xs
xsm
sm
md
lg

หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 15 : แมงเม่าเข้าวัง ได้เป็นข้าหลวงแล้วเจ้าค่ะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


หนึ่งด้าวฟ้าเดียว ตอนที่ 15

บทประพันธ์ : วรรณวรรธน์
บทโทรทัศน์ : เอกลิขิต

ม่วงหนีกระเซอะกระเซิงออกมาถึงที่รกร้าง แต่ก็ยังช้ากว่ากล้าที่ไล่ล่าตามหลังมาทัน ก่อนจะเงื้อดาบฟันสุดแรง ทว่าม่วงก็อาศัยความว่องไวหลบได้ทัน ก่อนจะถีบสวนกลับไป จนกล้าเซไปชนกับพวกลูกน้องที่ตามหลังมาจนล้มระเนระนาดไปตามๆ กัน

ม่วงฉวยโอกาสนั้น รีบวิ่งหนีเอาตัวรอดทันที
ส่วนกล้ากับพวกลูกน้อง ก็รีบลุกขึ้นแล้วตามไปโดยไม่รั้งรอ

ขุนแผลงฤทธิ์ถีบกล้าที่นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นเต็มแรงจนล้มหงายไปด้วยความโมโห ฟากจมื่นศรีสรรักษ์กับพวกลูกน้อง ก็จับกลุ่มยืนดูด้วยความหงุดหงิดอยู่บริเวณริมทาง
“แผนการก็ของเอ็งแท้ๆ พวกข้าถึงวางใจให้เอ็งไปทำ แล้วนี่เอ็งยังพลาดปล่อยมันหนีไปได้อีก มันน่ากระทืบซ้ำมั้ยล่ะ”
ขุนแผลงฤทธิ์ชี้หน้ากล้าอย่างมีน้ำโห พลางยกขาหมายจะกระทืบซ้ำ อีกฝ่ายรีบยกมือไหว้ประหลกๆ “ อย่าขอรับ ถึงกระผมจะจับอ้ายม่วงไม่ได้ แต่กระผมก็ใส่ร้ายมันไปแล้วนะขอรับ”
ได้ผล ฝ่ายที่กำลังหงุดหงิดยั้งเท้าไว้ในบัดดล แต่กระนั้นสายตาก็ยังมองอีกฝ่ายอย่างไม่สบอารมณ์
“เอ็งใส่ร้ายกระไรมัน”
กล้ารีบตอบ “กระผมใส่ร้ายว่ามันฆ่าอีสุ่นหญิงรับชำเรา เพียงเท่านี้ เราก็มีข้ออ้างค้นเรือนมัน แลบีบให้นังแมงเม่ามันคืนกลักให้เราได้ ตามแผนเดิมแล้วนะขอรับ”
จมื่นศรีสรรักษ์คิดตาม พลางกล่าว
“ ก็จริงของมันนะท่านขุน ถ้านังลูกสาวเศรษฐีไม่มีกลักมาคืนก็แสดงว่ากลักถูกทำลายไปแล้วจริง
ตามที่ท่านขุน ได้ความมา ท่านเจ้าคุณพลเทพจะได้สิ้นระแวง แลพวกเราจะได้จบเรื่องนี้เสียที”
ขุนแผลงฤทธิ์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่ง “ตามข้ามา”
สิ้นประโยค ก็เดินนำลูกน้องไปพร้อมอาวุธครบมือ โดยมีจมื่นศรีสรรักษ์และกล้ารีบเดินตามไป

แมงเม่ากับอิน เดินคุยกันมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กระทั่งมาถึงหน้าห้องนอนม่วง แต่ครั้นพอเปิดประตูห้องนอนเข้าไป ทั้งคู่กลับต้องตกใจสุดขีด เมื่อเห็นม่วงปีนหน้าต่างเข้าห้องมา ในสภาพสะบักสะบอม มีแผลถูกฟันที่ต้นแขน เลือดไหลเกรอะกรัง
อินเบิกตาโพลงด้วยความตระหนก
“พี่ม่วง” พูดพลางรีบเข้าไปดูอาการทันที “เกิดกระไรขึ้นจ๊ะพี่”
แมงเม่าตั้งสติได้ ก็รีบบอก “ ฉันจะไปตามหมอนะ” ก่อนจะหันหลังเตรียมจะออกจากห้อง
ม่วงรีบร้องห้าม “อย่าไป... รีบปิดประตูเร็ว”
แมงเม่าแม้จะนึกแปลกใจ แต่ก็รีบปิดประตูตามคำสั่ง ขณะที่ม่วงพูดต่อ“อ้ายกล้ามันฆ่านังสุ่น แลใส่ร้ายข้าว่าเป็นคนทำ คงหมายจะใช้เหตุนี้เล่นงานข้า แลกระทบมาถึงทุกคนด้วย ข้าคงจะอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว ที่กลับมา ก็เพื่อจะบอกให้พวกเอ็งระวังตัวไว้”
อินมองสามีด้วยแววตาเป็นห่วง “แล้วพี่จะไปที่ใด พี่ยังบาดเจ็บอยู่นะจ๊ะ”
“แผลแค่นี้ยังไกลหัวใจนัก แต่ถ้าข้าอยู่ มันก็คงหาเหตุ...”
ยังไม่ทันที่ม่วงจะพูดอะไรต่อ พลันก็ได้ยินเสียงมิ่งโวยวายดังมาจากหน้าเรือน
“ เฮ้ย ขึ้นมาได้อย่างไรวะ อ้ายกล้า นี่เอ็งรึ จะทำกระไร”
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กด้วยความตกใจ ที่รู้ว่าพวกกล้ามาเร็วกว่าที่คิด ขณะที่แมงเม่าครุ่นคิดอย่างหนัก ว่า
จะวางแผนช่วยพี่ชายอย่างไร

ติ่น และผล ถูกลูกน้องพระยาพลเทพรุมเตะต่อยแบบไม่ยั้งมือยั้งตีน จนล้มคว่ำอยู่กับพื้นเรือน อีกด้านหนึ่ง มิ่ง
ชื่น และพวกบ่าวไพร่ต่างก็เกาะกลุ่มกันอยู่ที่โถงเรือนด้วยความหวาดกลัว
ในขณะเดียวกัน จมื่นศรีสรรักษ์ ขุนแผลงฤทธิ์ กล้า และพวกลูกน้อง ก็กระจายกำลังกันล้อมโถงเรือนเอาไว้
พร้อมกับที่ลูกน้องหลายคนถือคบไฟนำทางติดมือไว้ด้วย
ชื่นหน้าซีดตัวสั่นด้วยความกลัว “อยากปล้นกระไรก็เอาไปเลย แต่อย่าทำร้ายพวกเราเลยนะจ๊ะ ฉันไหว้ล่ะ”
ขุนแผลงฤทธิ์ตะคอกกลับ
“เฮ้ย อย่าพูดพล่อยๆ พวกข้าเป็นขุนนางไม่ใช่โจร กล่าวหากันเช่นนี้ ระวังจะโดนดี”
มิ่งเองก็อยู่ในอาการไม่ต่างจากชื่น แต่ก็พยายามข่มความกลัว ย้อนถามกลับไป “เป็นขุนน้ำขุนนางแล้วมารังแกพวกเราทำไม พวกฉันทำกระไรผิด”
จมื่นศรีสรรักษ์ชิงตอบแทน“อ้ายม่วงลูกเอ็ง ฆ่าอีสุ่นหญิงรับชำเราตาย มีพยานรู้เห็น พวกข้าจึงมาตามจับ
กลับไปรับโทษทัณฑ์”
มิ่งรีบพูดสวน
“ไม่จริง ลูกชายกระผมไม่มีวันฆ่าใคร ต้องมีการเข้าใจผิดเป็นแน่”
พูดพลางชี้มือไปที่กล้า “คนต้องโทษตัวจริง คืออ้ายกล้าคนนี้ต่างหาก เหตุใดพวกคุณพระถึงไม่จับมันเล่า”
กล้าหน้าเสียไปเพราะมีความผิดตัดตัวอยู่ จมื่นศรีสรรักษ์หันขวับมาทันที“ข้าจะจับมันหรือไม่ มันเรื่องของข้า”
กล้ายิ้มหยันใส่มิ่งที่เจ้านายถือหาง
“แต่เพลานี้ ข้าจะจับตัวอ้ายม่วงลูกเอ็งก่อน” จมื่นศรีสรรักษ์พูดต่อ พลางหันไปสั่งลูกน้องเสียงดังลั่น “ค้น”

กล้ารีบนำพวกลูกน้องค้นเรือนทันที ท่ามกลางความหวาดกลัวของมิ่ง ชื่น และพวกบ่าวไพร่

กล้ากับพวกลูกน้องพระยาพลเทพ เที่ยวค้นตามห้องหับต่างๆ บนเรือน รื้อข้าวของกระจุยกระจาย เพราะจุดประสงค์จริงๆ แล้ว ต้องการหากลัก แต่ยกเหตุที่ต้องการหาตัวม่วงมาบังหน้า

