xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 21 : รักสามเส้า เรา 3 คน !?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 21

บทประพันธ์ : วรรณวรรธน์
บทโทรทัศน์ : เอกลิขิต

แมงเม่านั่งมองดอกจำปีในมือ แล้วก็ยิ้มเคลิ้ม เมื่อนึกถึงที่มาของจำปีดอกนี้ ภาพเหตุการณ์ในครานั้นผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง

ขันทองค่อยๆ เขยิบตัวเข้าใกล้ พลางน้อมตัวลงเอาดอกจำปีม้วนกับผมให้อย่างทะนุถนอม ใบหน้าของทั้งคู่
ห่างกันเพียงแค่ฝ่ามือกั้น จนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย
แมงเม่าจำได้ว่า ครานั้นหัวใจเต้นระทึก จนต้องกำมือแน่นเข้าหากัน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเขินอาย จนต้องพยายามห้ามความคิดของตัวเอง
“หยุดคิดประเดี๋ยวนี้ ออกพระไม่ใช่ชายแท้ อย่างไรก็เป็นไปไม่ได้ อยากเป็นพวกเล่นเพื่อนหรืออย่างไร”
ทันใดนั้น เสียงเป้าก็ดังซ้อนขึ้นมา
“ผู้ใดเล่นเพื่อนกันรึ”
แมงเม่าสะดุ้งสุดตัว พอหันไป ก็เห็นเป้ามองตนด้วยท่าทางงงๆ
“ เอ่อ แม่เป้า มาตั้งแต่เมื่อใดกัน”
เป้ามองอย่างงงๆ “ก็ตั้งแต่แม่แมงเม่านั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วจู่ๆ ก็พูดคนเดียวนี่ล่ะจ้ะ แม่แมงเม่าเป็นกระไร หรือว่าผีเข้าอีก กินน้ำมนต์อีกดีหรือไม่”
แมงเม่านึกถึงน้ำมนต์ขันใหญ่มากคราวก่อนแล้วยังเข็ดไม่หาย “ไม่จ้ะ ไม่มีผีสางใดเข้าฉันทั้งนั้นแหละ”“ ถ้าอย่างนั้น เหตุใดถึงพูดคนเดียวเล่าจ๊ะ” ถามพลางมองไปที่ดอกจำปี “แล้วดอกจำปีนั่น ไปเอาจากที่ใดมารึ”
แมงเม่าอึกๆอักๆ เพราะคิดข้อแก้ตัวไม่ทัน
ทว่าก่อนที่เป้าจะซักไซ้ให้ได้ความ พลันยินเสียงปืนใหญ่ดังลั่นขึ้นอีก ก่อนจะดังรัวขึ้นเรื่อยๆ พร้อมเสียง
โกลาหลวุ่นวายของผู้คนดังแว่วมา
เป้าหน้าเสีย ด้วยความหวาดกลัว “พวกอังวะบุกมาอีกแล้ว ใจคอ จะไม่เว้นสักวันเลยหรืออย่างไร”
แมงเม่าเอง พอนึกสถานการณ์สงครามตอนนี้ ก็ยิ่งกังวลหนักขึ้นเช่นเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน ทัพของอังวะ ที่ล้อมกรุงศรีอยุธยาอยู่ ก็ค่อยๆบีบล้อมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
บรรยากาศในตลาดที่เคยคึกคัก พลันเปลี่ยนเป็นเงียบเหงา ชาวบ้านบางคนก็นั่งหมดอาลัยตายอยาก เนื้อตัว
สกปรกมอมแมม บ้างก็ชกต่อยแย่งอาหารกัน บ้างก็เป็นศพนอนตายอยู่ข้างทาง โดยไม่มีใครสนใจแม้แต่น้อย ฯลฯ
“เป็นผลให้เสบียงอาหารในกรุงศรีอยุธยาเริ่มขาดแคลน แม้ชาวบ้านทั่วไปจะยังไม่มีผลกระทบมากนัก แต่กับ
คนยากจน หรือคนที่อพยพมาจากถิ่นอื่น นับเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวัน”

ระหว่างนั้น คุณท้าวโสภากำลังควบคุมพวกข้าหลวงซ้อมรำอยู่หน้าตำหนักของกรมขุนวิมลภักดี ดูไปก็บ่น
งึมงำๆ ไป
“ให้มันพร้อมๆ กันหน่อย แม่พวกนี้ วันพรุ่ง อย่าให้เสียชื่อตำหนักนี้เชียวนะ”
พวกข้าหลวงตั้งใจรำกันอย่างสวยงาม คุณท้าวโสภาดูด้วยความพอใจ ตรงข้ามกับแมงเม่าที่ยืนมองด้วย
สีหน้าบึ้งตึง
ขณะนั้นเอง เป้าก็ถือถาดใส่ขนมมาให้พวกข้าหลวงที่ซ้อมรำกินเป็นอาหารว่าง พอเห็นแมงเม่าเข้า ก็ยิ้ม
ทักทาย
“แม่แมงเม่า มายืนทำกระไรตรงนี้จ๊ะ”
แมงเม่าหน้าเครียด “ฉันไม่เข้าใจ ข้าศึกล้อมเมืองมานานเดือน สู้รบ บาดเจ็บล้มตายกันทุกวัน ยังมีแก่ใจดูรำดูละครกันอีกรึ”
เป้ารีบพูดแย้ง “แต่วันพรุ่ง เป็นวันมหาสงกรานต์ ถือเป็นวันปีใหม่ของผู้ดีเรา จะไม่เฉลิมฉลองกันได้อย่างไรเล่าจ๊ะ”
แมงเม่าชักไม่พอใจ “วันปีใหม่ผู้ดี แล้วไพร่ที่ต้องพลัดที่นา คาที่อยู่ อดมื้อกินมื้อเล่า นี่นอกจากเราจะไม่ช่วยเหลือพวกเค้าแล้ว ยังจะฉลองบนเลือดบนน้ำตาของพวกเค้าอีกรึ”
ยังไม่ทันที่เป้าจะตอบว่ากระไร เสียงคุณท้าวโสภาก็ดุสวนมา
“แม่สองคนนั่น คุยกระไรกันโหวกเหวกเสียงดัง รบกวนคนอื่นเค้าไม่เห็นรึ”
เป้าหน้าจ๋อย “ ขอประทานโทษเจ้าค่ะ”
จบประโยคก็เดินถือถาดใส่ขนมเข้าไปให้พวกข้าหลวง แม่เม่าตรงรี่เข้าไปมาถามคุณท้าวโสภาทันที
“คุณท้าวเจ้าคะ สงครามยามนี้ทุกข์หนักนัก เราเป็นหญิงไปช่วยรบไม่ได้ แต่ก็หาควรจัดงานรื่นเริง ขณะที่นอกกำแพงเมืองกำลังเข่นฆ่ากันตายไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
คุณท้าวโสภามองแมงเม่าเชิงตำหนิ “รบทัพจับศึก เกี่ยวกระไรกับพวกเราด้วยยะ มหาสงกรานต์ปีใหม่ ก็ต้องมีงานรื่นเริงประกวดประชันกันเป็นธรรมดา หล่อนอย่าขวางไปเสียทุกเรื่องนักเลย แลฉันจะบอกให้เด็กอย่างเจ้ารู้ไว้เอาบุญ ถึงหน้าฝนเมื่อใด น้ำก็จะท่วมจนพวกอังวะตั้งทัพไม่ได้ ต้องยกทัพกลับไปเอง จะกลัวกระไรกับศึกเพียงเท่านี้”
พูดเสร็จก็ส่งค้อนไปให้วงใหญ่ ก่อนจะแล้วเดินไปหาเป้า
แมงเม่าขบกรามแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความคับแค้นใจ เหตุที่ไม่มีใครสนใจบ้านเมืองเลย

ขณะที่สถานการณ์ของสงครามนั้น กองทัพทหารไทยบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย ที่บาดเจ็บก็มาก นอนเรียงราย
กันเต็มไปหมด ส่งเสียงร้องโอดโอยกันไปทั่วทหารทุกคนต้องช่วยกันทำแผลเองอย่างทุลักทุเล

พวกชาวบ้านที่นั่งกินข้าวกัน แต่ละคนมีสีหน้าเศร้าหมอง อดอยาก พอได้ข้าวมา ก็เอาเกลือโรยแล้วรีบกินอย่างหิวโหย

ฟาก พระยาตาก ก็กำลังเดินตรวจค่ายมากับหลวงพิชัยอาสา ม่วง และพันหาญที่ทำหน้าเครียด

“พวกทหารที่มาใหม่ ไม่ใคร่มีฝีมือนัก ทำให้บาดเจ็บกันมากกว่าทุกคราว ดีที่ใจยังสู้ ไม่มีผู้ใดหนีทัพกันแม้แต่
คนเดียวขอรับ”
ม่วงเองก็หวั่นใจไม่น้อย “แต่พวกชาวบ้านที่มาขอหลบภัยที่ค่ายเรา มีมากขึ้นทุกวัน กระผมเกรงว่าเสบียงอาหารจะไม่พอเลี้ยงนะขอรับ”
พระยาตากพยักหน้ารับรู้ “ฉันรู้ แต่อย่างไรก็ต้องช่วยไว้ก่อน แล้วค่อยพูดจาอธิบายให้พวกเขาเข้าใจ ถ้าอยากจะเข้าไปหลบในกรุงก็ให้ไป แต่ถ้าจะหนีไปที่อื่น ก็ช่วยเหลือตามสมควรก็แล้วกัน”
ขณะนั้นเอง ทุกคนก็เห็นเยื้อนที่ยังคงมีโซ๋ตรวนล่ามอยู่ขนเอาเผือก เอามันเผามาให้พวกชาวบ้าน
“ เอ้า เอาไปๆ แล้วอย่ามาตายที่นี่ล่ะ ลำบากข้าต้องมาเก็บศพอีก”
พูดเสร็จ ก็สะบัดหน้าเดินหนี ก็มาเจอกับพระยาตากและพวก
หลวงพิชัยอาสามองเยื้อนอย่างอ่อนใจ
“พูดกันดีๆไม่ได้รึนังเยื้อน อย่างไรก็คนเหมือนกัน เค้าหนีร้อนมาพึ่งเย็น เมตตากันบ้างเถิดวะ”
เยื้อนยิ้มเยาะ พลางพูดด้วยน้ำเสียงแดกดัน
“หนีร้อนมาพึ่งเย็น... ตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย มีกระไรให้พึ่งได้หรือเจ้าคะคุณหลวง พวกมันก็เหมือนฉันน่ะแหล่ะ รอดที่อื่น เพื่อมาตายที่นี่”
หลวงพิชัยอาสาส่ายหัว “ข้าระอาสันดานเอ็งจนคร้านจะด่าแล้ว รีบๆไปให้พ้นหน้าข้าเถิด”
เยื้อนสะบัดหน้าพรึ่บ แล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่น พันหาญมองตามอย่างเซ็งๆ
“เวรกรรมจริงๆ ที่รับมันเอาไว้”
ม่วงเองก็อยู่ในอารมณ์ไม่ต่างกัน “ทนอีกไม่นานดอกพี่พันหาญ ถึงหน้าฝนเมื่อใด พวกอังวะมันก็จะต้องหนีแล้ว เราคงไม่ต้องเจอหน้าอีนังนี่อีก”
พระยาตากเครียดหนัก ไม่เคยคิดว่าหน้าฝนคราวนี้จะหยุดอังวะได้ แต่ด้วยฐานะแม่ทัพ จะพูดออกไปให้เสีย
ขวัญก็ควร

