xs
xsm
sm
md
lg

บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 25 : คุณพี่กับออเจ้า ได้เสียกันแล้วจ้า…

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 25

บทประพันธ์ : รอมแพง บทโทรทัศน์ : ศัลยา

เกศสุรางค์นั่งอ่านสมุดบันทึกของพระศรีวิสารสุนทรอยู่ในห้อง

"วันนี้ไปดูพระที่นั่งชื่อ ลูฟร์ เป็นพระราชวังที่สวยงามวิจิตร ประดับประดาด้วยสิ่งของอันประเสริฐ อย่างเช่นรูปเขียนที่สวยงามเหมือนจริงแท้ พรมแขวนที่ปักด้วยฝีมือประณีตบรรจงเหลือรำพัน ต่อจากนั้นไปดูห้องเครื่องเก็บเครื่องจักรเครื่องกลต่างๆนานา"

พระศรีวิสารวาจา เล่าให้พระนารายณ์ฟัง
"ในห้องเครื่องนี้ มีเครื่องมหัศจรรย์สิ่งหนึ่ง มหัศจรรย์เป็นที่ยิ่ง"
"อะไรวะจะมหัศจรรย์หนักหนา"
"เครื่องที่ใช้ส่งคนจากชั้นล่างไปชั้นบนพุทธเจ้าค่ะ"
"ทำไมต้องใช้เครื่อง ข้าเห็นชักรอกขึ้นไปได้อยู่"
พระยาโกษาธิบดีบอก "เครื่องนี้จุคนได้เป็นสิบๆคนพุทธเจ้าค่ะ"
พระนารายณ์อ้าปากค้าง
พระปีย์ถาม "เป็นสิบๆคน เอาอะไรชักขึ้นไป"

เมื่อเกศสุรางค์อ่านถึงความตอนนี้
"โห ฝรั่งเศสมีลิฟท์ตั้งแต่ตอนนั้นเลยเหรอเนี่ย พ.ศ. 2229 ตอนนี้สองห้า
หกสิบ สามร้อย...(คิดนิดเดียว)...สามสิบปี เมืองไทยมีลิฟท์เมื่อไรเนี่ย... เพิ่งมีเอง"

พระศรีวิสารสุนทร , พระยาโกษาธิบดี หรือ ออกญาโกษาปาน , พระปีย์ , กัลยาณไมตรี , มหาดเล็ก , จางวาง ล้วนยังอยู่ในห้องพระนารายณ์
พระศรีวิสารวาจาอ่าน
"เมืองแอร์เป็นเมืองเล็กๆ แต่สำคัญในเชิงพิชัยสงคราม มีป้อมสำคัญชื่อ ป้อมแซงต์ฟรังซัวส์ เป็นป้อมที่แปลกกว่าป้อมอื่นคือ รอบข้างเป็นคู เมื่อมีข้าศึก เปิดประตูน้ำไหลเข้าไปในคูกลายเป็นคลอง น้ำนี้ระบายกลับให้คลองนั้นแห้งเป็นคูได้อย่างเดิม สัญจรได้เหมือนถนน"
พระนารายณ์สนใจมาก
โกษาปานบอก"ถ้ากรุงศรีทำได้จะเป็นอันดีมากพุทธเจ้าค่ะ"
พระนารายณ์ครุ่นคิดตาม เห็นได้ชัดว่าพอใจและอยากมีบ้าง

เกศสุรางค์อ่านต่อ
"พวกชาวฝรั่งเศสเห็นทีจะไม่คิดเรื่องอื่นใด นอกจากอยากจะเผยแผ่ศาสนา ใครๆก็ตามที่พบมักถามเรื่องคนไทยเป็นคริสตังกันหมดหรือยัง แม้แต่เสนาบดีเดอครัวซี ยังมิวายเพียรพูดเพียรย้ำกับท่านออกพระราชทูตว่า ถ้าจะให้พระเจ้าหลุยส์มีไมตรีถาวรกับพระนครเล่า ควรให้ขุนหลวงของเราบำรุงศาสนาคริสตังในกรุงศรีให้เจริญ รวมทั้งปกป้องคนไทยที่เปลี่ยนเป็นคริสตังด้วย อย่าให้เดือดร้อนเป็นอันขาด"

บริเวณหนึ่งในเรือนออกญาโหราธิบดี ตอนกลางวัน
เกศสุรางค์ถามอยากรู้"ท่านลุงขุนปานตอบอย่างไรคะคุณพี่"
"ท่านตอบว่าอย่าวิตกเลย ทุกวันนี้คริสตังในกรุงศรีมีมากมาย แลท่านคิดว่าคริสตังมากมายที่ว่ามีขึ้นได้ฤา ถ้าขุนหลวงของข้าพเจ้ามิปกป้องให้อิสระ"
เกศสุรางค์ตบมือดังๆ "บราโว...เจ๋งที่สุด"
จำปาส่งเสียงปรามเบาๆมา "แม่การะเกด คุณลุงท่านมิค่อยสบายนอนพักอยู่ ออเจ้าสงบปากบ้างเถิด"
เกศสุรางค์หันมากระซิบกระซาบ"เจ้าค่ะ ... คุณพี่รู้มั้ยเจ้าคะว่าฝรั่งเศสไม่ได้อยากได้แค่
ให้คนเปลี่ยนศาสนาแล้วนะคะ" เกศสุรางค์เสียงเบา มีกังวานหนักแน่น
พระศรีวิสารสุนทรมองสบดวงตาของเกศสุรางค์ ที่บ่งบอกอะไรหลายอย่าง มองกันนิ่งๆอึดใจหนึ่ง
"พอรู้"
"มันเป็นเรื่องการเมืองแล้วนะคะ"
พระศรีวิสารวาจางงกับคำนี้ "เป็นยังไร...การเมือง"
"อ้าว...อ๋อ เอาใหม่ค่ะไม่ใช่การเมือง...การทหารค่ะ"
พระศรีวิสารวาจาที่จริงรู้แล้ว แต่ถาม "การทหารยังไร"
"แม่มะลิมาบอกว่า ผัวของนางนัดแนะกับนายพลเดส์ฟาร์จให้ไปพาทหารจากฝรั่งเศสมาตั้งหลายร้อย คุณพี่ไม่เห็นหรือคะ"
"เห็น"
"กี่คนคะ"
"ก็...หลายร้อยอยู่ ไม่รู้แน่กี่คน"
"เรือกี่ลำคะ"
"6 ลำ รวมที่ข้านั่งมาด้วย แต่เมื่อใกล้ถึงเมืองเรา เรืออีกลำแยกไปที่อื่น จึงมาถึงปากน้ำของเราเพียง 5 ลำ"
"อา...ข้อมูลไม่ผิด" เกศศุรางค์พึมพำเบาๆ "5 ลำ"
"ออเจ้ารู้ฤๅ รู้ได้ยังไร"
เกศสุรางค์ตั้งท่าจะตอบ
จ้อยเข้ามาบอกว่า “ท่านอาจารย์มาขอรับ”

จ้อยนำอาจารย์ชีปะขาวที่ก้าวอย่างสงบงามขึ้นมา ตามด้วยพระยาโกษาธิบดี ออกญาโหรา
ธิบดีเดินมาเผชิญหน้ากัน ต่างคนต่างไหว้พร้อมกัน
"เชิญท่านอาจารย์" ออกญาโหราธิบดีกล่าว
"ขออภัยที่มิได้แจ้งล่วงหน้า หลังจากความที่จะแจ้งวันนี้แล้ว คงมิได้พบกันอีกนานหรอกหนา"
ทุกคนบนเรือน เกศสุรางค์ , พระศรีวิสารสุนทร , หลวงเรืองณรงค์เดชา , พระยาโกษาธิบดี,
ออกญาโหราธิบดี , คุณหญิงจำปา , จ้อย ฉงนในคำของอาจารย์ สีหน้าหมองบ้าง
ทั้งหมดนั่งกันเป็นกลุ่ม บ่าวเอาน้ำชา หมาก พลูมาวาง แล้วถอยออกไปจนหมด
บรรยากาศเคร่งขรึม เป็นการเป็นงาน
ชีปะขาวพยักหน้าให้พระยาโกษาธิบดีพูด "พ่อปาน"
"เราผิดสังเกตตั้งแต่ออกจากฝรั่งเศสว่าทหารพวกนี้จะมาทำไมกันมากมาย"
หลวงเรืองณรงค์เดชาบอก
"ชาวบ้านพูดกันอึงมี่ว่า ทหารฝรั่งเศสหลายร้อยพักที่เมืองบางกอก เดินเต็มเมือง"
พระยาโกษาธิบดีว่า
"ขุนหลวงพระราชทานอาหารเป็นเสบียงให้ทหารทุกคนที่ป้อมบางกอก"
ทุกคนหน้าแปลกใจ
"ขุนหลวงส่งข้าวปลาอาหารไปให้ฤๅ...เหตุใดต้องส่ง" ออกญาพระโหราธิบดีแคลงใจ

ห้องพระสำราญ พระนารายณ์นั่งเอนๆอิงๆสบาย
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์กำลังเฝ้าใกล้ชิด พูดจาเหมือนเป็นเรื่องความลับที่สำคัญ
พระเพทราชาเข้าไปเร็วๆ เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์บังคมแล้วออกไปเร็วๆ
เพทราชายืนอยู่ตรงหน้าพระพักตร์ ถาม
"ทรงอนุญาตให้ไอ้พวกฝรั่งเศสไพร่เข้าไปอยู่ที่ป้อมบางกอก"
พระนารายณ์เสียงรำคาญเล็กๆ"เอ็งมาเอะอะเรื่องอะไร"
"พระราชทานเสบียงให้พวกมันด้วยใช่ไหมพุทธเจ้าค่ะ"
"หลายคนเขาจะมาช่วยเราเรื่องวิชาต่างๆที่เราทำไม่เป็น"
"เขาพูดกันหนาหูว่า น่าแปลกที่ขุนหลวงยกเมืองทั้งเมืองให้ฝรั่งเศสไป แต่นี่คือเมืองบางกอกนะพุทธเจ้าค่ะ เมืองหน้าด่านไม่กี่ก้าวก็ถึงอยุธยา"
"กูรู้สิว่ากูกำลังทำอะไร พวกเขาเป็นมิตร เอาวิชาความรู้มาช่วยเรา อีกอย่างเอ็งไม่เห็นรึว่าพวกวิลันดามันรุกรานเรายังไร"
"แต่ทรงทำให้ประชาชนทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าระแวงแคลงใจกันไปหมดนะพุทธเจ้าค่ะ ว่าขณะนี้อยุธยามีใครปกครอง อ้ายฝรั่งไพร่วิไชยเยนทร์มันเหิมเกริมขึ้นทุกวันๆ ใครๆก็รู้ว่ามันมีส่วนที่ทำให้ฝรั่งเศสส่งทหารเข้ามาเป็นพันคน เรือรบ 5 ลำติดอาวุธเต็มอัตราศึก มันกับไอ้นายพลเดส์ฟาร์จ ที่จริงตั้งแต่ไอ้ขี้ทูตเดอโชมองต์แล้ว ขุนหลวงให้มันมาคุมสร้างป้อมใหญ่ที่บางกอก"
"กูให้เขามาแนะนำเรื่องการก่อสร้างเท่านั้น มึงอย่าพูดให้มากความ"
เพทราชามองพระนารายณ์นิ่ง สายตาเข้ม ลึกล้ำ
"ขุนหลวงทรงรับฝรั่งเข้ามากดหัวประชาชน มันยโสโอหัง เหิมเกริมวางอำนาจ เหยียดหยามทหารกรุงศรี มันขับไล่ชาวบ้านที่อยู่ในเขตป้อมที่ธนบุรี ชาวบ้านต้องยอมเพราะพวกมันเป็นคนของขุนหลวง"
"อ้ายเดื่อลูกชายมึงต่อยเขาจนกระเด็น ใครกันแน่ที่เหิมเกริมวางอำนาจ มันอยู่ไหนอ้ายเดื่อ ทำผิดแล้วหายหัวไปไหน ลูกผู้ชายหนีทำไม"

"ขุนหลวงทรงรู้หรือไม่ว่า แม้แต่พระสงฆ์ก็เจ็บช้ำน้ำใจกับพวกคริสเตียน ขุนหลวงไม่เอาใจใส่ศาสนาพุทธเลย ไอ้วิไชยเยนทร์สึกพระออกมาทำงานกุลีเป็นร้อยองค์ ขุนหลวงไม่เห็นว่ามันทำผิดหรือพุทธเจ้าค่ะ"

ต่อมา พระเพทราชาเดินออกมาเร็วๆ เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ยืนหน้าเฉยอยู่กับคนสนิท ทำท่าเหมือนไม่เห็นพระเพทราชา

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์พูดลอยๆ
"อย่าหวังว่าทำผิดแล้วจะหนีพ้น"
พระเพทราชาทำท่าเหมือนจะเข้าไป แต่ชะงักได้คิดก่อน เดินเร็วๆออกไป เดินพลางพูดพลาง
"สะใจกูยิ่งนัก มึงมันสมควรโดนยิ่งกว่านั้นอีกไอ้ฝรั่งไพร่เอ๊ย"
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ยิ้มร้ายลึก "คนๆนี้อันตรายมาก"
คนสนิทบอก "ใช่แล้ว เป็นคนแรกที่ควรจะกำจัดให้พ้นทาง"
"เขาทำอะไรไม่ได้เพราะเขาไม่มีกำลัง ไม่มีทหาร เขามีแต่ช้าง" น้ำเสียงเหยียดสุดขีด "ถึงจะคุมช้างเป็นร้อยๆเชือก แต่จะเอาช้างมาสู้กับปืน...ก็ลองดู"

