๆ เลื่อนพยักหน้ารับ รีบเอาผ้าคลุมปิดหน้าตาหันหลังเดินไปที่เรือ แต่ทันใดนั้นก้อนก็พุ่งเข้าแทงเลื่อนจากด้านหลัง เลื่อนชะงัก หันกลับมามองก้อน ด้วยแววตาเจ็บปวด แค้นใจ
“พี่...ก้อน…”
ก้อนยิ้มเหี้ยมขณะดึงมีดออก เลื่อนเจ็บแผลซวนเซไป ก้อนถีบซ้ำจนร่างของเลื่อนตกน้ำไป เลื่อนดิ้นอยู่ในน้ำสักพักร่างก็จมน้ำหายไปต่อหน้าต่อตาก้อน

รุ่งเช้าวันต่อมา แถนวิ่งหน้าตาตื่นมาหาไต้ก๋งชางที่เรือนใหญ่
“ไต้ก๋ง ไต้ก๋งอยู่ไหม”
ไต้ก๋งได้ยินเสียงรีบออกมาหา แถนหยุดยืนหอบหายใจ พูดจาแทบไม่เป็นคำ
“รีบร้อนมาแต่เช้ามีอะไรหรือแถน”
“ไอ้เลื่อน ไอ้เลื่อนขอรับ...”
“ไอ้เลื่อนทำไม มันหนีไปอย่างนั้นรึ”
“ไอ้เลื่อน มันตายแล้วขอรับ”
ชางตกใจ “มันตายเพราะถูกโบยน่ะรึ”
“ไม่ใช่ขอรับ เมื่อเช้าบ่าวมันมาแจ้งว่าศพไอ้เลื่อนมันลอยขึ้นมาที่ท่าน้ำ ซ้ำยังมีแผลถูกแทงก่อนตาย กระผมว่าไม่ใช่เรื่องปกติเสียแล้ว”
ไต้ก๋งชางหน้าเครียดขึ้นมา
“หรือว่ามันจะถูกฆ่าปิดปาก”
“ฆ่าปิดปาก”
แถนได้ฟังพลอยตกใจไปด้วย ไต้ก๋งชางไม่สบายใจกับเรื่องนี้
“แถน ช่วยข้าสักอย่างหนึ่งเถิด”
แถนมองสงสัยตั้งใจฟังว่าชางจะให้เรื่องอะไร

ไต้ก๋งชางให้แถนตามรำเพย นมขาม และบ่าวทุกคนมารวมที่ลานหน้าเรือนใหญ่ ระหว่างยืนรออยู่ตรงชานบันไดไต้ก๋งชางนิ่งคิดถึงสิ่งที่ขุนทนงค์เคยสั่งเสียตนเอาไว้
“ไต้ก๋ง ข้าอาจจะหมดบุญเพียงเท่านี้ แต่เอ็งยังต้องมีชีวิตยืนยาวต่อไป เมื่อได้รับโอกาสเริ่มชีวิตใหม่ จงทุ่มเททำงานตอบแทนแผ่นดินนี้อย่างดีที่สุดเถิด”
ไต้ก๋งชางออกมายืนต่อหน้าทุกคน
“มีอะไรหรือไต้ก๋ง ถึงเรียกพวกเรามาที่นี่”
“กระผมมีเรื่องต้องแจ้งให้ทุกคนทราบ”
รำเพยถามขึ้นอย่างแปลกใจ “เรื่องอะไรหรือ...”
“ไอ้เลื่อนที่กระผมสงสัยว่าวางเพลิงเผาตลาดมันตายเสียแล้วขอรับ”
มีเสียงฮือฮาขึ้นทันที เมื่อทุกคนรู้เรื่อง
“จริงหรือไต้ก๋ง เกิดเหตุเช่นนี้กับเรือนเราได้อย่างไร”
ไต้ก๋งชางหน้าเครียด ทั้งรู้สึกผิดและเสียใจกับเรื่องที่เกิด
“ทั้งๆ ที่ข้าสัญญากับท่านขุนแล้วว่าจะดูแลคนในบ้านนี้อย่างดี ทว่า...ตั้งแต่วันที่ท่านขุนจากไป กลับมีแต่เรื่องวุ่นวายมิได้ขาด”
ไต้ก๋งชางหันไปพูดกับทุกคนสีหน้ามุ่งมั่น
“ข้าไม่คิดโทษผู้ใด นอกจากตัวเองว่าเป็นสาเหตุของเรื่องทั้งหมด ทุกคนอาจยังไม่เชื่อใจข้า แต่ข้าขอให้ทุกคนตระหนักว่า บ้านของเราจะหาความสงบสุขไม่ได้ ถ้าเราไม่มีใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน...”
นมขาม รำเพยบ่าวทุกคนมองไปที่ไต้ก๋งชางอย่างตั้งใจฟัง
“นับตั้งแต่วันที่สำเภาล่ม ข้าไม่คิดเลยว่าจะมีทุกวันนี้ได้ แต่เพราะความเมตตาของท่านขุน ข้าจึงได้รับชีวิตใหม่ ท่านขุนเคยกล่าวกับข้าว่า หากมีโอกาสเริ่มชีวิตใหม่แล้วจงทุ่มเททำงานเพื่อตอบแทนแผ่นดินนี้อย่างดีที่สุด”
แถนเอามีดสั้นมายื่นให้ไต้ก๋งชาง
ชางถือมีดชูขึ้นมาพลางประกาศก้องต่อหน้ารำเพย นมขาม และบ่าวทุกคนในเรือน
“ข้าขอสาบาน ไม่ว่าข้าจะเกิดที่แผ่นดินใด ข้าถือว่าตนเองได้เกิดใหม่โดยสมบูรณ์ที่นี่ ข้าขอเป็นชาวสยามทั้งตัวทั้งใจ และจะขอทำงานเพื่อรับใช้แผ่นดินนี้จนกว่าชีวิตจะหาไม่”
สิ้นคำไต้ก๋งชางก็ใช้มีดตัดหางเปียของตัวเองออกด้วยแววตาอันแน่วแน่ เปียผมของเขาร่วงลงสู่พื้นแผ่นดินสยาม