บรรยากาศหน้าวังยามเช้าวันนี้รื่นเริงเป็นพิเศษ พวกข้าหลวงต่างสวมชุดใหม่ สวยงาม นำอาหาร ขนมต่างๆ
ที่พึ่งทำเสร็จใหม่ๆ มาให้กันเป็นของขวัญ แต่ละคนพูดจาเสนาะหู สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
กรมขุนวิมลภักดีเดินคุยมากับเจ้าจอมอำพัน โดยมีแมงเม่าเดินตามหลังมา
“เห็นอย่างนี้แล้ว ค่อยแช่มชื่นขึ้นมาหน่อย ฟังแต่เสียงปืนใหญ่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนฉันใกล้จะบ้าแล้ว”
เจ้าจอมอำพันยิ้มขัน “ทนอีกสักหน่อยเถิดเพคะ ข้าศึกใกล้จะยกทัพกลับแล้ว ถึงตอนนั้นจะจัดงานให้ครึกครื้นกว่ามหาสงกรานต์ปีนี้ก็ได้นะเพคะ”
แมงเม่ายังคงทำหน้าเศร้าๆ “พวกอังวะ เตรียมศึกมานับปี จะกลับไปง่ายๆ อย่างนั้นหรือเจ้าคะ”
กรมขุนวิมลภักดี และเจ้าจอมอำพัน หันมามองเจ้าของคำพูดด้วยสีหน้างุนงง
“ก็น้ำมันท่วม คนเราก็ไม่ใช่ปลา จะอยู่กันอย่างไรเล่า พูดพิกล”
เจ้าจอมอำพันปรายตามองเชิงตำหนิ ทว่ากรมขุนวิมลกลับหัวเราะขำ
“เจ้าตัวดีไม่รู้ความ ก็พูดตามประสาเด็กน่ะแม่อำพัน” จากนั้นก็หันไปพูดกับแมงเม่า “เจ้าอย่ากังวลไปเลย
บ้านเมืองเรามีเทวดาอารักษ์ มีพระเสื้อเมืองพระทรงเมืองคุ้มครอง ข้าศึกศัตรูทำกระไรไม่ได้ดอก ดูอย่างคราศึกพระเจ้า อลองพญาซี จู่ๆ ปืนใหญ่ก็เกิดระเบิดจนสิ้นพระชนม์ ไม่ใช่บุญของอโยธยาแล้วจะคือกระไร”
กรมขุนวิมลภักดี และเจ้าจอมอำพันยิ้มอารมณ์ดี แล้วเดินคุยกันไปต่อ แมงเม่ามองตามด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
พลางนึกไปว่าแม้แต่กรมขุนวิมลที่ตนนับถือที่สุดก็ไม่ต่างจากคนอื่นเลย พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
“หากเทวดาท่านมีฤทธิ์ถึงเพียงนั้น ก็คงไม่ต้องมีดาบแล้วล่ะเพคะ”
อิน กับยี่สุ่น ถือถาดสำรับใส่ข้าวตัง น้ำพริกมา
ยี่สุ่นตั้งใจจะยกมาให้มิ่ง กับชื่นที่นั่งรออยู่ แต่ทั้งคู่ถลึงตาใส่เพราะรังเกียจ จึงเปลี่ยนแผนด้วยการรีบยก
ไปให้ติ่น กับผลที่นั่งอยู่ใกล้ๆ แทน แล้วจึงกลับมานั่งกินข้าวตังจ๋อยๆใกล้ๆอินปล่อยให้อินเอาถาดสำรับไปให้มิ่งกับชื่นแทน
อินมองเหล่ๆ ยี่สุ่น แล้ว รีบปั้นยิ้มเปลี่ยนบรรยากาศหันไปพูดกับมิ่งกับชื่น
“วันนี้กินข้าวตังแทนข้าวสวยนะจ๊ะ จะได้ประหยัดข้าวสารเอาไว้”
มิ่งรีบเอาข้าวตังจิ้มน้ำพริกมากิน “ดีแล้วแม่อิน ไม่รู้อ้ายพวกอังวะจะล้อมอีกนานเท่าใด ประหยัดไว้ก่อนจะได้ไม่ลำบาก”
ขาดคำ ก็ได้ยินเสียงหมาร้องดังลั่นไปทั่ว ทว่าแค่เพียงไม่นานนักก็เงียบไป
ชื่นสะดุ้งตกใจ “ ใครทำกระไรหมาวะ ไปดูทีซีอ้ายติ่นอ้ายผล”
ติ่นก้มหน้าจ๋อย” ไม่ต้องไปดอกจ้ะแม่นาย พวกทาสเรือนฝากกระโน้น มันตีหมาเอาเนื้อไปกินน่ะจ้ะ”
ชื่นตกใจมาก “คุณพระ มันไม่มีกระไรจะกินกันแล้วรึถึงได้กินเนื้อหมา”
ผลรีบอธิบาย “เพลานี้ อาหารการกินในอโยธยาเริ่มขาดแคลน พวกไพร่อย่างเราก็ไม่กระไรนักดอกจ้ะ แต่พวกทาสหรือคนยากคนจน ถือว่าสาหัสแล้ว”
มิ่งถอยหายใจแบบมีกังวล “เวรกรรม”
ยี่สุ่นเองก็ชักกลัว “เช่นนี้ เรายิ่งต้องระวังพวกโจรให้มากขึ้นนะจ๊ะ มิรู้ว่าคนจะเข้าตาจน หันมาปล้นชิงกันเองเมื่อใด”
มิ่งกับชื่นสวนทันควันขึ้นมาพร้อมกัน “ใครถามรึ”
ยี่สุ่นถึงกับจ๋อยไป ก่อนจะรีบก้มหน้านิ่ง
อินเริ่มคล้อยตาม แต่ที่แม่สุ่นพูดก็ถูกนะจ๊ะ ถ้าอย่างไร เราจัดเวรยามคอยดูแลกันเองเป็นอย่างไรจ๊ะ”
มิ่งพลอยใจชื้นขึ้น “เรือนนี้ ยกให้แม่อินเป็นแม่เรือนก็แล้วกัน น้าไม่ขัดข้องดอก

อินยิ้มเจื่อนๆ สิ่งที่ตนพูดก็คือสิ่งที่ยี่สุ่นพูดก่อน แต่กลับมาชื่นชมตน ปล่อยให้ยี่สุ่นนั่งกินข้าวตังเงียบๆ เจียมเนื้อเจียมตัวสุดๆ เพราะมีแม่เป็นแค่ผู้หญิงหากิน

แมงเม่านั่งซึมๆ เหม่อลอยอยู่คนเดียวที่มุมหนึ่งในวัง ขันทองก็เดินผ่านมาเห็น ก็นึกแปลกใจ เลยเดินเข้าไปหา แล้วยิ้มทักทาย

“ไม่ไปร่วมฉลองวันมหาสงกรานต์รึ กำลังสนุกกันเชียว”
แมงเม่าทำหน้าซึม “สงกรานต์แปลว่ากระไรเจ้าคะ”
ขันทองรีบตอบ ทั้งที่แอบนึกแปลกใจ “สงกรานต์แปลว่า “ย้าย” หมายถึงพระอาทิตย์ย้ายราศี ซึ่งมีทุกเดือน แต่ถือว่าการย้ายเข้าราศีเมษ สำคัญที่สุด จึงเรียกว่า “มหาสงกรานต์” ถือว่าเป็นวันปีใหม่ของคนไท”
แมงเม่าพูดสวนขึ้นมาทันที สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความแข็งกร้าว
“ไม่ใช่ของคนไทเจ้าค่ะ คำว่า “สงกรานต์” ยังไม่ใช่คำไทเสียด้วยซ้ำ ปีใหม่ไทอยู่เดือนอ้าย มิใช่เดือนห้า ปีใหม่
เดือนห้าเป็นปีใหม่ของผู้ดีกรุงศรีเท่านั้น พวกผู้ดีถึงได้รื่นเริงกัน ขณะที่พวกไพร่ได้กินคมดาบคมหอกของอังวะแทนข้าว”
ขันทองถึงกับนิ่งอึ้ง ไม่คิดว่าแมงเม่าจะเก็บกดขนาดนี้ “เกิดกระไรขึ้นรึเจ้า”
แมงเม่าขบกรามแน่น ปล่อยน้ำตาค่อยๆไหลลงด้วยความคับแค้นใจจนกั้นไว้ไม่ไหว “ฉันคับแค้นใจเจ้าค่ะ บ้านเมืองลุกเป็นไฟ คนไทส่วนหนึ่งเอาเลือดทาแผ่นดิน แต่อีกส่วนกลับเฉลิมฉลองโดยไม่รู้สึกรู้สาราวกับอยู่กันคนละแผ่นดิน ทั้งที่จริง ห่างกันเพียงแค่กำแพงกั้นเท่านั้น”
ขันทองมองอย่างเข้าใจความรู้สึก แมงเม่ายังคงพรั่งพรูความรู้สึกทั้งน้ำตานองหน้า
“ ทำไมเจ้าคะ ทั้งที่หากกรุงแตก ก็ต้องลำบากได้ยากด้วยกันทั้งนั้น เหตุใดยังเห็นแก่ตัวอยู่ได้”
ขันทองเข้าใจและเห็นใจ พลางดึงแมงเม่าเข้ามากอดไว้แนบอกเป็นการปลอบโยน ฝ่ายถูกกอดกระชับแขน
กอดตอบ พร้อมๆ กับที่ร้องไห้ออกมาเต็มที่ เป็นการระบายความอัดอั้นที่สะสมมานาน