ทุกคนยังนั่งล้อมวงคุยกัน จ้อยพาพระเพทราชาขึ้นมา
พระโหราธิบดี
"ออกพระเพทราชา เข้ามาเลย ยินดีที่พบออเจ้า ไม่ได้ปะหน้ากันนานพอดู"
พระเพทราชาไหว้อาจารย์ ไหว้ออกญาโหราธิบดี และรับไหว้คนอื่นๆ
"ข้าไปหาท่านอาจารย์ที่เรือน คนที่นั่นบอกว่าท่านอาจารย์มาที่นี่"
"ก็มาหาลูกศิษย์ ตรงนี้มีหลายคน" ชีปะขาวยิ้มอ่อนโยน
"ข้าเพิ่งมาจากไปเฝ้าขุนหลวง"
ทุกคนนิ่งไปแต่สายตาสนใจอยากรู้
"ท่านอาจารย์ขอรับ มันจะปั่นป่วนกันไปใหญ่แล้วขอรับ เรื่องสึกพระกลายเป็นเรื่องใหญ่ขอรับ ชาวพุทธเราจะยอมให้ฝรั่งข่มเหงรังแกได้ฤๅ"
ชีปะขาวยิ้มขำๆ "ก็มีคนจัดการกับอ้ายคนสึกพระแล้วมิใช่ฤๅ"
"ข้าให้พ่อเดื่อล่องเรือหนีไปบางกอกแล้วขอรับ แต่มันคงเอาเรื่องจนถึงที่สุด ขุนหลวงก็คงเข้าข้างมัน รอดูความให้ทรงหายเกรี้ยว"
ออกญาโหราธิบดีหัวเราะเบาๆ
"หายเกรี้ยว...ถ้ามีคนพัดไฟอยู่เรื่อยๆ จะหายได้ฤๅ"
พระยาโกษาธิบดีบอก "น่าจะพัดสองมือด้วยกระมัง"
"ข้าอยากให้ทุกคนได้ฟังขุนหลวงรับสั่งเหลือเกิน ข้าสิ้นหวังจริงๆกับเหตุการณ์บ้านเมือง เห็นทีอยุธยาจะล่มด้วยฝีมือไอ้ฝรั่งไพร่...เหมือนเมืองแขกกระมัง" พระเพทราชาบอก
ทุกคนนิ่งเงียบ...อึ้งไปหมด
เกศสุรางค์...รู้ล่วงหน้าทุกอย่าง พิศดูหน้าพระเพทราชา เห็นความวิตกกังวลฉาบเต็มหน้า ไม่ใช่สีหน้าของคนที่มักใหญ่ใฝ่สูงเลย
ชีปะขาวบอก "อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"
ทุกคนเหลียวหน้ามองอาจารย์ ทุกคนตรึกตรองคำพูดนั้น
เกศสุรางค์เสียงเบาแต่เน้นๆ
"เจ้าค่ะ...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดนะเจ้าคะ"
คราวนี้ทุกคนหันมามองหน้าเกศสุรางค์
หลวงเรืองณรงค์เดชาบอก "แม่การะเกด...ออเจ้าคิดว่าอะไรฤๅที่จะเกิด"
"ข้าจะรู้หรือเจ้าคะหลวงเรือง"
"ออเจ้าพูดประหนึ่งออเจ้ารู้ เหมือนที่ออเจ้ารู้เรื่องอื่นๆ"
"ทุกเรื่องเจ้าค่ะ หลวงเรือง...ทุกเรื่อง เมื่อจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่มีใครห้ามได้"
เกศสุรางค์มองที่พระศรีวิสารสุนทรที่มองมาอย่างเป็นคำถามคำโต
เกศสุรางค์เสียงเบา "ทุกเรื่องเจ้าค่ะคุณพี่มิเว้นเลย"

ต่อมา พระเพทราชา หลวงเรืองณรงค์เดชาไหว้ลาออกญาโหราธิบดี ลาอาจารย์ชีปะขาว
ชีปะขาวให้พ่อเดื่อขึ้นมาจากบางกอกเถิดแลไปยังวัดดุสิต พึ่งพระบารมีเจ้าแม่วัดดุสิตพระองค์เจ้าบัวให้ทูลขอประทานอภัย หากทูลตามความจริงว่า ฝรั่งผู้นั้นสึกพระ สึกเณรเป็นจำนวนมากเพื่อไปสร้างป้อมสร้างกำแพง พระเจ้าอยู่หัวก็คงมิทรงกริ้วแต่ประการใด ด้วยทรงเมตตาพ่อเดื่ออยู่เช่นกัน

พระเพทราชาบอก "แต่อ้ายฝรั่งนั่นกำลังเป็นที่โปรดปรานอย่างหนักเลยหนาขอรับท่านอาจารย์
ข้าเกรงแต่ท่านแม่ใหญ่เจ้าครอกบัวจักช่วยมิได้"
"พ่อปาน"
พระยาโกษาธิบดีรับคำ "ขอรับ"
"จักช่วยได้หรือไม่ครานี้"
พระยาโกษาธิบดีเหลือบมองพระเพทราชา ทั้งคู่อายุไล่เลี่ยกัน แต่ไม่ได้สนิทสนมชิดเชื้อกัน ถ้าเป็นคนอื่นเอ่ยปาก โกษาปานคงไม่ยื่นมือ แต่นี่ ผู้เป็นอาจารย์ที่เคารพรัก เอ่ยปากเอง "ขอรับ"
"เจ้าแม่วัดดุสิตเป็นท่านแม่ของออเจ้า คำขอร้องของออเจ้าจะมีน้ำหนักมากกว่าออกพระเพทราชา ออเจ้าจงช่วยเหลือหลานชายสักครั้ง"
"ได้ขอรับ เพียงแต่อยากขอให้พ่อเดื่อตระหนักว่า ควรรู้จักระวังเก็บน้ำขุ่นไว้ข้างใน น้ำใสไว้ข้างนอก จักเป็นการดีต่องานใหญ่ที่มุ่งหวัง"
พระเพทราชานิ่งไปอึดใจหนึ่ง "ข้าขอบใจที่ท่านหวังดี"
พระยาโกษาธิบดีบอก
"ออกพระท่านอย่าได้ดูขุนหลวงผิดไป ทรงโปรดความเฉลียวฉลาด แต่มิได้ทรงโปรดความเจ้าเล่ห์มากกลหรอกหนา"
"ข้าแจ้งแล้ว"
"อย่าห่วงมากนักเลย พ่อเดื่อเป็นลูกผู้ใดเราก็รู้อยู่แก่ใจ"

ลานพวกบ่าว จับกลุ่มพูคุยกัน
"มีเรื่องร้ายอันใดอาจารย์ผู้นี้ถึงต้องมาถึงเรือน...ใครรู้บ้างวะ" ปริกพูดขึ้น
ทุกคนเงียบ
"อ้ายจ้อย"
"แหม..ป้าปริก ข้าสู้อุตส่าห์หลบตายังหันมาแว้งข้า"
ปริกมองตาดุๆ "อ้ายจ้อย มึงว่ากูเป็นหมารึ"
"ป้าไม่ได้เป็นเดือดร้อนใย"
"งั้นมึงอย่าเดือดร้อนนะไอ้หมาจ้อย"
"จะตอบป้าอยู่เชียว...ไม่ตอบแล้ว"
จ้อยคลานวอบแวบจะไป ปริกคว้าชายกระเบนพรวด
"บอกมา"
"ข้าบอกเอง ไม่ต้องเข่นไอ้จ้อยให้มากความ ไอ้จ้อยจะไปไหนก็ไป...ฟังนะ"
"เออ"
จวงตาลอยคิดแล้วบอก "ฉันว่านะ คงจะเป็นเรื่อง"
"ถุย"
จิกบอก"แหม...ถ้าป้าไม่ถุยฉันกำลังจะ..."
"กำเริบนังจิก"
"เอาแน่ๆน้าจวง"
บุ้งบอก"นั่นน่ะสิรู้จริงฤๅ"

จวงบอก "มาให้ฤกษ์แต่งออกพระท่านกับแม่หญิงการะเกด"

ท่าน้ำเรือนออกญาโหราธิบดี

ชีปะขาวมองข้อมือ "ด้ายของข้า มิจำเป็นอย่าถอด"
"เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์จะไปจริงๆหรือเจ้าคะ"
อาจารย์พยักหน้าเนิบๆ
เกศสุรางค์จ้องหน้าลึกเข้าไปในสายตา "ท่านรู้ใช่ไหมเจ้าคะว่าอะไรจะเกิด"
"ข้าบอกแล้วอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด"
เกศสุรางค์ถอนหายใจยาว สีหน้าปลงทุกอย่าง
ชีปะขาวเสียงเป็นสบายๆ
"ออเจ้าจักวุ่นวายใจไปไย มิต้องกลัวดอก คุณพี่ของออเจ้ามิเป็นอันใดไปง่ายๆดอกหนา มีนะหน้าทองนะเมตตาติดตัวมาตั้งแต่เกิด มิว่าผู้ใดก็ล้วนเมตตาเอ็นดู ศัตรูคิดทำลายก็ยังมิได้ ได้คู่เป็นออเจ้าแล้วยิ่งไปกันใหญ่ ภัยร้ายกรายมาออเจ้ายังดึงชีวิตกลับคืนมาได้นี่หนา ถึงจักเป็นความเล่าลือไปทั่วคุ้งทั่วตลาดก็เถิด"
โดนไปหลายดอกจนคนเป็นศิษย์ทั้งสองคนหน้าแดงก่ำ วางหน้าไม่ถูกกันเลยทีเดียว
เกศสุรางค์ทั้งเขินทั้งขำ ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองมีธุระที่จะต้องถามไถ่ให้รู้ความ
"ข้าอยากถามเรื่องที่ข้ามาจากที่โน่นมาถึงที่นี่"
พระศรีวิสารสุนทรมองหน้าเกศสุรางค์
"ชายผู้นั้นบวชเพื่อเจ้าแลด้วยความรักที่เขามีต่อเจ้า รวมกับความต้องการอย่างแรงกล้าของแม่หญิงการะเกดน้องสาวเจ้าที่อยากให้ออเจ้าช่วย แลความศักดิ์สิทธิ์ของมนต์กฤษณะกาลีประกอบกัน จึงเป็นแรงผลักดันให้ออเจ้ามาเกิดที่นี่ใหม่ในร่างที่เติบใหญ่แล้วของแม่หญิงผู้นี้เมื่อสี่ปีที่แล้ว"
"จริงหรือคะ เขาบวชเพื่อส่งข้ามาหรือเจ้าคะอาจารย์"
พระศรีวิสารสุนทรหน้าขรึมเฉย เดินห่างไปไม่อยากฟัง
"บุพเพสันนิวาสชักนำเจ้ามา" ชีปะขาวเสียงเบา บอกเกศสุรางค์คนเดียว
"คะ"
"ภพนี้เจ้าจากไปตั้งแต่ยังมิรู้ความ เจ้าจึงต้องกลับมาเพื่อครองคู่กับคนที่พบเจอกันทุกชาติ แม้มีกรรมมาแทรก แต่ไม่อาจแยกจากกันแต่อย่างใด"
"เพราะเป็นบุพเพสันนิวาส"
อาจารย์พยักหน้า
"อ๋อ...เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ เขาบวชเพื่อส่งข้ามา...ให้มาพบเขาใช่มั้ยเจ้าคะ"

สองคนเดินกลับ เงียบทั้งคู่ สีหน้าครุ่นคิด พระศรีวิสารสุนทรหน้าบึ้งเลย
เกศสุรางค์หันมาทำท่าจะพูด
พระศรีวิสารสุนทรถาม"ชายผู้ใด"
เกศสุรางค์หยุดกึก เป่าลมออกจากปาก ไม่หันไป
"ข้าถามว่าชายผู้ใด"
เกศสุรางค์นิ่งอีก พระศรีวิสารสุนทรคว้าต้นแขนให้หันมาประจันหน้า
"เรืองฤทธิ์เจ้าค่ะ เขาเป็นเพื่อน"
"เขาบวชเพราะออเจ้ามาที่นี่อย่างนั้นฤๅ"
เกศสุรางค์พยักหน้าก่อนจะหันกลับเพื่อเดินต่อ แล้วก็ลอบอมยิ้มสะใจที่ได้แกล้งคุณพี่จอมบื้อ
พระศรีวิสารสุนทรเดินช้าลง พลางครุ่นคิดย้อนหลัง จึงได้เงยหน้าขึ้นมองร่างบอบบางที่เดินนำไปไม่ห่างนัก
"หน้าเรืองฤทธิ์เหมือนพ่อเรืองสิหนา ออเจ้าจึงได้มีทีท่าประหลาดต่อพ่อเรือง ทั้งยังดูสนิทสนมได้ง่ายดายนัก เพราะชื่อเหมือนแลหน้าเหมือนใช่ฤๅไม่"
"ฉลาดจังเลย"
"เขารักเจ้า"
"ถูก! บอกรักข้าแล้วด้วย"
คนที่หึงจนลมออกหูพยายามข่มกลั้นด้วยตบะอันแรงกล้า แล้วก็ทำสำเร็จ เมื่อเกศสุรางค์เหลือบมองมาจึงเห็นเพียงสีหน้าเรียบเฉย จนเธออดไม่ได้ที่จะผิดหวัง...นึกว่าจะหึงหูดับตบจูบๆเสียอีก อารมณ์เสีย...
"ไม่โกรธหรือเจ้าคะ ไม่หึงสักนิดเลยหรือ" เธอถอยมากระแซะ
"หึงหวงอันใด ที่ข้าได้ยินเมื่อครู่ ออเจ้าตายจากที่นั้นแล้วมาเกิดใหม่ที่นี่ ถึงอย่างไรก็กลับไปไม่ได้ เขากับเจ้าก็เท่ากับจากกันตลอดกาล มิมีวันได้พบเจอกันได้อีก แล้วข้าจักหึงไปใยให้อายผีป่าผีไพรผีบ้านผีเรือน อย่าได้กล่าวเหลวไหลอันใดไป รีบเดินเถิดป่านนี้คุณแม่คงเป็นกังวลแล้ว" พระศรีวิสารสุนทรเสียงเข้มดุ ก้าวเดินเร็วๆนำหน้าไปไกล
"โธ่เอ๊ย! ไม่ได้ดั่งใจเลย โมโหๆ" เกศศุรางค์เปลี่ยนสายตาเป็นมองนิ่งตามหลัง "ไม่รู้ใช่มะว่า... เขาคนนั้นคือใครในชาตินี้น่ะ"
เกศสุรางค์เดินเร็วผ่านไปกระแทกไหล่ทีหนึ่งหยอก
"ก็ม่ายรู้" แล้วเดินนำไปเร็วๆ
พระศรีวิสารสุนทรมองตาม สายตายิ้มลึกซึ้ง ความรักเต็มหัวใจ