ประตูห้องนอนของม่วงถูกกล้าถีบเต็มแรง จนเปิดผางออก อินที่นั่งอยู่ข้างในห้องมองเห็นกล้าก็มีท่าทางหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
กล้าแสยะยิ้มร้าย “ นังอิน อยู่ที่นี่เองรึ ผัวเอ็งฆ่าหญิงรับชำเราตาย รู้บ้างหรือไม่”
อินสวนกลับอย่างมีน้ำโห “โกหก เอ็งเป็นคนทำ แต่ใส่ร้ายพี่ม่วงต่างหาก”
พูดจบก็ชะงัก เพราะเท่ากับยอมรับว่าม่วงมาที่นี่ กล้าหัวเราะลั่นอย่างสมใจ
“อ้ายม่วงมันกลับมาที่นี่จริงๆ มันอยู่ที่ใด บอกข้ามา”
“ ไม่รู้ ข้าไม่รู้”
อินระล่ำระลักปฏิเสธ พลางเดินมาบังหีบใส่เสื้อผ้าขนาดใหญ่ไว้ตามสัญชาติญาณ ขณะที่ม่วงที่นอนขดตัว หลบซ่อนอยู่ในหีบ สีหน้าเคร่งเครียด แต่ก็พร้อมจะลุยทันทีถ้าหากกล้าเจอตนเข้า
กล้าเห็นท่าทางของอิน ก็นึกเอะใจ “ หีบข้างหลังเอ็ง ใส่กระไรไว้รึ”
อินหน้าเสีย “หีบใส่เสื้อผ้า เอ็งจะให้ใส่กระไรเล่า”
“ถ้าใส่เสื้อผ้า ข้าก็ต้องเปิดดูได้ซิ”
ม่วงขบกรามแน่น หยิบกรรไกรออกมาถือกระชับไว้ หมายใจว่างานนี้ตายเป็นตาย ขณะที่อินหน้าซีดเผือด“มีแต่ผ้าผ่อนท่อนสไบ เอ็งจะเปิดหากระไร”
ขาดคำ ก็โดนกล้าตบหน้าสุดแรง จนล้มคว่ำทันที ม่วงได้ยินเสียงเมียกรีดร้อง ก็เตรียมจะเปิดหีบออกไปสู้ ทางด้านกล้าก็เงื้อดาบขึ้น ตั้งใจจะแทงเข้าไปในหีบ หมายว่าถ้าม่วงอยู่ในนั้นก็ต้องตายคาหีบแน่
แต่ทันใดนั้นเอง เสียงลูกน้องพระยาพลเทพก็โวยวายเสียงดังลั่น
“เจอตัวแล้ว มันหนีไปทางด้านหลังเรือน รีบไปจับตัวมันเร็ว”
กล้าชะงักมือ ก่อนจะรีบออกจากห้องไปทันที
อินมองตามด้วยความงุนงง ก็ม่วงอยู่ในหีบชัดๆ แล้วที่กรูกันไปจับนั้นเป็นใครกัน
ม่วงที่ซ่อนตัวอยู่ในหีบ ทำสีหน้าครุ่นคิด นึกเดาว่าต้องเป็นฝีมือน้องสาวแน่นอน พลางพึมเพาเบาๆ ด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าแมงเม่า”

กล้าเดินออกมาที่โถงเรือน พร้อมๆ กับที่ลูกน้องพระยาพลเทพ 3-4 คน ช่วยกันลากตัวแมงเม่าที่แต่งตัวเป็น
ชายมาที่โถง ก่อนจะผลักล้มลงกับพื้น ฝ่ายถูกผลักเงยหน้าขึ้น
มิ่งมองลูกอย่างเป็นห่วง พลางจะถลาข้าไปหา แต่กลับถูกจมื่นศรีสรรักษ์ยกดาบขวางไว้
กล้ามองอย่างงงๆ “นังแมงเม่า เหตุใดเอ็งแต่งตัวเช่นนี้วะ”
แมงเม่ายิ้มเยาะ พลางลุกขึ้นยืน
“ข้าเห็นเอ็งไม่ใคร่มีความเป็นชายนัก จึงแต่งเป็นชายให้เอ็งดูอย่างไรเล่าวะ อ้ายกล้า”
กล้าโมโห ถลันจะเข้าไปเล่นงาน แต่ช้ากว่าขุนแผลงฤทธิ์ที่ตบแมงเม่าจนเลือดกบปาก ท่ามกลางความตกใจของทุกคน
“อ้ายชาติชั่ว มึงทำร้ายแม่หญิงกู”
ผลเสียงเข้มด้วยความโมโห หมายจะเข้าไปเอาเรื่อง แต่กลับถูกลูกน้องพระยาพลเทพต่อยคว่ำ แล้วตั้งท่า
กระทืบซ้ำ เลยจำยอมต้องหุบปาก ติ่นรีบเข้าไปดูอาการเพื่อนด้วยความเป็นห่วง
จมื่นศรีสรรักษ์พูดอย่างเจ็บใจ “เห็นการแต่งตัวก็รู้แล้ว มันปลอมเป็นชายเพื่อช่วยพี่มันหนีล่ะซี ป่านฉะนี้ คงหนีไปไกลแล้ว”
แมงเม่าเช็ดเลือดที่มุมปาก พลางพูดเยาะ “ก็ไม่โง่เท่าใดนี่”
ขาดคำ ก็โดนขุนแผลงฤทธิ์จิกหัวจนหน้าหงาย
“พี่ชายเอ็ง ก็แค่เหยื่อล่อ ที่พวกข้าต้องการคือกลักที่เอ็งได้ไปจากออกญาสีหราชเดชะต่างหาก” พูดพลางตะคอกใส่ “เอาคืนมา”
แมงเม่าจ้องอีกฝ่ายตาเขม็ง “กลักกระไร ข้าไม่รู้เรื่อง”
แต่กลับถูกอีกฝ่ายบิดผม จนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
มิ่งกับชื่นมองอย่างเป็นห่วง แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปช่วย เพราะโดน จมื่นศรีสรรักษ์กระชับดาบขู่
ชื่นทั้งกลัวทั้งห่วงแมงเม่าจนร้องไห้ออกมา “ แม่แมงเม่า เชื่อน้า มันอยากได้กระไรก็ให้มันไปเถิด รักษาชีวิตไว้ก่อน”
ขุนแผลงฤทธิ์ยิ้มเหี้ยม “ พวกเอ็ง ช่วยนักโทษฆ่าคนตายให้หลบหนี โทษหนักหนานัก ถ้ายังขืนดื้อดึง ข้าจะให้พวกเอ็งตายคาคุกทั้งโคตร”
แมงเม่ามีสีหน้าเคร่งเครียด สับสน เมื่อเห็นพ่อโอบบ่าชื่นที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น พลางมองตนด้วยความเป็น
ห่วงจับใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

อีกด้านหนึ่ง ม่วงกับอิน ก็วิ่งหนีมาถึงท่าน้ำ เพื่อจะใช้เรือในการหลบหนี
อินมองแผลที่ถูกฟันของม่วงอย่างเป็นห่วง “ พี่ม่วง แผลพี่ยังมีเลือดซึมอยู่เลย ทำแผลก่อนเถิดจ้ะ”
ม่วงสีหน้าเคร่งเครียด “ไม่ทันแล้ว เจ้าแมงเม่าคงถ่วงเวลาได้พักหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะหนี ก็ต้องตอนนี้
พูดจบก็รีบแก้เชือกผูกเรือออก ครั้นเห็นอีกฝ่ายรีบก้าวลงเรือไป ก็ตกใจ
“ทำกระไร รีบกลับไปที่เรือนเถิด”
“ฉันไม่ไป ฉันจะไปกับพี่”
ม่วงรีบบอก “ข้าจะไปที่ใดยังไม่รู้เลย แลข้าหนีอาญาบ้านเมือง มีแต่จะร้ายมากกว่าดี เอ็งจะไปตกระกำลำบากกับข้าทำไม”
อินพูดอย่างเด็ดเดี่ยว “อย่าว่าแต่ตกระกำลำบากเลย ต่อให้ไปตาย ฉันก็จะตายพร้อมพี่ อย่างมาก เราก็ตายด้วยกัน แต่ฉันจะไม่ยอมให้พี่หนีไปคนเดียวเป็นอันขาด”
ม่วงมองอย่างนึกไม่ถึง ว่าอินจะรักตนมากขนาดนี้ เพราะเข้าใจมาตลอดว่าอีกฝ่ายรังเกียจตนจึงไม่ยอมมีความสัมพันธ์ด้วย
อินรีบพูดเร่ง “เร็วเข้าเถิด เราต้องรีบหนีตอนนี้ไม่ใช่รึ”