ไต้ก๋งชางกลับขึ้นเรือนมา แถนตามมาเรียกไว้
“ไต้ก๋ง ไต้ก๋ง”
ไต้ก๋งชางหันมา แถนยกมือไหว้
“ขอบคุณไต้ก๋งมาก”
“ขอบคุณเรื่องอะไรรึแถน”
“ไต้ก๋งเคยบอกข้าว่าเปียเป็นสัญลักษณ์ของความภักดีต่อแผ่นดินเกิด แต่ไต้ก๋งกลับยอมตัดมันออกเพื่อพวกเรา”
“ข้าอยากให้พวกเอ็งไว้วางใจในตัวข้า เหมือนที่วางใจในตัวท่านขุน ข้าไม่เสียใจเลยที่ทำแบบนั้น”
แถนซึ้งใจในตัวไต้ก๋งชาง
“แล้วเรื่องไอ้ก้อน ไต้ก๋งจะทำอย่างไรต่อ จะปล่อยมันลอยนวลไปอย่างนั้นหรือ”
“ข้าไม่มีหลักฐานจึงไม่อยากปรักปรำใคร”
“แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่ามันทำผิด และไต้ก๋งก็มีอำนาจที่จะลงโทษมันได้”
“หากจำเป็นก็ต้องปล่อยไป” ไต้ก๋งว่าคล้ายปล่อยวาง
“โธ่ ไต้ก๋ง รู้หรือไม่ว่าใจดีเกินไปอาจถูกคนชั่วเอาเปรียบได้”
“ไม่หรอกแถน ข้าอยู่สุขสบายในแผ่นนี้ได้เพราะความใจดีมีเมตตา และข้าก็ไม่อยากได้ชื่อว่าใช้อำนาจรังแกคนในแผ่นดินที่ให้ชีวิตใหม่กับตนเอง”
“แต่คนบางคนยิ่งปล่อยไว้มันจะยิ่งได้ใจนะขอรับ”
“โลกใบนี้ไม่มีความลับหรอกแถน เชื่อข้าเถิดว่า สักวันความจริงก็จะถูกเปิดเผย”
ไต้ก๋งชางบอกอย่างปล่อยปลง แถนยังแอบกังวลอยู่ไม่คลาย

งามตากลับมาที่บ้าน หยิบถุงใส่ของรางวัลจากไต้ก๋งชาง เทออกมาเป็นสร้อยข้อมือเส้นหนึ่ง สีหน้างามตาเย้ยหยันไม่พอใจ
“ไอ้พวกเรือนลำพระพาย ช่างแล้งน้ำใจนัก กูทำคุณให้พวกมึงตั้งมากมาย แต่มึงกลับให้กูเพียงสร้อยเส้นๆ เล็กเท่านี้ คิดว่าคนอย่างกูจะพอใจง่ายๆ รึ”
งามตากำสร้อยทองขึ้นมาบอกกับตัวเอง
“คอยดูเถิด...วันหนึ่งกูจะไม่ได้มีแค่สร้อยเส้นเล็กๆ นี่ แต่กูจะต้องได้ทุกอย่างที่พวกมึงมีทั้งหมด”
งามตาปาสร้อยทองลงพื้น แล้วเอาเท้าเหยียบแววตาเต็มไปด้วยความริษยา

เรือนไทยหลังงามของท่านขุนทนงค์ หยัดยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางวันเวลาที่เคลื่อยคล้อยลอยผ่านไปอีก ๑ ปี แล้ว
วันนี้บนเรือนใหญ่ มีการนิมนต์พระมาทำบุญครบรอบ ๑ปีที่ขุนทนงค์เสียชีวิต
รำเพยกับนมขามช่วยกันยกอาหารมาถวายเพลพระสงฆ์
ไต้ก๋งชางคอยช่วยรำเพยอยู่ไม่ห่าง บ่าวในเรือนมาร่วมฟังสวด
หลังเสร็จพิธีทางสงฆ์ไต้ก๋งชางออกมายืนตรงชานบันไดหน้าเรือน เรียกบ่าวมารวมกัน
แถนกับกล่ำช่วยกันแจกถุงใส่เงินให้กับบ่าว ทุกคนแกะออกมาดู แล้วพากันดีใจ ส่งเสียงอื้ออึง
“เอ้า พวกเอ็ง ฟังไต้ก๋งก่อน” แถนร้องบอกขึ้น ทุกคนเงียบเสียงลง
ไต้ก๋งออกมายืนต่อหน้าทุกคน บอกให้ทุกคนทราบ
“พวกเอ็งอาจข้องใจว่าเหตุใดข้าจึงมอบอัฐให้”
บ่าวหยุดซุบซิบกัน หันมาตั้งใจฟังไต้ก๋งชาง
“วันนี้เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่ท่านขุนเสียชีวิต ข้าจึงขอมอบให้เป็นการตอบแทน ต่อความซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเรือนนี้และคุณรำเพยเสมอมา”
บ่าวทุกคนดีใจมาก พูดจากันว่าจะเอาเงินไปทำอะไรบ้าง
ระหว่างนี้รำเพยกับนมขามเดินออกมาที่ระเบียงเรือน มองดูไต้ก๋งชางเงียบๆ
“พวกเอ็งจงเอามันไปใช้ให้เกิดประโยชน์เถิด ข้าไม่หวังสิ่งตอบแทน นอกจากขอให้พวกเอ็งขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ แต่หากวันใดข้ารู้ว่าพวกเอ็งทรยศต่อบ้านลำพระพายของเรา ข้าก็จะไม่เอาชีวิตไว้เช่นกัน”
ไต้ก๋งชางพูดน้ำเสียงเด็ดขาด เหลือบมองไปทางก้อนที่อยู่ท้ายแถวของบ่าวชาย
ก้อนจ้องหน้าตอบอย่างไม่เกรงกลัว มันขบกรามจนนูนเป็นสันอย่างเจ็บใจ