เกศสุรางค์นั่งอ่านสมุดของพระศรีวิสารสุนทร
ปริกค่อยๆเยี่ยมหน้าเข้ามา มองกราด เห็นเข้าก็ทำท่าเรียก
เกศสุรางค์ก้มหน้าก้มตาอ่านไม่สนใจอะไร
สักครู่หมากลูกหนึ่งโยนมาตกแทบเท้า เกศสุรางค์เงยหน้าเห็นปริก ปริกกวักมือ
"เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะแม่หญิง"

อีกมุมหนึ่ง เกศสุรางค์ถาม
"จริงเหรอเนี่ย แม่ปริก"
"ล้อเล่นมั้งเจ้าคะ"
"อุ๊ย" เกศสุรางค์แตะคาง "น่ารักนะเนี่ย"
ปริกเอียงอาย น้ำหมากย้อยเกือบหยด ตะครุบไว้ทัน
"จะทำอะไรก็ทำซะอย่างเถิดเจ้าค่ะแม่หญิงอย่ามัวพูดเล่น ข้าเจ้าเห็นว่านางฝรั่งคนนั้นเป็นเพื่อนของแม่หญิงนะเจ้าคะถึงรีบมาบอก"
"ไม่พูดเล่น กำลังคิดอยู่จะทำไงดีแต่ถ้าจะว่าไปนะ..."
"อะไรเหรอเจ้าคะ"
"ยังไงๆ คุณหญิงวิไชยเยนทร์ก็ไม่ร้างลาจากออกญาวิไชยเยนทร์หรอก"
"อะไรได้เจ้าคะแม่หญิง เขาว่านางขนของกลับไปอยู่กับพ่อที่ชุมชนโปรตุเกสแล้วเจ้าค่ะ"
"นั่นแหละ แล้วเขาก็กลับมาดีกัน ข้าไม่ต้องไปเผือกเขาก็ได้"
ปริกหน้าตาจริงจัง "อุ๊ยไม่ได้เจ้าค่ะ แม่หญิงต้องเสือกเจ้าค่ะ"
"ฮะ ข้าต้อง...?"
"เสือกเจ้าค่ะ แม่หญิงพูดเองไงเจ้าคะเมื่อกี้"
"บอกแล้วไงว่าไม่เป็นไร"
"แม่หญิงรู้ได้ไงเจ้าคะ อ๋อ ประวัติศาสตร์บอกฤๅเจ้าคะ"
"ฮะ ว่าไงนะ"
"ก็นังผินนังแย้มเจ้าค่ะ มันสองคนบอกว่าแม่หญิงน่ะมีกุมารทองชื่อประวัติศาสตร์เจ้าค่ะ"
เกศสุรางค์เหวอไปเลย
"แม่หญิง ทำหน้าอย่างนั้นไม่โอเคเลยนะเจ้าคะ"
"โอเคๆ ข้าจะไปเกลี้ยกล่อมให้แม่มะลิกลับไปหาผัวเอง"
"ดีแล้วเจ้าค่ะ บอกนางว่าคนเป็นขุนนางเขามีเมียคนเดียวที่ไหนล่ะ ออกญาขุนปานยังมีตั้ง 22 คน ขุนนางที่มีเมียคนเดียวเห็นทีจะเป็นออกพระของนังปริกนี่แหละเจ้าค่ะ"
"จริงอ้ะ"
"เจ้าค่ะ บอกนางฝรั่งนะเจ้าคะว่าเราเป็นเมียเอกหาต้องกลัวไม่"

กลางวัน วันหนึ่ง หน้าบ้านฟอลคอน
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ลุกขึ้นยืน นัยน์ตาเบิกกว้าง เห็นตองกีมาร์เดินเข้าไปพร้อมเกศสุรางค์ ฟอลคอนผวาเข้ามากอดแนบแน่น ตองกีมาร์ยืนอึด มองหน้าเกศสุรางค์
เกศสุรางค์ทำสีหน้าให้รู้ว่า เห็นมั้ย บอกแล้วว่าเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์รักมาก
"แม่หญิงการะเกดบอกให้ข้ากลับมา แลนางมาเพราะเป็นห่วงข้า"
"ขอบใจมากแม่หญิงการะเกด ข้าจักมิลืมเลย"
"ไม่เป็นไร ข้ารู้ว่าท่านรักนางมาก"
"เป็นความจริง ข้าเสียใจตองกีมาร์ ขอโทษเจ้าด้วย"
"รักนางอย่าให้นางมีทุกข์อีก ข้าไม่ช่วยพูดแล้วหนา"

เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์มองเกศสุรางค์อย่างอ่อนโยน ยิ้มให้ แล้วก้มหัวคารวะ

ต่อมา เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เดินมาส่งเกศสุรางค์

เกศสุรางค์เดินพลางพูดพลาง "เดี๋ยวท่านคงได้กินขนมที่แม่มะลิเร่งทำ"
เดส์ฟาร์จตะโกนมา
"Allons achever les preparatifs de notre plan - เรื่องที่ท่านวางแผนกับเรา จงมาสรุปกันเถิด"
เสียงพูดภาษาฝรั่งเศสที่ร้องบอกต่อเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ทำให้เท้าของเกศสุรางค์คล้ายจะสะดุดลงเล็กน้อย ข้างฝ่ายเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ได้ยินดังนั้นก็รีบทำทีท่าให้อีกฝ่ายเงียบปาก พร้อมประชิดตัวเข้าใกล้นายพลผู้ใหญ่
"Ne dites rien, cette demoiselle comprend notre langue! - หญิงผู้นั้นรู้ภาษาเรา อย่าเพิ่งกล่าวอันใดไป"
เกศสุรางค์มองรู้แล้วว่าต้องมีเรื่องสำคัญ
"ข้าลา"
เกศสุรางค์ไหว้เรียบร้อยเดินจ้ำออกไป

บริเวณต้นไม้ใหญ่ที่ผินกับแย้มคอยอยู่
เกศสุรางค์หน้าตรึกตรอง แล้วก้มลงมองเส้นด้ายที่ผูกมือซึ่งอาจารย์ชีปะขาวให้ไว้
"พี่ผินพี่แย้ม คอยข้าตรงนี้นะ มานี่มาหลบๆหลังต้นไม้นี่ ข้าจะไปสืบความสักหน่อย"
เกศสุรางค์เดินออกมา มือจับเส้นด้ายหลับตา
สองคนเห็นเกศสุรางค์ยืนนิ่งสักครู่ แล้วร่างก็กลายเป็นโปร่งใส มีแต่กรอบร่างกาย แล้วสักครู่ก็จางหายไปหมด
ผินแย้มมองหน้ากัน
ผินบอก"แม่นายร่ายมนต์"
"ใช่ ข้าเห็นเส้นด้ายผูกข้อมือ"

ทหารทั้งปวงยืนเรียงรายอยู่หน้าตึก
เหมือนว่าร่างโปร่งใสของเกศสุรางค์วิ่งหลบๆ ผ่านทหารเหล่านี้เข้าไปในตึกอย่างง่ายดาย
วิชเยนทร์กับเดส์ฟาร์จคุยกัน
"Pour l’instant, en comptant les hommes que nous avions avant et ceux qui grace a dieu ont surmonte leur blessures, nous pouvons compter sur 800 hommes d’armes. Cela sera suffisant pour executer le plan que vous avez prevu - เพลานี้ทหารที่หายดีจากการป่วยไข้ และทหารที่มีอยู่ก่อนรวมแล้วถึงแปดร้อยกว่านาย คงเพียงพอสำหรับการใหญ่ที่ท่านวางไว้"
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์บอก
"Voila qui est bien parle, plus de 800 hommes armes a nos cotes, ce sera suffisant pour mettre en deroute les partisans de Chowpha Arpaiyathot et Orkpha Pateracha. En ce moment, le roi du Siam est souffrant, il n’a presque plus siege devant ses fideles ces derniers jours. Mon plan pourra bientot commencer. - กระนั้นหรือ แปดร้อยกว่านายคงพอต่อกรกับพวกเจ้าฟ้าอภัยทศและพวกของออกพระเพทราชาได้ ตอนนี้พระเจ้ากรุงสยามก็เจ็บไข้ได้ป่วยไม่มีหยุดแทบมิได้ออกว่าราชการ การที่ข้าคิดไว้คงได้กระทำเร็วๆนี้"
เดส์ฟาร์จถาม
"Comment pouvez-vous en etre certain? - ท่านแน่ใจแล้วหรือ"
"S’ils ne sont pas vaincus, c’est moi qui serais aneantis. Vous savez bien a quel point la noblesse du Siam me deteste. - หากมิใช่พวกมันก็ต้องเป็นข้าที่ต้องถูกทำลาย ท่านก็เห็นถึงความเกลียดชังที่ขุนนางสยามมีต่อข้า"
"Dans ce cas, je vais organiser votre protection ici avec 50 gardes. Ensuite, je me rendrai a la forteresse de Bangkok. Si les affaires tournent mal, envoyez un messager. - ถ้าเช่นนั้นข้าจักทิ้งทหารไว้ที่นี่สักห้าสิบนายเพื่อคุ้มครองท่าน แล้วจึงค่อยกลับไปยังป้อมที่บางกอก และถ้ามีสิ่งใดเร่งด่วนก็จงสั่งทหารม้าส่งข่าวไปยังข้าเถิดหนา"
"C’est entendu, je vous remercie infiniment. - ได้ ขอบใจท่านมาก"
"Je suis a votre service et comprends ce que vous faites pour notre roi Louis et pour la France. Les armes de Siam sont rudimentaires et sans comparaison avec nos canons. Je regrette seulement nos pertes nombreuses ces derniers jours, ce qui nous place en inferiorite. Il faudrait controler la situation encore quelques temps pour permettre au nouvel ambassadeur d’arriver avec ses troupes, l’issue serait ainsi plus favorable - ท่านทำเพื่อพระเจ้าหลุยส์ของเรา เพื่อฝรั่งเศสของเรา เรื่องแค่นี้มิเป็นอันใดดอก อาวุธของชาวสยามก็เก่าล้าโบราณนัก สู้ปืนใหญ่ ระเบิดมือของพวกเรามิได้ดอก ถึงแม้คนเราน้อยกว่าก็ตาม เสียดายนักที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก หากกาลยืดเยื้อจนคณะทูตชุดต่อไปกลับมาพร้อมทหาร ก็คงมิมีปัญหาใดๆอีกแล้ว"
ความเงียบที่มาเยือนกะทันหันนั้น ทำให้เกศสุรางค์ต้องค่อยๆย่องเข้าใกล้ทีละน้อยเพื่อที่จะให้ได้ยินชัดเจนยิ่งขึ้น
พระยาวิไชยเยนทร์บอก
"กลิ่นเหมือนแป้งน้ำอบน้ำหอมของหญิงสยาม ผู้ใดเข้ามาที่นี่บ้างฤๅ"
ร่างโปร่งใสของเกศสุรางค์หันหลังกลับ ชนอะไรบางอย่างล้ม ตึง !
เดส์ฟาร์จยิงปืนไปที่ของที่ล้มทันที
เกศสุรางค์เซเล็กๆ แล้วออกไปอย่างเร็ว

เรือนสายหยุดที่ละโว้ เวลาเดียวกัน
ผิน , แย้มหน้าตื่นเข้ามารายงานกับพระศรีวิสารสุนทร
"เอ็งว่ากระไรนะ"
"แม่นายร่ายมนต์อำพราง" ผินบอก
"เจ้าค่ะ ตามนายพลฝรั่งเข้าไปในตึกของเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เจ้าค่ะ" แย้มว่า
พระศรีวิสารสุนทรพรวดเดียว กระโจนออกไป ทั้งๆยังฟังไม่จบ

พระศรีวิสารสุนทรวิ่งมาอย่างเร็ว เสียงหอบดัง
ถึงตรงนี้ ร่างทั้งร่างก็ลอยอย่างแรงจนหลบหายไปหลังต้นไม้ใหญ่ โดยไม่เห็นว่าใครดึง

ในตึกวิไชยเยนทร์
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ , เดส์ฟาร์จเหมือนจะเถียงกัน
เดส์ฟาร์จบอก"มีคน...แต่ไม่เห็นตัว"
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์บอก "ที่นี่...ไม่แปลก มีคาถาอาคมอยู่ทั่วไป"
เดส์ฟาร์จ ชักกลัว เหลียวล่อกแล่ก