ม่วงตั้งสติได้ ก็ลงเรือ แล้วรีบช่วยอินพายหนีไปทันที

จมื่นศรีสรรักษ์กำลังดูกลักรูปผีเสื้อในมือด้วยความตื่นเต้น พลางพูดด้วยความดีใจ

“ใช่แล้ว สัญลักษณ์นี้ไม่ผิดแน่ ในที่สุดเราก็ได้คืนมาแล้ว”
ขุนแผลงฤทธิ์รีบบอก “รีบเปิดออกดูเร็ว คุณพระนาย”
จมื่นศรีสรรักษ์รีบเปิดกลักออก ก่อนจะเห็นภายในมีม้วนกระดาษเล็กๆ อยู่ จึงรีบเอาออกมาคลี่ออกดู
ขุนแผลงฤทธิ์รีบเข้าไปดูด้วยทันที สีหน้าตื่นเต้น
“กลบทพิสดารนัก ไม่ผิดแน่แล้ว” พลางคิดถึงเรื่องสุ่นขึ้นมา “ อีสุ่น มึงกล้าหลอกกู ถ้ามึงไม่ตายเสียก่อน กูฆ่ามึงทิ้งแน่”
จมื่นศรีสรรักษ์ รีบม้วนกระดาษเก็บลงในกลักตามเดิมด้วยอารามดีใจ ขณะที่กล้ารีบบอก
“เมื่อได้ของแล้ว ก็ขอนังแมงเม่าให้กระผมเป็นบำเหน็จเถิดขอรับ”
พูดพลางตรงเข้าไปฉุดแขนแมงเม่าทันที ฝ่ายถูกฉุดดิ้นสุดฤทธิ์
“ อ้ายกล้า มึงปล่อยกู บอกให้ปล่อย”
มิ่งมองลูกสาวด้วยสายตาเห็นห่วง “ถ้ามึงทำกระไรลูกกู มึงไม่ตายดีแน่อ้ายกล้า”
กล้าหัวเราะเยาะสะใจ “ห่วงตัวเองก่อนเถิดวะ อ้าย...”
ยังไม่ทันจบประโยค ขุนแผลงฤทธิ์ก็ออกคำสั่งเสียงดังสวนขึ้นมาก่อน
“ เฮ้ย พวกเอ็งจงเผาเรือนนี้ให้วอดประเดี๋ยวนี้ ให้สมกับโทษานุโทษที่พวกมันช่วยคนหนีอาญาบ้านเมือง”
ทุกคนพากันตกใจกับคำสั่งนั้น ไม่เว้นแต่จมื่นศรีสรรักษ์ที่เป็นพวกเดียวกัน แมงเม่ามองคนออกคำสั่งด้วย
ความโมโหสุดขีด
“อ้ายคนอสัตย์ ข้ายอมให้กลักแก่เอ็งแล้ว เหตุใดยังทำร้ายกันอีก”
ขุนแผลงฤทธิ์ยิ้มร้าย “แล้วข้าไปสัญญากับเอ็งแต่เมื่อใดอีโง่” พูดพลางหันไปตวาดลูกน้อง “ เผาซีวะ รอกระไร”
พวกลูกน้องที่มีคบไฟในมือ ก็รีบกระจายกำลังกันเผาเรือนทันที
ชื่นพยายามห้ามเสียงหลง “ อย่าเผาเรือนฉันเลย ฉันกราบล่ะจ้ะ”
ลูกน้องไม่ฟังเสียง กลับผลักชื่นออกไปแล้วเอาคบไฟไปจุดเผาทั่วเรือน จมื่นศรีสรรักษ์ถอนใจ ส่ายหน้า เพราะไม่ชอบนิสัยขุนแผลงฤทธิ์ แต่ไม่รู้จะห้ามยังไง ได้แต่เดินลงจากเรือนไป
กล้ารีบฉวยจังหวะฉุดมือแมงเม่า “ ไป เอ็งไปกับข้า นังแมงเม่า”
แมงเม่าดิ้นสุดฤทธิ์ “ไม่ไป อ้ายกล้า อ้ายหน้าตัวเมีย”
กล้าไม่สนใจ พยายามจะฉุดไปให้ได้ แต่ยังไม่ทันไร กลับต้องร้องขึ้นด้วยความเจ็บปวด เมื่อถูกติ่นที่แอบคลาน
มากัดเข้าที่ขาจากทางด้านหลัง มันรีบเตะติ่นออกไป แล้วเงื้อดาบจะฟัน ผลรีบเข้าไปจับข้อมือกล้าไว้ไม่ให้ฟันเพื่อน
จังหวะนั้นเอง มิ่งก็ฉวยโอกาสเข้าไปถีบเต็มยอดอกกล้าจนกระเด็นออกไป แมงเม่าเลยฉวยโอกาสวิ่งหนี
กลับมาหาชื่นได้
กล้าทั้งจุกทั้งแค้น ตั้งใจจะเอาคืน แต่ขุนแผลงฤทธิ์พูดสวนขึ้นมาเสียก่อน “ไฟลามหนักแล้ว ถ้าเอ็งบ้ากามนัก ก็อยู่ไปคนเดียวก็แล้วกัน”
พูดจบก็เดินลงจากเรือนไป โดยมีพวกลูกน้องตามหลังไป กล้าถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว เห็นพวกมิ่งจ้องเขม็งก็ชัก
กลัว เลยรีบตามไปอีกคน
แมงเม่าตะโกนสั่งเสียงดังลั่น
“ ช่วยกันดับไฟเร็วเข้า ข้าวของกระไรขนออกมาได้ ก็รีบขนออกมาก่อน”
ทุกคนรีบช่วยกันดับไฟ แมงเม่ามองเปลวไฟที่โหมกระหน่ำไหม้บ้านด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ต้องพยายามทำตัวให้เข้มแข็งเข้าไว้ พลางวิ่งฝ่ากองเพลิงช่วยทุกคนขนย้ายของมีค่าที่ยังขนออกมาได้

ทางด้านม่วง และอิน ช่วยกันพายเรือมา จนถึงบริเวณชายป่า
“อิน เทียบฝั่งตรงนี้เถิด”
“เรายังมาได้ไม่ไกลเท่าใดเลยนะพี่ ถ้าอ้ายพวกนั้นตามมา จะทำอย่างไร”
ม่วงรีบชี้นิ้วให้ดู “ตรงไปทางนี้ก็เป็นป่าแล้ว แลออกนอกเมืองได้ไม่ยาก ถึงพวกมันตามมาทัน เราก็หนีรอดได้”
อินรับคำ “จ้ะพี่”
ทั้งคู่ช่วยกันพายเรือจนเทียบฝั่ง ม่วงรีบขึ้นจากเรือ แต่อินยังไม่ทันขึ้น ทันใดนั้น ม่วงก็ออกแรงเต็มที่ ผลักเรือออกไปกลางคลอง
อินตกใจ “พี่ม่วง ทำกระไร”
ม่วงหน้าเศร้า “อินเอ๊ย ข้าขอบน้ำใจเอ็งนัก ไม่เคยคิดเลย ว่าเอ็งจะมีน้ำใจให้ข้ามากถึงเพียงนี้ แต่ข้าก็ยอมให้เอ็งไปเสี่ยงกับข้าไม่ได้เช่นกัน กลับไปเสียเถิด”
“ไม่ ฉันไม่กลับ” พูดพลางรีบจ้ำพายเรือกลับเข้าหาฝั่ง ม่วงเลยรีบวิ่งหนีเข้าป่าไปทันที เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายตามทัน
“พี่ม่วง อย่าทิ้งฉันไป พี่ม่วง”
อินร้องไห้โฮออกมา แม้จะเข้าใจความห่วงใยนั้น แต่ก็เสียใจที่ม่วงทิ้งตนไปอีกแล้ว

อินเดินหน้าเศร้ากลับมาถึงหน้าเรือน ทว่าก็ต้องตกใจสุดชีวิต เมื่อเห็นเรือนทั้งหลังถูกไฟไหม้ เพลิงยังคง
ลุกโชติช่วงจนไม่สามารถดับได้
มิ่ง ชื่น ติ่น ผล และบ่าวไพร่ ต่างยืนมองไฟที่กำลังโหมกระหน่ำพร้อมกับร้องไห้ด้วยความเสียใจและหวาดกลัว มีเพียงแมงเม่าคนเดียวที่ไม่ร้องไห้ รอบๆ ตัว มีบรรดาหีบใส่ข้าวของ และกองทรัพย์สมบัติเท่าที่แต่ละคนจะขนมาได้
อินรีบถลันเข้าไปหาพ่อด้วยความตกใจ “พ่อ แม่ เกิดกระไรขึ้น”
ชื่นร้องไห้โฮ กอดอินแน่น “ แม่อิน หมดกันแล้ว ไหม้หมดไม่มีเหลือแล้ว”
มิ่งน้ำตาคลอ แต่ก็ยังห่วงลูก “ อ้ายม่วงเล่าแม่อิน มันอยู่ที่ใด”
“ พี่ม่วงหนีไปแล้วจ้ะ ปลอดภัยดี พ่ออย่าห่วงเลย นี่ฝีมือพวกมันหรือจ๊ะ”
มิ่งพยักหน้ารับ น้ำตาซึม
แมงเม่าทำหน้านิ่ง พยายามข่มความหวาดกลัว “ฉันรู้ ว่าทุกคนกำลังขวัญเสีย แต่เพลานี้ เราต้องหาที่อยู่ก่อน วันพรุ่งค่อยคิดแก้ไข”
ติ่นรีบถาม “จะไปอยู่ที่ใดเล่าแม่หญิง คนก็ออกมาก แลไม่รู้พวกมันจะตามมาอีกหรือไม่”
แมงเม่านิ่งนึก แล้วบอก อย่างมั่นใจ “มีอยู่ที่หนึ่ง พอที่พวกเราจะพึ่งใบบุญได้”

อรุณรุ่งของอีกวัน ขันทองกับแน่นเดินคุยกันมาอยู่ในบริเวณวัง
แน่นถอนใจโล่งอก “เอ็งจัดการเรียบร้อยแล้วก็ดี ข้าค่อยหายใจทั่วท้องหน่อย”
ขันทองหน้าสลดลงนิดหนึ่ง “ อภัยให้ข้าเถิดวะ ที่ทำให้เอ็งต้องกังวลไปด้วย เรื่องนี้เป็นความผิดข้าทั้งหมด คิดแต่ว่า ตัวเองไม่นอกรีตนอกรอย ไม่น่ามีกระไร แต่ไม่คิด ว่านังเยื้อนมันจะเป็นได้ถึงเพียงนี้”
ขณะนั้นเอง โขลนคนหนึ่งก็เดินรี่เข้ามาหา
“ออกพระศรีเจ้าคะ”ทั้งคู่รีบปรับท่าทีทันที
“มีกระไรหรือแม่”
“แม่แมงเม่า บุตรสาวโรงกระดาษ มาขอพบออกพระเจ้าค่ะ มาแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ผิดกฎของฝ่ายใน พวกฉันจึงจัดที่ให้พักที่นอกประตูหลังวังก่อน”

