xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 16 : แน่น เป็นลูกสวาท ...แบบนี้ก็ได้เหรอ!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 16

บทประพันธ์ : วรรณวรรธน์
บทโทรทัศน์ : เอกลิขิต

ตอนสาย เห็นความคึกคักของย่านร้านค้า

แมงเม่ากับเป้ากำลังเลือกดูของต่างๆ พูดคุยกันสีหน้ายิ้มแย้ม โดยที่ขันทอง และแน่น อยู่ห่างออกไป กำลังควบคุมพวกทาสขนข้าวของที่ซื้อกลับเข้าวัง
ขันทองสีหน้าหนักใจ
"ข้าวของแพงขึ้นเป็นเท่าตัวนับแต่เกิดศึก ถ้าขึ้นไปเรื่อยๆเช่นนี้ จะทำอย่างไรกัน"
ขันทองเหลือบไปมองแน่น แน่นไม่ได้สนใจตนแม้แต่น้อย เอาแต่มองไปทางเป้าตลอด
เป้ากับแมงเม่า ทั้งคู่กำลังเลือกดูเครื่องประดับอยู่
เป้าหยิบปิ่นปักผมอันหนึ่งขึ้นมาดูด้วยความสนใจ เพราะปิ่นสวยมาก
เป้าถามคนขาย
"เท่าใดกันจ๊ะ"
"หนึ่งตำลึงจ้ะแม่หญิง"
เป้าหน้าเสีย ก่อนจะวางปิ่นปักผมลง
"หนึ่งตำลึง ในยามศึกหน้าสงครามเช่นนี้ ไม่ถือว่าแพงเลยนะจ๊ะ ถ้าแม่เป้าชอบก็เอาซี" แมงเม่าว่า
เป้าหน้าจ๋อยๆ
"อย่าเลยจ้ะ ฉันมีเบี้ยหวัดไม่มากนัก เก็บเงินทองไว้ทำอย่างอื่นจะดีกว่า"
แมงเม่ากับเป้าเดินเลี่ยงไปดูข้าวของอย่างอื่นแทน
แน่นที่รอโอกาสอยู่แล้ว รีบเข้าไปแผงขายเครื่องประดับทันที
แน่นหยิบปิ่นที่เป้าอยากได้ขึ้นมา พร้อมกับเงินตำลึงนึงยื่นให้คนขาย
"ฉันเอาอันนี้"
ขันทองมองไปที่แน่นด้วยสายตาเคร่งเครียด ไม่สบายใจมากที่แน่นชักจะรักเป้าถลำลึกมากขึ้นทุกที

ผ่านเวลาซักพัก มุมหนึ่งในวัง
แน่นไม่ค่อยพอใจ
" เหตุใดถึงไม่ได้ ข้าก็แค่ให้ปิ่นปักผมเท่านั้น"
ขันทองกำลังคุยกับแน่นในที่ลับตาคนที่มุมหนึ่งในวัง
" ขันที ให้ปิ่นปักผมผู้หญิงไม่แปลกรึ หากเป็นแต่ก่อน ไม่มีผู้ใดคอยจับตาก็ยังพอว่า แต่เพลานี้ ทั้งออกญาพลเทพ ทั้งออกญาวังก็สงสัยข้าอยู่ หากเอ็งยังทำเช่นนี้อีกคน จะไม่ยิ่งเพิ่มความระแวงให้เพิ่มขึ้นอีกรึ"
" แลที่เอ็งเล่าให้ข้าฟัง อย่านึกว่าข้าไม่รู้ทัน ว่าเอ็งแอบมีใจให้แม่แมงเม่า เช่นนี้ไม่กลัวเกิดพิรุธรึ หรือมีแต่เอ็งวะที่ทำได้" แน่นหงุดหงิด
ขันทองเอาน้ำเย็นเข้าลูบ
" อย่าเพิ่งโกรธเคืองข้าเลยอ้ายแน่น" ขันทองถอนใจ "เรื่องแม่แมงเม่า ข้ายอมรับ แต่ข้าก็ระมัดระวังอย่างยิ่ง มากที่สุดก็คือให้กลบทเพลงยาวของเจ้าฟ้ากุ้ง หากมีผู้จับได้ ข้าก็ยังอ้างว่าเป็นโจทย์ที่ให้แม่แมงเม่าหัดแก้ แลเพลงยาวนี้ก็ปรากฏเป็นที่รู้กันทั่ว หาใช่ข้าเขียนเองไม่"
" เอาเถิดๆ ข้าผิดเอง เอ็งเตือนข้าด้วยความหวังดี ข้าไม่ควรโกรธเคืองเอ็ง" แน่นสีหน้าขอความเห็นใจ
จากเพื่อน "แต่เห็นใจข้าบ้างเถิดวะ เป็นขันทีจะแสดงออกกระไรก็ไม่ได้ เหลือเพียงทางนี้เท่านั้น แลคนอื่นคงคิดว่าข้าให้ของอย่างคนสนิทเท่านั้น ไม่มีผู้ใดคิดว่า ขันทีจะมีใจให้ผู้หญิงดอก เอ็งอย่ากังวลนักเลย"
แน่นเดินเลี่ยงไปทางอื่น ไม่ยอมคุยด้วยอีก
ขันทองได้แต่มองตามเพื่อนไปด้วยความหนักใจอยู่ดี

แน่นเอาปิ่นปักผมที่เป้าอยากได้ยื่นให้เป้า ต่อหน้าข้าหลวงคนอื่นๆ
เป้านึกไม่ถึง
"นี่ท่านขุนให้ฉันจริงๆหรือจ๊ะ"
แน่นยิ้มแย้ม
"จริงซี ฉันแอบเห็นว่าแม่เป้าอยากได้ แลราคานี้ฉันพอจ่ายได้ไม่เดือดร้อนกระไร แม่รับไปเถิดนะ"
เป้าดีใจ ไหว้ "เป็นพระคุณเจ้าค่ะ"
เป้ารับปิ่นปักผมมาด้วยความดีใจ ไม่คิดอะไร
แน่นมองเป้าดีใจ แล้วก็พลอยดีใจไปด้วย
ในขณะที่พวกข้าหลวงคนอื่นๆ เข้ามาดูกันปิ่นปักผมของเป้ากันยกใหญ่
ข้าหลวง 1ยิ้มแย้ม
"ฝนตกไม่ทั่วฟ้านี่เจ้าคะท่านขุน ให้แม่เป้าคนเดียว แล้วพวกเราเล่าเจ้าคะ"
" อย่าเคืองไปเลยแม่ แม่เป้ากับฉันสนิทสนมกัน แลแม่เป้าก็ช่วยเหลืองานการฉันไม่น้อย ถือเป็นสินน้ำใจ แต่ถ้าพวกแม่ๆ อยากได้ เอาไว้วันหลัง ฉันจะซื้อให้นะ"
พวกข้าหลวงพากันดีใจยกใหญ่ ก่อนจะช่วยกันรวบผมให้เป้า เพื่อลองปิ่นปักผมอันใหม่เป็นที่สนุกสนาน
แน่นมองเป้าลองปิ่นปักผม ด้วยสายตากรุ้มกริ่ม มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก

ขุนรักษ์เทวากำลังตื่นเต้น นินทากันมันปาก
" ต๊าย จริงรึ ไม่เคยพบเคยเห็นเช่นนี้มาก่อน"
ขุนรักษ์เทวากำลังดูแลพวกข้าหลวงทำกับข้าวในครัว แต่ก็ร่วมวงนินทาไปด้วย
ข้าหลวง 1 ทำกับข้าวไป นินทาไป
"เห็นกับตาเลยเจ้าค่ะ จะไม่จริงได้อย่างไร นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าท่านขุนจิตใจภักดิ์เป็นนักเทศน์ขันที อีฉันต้องคิดว่าเกี้ยวแม่เป้าเป็นแน่เลยเจ้าค่ะ"
ข้าหลวง 2 หัวเราะคิกๆ "ขันทีเกี้ยวผู้หญิง จะเป็นไปได้อย่างไร"
"ของอย่างนี้ไม่แน่ดอก ขันทีบางคนแม้ถูกตัดความเป็นชายแล้ว แต่ก็ยังใฝ่ต่ำ เอ๊ย ก็ยังมีใจให้หญิงได้อยู่ เพียงแต่เกิดขึ้นได้น้อยมากนัก" ขุนรักษ์เทวาบอก
ข้าหลวง 1 ตบเข่าฉาด
"มิน่าเล่า สายตาที่ท่านขุนจิตใจภักดิ์ดูแม่เป้า ถึงได้ดูกรุ้มกริ่มนัก ที่แท้ก็อย่างนี้นี่เอง"
ข้าหลวง 3 สนใจมาก
"แล้วแม่เป้ารู้ตัวหรือไม่"
"จะรู้กระไร คุณท้าวโสภาเลี้ยงแม่เป้ามาแต่อ้อนแต่ออก ฉันว่าแม่เป้าเคยคุยกับผู้ชายนับครั้งยังไม่ถึงจำนวนนิ้วมือเลยด้วยซ้ำ" ข้าหลวง 1 บอก
ขุนรักษ์เทวาตื่นเต้น
"ว๊าย หากเป็นเช่นนี้..."
ขุนรักษ์เทวาชะงักไป เมื่อเห็นขุนเทพชำนาญเดินหน้าหงิกเข้ามาในครัว
ขุนเทพชำนาญหน้าบึ้งตึง
"นินทากันจบแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่จบ ฉันจะได้ให้คนอื่นมาทำกับข้าวกับปลาแทน"
ขุนรักษ์เทวาทิ้งค้อน แต่ก็ไม่พูดอะไรมาก ส่วนข้าหลวงคนอื่นรีบก้มหน้าทำงานด้วยความกลัวขุนเทพชำนาญ

ขุนเทพชำนาญมีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมา หลังจากที่ได้ยินเรื่องที่ทุกคนนินทา

พวกทาสหามหีบขนาดใหญ่เข้ามาในห้องนอน โดยมีขุนเทพรักษายืนมองด้วยความพอใจ

"ออกไปได้แล้ว"
พวกทาสรีบออกจากห้องไปแล้วปิดประตูลง
ขุนเทพรักษาเข้าไปเปิดหีบออก ชายหนุ่มในหีบก็ลุกขึ้นกอดขุนเทพรักษาไว้
ลูกสวาทคนนี้ เป็นคนเดิมกับที่ขุนเทพชำนาญกับ ขุนเทพรักษาเลี้ยงเอาไว้ และลอบพาเข้ามาในวังบ่อยๆ
ขุนเทพรักษาตกใจเล็กน้อย
" อุ๊ย เล่นกระไรกันนี่"
ชายหนุ่มยิ้มกรุ้มกริ่ม
"ผู้ใดเล่น กระผมเพียงแต่คิดถึงท่านขุนต่างหาก"
แต่ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงศรีมะโนราชดังขัดจังหวะขึ้นก่อน
" อยู่ข้างในหรือไม่ ออกมาคุยกันหน่อยซี"
ขุนเทพรักษาหน้าเสีย
"คุณหลวงมา.. รอฉันประเดี๋ยวนะ"
ขุนเทพรักษารีบออกไปจากห้อง