หลังต้นไม้ใหญ่
พระศรีวิสารสุนทรยืนงงๆ ตัวก็ถูกกดจนนั่งลง พระศรีวิสารสุนทรทำท่าไม่ยอม
"นั่งลงก่อนค่ะ"
"แม่การะเกด...อยู่ไหน"
"อยู่นี่เจ้าค่ะ"
ร่างโปร่งใสของเกศสุรางค์อยู่ตรงหน้านั้นเอง
พระศรีวิสารสุนทรเอื้อมมือไขว่คว้า และจับตัวได้แล้ว
พระศรีวิสารสุนทรเขย่ากระจ่าง แล้วชัดขึ้น ชัดขึ้น จนเห็นว่าคุกเข่าอยู่ตรงหน้า
"คุณพี่มาอยู่นี่ได้ไง อ๋อ พี่ผินพี่แย้มไปบอก"
พระศรีวิสารสุนทรเงียบอึ้ง ดวงตาคู่นั้นก็ดุขวางเสียจนเกศสุรางค์ที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้านั้นถึงกับผงะ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าสิ่งที่ตนทำลงไปนั้น ช่างเสี่ยงจนน่าหวาดเสียวจริงๆ
"ทำกระไรลงไป รู้ตัวฤๅไม่"
เกศสุรางค์ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบกับพื้นหญ้าเตรียมรับคำเทศนา พระศรีวิสารสุนทรกลับชักเอากริชที่เหน็บอยู่ตรงชายพกขึ้นมา เกศสุรางค์ตกใจจนต้องรีบยกมือบังตัวเองไว้อย่างอัตโนมัติพลางหลับตาปี๋
"เฮ้ย! คุณพี่คิดจักฆ่าจักแกงกันเลยหรือเจ้าคะ ข้าผิดไปแล้ว"
เงียบกริบ เกศสุรางค์ลืมตาขึ้นมาแล้วก็ต้องตะลึงกับภาพที่เห็น
กริชที่มีคมสองด้านนั้นกำลังกดจ่ออยู่กับลำคอของพระศรีวิสารสุนทร ดวงตานั้นดูมั่นคงขึงขัง และยังมีแววของความเจ็บปวดใจมากมายแฝงอยู่ด้วย
"คุณพี่จักทำกระไรเจ้าคะ เอามีดไปจ่อคอตัวเองทำไม"
"สัญญากับข้า ว่าจักมิทำอย่างนี้อีก"
ดวงตาคมกริบนั้นมีหยาดน้ำคลอจนแดงก่ำ มือนั้นสั่นเทา ทั้งยังจ้องเขม็งมายังเกศสุรางค์อย่างไม่ยอมกะพริบตา
เกศสุรางค์ยังคงอ้าปากค้างเพราะยังคงอึ้งกับสิ่งที่เห็น จวบจนมือใหญ่นั้นกดคมกริชจนเข้าเนื้อจึงได้รู้สึกตัวและร้องบอกอย่างตกใจ
"สัญญา! ข้าสัญญา ข้าไม่มีวันทำอีกเด็ดขาด ข้าจะไม่เอาตัวเองไปเสี่ยงอีก วางกริชเถิดเจ้าค่ะ เลือดออกแล้วหนา"
"เจ้ารู้ฤๅไม่ว่าแรกที่ได้ยินว่าออเจ้าแฝงกายตามทหารฝรั่งไป ข้าแทบขาดใจตายลงเดี๋ยวนั้น รู้ฤๅไม่ว่าหากพลาดพลั้งย่อมถึงแก่ชีวิต!"
เกศสุรางค์หน้าเสียจนน้ำตาคลอ มือเล็กรีบคว้าด้ามกริชทันทีที่พระศรีวิสารสุนทรเอาออกห่างจากลำคอตัวเอง เมื่อแย่งกริชมาได้ก็รีบโยนออกให้ห่างจากมือของเขา ก่อนจะรีบหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บไว้ตรงชายพกมากดซับแผลที่มีเลือดซึมออกมา
"ออเจ้ากล้าหาญชาญชัยยิ่งกว่าชาย กระทำในสิ่งที่แม่หญิงอื่นมิมีวันกระทำ ผู้ใดห้ามปรามก็มิเคยฟัง เสงี่ยมหงิมได้เพียงชั่วครู่ก็สร้างเรื่องราว ลืมแล้วฤๅว่าในอยุธยานี้ออเจ้าเป็นคนที่มีเพียงชีวิตเดียว แลบัดนี้ชีวิตของออเจ้าก็พ่วงชีวิตของผู้อื่นไว้ หากออเจ้าเป็นกระไรไป ข้าก็มิขออยู่เป็นผู้เป็นคน ให้ข้าตายก่อนเสียยังดีกว่า"
ฟังเพียงคำตัดพ้อแค่ประโยคแรกเกศสุรางค์ก็น้ำตาไหลพราก พอฟังประโยคถัดมาก็สิ้นฤทธิ์ร้องไห้เสียงดัง
"ข้าขออภัย ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว" เกศสุรางค์เสียงพร่าสั่นแทบไม่เป็นภาษา
พระศรีวิสารสุนทรรั้งตัวไปกอดแนบอก แทบหายไปในอกกว้างที่สะท้อนสะท้านสั่นเทาด้วยความโล่งใจ
เพียงครู่อาการร้องไห้ของเกศสุรางค์ก็เหลือเพียงลมหายใจสะอื้นเล็กๆ สไบบางถูกนำมาเช็ดซับน้ำตา
เกศสุรางค์เปิดผ้าเช็ดหน้าดูแผลเล็กนั้นก็ค่อยโล่งใจที่เลือดหยุดไหลไปแล้ว และจำนวนเลือดที่เห็นก็ไม่น่ากลัวเท่าใดนัก
"เจ็บฤๅไม่เจ้าคะ"
"ไกลหัวใจนัก" เสียงทุ้มพระศรีวิสารสุนทรนั้นนุ่มนวลกระซิบแผ่ว
เกศสุรางค์นัยน์ตาเป็นประกายเก้อเขินกึ่งลังเลอยู่ชั่วครู่ แตะริมฝีปากนุ่มกับแนวแผลนั้นอย่างแผ่วเบา
พระศรีวิสารสุนทรกอดร่างของเกศสุรางค์ไว้เต็มอ้อมแขน จูบแผ่วๆที่ขมับ แล้วเรื่อยลงมาที่แก้มซบนิ่งอยู่อย่างนั้น
เกศสุรางค์ดึงตัวเองออก แล้วจูบปลายคางของพระศรีวิสารสุนทรด้วยกิริยาน่ารัก
พระศรีวิสารสุนทรสะท้อนสะท้านหวั่นไหว
เกศสุรางค์แตะริมฝีปากกับปากของพระศรีวิสารสุนทรเบาๆ
"ออเจ้า...รู้จักวิธีจูบแบบฝรั่งเศส" ฝ่ายชายเสียงกระซิบถาม
เกศสุรางค์พยักหน้า หลับตา รอคอย
พระศรีวิสารสุนทรจูบที่ปากแผ่วเบา แล้วค่อยๆแรงขึ้น
ทั้งคู่จูบกันเนิ่นนานพอสมควร พลิ้วอารมณ์ดื่มด่ำไปกับสีสันของดอกไม้ ผึ้งและแมลง ต้นไม้ใบเขียวๆ เหมือนอารมณ์ของสองคนที่งดงาม
สไบเกศสุรางค์เลื่อนหลุด พระศรีวิสารสุนทรลูบไล้เนื้อนวลผ่านสะบักหลัง
เกศสุรางค์สะดุ้งสุดตัว
"นี่ออเจ้าถูกยิงฤๅ"
เกศสุรางค์เลื่อนสไบขึ้นพาดบ่าบางแล้วก้มหน้าทำท่าเจี๋ยมเจี้ยม
"เกือบมีฉากไคลแม็กซ์กลางป่าแล้วไหมล่ะ ไม่รู้ว่าจะโล่งอกหรือเสียดายดี" เกศศุรางค์พูดในใจ
"ข้าถามยังทำหน้าทะเล้น ตอบข้ามาถูกยิงฤๅรอยช้ำนี่"
"เจ้าค่ะ นายพลเดส์ฟาร์จแม่นชะมัด แรงลูกปืนทำเอาข้าเซไม่เป็นท่า ดีที่ข้ากัดปากไว้ไม่ร้อง ไม่งั้นพวกนั้นคงเห็นไปแล้ว แต่ก็แปลกที่ลูกปืนไม่ยักจักเข้าเนื้อข้า"
พระศรีวิสารสุนทรดึงตัวเกศสุรางค์ขึ้นมาพิจารณาซ้ายขวาหน้าหลังอย่างถี่ถ้วน เมื่อไม่เห็นว่ามีเลือดหรือบาดเจ็บที่ใดอีกก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ดวงตาคมเหลือบมองข้อมือของเกศสุรางค์
"เอ๊ะ ด้ายแปดฟั่นของออเจ้าหายไปที่ใดแล้ว"
เกศสุรางค์เพิ่งสังเกตเห็น
"หายไปจริงๆด้วย"
"หากมิได้ด้ายแปดฟั่นของท่านอาจารย์ชีปะขาว ออเจ้าคงสิ้นชื่อ นอนตายอนาถอยู่กลางบ้านพระยาวิไชยเยนทร์เป็นแน่ เห็นแล้วฤๅว่า สิ่งที่ทำลงไปมิยั้งคิดจักเลวร้ายเพียงใด"
ความหวานเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า น้ำเสียงเข้มดุดันอย่างเคยเข้ามาแทนที่
เกศสุรางค์ก้มหน้าสำนึกผิด "เห็นแล้วเจ้าค่ะ"
"วิชาอำพรางตนใช้เอาตัวรอดมิใช่เอาไว้ไปเสี่ยงอย่างนั้น หากออเจ้ามิออกมาก่อนที่ข้าจักมาถึง ผลที่เกิดคงเลวร้ายกว่านี้เป็นแม่นมั่น เพราะข้าคงมิอยู่เฉยเพียงนอกกำแพง ต้องบุกไปตายกับเจ้าเป็นแน่"
"ข้าสัญญาไม่ทำอีก ไม่ยอมเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงอีกแล้วเจ้าค่ะ...เชื่อข้านะเจ้าคะ"
พระศรีวิสารสุนทรเห็นเกศสุรางค์ยอมรับความผิดนั้นซ้ำอีกครั้ง ทำให้สีหน้าเคร่งเครียดคลายลง
แต่ไม่อยากให้แม่หญิงตรงหน้าได้ใจ จึงแสร้งปั้นหน้าขรึมดังเดิม
"เมื่อกี้ยังยิ้มอยู่เลย"
พระศรีวิสารสุนทรมองนัยน์ตาดุๆ ก้มลงเก็บกริชเข้าเก็บในฝัก แล้วออกเดินไปเลยอย่างเร็ว
เกศสุรางค์เดินตามไปจนถึงตัว แล้วเดินเคียง
พระศรีวิสารสุนทรก้าวเร็วๆ เกศสุรางค์เกือบต้องวิ่ง ในที่สุดเกศสุรางค์ก็จับมือให้หยุด
พระศรีวิสารสุนทรหยุด เกศสุรางค์เข้ายืนเคียง
เกศสุรางค์พลิกมือ เข้าสอดประสานทั้ง 5 นิ้ว แต่พระศรีวิสารสุนทรยังไม่รวบมือ ปล่อยนิ่งๆ เหลือบมอง
พระศรีวิสารสุนทรชะงัก มองตรงไปข้างหน้า
เกศสุรางค์ชำเลืองมอง
พระศรีวิสารสุนทรกระชับสอดประสานนิ้วที่ปล่อยอยู่
เกศสุรางค์ยิ้มออก เขยิบเข้าไปใกล้อีก
ความรู้สึกของคนทั้งคู่แทบเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นความรู้สึกลึกซึ้งที่ค่อยๆซาบซึมเข้ามาในหัวใจ ไม่ใช่ความรักที่ร้อนแรงจนแผดเผาให้ร้อนรน หากเป็นดุจสายน้ำเย็นฉ่ำที่กว่าจะรู้ตัวก็พบว่า ตัวเองกำลังดำดิ่งลงไปในสายน้ำแห่งความรักนั้นแล้วอย่างลึกล้ำสุดหัวใจ
"เราจะเร่งกลับอยุธยาในวันนี้"

สองคนเดินไปด้วยกัน

ต่อมา ในห้อง ผินกับแย้มกำลังทายาให้ด้านหลังของเกศสุรางค์

ทาพลางชำเลืองมอง พระศรีวิสารสุนทรที่ยืนกอดอกอยู่ห่างๆ หันหลังให้
"คุณพระนายเจ้าขา ใยไม่ออกไปข้างนอกเจ้าคะ" ผินว่า
"จักต้อง...เอ่อ...ปลดสไบนะเจ้าคะ"
"มิเป็นไร...ข้าอยู่"
ผิน-แย้ม "เอ่อ"