วันหนึ่งรำเพยลงมาเดินในเล่นในสวนคนเดียว จนมาหยุดตรงจำปีต้นเดิมในสวนมองอย่างชื่นชม ไต้ก๋งชางเดินเข้ามาเห็นหยุดมองรำเพยยิ้มๆ อย่างสุขใจ รำเพยเอื้อมมือไปจับเหมือนจะเด็ดดอกจำปีนั้น
ไต้ก๋งชางเดินมาด้านหลังตั้งใจจะช่วยเด็ดดอกไม้ให้ มือทั้งสองคนสัมผัสกัน รำเพยหันมาเจอใบหน้าชางในระยะประชิด ไต้ก๋งชางรีบถดตัวถอยห่าง
“ขอโทษขอรับคุณรำเพย”
“ขอโทษเรื่องใดกัน ไต้ก๋งตั้งใจจะช่วยข้าเด็ดเจ้าจำปีนี่ไม่ใช่หรือ”
“ขอรับ”
“มีครั้งหนึ่งที่ท่านช่วยข้าเด็ดดอกจำปีจำได้หรือไม่”
“เรื่องของคุณรำเพย กระผมไม่เคยลืมขอรับ”
“แต่คราวนี้ไต้ก๋งไม่ต้องเด็ดดอกไม้ใดให้ข้าหรอก ดอกไม้งามควรจะอยู่บนต้นมากกว่า แค่ข้าได้ชื่นชมเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว”
รำเพยโน้มกิ่งจำปีดอกนั้นมาดอมดมอย่างชื่นใจ ชางมองจ้องรำเพยด้วยแววตามีความหมายลึกซึ้ง
“ช่างเหมือนดอกไม้ของเมืองจีนชนิดหนึ่ง ที่กระผมชื่นชอบ”
“ดอกไม้ใดหรือ”
“ดอกเหมยขอรับ มันเป็นดอกไม้ที่ทั้งงามทั้งหอมเหมือนเช่นจำปี แต่กระผมก็ได้เพียงชื่นชมเท่านั้น”
“เพราะเหตุใดเล่า” รำเพยมองฉงน
“เพราะมันจะบานเพียงปีละครั้ง เมื่อพ้นฤดูหนาวขอรับต้องอดทนรออยู่แรมปี จึงจะได้ชมความงามอีกครั้ง”
ไต้ก๋งชางมองรำเพย สื่อความหมายบางอย่างในใจออกมาอีก
“ดอกไม้งามย่อมต้องรอเวลาที่เหมาะสมจึงจะได้ชื่นชม” รำเพยว่า
“ขอรับ กระผมเองจึงได้แต่อดทนรอเพื่อที่ตัวเองจะได้มีค่าคู่ควร และวันนี้กระผมคิดว่าถึงเวลาแล้ว”
รำเพยหลบตาวูบ ใจเต้นโครมคราม ไต้ก๋งชางเดินเข้าใกล้จับมือรำเพยมากุมไว้เบาๆ
“หากกระผมขอเป็นผู้ดูแลดอกไม้งามนี้ไปชั่วชีวิต คุณรำเพยจะให้เกียรติกระผมได้หรือไม่ขอรับ”
รำเพยอึกอัก หน้าแดงด้วยความขวยเขิน อยากตอบตกลงแต่ไม่กล้าพูด
“ไต้ก๋งทวงถามเรื่องเมื่อหนึ่งปีก่อนหรือ”
“หากคุณรำเพยไม่ยินยอม กระผมจะไม่บังคับใจคุณรำเพย และจะไม่อยู่บ้านลำพระพายให้คุณรำเพยรำคาญใจอีกต่อไป”
“เหตุใดจึงพูดราวกับว่าจะไปจากที่นี่”
“กระผมตั้งใจจะเดินทางลงใต้ ไปทำมาหากินตั้งตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงขอรับ เพราะกระผมเคยตั้งใจจะเดินเรือไปทางนั้นอยู่แล้ว”
รำเพยนิ่งเงียบไป ไม่ยอมตอบไต้ก๋งชางสักที
“แต่กระผมเคยบอกว่าจะรอ แม้คุณรำเพยให้รอทั้งชีวิตกระผมก็จะรอขอรับ”
รำเพยได้แต่อึกอัก ครุ่นคิดด้วยความเหนียมอาย
ไต้ก๋งชางจึงปล่อยมือแล้วเดินออกไป รำเพยเรียกไว้
“เดี๋ยวก่อนไต้ก๋งชาง”

ฟากฝ่ายงามตาย้ายมาขายขนมที่หน้าโรงงิ้วในตลาด แต่ไม่มีลูกค้ามาซื้อเหมือนเคย จึงได้แต่นั่งปัดแมลงวันอย่างเบื่อหน่าย
“ขนมหวานจ้า ขนม ใหม่ๆ ร้อนๆเลยพี่จ๋า ขนมไหมจ๊ะ”
คนเดินผ่านไปมาไม่มีใครสนใจเลย งามตาทำหน้าเซ็ง แต่แล้วงามตาก็ชะงัก เมื่อมองออกไปเห็นอะไรบางอย่างตรงทางเดินเบื้องหน้า
เป็นชางที่เดินนำรำเพยกับนมขามตรงมาที่โรงงิ้ว
“ทางนี้ขอรับคุณรำเพย คุณนม”
“ไต้ก๋งพาข้ามาดูงิ้วเรื่องอะไรรึ” รำเพยถาม
“ลิขิตเลือดมังกรขอรับ งิ้วเรื่องนี้สนุกมาก น่าจะใกล้เวลาแล้วขอรับ รีบเข้าไปกันเถิด”
ชางซื้อตั๋วให้รำเพยกับนมขาม แล้วพากันเข้าไป พ่อค้าแม่ขายต่างมองจ้องแล้วซุบซิบกันอย่างแปลกใจ
แม่ค้า 1เปิดประเด็นขึ้นว่า “นั่นคุณรำเพยกับนมขามมาดูงิ้วกับไต้ก๋งชางเสียด้วย”
“เอ็งยังไม่รู้อีกรึนังเปลี่ยน” พ่อค้า1 อวดภูมิ
งามตาหูผึ่งขึ้นมาทันที คอยแอบฟังไปด้วย
“ข้าไม่รู้อะไรวะ” แม่ค้า1 งง
แม่ค้า2 บอกว่า “คุณรำเพยเธอจะออกเรือนแล้ว”
แม่ค้า1 อ้าปากหวอ “หา...จริงรึ”
“เออสิวะ เขาพูดกันไปทั้งบางแล้ว” พ่อค้า1 สำทับ
แม่ค้า3 ถามขึ้นอย่างแปลกใจ “คุณรำเพยเธอจะออกเรือนกับใคร ตอนท่านขุนยังอยู่ไม่เห็นท่านหมายตาใครไว้”
พ่อค้า1 ก้มลงมากระซิบกับแม่ค้า
“ก็คนมาดูงิ้วด้วยกันยังไงเล่า”
แม่ค้า1ตกใจกว่าใคร “ไต้ก๋งชาง”
งามตามฟังแล้วอึ้งไปเหมือนกัน
“เขาว่างานใหญ่แห่งปีเสียด้วย ทรัพย์สินที่ท่านขุนทิ้งไว้มีตั้งมาก จะออกเรือนกับลูกสาวท่านทั้งทีจะน้อยหน้าได้อย่างไร” พ่อค้าว่า
แม่ค้า1 พยักพเยิด “ไต้ก๋งชางนี่วาสนาดีจริง”
“แต่คงเพราะไต้ก๋งน่ะเป็นคนดี ขยันทำมาหากินด้วย ท่านขุนถึงไว้ใจยกทุกสิ่งทุกอย่างให้ แม้กระทั่งลูกสาวตัวเอง” แม่ค้า2 สรุป
พ่อค้าแม่ค้าฟังแล้วพยักหน้าเห็นด้วยตามกัน งามตาฟังแล้วยิ่งหมั่นไส้ ไม่พอใจทบทวี