ขุนเทพรักษารีบเดินออกมาจากข้างในห้องด้วยท่าทางตื่นๆ โดยมีหลวงศรีมะโนราช และขุนเทพชำนาญยืนรออยู่
"คุณหลวง มีกระไรหรือเจ้าคะ"
หลวงศรีมะโนราชหันไปพูดกับเทพชำนาญ "เล่าไปซี"
"มีข้อสงสัยว่าขุนจิตใจภักดิ์อาจไม่ใช่ขันทีแท้ เหมือนเช่นอ้ายศรีขันทิน" ขุนเทพชำนาญบอก
ขุนเทพรักษาตกใจนึกไม่ถึง คิดทบทวน
"อ้ายจิตใจภักดิ์น่ะรึ มันสองคนสนิทสนมกันนัก หรือว่าจะเป็นจารบุรุษเสียทั้งคู่"
"ก็อาจเป็นได้ ข่าวนี้ถือเป็นคุณกับเรานัก เราเสียนังเยื้อนที่เป็นพยานปากเอกไป ทำให้ฉันคิดว่าหมดหวังแล้ว แต่พอมี เรื่องนี้ขึ้นมา เราก็อาจโยงไปกระทบถึงอ้ายศรีขันทินได้"
" แต่เราจะทำให้ออกญาวังเชื่อถือเราได้หรือเจ้าคะ"
ขุนเทพชำนาญยิ้มเจ้าเล่ห์
"ฉันคิดกับคุณหลวงไว้หมดแล้ว ครานี้ เราคงต้องเตรียมการกันสักเล็กน้อย"
หลวงศรีมะโนราชยิ้มร้ายอย่างมีแผนการ

หน้าเรือนคุณท้าวโสภาตอนหัวค่ำ เป้าคุกเข่ายื่นปิ่นปักผมที่แน่นซื้อให้ ให้กับคุณท้าวโสภาที่นั่งหน้าบึ้งตึงอยู่ เป้ามีท่าทางหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่พระยากำแหง และหลวงศรีมะโนราชนั่งอยู่ใกล้ๆคุณท้าวโสภา
" นี่เจ้าค่ะคุณท้าว ปิ่นปักผมที่ขุนจิตใจภักดิ์ซื้อให้"
คุณท้าวโสภารับปิ่นมา ก่อนจะขว้างทิ้งด้วยความโมโห
"เป็นสาวเป็นนาง ไปรับของกำนัลมีค่าได้อย่างไร ใครสั่งใครสอนให้หล่อนทำตัวเยี่ยงนี้ งามหน้านัก"
เป้า รีบก้มลงกราบ
"ขอประทานโทษเจ้าค่ะ ฉันเห็นว่าท่านขุนจิต ไม่ใช่..เอ่อ เป็นขันที ไม่น่าเสียหายกระไร จึงรับไว้ เป็นความสัตย์เจ้าค่ะ"
คุณท้าวโสภาตวาดแว๊ด
"ถึงไม่ใช่ชาย แต่เที่ยวรับของกำนัลโดยง่าย มันถูกมันควรแล้วรึแม่เป้า รู้ไปถึงที่ไหนขายหน้าไปถึงที่นั่น นึกไม่ถึงเลย ว่าคนที่ฉันเลี้ยงดูมาแต่เล็กแต่น้อย จะเป็นคนเห็นแก่ได้เช่นนี้"
เป้าร้องไห้ กลัวจับใจ
"ขอประทานโทษเจ้าค่ะ"
คุณท้าวโสภาพยายามระงับอารมณ์ ก่อนจะหันไปพูดกับพระยากำแหง และหลวงศรีมะโนราช
"ต้องขอประทานโทษท่านเจ้าคุณกับคุณหลวงที่เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น แลขอบพระคุณที่มาแจ้งไม่ให้ต้องเสื่อมเสียไปกว่านี้ได้"
"ไม่เป็นกระไรดอกคุณท้าว"
"ท่านเจ้าคุณได้เห็นกับตา ได้ยินกับหูแล้ว คงไม่คิดว่าดีฉันแต่งเรื่องมาใส่ร้ายอีกกระมังเจ้าคะ"
พระยากำแหงหน้าเครียด
"อย่าห่วงเลยคุณหลวง หากมีข้อสงสัย ฉันก็ต้องจัดการให้รู้แน่ ไม่ปล่อยให้ผ่านไปดอก"
หลวงศรีมะโนราชแสยะยิ้มพอใจที่เป็นไปตามแผน

ขุนรักษ์เทวาเดินนำขันทีคนอื่นเข้ามาในศาลาในวังยามเช้าวันใหม่
พระยากำแหง ขันทอง แน่น หลวงศรีมะโนราช ขุนเทพชำนาญ ขุนเทพรักษา และทหารกลุ่มหนึ่งล้อมศาลาไว้
"มาครบแล้วเจ้าค่ะ ท่านเจ้าคุณ" ขุนรักษ์เทวาบอก
พระยากำแหงพยักหน้ารับ หันไปมองรอบๆก่อนจะพูดเสียงดัง
"ทหาร จับตัวขุนจิตใจภักดิ์ไว้ ประเดี๋ยวนี้"
ขันทอง และแน่น ตกใจสุดๆ ไม่รู้ว่าเกิดกระไรขึ้น แต่ไม่ทันตั้งตัว พวกทหารก็เข้าไปจับ
แน่นไว้ทันที
กลุ่มขันทีสายหลวงศรีมะโนราช มีสีหน้ายิ้มเยาะสมน้ำหน้าขึ้นมา
ขันทองตกใจสุดๆ
"นี่มันกระไรกันเจ้าคะท่านเจ้าคุณ"
" ฉันมีข้อสงสัย จึงต้องขอตรวจความเป็นชายของขุนจิตใจภักดิ์"
ขันทอง และแน่น ตกใจจนหน้าซีดเผือด
"แต่เคยตรวจแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ ออกพระราชาข่านก็เคยให้ท่านเจ้าคุณดูกล่องใส่ความเป็นชายแล้ว"
หลวงศรีมะโนราชพูดสวนขึ้น
"ถึงดูแล้ว ก็ยังแน่ใจทั้งหมดไม่ได้ดอก จนกว่าจะได้เห็นกับตา"
แน่นแค้นมาก
"นี่คงเป็นฝีมือพวกเจ้า ใส่ร้ายข้าให้ออกญาวังฟังล่ะซี"
"ท่านเจ้าคุณเจ้าคะ เรื่องนี้เป็นเรื่องน่าอับอายนัก ท่านเจ้าคุณหาวิธีอื่นไม่ได้หรือเจ้าคะ"
"อย่ากังวลเลย ฉันไม่ทำประเจิดประเจ้อดอก แลคนที่อยู่ที่นี้ก็เป็นขันทีด้วยกันทั้งนั้น แต่ที่ฉันต้องให้ทหารจับตัวไว้ ก็เพื่อกันไว้ก่อนเท่านั้นเอง"
ขันทองพยายามช่วยพูดเต็มที่ "แต่ท่านเจ้าคุณเจ้าขา พวกขันทีอย่างดีฉัน"
หลวงศรีมะโนราชพูดสวนขึ้น
" จะพูดพล่ามไปไย ของเช่นนี้ ถ้าไม่ผิดจะกลัวกระไร เว้นแต่จะผิดเหมือนกัน จึงต้องปกป้องกัน ถ้ากระนั้น ก็ตรวจความเป็นชายของคุณพระด้วยเสียเลยเป็นอย่างไรเล่า"

ขันทองมองหน้าศรีมะโนราชเขม็ง รู้แล้วว่าที่ทำไปทั้งหมดก็เพื่อเล่นงานตนนั่นเอง

เป้ากำลังบีบนวดให้กรมขุนวิมลภักดีที่กำลังนอนพักสายตาอยู่บนตั่ง โดยมีพวกข้าหลวงกำลังร้อยมาลัยอยู่ใกล้ๆ

ทันใดนั้นเอง แมงเม่าก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความตื่นตกใจ
แมงเม่ารีบคุกเข่าลงกราบกรมขุนวิมลภักดี
"เสด็จเพคะ หม่อมฉันขอตัวแม่เป้าสักครู่ได้หรือไม่เพคะ"
กรมขุนวิมลภักดีลืมตาขึ้น
"เจ้าตัวดี เรียบร้อยเป็นผ้าพับอยู่ได้ไม่เท่าใดก็ออกลายเสียแล้ว" เสด็จขยับตัวขึ้นนั่งตรง "มีกระไรก็พูดตรงนี้ ทำราวกับว่าจะมีความลับกับฉันได้อย่างนั้นล่ะ"
แมงเม่ายิ้มแหยๆ
"เพคะ" ก่อนหันไปพูดกับเป้า "แม่เป้า ท่านขุนจิตใจภักดิ์"
เป้าหน้าเสีย กลัวมากเลยรีบพูดสวนขึ้น
"อย่าพูดอีกเลยแม่แมงเม่า ฉันรู้ตัวว่าผิดนัก แลสำนึกแล้ว เลิกฟื้นฝอยหาตะเข็บเถิด"
"ฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องปิ่นปักผม เพลานี้ มีข่าวว่าออกญาวังจับตัวขุนจิตใจภักดิ์ไว้เพื่อ..." ครั้นจะพูดก็อายปาก "เพื่อ เอ่อ..."
" อ้ำๆอึ้งๆอยู่นั่นล่ะ ไม่เห็นเคยเป็นเช่นนี้เลย มีกระไรก็พูดมา"

แมงเม่าตัดใจพูดอ้อมๆ
"ออกญาวังมีข้อสงสัยว่าขุนจิตใจภักดิ์ไม่ใช่ขันทีจริง จึงจับตัวไว้เพื่อพิสูจน์เพคะ"
เป้า และกรมขุนวิมลภักดี พากันตกใจมากกับข่าวของแมงเม่า