ขันทองตกใจ สีหน้าสงสัยระคนเป็นห่วง “มาแต่เมื่อคืนรึ”

พลันที่ขันทองเดินออกมาทางประตูด้านหลังวังแล้วก็ต้องตกใจ เมื่อเห็นพวกแมงเม่า อิน มิ่ง ชื่น ติ่น ผล และบรรดาทาสต่างนั่งรวมกัน ด้วยสภาพที่ดูโทรม เนื้อตัวมอมแมม ข้าวของกองระเกะระกะ

“นี่มันเกิดกระไรขึ้น เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้”
แมงเม่ารีบบอก “เรื่องมันยาวนัก ฉันจะค่อยเล่าให้ออกพระฟังนะเจ้าคะ แต่เพลานี้ ฉันมีเรื่องต้องขอรบกวนออกพระสองเรื่องเจ้าค่ะ”
“ว่ามาเถิดเจ้า ฉันจะช่วยเจ้าทุกเรื่อง”
“ เรื่องแรก รบกวนออกพระหาเรือนให้ครอบครัวฉันที ไม่ต้องใหญ่มากนักก็ได้เจ้าค่ะ แต่ขอให้ทุกคนมีที่อยู่ที่กินก็พอ”
ขันทองรับคำ “ได้ เรื่องที่สองเล่า”
แมงเม่าหน้าขรึมลง พลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ช่วยกราบทูลกรมขุนท่านที ว่าฉันขอเรียกร้องความเป็นธรรม”

“บ้านเมืองมีขื่อมีแป ใครผิดก็ว่าไปตามผิด เหตุใดต้องถึงกับเผาเรือนกันด้วย”
กรมขุนวิมลภักดีที่นั่งอยู่บนตั่ง กำลังเล่นงานพระยาพลเทพที่นั่งอยู่บนตั่งอีกตัวที่ต่ำกว่า โดยมีคุณท้าวโสภา เป้า นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น
พระยาพลเทพก้มหน้านิ่ง รับความผิด
“ คนของกระหม่อมทำผิดจริง ไม่มีข้อแก้ตัว แต่เท่าที่ทราบมา ก็เป็นเพราะฝ่ายโน้นขัดขวางแลซ่อนตัวคน
กระทำผิดไว้ จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น เป็นเหตุให้บานปลายจนไฟไหม้นะกระหม่อม”
กรมขุนวิมลภักดีตวาดกลับอย่างโมโห “พูดเช่นนี้ จะหาว่าฉันฟังความข้างเดียวกระนั้นรึ ท่านเจ้าคุณ”
อีกฝ่ายรีบยกมือพนม “กระหม่อมมิกล้า”
คุณท้าวโสภามองค้อนอย่างไม่พอใจ
“เรือนเศรษฐีมิ่ง มีแต่ผู้หญิงกับคนแก่ แลบ่าวไพร่ผู้ชายไม่กี่คน จะหาญกล้าสู้กับคนของท่านเจ้าคุณเทียวหรือ
เจ้าคะ แลถึงผิดจริง ก็ไม่ควรมีเรือนผู้ใดถูกเผาจนวอดวายไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
เป้าลอบมองด้วยสีหน้าเจ็บแค้นใจแทนเพื่อน พระยาพลเทพอมยิ้มขำ
“ฝ่ายในซักไซ้ไล่เรียงฝ่ายหน้าเช่นนี้ ช่างเป็นบุญของฉันนัก”
กรมขุนวิมลภักดียิ่งโมโหหนัก “ ท่านเจ้าคุณหาว่าพวกฉันก้าวก่ายหน้าที่รึ”
พระยาพลเทพยกมือพนม “ กระหม่อมไม่ได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่รู้สึกแปลกพิกล จึงพูดไปเท่านั้น เสด็จโปรดประทานอภัย”
กรมขุนวิมลภักดีพยายามระงับอารมณ์เต็มที่ ฟากคุณท้าวโสภากลับทำสีหน้าเขม่นหมั่นไส้อยู่ในที พลางพูดย้อนถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
“แล้วเรื่องนี้ ท่านเจ้าคุณจะสะสางอย่างไรไม่ทราบเจ้าคะ”
พระยาพลเทพรีบบอก “ผิดถูกก็ต้องว่าไปตามจริง แต่จะให้ลงโทษโดยไม่สอบถามที่มาที่ไปก็ไม่ควร เอาเช่นนี้เถิด ฉันจะตั้งคนสักสี่ห้าคน เพื่อไต่สวนทวนความเรื่องนี้ก็แล้วกัน เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย”
เป้าที่ทนฟังอยู่นาน อดรนทนไม่ไหว ด้วย โมโหแทนเพื่อน จนหลุดพูดออกมาอย่างไม่เกรงกลัว
“คนของท่านเจ้าคุณทำผิด ท่านเจ้าคุณก็แต่งตั้งพวกเดียวกันมาไต่สวน ไม่ต้องบอก ก็รู้แล้วเจ้าค่ะว่าผลจะ
ออกมาอย่างไร”
พระยาพลเทพยิ้มแบบไม่สะทกสะท้าน เหมือนคำพูดนั้นเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา
“คนอื่นจะคิดเช่นไร ฉันห้ามไม่ได้ แต่ความจริง ก็ย่อมเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ”
กรมขุนวิมลภักดี คุณท้าวโสภา และเป้า มองด้วยความเจ็บใจ ที่เห็นพระยาพลเทพแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าเข้าข้างลูกน้องเต็มที่

ที่เรือนคุณท้าวโสภา เป้าเดินนำขันทอง กับแมงเม่า เข้ามาในห้องนอนด้วยความหงุดหงิด เพราะรู้สึกโกรธแค้นแทน
“มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก ฉันไม่นึกเลย ว่าเจ้าคุณพลเทพผู้เป็นพระยาผู้ใหญ่ในจตุสดมภ์ทั้งสี่ เนื้อแท้
แล้วจะเป็นคนเช่นนี้”
แมงเม่ายิ้มหยัน “ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ ลูกน้องจะเหลิง จนเหิมเกริมรังแกผู้อื่นได้รึ”
เป้าถอนใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะนึกขึ้นได้ รีบจับแขนแมงเม่า
“เอ่อ แม่แมงเม่ายังไม่ได้กินกระไรเลย ฉันนี่แย่เสียจริง รอสักประเดี๋ยวนะ ฉันจะยกสำรับมาให้”
แมงเม่ายิ้มขอบใจ ก่อนที่เป้าจะเดินออกจากห้องไป
ขันทองหันมาบอกแมงเม่า “เรือนที่เจ้าให้หา ฉันจัดการเรียบร้อยแล้ว อยู่ไม่ห่างจากวังเท่าใด เจ้าจะย้ายไปอยู่กับพ่อ หรือจะอยู่ที่นี่เล่า”
“พ่อท่านเป็นห่วงฉันนัก เกรงจะเกิดเรื่องอีก จึงอยากให้ฉันพึ่งใบบุญกรมขุนท่านเจ้าค่ะ”
อีกฝ่ายพยักหน้ารับ พร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ให้
“อย่างไรเสีย ฉันก็ต้องชมเชยเจ้านะ เจ้าเข้มแข็งมาก เป็นผู้อื่นเจอเหตุเช่นนี้ คงกุมสติไว้ไม่ได้ดอก”
พูดพลางมองแมงเม่าด้วยสายตาชื่นชม ฝ่ายถูกมองหน้าขรึม
“ฉันน่ะหรือเจ้าคะเข้มแข็ง ไม่เลยเจ้าค่ะ ฉันขี้ขลาดแลกลัวจนจับใจ”
“ไม่จริงดอก ก็ฉันเห็นเจ้า... “ พูดเพียงเท่านั้นก็ชะงักไปด้วยความตกใจเมื่อเห็นฝั่งตรงข้ามน้ำตาคลอ ด้วยความอดทนทั้งหมดเริ่มพังทลายลง
“ ที่ฉันต้องเสแสร้ง ทำเป็นเข้มแข็ง ก็เพื่อไม่ให้ทุกคนขวัญเสียมากไปกว่านี้ ทั้งที่ใจจริง ฉันกลัวจนอยากจะร้องไห้ เรือนที่ฉันอยู่มานับแต่ลืมตา ต้องมาวอดวายจมกองเพลิงลงไปต่อหน้า พี่ชายจะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้
จะมองไปทางใด ก็มืดแปดด้านไปสิ้น รู้เพียงแต่ว่า เพื่อพ่อท่านแลทุกคน ฉันอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด”
พูดถึงตรงนี้ แมงเม่าก็น้ำตาไหลพรากอย่างกลั้นไม่อยู่ อีกฝ่ายมองอย่างคิดไม่ถึง พลางสงสารจับใจ ก่อนจะค่อยๆ โอบบ่าแมงเม่าอย่างทะนุถนอม
 
ฝ่ายถูกกอด กระชับวงแขนกอดตอบ พลางร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดกลั้น หลังจากพ้นภัยมาได้ ตนก็ต้องการใครซักคนที่สามารถกอดซบ ร้องไห้ระบายความในใจเช่นนี้บ้าง