ไต้ก๋งชางนั่งอยู่กับรำเพยและนมขามที่หน้าเวที รำเพยใช้พัดโบกให้ตัวเองไปด้วยช้าๆ
บนเวทีงิ้วเริ่มเล่นแล้ว เสียงเพลงงิ้วที่ไต้ก๋งชางชื่นชอบและจดจำจนขึ้นใจดังขึ้น โดยพระเอกงิ้วปนะจำคณะ
“ลิขิตแห่งมังกรหาญกล้า อดทนฝ่าชะตาหวังสุขสม ผ่านวสันต์เศร้าเหมันต์ระทม จากอารมณ์ล้วนก่อเกิดมา…”
ไต้ก๋งมองไปบนเวทีด้วยแววตาเป็นประกายเจิดจ้า คอยเหลียวมองมาที่รำเพยเป็นระยะ รำเพยดูงิ้วบนเวทีเหมือนไม่ได้สนใจไต้ก๋งชาง จนเผลอทำพัดหล่นจึงก้มลงเก็บ
ชางเห็นก้มไปเก็บให้พร้อมกัน ทำให้เผลอจับมือกัน ทั้งคู่ชะงัก ไต้ก๋งชางมองรำเพยสายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก แต่พอเห็นรำเพยนิ่งงันไป ไต้ก๋งชางคิดว่าสาวเจ้าคงไม่ชอบใจจะชักมือกลับ แต่แล้วรำเพยกลับเป็นฝ่ายจับมือไต้ก๋งตอบ ไต้ก๋งชางอึ้งนิดๆ ก่อนจะยิ้มออกมาอย่างมีความสุข
ทั้งสองคนนั่งดูงิ้วต่อโดยกุมมือกันไว้แบบนั้น นมขามเหลือบมองเห็น เบื้องแรกชะงักงันตกใจ แต่แล้วก็คลี่ยิ้มออกมา ทำเป็นมองไม่เห็นไป

ฝ่ายงามตาพกความหงุดหงิดกลับมาที่เรือนเช่นเคย แถมเตะข้าวของระบายอารมณ์อีก หมอผีอินที่กำลังเตรียมของทำพิธีถึงกับสะดุ้ง ลุกมาด่าลูกสาว
“กลับเรือนทีไรทำแต่เสียงดังโครมคราม ไม่เกรงใจผีบ้านผีเรือนมันมั่งรึไงวะ”
“ช่างผีบ้านผีเรือนมันสิ ตอนนี้อีงามตาอกจะแตกตายอยู่แล้ว”
งามตาทิ้งตัวนั่งบนพื้นเรือน ท่าทางฮึดฮัดหงุดหงิดมาก
“ไปฟังพวกแม่ค้ามันพูดเรื่องใดมาอีก ถึงได้หงุดหงิดเหมือนถูกผีเข้า”
“เรื่องพวกเรือนขุนทนงค์น่ะสิพ่อ”
“พวกบ้านลำพระพายอีกแล้วรึ ข้าบอกเอ็งกี่ครั้งแล้วว่าให้หัดเอาน้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก”
งามตาเพราะข้าต้องปั้นหน้าเป็นคนดีคอยชื่มชมพวกมันอยู่ทุกวัน ข้าถึงได้เป็นแบบนี้อย่างไรเล่า พ่อรู้ไหมว่าไอ้เจ๊กนั่นมันกำลังจะแต่งงานกับนังรำเพย
หมอผีอินฟังแล้วแปลกใจ
“ลูกสาวคุณทนงค์ยอมตกลงปลงใจกับไอ้เจ๊กนั่นแล้วงั้นรึ”
“ใช่ เขาพูดกันทั้งตลาด ไอ้เจ๊กนั่นมันทำบุญด้วยอะไรถึงดวงดีได้ทุกอย่างของขุนทนงค์ไป ข้าไม่เข้าใจเลย”
“ของแบบนี้มันอยู่ที่บุญวาสนาโว้ย”
“วาสนาแบบใดกันถึงได้เจ๊กไอ้ไต้ก๋งนั่นเป็นผัว หึ...นึกแล้วก็น่าสมเพชนังรำเพยมัน ทำหยิ่งยโสเป็นคุณหนู สุดท้ายก็ยอมเป็นของมันจนได้”
“เอ็งอย่าสมเพชเขาเลย ความเย่อหยิ่งน่ะไม่ทำให้เอ็งสุขสบายหรอก”
งามตางง “หมายความว่าอย่างไรกันพ่อ”
“ดูอย่างนังรำเพยสิวะ ยอมเป็นเมียไอ้เจ๊กนั่นเสียก็สบายไปทั้งชาติ มันทำมาหากินเก่ง ตอนนี้ตลาดมีแต่จะรุ่งเรือง สมบัติเก่ามีไม่รู้อีกเท่าไหร่ หัดเข้าหาไอ้เจ๊กนั่นไว้บ้างก็ไม่เสียหาย”
งามตาฟังหมอผีอิน ด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ในที่สุดก็ถึงวันงานแต่งงานของไต้ก๋งชางกับรำเพยก็มาถึง
มีพิธีรดน้ำสังข์จัดขึ้นบนเรือนใหญ่ รำเพยกับไต้ก๋งสวมชุดไทยนิยมสวยงามหล่อเหลาสมกัน
นมขามเป็นญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาว ส่วนฝั่งเจ้าบ่าวได้มั่น เขียว ด้วง และชาวบ้านลำพระพายที่เคยช่วยชีวิตไว้เป็นผู้ใหญ่ จัดการทำพิธีสู่ขอวางสินสอดทองหมั้นสีหน้าชื่นมื่น
หลวงพ่อดำพร้อมพระเณรจากวัดลำพระพาย รับนิมนต์มาช่วยทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์ให้ศีลให้พรบ่าวสาว รำเพยกับไต้ก๋งชางถวายภัตตาหารกับข้าวของจุตตุปัจจัยให้หลวงพ่อ
ถึงพิธีรดน้ำสังข์ นมขามเข้าไปรดน้ำสังข์อวยพรบ่าวสาวเป็นคนแรกๆ
“ขอให้ครองคู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง นมขอฝากคุณรำเพยให้ไต้ก๋งชางดูแลต่อไปด้วยนะเจ้าคะ”
รำเพยน้ำตาซึม ไต้ก๋งชางให้คำมั่นกับนมขามว่า
“กระผมจะดูแลคุณรำเพยให้ดีที่สุด ยิ่งกว่าชีวิตของกระผมขอรับ”
นมขามพยักหน้ารับเอาคำอย่างซาบซึ้งใจ ทุกคนยิ้มมองอย่างมีความสุข มีเพียงก้อนที่นั่งคุมแค้นมองเงียบๆ อยู่มุมหนึ่ง ด้วยความริษยาล้นใจ แต่ทำอะไรไม่ได้
หลังเสร็จพิธีรดน้ำสังข์ ไต้ก๋งชางกับคุณรำเพยเดินออกลงที่ชานพักบันไดหน้าเรือน มีชาวบ้านมายืนออกันเต็มหน้าลาน ไต้ก๋งชางกับรำเพยช่วยกันโปรยทานอย่างหวานชื่น
งามตาฝ่าฝูงชาวบ้านเข้ามา ทั้งผลักทั้งเตะคนอื่นออกไปให้พ้นเพื่อแย่งของ
“ถอยไป”
งามตาหยุดชะงัก เมื่อมองไปเห็นไต้ก๋งชางกับรำเพยโปรยทานไปยิ้มให้กันอย่างมีความสุข งามตายืนนิ่งปล่อยให้เงินทองโปรยผ่านหน้าไป บอกตัวเองในใจ
“คอยดูเถอะ…สักวันกูจะต้องได้ขึ้นไปอยู่บนนั้น”
งามตามองสองคน ด้วยแววตาอัดแน่นไปด้วยแรงริษยา