ฝ่ายขันทีสายหลวงศรีมะโนราช กำลังช่วยกันกดดันพระยากำแหงเพื่อจะลากขันทองไปตรวจความเป็นชายอีกคนให้ได้
ขุนเทพชำนาญบอก
"ว่าอย่างไรเจ้าคะท่านเจ้าคุณ จะตรวจความเป็นชายออกพระศรีขันทินอีกคน ก็ไม่น่าจะเป็นกระไรนะเจ้าคะ"
พระยากำแหงชำเลืองมองไปทางขันทองเล็กน้อย
"พวกท่านสามคน วุ่นวายกับเรื่องนี้มาหลายคราแล้ว อย่าให้ฉันต้องวุ่นวายด้วยอีกเลย ตรวจความเป็นชายแค่ขุนจิตใจภักดิ์คนเดียวก็พอแล้ว"
"ท่านเจ้าคุณลำเอียง ไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่นี่เจ้าคะ" เทพรักษาว่า
พระยากำแหงผงะ
ขุนรักษ์เทวาโมโห
"ต้องให้ทำตามพวกบ่างช่างยุ เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่คนอื่นอย่างนั้นรึ ถึงจะเรียกว่าซื่อตรง"
ขุนเทพรักษาหันไปจ้องหน้าขุนรักษ์เทวา
ขุนรักษ์เทวาก็จ้องกลับอย่างไม่กลัว
หลวงศรีมะโนราชรีบปรามก่อนฝ่ายตัวเองจะเสียเปรียบ
"พอได้แล้วขุนเทพรักษา เข้าใจบ้างเถิด ว่าออกพระศรีขันทินมีอำนาจในฝ่ายใน เป็นรอง
ท่านเจ้าคุณเพียงขั้นเดียว ท่านเจ้าคุณย่อมอึดอัดใจเป็นธรรมดา"
พระยากำแหงถอนใจออกมาอย่างอึดอัดใจ ศรีมะโนราชดักคอตนอีกแล้ว
ขันทองซื้อใจกันไปเลย ทำหน้านิ่งๆ
"อย่าอึดอัดใจไปเลยเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ ดีฉันจะยอมเข้าตรวจเช่นเดียวกับขุนจิตใจภักดิ์ก็แล้วกัน"
ทุกคนพากันตกใจกับคำพูดขันทองเป็นแถว โดยเฉพาะหลวงศรีมะโนราชกับแน่น
"ออกพระศรี"
ขันทองตัดบท
"พอเถิดท่านขุน วันนี้ถ้าไม่ตรวจกันให้ชัดแจ้ง ก็คงไม่หยุดใส่ร้ายฉันเสียที เพื่อไม่ให้ท่านเจ้าคุณต้องเสื่อมเสียว่าลำเอียง เข้าข้างฉัน ก็ให้มันจบในวันนี้เถิด"
พระยากำแหงและขันทองสบตากันเล็กน้อย
"เก่งกาจนัก ไม้นี้นับว่าฉันนึกไม่ถึงเลย แต่อย่าคิดว่าฉันจะยอม ท่านเจ้าคุณเจ้าคะ ดีฉันไม่ได้กล่าวหาเลื่อนลอย แต่ดีฉันมีพยาน พยานของดีฉันคือนังเยื้อน ทาสของตัวออกพระศรีเองเจ้าค่ะ"
ขันทองมองหน้าหลวงศรีมะโนราชนิ่ง ต่างฝ่ายต่างใช้สมองสู้กันเต็มที่

เป้าเดินลิ่วมาด้วยความเป็นห่วงแน่น โดยมีแมงเม่ารีบตามหลังมาติดๆ
แมงเม่าเร่งฝีเท้าเต็มที่แต่ก็ตามเป้าไม่ทัน
"เดินช้าหน่อยเถิดแม่เป้า ฉันตามไม่ทันแล้ว"
เป้าร้อนใจ ห่วงแน่นมาก
"เร็วเข้าเถิดแม่แมงเม่า ไม่รู้ป่านฉะนี้ ขุนจิตใจภักดิ์จะเป็นเช่นใดบ้าง"
แมงเม่ารีบตามจนทัน
"หากเป็นขันทีจริง ก็ไม่มีกระไรดอก แต่หากไม่ใช่ แม่เป้าจะว่าอย่างไร"
เป้าอึกๆอักๆ ถ้าไม่ใช่ขันทีแล้วที่ผ่านมาที่แน่นดีกับตนคืออะไร แล้วแน่นจะถูกประหารมั้ย
เป้าสับสนหนักคิดไม่ออก
ขณะนั้นเอง ก็มีข้าหลวง 2 คนเดินสวนมา
ข้าหลวง 1ร้อนใจ
"แม่เป้า แม่แมงเม่า มาอยู่ที่นี่เอง ได้ข่าวแล้วหรือไม่"
"ข่าวขุนจิตใจภักดิ์ล่ะซี ฉันกับแม่เป้ากำลังจะไปดูด้วยตานี่ล่ะ"
ข้าหลวง 2 บอก "ขุนจิตใจภักดิ์คนเดียวเสียเมื่อไหร่ ออกพระปันหยีของฉันก็ติดร่างแหไปด้วย ว่าต้องสงสัยไม่ใช่ขันทีแท้"

แมงเม่าตกใจสุดๆที่รู้ว่าขันทองโดนด้วย

ทุกคนยังถกเถียงกันหน้าดำคร่ำเครียด

พระยากำแหงถาม
"แล้วนังเยื้อนเล่า เพลานี้อยู่ที่ใด"
"ดีฉันเอามันไปฝากไว้กับออกญาพลเทพ" แล้วจ้องขันทองเขม็ง "แต่น่าเสียดายนัก ที่มันจมน้ำหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าถูกฆ่าปิดปากหรือไม่"
ขุนรักษ์เทวาหัวเราะเยาะ
"นังเยื้อนตายก็หาว่าออกพระศรีฆ่าปิดปาก ต่อไป ถ้านังแย้ม นังดำ นังแดงตาย ก็โทษออกพระศรีให้หมดเลยซีเจ้าคะคุณหลวง"
ขันทีทั้งสามมองขุนรักษ์เทวาตาเขียวปั้ด โมโหที่โดนแขวะ แต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้
"นังเยื้อนเป็นทาสของดีฉันจริง ท่านเจ้าคุณก็เคยเห็นอยู่ แต่จู่ๆมันก็หนีออกไป เพิ่งได้รู้วันนี้ล่ะเจ้าค่ะ ว่าหนีไปอยู่กับท่านเจ้าคุณพลเทพ แลจมน้ำหายไปแล้ว"
"เมื่อไม่มีพยาน เรื่องนี้เห็นที..." พระยากำแหงว่า
" ก่อนตาย นังเยื้อนมันสารภาพเรื่องทั้งหมดแก่ดีฉันแล้ว ออกญาพลเทพก็ทราบความอยู่ ท่านเจ้าคุณจะให้ดีฉันเชิญออกญาท่านมาก็ได้นะเจ้าคะ" หลวงศรีมะโนราชไม่ยอมจบง่ายๆ
พระยากำแหงเริ่มลังเลว่าจะเอาไงดี
"ท่านเจ้าคุณเจ้าคะ อย่าหาว่าดีฉันสอนเลย แต่หากเรื่องนี้เป็นจริง ท่านเจ้าคุณจะต้องโทษที่บกพร่องในหน้าที่ราชการนะเจ้าคะ"
"อย่างไรก็ต้องตรวจอยู่แล้ว เหตุใดจะตรวจเพิ่มอีกคนไม่ได้ ท่านเจ้าคุณอย่าลังเลเลยเจ้าค่ะ" ขุนเทพรักษาบอก
พระยากำแหงหันไปมองหน้าขันทองว่าจะเอาไงดี
ขันทองหน้าเสีย จะใช้แผนเดิมแกล้งทำเป็นยอมเพื่อให้พระยากำแหงเกรงใจก็ไม่ได้แล้ว เพราะพระยากำแหงอยากหลุดพ้นจากการกดดัน ถ้าตนพูดเหมือนเดิม พระยากำแหงคงต้องตรวจเพศสภาพตนเป็นแน่
แต่ทันใดนั้นเอง แน่นก็หัวเราะเสียงดังลั่นขัดขึ้น
ทุกคนหันไปมองแน่นเป็นตาเดียวว่าจู่ๆหัวเราะทำไม

แมงเม่าเป็นฝ่ายเดินลิ่วๆนำเป้าไปด้วยความร้อนใจห่วงขันทองสุดๆ
เป้าเร่งฝีเท้าเต็มที่แต่ก็ตามเป้าไม่ทัน
"เดินช้าหน่อยเถิดแม่แมงเม่า ฉันตามไม่ทันแล้ว"
" ช้าไม่ได้แล้วแม่เป้า ไม่รู้ป่านฉะนี้ จะเกิดกระไรขึ้นกับออกพระศรีบ้าง"
แมงเม่ารีบเดินลิ่วไปอย่างร้อนอกร้อนใจ
เป้างงในท่าทีเป็นห่วงออกพระศรีจนออกนอกหน้าของแมงเม่าเล็กน้อย ก่อนรีบเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ

แมงเม่า และเป้า เดินมาถึงศาลา เห็นทุกคนกำลังล้อมดูเหตุการณ์ โดยมีแน่นกำลังหัวเราะ
ไม่ยอมหยุด
" หัวเราะทำไม มีกระไรน่าขำรึ" พระยากำแหงถาม
แน่นหยุดหัวเราะก่อนพูดอย่างองอาจ
"กระผมหัวเราะ เพราะนึกอยู่แล้วว่า วันนี้ต้องมาถึง ท่านเจ้าคุณไม่ต้องตรวจความเป็น ชายของกระผมดอกขอรับ เพราะกระผมเป็นชายจริงแท้แน่นอน"
ขาดคำ ทุกคนพากันตกใจ ไม่มีใครคิดว่าแน่นจะสารภาพเอง
เป้าและแมงเม่า ทั้งคู่ตกใจมาก แต่เป้าดูตกใจกว่าจนหน้าซีดเผือด
ขันทองร้อนใจสุดๆ ห่วงเพื่อน
"พูดกระไรออกมา ขุนจิตใจภักดิ์"
"กระผมพูดความจริง แลต้องขอประทานโทษคุณพระด้วย ที่ปิดบังเรื่องนี้มาตลอด เป็นเหตุให้คุณพระต้องมาพลอยเดือดร้อนด้วยในวันนี้"
หลวงศรีมะโนราชรู้ว่าแน่นจะรับผิดแทน รีบโวยขึ้น
"พูดเช่นนี้ คิดจะกันออกพระศรีออกไปรึ"
พระกำแหงตวาดลั่น สีหน้าเหี้ยมเกรียม
"หยุดได้แล้วคุณหลวง" ก่อนจะชักดาบออกมาชี้หน้าแน่น
"เอ็งเป็นจารบุรุษรึ เข้ามาขโมยความลับกระไร"
แน่นหัวเราะอีก "คนโง่เง่าอย่างกระผมหรือจะเป็นจารบุรุษ"
แน่นหันไปจ้องหน้าขุนเทพชำนาญ กับขุนเทพรักษาแล้วเบนเรื่องทั้งหมด
"กระผมเป็นเพียงลูกสวาทของขุนเทพชำนาญกับขุนเทพรักษาเท่านั้น"
ขาดคำ ทุกคนก็ยิ่งตกใจหนักกว่าเดิม
เป้าช็อก "ลูกสวาท ไม่จริง"
ทุกคนได้ยินเสียงเป้า เลยหันไปมองเป็นตาเดียว
แน่นเห็นเป้าเข้าก็ตกใจสุดๆ ต้องมาพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าผู้หญิงที่ตนรัก ก็ยิ่งเจ็บปวด แต่ถึงขั้นนี้แล้ว จะปล่อยให้ขันทองตายพร้อมตนไม่ได้เด็ดขาด
แน่นขบกรามแน่น
"ช้ากระไรเล่าขอรับท่านเจ้าคุณ รีบจับมันทั้งสองคนไว้ซีขอรับ"
ขุนเทพรักษาโมโหสุดๆ จะ เข้าไปต่อยหน้าแน่น
"อ้ายสารเลว มึงใส่ความกู"
ขุนรักษ์เทวากับขันทีคนอื่น ต้องรีบกันช่วยดึงออกมา
" มันใส่ความพวกดีฉัน ท่านเจ้าคุณอย่าหลงเชื่อนะเจ้าคะ พวกดีฉันจะกล้าเอาลูกสวาท
มาปลอมเป็นขันทีได้อย่างไร"
"น้อยไปซี มึงไม่เพียงกล้าให้กูปลอมเป็นขันทีเพื่อบำเรอสวาทพวกมึง พวกมึงยังติดสินบนออกพระราชาข่านเพื่อช่วยกู ครั้งที่ท่านเจ้าคุณตรวจความเป็นชายคราก่อนอย่างไงเล่า"
ขันทีทั้ง 2 ที่โดนอ้างถึงต่างตกใจ พูดไม่ออก โดนใส่ความแบบไม่มีมูลเลย
"แต่ตอนนี้ พวกมึงได้ลูกสวาทคนใหม่แล้ว จึงคิดจะกำจัดกูทิ้ง กูไม่ยอมตายคนเดียวดอกโว้ย"
ขุนขันทีทั้งสองจ้องแน่นเขม็งด้วยความโกรธจัด
เป้าถึงกับเข่าอ่อนด้วยความผิดหวังเมื่อรู้ความจริงจากปากแน่น
แมงเม่าต้องประคองเพื่อนเอาไว้
แน่นลอบมองไปทางเป้าก็ยิ่งเจ็บปวดใจ แต่ก็ต้องทำงานจารบุรุษให้สำเร็จ
หลวงศรีมะโนราชโมโหสุดๆ
"อย่าไปฟังมันเจ้าค่ะท่านเจ้าคุณ โป้ปดมดเท็จทั้งสิ้น การจะเอาลูกสวาทลอบเข้ามาในวังไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าว่าแต่อยู่ในวังมาหลายปีเลย แลทุกคนก็เห็นกันทั้งนั้น" พลางชี้หน้าแน่น "ว่าอ้ายสถุลนี่ไม่ถูกกับท่านขุนทั้งสอง แล้วจะเป็นลูกสวาทได้อย่างไร"
แน่นยิ้มกวนๆ
"ก็แค่เล่นละครตบตา ทำเป็นไม่ถูกกันเท่านั้น จะยากกระไร" หันไปพูดกับพระยากำแหงต่อ "ส่วนข้อที่กระผมเข้ามาในวังอย่างไรนั้น ขอให้ไปตรวจที่เรือนของอ้ายเทพรักษาเถิด ที่เรือนมีหีบใบใหญ่อยู่"
เทพชำนาญและเทพรักษาได้ยินแน่นพูดถึงกับหน้าซีดปากสั่น
แน่นแฉต่อ "ในหีบเจาะรูไว้ให้หายใจ พวกมันให้กระผมเข้าวังมา โดยซ่อนอยู่ในหีบใบนั้นขอรับ"
ขันทีทั้งสอง ตกใจสุดๆ กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ ไม่คิดว่าแน่นจะรู้ความลับขนาดนี้
ขุนเทพรักษาแค้นสุดๆจะเข้าไปทำร้ายแน่น "มึงตาย"
พระยากำแหงตะคอกสั่ง "กันเอาไว้ อย่าให้วุ่นวาย"
พวกทหารรีบเข้าไปกันตัวขันทีทั้งสอง ไม่ให้ทำร้ายแน่น
"ท่านเจ้าคุณขอรับ..." แน่นจะพูดต่อ
ขันทองทนไม่ไหวพูดสวนขึ้น " พอได้แล้ว" ขันทองจับบ่าแน่น มองเพื่อนด้วยแววตา
เจ็บปวด "อย่าพูดกระไรอีกเลย"
แน่นมองขันทองนิ่ง
"ให้กระผมพูดเถิดขอรับ คุณพระดีกับกระผมนัก แลเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่ควรต้องมาแปดเปื้อนเพราะการกระทำโง่เขลาของกระผม"
ขันทองหน้าเครียด แววตาจริงจัง "หยุดโทษตัวเองเถิด มาถึงขั้นนี้แล้ว"
แน่นรีบพูดขัดตัดบท หันไปพูดกับพระยากำแหง
"ว่าอย่างไรขอรับ แค่ไปตรวจที่เรือนเท่านั้นเอง ว่าเป็นจริงตามที่กระผมพูดหรือไม่"
พระยากำแหงสั่ง " คุมตัวไป"
พวกทหารคุมตัวแน่น ขันทีทั้งสองไป โดยมีคนอื่นๆตามไป
แน่นเดินผ่านไป ก็หันไปมองเป้าด้วยสายตาเจ็บปวด ตนคงไม่มีโอกาสบอกรักเป้าอีกแล้ว
ก่อนจะถูกทหารคุมตัวไป
แมงเม่าหันไปมองขันทอง สายตามีแต่คำถาม

ขันทองปั้นหน้านิ่ง ไม่แสดงอารมณ์อะไร เมื่อแน่นยอมเสียสละชีวิตแล้ว ตนก็ไม่ควรทำให้เสียเปล่า ขันทองปั้นหน้านิ่งเครียดเดินตามไปอีกคน

หน้าเรือนขุนเทพรักษา

ทหารจับตัวชายหนุ่มท่าทางหวาดกลัวสุดๆที่เป็นลูกสวาทของขุนเทพชำนาญ และขุนเทพรักษาออกมาจากในเรือน
ชายหนุ่มถูกผลักให้คุกเข่าลงต่อหน้าพระยากำแหง ขันทอง แน่น และบรรดาขันทีทั้งหลาย
แมงเม่า กับเป้า เดินตามมาดูเหตุการณ์ด้วย อยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
หลวงศรีมะโนราชตกใจที่เจอลูกสวาทอีกคนเลยหันไปมองหน้าขุนขันทีทั้งสอง ทั้งคู่กลัวจนหน้าซีดเผือด ไม่กล้าสบตาศรีมะโนราช
พระยากำแหงชี้หน้าชายหนุ่ม
"เอ็งเป็นใคร มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร บอกข้ามา"
ชายหนุ่มกลัวสุดขีด "กระผม"
แน่นยิ้มสะใจ แจ็คพ็อตพอดี ไม่ได้เจอแค่หีบที่ตนอ้างเท่านั้น
"ยังต้องถามอีกหรือขอรับ ท่านเจ้าคุณ ทุกประการเป็นไปตามที่กระผมบอกท่านเจ้าคุณไปแล้ว"
เป้ารู้สึกสับสนไปหมด แน่นเป็นผู้ชายจริงๆและยังเป็นลูกสวาทอีกด้วย แล้วที่ดีกับตนคืออะไร
แน่นจะโดนโทษอะไร ทุกสิ่งประดังเข้ามาจนเป้าตั้งตัวไม่ทัน เป้าเลยร้องไห้ออกมา
แมงเม่าจับมือเป้าไว้ เป็นการให้กำลังใจ
"แม่เป้า อยากกลับตำหนักหรือไม่ ฉันพากลับเอง"
เป้าซับน้ำตาออก "ไม่จ้ะ ถึงอย่างไรฉันก็อยากดูให้รู้แน่"
แมงเม่าพยักหน้ารับทราบ จับมือเป้าให้กำลังใจเอาไว้
ขณะนั้นเอง ทหารอีกกลุ่มก็เอาหีบใบใหญ่ ที่ใช้ใส่ชายหนุ่มเข้าออกวัง ออกมาจากในเรือน
ตรงมาที่พระยากำแหง
ทหาร 1รายงาน "ท่านเจ้าคุณขอรับ เจอหีบเจาะรูเอาไว้ตามคำบอกท่านขุนจิตใจภักดิ์ ขอรับ"
พระยากำแหงออกคำสั่งเสียงดัง หน้าตาดุดันเอาจริง
" จับกุมตัวขุนเทพชำนาญ ขุนเทพรักษา แลขุนจิตใจภักดิ์ไปจองจำไว้ เพื่อรอการตัดสินคดี
ประเดี๋ยวนี้"
พวกทหารกำลังจะทำตามที่สั่ง
เทพรักษารีบพูด "โปรดก่อนเจ้าค่ะ"
ทุกคนหันมองไปที่ขุนเทพรักษา
"ดีฉันยอมรับ ว่าลูกสวาทผู้นี้เป็นของดีฉัน แต่ขุนเทพชำนาญหาได้เกี่ยวข้องกระไรด้วยไม่ ท่านเจ้าคุณอย่าเชื่อคำใส่ร้ายของอ้ายคนเลวนี่นะเจ้าคะ"
แน่นหัวเราะเยาะ
"น่าชื่นชมนัก เพลานี้ยังจะปกป้องเพื่อนอีก ถ้ากระนั้นก็ขอให้รู้ไว้เถิด" แล้วชี้หน้าชายหนุ่ม "ว่าอ้ายลูกสวาทของเอ็ง ไม่ได้มีเอ็งคนเดียว แต่ยังมีอ้ายเทพชำนาญอีกคน ที่มันลักกินขโมยกินลับหลัง หากไม่เชื่อ ก็ถามมันดูซี"
ขุนเทพรักษาหึงหวง หันไปตะคอกลูกสวาท "จริงรึ"
ชายหนุ่มกลัวตัวสั่นงันงก แต่ก็พยักหน้ารับ
ขุนเทพรักษาโมโหหึง เข้าไปทุบตีทำร้ายขุนเทพชำนาญทันที
"อ้ายเพื่อนทุรยศ อย่าอยู่เลยมึง"
เทพชำนาญหวาดกลัวได้แต่ปัดป้อง
ขุนรักษ์เทวาสั่งทหาร "รีบไปแยกซี อยากต้องโทษไปด้วยรึ"
พวกทหารรีบจับทั้งคู่แยกจากกันทันที เพราะไม่อยากให้เกิดเรื่องมากไปกว่านี้
พระยากำแหงถอนใจเฮือกใหญ่ "น่าอับอายนัก พาตัวไป"
พวกทหารรีบพาทั้งแน่น ขุนเทพชำนาญ ขุนเทพรักษา และชายหนุ่มที่เป็นลูกสวาทไปพร้อมกัน
ขณะถูกพาตัวไป แน่นหันไปมองเป้า เป้ามองแน่นด้วยน้ำตาคลอเบ้า
แน่นเองก็เสียใจถึงที่สุดเช่นกัน แต่ก็เพียงส่งสายตามองเป้าเท่านั้น ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้
แมงเม่าและขันทองลอบสบตากัน แววตาแมงเม่ามีแต่คำถาม ส่วนขันทองมีแต่ความลำบากใจ
เป้าเดินร้องไห้กลับไป สับสนในใจมาก
"แม่เป้า" แมงเม่าห่วงเพื่อน รีบตามไปปลอบใจเพื่อน
ขันทองมองตามทั้งคู่ไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย
หลวงศรีมะโนราชไม่ยอมแพ้
"ท่านเจ้าคุณ แล้วเรื่องตรวจความเป็นชายพระศรีขันทินเล่าเจ้าคะ"
ขันทองหันขวับมาจ้องศรีมะโนราช
"ขุนจิตใจภักดิ์ก็รับสารภาพหมดแล้ว ยังจะตรวจกระไรอีกเล่า"
ขุนรักษ์เทวาไม่พอใจมาก
"ริษยาจนหน้ามืดตามัว ผู้ใดเชื่อคุณหลวง ก็มีแต่จะหาความอัปยศใส่ตัวโดยแท้"
พระยากำแหง และขุนรักษ์เทวาเดินตามทหารไป
หลวงศรีมะโนราชจะตามไปพูดอีก แต่ขันทองกลับขวางหน้าไว้
" คุณหลวง ทั้งฉันแลคุณหลวงต่างสูญเสียเพราะเหตุนี้มามากแล้ว หยุดแต่เพียงนี้เถิด อย่าจองเวรกันอีกเลย"
" พูดเช่นนี้ คงคิดว่าชำนะแล้วซี อย่าลำพองนักเลย สักวันฉันต้องฉีกหน้ากากเจ้าออกมาให้จงได้"
หลวงศรีมะโนราชจ้องหน้าขันทองอย่างอาฆาตแล้วเดินเลี่ยงกลับไป
ขันทองถอนใจพรวดออกมา ก่อนหันมองไปทางที่คุมตัวแน่นไป สีหน้าใช้ความคิดหาทางช่วย
เพื่อนรัก