พระศรีวิสารสุนทรยืนนิ่งหน้าเคร่งขรึม
"เอ็งสองคนมีหน้าที่ทายา อย่าออกความเห็นอื่น"
ผิน - แย้ม "แต่..."
"แหม...พี่จ๋า ก็คุณพี่มองซะที่ไหนจะเห็นอะไรเล้า...ทาไปเถอะน่า"
สองบ่าวตาโต เหล่แม่นาย
เกศสุรางค์ทำท่า... "ปลดมากกว่านี้ก็ได้..."
สองบ่าวห้ามเสียงหลง
"เสร็จหรือยัง"
ผิน/แย้ม "เสร็จแล้วเจ้าค่ะ"
พระศรีวิสารสุนทรหันมา เกศสุรางค์นั่งสไบห่มเรียบร้อย ยิ้มแป้นแร้นมองหน้าพระศรีวิสารสุนทร
พระศรีวิสารสุนทรเขยิบเข้ามาใกล้นิดหนึ่งอย่างลืมตัว
สองบ่าวทำท่าจะเลี่ยงไป
"พี่ผิน พี่แย้ม ไม่เห็นเหรอว่าออกพระนายท่านมีแผลที่คอ"
ผิน/แย้ม "เป็นอะไรเจ้าคะ"
"เป็นความห่วงใยไง"
สองบ่าวหน้าเหรอ แต่เจ้าตัวมองตาอย่างซาบซึ้งแบบฉบับพ่อเดช คือแค่ส่งความรู้สึกทางแววตา
เกศสุรางค์ส่งสายตาเดียวกัน สองคนจ้องตากันนิ่งนาน
ผินบอก "ข้าเจ้าจักไปฝนไพลนะเจ้าคะ"
"ข้าเจ้าไปด้วย"
"เอ็งจะไปได้ไง...อยู่" ผินมองแบบจะให้อยู่สองคนไม่ได้
"โอเค"
"ข้าไปเอง เอ็งสองคนมิต้องพะวงให้มากเรื่อง รู้ฤๅไม่นางผิน" พระศรีวิสารสุนทรเสียงเข้มหางเสียงขุ่นมัว
ผินหมอบแทบจะหายไปในพื้นกระดาน
พระศรีวิสารสุนทรมองสักครู่ ก็เดินออกไป
ผินและแย้มตัวสั่น กระซิบกันไปมา
"โอย นังผิน ข้าเทิ้มไปทั้งตัวแล้ว"
"ข้ามิยิ่งกว่าเอ็งฤๅ คุณพระนายสำทับข้ากรงๆเลยนะเอ็ง"
แย้มพยักหน้าให้ดูเกศสุรางค์
เกศสุรางค์สีหน้ากลับเคร่งขรึม ไปหยิบสมุดบันทึกของตัวเองเปิดแล้วจ้องดูเหมือนไม่เคยเห็น
ผินบอก"เอ้า อ่านแล้วอ่านอีก"
"มิใช่...นั่นสมุดที่แม่นายเขียนอยู่ทุกวันๆ"
เกศสุรางค์...ครุ่นคิดมาก แล้วในที่สุดตัดสินใจเขียน
"ออกญาวิไชยเยนทร์นัดหมายให้นายพลเดส์ฟาร์จพาทหารมาละโว้ ประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุว่ามีการสู้รบ เพราะในที่สุดทหารเหล่านั้นก็ไม่ได้มา ดังนั้น" เกศสุรางค์กัดดินสอ สีหน้าครุ่นคิดหนัก "เราไม่ควรบอกว่าได้ยินอะไร..." แล้วเขียนต่อ "ไม่บอกดีกว่า เพราะถ้าบอกการสู้รบที่ไม่เคยมีอาจเกิดขึ้นก็ได้"
เกศสุรางค์กัดดินสอ เหลือบไปเห็นนัยน์ตาสองคู่จ้องอยู่
"ไปฝนไพล"
ผิน/แย้มไปอย่างเร็ว "เจ้าค่ะ"

สองคนออกมาจากห้อง สีหน้าหนักใจ
"ข้าเป็นทุกข์หนัก"
แย้มบอก "ข้าก็เป็น"
"แม่นายมีสีหน้าประหลาด เดี๋ยวกลุ้ม เดี๋ยวปลงตก เดี๋ยวกลับมากังวลอีก"
"ใกล้งานแต่งแล้ว แม่นายยังมิเกรียมตัวใดๆเลย"

วันหนึ่ง ที่เรือนออกญาโกษาธิบดี
"ข้าจะคลอดลูกก่อนงานแต่งของคุณพี่พระกับแม่การะเกดฤๅไม่หนอ"
หลวงเรืองณรงค์เดชาว่า "ไม่ทันก็ไปยังท้องโตอย่างนี้"
"ผู้คนจะได้จ้องข้าทั้งงาน"
"ไม่ท้องผู้คนก็มองแม่หญิงอยู่แล้ว"
"เอ๊ะ...จะมองข้าทำไม"
"ก็แม่หญิงงามยิ่งนัก" หลวงเรืองณรงค์เดชามองตาวิบวับ
"ปากหวานเกินเหตุ"
หลวงเรืองณรงค์เดชาเข้าประชิดตัว "ข้าเสียดายเหลือเกินที่..."
"มัวแต่เสียเวลาหมายปองแม่การะเกด"
ฝ่ายชายตาโต "แม่หญิงรู้"
"ข้ามิใช่ไม่มีนัยน์ตา"
"ไหน" หลวงเรืองณรงค์เดชาประคองหน้า จูบที่ดวงตา "มีจริงๆด้วย"
"แลข้าก็เช่นกันไม่น่า..."
หลวงเรืองณรงค์เดชาว่า"เสียเวลามองแต่คุณพี่เดช"
จันทร์วาดทอดเสียงบอก"เหตุนั้นอาจเป็นเพราะข้าไม่มีนัยน์ตา..."
"ที่จะมองชายที่แสนดีคนหนึ่ง"
"ปากกล้าเกินเหตุ"
หลวงเรืองณรงค์เดชาหัวเราะขำ จันทร์วาดหัวเราะขำด้วย แล้วชะงักกึกนิ่วหน้า จับท้องอย่างตกใจ
"เจ็บท้องฤๅแม่จันทร์วาด"
จันทร์วาดพยักหน้า
"นางบุญ...นางเหมือน เร็ว"
สองบ่าววิ่งพรวดออกมา
"เร็ว...แม่หญิงปวดท้อง"

อีกวันหนึ่ง ณ เรือนออกญาโหราธิบดี
คุณหญิงจำปาพูดขึ้น
“แม่จันทร์วาดออกลูกได้หลายวันแล้วนา แม่การะเกดยังไม่ยอมขัดเนื้อสีตัวจะเป็นเจ้าสาวอยู่อีกไม่กี่วัน ข้าจะ...”
“แม่นาย...” ปริกลากเสียงยาว “เนื้อตัวของแม่หญิงจะยุ่งทำไม”
จำปาเหล่ปริกมาก
ปริกไม่เห็นสายตา บอกต่อ “ไม่ใช่คนแต่งเสียหน่อย”
“นังปริก...เอ็งเป็นนายหรือเป็นบ่าววะ”
ปริกวางงานที่ทำอยู่ในมือแรงๆ
“เป็นบ่าวสิเจ้าคะ ถ้าเป็นนายไม่พูดแค่นี้หรอกเจ้าค่ะ”
“นังปริก...”
“ข้าเจ้าจะไปหาแม่หญิงการะเกด” ปริกลุกเดินไปทันที

“เอากะมันนังนี่”

ในห้องการะเกด ปริกเข้ามา

เกศสุรางค์เขียนหนังสืออยู่ “ข้ายังไม่ว่าง”
“ไม่ว่างอะไรได้ ไม่เห็นทำอะไร”
“นี่ไง”
“ค่อยทำก็ได้”
“ไม่ได้...เดี๋ยวลืม”
“ลืมก็ลืมไปสิเจ้าคะ ดีเสียอีกไม่ปวดหัว”
เกศสุรางค์ชะงัก...สีหน้าคิดว่าจริงด้วย
“งานแต่งสำคัญกว่านะเจ้าคะ ออกญาท่านหาฤกษ์หายามไว้แล้ว ทำแชเชือนอย่างนี้ไม่เคารพท่านนะเจ้าคะ คุณหญิงกลุ้มใจจะตายอยู่แล้ว ทำกับผู้ใหญ่บาปนะเจ้าคะ”
เกศสุรางค์กำลังคิด
“โอเคนะเจ้าคะ”
“โอเค”

ในวันสู่ขอ ณ เรือนพระยาโกษาธิบดีปานแขกสำคัญที่รู้จักมักคุ้นมาร่วมงานกันแทบทั้งสิ้น เรียกว่า เป็นงานใหญ่ในพระนครก็ว่าได้ เว้นแต่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์และตองกีมาร์ที่ไม่ได้มาร่วมงานด้วย
ออกญาโหราธิบดีฝ่ายเจ้าบ่าว สู่ขอต่อพระยาโกษาธิบดีฝ่ายเจ้าสาว
ทั้งสองฝ่ายนั่งล้อมวงกัน
“ได้ฤกษ์งามยามดี ข้าจะขอแม่การะเกดมาร่วมเรือนกับลูกชายข้า พระศรีวิสารสุนทร ข้าได้นำสินสอดมาหมั้นหมาย พร้อมเงินหนึ่งร้อยชั่ง ขอท่านจงนับต่อหน้าตามประเพณีเถิด”
ข้างนอกห้อง บ่าวบ้านออกญาโหราธิบดีนั่งออ ชะเง้อมองเข้าไป
ปริกพึมพำ “นับเงินไม่เสร็จเสียที”
จ้อยถาม “ป้าปริก คอยาวถึงไหนๆแล้ว”
“ไอ้จ้อย ไอ้ปากปีจอ” ปริกกระซิบด่า
จ้อยคอย่น หันไป จวง จิก บุ้ง บุญ เหมือนปิดปากหัวเราะชอบใจ
“เพิ่งรู้ฤๅป้าจ๋า” จวงว่า
จิกบอก“เขารู้กันมานานโขแล้ว”
ผู้ใหญ่ผูกข้อมือเจ้าบ่าวเจ้าสาว
นอกจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายแล้ว บรรดาแขกสำคัญพระเพทราชา, กัลยาณไมตรี, หลวงเรืองณรงค์เดชา, จันทร์วาด, หลวงสรศักดิ์ ข้าราชการคนอื่นๆ
นาฏศิลป์รำอวยพรแบบอยุธยา

ตอนกลางคืน ห้องนอนเรือนพระยาโกษาธิบดีปาน
เกศสุรางค์ , จันทร์วาด อยู่ในชุดนอนทั้งสองคนยืนที่หน้าต่าง ที่มีดวงจันทร์ลอยอยู่กลางฟ้า
อุบะที่สวยงามยิ่งห้อยอยู่กลางหน้าต่าง
“ออเจ้าเก่งที่สุด อุบะนี้สวยสุดยอด”
จันทร์วาดหน้าฉงน “สวย...อะไรนะ”
“สุดยอดไง...” เกศสุรางค์ขำสีหน้าจันทร์วาด “ขอบใจแม่จันทร์วาดที่มานอนเป็นเพื่อนข้า”
“ข้ากลัวเจ้าเหงา เพราะเจ้าต้องอยู่เรือนนี้ถึง 3 คืนตามประเพณี อยู่ไหวฤๅไม่”
“ไหวสิ...ทำไมล่ะ”
“คิดว่าออเจ้าอยากเข้าหอเต็มที”
“ก็ใช่อยู่ เหมือนออเจ้าวันแต่งใช่มั้ย”
สองสาวกับดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางฟ้า เสียงหัวเราะดังประสานกัน

เรือนพระยาโกษาธิบดีปาน วันแต่งงาน
บ่าวสาวตักบาตรที่ท่าน้ำ
เกศสุรางค์จับทัพพีเหนือมือของพระศรีวิสารสุนทร
เจ้าบ่าวโดนกั้นประตู เด็กๆเป็นคนกั้นประตูเงินด้วยสร้อยเงิน และประตูทองด้วยสร้อยทอง
เมื่อเจ้าบ่าวส่งถุงเบี้ยสีแดงให้จึงเปิดประตูได้

พระสงฆ์นั่งเรียงราย 9 รูป พระหัวแถวเจิมหน้าผากบ่าว-สาว
ต่อจากนั้นสวดมนต์เริ่มด้วยศีล 5 ทุกคนนั่งฟังสวด

ปริกกับจวงและบุญ
ปริกบอก
“เอ้า นังจวงใส่ลงไป ใบเงิน ใบทอง ใบนาก แม่บุญใส่หญ้าแพรก ผิวส้มป่อย ผิวมะกรูด เอ้าแม่เหมือน นังจิก ไอ้จ้อย เอ็งมาช่วยกันเอากลีบดอกไม้หอมโรยใส่บาตรน้ำมนต์”

บาตรน้ำมนต์ เป็นดินเผาใบใหญ่เท่าโอ่ง วางติดกับพระสงฆ์หัวแถว ในบาตรมีใบเงิน ใบทอง ใบนาก หญ้าแพรก ฝักส้มป่อย ผิวมะกรูด กลีบดอกไม้กลิ่นหอม
พระสงฆ์องค์หัวแถว ซัดน้ำมนต์เป็นขัน
บ่าวสาวนั่งตรงกลาง แต่ห่างกัน
ซัดน้ำที่หนึ่ง เพื่อนๆบ่าวสาวก็เฮ ดันจนบ่าวสาวไปนั่งเบียดกัน

ณ หน้าห้องๆหนึ่ง พระศรีวิสารสุนทรก้าวออกมา แต่งชุดใหม่ ส่งผ้าเปียกให้เด็กชายคนหนึ่ง
มีเด็กอื่นๆอออยู่ด้วย เด็กชายรับผ้าเปียกแล้ววิ่งเฮกันไป
“หาดีๆนะออเจ้า ค่าบิดตากผ้านุ่งเจ้าบ่าวคนนี้มีค่ายิ่งนัก”

ในหมู่เด็กกลุ้มรุมมองดู สักครู่เสียงเฮ
เด็กชูสูงกลางกลุ่มแขนหนึ่งก่อน ถือแหวนวงหนึ่ง เสียงเฮ แล้วชูขึ้นอีกแขนหนึ่ง มีแหวนอีกวง เสียงเฮดังกว่าเดิม

มโหรีกำลังบรรเลง

ในห้องหอ ... ห้องนอนพระศรีวิสารสุนทรที่เรือนออกญาโหราธิบดี
เกศสุรางค์นั่งปลดเครื่องประดับ 2-3 ชิ้นสุดท้ายออกวาง
“เครื่องทองเครื่องเพชรเหล่านี้เจ้าชอบหรือไม่”
“ไม่ชอบอย่างยิ่งเจ้าค่ะ”