อีกด้านหนึ่งของวัง หลวงศรีมะโนราชอุทานด้วยความตกใจ

“ตายแล้ว ตายได้อย่างไร ก็เมื่อวานดีฉันเพิ่งไปส่งอีเยื้อนที่เรือนท่านเจ้าคุณเองนะเจ้าคะ”
พระยาพลเทพรีบบอก “อีทาสนั่น มันขี้เหล้าเมายา มีคนยืนยันตรงกันว่ามันกินเหล้าจนเมา
แล้วไปล้างหน้าล้างตาที่ท่าน้ำ จากนั้นก็ได้ยินเสียงมันตกน้ำแล้วก็ไม่มีใครเห็นมันอีกเลย แล้วคุณหลวงจะให้ฉันทำอย่างไร”
“ไม่มีใครเห็น ก็แสดงว่าไม่มีใครพบศพมันน่ะซีเจ้าคะ”
หลวงศรีมะโนราชย้อนถาม ขุนแผลงฤทธิ์ที่นั่งอยู่ด้วยรีบบอก
“อีกสองสามวัน ลอยขึ้นมาก็คงได้เห็นเอง คุณหลวงอยากดูรึ”
หลวงศรีมะโนราชเริ่มโมโห “ ผู้ใดจะอยากดูของอุจจาดเช่นนั้นกันเจ้าคะ ดีฉันเพียงแต่คิดว่าอีเยื้อนอาจจะยังไม่ตายแต่ถูกจับตัวไปเพื่อปิดปากก็เท่านั้น”
จมื่นศรีสรรักษ์บ่นอย่างเซ็งๆ “ ฉันก็เสียดายนังทาสนั่นเหมือนกัน แต่หากจะปิดปากจริง สู้ฆ่าให้ตายเสีย ไม่ง่ายกว่ารึคุณหลวง จะลำบากลำบนจับตัวไปเพื่อกระไร”
พระยาพลเทพสวนขึ้นมาทันที
“อย่าฝันลมๆแล้งๆอีกเลยคุณหลวง พยานปากเอกของคุณหลวง มันเมาเหล้าจนตกน้ำตายเป็นแน่ ถึงฉันจะเป็นคนขี้ระแวงอย่างไร ฉันก็ไม่เชื่อเป็นอันขาด ว่าจะมีใครกล้าลอบไปฆ่าหรือไปจับตัวคนถึงในเรือนฉันดอก” ว่าพลางตบบ่าหลวงศรีมะโนราช “ส่วนเรื่องเล่นงานพระศรีขันทิน ฉันก็เสียดาย แต่คงต้องหาหลักฐานอื่นแล้ว”
“ เจ้าค่ะ”
หลวงศรีมะโนราชเดินเลี่ยงไปอย่างเจ็บใจ ขุนแผลงฤทธิ์มองตามด้วยสายตาไม่พอใจ
“ คงจะเคืองเรา ที่ดูแลอีทาสนั่นไม่ดีกระมัง”
พระยาพลเทพยิ้มเยาะ “ ช่างปะไร เพลานี้ ฉันอยากเห็นกลักจนจะทนไม่ไหวแล้ว ความกังวลนานปีของฉัน จะได้สิ้นสุดลงเสียที”
พูดจบก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก

ที่ตำหนักเจ้าจอมเพ็ญ เจ้าของตำหนักกำลังดูกลักลายผีเสื้อของตัวเองด้วยความดีใจ
“ ไม่ผิดแน่ กลักอันนี้ล่ะ เพลานั้นฉันเพิ่งขึ้นเป็นเจ้าจอมได้ไม่นาน จึงเพิ่งสั่งทำกลักลายผีเสื้อนี้ได้ไม่กี่อัน แลมี ตำหนิอยู่ ไม่ใช่ของที่จะปลอมกันได้ดอก”
พระยาพลเทพ จมื่นศรีสรรักษ์ และขุนแผลงฤทธิ์ ที่อยู่ใกล้ๆ พลอยดีใจไปด้วย
จมื่นศรีสรรักษ์ยิ้มดีใจ “ได้ยินอย่างนี้ กระผมก็โล่งใจ สิ้นกังวลกันเสียทีนะขอรับคุณพี่”
พระยาพลเทพยังไม่คลายกังวลเสียทีเดียว “สิ้นกังวลไปกึ่งหนึ่งเท่านั้น ต้องขอฉันดูสาส์นลับในกลัก
เสียก่อน ว่าใช่ของจริงหรือไม่”
ขุนแผลงฤทธิ์รีบยิ้มประจบ “ทำไมจะไม่ใช่เล่าขอรับ กระผมกับคุณพระนายตรวจดูแล้ว กลบทลึกล้ำเช่นนี้ นอกจากท่านเจ้าคุณแล้ว จะหาผู้ใดเขียนได้อีก”
เจ้าจอมเพ็ญรีบยื่นกลักให้พระยาพลเทพรับไป แล้วเปิดกลักออก ก่อนจะหยิบม้วนกระดาษออกมาอ่าน แต่
พอกวาดสายตาดู สีหน้าแย้มยิ้มเมื่อครู่ก็เครียดขึ้นมาทันที
จมื่นศรีสรรักษ์ยังยิ้มแย้ม “ ตั้งใจอ่านเสียเหลือเกินนะขอรับ ท่านเจ้าคุณคงดีใจมากล่ะซี”
พระยาพลเทพเสียงเข้ม อย่างมีน้ำโห “หากฉันดีใจก็เสียสติแล้ว แค่อ่านผ่านๆ ยังรู้ว่าเป็นเพลงยาวเกี้ยวผู้หญิงเท่านั้น พวกเจ้าสองคนโง่เง่าเอามาได้อย่างไร”
เจ้าจอมเพ็ญถึงกับตกใจ “ เพลงยาว เป็นไปได้อย่างไร” ว่าพลางรับกระดาษจากพลเทพขึ้นมาอ่าน ก่อนจะพูดต่อ “ไม่ผิดแน่ สาส์นลับมีเพียงวรรคเดียว แต่นี่มีถึงสี่วรรค” ก่อนจะขยำกระดาษด้วยความแค้น “ ของปลอมจริงๆ”
จมื่นศรีสรรักษ์หน้าเสีย รีบแก้ตัวพัลวัน “ท่านเจ้าคุณตำหนิพวกเราก็ไม่ถูกนะขอรับ ผู้ใดจะชำนาญกลบทเหมือนท่านเจ้าคุณ แลนังเด็กนั่นก็มอบให้เรากับมือ เราก็ต้องคิดว่าของจริงน่ะซีขอรับ”
ขุนแผลงฤทธิ์แค้นใจหนัก “กระผมจะไปเค้นคออีเด็กนั่นเอง ครานี้ จะให้มันมอบของจริงออกมาให้จงได้”
พระยาพลเทพรีบบอกอย่างโมโห “ อยากหัวขาดก็ไปเลย เพลานี้มันอยู่กับกรมขุนวิมลภักดี อย่าว่าแต่เค้นคอเลย จับชายสไบมันให้ได้ก่อนเถิด”
ขุนแผลงฤทธิ์กัดเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ
เจ้าจอมเพ็ญขบกรามแน่นด้วยความแค้นเคือง แววตาโกรธจัด
“นังแมงเม่า เมื่อเอ็งกล้าหลอกข้า ข้าก็จะทำให้เอ็งไม่เป็นสุขอีกเลยในชาตินี้”

แมงเม่านั่งอ่านข้อความ “หังวฉวาลทหงขสาปหักสะ” ในม้วนกระดาษ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ที่ครอบครัว
ของตนต้องเป็นเช่นนี้ ก็เพราะกระดาษเล็กๆ นี้เอง แต่ถึงอย่างนั้น ตนก็เลือกที่จะเก็บมันไว้พลันเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“ประเดี๋ยวนะจ๊ะ”
แมงเม่ารีบพับม้วนกระดาษเก็บลงในตลับยาเล็กๆ แล้วพกติดตัวไว้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู เห็นเป้ายืนอยู่หน้าห้อง
“มีกระไรหรือจ๊ะแม่เป้า”
เป้ายิ้มแย้ม “เสด็จท่านทรงให้หาจ้ะ มีเรื่องดีนะ”