เวลาผ่านไปราว 3 เดือน
พระเจ้ามังระประทับอยู่บนหลังม้า ต่อหน้าทหารจำนวนมาก โดยมีอะแซหวุ่นกี้ขี่ม้าอยู่ใกล้ๆ อีกฝั่งเป็น
กองทัพทหารจีนจำนวนมาก อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มที่
ทันทีที่พระเจ้ามังระพยักหน้า อะแซหวุ่นกี้ก็ชักดาบออกจากฝักเป็นการให้สัญญาณ กองทัพอังวะโห่ร้องลั่น
แล้วบุกเข้าหากองทัพจีน ที่โห่ร้องอย่างพร้อมจะบุกเข้าประจัญบานกับทหารอังวะทันที
ทั้งสองฝ่ายต่างตะลุมบอนสู้กันอย่างดุเดือด และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองฝ่ายต่างผลัดกันแพ้ผลัดกัน
ชนะอยู่หลายครั้ง ไม่มีฝ่ายใดที่กำชัยชนะได้โดยเด็ดขาด

“ข้าบอกแล้ว ว่าจะไม่มีการเรียกทัพที่ตีอโยธยากลับจนกว่าจะเสร็จศึก เหตุใดยังพูดเช่นนี้อีก”
พระเจ้ามังระตบพนักเก้าอี้ด้วยความโมโห ก่อนจะลุกขึ้นยืน ต่อหน้าอะแซหวุ่นกี้และเหล่าขุนนาง
พวกขุนนางหันไปมองตากันปริบๆ ก่อนจะหันไปมองอะแซหวุ่นกี้เป็นเชิงให้ช่วยพูด
“ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า ด้วยที่ประชุมขุนนางเห็นตรงกันว่าเราไม่อาจเอาชัยทัพจีนได้โดยเด็ดขาด
เว้นแต่จะเรียกทัพที่ตีอโยธยามาช่วยเสริมเท่านั้น ส่วนการตีอโยธยานั้น เราอาจรออีกสักสองสามปีก็ยังได้ ด้วยอโยธยานั้นอ่อนแอนักพระพุทธเจ้าข้า”
พระเจ้ามังระฟังอย่างหงุดหงิด “ แม้แต่เจ้าก็ยังเห็นดีเห็นงามไปด้วยรึอะแซหวุ่นกี้ เพื่อการนี้ เราเตรียมการสะสมกำลังถึงหนึ่งปี บัดนี้ อโยธยาเหมือนผลไม้ที่สุกงอม เพียงรอให้ร่วงหล่นเท่านั้น หากทิ้งไป แล้วเจ้าจะรับประกันได้อย่างไร ว่าอีกสองสามปีของเจ้า อโยธยาจะยังอ่อนแออยู่”
อะแซหวุ่นกี้รีบอธิบาย “แต่นี่ก็ใกล้จะถึงฤดูน้ำหลากแล้ว ทัพทั้งสองยังไม่อาจตีหักเข้าไปได้ ถึงอย่างไร ก็ต้องถอยทัพ ไม่อาจตั้งต่อไปได้อยู่ดี”
“กลยุทธ์สี่ร้อยกว่าปี ใช้มาแต่สร้างอโยธยา หากแก้ไขไม่ได้ ยังจะเรียนพิชัยสงครามไปเพื่อกระไร” พระเจ้า มังระย้อนถาม
อะแซหวุ่นกี้เห็นพระเจ้ามังระไม่ยอม เลยหันไปมองพวกขุนนางหวังจะหาพวก บรรดาขุนนางหันมองหน้ากัน
แล้วหันไปพยักหน้าให้อะแซหวุ่นกี้ เป็นเชิงให้รีบตัดสินใจ
“เช่นนี้เถิดพระพุทธเจ้าข้า หากพระองค์ทรงแก้กลของธรรมชาติได้ ปวงข้าพระพุทธเจ้าก็พร้อมอาสาสู้ศึกจีนจนกว่าชีวิตจะหาไม่ แลจะไม่ขอให้เรียกทัพมาช่วย จนกว่าจะสิ้นศึกอโยธยาพระพุทธเจ้าข้า”
พระเจ้ามังระหัวเราะชอบใจ “มีแต่เจ้าที่กล้าท้าทายข้า เอาเถิด ข้าจะแสดงให้ครูท่านเห็นเอง ก่อนน้ำจะหลาก
ให้ทัพของมังมหานรธากับเนเมียวสีหบดี เร่งหาที่ดอนเพื่อตั้งค่าย แล้วขนเสบียงอาหารกับอาวุธขึ้นไปเก็บไว้รวมทั้งจงทำแพจำนวนมากแล้วผูกติดกันให้เหมือนเกาะลอยน้ำ เพื่อที่เอาไว้พักอาศัยเพลาน้ำท่วม รอจนน้ำลดเมื่อใด ก็ทำการศึกเพื่อพิชิต อโยธยาต่อไปทันที”

ทัพเรือของพระยาตาก หลวงพิชัย ม่วง พันหาญ และเหล่าทหารจำนวนหนึ่ง กับทัพเรือของพระยาเพชรบุรีกับ
ทหารอีกจำนวนหนึ่ง กำลังรบพุ่งกับทหารเรือของเนเมียวสีหบดีอย่างดุเดือดกลางคลอง
เนเมียวสีหบดีที่อยู่ในเรืออีกลำ ห่างออกไปพอสมควร จับตาดูการรบที่กำลังอยู่ในสถานการณ์เคร่งเครียด
เนเมียวสีหบดีชำเลืองไปบนฝั่ง เห็นมังมหานรธานั่งอยู่บนหลังม้า ดูสถานการณ์การรบในคลองอย่างสบาย
อารมณ์ พร้อมกับทหารของตน ยิ่งมอง ก็ยิ่งเครียดหนัก เพราะถ้าแพ้ต่อหน้ามังมหานรธาก็ยิ่งเสียหน้า จึงตะโกนเสียงดังลั่น
“บุกเข้าไปอีก พวกมันมีน้อยกว่า ต้องกลัวอันใด เสริมกำลังเข้าไป”

ทหารส่วนหนึ่ง รีบแจวเรือเข้าไปเสริมทันที มังมหานรธายิ้มขำๆ “ใจร้อนเสียจริง”

พระยาตากลุกขึ้นยืนที่หัวเรือ พร้อมกับใช้ดาบฟันพวกอังวะล้มตาย ร่วงตกลงคลองไปมากมาย
 
ขณะเดียวกัน เรือของหลวงพิชัยอาสา ม่วง และพันหาญต่างลุยรุกไล่จนทหารอังวะสู้ไม่ไหว ต้องแจวเรือหนีตายไป
เนเมียวสีหบดีเจ็บใจที่ทหารของตนแพ้อีก “โธ่โว้ย”
ขณะที่มังมหานรธาก็สั่งให้ทหารของตัวเองกลับ
ในเวลาเดียวกัน พระยาตากกับพวกยังต่อสู้อย่างดุเดือดกล้าหาญ ทัพของพระยาเพชรบุรีก็ไม่น้อยหน้า เล่น
งานทัพเรืออังวะจนแตกพ่ายไปเช่นกัน

พระยาตากกำลังเดินคุยมากับขันทอง และพระยากำแหง ที่มีท่าทางชื่นชมพระยาตากมาก เพราะชอบใน
ความกล้าหาญและช่วยกรุงศรีอยุธยารบมาหลายเดือนแล้ว
“ กระผมได้ยินกิตติศัพท์ท่านเจ้าคุณกับทหารกล้าเมืองตากมานานนัก เพิ่งได้มีโอกาสได้พบตัวจริงวันนี้เอง
ท่านเจ้าคุณช่างดูองอาจกล้าหาญสมคำเล่าลือจริงๆ ขอรับ”
พระยาตากยิ้มรับบางๆ “อย่าเพิ่งชมฉันนักเลยท่านเจ้าคุณ ฉันก็ทำได้แค่รบพุ่งต้านทานเท่านั้น ไม่นับว่ามีความสามารถกระไรดอก ถูกเรียกเข้าวังมาวันนี้ ยังไม่รู้จะถูกตำหนิกระไรบ้าง”
ฝ่ายพระยากำแหงรีบพูดแย้ง “จะถูกตำหนิได้อย่างไรขอรับ ศึกกลางน้ำวันนี้ ท่านเจ้าคุณกับท่านเจ้าคุณเพชรบุรีมีความชอบนัก คงเรียกตัวมารับบำเหน็จเสียมากกว่า”
“สมพรปากเถิด ฉันไปก่อนนะ”
ขาดคำ พระยาตากก็เดินเลี่ยงไป พระยากำแหงมองตามด้วยความชื่นชม
“หากอโยธยามีทหารเช่นนี้มากๆ จะต้องกลัวอันใดกับพวกอังวะกัน” พูดพลางหันไปถามขันทอง “ จริงหรือไม่
คุณพระ”
ขันทองหน้าเครียดๆ รับคำอย่างเสียไม่ได้ “จริงเจ้าค่ะ”
พระยากำแหงเลิกคิ้ว แปลกใจ “เป็นกระไร ทำหน้าตึงๆ ไม่พูดไม่จามาแต่เมื่อครู่แล้ว”
ขันทองพยายามปั้นยิ้ม “ก็ท่านเจ้าคุณพูดแทนดีฉันไปหมดแล้วนี่เจ้าคะ จะให้ดีฉันพูดกระไรอีกเล่าเจ้าคะ”
พระยากำแหงหน้าตึง “นี่จะบอกว่าฉันพูดมากอย่างนั้นรึ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องพูดกันแล้ว”
ขาดคำก็เดินเลี่ยงไป ขันทองมองตามนิดหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองตามพระยาตากต่อ แอบรู้สึกสังหรณ์ใจ และ
เป็นกังวลอย่างบอกไม่ถูก
“ขออย่าให้เกิดเรื่องขึ้นอีกเลยท่านเจ้าคุณ