มือพระศรีวิสารสุนทรใส่สังวาลทับทิมให้เกศสุรางค์
“โอ...สังวาลทับทิมที่ขาด”
“ข้าร้อยให้ใหม่”
เกศสุรางค์ยิ้มเต็มที่ โผเข้ากอดคอ ซบหน้าแนบแก้ม
พระศรีวิสารสุนทรกระซิบข้างแก้มนวล นัยน์ตาเป็นประกาย “เคยละเล่นโล้สำเภาฤๅไม่”
"เรือเหรอคะ ข้าเคยเห็นค่ะแต่ไม่เคยขึ้นเรือสำเภาซักที"
"กระนั้นฤๅ"
เกศสุรางค์พยักหน้า สีหน้าของพระศรีวิสารสุนทรบอกอะไรบางอย่าง
"มาเถิดพี่จักสอนให้"
เกศสุรางค์สบตากำลังจะอ้าปากถาม พระศรีวิสารสุนทรจูบแผ่วริมฝีปากเสียก่อน กอดนุ่มนวล
เกศสุรางค์กอดตอบอย่างละมุนละไมเช่นกัน

เช้าตรู่ วันรุ่งขึ้น
เวลาเช้าแดดจับตัวเรือนทั้งหลัง แสงเรื่อเรือง
เสียงไก่ขันเบาๆ
บรรยากาศสวย งดงามของกรุงศรีอยุธยา
แดดเช้าทอแสงผ่านหน้าต่างเป็นลำ
บนเตียง
"คุณพี่...คุณพี่คะ"
มาถึงเตียง เกศสุรางค์กำลังกระซิบข้างหูพระศรีวิสารสุนทร เขาตื่นแล้วแต่ยังไม่ลืมตา อมยิ้มน้อยๆ
"คุณพี่...ถามอะไรหน่อยค่ะ"
"อือม์"
"ลืมตาค่ะ"
"อือม์"
เกศสุรางค์จุ๊บ มีเสียงดังด้วย
พระศรีวิสารสุนทรลืมตาทันทีลุกนั่งพรวด "เจ้าจูบพี่ก่อนอีกแล้ว"
เกศสุรางค์หน้าแปลกใจ"ฮะ"
"วันก่อนเจ้าก็จูบพี่ก่อน แล้ววันนี้ยัง..."
"เอ้า...ทำไมจูบก่อนไม่ได้คะ"
"เจ้าเป็นแม่หญิงนะ"
"ก็ใช่สิคะ"
"เหตุใดเจ้าถึงทำสิ่งที่แม่หญิงทั่วไปไม่ทำ"
"อ้อ...เข้าใจแล้ว แหมผู้หญิงฝรั่งเศสไม่จูบก่อนหรือคะ"
"ข้าไม่รู้...ข้าจะรู้ได้ยังไร"
"เอ๊า จะให้เชื่อมั้ยเนี่ย"
พระศรีวิสารสุนทรมองหน้า "เหตุอันใดจึงจะไม่เชื่อ"
"ง่ายมาก คุณพี่เคยจูบกับผู้หญิงฝรั่งเศสนี่เจ้าคะ"
พระศรีวิสารสุนทรเสียงดัง "ไม่เคย...ข้าไม่เคย" แล้วลุกพรวดไปยืนข้างหน้าต่าง
เกศสุรางค์ตามมาใกล้ๆ"ไม่เคยจริงอ้ะ"
พระศรีวิสารสุนทรเสียงเข้ม "คิดว่าข้าโกหกงั้นฤๅ"
"อ้าว...ก็คุณพี่ถามข้าวันนั้นไง ถ้าไม่เคยจะรู้เหรอคะ"
"ข้าเคยเห็นเท่านั้น"
"อุ๊ย...แอบดูใครเหรอคะ"
"ข้าไม่หยาบคายเช่นนั้นหรอก" พระศรีวิสารสุนทรเสียงเอ็ด
เกศสุรางค์จ๋อย "ก็...ทำไมเห็นล่ะคะ"
"เขา...จูบกันทุกที่"
เกศสุรางค์หัวเราะขำ "อ๋อ...เห็นแล้วเขินแบบนี้ใช่มั้ยเอ่ย"
ยังไม่ทันจบคำ พระศรีวิสารสุนทรเข้าประชิดตัว จูบดูดดื่มจนเกศสุรางค์อ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขน
พระศรีวิสารสุนทรปล่อย เกศสุรางค์เซเหมือนจะล้ม พระศรีวิสารสุนทรจึงปล่อยทันที
เกศสุรางค์เซไปนั่งบนเตียง แต่มองฝ่ายชายนัยน์ตาวิบวับ
"อย่าถามเช่นนี้อีก"
"จะทำไมเหรอคะ"
"จะโดนอย่างที่โดน"
"อ๋อ เขินใช่มั้ยเอ่ย" เกศสุรางค์นัยน์ตาท้าทาย

พระศรีวิสารสุนทรเข้าประชิด เกศสุรางค์หลบแวบ หัวเราะเสียงดัง

เสียงหัวเราะประสานเสียงดังแว่วๆมา

จวง จิกกำลังจัดสำรับ จำปาคุยกับปริกเบาๆเรื่องกับข้าวกับปลา
"เอ็งรู้ฤๅไม่ว่าพวกคนจีนหุงข้าวน้ำไม่แห้งเรียกว่าข้าวต้ม"
"แปลกตรงไหนเจ้าคะ รู้ตั้งนานแล้ว"
"ไม่พูดกะเอ็งแล้วนังปริก"
ออกญาโหราธิบดีกำลังจะลงนั่งกินข้าว
ทุกคนชะงักกึก หันขวับไปทางเสียงหัวเราะ
ออกญาโหราธิบดี คุณหญิงจำปาหน้าบรรยายไม่ถูก แล้วหันมามองหน้ากันแบบบรรยายไม่ถูกอีกเหมือนกัน
คุณหญิงจำปาขยับตัว "พ่อเดชทำสิ่งนี้มิถูกต้อง"
ออกญาโหราธิบดีแตะมือห้าม
"คุณพี่ หากมิห้ามก็จักทำอีก เพราะแม่การะเกดชักนำเป็นแน่ หัวเราะหัวใคร่ดังจนได้ยินทั้งเรือน...มิงามเลย เกลือกว่าผู้ใดได้ยิน"
"ก็มีแต่พวกบ่าว แม่จำปาแลดูพวกมันหน่อยเถิดหนา"
จำปาหันไปดู บ่าวทั้งหมดไม่เว้นแต่ปริก อมยิ้มชอบใจกันทุกคน
"ฮึ"
"เห็นหรือไม่ พวกมันเป็นสุขกันถ้วนทั่ว"
"จริงเจ้าค่ะ ในเรือนเราจักเป็นยังไรไปเจ้าคะ เหมือนดั่งที่แม่นายอนุญาตให้ทัดดอกไม้นั่นแหละเจ้าค่ะ ถึงผิดธรรมเนียม แต่เราหาต้องถือเคร่งไม่ในเรือนของเรา"
"เจ้าค่ะ...คุณแม่ปริก"
บ่าวหัวเราะกันครืน

ลานที่จะเข้าเฝ้าพระนารายณ์ วันหนึ่ง ขุนนางชุดใหญ่ครบครัน ข้าราชการทั้งหลาย เหมือนอย่างวันเดียวกับที่ทูตลาลูแบร์มาเฝ้า
ข้าราชการยืนกันระเกะระกะพูดคุยกัน
ทูตลาลูแบร์ ยืนมองไปทางโน้นทางนี้ แล้วจดลงสมุดเล่มเล็กๆ
พระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ยืนจ้องอยู่
เพทราชาบอก"ไอ้ตัวทูตกลับไปแล้ว ไอ้ลาลูแบร์นี่อยู่ทำไม"
ลาลูแบร์เดินไปอีกทาง ถามข้าราชการคนหนึ่งเรื่องสัก พลางชี้ให้ดูขาของข้าราชการที่สักอยู่เต็ม ข้าราชการคนนั้นเดินหนีไปเลย ตอนนี้ข้าราชการคนอื่นก็เริ่มมองเหล่ๆ
ลาลูแบร์กับล่ามคนหนึ่งที่เป็นคนไทย เดินมุ่งมาที่พระเพทราชา
ลาลูแบร์กระซิบบางอย่างกับล่าม
ล่ามมองที่พระเพทราชา
"ออกพระเพทราชาขอรับ เมอร์ซิเออร์ลาลูแบร์ให้กระผมถามท่านว่า เขาใคร่จะขอตามไปจับช้างพลายเถื่อนกับท่านด้วย เพื่อเป็นความรู้ที่เขาจะจดบันทึก ตามหน้าที่ของเขา"
ล่ามพูดนอบน้อม พระเพทราชาอดทนฟัง แต่ไม่จบเดินจากไปทันที
ล่ามหันมาทางหลวงสรศักดิ์ พอขยับปากจะพูด หลวงสรศักดิ์ก็เดินไปอีกคน
ล่ามเหวออยู่ และลาลูแบร์ก็เหวอยิ่งกว่า มองไปที่คนอื่นๆ บางคนเดินหนีเหมือนกัน บางคนไม่หนีแต่ยืนมองด้วยสายตาหยามเหยียดเล็กๆ

เรือนพระเพทราชา บ่าวสาวๆจัดน้ำชาและขนม หลวงสรศักดิ์หยอกเอินกับบ่าวสาวบางคนตามนิสัย
"ข้าอยากรู้ว่ามันจดทำไม มันสอดแนมอันใด"
หลวงสรศักดิ์ยังคิดอยู่
"มันถามเรื่องช้าง กูจักให้ขี้ช้างมัน ให้มันจดว่าขี้ช้างนี้เป็นขี้ของช้างพลายหรือช้างพัง หรือเอ็งว่ายังไร ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ" พระเพทราชาว่า
หลวงสรศักดิ์หัวเราะด้วย
"พ่อท่านเห็นมันถามออกหลวงมหาอำมาตย์เรื่องสักที่ขาท่านฤๅไม่ ออกหลวงท่านเดินหนีไปเลย"
"เห็น..." พระเพทราชาหัวเราะ
"สมน้ำหน้ามันจะอยากรู้เรื่องสักเพื่ออะไร...น่าสงสัยนัก"
"คงไม่ใช่ไปทำของมาใส่พวกเรานะท่านพ่อ อีกอย่างมันเป็นพวกเดียวกับไอ้วิไชยเยนทร์"
พระเพทราชาขรึมเครียดขึ้น บรรยากาศเริ่มเคร่งเครียด
"อีกไม่นานไอ้ลาลูแบร์ก็จักกลับบ้านเมืองมัน มันจะสอดแนมเอาเรื่องราวของอยุธยาไปทำไม ถึงเราจักไม่รู้แจ้งก็ไม่น่าพะวงเท่าใด"
"จริงท่านพ่อ คนที่เราควรระวังก็คือ..."
พระเพทราชาขัด "มิใช่ระวัง แต่ต้องกำจัดให้สิ้นไป คืออ้ายพระยาวิไชยเยนทร์ และมิใช่มันผู้เดียว อ้ายฝรั่งเศสทั้งปวงด้วย ต้องไม่มีอยู่ในอยุธยาอีกต่อไป"

วันหนึ่งที่ศาลาท่าน้ำ เรือนโหราธิบดี
ออกญาโหราธิบดีมองทอดสายตาไปไกลๆ สีหน้าหมองเศร้า
คุณหญิงจำปาเลื่อนถ้วยยาต้มสีคล้ำให้ "คุณพี่เจ้าคะ กินยาเจ้าค่ะ"
ออกญาโหราธิบดีหันมาจ้องถ้วยยา แล้วเมินไป
"คุณพี่" คุณหญิงยังไม่ทันพูด
"ข้าฝันถึงพ่อศรี..."
คุณหญิงจำปาชะงักสีหน้าเปลี่ยนไปทันที แล้วสักครู่ก้มหน้าลงซ่อนหน้า ตัวสะท้านด้วยแรงสะอื้น
"พ่อศรีมาหาข้า...ตรงนี้" ออกญาโหราธิบดีชี้ไปที่พื้น "เอาของบางอย่างมาให้"

จมื่นศรี หรือนามเต็มว่า จมื่นศรีสุทธิวิทธบวร หรือที่คนในรุ่นหลังรู้จักกันในชื่อ "ศรีปราชญ์"
คืนหนึ่ง จมื่นศรีกราบลงแทบเท้าพ่อ
ออกญาโหราธิบดีก้มลงจับบ่าสองข้างของลูกชายอย่างหนักแน่น แล้วดึงขึ้นมาเผชิญหน้ากัน
"คุณพ่อ"
"พ่อศรี...มาหาพ่อฤๅ"
"ขอรับ คิดถึงเหลือเกินขอรับ"
"สุขสบายหรืออย่างไรลูกพ่อ"
จมื่นศรีสุทธิวิทธบวรสีหน้าหม่นหมองครองเศร้าสุดๆ จับมือพ่อ พลิกฝ่ามือพ่อ แล้ววางบางอย่างไว้ในมือพ่อ !