เวลาต่อเนื่องมา กรมขุนวิมลภักดีกำลังตกใจ
"คุณพระช่วย เป็นจริงหรือนี่"
แมงเม่า และ เป้า กำลังนั่งพับเพียบรายงานกรมขุนวิมล โดยมีเจ้าจอมอำพัน กับคุณท้าวโสภาอยู่ใกล้ๆ
"สะพัดไปทั่วฝ่ายในแล้ว คนเห็นกับตาได้ยินกับหูก็มีมาก ไม่ผิดไปได้ดอกเพคะ ปลอมตัวมาอยู่ฝ่ายในนานปี หม่อมฉันเรียกใช้สอยก็หลายครา เป็นบุญแท้ที่ไม่เกิดเรื่องกระไรขึ้นมา" เจ้าจอมอำพันว่า
"มิใช่บุญของเจ้าจอมคนเดียวดอกเจ้าค่ะ เป็นบุญของแม่เป้าเช่นกัน นี่ดีนะ ที่เรื่องแดงเสียก่อน หาไม่ คงงามหน้าไปทั่วฝ่ายใน ไม่รู้เลย ว่าฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด" คุณท้าวโสภาว่า
เป้าเสียใจมาก "ขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณท้าว"
แมงเม่าหน้าบึ้งตึง รีบปกป้องเพื่อน
"จะขอโทษขอโพยไปไย ไม่ใช่ความผิดของแม่เป้าเสียหน่อย"
คุณท้าวโวยลั่นที่แมงเม่าขัดคอตน "แม่แมงเม่า"
"ก็ฉันพูดจริงนี่เจ้าคะ แม่เป้าไม่รู้สักหน่อยว่าขุนจิตใจภักดิ์เป็นชาย จะมาโทษแม่เป้าได้อย่างไร แลท่านขุนเอง แม้จะทำผิด แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายกับแม่เป้า เพราะหากทำจริง คุณท้าวจะปกป้องได้หรือเจ้าคะ ข้อนี้ ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับท่านขุนบ้างนะเจ้าคะ"
คุณท้าวโสภาโกรธมากที่โดนย้อน ได้แต่หยิบยาดมขึ้นมาดม ค้อนแมงเม่าปะหลับปะเหลือก
กรมขุนวิมลภักดียิ้มๆไม่ว่าอะไร ส่วนเจ้าจอมอำพันทำหน้าอึ้งๆ ไม่คิดว่าแมงเม่าจะกล้าย้อนขนาดนี้
"ฉันว่าเก่งกว่าแก้กลบทกลอักษร ก็เห็นจะเป็นฝีปากแม่กระมัง" แล้วหันไปพูดกับกรมขุนวิมลภักดี "จริงหรือไม่เพคะ"
" เลิกยอกย้อนได้แล้วเจ้าตัวดี ถึงจะปกป้องเพื่อน ก็ต้องมีขอบเขต ที่คุณท้าวโสภาพูด ก็เพราะห่วงเป้า แม้ขุนจิตใจภักดิ์จะไม่คิดร้าย แต่กันไว้ก็ดีกว่าแก้ไม่ใช่รึ"
แมงเม่ายอมรับผิด "เพคะ" แล้วหันไปไหว้ขอโทษคุณท้าวโสภา "ขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณท้าว"
คุณท้าวโสภารับไหว้หน้าตึงๆแบบเสียไม่ได้
"นอกจากเรื่องเสื่อมเสียแล้ว ที่คุณท้าวโสภาไม่อยากให้เป้ายุ่งเกี่ยวกับขุนจิต ก็เพราะโทษของขุนจิตใจภักดิ์ไม่พ้นประหารไปได้ดอก ขืนข้องเกี่ยวกัน ก็รังแต่จะนำภัยมาให้ เข้าใจหรือไม่เล่า" เจ้าจอมอำพันถอนใจส่ายหน้า
แมงเม่าตกใจชำเลืองมองหน้าเป้าด้วยความเป็นห่วง

เป้า พอรู้ว่าแน่นต้องตายแน่ๆ ก็หน้าถอดสี ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยากพูดคุยกับแน่น ถ้าต้องจากกันทั้งอย่างนี้ คงคาใจไปทั้งชีวิตแน่ๆ

แมงเม่าตกใจ

"จะพบท่านขุนจิตกระนั้นรึ"
แมงเม่ากำลังคุยกับเป้าอยู่ที่มุมหนึ่งในตำหนักกรมขุนวิมล
เป้าหน้าเครียด พูดทั้งน้ำตาคลอ
"ฉันรู้ ว่าขอมากเกินไป แต่ฉันคงไม่มีโอกาสได้พบเจอท่านขุนอีกแล้ว นอกจากจะล่ำลา ฉันยัง
มีเรื่องจะไต่ถามให้หายข้องใจอีกด้วย แม่แมงเม่าช่วยฉันได้หรือไม่"
แมงเม่าคิดหนัก ไม่รู้จะเอาไงดี
เป้าเห็นท่าทางแมงเม่าหนักใจ ก็หน้าจ๋อยลงไป
"ฉันคงคิดการเกินตัวไป อภัยให้ฉันเถิดแม่แมงเม่า ถือว่าฉันไม่เคยพูดเรื่องนี้เถิดนะ"
เป้าถอนใจยาวออกมาอย่างตัดใจ
แมงเม่าสงสารเพื่อนมาก
"ใช่ว่าฉันไม่อยากช่วย แต่ท่านขุนจิต ถูกคุมตัว"อยู่ในคุกหลวง จู่ๆจะเข้าไปขอเยี่ยมคงไม่ง่ายนัก แลเรื่องนี้ก็ต้องรู้ถึงคุณท้าวโสภา แม่เป้าไม่กลัวรึ"
" กลัวซี แต่ฉันก็ยังอยากเจอท่านขุนจิตเป็นครั้งสุดท้ายอยู่ดี"
แมงเม่าคิดหนักว่าจะเอาไงดี
ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงพระองค์เจ้าเชษฐ์ดังขึ้น
" ให้ฉันช่วยหรือไม่เล่า"
แมงเม่า และเป้า หันไปมองตามเสียง เห็นพระองค์เจ้าเชษฐ์เดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาพวกตน
แมงเม่า และเป้า รีบคุกเข่าลงทันที
พระองค์เชษฐ์ยิ้มเจ้าเล่ห์
"แค่เพียงพบหน้าเท่านั้น ไม่ใช่ช่วยแหกคุก ไม่เหลือบ่ากว่าแรงฉันดอก"
เป้ารู้ว่าพระองค์เชษฐ์ช่วยก็ต้องหวังผล
"หม่อมฉันไม่บังอาจเพคะ แลเพียงแต่ปรารภกับแม่แมงเม่าเท่านั้น ถึงทำไม่ได้ ก็หาเป็น
กระไรไม่เพคะ"
แมงเม่าเห็นเพื่อนปกป้องตน ก็ตัดใจช่วย "เสด็จทรงมีวิธีอย่างไรเพคะ"
เป้าตกใจ "แม่แมงเม่า"
แมงเม่าไม่สนใจฟังคำทัดทานของเป้า นาทีนี้อยากช่วยเพื่อนมากกว่า
พระองค์เจ้าเชษฐ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ แมงเม่ารับบุญคุณจากตนจนได้