งามตาเดินหงุดหงิดออกมา จนชนเข้ากับจำเรียง ข้าวของเงินทองหล่นพื้นกระจัดกระจาย เจ้าตัวรีบเอามือกวาดๆ คืน กลัวคนจะมาแย่ง
“ตายแล้ว ของๆ กู”
งามตาหันกลับไปมองจำเรียงร้องโวยวายใส่
“อีนี่ ตาบอดหรือถึงไม่เห็นว่าข้าเดินมาน่ะ”
จำเรียงเห็นเป็นงามตา ก็ลุกขึ้นเดินมาเอาเรื่องอย่างไม่ยอม
“หน็อย...เอ็งต่างหากที่เดินไม่ดูตาม้าตาเรือ”
“อย่าพูดมั่วๆ ข้าเดินของข้ามาดีๆ เอ็งต่างหากทีมัวแต่โลภมากเลยไม่มองทาง”
“นี่เอ็ง อีลูกหมอผีท้ายตลาดไม่ใช่รึ แหม ทำมาว่าข้าโลภมากแล้วเอ็งมางานนี้ทำไมเล่า”
“ข้าจะมาเพราะอะไรก็เรื่องของข้า หลีกทางไปเสีย”
“กูไม่หลีก”
“มึงจะไม่หลีกใช่หรือไม่”
“เออ กูไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่ามึงจะเก็บของพวกนี้ให้กู”
งามตามองของของจำเรียงที่ตกอยู่ที่พื้น
“อ๋อ...อยากให้กูเก็บงั้นรึ”
จำเรียงพยักหน้าให้แถมยังทำเชิดใส่ งามตายิ้มเยาะ
“อยากเก็บมึงก็เก็บเองสิ”
ขาดคำงามตาก็ถีบจำเรียงเต็มตีนจนหน้าคะมำล้มลงกับพื้น ไม่เท่านั้นงามตายังตามไปจิกหัวจำเรียงแล้วตบไม่เลี้ยง จำเรียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด แม้จะพยายามสู้แต่งามตาแรงเยอะกว่า กดจำเรียงลงไปนอนกับพื้นได้ แล้วกระทืบซ้ำอีก จำเรียงร้องให้คนช่วยสุดเสียง
“โอ๊ย...ช่วยด้วย...ช่วยฉันด้วย”
ชาวบ้านเลิกสนใจโปรยทาน กรูกันมาดูทั้งสองสาวตบกันแทน แถนกับก้อนวิ่งมาตามเสียง แหวกชาวบ้านเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น ถอยไป”
แถนพุ่งเข้าไปจับตัวจำเรียง ก้อนช่วยดึงตัวงามตาไว้ จำเรียงร้องไห้ หน้าตายับเยินเพราะโดนตบ
“ฮือ...อีหมาบ้า”
“มึงว่ากูรึ”
งามตาดิ้นหนีจะเข้าไปตบจำเรียงอีก ก้อนห้ามไว้
“พอได้แล้ว ไม่เห็นรึว่าคนมองกันหมดแล้ว”
“ปล่อยกู มันว่ากูหมา กูจะตบมัน”
“ฮือ...พี่จ๋า ช่วยฉันด้วย”
แถนพาจำเรียงที่บาดเจ็บออกไป งามตายังส่งเสียงโวยวายไม่เลิก

ก้อนดึงงามตาออกมาอีกทาง พร้อมกับของโปรยทานที่เก็บขึ้นมาให้ งามตาผลักก้อนออก ขึงตามองอย่างไม่พอใจ
“ปล่อยฉันได้แล้ว”
ก้อนมองงามตาด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“เอ็งมาที่นี่อีกทำไม คิดถึงข้างั้นรึ”
งามตามองก้อนอย่างรังเกียจ
“ฉันมางานโปรยทาน ไม่ได้คิดถึงใคร”
ก้อนถือวิสาสะยื่นมือไปจับหน้างามตา
“แต่ข้าคิดถึงเอ็งแทบจะขาดใจ ข้าไม่เคยลืมวันนั้นที่เราได้...”
งามตาสะบัดหน้าออก “หยุดเดี๋ยวนี้นะ เรื่องของฉันกับพี่มันจบสิ้นไปนานแล้ว อย่าได้คิดจะรื้อฟื้นอีก ฉันเก็บความลับให้พี่ พี่เก็บความลับให้ฉัน แค่นั้นก็พอแล้ว”
“หากไม่มีประโยชน์ก็ถีบหัวส่งเช่นนี้รึ ไม่เอาน่า ข้ากับเอ็งก็คนคุ้นเคยกัน ไปคุยกันที่กระท่อมสักประเดี๋ยวจะเป็นไรไป”
ก้อนจะรวบเอวพาไป แต่งามตาเบี่ยงตัวออก
“วันนี้ฉันอยู่คุยกับพี่ไม่ได้”
“ทำไมเล่า”
“ฉันต้องไปขายของ แล้วฉันก็มีเลือดด้วย หากพี่อยากเจอฉันค่อยนัดวันหลังเถิด”
ก้อนยิ้มพอใจ จับมืองามตามาลูบไล้อย่างหลงใหล
“ข้าเข้าใจละ เอาอย่างนั้นก็ได้แล้วข้าจะไปหาเอ็งที่หลังตลาด”
ก้อนจูบมืองามตาก่อนจะยอมปล่อย โดยไม่ทันเห็นว่างามตาแอบเบะปากอย่างสะอิดสะเอียน