ออกญาโหราธิบดีเล่าให้คุณหญิงฟังอย่างสะเทือนใจมาก
"คุณพี่คะ อะไรหรือคะที่พ่อศรีเอามาให้"
"แหวนวงหนึ่งกับโคลงบทหนึ่ง"
"แหวนหรือคะ...แหวนพระราชทาน"

"ใช่...แหวนวงนั้น"

มุมหนึ่ง เกศสุรางค์ ฟังอยู่ คิดทบทวนแล้วพูดเบาๆ

"แหวนวงนั้น"
... แหวนนี้ท่านได้แต่ใดมา...เจ้าพิภพโลกา...ท่านให้...
"อา...ศรีปราชญ์หรือ" เกศสุรางค์หันไปมอง
คุณหญิงจำปาก้มหน้า กัดกรามแน่น พูดเบาๆ "พ่อศรีของแม่"
จำปาฟังแล้วรู้ทันทีว่า ลูกชายจะต้องตายแล้ว !
"เราผิดท่านประหาร" คุณหญิงครางเบาๆ
สองคนจ้องหน้ากัน สายตาหมองเศร้าทั้งคู่
เกศสุรางค์จ้องมองอยู่ ได้ยินทุกคำ

ศาลาท่าน้ำ ตอนกลางคืน
พระศรีวิสารสุนทรทวนคำ
"เราผิดท่านประหาร"
"ค่ะ ข้าได้ยินชัดเจน"
"เจ้าคุณพ่อท่านเคยดูดวงชะตาพี่ศรีไว้ว่าจะถึงฆาตตั้งแต่ยังไม่แก่ คุณแม่คงรู้แล้วด้วยญาณบางอย่างที่พี่ศรีมาหาคุณพ่อ"
พระศรีวิสารสุนทรถอนหายใจแรงๆ
"น่าสงสารเสียจริง น่าเสียดายด้วยค่ะ"
พระศรีวิสารสุนทรหน้าหมอง นิ่งงันไป เมื่อพูดถึงพี่ชาย
"พระมหากษัตริย์เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ อยู่ใกล้ก็รังแต่จะรุ่มร้อน แลแผดเผาตัวเองให้มอดไหม้ หากอยู่ไกลก็จักพลอยหนาวเหน็บไม่สบายกาย"
พระศรีวิสารสุนทรมองฉงน
"ข้าคิดถึงพี่ศรีเจ้าค่ะ...ศรีปราชญ์ที่ชีวิตเป็นเช่นนั้น"
สองคนนั่งนิ่งอึ้ง

วันหนึ่ง หลวงเรืองณรงค์เดชาเดินนำแม่หญิงจันทร์วาดเร็วๆ
จ้อยเดินออกมารับ หน้าตาหม่นหมองกังวล
"ไอ้จ้อย ออกญาท่าน"
"หนักขอรับ"
"เหตุใดรวดเร็วถึงเพียงนี้"
"ท่านกระเสาะกระแสะอยู่พักใหญ่ขอรับ เพิ่งหนักได้สองวันนี่เอง วันนี้คุณหญิงนิมนต์พระแล้วขอรับ"
หลวงเรืองณรงค์เดชาหน้าเสีย
จันทร์วาดตกใจมือทาบอก

บริเวณประตูห้องหอนอน บ่าวทั้งปวงนั่งบ้างยืนบ้าง กิริยาเศร้าสร้อยทุกคน
ในห้อง ออกญาโหราธิบดีนอน พระสงฆ์รูปหนึ่งยืนสงบอยู่หัวเตียง
คุณหญิงจำปายืนซับน้ำตา พระศรีวิสารสุนทรและเกศสุรางค์ยืนอยู่ข้างๆเตียง
ออกญาโหราธิบดียกมืออย่างอ่อนแรง
พระศรีวิสารสุนทรเข้าไปคุกเข่า เกศสุรางค์ หลวงเรืองณรงค์เดชาและจันทร์วาดก็คุกเข่าด้วย
ออกญาโหราธิบดีเสียงยังชัดเจน แต่ค่อยๆพูด
"มิต้องเศร้าโศกเสียใจไปหรอก เกิดแก่เจ็บตายเป็นสิ่งธรรมดา พ่อแก่ตัวแล้วสมควรอำลาแล้ว พ่อเดช"
"ขอรับ"
"ออเจ้าอยู่ทางนี้ดูแลบ้านเรือนแลแม่ของเจ้าด้วยหนา"
"ขอรับคุณพ่อ คุณพ่ออย่ามีห่วงใยเลยขอรับ"
"เมียอื่นของพ่อและน้องของเจ้า จงอุปการะพวกมันตามสมควร"
บรรดาเมีย 2-3 คนและลูกๆรุ่นหนุ่มสาว กำลังนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่นอกห้อง
"แม่จำปา"
"เจ้าคะคุณพี่"
"ตลอดชีวิตออเจ้าเป็นเมีย เป็นแม่ที่เลิศด้วยพรหมวิหารสี่ จงดำรงตนเช่นนี้ต่อไป แลอย่าโศกเศร้าให้เกินไป ต่อไปคนทั้งเรือนต้องพึ่งพาออเจ้า"
"เจ้าค่ะคุณพี่ ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ข้าจะดูแลทุกคนให้เหมือนคุณพี่เจ้าค่ะ" คุณหญิงน้ำตาซึม แต่น้ำเสียงชัดเจนแบบคนทำใจได้แล้ว
ออกญาโหราธิบดีมองตาเกศสุรางค์ เกศสุรางค์เข้าไปคุกเข่าใกล้ๆ
ออกญาโหราธิบดีเสียงชัดเจน แผ่วเบา
"ขอให้ออเจ้าอยู่ดีมีสุข ที่นี่คือบ้านของออเจ้าแล้วหนา มิต้องกลับไปที่ไหนอีก"
เกศสุรางค์กราบลง น้ำตาไหล
"เจ้าค่ะคุณลุง ข้าจะไม่ลืมว่าคุณลุงเมตตาข้าตั้งแต่วันแรกที่ข้ามาที่นี่จนถึงวันนี้"
ออกญาโหราธิบดีวางมือบนหัวเกศสุรางค์ นิ่งๆ เบาๆ ก่อนจะเหมือนพยายามหายใจ แผ่วเบา แต่ไม่ทุรนทุราย ลมหายใจแผ่วอ่อนลงทุกที
มือสอง พนม จับสายสิญจน์ที่วางอยู่บนอก !
พระเริ่มสวดเบาๆ
มือที่พนมตกนิดๆ เหมือนนอนหลับ ...
ตอนนี้ทุกคนร้องไห้ ก้มหน้าบ้าง เงยหน้าบ้าง ร้องมีเสียงบ้าง ร้องเงียบๆบ้าง
บ่าวทั้งหลายก้มลงกราบ

พระศรีวิสารสุนทรกอดจำปาปลอบโยน จำปาน้ำตาเต็มหน้า
พระศรีวิสารสุนทรพูดกับหลวงเรืองณรงค์เดชา
"เมื่อกี้คุณแม่เข้มแข็งมาก คุณพ่อไปอย่างสงบไม่มีห่วง"
"คุณหญิงท่านขอรับ ออกญาท่านมีบุญยิ่งนัก ท่านไปอย่างสงบไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าท่านอยู่ต่อไปท่านอาจทรมานนะขอรับ"
คุณหญิงจำปาพยักหน้า "ขอบใจพ่อเรือง"
อีกทางเกศสุรางค์คุยกับจันทร์วาด
"เร็วมากแม่จันทร์วาด"
"ท่านเป็นอะไรแม่การะเกด"
"ข้าว่าอาการอย่างนี้โรคหัวใจ น่าจะความดันตกเพราะเส้นเลือดหัวใจอาจตีบ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะก็จะมีช่วงหยุดเต้น หรือไม่อาจจะไขมันในเส้นเลือดสูง" เกศสุรางค์พูดเฉยๆ ขมวดคิ้วค่อยๆคิด "ทำให้..."
จันทร์วาดหน้าเหวอตลอดเวลา
"โรคหัวใจเป็นภัยเงียบ ไปเร็วเสมอ ไม่ทรมาน"
"ข้าฟังออเจ้าพูดไม่รู้ความเลยแม่การะเกด ออกญาท่านเป็นอะไรตาย"
"ถึงตอนนี้ข้าไม่รู้หรอกแม่จันทร์วาด"
จันทร์วาดเหล่ๆนิดๆ
"สงสารคุณพี่เดชเหลือเกิน น่าจักมีคนปลอบใจ"
เกศสุรางค์เหล่นิดๆ จันทร์วาดหันมาเห็น
"มิต้องมองข้าเช่นนั้น ข้ารักผัวข้ายิ่งใครๆ"
"ข้ายินดียิ่งนัก หลวงเรืองก็รักเจ้ายิ่งหญิงใด"

ทุกคนเศร้าไปตามๆกัน
"เขาเรียกร่มโพธิ์ร่มไทรโค่นลง แต่คุณหญิงท่านคงเมตตาเลี้ยงพวกเราต่อไป"
จ้อยบอก
"แหม เราเป็นทาสนะป้าปริก ต้องอยู่ให้ท่านเลี้ยงไปจนตาย มีปัญญาไปสารทิศใดล่ะ"
จวงบอก "โชคดีเป็นทาสในเรือนที่มูลนายเมตตา ออกญาท่านเป็นเหมือนพระ"
"น้าจวงว่าคุณหญิงท่านใจร้ายงั้นฤๅ" จิกบอก
จวงบอก "ข้าพูดเรอะนังจิก"
"เป็นนัยๆ...นัยๆ"
บุ้งบอก"ที่ตลาดเขาว่าขุนหลวงก็ไม่สบายเหมือนกัน"
ปริกบอก "ประชวร...พูดให้ถูกๆนังบุ้ง"
บุ้งถามหน้าซื่อมาก "ไม่เหมือนกันหรือป้า"
ทุกคนก้มหน้ายิ้มๆนิดๆ
"ข้าจะไปดูแม่นายท่าน"
จวงบอก "ไม่โกรธแล้ว"
"ไม่แล้ว เพราะท่านสงสัยข้าก็ถูก มีข้าคนเดียวเข้าออกห้องท่าน ดีแล้วที่ท่านพูดออกมา ท่านไม่พูดแต่ทุกวันมองหน้าเห็นเป็นขโมย อย่างนั้นจะอยู่กันอย่างไร"
ทุกคนหน้ารับรู้
"อยู่เรือนเดียวกัน กินข้าวหม้อเดียวกัน..." ปริกเสียงซาบซึ้งจะพูดต่อ
จ้อยบอก "ถูกมองเป็นขโมยสักวันสองวันมิเป็นไร"
ปริกเดินตุ้บตั้บไป "เออ..."
จ้อยบอก "ขุนหลวงประชวร เขาว่าหนักอยู่"

ห้องนอนขุนหลวง
หมอฝรั่งตรวจเสร็จ พูดกับเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เบาๆสองสามคำ แล้วไป
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ดึงพระปีย์ห่างออกมาถามเสียงเบา
"พระปีย์ ท่านพร้อมนะที่จะเป็นขุนหลวง ข้าจะได้ดำเนินการ"
"ข้าจะถูกต่อต้านจากประชาชนหรือไม่ท่านออกญา"
"ทำไมต้องต่อต้าน"
"ข้ามิใช่เจ้าฟ้าเหมือนเจ้าฟ้าอภัยทศ กับเจ้าฟ้าน้อย"
"ใครๆก็รู้ว่าท่านเป็นอะไรกับขุนหลวง"
"ว่าข้าเป็นลูกกระนั้นฤๅ ข้ามิอาจเรียกร้องสิทธิใดๆ พระอนุชาของท่านสององค์นั้นมีสิทธิ์ยิ่งกว่า"
เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ครุ่นคิดลึกซึ้ง พึมพำ
"ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงยิ่งนัก"
"อะไรฤๅ"
"แต่ขณะนี้ออกพระเพทราชากับขุนหลวงสรศักดิ์กำลังทำอะไร"

ในห้องนอนขุนหลวง
พระปีย์หมอบอยู่ใกล้ๆสายตาห่วงใย มองแล้วขับลำนำขึ้นมาเบาๆ เอื้อนเสียงไพเราะมาก แต่บางครั้งหยุดไป
พระนารายณ์ยกมือพระปีย์ไปจับมือ
พระนารายณ์วางมือบนหัวพระปีย์
"ไอ้เตี้ย...ลูก"
พระปีย์ฟังแล้วน้ำตาคลอ "พุทธเจ้าค่ะ"
"ข้าเจ็บ...คุ้มตัวคุ้มหัวเอ็งไม่ได้ ระวังตัว"
พระปีย์ฟุบลงกับมือพระนารายณ์ เห็นน้ำตาหยดลง

โบสถ์แห่งหนึ่ง งดงามเหมือนภาพเขียน ไฟอลังการมาก
สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงศรีอยุธยา นั่งตรงกลาง
พระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ สองคนนั่งข้างหน้าใกล้กับพระสังฆราช
ข้างหลัง บรรดาผู้ร่วมอุดมการณ์นั่งเรียงราย
สามคนเหมือนปรึกษาหารือกัน
พระสังฆราชสงบ สีหน้าสุขุม พระเพทราชาพูดช้าๆแต่ทรงพลัง
"พระคุณเจ้า บังคับสึกพระสึกเณรออกไปทำงานกุลี มันเหยียดหยามเหลือทนนะขอรับ"
หลวงสรศักดิ์บอก "แต่ที่น่ากลัวคือ ทหารพร้อมอาวุธของมันที่เอาเข้ามาอยู่ที่ป้อมบางกอก
ไอ้นายพลเดส์ฟาร์จคุมอยู่ มันจักยิงถล่มเราเมื่อใดก็ได้"
"ขุนหลวงประชวรหนัก ไม่ทรงอนุญาตใครเข้าเยี่ยม นอกจากไอ้ฝรั่งไพร่กับไอ้เตี้ยขาเป๋"

เสียงพระสังฆราชดังกังวาน
"คนไทยแปลว่าอิสระ เมืองไทยคือเมืองอิสระ กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองพุทธ และเป็นเมืองที่ตีให้พ่าย...ไม่ได้"