แมงเม่ามองอย่างแปลกใจ พลางคิดว่าเรื่องดีอะไรกัน

แมงเม่าก้มลงกราบกรมขุนวิมลภักดีด้วยความซาบซึ้งใจ

“เป็นพระกรุณาเหลือเกินเพคะ ที่ทรงรับหม่อมฉันไว้เป็นนางข้าหลวง แลยังช่วยเหลือพ่อกับครอบครัวหม่อมฉันอีก”
อีกฝ่ายยิ้มรับ “ คนที่ช่วยพ่อเจ้าคือออกพระศรีต่างหาก ฉันเพียงแต่รับครอบครัวเจ้าไว้ในอุปถัมภ์ จะได้ไม่มีคนกล้ารังแกอีก” พูดพลางหันไปสั่งความกับคุณท้าวโสภา “นับแต่นี้ เรื่องฝึกสอนเจ้าแมงเม่า ฉันขอยกให้เป็นหน้าที่คุณท้าวก็แล้วกันนะ”
คุณท้าวโสภายิ้มรับ “ เพคะ”
สั่งความเสร็จก็หันไปพูดกับแมงเม่าต่อ เป็นเชิงกำชับ
“ต่อไป เจ้าจะทำตามใจตนเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้วนะ เป็นข้าหลวง อยู่ฝ่ายใน ก็ต้องทำตามกฎของฝ่ายใน”
“เพคะ หม่อมฉันจะทำตามที่รับสั่งทุกประการ”
ทันใดนั้นเอง พระองค์เจ้าเชษฐ์ก็เดินเข้ามา โดยที่ไม่มีใครตั้งตัว
“ หูฉันคงไม่ฝาดกระมัง แม่แมงเม่าบอกว่าจะทำตามที่เสด็จพระองค์หญิงรับสั่งทุกประการรึ”
แมงเม่า คุณท้าวโสภา เป้า และพวกข้าหลวง รีบก้มลงกราบ พระองค์เจ้าเชษฐ์ไหว้กรมขุนวิมลภักดี อีกฝ่ายรับไหว้
“เชิญประทับเพคะ”
พระองค์เจ้าเชษฐ์นั่งลงบนตั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับแมงเม่า
“ ฉันรู้เรื่องเจ้าหมดแล้ว อย่ากลัวไปเลย จงอยู่ที่นี่ให้จำเริญสุขเถิด เรื่องที่เกิดขึ้น จะมีการไต่สวนทวน
ความเป็นแน่ ไม่ปล่อยให้เงียบหายดอก”
แมงเม่ารับคำอย่างซาบซึ้ง “เป็นพระกรุณาเพคะ”
พระองค์เชษฐ์ยิ้มเจ้าเล่ห์ “ แต่ข้าหลวงของเสด็จพระองค์หญิง ก็ต้องทำตามรับสั่งทุกประการ อย่างที่เจ้ารับปากไปเมื่อครู่”
เป้าหน้าเสีย นึกเป็นห่วงแมงเม่า “ ทรงตรัสอย่างนี้ คงไม่ได้หมายความว่าจะขอแม่แมงเม่าไปเป็นห้าม เหมือนที่ทรงขอข้าหลวงคนอื่นดอกนะเพคะ”
คุณท้าวโสภารีบปราม “ เป็นเด็กเป็นเล็ก พูดจาสู่รู้อย่างนี้ได้อย่างไร”
“ขอประทานโทษเจ้าค่ะ”
“ ใช่ว่าข้าหลวงทุกคนจะถวายตัวเป็นห้ามได้ ต้องขัดเกลาอีกมาก อย่างน้อยๆ ก็อีกหลายปี เพลานั้น ถ้าวาสนาไม่ถึงออกจากราชการไปเสียก่อน ก็คงช่วยเหลือกระไรไม่ได้”
แมงเม่า และเป้า แอบยิ้ม นึกรู้ว่าคุณท้าวโสภาพยายามพูดกันให้ แต่พระองค์เจ้าเชษฐ์หน้าหงิกงอบึ้งตึงขึ้นมาทันที
กรมขุนวิมลภักดียิ้มบางๆ “ เจ้าตัวดีของฉัน ต้องฝึกปรือขัดเกลาอีกมากอย่างที่คุณท้าวว่าจริง ถ้ากระนั้น ก็มาอยู่กับฉันที่ตำหนักเสียเลยดีกว่า เพลานอน ก็นอนกับฉัน จะได้หัดได้ฝึกกันได้ถนัดมือหน่อย ดีหรือไม่ เจ้าตัวดี”
พระองค์เจ้าเชษฐ์ถอนใจแรงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แมงเม่ารีบก้มลงกราบกรมขุนวิมล แต่ก็แอบกังวลใจนิดหนึ่งขึ้นมา เพราะอยากใช้เวลานี้แก้กลบทในสาส์นลับ ถ้าต้องอยู่กับกรมขุนวิมลภักดีตลอดแล้วจะแก้อย่างไรกัน

พระองค์เจ้าเชษฐ์เดินคุยมากับเจ้าจอมเพ็ญที่ในสวน โดยมีเลื่อนกับพวกข้าหลวงตามหลัง
“เสียที ที่ได้เจ้าจอมช่วยส่งข่าวให้แล้ว เสด็จพระองค์หญิงกลับมาทรงตีกันไว้อีก ช่างน่ารำคาญใจนัก”
เจ้าจอมเพ็ญพยายามพูดปลอบ “อย่าทรงขุ่นพระทัยไปเลยเพคะ โอกาสยังมีอีกมาก แม่แมงเม่าเป็นข้าหลวงอยู่ในวัง ก็เหมือนลูกไก่อยู่ในกำมือ ปลาอยู่ในข้อง เพียงรอแต่จังหวะเหมาะเท่านั้น”
เลื่อนรีบเสริมทันที “ จริงเพคะ แม่หญิงแมงเม่ากำลังตกทุกข์ได้ยาก หากเสด็จทรงพระเมตตาสักเล็กน้อย ขี้คร้าน จะถวายตัวเป็นห้าม โดยไม่ต้องร้องขอ”
พระองค์เชษฐ์หัวเราะร่า ด้วยความชอบใจ “เอ็งพูดถูกใจข้านัก ถ้าข้าได้แม่แมงเม่ามาเป็นห้ามจริง ข้าจะให้รางวัลเอ็งเป็นบำเหน็จปาก”
เลื่อนยิ้มดีใจ “เป็นพระกรุณาเพคะ”
พระองค์เจ้าเชษฐ์พูดจบก็เดินเลี่ยงไป เลื่อนมองตาม ก่อนจะนินทากับเจ้าจอมเพ็ญ
“ทรงเจ้าชู้เราะรายเหลือเกินนะเจ้าคะหม่อมแม่ มีห้ามมากมายจนนับนิ้วไม่ถ้วน แล้ว ก็ยังจะรั้นเอานัง
เด็กนั่นอีก ได้ไป ไม่เกินกึ่งเดือนก็คงเบื่อ แลทิ้งขว้างเหมือนที่แล้วๆ มา”
เจ้าจอมเพ็ญแสยะยิ้มร้าย “ยิ่งเบื่อในคืนเดียวได้ยิ่งดี นังเด็กนั่นจะได้เห็นนรก สมกับที่มันกล้าเหิมเกริมกับข้า”

ที่ค่ายพระยาตาก ขณะที่หลวงพิชัยอาสา พันหาญและพวกทหารกำลังจับคู่กันซ้อมดาบอย่างขยันขันแข็ง
เวลาเดียวกันนั้นเอง เยื้อนกับทหารอีกกลุ่มหนึ่ง ก็เดินถือถาดใส่อาหารใส่น้ำมาสำหรับให้พวกที่ซ้อมดาบกิน
สีหน้าของเยื้อนบึ้งตึง ที่มีโซ่ตรวนสวมที่เท้าเพื่อป้องกันการหนี ซ้ำเวลาเดินไปไหนก็จะมีเสียงโซ่ดังทำให้หนียากเข้าไปอีก
หลวงพิชัยอาสาเห็นคนยกอาหารมา ก็พูดเสียงดัง “ เอ้า พักกินข้าวกินปลากันก่อน”
พวกทหารหยุดซ้อม และเริ่มล้อมวงกันเข้าไปกินอาหาร
ทหาร คนหนึ่งเห็นเยื้อนยกสำรับเลยรีบเข้าไปช่วย พลางยิ้มกรุ้มกริ่ม “พี่ช่วยนะจ๊ะน้องสาว”
หลวงพิชัยอาสารีบปราม “ อ้ายลอย ท่านเจ้าคุณสั่งไว้ว่าอย่างไร”
“ขอประทานโทษขอรับคุณหลวง”
พูดจบก็ก้มหน้าเดินเลี่ยงไป พันหาญรีบเดินเข้ามาหาเยื้อน
“เอ็งไม่ต้องกลัว อยู่ที่นี่ จะไม่มีใครทำกระไรเอ็งดอก”
เยื้อนพูดอย่างหงุดหงิด “คนอย่างฉันไม่ได้กลัวผู้ชาย กลัวก็แต่พวกชายไม่ใช่ชายจับฉันมากักขังเท่านั้น”
หลวงพิชัยอาสาส่ายหน้ายิ้มๆ “ปากคอเราะร้ายนัก นี่ถ้ามีโซ่ครอบปากอีกอันก็คงจะดี”
พันหาญพูดต่อ “ถึงพวกข้าจะกักขังเอ็ง แลใช้โซ่ตรวนล่ามเอ็งไว้ แต่ก็ยังดีกว่าที่เอ็งต้องตายเป็นผีเฝ้าคลองไม่ใช่รึ”

เยื้อนได้ฟังก็ยิ่งหงุดหงิดใจ แต่ก็เถียงไม่ออก พลางนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ในคืนก่อนหน้านี้

ขันทองผลักเยื้อนล้มลงกับพื้นต่อหน้าพันหาญ พระยาตาก หลวงพิชัยอาสา และทหารจำนวนหนึ่ง

เยื้อนไอโขลก สำลักน้ำเข้าไปไม่น้อย เนื้อตัวเปียกปอน
พันหาญมองอย่างงงๆ “ นี่มันกระไรกันพ่อขันทอง นังนี่เป็นใคร”
“ชื่อเยื้อน เป็นบ่าวของฉันเอง มันรู้ความลับที่ฉันไม่ใช่นักเทศขันที แลพยายามจะเป็นพยานเอาผิดฉัน ฉันจึงต้องจับตัวมาที่นี่”
พันหาญได้ฟังก็ตกใจหนัก “มันรู้ความลับสำคัญเช่นนี้ เหตุใดไม่ฆ่าปิดปาก พามาด้วยอีกทำกระไร”
เยื้อนรีบพนมมือไหว้ พลางร้องขอชีวิต “ อย่าฆ่าฉันเลย ฉันกลัวแล้วจ้ะ”
ขันทองวางหน้าขรึม “อันที่จริง ก็ควรทำเช่นนั้น แต่ฉันไม่อยากฆ่าใครโดยไม่จำเป็นจริงๆ ฉันจึงทำให้มันหมดสติ แล้วพาใส่เรือที่ซ่อนไว้จนออกนอกอโยธยามาถึงที่นี่ล่ะจ้ะ”
“ทำเช่นนี้ ยังลำบากแลเสี่ยงภัยกว่าฆ่าทิ้งมากมายนัก” หลวงพิชัยอาสาพูดยิ้มๆ พร้อมกับใช้มือตบบ่าพันหาญเบาๆ “ฉันเชื่อแล้วที่ท่านพันหาญบอก ว่าหลานชายหัวพันเป็นคนใจอ่อนนัก”
“เจ้าต้องการให้เราควบคุมตัวนางผู้นี้ไว้ จนกว่างานจารบุรุษของเจ้าจะเสร็จสิ้นกระมัง”
พระยาตากถามสวนขึ้นมา
ขันทองรับคำ “ขอรับท่านเจ้าคุณ กระผมใกล้ได้รู้ความลับแล้ว เมื่อถึงเพลานั้น ก็ไม่ต้องเป็นขันทีอีกต่อไป แลนังเยื้อนจะไปฟ้องร้องผู้ใดก็หาสำคัญไม่”
พระยาตากพยักหน้ารับ “ถ้ากระนั้น ก็ให้มันอยู่ในค่าย แลตีตรวนล่ามเท้ามันไว้ จะได้หนีกลับเข้าอโยธยาไม่ได้” พูดพลางหันไปพูดดังๆ ให้ได้ยินกันทั่ว “ แลข้าขอสั่งพวกเอ็งทุกคน ไม่ให้ทำร้ายหรือข่มเหงน้ำใจมันเป็นอันขาด ใครฝ่าฝืน มีโทษเท่าขัดวินัย ตัดหัวสถานเดียว”
พวกทหารนิ่งรับคำสั่ง ไม่มีใครกล้าขัดสั่งพระยาตากแม้แต่คนเดียว
ขันทองหันไปมองเยื้อน อีกฝ่ายมองกลับด้วยความหวาดกลัว จากที่เคยรักเคยแค้น ตอนนี้กลับกลัวจนจับใจ