ตกดึก...ขุนเทพชำนาญ และขุนเทพรักษา เข้ามารุมทำร้ายแน่นในห้องขัง แต่แน่นเป็นมวยกว่าเยอะ ทั้งเตะ ทั้งถีบจนขันทีทั้งสองล้มคว่ำไป จนทั้งคู่ลงไปนอนร้องโอดโอย
ขณะนั้นเอง ผู้คุมคุกก็เข้ามาตะคอกใส่
ผู้คุม 1ตะคอก
"เฮ้ย เบาๆหน่อยโว้ย คิดว่าเป็นขุนเป็นหลวงแล้วจะทำกระไรก็ได้ตามใจชอบรึ ที่นี่ข้าเป็นใหญ่ ไม่ใช่พวกเอ็ง"
แน่นขี้เกียจเถียงด้วย เดินไปนั่งที่มุมห้องขัง
ผู้คุมก็เดินเลี่ยงไปยืนเฝ้า ห่างออกไปเล็กน้อย
ขุนเทพชำนาญมองแน่นด้วยสายตาอาฆาตจับใจ "อ้ายชาติชั่ว มึงใส่ร้ายกู กูจะฆ่ามึง"
" ถึงเอ็งไม่ฆ่าข้า พวกเราก็ไม่มีผู้ใดรอดไปได้อยู่แล้ว แลพวกเอ็งก็เอาลูกสวาทเข้ามาจริงๆ จะถือว่าข้าใส่ความเอ็งทั้งหมดไม่ได้ดอก"
ขุนเทพรักษาลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะหันไปถีบขุนเทพชำนาญเข้าด้วยความแค้น
"โอ๊ย"
"อ้ายเพื่อนทุรยศ มึงหักหลังกู"
"จะตายอยู่แล้ว เลิกหึงหวงไม่เป็นเรื่องเสียทีเถิด"
ขุนเทพรักษายังแค้นจัดจะเข้าไปทำร้ายอีก
แต่ทันใดนั้นเอง ผู้คุมคุกที่ยืนเฝ้าอยู่ ก็ล้มร่วงลงไปกับพื้น ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
แน่นฉุกคิดขึ้น รีบเอามือปิดจมูกทันที เพื่อไม่ให้ควันสลบมอมตนจนสลบไปอีกคน
ขุนเทพชำนาญ และขุนเทพรักษามัวแต่ตกใจ ไม่ทันไร ก็เริ่มมึนงง ก่อนจะล้มลง สลบกันไปทั้งคู่
แน่นรอซักพัก จนแน่ใจว่าควันสลบจาง จึงเอามือที่ปิดปากปิดจมูกออก
"อ้ายขันทอง"
ขันทองออกมาจากที่ซ่อนตัว โดยในมือมีไม้ซางสำหรับเป่ายาสลบอยู่ด้วย
"ควันสลบเอ็งนี่ชะงัดนัก ไม่ทันไร ก็หลับเป็นตายกันหมด"
ขันทองเก็บไม้ซาง แล้วนั่งลงค้นตัวผู้คุมคุกเพื่อหากุญแจ
"ไม่มีกุญแจดอก เอ็งอย่าหาเลย"
ขันทองเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน
"กุญแจมีเพียงดอกเดียว อยู่ที่ขุนบริบาล รุ่งสางจะคุมตัวข้าไปเมื่อใด ท่านขุนจึงจะมาไขให้"
ขันทองเดินมาที่ห้องขัง แล้วชักมีดออกมาฟันโซ่ที่ล่ามประตูห้องขังจะช่วยแน่นออกมา
"หยุดเถิดวะ ไม่สำเร็จดอก"
ขันทองไม่ฟัง ฟันโซ่ไม่ยั้งแต่ก็ไม่ระคายแม้แต่น้อย
แน่นเอื้อมมือออกจากกรง จับข้อมือขันทองไว้ ไม่ให้ขันทองฟันโซ่ต่อ
" อย่าขวางข้า ข้าต้องช่วยเอ็งออกมา แล้วเราจะหนีไปด้วยกัน"
แน่นขึ้นเสียงใส่เพื่อน
"แล้วเรื่องพ่อแม่เอ็ง เรื่องบ้านเมือง แลหน้าที่ที่เอ็งต้องทำเล่า เอ็งจะทิ้งไปทั้งหมดรึ"
ขันทองชะงักไป
แน่นพูดเตือนสติเพื่อน
"งานที่เอ็งกับข้าอาสาเข้ามาทำ ก็พร้อมสละชีวิตเพื่อบ้านเมืองอยู่แล้ว อย่าให้ชีวิตของข้าทำให้ต้องเสียงานใหญ่เลยวะ"
ขันทองขบกรามแน่น น้ำตารื้นขึ้นมาท่วมตา
"แต่เอ็งคือมิตรยามยากคนเดียวของข้า"
แน่นน้ำตาคลอ
"หากเอ็งละทิ้งหน้าที่ ข้าหานับเอ็งเป็นมิตรไม่"
ขันทองและแน่นจ้องหน้ากันนิ่ง ต่างมีน้ำตาท่วมตา
"แค่เอ็งย้อนกลับมาช่วยข้า ข้าก็ซึ้งในน้ำใจมากแล้ว เชื่อข้า เถิดวะ กลับออกไป ทำงานแทนข้า อย่าให้ข้าต้องตายเปล่า"
ขันทองน้ำตาคลอ "แต่..."
ทันใดนั้น ก็มีผู้คุม 2-3 คน เดินเข้ามาเพื่อผลัดเปลี่ยนเวร พอเห็นผู้คุมคนเก่าสลบไปก็ตกใจ
" เฮ้ย"
ขันทองรีบเอาผ้ามาคลุมหน้า แล้วหันไปต่อสู้กับพวกผู้คุมเพื่อแหวกวงล้อมหนีทันที
" ช่วยด้วย มันจะฆ่าฉัน ช่วยด้วย" แน่นแกล้งตะโกนลั่น
ขันทองจัดการพวกผู้คุมได้ ก็รีบหนีออกไปทันที

แน่นได้แต่มองตามเพื่อนรักไปน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้งใจ

พระยาพลเทพกำลังประชุมกับพระยากำแหง จมื่นศรีสรรักษ์ และขุนนางคนอื่นๆด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่ศาลาลูกขุน

" ทำงานกันประสากระไร ถึงได้ปล่อยให้มีคนบุกไปถึงคุกหลวงได้"
จมื่นศรีสรรักษ์หน้าเสีย
"กระผมตำหนิท่านขุนบริบาลไปแล้ว แลต่อไป จะเพิ่มเวรยามอีกสามเท่า จะไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีกแล้วขอรับ"
พระยากำแหงหน้าเครียด
"เท่าที่สอบปากคำดู คนร้ายน่าจะใช้ควันสลบเพื่อลอบเข้าไปฆ่าปิดปากขุนทั้งสามขอรับ แต่ยังไม่ทราบว่าเหตุ ใดต้องฆ่าปิดปากด้วย อาจจะเป็นไปได้ ว่าหนึ่งในขุนทั้งสามกุมความลับบางอย่างเอาไว้"
พระยาพลเทพระแวง
"หรือจะมีผู้ใดเป็นจารบุรุษอย่างที่สงสัยตอนแรก"
พระยากำแหงมีสีหน้าใช้ความคิดทบทวน
จมื่นศรีสรรักษ์บอก "ไม่น่าใช่ขอรับ หากมีผู้ใดเป็นจารบุรุษจริง คงยอมสารภาพแล้ว ใครเลยจะยอมถูกฆ่าปิดปาก เป็นกระผม คงสารภาพออกมาสิ้นเพื่อเอาชีวิตรอดเสียมากกว่า"
" ไม่สมเหตุสมผล เหมือนมีผู้ใดพยายามชักจูงให้ฉันไขว้เขวอยู่ แต่ฉันยังปะติดปะต่อเรื่องราวไม่ได้เท่านั้นเอง"
พระยาพลเทพสีหน้าเคร่งเครียดอย่างใช้ความคิด)
"ปะติดปะต่อไม่ได้ ก็อย่าสนใจเลยขอรับ เร่งลงโทษขันทีทั้งสามให้สิ้นเรื่องสิ้นราวเสียดีกว่า อย่างไรเสีย คนตายแล้ว ก็เป็นภัยต่อผู้ใดไม่ได้อีก" จมื่นศรีสรรักษ์ว่า
พระยากำแหงยังมีสีหน้าติดใจสงสัยเรื่องนี้อยู่มาก ยังมีเงื่อนงำที่ไม่กระจ่าง

แมงเม่ากำลังคุกเข่าถวายขนมหม้อแกงให้พระองค์เจ้าเชษฐ์
ขนมหม้อแกง มีอีกชื่อว่า “ขนมกุมภมาศ” ได้รับการคิดค้นขึ้นโดย “ท้าวทองกีบม้า” (มารี กีมาร์ - Marie Guimar) สมัยพระเพทราชา ก่อนยุคนี้ประมาณ 60 ปี และขนมในยุคแรกไม่ใส่หอมเจียวหรือเม็ดบัวเหมือนสมัยนี้
พระองค์เชษฐ์หัวเราะชอบใ
"วันนี้ฉันช่างโชคดีนัก มีวาสนาได้กินขนมกุมภมาศฝีมือแม่แมงเม่าเสียด้วย" แล้วเอื้อมมือไปรับขนม พร้อมกับจับมือแมงเม่าไว้
แมงเม่ากระอักกระอ่วนสุดๆ แต่ก็ต้องยอมให้จับมือ
"หม่อมฉันทราบมาว่าเสด็จทรงโปรดขนมกุมภมาศ จึงลองหัดทำดู ไม่ทราบว่าจะทรงถูกพระทัย
หรือไม่"
พระองค์เชษฐ์ยิ้มกรุ้มกริ่ม
"ฝีมือแม่แมงเม่า มีหรือ ฉันจะไม่ถูกใจ"
แมงเม่าค่อยๆดึงมือออก
พระองค์เจ้าเชษฐ์มีสีหน้าเสียดาย แต่ก็รับขนมหม้อแกงมา ยื่นให้ข้าหลวงที่อยู่ใกล้ๆรับไป
"หม่อมฉันจะมาทูลถาม เรื่องที่ทรงรับปากไว้เพคะ"
"อย่าห่วงเลย ฉันใช้คนไปจัดการแล้ว" พลางยิ้มกรุ้มกริ่ม "แม่แมงเม่าอยู่เป็นเพื่อนฉัน รอฟังข่าวที่นี่เถิดนะ"
แมงเม่ากระอักกระอ่วนมาก แต่ก็จำใจต้องยอม