“จะให้กระผมบุกไปตีค่ายของเนเมียวสีหบดีหรือขอรับ”
พระยาตากทวนความด้วยความตกใจ หลังจากได้รับงานจากขุนนางจำนวนหนึ่ง พร้อมกับพระยาเพชรบุรี
ขุนนางพยักหน้ารับ “ ใช่ วันนี้ท่านเจ้าคุณทั้งสอง แสดงให้เห็นแล้วว่ามีฝีมือเพียงไร เราควรฉวยโอกาสที่
กำลังฮึกเหิม บุกตีค่ายใหญ่ของพวกมันเสียเลย”
พระยาเพชรบุรียิ้มดีใจ “ กระผมรอคำสั่งนี้มานานแล้ว อย่าห่วงเลยขอรับ แม้วันพรุ่งจะไม่ถึงกับตัดหัว
เนเมียวสีหบดีได้ แต่ก็จะแสดงให้เห็น ว่าคนไทมิใช่จะรังแกกันได้โดยง่าย”
ขณะที่พระยาตากกลับวิตก “แต่ค่ายของเนเมียวสีหบดีมีทหารมาก แลตั้งอยู่ในชัยภูมิได้เปรียบ กระผมเห็นว่าเสี่ยงเกินไปที่เราจะบุกไปขอรับ”
“ ยังไม่ทันรบ เหตุใดพูดจาบั่นทอนขวัญตัวเองเช่นนั้นเล่าท่านเจ้าคุณ”
พระยาเพชรบุรีพูดแย้ง ตามด้วยขุนนางอีกคน
“ เสียแรง ฉันนึกว่าท่านเจ้าคุณเป็นคนกล้า ที่แท้พอให้รบจริงก็กลัวขึ้นมาเสียอย่างนั้น”
ขุนนางอีกคนมองเยาะ “นี่รึทหารเมืองตาก คราก่อน ก็ยิงปืนใหญ่โดยพลการ ครานี้ก็คิดจะขัดคำสั่งอีก”
พระยาตาก ยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม ที่โดนบีบให้รบ โดยมิมีใครฟังคำเตือน

รุ่งเช้าของอีกวัน ม่วงขี่ม้าเข้ามาหาพระยาตาก และพระยาเพชรบุรีที่กำลังรอฟังข่าวอยู่ โดยมีหลวงพิชัยอาสา
พันหาญ และทหารคนอื่นๆตั้งแถวเตรียมพร้อมรบอยู่
เมื่อมาถึงตรงหน้า ก็สั่งหยุดม้า แล้วรีบลงจากหลังเข้าไปรายงานทันที
“เนเมียวสีหบดีนำทัพเรือมาด้วยตัวเอง สักธูปไหม้หมดดอกก็คงจะถึงแล้วขอรับ”
พระยาเพชรบุรีตบเข่าฉาด “ดี ยิ่งมันไม่ตั้งรับก็ยิ่งง่าย แลคุมมาด้วยตัวเองเช่นนี้ หากตัดหัวมันได้ ก็เท่าจบศึกได้ทันที” จากนั้นก็หันไปพูดกับพระยาตาก “กระผมจะคุมทัพเรือไปเอง ท่านเจ้าคุณคุมทัพบกบุกไปที่ค่ายของมันกระหนาบทั้งสองทาง ดูทีรึ ว่ามันจะรอดไปได้”
พระยาตากหน้าเครียด พยายามอธิบาย “กำลังมันมากกว่าเรา แลชัยภูมิก็ได้เปรียบ แต่กลับบุกมาด้วยตัวเองเช่นนี้ เห็นจะเป็นอุบาย กระผมว่าเราดูท่าที อย่าเพิ่งบุกเข้าไปเลยขอรับ”
พระยาเพชรยิ่งโมโหหนัก “อุบ๊ะ ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ให้รบก็อิดออดไม่ยอมรบ ถ้ากลัวนัก ก็กลับไปนอนห่มผ้าเถิดท่านเจ้าคุณ”
หลวงพิชัยอาสาทนไม่ไหว จึงพูดสวนกลับทันควัน
“หยามกันเกินไปแล้วขอรับท่านเจ้าคุณเพชรบุรี คนอย่างท่านเจ้าคุณของกระผม รบทัพจับศึกมาไม่น้อยกว่า
ท่านเจ้าคุณดอก แต่ที่เตือนก็เพราะเห็นผิดพิกล เราทำศึกนะขอรับ จะประมาทในอุบายได้อย่างไร”
พระยาเพชรบุรีโมโห หันไปมองทหารคนสนิทของตน ที่เข้าใจนัยนั้น จึงชักปืนออกมายิงใส่พระยา
เพชรบุรีทันทีท่ามกลางความตกใจสุดๆของทุกคน
พระยาเพชรบุรีถูกยิงผงะไป เหมือนจะล้มแต่ไม่ล้ม ก่อนจะหันไปหาพระยาตาก ที่หน้าอกมีแผลเพียงเล็กน้อย
เท่านั้นจากการถูกยิง
พันหาญตะลึง “วิชาอยู่ยงคงกระพัน ไม่ด้อยกว่าพี่ขุนทองเลย”
พระยาเพชรยิ้มอย่างมั่นใจ “เห็นแล้วกระมังท่านเจ้าคุณ คนอย่างกระผม ไม่ว่ากลศึกใดก็ไม่เคยกลัวทั้งนั้น
ครารับทัพมังมหานรธา กระผมก็รบด้วยตัวเองจนยันพวกมันพ้นแดนเมืองเพชรไปได้ แล้วรบทางน้ำที่กระผมชำนาญที่สุด จะต้องกลัวกระไร”
พระยาตากถอนใจ ด้วยคร้านจะทัดทาน
“เช่นนั้นก็ตามใจท่านเจ้าคุณเถิด แต่โค้งน้ำข้างหน้า ทำเลเป็นจุดบอดนัก หากซุ่มเรือไว้ ยากจะมองเห็น ท่าน
เจ้าคุณต้องระวังให้มากไว้”
พระยาเพชรบุรีไม่สนใจ หันไปชักดาบต่อหน้าทหารของตน ทหารก็ส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง กำลังใจเต็มเปี่ยม

พระยาตากเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งกังวลหนักขึ้นไปอีก ด้วยเห็นว่าพระยาเพชรบุรีกำลังย่ามใจสุดๆ

พระยาเพชรบุรีนำทหารแจวเรือ โห่ร้องเสียงดังลั่น บุกเข้าใส่ทัพของเนเมียวสีหบดี ที่ตั้งทัพเตรียมรับมืออยู่แล้ว
 
ขณะที่ทัพของพระยาตากที่ตั้งอยู่บนฝั่ง ดูสถานการณ์รบของทัพเรือ ก่อนตัดสินใจเคลื่อนทัพ พระยาตากนั่งอยู่บนหลังม้า ดูสถานการณ์ด้วยความกังวล สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
เนเมียวสีหบดียิ้มเจ้าเล่ห์ ก่อนจะออกคำสั่ง “ถอย”
สิ้นคำสั่ง กองเรือของเนเมียวสีหบดีรีบพายเรือกลับลำ ถอยทันที เพื่อล่อหลอกให้พระยาเพชรบุรีตามไป
พระยาตากตกใจ ไรีบโบกธงให้ท่านเจ้าคุณเพชรบุรีถอยทันที”
พันหาญยกธงขึ้นโบกสะบัดเป็นสัญญาณตามคำสั่ง ทว่าพระยาเพชรบุรีกลับตะโกนลั่นด้วยความฮึกเหิม โดย
ไม่สนใจสัญญาณ
“มันหนีแล้ว เร่งฝีพายเข้าไป ตัดหัวเนเมียวสีหบดีให้จงได้”
พระยาตากยิ่งร้อนใจหนัก ที่เห็นทัพพระยาเพชรบุรีนำหน้าเรือลำอื่น พุ่งไปด้วยความเร็วสูงเพื่อจะไล่ให้ทันเรือ
ของเนเมียวสีหบดี
ทันใดนั้นเอง เรืออังวะลำหนึ่งที่ซุ่มอยู่ด้านข้าง ก็พุ่งออกมาหาในระยะกระชั้นชิด พระยาเพชรบุรีเห็นเรืออังวะ
พุ่งออกมาจากด้านข้างก็ตกใจ แต่ยังไม่ทันทำอะไร ทหารอังวะที่ยืนอยู่ที่หัวเรือ ก็เอาหม้อดินใส่ดินระเบิดจุดสายชนวนทุ่มใส่ตัวพระยาเพชรบุรี
ทันทีที่หม้อดินแตก ก็เกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ชั่ววินาเดียวทั้งร่าง ทั้งเรือของพระยาเพชรบุรีก็ถูกไฟ
ลุกท่วม
พวกพระยาตากตกใจที่เห็นพระยาเพชรบุรีถูกระเบิดตายต่อหน้า ในขณะที่พระยาตากหลับตาด้วยความ
สะเทือนใจ ที่ทหารกล้าอย่างพระยาเพชรบุรีกลับมีจุดจบเช่นนี้
จังหวะนั้นเอง เสียงโห่ร้องของพวกอังวะดังขึ้นอีก ทัพบกของอังวะนำโดยมังมหานรธากำลังบุกตรงมาที่ทัพ
ของพระยาตาก
“ฆ่ามัน ฆ่าให้หมด”
ทหารอังวะโห่ร้อง บุกเข้าใส่ทันที พระยาตากรีบออกคำสั่ง
“ถอยทัพ”
จากนั้นก็รีบชักม้าถอยทันที เพื่อไม่ให้เสียทหารมากกว่านี้
หลวงพิชัยอาสาตะโกนลั่น “ ตามข้ามา ระวังหลังให้ท่านเจ้าคุณ”
หลวงพิชัยและม่วงนำทหารจำนวนหนึ่ง เตรียมพร้อมระวังหลัง ในขณะที่ทหารส่วนอื่นก็ถอยทัพอย่างเป็น
ระเบียบตามที่ฝึกมาอย่างดี