ชางกับรำเพยถูกส่งตัวเข้าหอ เมื่ออยู่กันสองต่อสอง ไต้ก๋งชางก็จับมือรำเพยมากุมไว้มองด้วยแววตาลึกซึ้ง
“คุณรำเพยขอรับ กระผมไม่นึกฝันเลยว่าจะมีวันนี้ได้”
ชางถอดหยกที่ห้อยคอไว้ แล้วสวมให้รำเพย
“หยกชิ้นนี้พ่อให้กระผมติดตัวไว้ตั้งแต่เกิด กระผมขอมอบให้คุณรำเพย เป็นเครื่องหมายแทนคำสัญญา ว่านับแต่นี้กระผมจะดูแลคุณรำเพยให้ดีที่สุด จนชั่วชีวิตของกระผม”
รำเพยหยิบหยกขึ้นมาดู สบตากับไต้ก๋งชาง ยิ้มชื่น
“ข้าฟังคำสัญญาจากไต้ก๋งมาหลายครั้ง แต่สิ่งที่ข้าต้องการให้ไต้ก๋งสัญญามีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น”
“อะไรหรือขอรับ”
“การครองคู่กันไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความซื่อสัตย์ ไต้ก๋งสัญญากับข้าได้ไหมว่า จะมีข้าแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีเมียเล็กเมียบ่าวเหมือนชายอื่น”
“ขอรับ กระผมขอสาบานกับดวงวิญญาณท่านขุนทนงค์ ว่ากระผมจะซื่อสัตย์ต่อคุณรำเพย และหากวันใดกระผมผิดคำสาบานก็ขอให้มีอันเป็นไป”
รำเพยรีบเอามือปิดปากไต้ก๋งชาง
“อย่าพูดถึงสิ่งไม่เป็นมงคลเช่นนั้นสิ วันนี้วันมงคลของเรานะ”
ไต้ก๋งชางจับมือรำเพยมากุมไว้ พูดอย่างหนักแน่นมั่นคง
“กระผมเคยพูดไว้ว่าจะดูแลคุณรำเพย กระผมก็จะรักษาคำพูด เพราะแม้กระทั่งชีวิต กระผมก็ให้คุณรำเพยได้”
รำเพยน้ำตาคลอ ไต้ก๋งชางลูบเรือนผมอย่างแสนรัก
“กระผมสัญญาว่าจะรักคุณรำเพย จนกว่าความตายจะพรากเราจากกัน”
รำเพยน้ำตาไหลรินออกมา ไต้ก๋งชางกอดร่างแบบบางไว้เต็มรัก

วันใหม่ตลาดเช้า ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยกันคึกคัก ไต้ก๋งชางเดินเข้าตลาดมากับรำเพย ชาวบ้านเห็นก็ส่งเสียงฮือฮา พากันมาต้อนรับ ไต้ก๋งชางพารำเพยเดินชมตลาด มีความสุข ชาวบ้านแห่กันเข้ามาอวยพร
“ขอให้ครองคู่กันไปนานๆ ถือไม่เท้ายอดทองกระบองยอดเพชรนะจ๊ะ”
“ทั้งสองคนช่างเหมาะสมกันเหลือเกินจ้ะ ฉันเห็นก็พลอยมีความสุขไปด้วย”
“ช่วยกันดูแลตลาดของเราตลอดไปนะจ๊ะ”
รำเพยยิ้มเขินรับคำอวยพรของชาวบ้านไปตลอดทาง
ไต้ก๋งชางยิ้มปลื้ม พารำเพยชมตลาดต่อ แต่ฉับพลันสายตาไต้กงก็มองเห็นอะไรบางอย่าง รำเพยฉงน
“มีอะไรหรือคะคุณพี่”
ไต้ก๋งชางหยุดมองไปที่มุมหนึ่งของตลาด ชะงักงัน มองเข้าไปในซอยนั้นอย่างสนใจ

ไต้ก๋งชางเดินเข้ามาในซอยอับๆ แห่งหนึ่งของตลาด รายรอบดูเป็นแหล่งเสื่อมโทรมไม่มีใครสนใจจะเข้ามา รำเพยตามไต้ก๋งชางเข้ามาในนั้น และได้ยินเสียงร้องโอดโอยมาจากมุมหนึ่ง
ไต้ก๋งเดินเข้าไป จนเจออบเชยแต่งตัวมอซอนั่งขอทานอยู่ ข้างๆ มีแม่นอนทุรายอยู่บนเสื่อขาดๆ รำเพยเห็นสภาพแล้วต้องเอามือปิดปาก มองสงสาร ชางเข้าไปถามอบเชย
“นี่แม่ของเอ็งงั้นรึ”
อบเชยมองไต้ก๋งอย่างหวาดระแวง
“บอกข้ามาเถิด ข้าดูแลตลาดแห่งนี้ ข้าอยากจะช่วยเอ็ง”
“ใช่จ้ะ...นี่แม่ของฉัน”
“แม่เอ็งเป็นอะไร”
“แม่ฉันเป็นไข้ทรพิษ ไม่มีเงินรักษาเจ้าค่ะ”
“บ้านเอ็งอยู่ที่ไหน” รำเพยซัก
“ฉันไม่มีบ้านแล้วจ้ะ มาอาศัยนอนในตลาดขอข้าวกินบ้าง คนที่เคยให้เช่าบ้านเช่าเขารังเกียจจึงไล่พวกเราออกมา ฉันไปของานใครทำก็ไม่ได้ เพราะเขากลัวติดโรคส่วนแม่...ถ้าไม่รักษา แม่ก็คง...”
อบเชยน้ำตาร่วง รำเพยมองสงสาร
“คุณพี่คะ เราให้อัฐเขาไปสักก้อนไว้รักษาแม่ดีไหมคะ”
ไต้ก๋งชางพยักหน้าเห็นด้วย หยิบเงินออกมาถุงหนึ่งยื่นให้อบเชย
“ข้าให้เอาไปรักษาแม่ของเอ็งรับไว้เถิด” ชางบอก
อบเชยรับเงินมา น้ำตาไหลพราก ดีใจเหลือแสน ก้มลงไปกราบเท้าทั้งสอง
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ช่างน้ำใจประเสริฐเหลือเกิน”
“ไม่เป็นไร ลุกขึ้นเถอะ เอ็งอยู่ตลาดนี้ก็ถือว่าเป็นคนของข้า หากเดือดร้อนข้าก็ยินดีช่วย”
“ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ อิฉันจะไม่มีวันลืมบุญคุณของท่านถ้าอิฉันรักษาแม่หายแล้ว ได้โปรดรับอิฉันได้เป็นบ่าวทำงานรับใช้พวกคุณเถอะนะเจ้าคะ”
“อย่าเป็นบ่าวรับใช้ใครเลย รักษาแม่แล้วเอาเงินนี้ไปตั้งตัวเถิด” รำเพยว่า
“ไม่เจ้าค่ะ อิฉันต้องตอบแทนผู้มีพระคุณ รับอิฉันไว้เถอะนะเจ้าคะ อิฉันสาบานว่าจะซื่อสัตย์ จะรับใช้พวกคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ”
รำเพยกราบทั้งคู่อีกครั้ง ร้องไห้อย่างน่าเวทนา รำเพยมองหน้าไต้ก๋งชางเชิงหารือ