ผู้คุมคุมแน่นที่ถูกตีตรวนทั้งที่มือและที่ขามาที่หลังคุก
แน่นระแวง
"ไม่พาฉันไปศาลาลูกขุนรึ พามาที่นี่ทำกระไร"
ผู้คุม 1รำคาญ
"อย่าระแวงนักเลยวะ คนรอตายอย่างเอ็ง ไม่มีใครทำกระไรดอก"
ขณะนั้นเอง เป้าก็เดินเข้ามาหาแน่น
แน่นนึกไม่ถึงว่าจะได้เจอเป้าอีก "แม่เป้า"
ผู้คุม 1บอก "อย่านานนักเล่าแม่หญิง ฉันไม่อยากให้ผิดสังเกต"
"ฉันรู้จ้ะ อย่ากังวลเลย"
ผู้คุม 1 เดินเลี่ยงไป ปล่อยให้แน่นอยู่กับเป้าสองคน
แน่นดีใจสุดๆที่ได้เจอเป้า แต่แล้วก็คิดได้ว่าต้องมีอะไรซักอย่าง เลยหน้าขรึมลง
"แม่เป้ามาหาฉันทำไมรึ"
เป้าอึกๆอักๆ ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง "ฉัน" เป้าสูดหายใจลึก รวมความกล้า
"แต่แรกฉันมีเรื่องจะพูดมากมาย แต่พอเอาเข้าจริง กลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร"
แน่นหน้าเศร้าลง
" เรามีเวลาไม่มากนัก แม่เป้าพูดมาตามตรงเถิด"
เป้าตัดใจพูด
"ที่แล้วมาท่านขุนดีกับฉันนัก เหตุใด เอ่อ เหตุใดถึงทำเช่นนั้น"
" เพราะฉันมีใจให้แม่เป้าน่ะซี"
เป้าอึ้งไป ไม่คิดว่าแน่นจะพูดตรงๆอย่างนี้
แน่นหัวเราะเยาะ
"คิดว่าฉันจะพูดเช่นนี้ล่ะสิ ไร้เดียงสาไปกระมังแม่เป้า สันดานผู้ชาย สิบเบี้ยใกล้มือก็คว้าไว้ ไม่ได้จริงใจกระไรดอก"
เป้าอึ้งสุดๆ นึกไม่ถึง "ท่านขุนจิต"
แน่นยิ้มเยาะ "นี่คงกังวลเรื่องนี้ จนถึงกับต้องหาทางมาพบฉันเชียวรึ ฉันเข้ามาอยู่ในวัง ก็เพื่อบำเรอสวาทให้พวกขันทีแลก กับเบี้ยอัฐเท่านั้น แม่จะหวังกระไรกับคนอย่างฉัน แลฉันถามจริงเถิด ว่ามาพบฉันแล้วได้กระไร ต่อให้ฉันบอกว่ารักใคร่แม่หนักหนา แล้วฉันจะพ้นตายไปได้รึ" แน่นแสร้งหัวเราะ "โง่เขลานัก"
เป้าร้องไห้ เสียใจสุดๆ
"ถูกของท่านขุน ฉันโง่เขลานัก คิดเพียงแต่อยากรู้ความในใจเท่านั้น ทั้งที่รู้ไป ก็ไม่ได้เป็นคุณแก่ฉันเลย" เป้าไหว้ "ขอบพระคุณท่านขุนที่ช่วยให้ความกระจ่าง แลลาก่อนเจ้าค่ะ"
เป้าเดินร้องไห้เลี่ยงไปด้วยความเสียใจ อุตส่าห์หาทางมาพบแน่นเป็นครั้งสุดท้าย แต่กลับโดนตอกกลับแบบนี้
แน่นมองตามแล้วหัวเราะเยาะซ้ำไล่หลังไปอีก
เป้ายิ่งเสียใจวิ่งร้องไห้ไปอย่างเร็ว
พอเป้าไปไกลแล้ว รอยยิ้มของแน่นก็ค่อยๆหายไป โดยมีน้ำตาเข้ามาแทนที่
แน่นต้องฝืนใจทำร้ายจิตใจเป้า เพื่อกันเป้าให้พ้นจากอันตรายและให้เป้าเกลียดตนซะ จะได้เจ็บน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ต่อมา พระยาพลเทพนั่งอยู่บนตั่ง เป็นประธานตัดสินคดี
เห็นขันทอง พระยากำแหง จมื่นศรีสรรักษ์ และขุนนางคนอื่นนั่งอยู่รายรอบ
โดยมีแน่น เทพชำนาญ และเทพรักษา ตีตรวนล่ามมือล่ามเท้าคุกเข่าอยู่บนพื้น
พระยากำแหงหันไปพูดกับพระยาพลเทพ
"คดีความนี้ ขุนจิตใจภักดิ์ให้การรับสารภาพจนสิ้น แต่ขุนเทพชำนาญ ขุนเทพรักษา ยอมรับเพียงแต่เรื่องลูกสวาทที่ค้นเจอ แต่ไม่ยอมรับเรื่องที่ให้ขุนจิตใจภักดิ์ปลอมตัวเข้ามาขอรับ"
"ขอเชิญท่านเจ้าคุณตัดสินเถิดขอรับ" จมื่นศรีสรรักษ์บอก
ขาดคำ เจ้าจอมเพ็ญก็เดินเข้ามา โดยมีเลื่อนกับพวกข้าหลวงตามหลังมาอีกที
"ประเดี๋ยวก่อน ท่านเจ้าคุณพลเทพ"
พระยาพลเทพรีบเข้าไปรับหน้าเจ้าจอมเพ็ญทันที
"เจ้าจอมมาถึงที่นี่ มีกระไรหรือขอรับ"
"ท่านขุนทั้งสาม เคยรับใช้ฉันมาก่อน ฉันจึงอยากมาฟังการตัดสินคดีด้วยจะได้หรือไม่"
"ย่อมได้ซีขอรับ เชิญขอรับ"
เจ้าจอมเพ็ญเดินมานั่งที่ตั่ง โดยมีเลื่อนกับพวกข้าหลวงนั่งพับเพียบคอยตัดสิน
พระยาพลเทพลุกไปนั่งตั่งตัวอื่น ก่อนตัดสินคดีต่อ
"เมื่อไม่ยอมรับก็ต้องพิสูจน์" แล้วหันไปพูดกับจมื่นศรีสรรักษ์
"คุณพระนายศรี จงคุมตัวขุนทั้งสองไปพิสูจน์ความสัตย์ด้วยการดำน้ำแลลุยไฟเถิด หากพูดจริง เทพยดาก็จะคุ้มครองไม่ให้เป็นอันตรายเอง"
"ขอรับท่านเจ้าคุณ" หันไปพูดกับทหาร "นำตัวไป"
ขันทีทั้งสองร้องไห้ออกมาด้วยความหวาดกลัว รู้แล้วว่าจะเจอกับอะไร
ทั้งคู่หันไปมองหลวงศรีมะโนราชขอความช่วยเหลือ
หลวงศรีมะโนราชก็จนปัญญาช่วย เบือนหน้าไปทางอื่น ไม่กล้ามองลูกน้อง
พวกทหารเข้าจับตัวขันทีทั้งสอง แล้วดึงให้ลุกขึ้น
จมื่นศรีสรรักษ์เดินนำพวกทหารและขันทีไป
" ส่วนขุนจิตใจภักดิ์" พระยาพลเทพหันไปพูดกับขันทอง
"ออกพระศรีเห็นควรว่าต้องทำอย่างไร"
ขันทองหน้าเสีย "ถามดีฉันหรือเจ้าคะ"
เจ้าจอมเพ็ญพูดสวนขึ้น
"ถามคุณพระก็ถูกแล้ว เพราะขุนจิตใจภักดิ์เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของคุณพระมาก่อน ย่อมควรให้คุณพระเป็นผู้ตัดสิน"
พระยาพลเทพจ้องมาทางขันทองเขม็ง รอว่าขันทองจะว่ายังไง
ขันทองหันไปมองแน่น แน่นสบตากับขันทองพอดี สายตาแน่นเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
ขันทองหน้านิ่งๆไม่ให้เป็นพิรุธ เพราะรู้ว่าพระยาพลเทพต้องการทดสอบตน
"ตามกฎที่ตราเอาไว้ ให้โบยแปดสิบที จากนั้น" ขันทองขบกรามแน่น แต่ก็กัดฟัน
พูดต่อจนจบ "ให้เอาไปตัดหัวมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง"
แน่นนิ่ง ดูเด็ดเดี่ยว ไม่สะทกสะท้านต่อโทษตาย
เลื่อนได้ยินก็มีอาการตกใจกลัวขึ้นมาเหมือนกันรีบก้มหน้างุด
พระยาพลเทพ และเจ้าจอมเพ็ญก็หันมาสบตากัน แล้วยิ้มที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน
ขุนรักษ์เทวาชำเลืองมองไปที่แน่น แอบมีน้ำตาคลอๆ ขึ้นมา ตนสนิทกับแน่นพอสมควรทำให้อดใจหายไม่ได้
พระยากำแหงสีหน้าไม่สบายใจ ถึงยังไงก็ไม่อยากให้มีใครตาย แต่ก็ต้องทำตามกฎ
ขันทองยังคงรักษาใบหน้าเรียบเฉย ไม่แสดงความรู้สึกแม้แต่น้อยเพราะรู้ว่าถูกจับตาอยู่

พระยาพลเทพเดินมาส่งเจ้าจอมเพ็ญ โดยมีเลื่อนตามหลังมาอีกที
"ฉันมาช่วยท่านเจ้าคุณตามคำขอแล้ว แต่ก็ไม่เห็นออกพระศรีจะมีพิรุธกระไร ยังคงสั่งลงโทษขุนจิตได้หน้าตาเฉย เห็นทีออกพระศรีคงไม่ใช่จารบุรุษดอก"
"กระผมยังไม่ใคร่วางใจนัก คงต้องรอดูกันอีกสักระยะ"
"พุทโธ่ ท่านเจ้าคุณคงเชื่อคำอีทาสของออกพระศรีล่ะซี ถึงได้ระแวงอยู่ได้ คนอกตัญญูเช่นนั้น จะถือเอาคำพูดมาเป็นความจริงไม่ได้ดอกเจ้าค่ะ" เลื่อนว่า
"เอ็งไม่รู้กระไร ก็เงียบไปเถิดนังเลื่อน คนอย่างข้า ถ้าใครบอกก็เชื่อคงไม่มาถึงตรงนี้ดอก ที่ข้าระแวง ก็ต้องมีเหตุผลโว้ย"
เลื่อนหน้าจ๋อยๆไป
"แต่ถ้าออกพระศรี เป็นพวกเดียวกับขุนจิตจริง มีหรือจะสั่งลงโทษขุนจิต แลขุนจิตจะยอมให้ลงโทษหนักเช่นนี้รึ" เจ้าจอมเพ็ญยิ้มขำๆ "เป็นฉัน ฉันคงสาวไส้ออกมาสิ้น ฉันไม่เชื่อดอก ว่าจะมีมนุษย์ผู้ใด
เสียสละยอมตายแทนให้อีกผู้หนึ่งรอดได้"
" เจ้าจอมพูดก็ถูกอยู่ แต่ขอกระผมลองใจอีกสักคราสองคราเถิดขอรับ ถ้าสิ้นสงสัยแล้ว กระผมจะไม่ข้องเกี่ยวกับออกพระขันทีผู้นี้อีกเลย"
" ตามแต่ใจท่านเจ้าคุณเถิด"
เจ้าจอมเพ็ญเดินมาถึงเสลี่ยงของตน ก่อนจะขึ้นไปนั่ง โขลนแบกเสลี่ยงขึ้น แล้วเคลื่อนขบวนไป
โดยมีเลื่อนและพวกข้าหลวงแห่แหนตาม

พระยาพลเทพยังมีสีหน้าค้างคาใจไม่หาย

แน่นถูกจับมัดกับเสา ให้ทหารเฆี่ยนด้วยหวายไม่ยั้ง จนเลือดไหลเต็มหลังไปหมด แน่นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดทรมาน แต่ทหารก็ยังเฆี่ยนไม่หยุดตามคำสั่ง