“จะอ้างกระไรก็อ้างได้ทั้งนั้น แต่ความจริง คือท่านเจ้าคุณไม่ยอมออกรบ เป็นเหตุให้เจ้าคุณเพชรบุรีต้องตาย
ข้อนี้อย่ามาแก้ตัวเลย”
ขุนนางกล่าวโทษด้วยความโมโห พระยาตากเริ่มอ่อนใจ
“เมื่อพระเดชพระคุณจะให้กระผมผิด กระผมก็ต้องผิด แต่ผู้ที่อยู่ในศึกทุกคน ย่อมประจักษ์แก่สายตาดี
ว่าความจริงเป็นเช่นไร แลย่อมตัดสินเองได้ขอรับ”
“ ฉันคร้านจะโต้เถียงกับท่านเจ้าคุณแล้ว ตระเตรียมตัวเข้าอโยธยาไปชี้แจงเรื่องนี้เถิด เป็นทหาร ให้รบแล้วไม่รบ มีโทษสถานใดก็คงรู้ดี”
จากนั้นก็รีบขึ้นม้า แล้วขี่จากไปโดยมีทหารของตนล้อมหน้าล้อมหลังไปด้วย พันหาญมองตามอย่างเจ็บใจ
แทน พลางหันมาถามพระยาตาก
“ท่านเจ้าคุณจะเข้าอโยธยาไปชี้แจงหรือไม่ขอรับ”
“ ขอฉันคิดดูก่อนเถิด เพลานี้ ฉันยังคิดกระไรไม่ออก”
ขณะนั้นเอง เยื้อนก็เดินเข้ามา “ขืนเข้าไปในอโยธยา ก็เท่ากับเอาคอไปขึ้นเขียงเสียเท่านั้น คิดรึผู้ลากมากดี
ในอโยธยา จะยอมฟังเหตุฟังผล”
ม่วงถึงกับตกใจ เพราะนึกไม่ถึง “นังเยื้อน นี่เอ็งก็พูดภาษาคนเป็นกับเค้าเหมือนกันรึ”
เยื้อนมองค้อน “ ถึงฉันจะไม่ชอบท่านเจ้าคุณ ที่ร่วมมือกับอ้ายคนลักเพศนั่นจับฉันล่ามโซ่ แต่ท่านเจ้าคุณก็ดูแลฉันดี ไม่ให้ใครมารังคัดรังแกฉันได้ ข้อนี้ ฉันก็สำนึกอยู่ จึงอยากจะเตือนเอาไว้ เจ้าคุณพ่อฉัน ก็ต้องตายเพราะผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่พวกนี้ล่ะ จะมีผู้ใด รู้น้ำใจพวกมันดีเท่าฉันอีกเล่า”
หลวงพิชัยอาสาคิดตาม แล้วก็เห็นจริงตามนั้น
“นังเยื้อนพูดถูกนะขอรับ ที่เราต้องแพ้วันนี้ ก็เพราะพวกขุนนางผู้ใหญ่หวังเอาหน้า บีบให้ท่านเจ้าคุณกับเจ้า
คุณเพชรบุรีออกศึก ทั้งที่เสียเปรียบมากนัก ฉะนั้น ไม่ว่าท่านเจ้าคุณจะอธิบายอย่างไร คนพวกนี้ก็ต้องว่าท่านเจ้าคุณผิดไว้ก่อน หาไม่ ก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเองวางแผนผิดเสียเท่านั้น”
พระยาตากถอนใจเฮือกใหญ่ ค่าที่ขุนนางข้าราชการตอนนี้ เห็นแก่ประโยชน์ตัวเองมากกว่าแผ่นดินเกิด

ฟากขันทองก็รู้ข่าวจากพระยากำแหง ก็หงุดหงิดไม่พอใจ
“ถ้าพระยาตากแพ้เพราะประมาท ก็ควรอยู่ที่ต้องลงโทษ แต่นี่มันใช่รึ”
พระยากำแหงหน้าเครียด “ถึงฉันจะนิยมชมชอบท่านเจ้าคุณตากอยู่มาก แต่ข้อนี้ฉันไม่เห็นด้วย ท่านเจ้าคุณ
ได้รับคำสั่งให้รบ ก็ต้องรบ ไม่ควรถอยทัพโดยพลการ”
“แม้ว่ารบ แล้วจะต้องตายโดยหาประโยชน์อันใดไม่ได้น่ะหรือเจ้าคะ “ ขันทองย้อนถาม “ การบุกตีวันนี้ มันผิดหลักพิชัยสงครามแต่ต้นอยู่แล้ว คนสั่ง ก็ไม่ได้ไปรบเอง แล้วจะลงโทษกันเช่นนี้ ต่อไป ใครจะมีกำลังใจสู้เพื่ออโยธยากันเล่าเจ้าคะ
หลวงศรีมะโนราชที่ฟังอยู่ด้วยยิ้มเยาะ พลางพูดแขวะ
“พูดราวกับรู้พิชัยสงครามจนถ่องแท้เทียวนะ นี่ถ้าฉันไม่รู้มาก่อน คงนึกว่าเป็นจารบุรุษปลอมตัวเข้ามาเป็น
แน่”
ขันทองเมินหน้าไปทางอื่น เพราะนึกรู้ว่าหลวงศรีมะโนราชแค้นตน ก็เลยพยายามหาเรื่อง แม้สิ่งที่อีกฝ่ายพูด
จะเป็นเรื่องจริง แต่เมื่อไม่มีใครเชื่อก็ไม่เป็นไร
ขุนรักษ์เทวาที่นิ่งฟังตั้งแต่ต้น ชักหมั่นไส้ เลยพูดจาแดกดันแทนขันทอง
“เก่งเหลือเกินเจ้าค่า ข้าศึกบุกตีเมืองทุกวัน คุณหลวงยังมีแก่ใจหาช่องป้ายสีคนกันเองได้อีกนะเจ้าคะ”
หลวงศรีมะโนราชหน้าตึง หันไปพูดพระยากำแหง “ดีฉันขอตัว ไปทำราชการก่อนนะเจ้าคะ ขอบพระคุณท่านเจ้าคุณ ที่คอยเอาข่าวคราวมาแจ้งให้ทุกวันเจ้าค่ะ”
พูดจบก็เดินเลี่ยงออกไป ขุนรักษ์เทวาทิ้งค้อนตามหลัง ก่อนจะเข้าไปออดอ้อนพระยากำแหง
“ดีฉันก็อยากขอบพระคุณท่านเจ้าคุณเป็นการส่วนตัวเหมือนกันเจ้าค่ะ”
พูดพลางเล่นหูเล่นตา ใช้นิ้วเขี่ยๆไล้ๆ กล้ามแขน แต่เมื่อเห็นพระยากำแหงทำตาเขียวปั้ด ก็ยิ้มแหยๆ แล้ว
เดินเลี่ยงไปอีกราย
พระยากำแหงหันมาพูดกับขันทอง “ที่ออกพระถามว่าถ้ารู้ว่าต้องไปตายจะรบหรือไม่ ฉันยืนยัน ว่าฉันจะรบ เพราะศักดิ์ศรีของฉัน คือ การสู้จนตัวตาย ไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว”
ขันทองมองอีกฝ่ายอย่างเห็นต่าง “การสู้จนตัวตายได้ศักดิ์ศรี แต่การเก็บชีวิตไว้ ยังได้กอบกู้สิ่งที่เสียไปคืนมานะเจ้าคะ”
พระยากำแหงเถียงไม่ออก จึงเสเดินเลี่ยงไป

ขันทองได้แต่ถอนใจออกมาอย่างหนักใจด้วยความเป็นห่วงพระเจ้าตาก

แมงเม่ากอดชื่นแน่น ราวกับจะให้หายคิดถึง

ชื่นค่อยๆ ดันตัวออก พลางมองอย่างแปลกใจ “เป็นกระไรไปแม่คุณของน้า จู่ๆถึงได้เข้ามากอดน้าเช่นนี้”
แมงเม่าหน้าเศร้าๆ “ก็ฉันคิดถึงน้าชื่น คิดถึงพ่อ แล้วก็ทุกๆคนน่ะสิจ๊ะ ไม่รู้อีกนานเท่าใด ถึงจะออกมาหาทุกคนได้อีก”
มิ่งพยายามพูดปลอบใจ “พวกเราไม่เป็นกระไรดอก เจ้าอย่ากังวลไปเลย แม้จะลำบากบ้าง เพราะหน้าศึกหน้าสงคราม แต่ก็ยังอยู่กันได้”
ชื่นใช้มือลูบหัวแมงเม่าด้วยความเอ็นดู “ตั้งใจถวายรับใช้เสด็จพระองค์หญิงท่านให้ดีก็พอแล้ว อย่าห่วงทางนี้เลย “
แมงเม่ายิ้มรับคำ แล้วก็สวมกอดอดอ้อนอีก ชื่นก็กอดตอบด้วยความรักเต็มเปี่ยม
“ แล้วพี่ม่วงล่ะจ๊ะ เป็นอย่างไรบ้าง” อินถามอย่างเป็นห่วง
ม่วงพยายามปั้นยิ้ม “ก็รบทุกวัน แต่อย่ากังวลเลย ฝีมือดาบฝีมือมวยฉันตอนนี้ดีกว่าเดิมนัก พวกอังวะทำกระไรฉันไม่ได้ง่ายๆ ดอก”
พูดจบก็ปรายตามองไปทางยี่สุ่น ที่นั่งหน้าจ๋อยๆ ไม่กล้าพูดกับม่วง เพราะกลัวมิ่ง กับชื่นจะด่าเอา
“อ้ายติ่น อ้ายผล ที่ข้าสั่ง จำได้แน่นะ”
ติ่นรีบตอบม่วง ” อย่าห่วงเลยขอรับ กระผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยขอรับ”
ผลรีบเสริม “กระผมจะเอาชีวิตเข้าแลก ไม่ให้ใครทำมาทำร้ายท่านเศรษฐีกับแม่นายได้เป็นอันขาดขอรับ”
มิ่งยิ่งฟัง ก็ยิ่งสงสัย “เรื่องกระไรของเอ็งวะ ทำไมต้องเอาชีวิตเข้าแลกด้วย”
ติ่น และผล อึกๆอักๆ เพราะไม่รู้จะพูดยังไงดี มีเพียงแมงเม่าที่รู้ทุกอย่างเพราะคุยกับม่วง จึงมีสีหน้า
เคร่งเครียดไปอย่างเห็นได้ชัด
ม่วงรีบตัดบทเปลี่ยนเรื่อง “ แม่อิน แม่สุ่น ฉันอยากเดินเล่นรอบๆ เรือนสักหน่อย แม่สองคนไปเป็นเพื่อนฉันนะ”
อินกับยี่สุ่นนึกแปลกใจ แต่ก็รับคำพร้อมกัน พลางเหลือบตามองหน้ากันเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งสามคนจะลุกเดินเลี่ยงลงจากเรือนไป
มิ่งมองตามด้วยความหมั่นไส้ “เฮอะ เดินเล่น รู้ทันดอกโว้ย อยากจะพูดจากับนังหญิงสัญจรโรคให้ถนัดปากล่ะซี อ้ายลูกคนนี้”
แมงเม่ามองตามพี่ชายไปด้วยความเป็นห่วง