คิดถึงตรงนี้ เยื้อนก็เถียงคอเป็นเอ็นต่อด้วยความเจ็บใจ
“ถึงไม่เป็นผีเฝ้าคลอง แต่ก็ต้องเป็นผีเฝ้าทุ่งอยู่ดี พวกอังวะบุกมาคราใด คิดรึ ว่าคนเพียงเท่านี้จะสู้มันได้”
พูดจบก็สะบัดหน้าเดินหนีไปด้วยความหงุดหงิด
หลวงพิชัยอาสาส่ายหน้าหงุดหงิด “นังคนนี้ พูดจาไม่เป็นมงคล ถ้าไม่ติดว่าต้องดูแลมัน น่าเอาไปทิ้งกลางป่านัก”
พันหาญหน้าเจื่อน “ฉันต้องขอประทานโทษคุณหลวงด้วย ที่ฉันกับหลานชายนำความยุ่งยากมาให้”
“ไม่เป็นกระไรดอก ฉันก็บ่นไปอย่างนั้น อันที่จริง ฉันชอบพอนิสัยใจคอของพ่อขันทองนัก คนใจอ่อนมีเมตตาเช่นนี้ กลับต้องมาเป็นจารบุรุษที่เสี่ยงตายอยู่ทุกฝีก้าว มันน่านับถือใจนัก แลฉันจะไม่ช่วยเหลือได้อย่างไรเล่า”
ขณะนั้นเอง ก็มีทหารคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
“คุณหลวง หัวพันขอรับ กองตระเวนเจอคนเจ็บเข้า เพลานี้นำมาไว้ที่กระโจม ท่านเจ้าคุณจึงให้มาตามไปปรึกษาขอรับ”
หลวงพิชัยอาสาและพันหาญหันมองหน้ากัน นึกแปลกใจที่เจอคนเจ็บกลางป่าแบบนี้

พลันที่หลวงพิชัยอาสา และพันหาญเปิดประตูกระโจมเข้ามา ก็เห็นพระยาตากกำลังยืนดูทหารทำแผลให้ม่วง ที่นอนไข้ขึ้นไม่ได้สติอยู่
พระยาตากหันไปมองทั้งคู่ “ มาแล้วรึ” พูดแล้วก็หันกลับไปมองม่วง “คนเจ็บถูกฟันมา แม้ไม่ลึกนัก
แต่แผลระบมมากจนไข้ขึ้นไม่ได้สติ ดูรูปร่างหน้าตาเหมือนลูกผู้ดี ไม่เหมือนนักโทษหนีคดี ฉันจึงอยากถามความเห็นว่าจะเอาอย่างไรดี”
ทั้งคู่เดินเข้าไปดูใกล้ๆ พอเห็นหน้าชัดๆ พันหาญก็จำได้แม่น “พ่อม่วง”
หลวงพิชัยหันมองอย่างฉงน “รู้จักรึ”
“เคยพบปะกันครั้งหนึ่งขอรับ แต่พูดคุยถูกคอกัน พ่อม่วงเป็นลูกเศรษฐีโรงกระดาษ ไม่น่ามาอยู่ที่นี่ได้ หรือจะถูกโจรทำร้ายหนีมา”
พระยาตากรีบแย้ง “ไม่น่าใช่ เพราะในตัวมีถุงใส่เงินแลกรรไกรปลายแหลมเหมือนหนีมา
ฉุกละหุก มากกว่าถูกโจรดักปล้นกลางทาง”
หลวงพิชัยอาสาได้ฟัง ก็รีบบอก
“ ถ้าเป็นคนรู้จักคุ้นเคยของหัวพัน ก็ไม่น่าจะใช่คนเลวร้ายกระไร บางที อาจจะหนีร้อนมาพึ่งเย็น หากเป็นเช่นนั้นก็รับตัวเอาไว้ ได้กำลังมาช่วยสู้ข้าศึกเพิ่มอีกคนก็ยังดีนะขอรับ”
พระยาตากคิดทบทวนครู่หนึ่งแล้วพยักหน้ารับ

ออกญาหมิ่นกำลังพอกยาที่ท้องซึ่งถูกแทงให้ยี่สุ่น ที่นอนอยู่บนเตียง สีหน้าอิดโรยเพราะเพิ่งเฉียดตายมา พอกยาไปก็บ่นไป สีหน้าเจ็บใจ
“อ้ายกล้า อ้ายจัญไร รู้บ้างหรือไม่วะ ว่าเกือบทำให้ข้าต้องเสียตัวทำเงินไปแล้ว มันน่านัก”
“ขอบพระคุณมากนะจ๊ะ ที่ช่วยชีวิตฉันไว้”
ยี่สุ่นพูดอย่างซาบซึ้ง แต่กลับถูกออกญาหมิ่นตะคอกใส่
“ไม่ต้องมาขอบอกขอบใจข้า หายเมื่อใด ก็ตั้งใจรับแขกเข้าก็แล้วกัน ท้องเป็นแผลเป็นเช่นนี้ ราคาคงตกลงมาก
เอ็งต้องรับแขกเพิ่มอีกสองเท่า ถึงจะคุ้มกับที่ข้าเสียไป”
ยี่สุ่นได้ฟังก็หน้าเสีย ขณะที่อีกฝ่ายพอกทายาเสร็จก็ลุกขึ้น ทำท่าจะออกจากห้อง
“ประเดี๋ยวจ้ะ” ยี่สุ่นพยายามยันกายลุกขึ้น “พี่ม่วงเป็นอย่างไรบ้าง”
ออกญาหมิ่นหันกลับมาตะคอก “ ไม่ตายดอกโว้ย แต่ถึงจะตายหรือไม่ ข้าก็ไม่สนใจคนอย่างมันดอก ค่าของอ้ายม่วง ก็แค่ของต่อรองเพื่อที่ออกญาพลเทพได้สิ่งที่ต้องการเท่านั้น เมื่อได้แล้ว ก็สุดแต่บุญแต่กรรมล่ะวะ ว่าออกญาจะเก็บมันไว้หรือไม่”
ขาดคำก็เดินออกจากห้องไปด้วยความหงุดหงิด ทิ้งให้ยี่สุ่นทรุดนอนลงอีกครั้ง พร้อมกับน้ำตาค่อยๆ ไหลลงอาบแก้มช้าๆ ด้วยความเป็นห่วงม่วงสุดหัวใจ

ขณะที่ม่วงที่มีสีหน้าซีดเซียวเพราะไข้ขึ้น กำลังกินยาหม้ออยู่ โดยมีพระยาตาก หลวงพิชัยอาสา และพันหาญ
ยืนดูอยู่ใกล้ๆ
พอม่วงกินยาหม้อหมดชาม พันหาญก็รีบถามทันที
“เป็นอย่างไรบ้างพ่อม่วง”
“ดีขึ้นมากจ้ะพี่หันหาญ” ม่วงตอบ ทั้งที่ยังไอโขลก พลางหันไปไหว้พระยาตาก หลวงพิชัยอาสา “กระผมอยากจะลงไปกราบเท้าท่านเจ้าคุณกับคุณหลวงเหลือเกิน แต่เพลานี้ แค่พยุงตัวนั่งยังลำบาก แต่หายดีเมื่อใด ขอให้กระผมได้ทดแทนบุญคุณบ้างเถิดนะขอรับ”
หลวงพิชัยโบกมือห้าม “อย่าเพิ่งพูดเรื่องนี้เลยพ่อม่วง รักษาตัวให้หายดีก่อนเถิด”
พระยาตากพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ส่วนเรื่องอาญาบ้านเมือง ก็ไม่ต้องกลัวนะ แม้จะไม่มีใครเป็นพยานให้ว่าพ่อม่วงไม่ได้ทำ แต่ก็ยังมีวิธีให้พ่อ
ม่วงพ้นโทษได้”
ม่วงได้ฟังก็นึกสนใจ “ วิธีใดหรือขอรับท่านเจ้าคุณ”
“ก็เป็นทหารอาสาสู้ศึกอังวะครานี้อย่างไรเล่า ฉันจะจดชื่อพ่อม่วงไว้แลทำเรื่องขึ้นไป เสร็จศึก พ่อจะได้
บำเหน็จเอาไว้ช่วยตนเองให้พ้นโทษ”
พันหาญยิ้มอย่างดีใจ “ บุญแล้วพ่อเอ๊ย พ่อม่วงเองก็มีฝีมือพอตัว แลมีท่านเจ้าคุณช่วยอย่างนี้ ไม่ต้องกังวลกระไรแล้วนะ “
ม่วงรีบยกมือไหว้พระยาตาก สีหน้าดีใจ
“เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้ขอรับ กระผมหายเมื่อใด จะตั้งใจสู้ศึกสนองคุณท่านเจ้าคุณขอรับ “
พระยาตากยิ้มรับ พอม่วงมีทางพ้นเรื่องคดีไปได้ ก็เริ่มคิดถึงคนข้างหลังขึ้นมา พลันหน้าก็สลดลง จนหลวง
พิชัยสังเกตเห็น
“มีทางพ้นโทษ เหตุใดหน้าเศร้าไปอีกเล่าพ่อม่วง
“ กระผมคิดถึงคนข้างหลังขอรับ ไม่รู้ว่าป่านฉะนี้จะเป็นเช่นไรบ้าง ทั้งพ่อ น้อง น้า ยิ่งแม่อินกับแม่สุ่น กระผมยิ่งเป็นห่วงนัก ตอนกระผมหนีมา แม่สุ่นยังไม่ขาดใจตาย กระผมก็ได้แต่หวังว่า คุณพระคุณเจ้าจะคุ้มครอง
แม่สุ่นให้รอดปลอดภัยขอรับ”