แน่นถูกเฆี่ยนต่อหน้าขันทอง พระยากำแหง หลวงศรีมะโนราช ขุนรักษ์เทวา และขุนนางคนอื่นๆ
พระยากำแหง และขุนรักษ์เทวา เห็นสภาพแน่นแล้วก็เบือนหน้าหนี แม้จะรู้อยู่แล้วว่าแน่นต้องเจอกับอะไรแต่ก็ทนดูไม่ได้
ในขณะที่หลวงศรีมะโนราชมีท่าทางกระวนกระวาย ห่วงขุนเทพชำนาญกับขุนเทพรักษาว่าจะเป็นไงบ้าง
ขันทองดูแน่นถูกเฆี่ยนด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น หากแต่มือกำแน่น ภายในใจของขันทอง เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นแน่นถูกเฆี่ยน
ขณะนั้นเอง จมื่นศรีสรรักษ์ก็เดินกลับเข้ามาในศาลาลูกขุน
"เป็นอย่างไรบ้างคุณพระนาย" พระยากำแหงถาม
"สองขุนทนการดำน้ำแลลุยไฟไม่ได้ ทั้งสำลักน้ำแลเป็นแผลพุพอง
จากไฟไหม้ แสดงว่าที่พูดมาเป็นเท็จแน่แล้ว"
หลวงศรีมะโนราชเจ็บใจ
"ทดสอบความสัตย์ด้วยวิธีอื่นเถิดเจ้าค่ะคุณพระนาย ดีฉันไม่เคยเห็นใครทดสอบความสัตย์ด้วยวิธีเหล่านี้แล้ว จะไม่เป็นกระไรสักคน"
จมื่นศรีสรรักษ์โวยวาย
"พูดอย่างนี้ได้อย่างไร เช่นนี้ ก็เท่ากับคุณหลวงกำลังลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประเดี๋ยวก็เข้าตัวดอก"
หลวงศรีมะโนราชอึดอัดมาก เลยลุกขึ้นเดินออกจากศาลาไป
ขณะนั้นเอง แน่นก็ถูกทหารเฆี่ยนด้วยหวายจนสลบคาหวาย
ทหาร 1พนมมือไหว้ขันทอง "ท่านขุนจิตสิ้นสติไปแล้วขอรับ"
ขุนรักษ์เทวาสงสารแน่น
" เฆี่ยนไปสี่สิบกว่าทีแล้ว ที่เหลือ ก็ยกโทษให้เถิดเจ้าค่ะคุณพระ ถึงเฆี่ยนอีก ถึงตายได้เลยนะเจ้าคะW
ขันทองหน้านิ่งๆ
" ไม่ได้ กฎย่อมเป็นกฎ"
พระยากำแหงไม่สบายใจ
"ฉันขอด้วยอีกคนก็แล้วกันคุณพระ กลางหลังของขุนจิตไม่เหลือที่ให้เฆี่ยนแล้ว อย่าทำกันอีกเลย หากท่านเจ้าคุณพลเทพตำหนิ ฉันรับผิดชอบเอง"
" เอาน้ำเกลือสาด แล้วเฆี่ยนต่อประเดี๋ยวนี้"
ทหาร 1รับคำสั่ง "ขอรับ"
พระยากำแหง และขุนรักษ์เทวา เบือนหน้าไม่อยากดู ทนไม่ไหวกับความโหดเหี้ยมของขันทอง
ทหารเอาน้ำเกลือสาดหลังแน่น แน่นร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะฟื้นคืนสติขึ้นมา
แต่พอฟื้นขึ้นมา ทหาร 1 ก็เฆี่ยนต่อทันที แน่นร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
จมื่นศรีสรรักษ์เห็นเข้าก็ทนไม่ไหว ต้องเดินหนีไปอีกคน ถึงจะไม่ใช่คนซื่อ แต่ก็ไม่ใช่คนโหดร้าย เห็นภาพแบบนี้เข้าไปก็รับไม่ได้
ขันทองยืนมองเพื่อนถูกเฆี่ยนด้วยจิตใจที่เจ็บปวด ขบกรามตัวเองไว้แน่น แต่จะหยุดเฆี่ยนไม่ได้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้พระยาพลเทพสงสัยนั่นเอง

แมงเม่า กับเป้า ทำกับข้าวอยู่ในครัว โดยมีข้าหลวงกลุ่มหนึ่งกำลังจับกลุ่มนินทาเรื่องขันทอง
แน่น กันอย่างสนุกปาก
ข้าหลวง 1พูดไปสยองไป
"เฆี่ยนจนเนื้อหนังติดหวายออกมาเลย สิ้นสติไปตั้งสามรอบ ออกพระศรีก็ยังให้สาดน้ำเกลือจนฟื้นแล้วเฆี่ยนใหม่จนครบเชียวนา"
ข้าหลวง 2 สยดสยองตาม
"ไม่นึกเล๊ย ว่าคนรูปงามอย่างออกพระปันหยีจะใจร้ายได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่เห็นสนิทสนมกับขุนจิตใจภักดิ์ดีแท้ๆ"
ข้าหลวง 3 บอก "ขนพองสยองเกล้าเหลือเกิน" พลางยกมือไหว้ท่วมหัว
"นับแต่คราวสมเด็จเจ้าฟ้าวังหน้าพระองค์ก่อน ก็ไม่คิดว่าจะได้ยินได้ฟังกระไรแบบนี้อีกเลย"
เป้าว้าวุ่นใจหนัก ยิ่งได้ยินว่าเกิดอะไรกับแน่น ก็ยิ่งสับสนจนทำอะไรไม่ถูก
แมงเม่าเข้าไปหาเป้า "แม่เป้าไปพักเถิด ฉันทำต่อเอง"
เป้าหน้าเครียด "แต่"
แมงเม่าตัดบท "เชื่อฉันเถิด"
" ขอบน้ำใจจ้ะ"
เป้าเดินเลี่ยงออกมา แต่ขณะนั้นเอง คุณท้าวโสภากับเจ้าจอมอำพันก็เข้ามาในครัว
"เสร็จหรือยังเล่าแม่คุณ นี่ขนาดฉันต้องมาตามด้วยตัวเอง ต่อไป ฉันคงต้องเข้าครัวเองกระมัง" เจ้าจอมอำพันว่า
พวกข้าหลวงรีบแยกย้ายกันทำงานทันที ไม่มีใครกล้าพูดมากอีก
คุณท้าวโสภาหน้าบึ้งตึง
"แม่เป้า อยู่ในนี้ คงรู้เรื่องแล้วกระมัง"
" เจ้าค่ะ"
" ฉันเตือนไว้ก่อนนะ ว่าทำตัวให้งาม อย่าให้มีเสียงติฉินนินทามาถึงฉันได้เป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น ระหว่างฉันกับเจ้าก็ขาดกัน"
" เจ้าค่ะ"
แมงเม่าได้ยินเข้าก็ขัดใจ จะหันไปเถียงแทนเพื่อน
เจ้าจอมอำพันเห็น รีบปราม
"แม่แมงเม่า เสด็จพระองค์หญิงทรงสอนไว้ว่าอย่างไร"
"เจ้าค่ะ"
แมงเม่าหันไปทำอาหารต่อ รู้สึกว่าเพื่อนโดนว่าแบบไม่เป็นธรรม แต่เจ้าจอมอำพันยกกรมขุนวิมลภักดีมาปรามก็ต้องเชื่อ พยายามระงับอารมณ์เต็มที่

แมงเม่าเดินหงุดหงิดมา อารมณ์ยังค้างอยู่ ช่วยเพื่อนก็ไม่ได้ โดนปรามอีกต่างหาก
แมงเม่าเดินผ่านอ่างแก้ว เหลือบไปมอง เห็นขันทองยืนหน้าเศร้าสร้อยอยู่ที่อ่างแก้ว
แมงเม่ากำลังหงุดหงิด เห็นขันทองก็ขวางหูขวางตาเลยเดินเข้าไปหา
"มาอยู่ที่นี่เองหรือเจ้าคะออกพระ ได้ยินว่าสั่งเฆี่ยนท่านขุนจิต จนหลังแทบขาดจริงหรือไม่เจ้าคะ"
ขันทองหันมามองแมงเม่านิ่ง
แมงเม่า งงๆที่ขันทองมองตนอย่างนี้
"มองกระไรเจ้าคะ หรือแทงใจดำ ฉันเคยคิดว่าออกพระกับท่านขุนเป็นเกลอกันเสียอีก เพิ่งมารู้ประเดี๋ยวนี้เองว่าไม่ใช่"
ขันทองยังคงปั้นหน้านิ่ง แต่แววตาเจ็บปวดอย่างที่สุด เพียงแต่ไม่พูด
"มิตรเดือดร้อนก็ต้องหาทางช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้ ถึงจะเรียกว่ามิตร นี่กระไรกลับซ้ำเติมกันได้ เห็นที ฉันต้องระวังตัวเสียบ้างแล้ว" แมงเม่า พูดพลางทิ้งค้อน
ขันทองมองแมงเม่านิ่ง ก่อนที่น้ำตาจะไหลออกมาเป็นสาย
แมงเม่าตกใจจนหน้าซีดเผือด
แมงเม่านึกไม่ถึง "ออกพระศรี"
ขันทองหันหลังกลับ ไม่พูดกับแมงเม่าแม้แต่คำเดียว แต่แมงเม่าก็รับรู้ได้ ว่าขันทองต้องเสียใจเพราะเรื่องนี้มากขนาดไหน
แมงเม่าเองก็เสียใจกับการกระทำของตน เลยหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมา แล้วเดินเข้าไปซับน้ำตาให้ขันทอง
ขันทองเหลือบตามองแมงเม่าที่เช็ดน้ำตาให้ตน
"ครั้งนี้ฉันผิดนัก พูดโดยไม่รู้จริง ไม่กล้าขอประทานโทษจากออกพระดอกเจ้าค่ะ แต่หากออกพระอยากร้องไห้ก็ร้องมาเถิด ฉันจะไม่บอกผู้ใด แลจะคอยซับน้ำตาให้ออกพระเอง"
ขันทองมองแมงเม่าอย่างซาบซึ้งใจ
ทั้งคู่จ้องมองตากันนิ่งด้วยความเข้าใจกัน
เวลานี้จิตใจขันทองกำลังอ่อนแอมาก อารมณ์พาไปแทบจะเผลอตัวเผลอใจสวมกอดแมงเม่าแล้วร้องไห้โฮออกมาให้หมดในครั้งเดียว
ขันทองขยับมือตั้งท่าจะสวมกอดแมงเม่า แต่หน้าที่ในใจสั่งห้ามความรู้สึกไว้ได้ทัน ขันมองชะงักไป กักอารมณ์ไว้ แล้วเบี่ยงตัวเดินจากไปอย่างเร็ว

แมงเม่าหันมองตามขันทองไป กำผ้าเช็ดหน้าในมือไว้แน่น รู้สึกเข้าใจและเห็นใจขันทองมาก และมั่นใจว่าขันทองไม่ใช่คนโหดร้ายไม่มีหัวใจอย่างที่คนอื่นนินทา
 
อ่านต่อตอนที่ 17


กำลังโหลดความคิดเห็น...