“พี่จะไม่กลับเข้าอโยธยาอีกแล้ว ทำไมเล่าจ๊ะ”
อินย้อนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ท่านเจ้าคุณถูกตำหนิที่ไม่ออกรบ จึงตัดสินใจไม่กลับเข้าอโยธยาอีก เพราะถ้ากลับเข้ามา ก็ต้องมารับโทษ
จึงขอรบป้องกันอโยธยาอยู่ภายนอกจะเป็นคุณกว่า ฉันก็ต้องอยู่ด้วย”
ทั้งอิน ทั้งยี่สุ่น ได้ฟังก็ยิ่งเป็นห่วงม่วงหนักขึ้น
“นี่คือเรื่องที่พี่สั่งพ่อติ่นพ่อผลหรือจ๊ะ พ่อผลถึงได้บอกว่าจะเอาชีวิตเข้าแลก”
ม่วงถอนหายใจ “ก็ไม่เชิง ที่ฉันห่วงมากที่สุดตอนนี้ ก็คือเกิดความวุ่นวายขึ้นในอโยธยา หรือร้ายหนักก็คือเสียเมือง เมื่อฉันกลับมาดูแลทุกคนไม่ได้แล้ว ก็มีแต่ต้องพึ่งอ้ายติ่น อ้ายผลให้พาทุกคนหนีไป เรื่องเส้นทางหนี หรือแผนการต่างๆ ฉันกำชับพวกมันไว้แล้ว แต่ก็ต้องฝากแม่สองคนด้วย”
อินน้ำตาคลอ รู้สึกห่วงม่วงจับใจ “พี่ม่วง”
ม่วงจับมืออินขึ้นมา ก่อนจะหันไปมองยี่สุ่น แล้วจับมือขึ้นมาด้วย
ทั้งคู่มองม่วงด้วยความแปลกใจ ก่อนที่ม่วงจะเอามือของทั้งคู่มากุมกันไว้
“ฉันยอมรับ ว่าฉันเห็นแก่ตัว แต่หากเลือกได้ ฉันก็อยากให้เรามีกันสามคนเช่นนี้ตลอดไป แม่สองคน อย่าถือโทษโกรธฉันเลยนะ”
ยี่สุ่นถึงกับน้ำตาคลอ ทั้งซึ้งทั้งเศร้าใจ “ฉันจะโกรธพี่ได้อย่างไรเล่าจ๊ะ เท่าที่พี่ลดตัวมารักหญิงอย่างฉัน ก็เป็นบุญเหลือเกินแล้ว”
อินเองก็อยู่ในอาการไม่ต่างกัน “พี่ม่วงอย่าห่วงเลยจ้ะ พวกเราสองคน จะช่วยกันดูแลพ่อกับน้าชื่น แลรอพี่กลับมาหาพวกเรานะจ๊ะ”
ม่วงยิ้มบางๆด้วยความซึ้งใจ ก่อนจะเข้าไปกอดทั้งคู่ ทั้งสามคนสวมกอดกันแนบแน่น ด้วยความรักและความ
เข้าใจที่มีให้ต่อกัน

ทางด้านขันทองที่ยืนรออยู่ริมคลอง โดยผูกเรือเอาไว้ใกล้ๆ ครู่อึดใจ แมงเม่าก็เดินเข้ามาหา
“จะกลับแล้วรึ”
แมงเม่าหน้าสลด “เจ้าค่ะ นี่ฉันจะไม่ได้ออกจากวังมาหาทุกคนอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“ใช่ จนกว่าจะเสร็จศึก เพราะเพลานี้ก็ชัดเจนแล้ว ว่าน้ำหลากไม่อาจถอยทัพอังวะได้เหมือนที่ผ่านมาอีก
ฉะนั้น เมื่อน้ำลด แลเข้าหน้าแล้งเมื่อใด อังวะคงเร่งบุกหนักกว่าเดิม หากเข้าระยะปืนใหญ่ได้ คงระดมยิงปืนใหญ่ไม่เว้นวัน การออกมาข้างนอก ถือว่าอันตรายนัก”
แมงเม่าพยักหน้าเศร้าๆ “ฉันเข้าใจเจ้าค่ะ”
“ เจ้าจะหนีหรือไม่”
“หนีหรือเจ้าคะ” แมงเม่าย้อนถามอย่างนึกแปลกใจ
“หากเจ้าจะหนีออกจากอโยธยา ฉันพอจะพาเจ้าหนีไปได้ เรื่องพ่อเจ้าก็มีพ่อม่วงคอยจัดการอยู่ ไม่...”
ทว่าแมงเม่ากลับปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว “ไม่หนีเจ้าค่ะ ฉันรู้ ว่าออกพระหวังดี แต่เสด็จพระองค์หญิงทรงมีบุญคุณกับฉันนัก ฉันไม่อาจทิ้งพระองค์ได้เจ้าค่ะ”
ขันทองยิ้มบางๆ “ฉันนึกแล้วว่าเจ้าต้องพูดเช่นนี้”
“แต่ออกพระควรหนีไปนะเจ้าคะ ด้วยปัญญาแลฝีมือของออกพระ คงเอาตัวรอดได้ไม่ยาก แลเรื่องพระยาพลเทพ ก็ต้องถือว่าเราแพ้แก่พวกคนคดไปแล้ว ออกพระยิ่งไม่มีห่วงใดต้องกังวลอีก”
ขันทองทำหน้าบึ้ง ก่อนจะบ่นเบาๆ กับตัวเอง “ก็ห่วงเจ้านั่นล่ะ ยังจะพูดอีก มันน่านัก”
“ว่ากระไรนะเจ้าคะ” อีกฝ่ายถามย้ำ ด้วยได้ยินไม่ถนัด
ขันทองตีหน้าตาย “ไม่ได้พูด หูเฝื่อนแล้วเจ้า”
“ก็ฉันได้ยินท่านพูดงึมงำอยู่”
ขันทองตัดบท สีหน้าจริงจัง “ฉันไม่หนีดอก ไม่รู้จะไปที่ใด เมื่อเจ้าไม่ไป ฉันไม่ไป ก็เลิกพูดเรื่องนี้ กลับวังเถิด”
พูดจบก็หันไปแก้เชือกผูกเรือ แมงเม่ามองขันทองแบบงงๆ ก่อนจะหันกลับไปมองทางเรือนของพ่อ ด้วยสีหน้า
เศร้าสร้อย และเป็นห่วงจับใจ แต่ก็ไม่กล้าบอกความจริงว่าคงออกมาพบไม่ได้อีกแล้ว

ขันทองแอบชำเลืองมองกลับมาที่แมงเม่าด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วงเป็นใย

ทางด้านพระยาพลเทพก็กำลังคุยกับเจ้าจอมเพ็ญด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่เรือนของตนเอง

“เจ้าจอมก็ทราบดีอยู่แก่ใจ ว่าอังวะเร่งบุกตีทุกเมื่อเชื่อวัน แล้วจะให้ทรงโปรดเจ้าจอมเหมือนแต่ก่อนได้
อย่างไร”
เจ้าจอมเพ็ญได้ฟังก็นึกโมโห “ฉันสู้อุตส่าห์เสี่ยงมาพบท่านเจ้าคุณถึงเรือน ถ้าท่านเจ้าคุณช่วยฉันได้เท่านี้ ฉันสู้ไปคุยกับพวกบ่าวไม่ดีกว่ารึ”
พระยาพลเทพพยายามระงับอารมณ์เต็มที่ “เจ้าจอมจะให้กระผมทำอย่างไร ในเมื่อกระผมโดนคาดโทษ อย่าว่าแต่เข้าเฝ้าเลย เหยียบประตูวังยังทำไม่ได้ กระผมว่า อดทนอีกสักหน่อยเถิด อโยธยาคงไม่แคล้วเป็นเมืองขึ้นเมืองออกแก่อังวะ ถึงเพลานั้น ก็เป็นไปตามข้อตกลง เจ้าจอมจะกลัวกระไร”
เจ้าจอมเพ็ญพูดอย่างร้อนใจ “แต่ฉันไม่ได้ถวายรับใช้มานานเดือน กว่าจะถึงตอนนั้น ฉันยังมีความสำคัญเหลืออยู่อีกรึ”
“ถ้าอย่างนั้น ก็เหลืออยู่ทางเดียว แต่กระผมช่วยไม่ได้ ถ้าเจ้าจอมจะทำ ก็ต้องเสี่ยงเอาเอง”
พูดพลางหยิบยาขวดเล็กๆออกมาจากในชายพก เจ้าจอมเพ็ญถึงกับตกใจ
“ยาเสน่ห์ นี่ท่านเจ้าคุณจะ... “
พระยาพลเทพเห็นสีหน้าหวั่นของอีกฝ่าย ก็ยิ้มเยาะ “ก็ไม่ใช่ครั้งแรก เจ้าจอมท่านจะกลัวกระไร”
“พูดเหมือนไม่รู้ แต่ก่อน ฉันถวายรับใช้ใกล้ชิด มีโอกาสมากนัก แลไม่มีใครรู้เห็น แต่นี่ฉันไม่ได้ถวายรับใช้มา
นาน แล้วจะหาโอกาสได้อย่างไร”
“ก็ทำ เหมือนที่เคยทำกับคุณท้าวสาลิกาซี” พระยาพลเทพพูดพร้อมกับยัดขวดยาใส่มือเจ้าจอมเพ็ญ “แต่อย่า
ให้พลาดเหมือนครานั้นก็แล้วกัน กระผมช่วยได้เท่านี้แหละ”
เจ้าจอมเพ็ญมองดูขวดยาในมือด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

เจ้าจอมเพ็ญกลับมาที่ตำหนัก ในสมองครุ่นคิดวนเวียนแต่เรื่องทำเสน่ห์ตลอดเวลา ขณะที่ข้าหลวงแต่ละคน
ล้วนหมอบกราบอยู่ ไม่มีใครกล้าพูดอะไรโดยพลการ เพราะต่างก็เกรงกลัวกันทุกคน
ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียดหนัก ถึงจะมีคนเยอะ แต่ไว้ใจไม่ได้ซักคน ขณะนั้นเอง เลื่อนก็เดินเข้ามา ก่อนจะคุกเข่าก้ม
ลงกราบ
“หม่อมแม่เจ้าขา เตรียมน้ำสำหรับชำระกายเสร็จแล้วเจ้าค่ะ”
เจ้าจอมเพ็ญมองเลื่อนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จึงออกคำสั่ง “นอกจากนังเลื่อน ทุกคนออกไปให้หมด”
พวกข้าหลวงรีบคลานเข่าถอยออกไปจากห้องจนหมด เลื่อนรีบประจบทันที
“หม่อมแม่ มีเรื่องสำคัญกระไรจะใช้บ่าวหรือเจ้าคะ บอกมาเลยเจ้าค่ะ นังเลื่อนคนนี้ แม้แต่ชีวิต ก็สละให้
หม่อมแม่ได้เจ้าค่ะ”
เจ้าของตำหนัก ยิ้มบางๆ พลางเชยคางเลื่อนขึ้นมา “เอ็งพูดเช่นนี้ ข้าก็เบาใจ”
เลื่อนยิ้มแย้มดีใจมากขึ้น เพราะเดาว่าจะต้องเรื่องสำคัญจริงๆ ซึ่งถ้าทำสำเร็จคงได้ทรัพย์สินเงินทองมากมาย
“เอ็งเอายาเสน่ห์ ไปใส่ในพระกระยาหารให้ข้าที”
“หม่อมแม่”
เลื่อนอุทานด้วยความตกใจ เจ้าจอมเพ็ญรีบเอามือปิดปากทันที ก่อนจะมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
ในความหมายว่าห้ามปฎิเสธเด็ดขาด