ม่วงหน้าเศร้า พลางถอนใจเฮือก ด้วยสีหน้าไม่สบายใจ

เรือนหลังใหม่ของมิ่งนั้น เป็นเรือนขนาดกลางๆ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่

แมงเม่าในชุดข้าหลวงกอดพ่อแน่นด้วยน้ำตาคลอเบ้า ชื่น อิน นั่งน้ำตารื้นอยู่ใกล้ๆ ในขณะที่ขันทอง ติ่น
และผล นั่งห่างออกไป
มิ่งลูบผมลูกสาวด้วยความเอ็นดู “ไม่เป็นไรนะ พ่ออยู่ที่นี่ มีบารมีของกรมขุนวิมลท่านคุ้มครอง แลออกพระศรี
ก็คอยดูแลอยู่ เจ้าไม่ต้องห่วงพ่อดอก”
แมงเม่าดึงตัวออกจากอ้อมกอดของพ่อ พลางยกมือปาดน้ำตา
“ฉันอยากอยู่ปรนนิบัติพ่อกับน้าชื่นนัก แต่เมื่อถวายตัวเป็นข้าหลวงแล้ว ก็ยากนักที่จะออกมาได้บ่อยๆ”
ชื่นเองก็พลอยน้ำตารื้นไปด้วย “อยู่กับกรมขุนท่านน่ะดีแล้ว เจ้าจะได้ปลอดภัย อย่าห่วงทางนี้เลย พ่อกับน้าดูแลตัวเองได้”
อินรีบบอก “พี่ก็ยังอยู่ทั้งคน เจ้าไม่ต้องกลัว เรือนนี้ก็ไม่ได้ใหญ่โตกระไรนัก แลทรัพย์สินที่ขนออกมาได้ ก็ยังพอมีออกโข ไม่ลำบากลำบนดอก”
แมงเม่าค่อยยิ้มได้ ก่อนจะหันไปพูดกับติ่น ผล “ บ่าวไพร่คนอื่น ไปที่ใดกันหมดรึ ตั้งแต่ข้ามา ยังไม่เห็นเลย”
ติ่นหน้าจ๋อย “ท่านเศรษฐี แจกเบี้ยให้ไปตั้งตัวกันแล้วขอรับ เหลือแต่พวกกระผมสองคนที่ไม่ยอมรับเบี้ย”
ผลพูดเสริม “พวกกระผมไม่คิดจะไปที่ใดขอรับ เป็นตายอย่างไร ก็ต้องขออยู่ทดแทนบุญคุณท่านเศรษฐีก่อน”
แมงเม่า มิ่ง ชื่น และอิน ได้ฟังก็รู้สึกสลดใจ ขันทองรีบเปลี่ยนเรื่อง
“แม่แมงเม่า เล่าให้ท่านเศรษฐีฟังซี ว่าอยู่ในวัง แม่ต้องทำกระไรบ้าง”
แมงเม่ายิ้มให้พ่อ “คุณท้าวโสภา สอนให้ฉันทำกับข้าวกับปลาจ้ะ เริ่มตั้งแต่หุงข้าว หั่นผัก หั่นเนื้อกันเลยเทียว”
มิ่งหัวเราะร่วน “ม้าดีดกะโหลกอย่างเอ็งนี่น่ะรึ ทำกับข้าวกับปลา แหม่ ข้าชักอยากเห็นแลอยากลองกินเสียแล้วซี มันจะตายหรือไม่วะ”
ชื่นยกมือตีมิ่งเบาๆ เป็นเชิงหยอก “อย่าเพิ่งขัดซี ฉันจะฟังเจ้าแมงเม่าเล่า เล่าต่อซี น้าอยากฟัง”
แมงเม่าเล่าให้พ่อกับน้าฟังเสียงเจื้อยแจ้ว ขันทองมองความช่างเจรจาก็ยิ้มสบายใจ อย่างน้อย
แมงเม่าก็ลืมความทุกข์ไปได้ช่วงหนึ่ง

จังหวะที่ขันทองเดินลงมาจากเรือน อินรีบตามลงมาทันที
“ออกพระศรีเจ้าคะ ไม่ทราบว่า ออกพระได้ข่าวพี่ม่วงบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
ฝ่ายถูกถามรีบบอก “ฉันสอบถามไปแล้ว ยังไม่มีผู้ใดจับตัวพ่อม่วงได้ แม่อินวางใจเถิด แลฉันยังได้ข่าวมาด้วยว่าหญิงรับชำเราที่ชื่อแม่สุ่นปลอดภัย ฉะนั้นจะกล่าวโทษว่าพ่อม่วงฆ่าคนตายไม่ได้ดอก”
อินยิ้มอย่างดีใจ “ จริงหรือเจ้าคะ ถ้าอย่างนั้น ก็ส่งข่าวให้พี่ม่วงกลับมาได้แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ”
“ฉันว่าอย่าเพิ่งกลับมาเลย เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดกระไรขึ้นอีกบ้าง ไม่แน่ว่าระหกระเหินอยู่เช่นนี้ อาจจะปลอดภัยกว่าอยู่ในอโยธยาเสียอีก”
ครั้นเห็นอินยิ่งทำหน้าเศร้า ก็ยิ้มบางๆ พลางพูดปลอบ
“อย่าทำหน้าเช่นนั้นเลยแม่อิน เพลานี้ แม่อินต้องทำหน้าที่แทนพ่อม่วง คอยดูแลทุกคน ถ้าแม่อินท้อถอยสัก
คนแล้ว พ่อม่วงจะสิ้นกังวลได้อย่างไร”
“ออกพระสั่งสอนถูกต้องแล้ว ฉันจะทำตามที่ออกพระสอนเจ้าค่ะ”
อินสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามกลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง

จากนั้นขันทองก็พายเรือพาแมงเม่าไปหาเป้า กับแน่นที่ย่านร้านค้าต่อ
“ออกพระพูดกับพี่อินอย่างนั้นดีแล้วเจ้าค่ะ พี่อินจะได้ไม่ท้อแท้ แลมีความหวังที่จะรอพี่ม่วงต่อไป”
ขันทองยิ้มรับ “ฉันก็อยากให้เป็นเช่นนั้นล่ะ เอ่อ แล้วนี่เจ้า ต้องเข้าไปนอนที่ห้องบรรทมกรมขุนวิมลท่านทุกคืนรึ”
“เจ้าค่ะ กรมขุนท่านทรงต้องการปกป้องฉัน ฉันก็ดีใจนะเจ้าคะ” พูดพลางหน้าจ๋อยลง “แต่ก็ทำให้ฉันทำเรื่องที่ตั้งใจไว้ไม่ได้เสียที”
“เรื่องกระไรรึ”
แมงเม่าคิดทบทวน ว่าจะเล่าดีไม่เล่าดี อีกฝ่ายเห็นสีหน้าก็นึกรู้
“เจ้าเพิ่งผ่านเรื่องร้ายแรงมา ถ้ายังไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าดอก” แต่ก็ไม่วายเลียบๆเคียงๆ “เอ่อ โจทย์กลบท
ที่ฉันให้ไปคราก่อน เจ้าทดลองแก้แล้วหรือไม่”
แมงเม่าถึงกับชะงักไป มีอาการเขินอายขึ้นมา รีบตอบเลี่ยงไป
“ ฉันทำหายไปแล้วเจ้าค่ะ “
พลางรีบหลบสายตา คนถามมองอย่างเข้าใจ
“ หายไปแล้วก็ช่างเถิด ฉันจะเขียนโจทย์ให้ใหม่ เขียนให้คิดแก้ไปเรื่อยๆ จะได้เข้าใจ”

พูดพลางยิ้มกรุ้มกริ่ม แมงเม่าฟังคำพูดที่เหมือนมีนัยแอบแฝงเลยเผลอช้อนตามาสบตากับขันทีหนุ่มเข้าโดยไม่รู้ตัว อีกฝ่ายจ้องตอบตาเขม็ง แมงเม่าหัวใจเต้นรัว จนต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปก่อน
 
อ่านต่อตอนที่ 16


กำลังโหลดความคิดเห็น...