อบเชยตามรำเพยมาทบนเรือนใหญ่ ขอบคุณรำเพยด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ ที่รับอิฉันไว้ทำงาน”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ต่อไปนี้เธอมาคอยช่วยงานฉันนะ ฉันจะสอนทำขนมให้ ว่างก็เอาไปขายที่ตลาด จะได้ส่งอัฐไปเลี้ยงแม่ได้”
“เป็นบุญของอิฉันจริงๆเจ้าค่ะที่คุณเมตตา”
อบเชยไหว้ขอบคุณ สักพักก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นหน้าเรือน
รำเพยมองลงไปก็เห็นผ่องกับเปี่ยมหญิงชายวัยกลางคน ลากพาลูกสาวเข้ามา
“กูบอกให้เข้ามาไง นังพิมพ์” ชายชื่อเปี่ยมผู้เป็นพ่อเอ็ดเสียงดัง
“ไม่ ข้าไม่ไป ข้าไม่อยากอยู่ที่นี่”
พิมพ์ถูกพ่อแม่ลากขึ้นเรือนมาเหมือนคนไม่เต็มใจ ร้องไห้น้ำตานองหน้า รำเพยเดินลงมาดูถามขึ้น
“เดี๋ยวก่อน พ่อเปี่ยมกับแม่ผ่องนี่เอง เหตุใดมาเอะอะโวยวายที่นี่”
เปี่ยมกะผ่องเห็นรำเพยก็รีบนั่งลงไหว้
“ขอโทษที่พวกฉันทำวุ่นวายจ้ะ แต่ฉันมีเรื่องอยากขอพบได้ก๋ง”
“ขอพบคุณพี่เรื่องใดกัน”
“พวกฉันอยากจะมาขอยืมเงินไต้ก๋งนะจ้ะ” เปี่ยมว่า
“แต่ฉันจำได้ว่า พ่อเปี่ยมกับแม่ผ่องยังไม่ได้ใช้เงิน ที่เคยยืมไปคราวก่อนเลยใช่หรือไม่”
เปี่ยมกับผ่องต่างมองหน้ากัน อึกอักทั้งคู่ เปี่ยมสะกิดให้ผ่องช่วยพูด
“ใช่จ้ะ พวกฉันยืมเงินได้ก๋งไปทำสวน แต่ตอนนี้สวนที่บ้านฉันถูกน้ำท่วมหมด พวกเราเดือดร้อนมาก จึงยังไม่มีเงินมาใช้ไต้ก๋ง”
“ตอนนี้ใกล้กำหนดคืนไปทุกที พวกฉันไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลย…จะยกลูกสาวให้ไต้ก๋งเป็นการขัดดอกไปก่อนจ้ะ”
“แต่ท่าทางลูกสาวจะไม่เต็มใจไม่ใช่หรือ”
รำเพยเหลือบมองไปทางพิมพ์ เห็นฝ่ายนั้นเอาแต่นั่งหน้าบูดบึ้งก้มหน้าก้มตาไม่ยอมพูดจา ก็หนักใจไม่รู้จะทำอย่างไร
จนกระทั่งเสียงชางดังเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น”

ทุกคนมองไปเห็นไต้ก๋งชาเดินมายืนข้างๆ ภรรยา รำเพยบอกไต้ก๋งว่า
“เขามาขอพบคุณพี่เรื่องอัฐที่ยืมไปเจ้าค่ะ เขาบอกว่านำลูกสาวมาขัดดอก”
เห็นรำเพยมีท่าทีลำบากใจไม่น้อย ไต้ก๋งชางหน้าเครียด หันไปถามพิมพ์
“เอ็งชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร”
พิมพ์เหลือบมองไต้ก๋ง เห็นเป็นคนหน้าตาดีมาดดูดีไม่แก่หง่อมก็ตาลุกวาว เปลี่ยนท่าทีทันที
“อิฉันชื่อ…พิมพ์เจ้าค่ะ”
“พิมพ์จงตอบคำถามข้ามาสักข้อหนึ่ง”
พิมพ์รับคำ ท่าทีกล้าๆ กลัวๆ “เจ้าค่ะ”
“เอ็งเต็มใจให้พ่อแม่พาเอ็งมาที่นี่หรือไม่”
พิมพ์อึกอักไม่กล้าตอบ พ่อกับแม่พูดแทน
ตาพ่อบอกว่า “นังพิมพ์มันเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ พวกข้าสั่งให้ทำสิ่งใดมันก็ยินดีทำ”
นางแม่เสริมว่า “ไต้ก๋งรับมันไว้เถอะนะจ๊ะ ถือเสียว่าเมตตาลูกนกลูกกา ใครได้ยินก็จะพากันชื่นชม ในความเมตตาของไต้ก๋ง”
“แต่จะให้ข้ารับใครมาอยู่เรือนโดยที่เขาไม่เต็มใจ ข้าทำไม่ได้”
ไต้ก๋งชางพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด จนเป็นพ่อแม่เริ่มกลัว ไต้ก๋งชางถามพิมพ์อีกว่า
“ว่าอย่างไร เอ็งอยากจะอยู่ที่นี่หรือไม่”
พิมพ์ทำเป็นนอบน้อม “หากมีสิ่งใดที่ช่วยทดแทนบุญคุณพ่อกับแม่ได้ อิฉันก็จะยินดีเจ้าค่ะ”
ไต้ก๋งชางถอนหายใจ สงสารพิมพ์ แต่ก็ลำบากใจว่าควรทำอย่างไรดี

ขณะที่นมขามกำลังเตรียมทำขนมทองหยอดอยู่บนครัวเรือนใหญ่ กล่ำพาพิมพ์กับอบเชยมาหา คุณนมหันมาเห็น
“มาแล้วหรือนังกล่ำ ข้ากำลังมองหาอยู่เชียว แล้วนั่นเอ็งพาใครมาด้วยเล่า”
กล่ำแนะนำอบเชยกับพิมพ์ให้นมขามรู้จัก
“นี่แม่อบเชยกับแม่พิมพ์เจ้าค่ะ ไต้ก๋งกับคุณรำเพยช่วยเหลือไว้ให้ทำงานในเรือน เลยจะพามาฝากตัวกับคุณนม”
อบเชยกับพิมพ์ไหว้นอบน้อม นมขามรับไหว้
“งั้นหรือ ทำอะไรเป็นบ้าง”
พิมพ์บอกว่า “อิฉันพอเย็บปักได้บ้างเจ้าค่ะ แต่ยังฝีมือไม่ดีนัก”
“อิฉัน เมื่อก่อนช่วยแม่ขายของในตลาดเจ้าค่ะ” อบเชยบอก
“พวกขนมไทยพอได้ไหม” คุณนมถาม
ทั้งสองคนส่ายหัว
“ไม่เป็นไร ไว้ค่อยสอนกันไป อย่างน้อยก็มีแม่ดวงแขคอยช่วยอยู่บ้างแล้ว”
“แม่ดวงแข ผู้ใดหรือเจ้าคะ” พิมพ์สงสัย
นมขามมองไป “นั่นไงล่ะ มาพอดี”
สองสาวมองตามไป เห็นดวงแขถือถาดขนมที่นึ่งเสร็จแล้วออกมา
“ขนมตาลที่นึ่งไว้ได้แล้วเจ้าค่ะคุณนม”
กล่ำรีบแนะนำ
“นี่ล่ะแม่ดวงแข ญาติข้าเอง เพิ่งเข้ามาอยู่ได้สองเดือนแม่ดวงแขทำขนมเป็นคงพอช่วยพวกเอ็งได้”
นมขามแนะนำกับดวงแขว่า “แม่ดวงแข นี่แม่อบเชย กับแม่พิมพ์เขาจะเข้ามาช่วยงานที่นี่”
ดวงแขยิ้มให้อบเชยกับพิมพ์อย่างเป็นมิตร
“ถ้ามีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกได้นะจ๊ะ”
“ดี รู้จักกันไว้ มีสิ่งใดจะได้ช่วยเหลือกันไหนๆก็มาแล้ว มาช่วยข้าทำขนมพวกนี้กันก่อน”
อบเชยตกใจ “เริ่มวันนี้เลยหรือเจ้าคะ”
“วันนี้สิดี จะได้เป็นไว หากมางอมืองอเท้าอยู่เรือนนี้นั้นไม่ได้หรอกนะตามข้ามา”
นมขามเดินไปเตรียมของทำขนม อบเชยกับพิมพ์มองหน้ากัน แล้วลุกตามคุณนมไป