รุ่งเช้าของอีกวัน ขณะที่ขันทองเดินคุยมากับขุนรักษ์เทวา โดยมีหลวงศรีมะโนราชเดินตามมาอย่างเซ็งๆ ที่มุม
ตำหนักของเจ้าจอมเพ็ญนั่นเอง
ขุนรักษ์เทวาเดินไป บ่นไป “ข้าวของแพงขึ้นทุกวัน แค่คิดว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดูอีกที ราคาก็ขึ้นแล้ว ดีฉันล่ะอยากจะตายนัก”
ขันทองถอนใจเฮือก “ข้าศึกล้อมรอบเมืองก็เช่นนี้ล่ะ ยังดี ที่เรายังพอหาข้าวของได้ แต่พวกชาวบ้านน่ะซี”
หลวงศรีมะโนราชนึกขัน “จะสนใจไปทำไมเจ้าคะ ชีวิตไพร่ ไหนเลยจะมีค่าเสมอด้วยพวกเรา ต่อให้พวกมันตายจนหมดก็หาเป็นกระไรไม่ ขอเพียงเราสุขสบายก็พอแล้ว”
ขันทองอ่อนใจ ไม่อยากต่อความ ในขณะที่ขุนรักษ์เทวาทิ้งค้อนทันควัน พลางบ่นเบาๆ
“ เดินตามเงียบๆ ก็ดีอยู่แล้ว ไม่รู้จะพูดขึ้นมาทำไม”
จังหวะนั้น ทั้งสามคนก็เหลือบเห็นเลื่อนยืนซึมๆ ใจลอยอยู่ ขันทองจึงเดินเข้าไปหาฃ
“แม่เลื่อน พวกฉันมารับห้ามคนใหม่ไปถวายพระเสด็จพระองค์ชายเชษฐ์”
เลื่อนเหม่อลอย ไม่ได้ยินที่ขันทองพูดแม้แต่น้อย เพราะเอาแต่คิดเรื่องวางยาเสน่ห์ตลอดเวลา
ขันทองนึกแปลกใจ เรียกเสียงดังขึ้น “แม่เลื่อน”
เลื่อนสะดุ้งเฮือก ตกใจ ร้องเสียงหลง “ว้าย”
ทั้งสามคมมองด้วยความงุนงง ว่าทำไมต้องตกใจขนาดนั้น
พอตั้งสติได้ เลื่อนก็ถอนใจโล่งอก “ออกพระศรีนั่นเอง มีกระไรหรือเจ้าคะ”
ขุนรักษ์เทวามองค้อน “อ้าว ที่พูดเมื่อครู่ไม่ได้ยินเลยรึ พวกเราจะมารับห้ามคนใหม่”
“รอสักประเดี๋ยวนะเจ้าคะ”
เลื่อนนึกขึ้นได้ รีบเดินเลี่ยงไป หลวงศรีมะโนราชมองตามอย่างไม่พอใจ
“ใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นี่ถ้าไม่คิดถึงผู้ชาย ก็คงมีผิดชนักติดหลังอยู่เป็นแน่”
ขันทองฉุกใจคิดกับคำพูดนั้น ก่อนจะมองตามไปด้วยความติดใจสงสัย

ขณะที่เจ้าของตำหนักก็กำลังสนทนากับจมื่นศรีสรรักษ์อยู่ในสวน ฝ่ายหลังมีสีหน้าเคร่งเครียด
“น้ำท่วม ข้าศึกก็ไม่ถอย ไม่รู้มันจะล้อมถึงเมื่อใด เพลาอย่างนี้ อย่าว่าแต่นังเลื่อนเลย ไม่ว่าใคร ก็ไม่กล้าทำให้
คุณพี่ดอกขอรับ”
เจ้าจอมเพ็ญชักสีหน้า “ พี่ให้ช่วยกันหาทางบังคับอีเลื่อน ไม่ใช่มาซ้ำเติมพี่นะคุณพระนาย”
“กระผมบังคับไม่ได้ดอกขอรับ ไม่เห็นด้วยแต่ต้นแล้ว เรื่องอุบาทว์พวกนี้”
เจ้าของตำหนักพยายามระงับอารมณ์เต็มที่ “เอาเถิดๆ ไม่ช่วย ก็ไม่ช่วย ถ้าอย่างนั้น คุณพระนายช่วยพี่ในเรื่องที่ช่วยได้ก็แล้วกัน”
จมื่นศรีสรรักษ์ถอนใจ “เรื่องกระไรขอรับ”
เจ้าจอมเพ็ญมองไปรอบๆ ให้แน่ใจอีกทีว่าไม่มีใครแอบฟัง ก่อนจะพูดต่อ “พี่ห่วงว่าอังวะจะบุกเข้ามาเร็วจนพี่ไม่ทันตั้งตัว เกรงสมบัติของพี่จะเสียหาย คุณพระนายช่วยหาคนมาช่วยพี่ซ่อนสมบัติทีเถิด”
“คุณพี่ทุรยศ แล้วยังจะ...”
ยังไม่จบประโยคดี อีกฝ่ายก็ ตวาดแว้ด “จะช่วยหรือไม่ช่วย”
จมื่นศรีสรรักษ์ฮึดฮัดไม่พอใจ แต่เรื่องแค่นี้ ก็ยังฝืนใจช่วยกันได้

และแล้วแผนการซ่อนสมบัติของเจ้าจอมเพ็ญก็เริ่มต้นขึ้น
คนงานจำนวนมาก กำลังช่วยกันขุดฝังทรัพย์สมบัติจำนวนมาก ซึ่งใส่ทั้งหีบ ทั้งหม้อไหฝังไว้เต็มไปหมด โดย
มีจมื่นศรีสรรักษ์กับเลื่อนยืนดูอยู่ ในบริเวณวัดตอนกลางคืน
เลื่อนยิ้มประจบประแจง “คุณพระนายช่างมีปัญญานัก วัดกุฏีดาวตอนนี้ ไม่มีผู้ใดอยู่แม้แต่ผู้เดียว จะทำสิ่งใดก็สะดวกสบาย”
“เก็บคำประจบของเอ็งไว้ให้คุณพี่เจ้าจอมของข้าเถิด ข้าฟังมากๆแล้วคลื่นเหียน ” จมื่นศรีสรรักษ์ไม่เคลิ้มด้วย
พลางมองไปที่คนงานที่กำลังขุดดินง่วนอยู่ “ข้ารู้ ว่าคุณพี่เจ้าจอมร่ำรวยนัก แต่นึกไม่ถึงเลย ว่าจะมีมากมายถึงเพียงนี้ เพียงแค่กลบฝังสมบัติ ก็ต้องใช้เวลาถึงสามวันสามคืน กว่าจะเสร็จสิ้น”
“ เป็นบุญของหม่อมแม่เจ้าค่ะ จะหาผู้ใดในอโยธยา มีบุญเสมอด้วยหม่อมแม่เป็นไม่มีแล้วเจ้าค่ะ “
จมื่นศรีสรรักษ์ส่ายหน้า “ ใช่ แต่เมื่อมีถึงขนาดนี้แล้ว เหตุใดจึงไม่รู้จักพอเสียที “

เลื่อนแอบค้อน ไม่พอใจที่อีกฝ่ายมาว่านายตน

เลื่อนกุลีกุจอแจกกระบอกไม้ไผ่ใส่น้ำ กับข้าวห่อใบตองให้พวกคนงาน ที่รับไปกินอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากทำงานเสร็จ โดยมีเจ้าจอมเพ็ญ ยืนคุยกับจมื่นศรีสรรักษ์อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย

“คนพวกนี้ ไว้ใจได้แน่นะคุณพระนาย ว่าจะไม่แพร่งพรายความลับที่ซ่อนสมบัติของพี่” เจ้าจอมเพ็ญถามย้ำ
“อย่าห่วงเลยขอรับ คนพวกนี้ กระผมคัดมากับมือ ล้วนแต่เป็นคนที่รับใช้กระผมมานานปี ไว้ใจได้ทั้งสิ้น”
“เช่นนั้นพี่ก็วางใจ”
ขาดคำ คนงานคนหนึ่งก็ชักตาตั้ง ดิ้นทุรนทุราย เพราะยาพิษที่เจ้าจอมเพ็ญวางไว้ในอาหารและน้ำนั่นเอง
พวกคนงานอื่นๆ พากันตกใจ เช่นเดียวกับจมื่นศรีสรรักษ์ กับเลื่อน ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
จากนั้นคนงานอื่นๆ ก็ทยอยมีอาการทุทนทุรายและทรุดร่วงไปจนครบทุกคน
เลื่อนตกใจลนลานทำอะไรไม่ถูก ไม่เคยเห็นคนทรมานมากขนาดนี้มาก่อนเลย จมื่นศรีศรีสรรักษ์ตกใจ ก่อนจะ
ฉุกคิดขึ้นมาได้
“ทำไมคุณพี่ต้องวางยาพิษพวกมันด้วย”
เจ้าจอมเพ็ญยิ้มร้าย “จำพี่ไว้นะคุณพระนาย คนเดียวที่จะไว้ใจได้ว่าไม่แพร่งพรายความลับ ก็คือ “คนตาย” เท่านั้น”
คนงานพยายามตะเกียกตะกาย บางคนเริ่มมีเลือดออกปาก ออกจมูก เลื่อนกรีดร้องดังลั่นที่เห็นคนขาดใจตายต่อหน้าต่อตา
จมื่นศรีสรรักษ์โมโหสุดขีด ถ้าไม่ใช่พี่คงเข้าไปบีบคอแล้ว เจ้าจอมเพ็ญยิ้มเหี้ยม ก่อนจะเดินเข้าไปหาเลื่อน
“ไปกันเถิดนังเลื่อน ข้าบอกเจ้าคุณพลเทพ ว่ามีคนซ่องสุมกันจะทำร้ายข้า ข้าเลยให้คนมาวางยาพิษฆ่าพวกมัน อีกไม่นานคนของเจ้าคุณพลเทพก็จะมาจัดการกับศพ แลความลับเรื่องสมบัติ ก็จะมีเพียงข้า เอ็ง แลคุณพระนายเท่านั้นที่รู้”
เลื่อนยังหน้าซีดตัวสั่น หวาดกลัวไม่หาย ปากคอสั่น พูดไม่ออก
“ เห็นหรือไม่ ว่าข้าไว้ใจเอ็งเพียงใด แลอย่างนี้ เอ็งจะตอบแทนข้าอย่างไรเล่านังเลื่อน”
เจ้าจอมเพ็ญปรายตามอง นอกจากฆ่าปิดปากแล้ว ยังขู่เลื่อนได้อีก ถ้าเลื่อนไม่วางยาเสน่ห์ ก็คงรู้ว่าต้องพบ
จุดจบยังไง
จมื่นศรีสรรักษ์ได้แต่ถอนใจพรวดออกมาอย่างรับไม่ได้ ก่อนเดินตามพี่สาวกลับไปอย่างหัวเสีย
เลื่อนหวาดกลัวจนลนลาน มองไปรอบๆ ก่อนจะรีบลุกวิ่งหนีตามไปอย่างหัวซุกหัวซุน

แมงเม่า เป้า และทหารจำนวนหนึ่ง กำลังช่วยกันขนอาหารมาให้ชาวบ้านกินที่นอกประตูวังด้านหลัง อย่างไม่
นึกรังเกียจ แม้หลายคนจะอดอยากหิวโหย เนื้อตัวสกปรกมอมแมม
ส่วนขันทอง และพระยากำแหงยืนคุยกันห่างออกไปเล็กน้อย
“แทนที่ออกพระจะช่วยพูด กลับเห็นดีเห็นงามเสียอย่างนั้น รู้ทั้งรู้อยู่ ว่าให้พวกชาวบ้านมาอยู่อย่างนี้ไม่ได้ มันไม่งาม”
ขันทองยิ้มขำ “ท่านเจ้าคุณไม่กล้าตำหนิแม่แมงเม่า ก็อย่ามาลงที่ดีฉันซีเจ้าคะ จริงอยู่เจ้าค่ะ ว่ามีคนมาวุ่นวายที่ประตูวัง มันไม่งาม แต่ชาวบ้านพวกนี้เดือดร้อนอดอยากนัก แลข้าวปลาอาหารในวังก็มีล้นเหลือ ดีฉันเห็นเหลือทิ้งออกมาก ถือเสียว่าทำบุญทำกุศลเถิดนะเจ้าคะ”
“ฉันเห็นแก่ว่าแม่แมงเม่ามาขอดอกนะ มิเช่นนั้น กฎก็ต้องเป็นกฎ”
พระยากำแหงพูดพลางหันไปมองแมงเม่าที่ยิ้มแย้ม แจ่มใส พูดคุยหยอกล้อกับชาวบ้านด้วยความประทับใจ “แม่แมงเม่า ช่างงามทั้งกายทั้งใจจริงๆ รู้จักเผื่อแผ่คนตกทุกข์ได้ยาก หายากนัก”
ขันทองชักหมั่นไส้ “เรื่องครานี้ แม่เป้าก็มีส่วนนะเจ้าคะ จะไม่ชมแม่เป้าหน่อยหรือเจ้าคะ”
พระยากำแหงเหล่มองนึกขัดใจที่ขันทองชอบขัดคอ ขณะที่อีกฝ่ายถอนใจเซ็งๆ หน้าบึ้งตึง ออกอาการหึงหวง
ชัดเจน

หลังจากนำอาหารให้ชาวบ้านจนหมด แมงเม่า กับเป้า ก็เดินถือถาดเปล่ามาพร้อมกับพูดคุยกันอย่างอารมณ์ดี
โดยมีขันทอง และพระยากำแหงเดินตามหลังมาติดๆ
เป้ารีบเสนอ “ครานี้มีแต่ข้าวปลาอาหาร คราหน้า เราหาหยูกยาไปให้พวกชาวบ้านบ้างดีหรือไม่จ๊ะ แม่แมงเม่า”
แมงเม่าเห็นด้วย “ถ้าได้ก็ดีสิจ๊ะ ฉันจะชวนคนอื่นมาช่วยด้วย คนละไม้ คนละมือ คงช่วยผู้คนได้อีกมาก”
พระยากำแหงมองแมงเม่า ยิ่งมองก็ยิ่งชอบ จนทนเก็บไว้ไม่ไหว
เป้ายื่นมือไปดึงถาดในมือแมงเม่า “ประเดี๋ยวฉันเอาไปเก็บให้เอง แม่แมงเม่าไปที่ตำหนักเถิดจ้ะ”
แมงเม่ายิ้มให้ “ ขอบน้ำใจจ้ะ”
พระยากำแหงสบช่อง “ถาดก็ไม่ใช่เล็กๆ ไปคนเดียวจะดีหรือแม่เป้า วานออกพระศรีท่าน ไปเป็นเพื่อนแม่เป้าหน่อยเถิด”
เป้ารีบบอกปัดอย่างเกรงใจ “ไม่ต้องดอกเจ้าค่ะ...”
พระยากำแหงคะยั้นคะยอ “ไปเถิด เรื่องเท่านี้ ออกพระศรีไม่ว่ากระไรดอด” พลางหันไปส่งยิ้มให้ขันทอง “
จริงหรือไม่ออกพระ”
ขันทองนึกเจ็บใจ ที่เสียท่าแต่ก็ต้องยอม “เจ้าค่ะ”
รับคำเสร็จก็ไม่วายแอบเหล่มองท่าทางกำแหงเล็กน้อยก่อนเดินเลี่ยงไปกับเป้าด้วยสีหน้าใช้ความคิด
ทางด้านพระยากำแหงที่รอจนทั้งคู่ไปแล้ว ก็หันมาพูดกับแมงเม่า
“แม่แมงเม่า”
“เจ้าคะ”
ครั้นเห็นหน้าแมงเม่า ก็ขัดเขินจนพูดไม่ออก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายรอบ รวบรวมความกล้าเต็มที่
“ ท่านเจ้าคุณมีอะไรจะพูดก็พูดซีเจ้าคะ ทำท่าเหมือนจะเป็นลม...”
พระยากำแหงตัดใจพูดสวนทันที “ฉันรักแม่แมงเม่า”
แมงเม่าชะงักกึกไปทันที อีกฝ่ายยังคงพูดต่อ
“รักมานานมากแล้ว หากไม่ติดรับสั่งของกรมขุนวิมลท่าน ว่าห้ามใครบังคับแม่ ฉันคงยกขันหมากไปสู่ขอ
แม่แมงเม่าเสียนานแล้ว แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉันก็ต้องพูดกับแม่ตามตรง แม่แมงเม่าจะรับรัก แลออกเรือนกับฉันได้หรือไม่”
แมงเม่าอึ้งไป พูดอะไรไม่ออก ไม่คิดว่าพระยากำแหงจะพูดจู่โจมตรงๆ แบบนี้ ขณะที่พระยากำแหงถอนใจ
เฮือกใหญ่ เหมือนโล่งอก
“พอพูดแล้วค่อยโล่งอกขึ้นหน่อย ใจเต้นจนจะขาดเสียให้ได้ ว่าอย่างไร เล่าแม่แมงเม่า”
แมงเม่าพยายามปั้นยิ้ม แกล้งทำทะเล้นกลบเกลื่อน
“จะว่าอย่างไรเล่าเจ้าคะ ท่านเจ้าคุณพูดอย่างนี้ ออกพระศรีไม่หึงหวงแย่หรือ อย่างไร ก็เป็นชิ้นกันนะเจ้าคะ”
พระยากำแหงทำหน้านิ่ง ไม่ขำด้วย แมงเม่าเริ่มหน้าเสีย เห็นอีกฝ่ายเอาจริง ก็ถึงกับไปไม่เป็น
“ ฉันรู้ ว่าแม่แมงเม่าไม่ชอบฉัน แต่รักนั้น มันสร้างได้ไม่ใช่หรือ เว้นแต่ แม่จะมี ผู้อื่นแล้วเท่านั้น”
แมงเม่าอึกอัก ลึกๆ แล้วชอบขันทอง แต่บอกใครไม่ได้
“ฉันไม่มี ผู้ใดอื่นดอก (เลี่ยง) แต่บ้านเมืองกำลังมีศึกสงคราม เอ่อ...”
“เพราะมีศึก ฉันจึงต้องพูด เพราะเราไม่รู้เลย ว่าวันพรุ่งจะเป็นเช่นไรบ้าง ฉันดูออกว่าผู้ที่ แม่แมงเม่า
สนิทสนมด้วยที่สุด คือออกพระศรีขันทิน แต่ออกพระไม่ใช่ชาย พูดเท่านี้ แม่คงเข้าใจ”
แมงเม่าหน้าเศร้าลง เพราะสาเหตุนี้ ที่ทำให้ความสัมพันธ์กับขันทองไปต่อไม่ได้จริงๆ
“ถ้าแม่ไม่อยากตอบตอนนี้ ฉันก็จะไม่บังคับ แต่สักวัน ฉันจะถามแม่แมงเม่าอีก วันนี้แค่ฉันได้บอกให้แม่รู้ใจ ว่าฉันคิดกับแม่อย่างไรได้ ฉันก็พอใจแล้ว”
พระยากำแหงเอาชายสไบแมงเม่าขึ้นมาบรรจงจูบ แทนความรักที่มีอยู่จนล้นอก
ขันทองกับเป้า ที่ลอบกลับมาแอบฟังจนได้ยินทุกอย่าง

เป้ามีท่าทางตื่นเต้นสุดๆไปกับเพื่อนด้วย ขณะที่ขันทองเครียดหนัก เพราะตนเผยความลับไม่ได้ ทำให้พระยากำแหงชิงนำหน้าไปแล้ว ถ้าแมงเม่าตกลงรับรักพระยากำแหง ตนต้องขาดใจตายแน่ๆ
 
อ่านต่อตอนที่ 22


กำลังโหลดความคิดเห็น...