รำเพยจัดวางขนมไทยชาววังลงในถาดสวยงาม นำมาให้สามีตรงชานพักผ่อนบนเรือนใหญ่ ไต้ก๋งชางยิ้มชื่น สัพยอกผู้เป็นภรรยาว่า
“จะให้พี่ชิมหมดเลยหรือน้องรำเพย”
“ค่ะคุณพี่นี่เป็นขนมไทยสูตรชาววังแท้ๆ ที่น้องได้สูตรมาจากคุณแม่ น้องสอนให้แม่สามสาวที่เข้ามาอยู่ใหม่ช่วยทำ เลยว่าจะให้คุณพี่ชิม”
“หากน้องรำเพยเป็นคนสอน พี่มั่นใจว่าต้องรสชาติดีแน่”
“คุณพี่ยังไม่ได้ชิมอย่ายอน้องเกินไปเลยค่ะ”
ชางหัวเราะ หยิบขนมขึ้นมาชิมเคี้ยวช้าๆ รำเพยมองลุ้น
“เห็นไหม อร่อยดังที่พี่คิดไว้จริงๆ”
รำเพยยิ้มกว้าง ดีใจที่ไต้ก๋งชางชื่นชมรสมือ ลองหยิบอย่างอื่นให้ชิมอีก
“คุณพี่ลองชิมขนมทองเอกหรือยังคะ…”
ขณะนั้นเองก็มีเสียงร้องเรียกของแถนดังขึ้น
“ไต้ก๋ง...ไต้ก๋ง”
แถนวิ่งกระหืดกระหอบมานั่งตรงหน้า ไต้ก๋งชางกะคุณรำเพยมองฉงน
“มีอะไรหรือแถน”
แถนหอบหายใจ บอกเสียงตะกุกตะกัก “ไต้ก๋ง…ที่…เรือนร้างด้านหลัง…ไอ้สุ่นมันบอกว่าเจองูขอรับ”
ชางตกใจ “งูอย่างนั้นรึ”
“ขอรับ ตอนนี้กระผมให้พวกบ่าวมันช่วยกันจับอยู่ จะได้ไม่ไปกัดคนในเรือน”
“เรือนร้างด้านหลังงั้นหรือ” ชางประหลาดใจ
รำเพยคิดตาม “หรือว่าจะเป็นเรือนเก่าของเมียบ่าวเจ้าคุณปู่”
“ใช่ขอรับ” แถนบอก
รำเพยบอกกับชางว่า “เรือนนั้นมันปิดร้างมานานแล้วนะคะคุณพี่”
ไต้ก๋งชางครุ่นคิด ก่อนจะบอกกับแถนว่า
“งั้นข้าจะเข้าไปดู”

แถนนำไต้ก๋งชางกับรำเพยมาที่เรือนร้างหลังหนึ่ง อยู่ห่างจากเรือนใหญ่พอประมาณ สภาพเก่าทรุดโทรมมีฝุ่นหยากไย่เกาะเต็มไปหมด ข้าวของเครื่องใช้บนเรือนซอมซ่อ วางทิ้งระเกะระกะ
“เรือนนี้เองหรอกหรือ”
“ไม่ได้มาดูเสียนาน ทรุดโทรมลงไปมากเลยทีเดียว” รำเพยว่า
“ตั้งแต่คุณนายที่อยู่เรือนนี้เสียไป ก็ไม่มีคนมาอยู่อีกเลยขอรับ ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว สภาพย่อมทรุดโทรมเป็นธรรมดา” แถนบอก
ไต้ก๋งชางมองดูเรือนหลังนั้นอย่างพิจารณา สักพักสุ่นกับเชี่ยวก็เดินมาหาแถนพร้อมกระสอบที่ใส่งูไว้
“ข้าจับงูได้แล้วพี่แถน จะให้ทำอย่างไรกับมันดี” สุ่นถามขึ้น
“จับได้ก็ตีให้ตายสิวะ จะปล่อยให้มันหลุดไปฉกคนในเรือนรึ”
สุ่นพยักหน้า มองหาจอบเสียมจะเอามาตีงู ไต้ก๋งชางพูดขัดขึ้น
“ประเดี๋ยวก่อนนายสุ่น”
“ขอรับไต้ก๋ง”
“ปล่อยเจ้างูนี่ไปเถิด”
แถนแปลกใจ “ปล่อยไปหรือขอรับ”
“งูมันก็รักชีวิต หากเราตีมันตายจะเป็นการสร้างบาปกรรมเปล่าๆ”
“แล้วจะให้ทำเช่นไรล่ะขอรับ เรือนนี้มันรก ขืนปล่อยไว้ประเดี๋ยวพวกงูเงี้ยวเขี้ยวขอมันก็เข้ามาอยู่อีก”
ไต้ก๋งชางเดินดูรอบๆ เรือน คิดอะไรได้บางอย่าง
“จริงอย่างที่แถนว่า เรือนนี้ถูกทิ้งร้างไว้นานแล้ว หากปล่อยไว้คงมีพวกงูหรือสัตว์อันตรายเข้ามาอยู่ แต่หากตีงูก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น”
“คุณพี่จะทำสิ่งใดหรือคะ”
“พี่อยากปรับปรุงเรือนนี้เสียใหม่ หากเรือนนี้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ย่อมจะดีกว่าสร้างบาปกรรมมิใช่หรือ”
รำเพยคิดตาม และเห็นดีด้วย “จริงของคุณพี่ค่ะ”
“ถ้าพี่จะปรับปรุงเรือนนี้ขึ้นใหม่อีกครั้ง จะดีหรือไม่”

ไต้ก๋งมองที่เรือนเก่าหลังนั้นด้วยแววตามุ่งมั่นมาดหมาย

อ่านต่อ ตอนที่ 5

#เสน่ห์นางครวญ #ช่อง8 #thaich8


กำลังโหลดความคิดเห็น