บริเวณคอกม้า เรือนออกญาโหราธิบดีในวันหนึ่ง
จ้อยส่งเชือกม้าให้จมื่นศรีสิทธิวิวิทธบวร ศรีปราชญ์รับมาทำท่าจะขึ้นม้า แล้วหยุดชะงักเมื่อเห็นสายตาเศร้าหมองของจ้อย
"อ้ายจ้อย"
"ขอรับ"
"เป็นอันใดไปหรือเจ้า"
จ้อยก้มหน้านิ่ง หายใจสะท้อน แล้วเงยหน้ามองจมื่นศรี สายตาหมองมีน้ำตาคลอๆ
"อ้ายจ้อย" จมื่นศรีสิทธิวิวิทธบวรตบหัว "เอ็งอยู่ที่นี่ไม่มีความสุขฤๅ"
"มีขอรับ กระผมมีความสุขดีขอรับ เพียงแต่...คิดถึงจมื่นท่านยิ่งนัก"
"เออ...มันก็เป็นธรรมดา เอ็งรับใช้ใกล้ชิดข้ามาแต่เล็กแต่น้อย ข้าเองก็คิดถึงเอ็งไม่น้อยนะอ้ายจ้อยเอ๊ย"
"ให้กระผมไปกับจมื่นท่านได้หรือไม่ขอรับ"
"เอ็งอยากไปกับข้านักรึ"
"เพราะกระผมจงรักภักดีต่อจมื่นท่านยิ่งนัก กระผมไม่เคยลืมว่าจมื่นท่านเมตตากระผมเพียงใด และกระผม...กระผม"
"ว่ายังไร"
"กระผม" จ้อยก้มหน้ากลั้นสะอื้น "เสียใจยิ่งนักที่จมื่นท่านต้องอาญาเนรเทศไปอยู่ไกลถึงเมืองนคร กระผมรู้ว่าหัวใจจมื่นท่านมิได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นชะตากรรม กระผมอยากขอไปรับใช้เหมือนอย่างเคยขอรับ"
"ข้ารู้ทุกอย่างจ้อยเอ๋ย ข้ารู้ใจเอ็งยิ่งนักว่าเอ็งนั้นรักข้าอย่างแท้จริง"
"ให้กระผมไปใช่ไหมขอรับ กระผมไม่จำเป็นกับคุณพระนายท่านแล้ว เพราะท่านมีเรือนแล้วขอรับ"
"ข้าขอร้องให้เอ็งอยู่ที่นี่"
"จมื่นท่าน...ขอร้องบ่าวอย่างไอ้จ้อยหรือขอรับ" จ้อยเสียงตื้นตัน
"ใช่ เพราะข้ารู้ว่ามันอาจฝืนใจเอ็ง แต่เอ็งไปกับข้าไม่ได้หรอกอ้ายจ้อยเอ๋ย อยู่
เมืองโน้นไม่ง่าย ข้าไม่อยากให้เอ็งต้องไปต่อสู้อะไรอีก เอ็งอยู่ทางนี้สบายดีอยู่แล้ว"
"กระผมไม่กลัวลำบาก"
"อีกอย่าง เอ็งอยู่ที่นี่เอ็งจะได้ช่วยดูแลเรือน เอ็งเห็นหรือไม่มีแต่ผู้หญิง พ่อข้า
สิ้นแล้วบ้านช่องดูเงียบเหงา"
"ขอรับ...จมื่นท่าน ไป..." จ้อยทรุดตัวลง เอามือจมื่นศรีวางบนหัว "ดีนะขอรับ"

ย้อนกลับไปในคืนหนึ่ง เรือนออกญาโหราธิบดีที่แลดูเงียบสงัด หลังจากพิธีศพของออกญาโหราธิบดีที่จัดเสร็จสิ้นลง
คุณหญิงจำปายืนนิ่งอยู่หน้าเรือน มีใครคนหนึ่งนั่งคุกเข่าลงช้าๆ ก้มลงกราบที่เท้าของคุณหญิงจำปา คุณหญิงจำปาสะอื้นไห้น้ำตาไหลรื้นเป็นสาย
คนที่ก้มลงกราบสะท้อนสะท้านเนิ่นนานอยู่ที่เท้า คุณหญิงจำปาก้มลงมาลูบหัวลูบไหล่ สังเกตเห็นแหวน
คนที่ก้มลงกราบเมื่อครู่เงยหน้ามองคุณหญิงน้ำในตาเป็นประกายวาววับอย่างอาลัย
คุณหญิงจำปาลูบไปที่แก้มซึ่งเปื้อนคราบน้ำตาผู้เป็นบุตรชายคนโต จมื่นศรีสิทธิวิวิทธบวรหรือศรีปราชญ์นั่นเอง
"พ่อศรีของแม่ใยจึงรีบกลับนัก น่าจักอยู่ด้วยกับแม่อีกสักเดือนสองเดือนมิได้ฤๅลูก"
"คุณแม่ขอรับ คุณแม่ของลูก เป็นเช่นนั้นมิได้ดอกขอรับ ลูกต้องกลับไปทำหน้าที่สำคัญของลูกตามรับสั่งของขุนหลวงนารายณ์เหนือหัวของลูก"
คุณหญิงจำปาน้ำตาไหลรื้น
"หน้าที่นั้นฤๅเจ้า เนรเทศเจ้าไปไกลถึง...จำปาหยุดนิ่งอึ้ง "รู้หรือไม่ว่าหัวใจผู้เป็นแม่อย่างข้าร้าวรานเพียงใด อีกนานแค่ไหนที่เจ้าจะพ้นจากพระราชอาญาในครั้งนี้"
"ไม่นานดอกขอรับคุณแม่ของลูก ลูกจักพ้นโทษเร็วกว่ากำหนดก็เป็นได้ เหตุเพราะเจ้าพระยานครก็เอ็นดูลูกอยู่มากนัก เพราะลูกก็เป็นคนโปรดของท่านนะขอรับ...ลูกจักกลับมาดูแลคุณแม่ ดูแลที่นี่แลรับใช้เจ้าเหนือหัวของไอ้ศรี... ขุนหลวงนารายณ์"
บัดนี้จำปาน้ำตาไหล คว้าตัวลูกชายคนโตเข้ามากอดสะอื้นร่ำไห้เหมือนรู้ว่า ชะตาชีวิตลูกชายคนโตจะอยู่ถึงตอนที่กลับมาดูแลตนเองหรือไม่
จมื่นศรีสิทธิวิวิทธบวรก็เช่นกัน ศรีปราชญ์มีความกังวลอนาคตข้างหน้า

สองแม่ลูกยังคงกอดกันเนิ่นนานเหมือนรู้ว่านั่นคือกอดสุดท้ายของผู้เป็นแม่อย่างจำปา
 
อ่านต่อตอนที่ 26 (ตอนอวสาน) พรุ่งนี้จ้า 

#บุพเพสันนิวาส #ออเจ้า #Ch3Thailand #lakornonlinefan #ลมหายใจคือละคร

เกร็ดน่ารู้จากละคร


พระโหราธิบดีกับขุนวิสารวาจา ในประวัติศาสตร์ เชื้อวงศ์ไม่เกี่ยวข้องกัน !


ภาพวาดครึ่งตัวของออกขุนวิสารวาจา ตรีทูต วาดโดย จิตรกรเยอรมัน แต่มาพำนักในฝรั่งเศส คือ ชอง ไฮเซลมาน (Jean Hainzelman)


พระโหราธิบดี ยุคนั้นรู้จักกันในนาม "พระโหราทายหนู" กับ ศรีปราชญ์ (ความจริงที่ไม่มีตัวตน) !?



พระโหราธิบดี - ศรีปราชญ์ - ขุนศรีวิสารวาจา : ตัวละครใน "บุพเพสันนิวาส" พระโหราธิบดี (นิรุตต์ ศิริจรรยา) มีลูกชาย 2 คนคือ "ขุนศรีวิสารวาจา" (ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ) เป็นน้องของ "ศรีปราชญ์" (ณฐณพ ชื่นหิรัญ) ซึ่งมาในตอนท้าย ! ความจริงทางประวัติศาสตร์ ทั้งคู่หาใช่บุตรของพระโหราธิบดีไม่ !

ในวิทยานิพนธ์ เรื่อง "การต่างประเทศในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์" ของ มาลินี ปริพนธ์พจนพิสุทธิ์ ศิลปบัณฑิต (โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) หน้า ๓ ได้กล่าวว่า
"พระอาจารย์คนสำคัญของสมเด็จพระนารายณ์เมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่นั้น คงจะเป็นพระโหราธิบดี หรือนัยหนึ่งคือ พระโหราทายหนู เหตุที่ได้ชื่อว่า พระโหราทายหนูนั้น ในพระราชพงศาวดารเล่าว่า "พระโหราคนนี้แม่นยำนัก ครั้งหนึ่ง (ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททอง) ประทับอยู่บนพระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนต์มหาปราสาท มุสิกตกลงมา ทรงพระกรุณาเอาขันทองครอบไว้ ให้หาพระโหรามาทาย พระโหราคำนวณแล้ว ทูลว่า สัตว์สี่เท้า ทรงพระกรุณาตรัสว่ากี่ตัว พระโหราคำนวณแล้วทูลว่าสี่ตัว ครั้นเปิดขันทองขึ้น เห็นลูกมุสิกคลานอยู่สามตัว กับแม่ตัวหนึ่งเป็นสี่ตัว แล้วทรงพระกรุณาตรัสสรรเสริญ พระโหราธิบดีว่าดูแม่นกว่าตาเห็นอีก ตั้งแต่นั้นมาพระโหราธิบดี จึงได้ชื่อว่า พระโหราทายหนู และการที่ได้เป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระนารายณ์นั้น เพราะเป็นโหรหลวงที่ทำนายเหตุการณ์ต่างๆได้แม่นยำมาก จึงกลายเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าปราสาททอง ทรงไว้พระราชหฤทัยมาก จึงทรงมอบให้พระโหราธิบดีเป็นผู้ถวายพระอักษรและอบรมสมเด็จพระนารายณ์มาตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ พระโหราธิบดีได้แต่งหนังสือแบบเรียนภาษาไทยขึ้นถวาย ใช้ชื่อว่า จินดามณี เมื่อปีชวด จุลศักราช ๑๐๓๔ (พ.ศ. ๒๒๑๕) (จินดามณี เล่ม ๑-๒ ฉบับพิมพ์ของกรมศิลปากร พ.ศ. ๒๔๘๕ หน้า ๑๑๗ และ ๑๓๑) โดยได้รับพระบรมราชโองการ และสมเด็จพระนารายณ์ก็คงจะทรงศึกษาหนังสือจินดามณี จนกระทั่งทรงพระปรีชาสามารถแตกฉานในเรื่อง โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจเลยว่า ในรัชสมัยของพระองค์นั้น วรรณคดีรุ่งเรืองอย่างที่สุด มีกวี นักปราชญ์ราชบัณฑิต และหนังสือวรรณคดีเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งองค์พระมหากษัตริย์เองก็ทรงเป็นกวี บรรดาข้าราชบริพารซึ่งต้องการให้เป็นที่โปรดปราน ก็พลอยกระทำตามพระราชนิยม กล่าวกันในสมัยนี้ ผู้คนสามารถโต้ตอบกันเป็นโคลงได้คล้องจองกัน .....

ทั้งพระโหราธิบดี ก็มิได้เป็นบิดาของออกขุนวิสารวาจาแต่อย่างไร !
บิดาของออกขุนนั้นเป็นราชทูตที่สมเด็จพระนารายณ์ส่งไปสัมพันธไมตรีกับประเทศโปรตุเกส
พ่อเดช/หมื่นสุนทรเทวา/ขุนศรีวิสารวาจา ที่นำแสดงโดย ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ ในละคร "บุพเพสันนิวาส" ซึ่งเป็นบุตรของพระโหราธิบดี นั้น ในบุคคลตามประวัติศาสตร์คือ ท่านตรีทูต "ออกขุนวิสารวาจา" ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับพระโหราธิบดีแต่อย่างไร ไม่ได้มีประวัติมากนัก รู้เพียงว่า บิดาของท่านเคยเป็นทูตไปต่างประเทศมาก่อน

หนังสือ "โกษาปาน ราชทูตผู้กู้แผ่นดิน" โดย ภูธร ภูมะธน หน้า ๖๖ กล่าวว่า
ออกขุนศรีวิสารวาจา ตรีทูต ยังหนุ่มแน่น อายุราว ๒๕-๓๐ ปี บิดาเคยเป็นราชทูตไปยังโปรตุเกสมาแล้ว ส่วนตนเองเคยไปที่แคว้นโมกุล (อินเดีย) บาทหลวงเดอ ซัวซีย์ระบุว่า "ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเขาจะได้มา (ประเทศฝรั่งเศส) เพราะเมื่อแปดวันมานี้เอง มีผู้ยื่นฎีการ้องกล่าวโทษเขาต่อพระเจ้าแผ่นดิน (บาทหลวงเดอ ชัวซีย์ , จดหมายเหตุรายวันการเดินทางไปสู่สยามประเทศ, สันต์ ท. โกมลบุตร แปลและเรียบเรียง (กรุงเทพฯ : ก้าวหน้า, ๒๕๑๖) หน้า ๔๔๐, ๕๑๒, ๕๓๘) อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่ที่ฝรั่งเศสนั้น ม. ด็องโน เดอ วีเชส์ ผู้จดจดหมายเหตุระบุว่า "ที่จริงท่านยังหนุ่มมากอยู่ ความสามารถยังมิได้ปรากฏขึ้นที่ไหน แต่อาศัยที่บิดาของท่านเคยเป็นราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีที่พระราชสำนักโปรตุเกสมาแล้ว จึงนับเป็นเหมือนว่าท่านเป็นเชื้อชาติราชทูต พระเจ้ากรุงสยามจึงทรงแต่งตั้งให้เป็นตรีทูตมาเพื่อดูแลการงานเมือง คล้ายๆกับให้มาฝึกซ้อมใจให้เป็นราชทูตตามตระกูลต่อไปข้างหน้า (ด็องโน เดอ วิเชส์, วรรณกรรม ฟ. ฮีแลร์ พระยาโกษาปานไปฝรั่งเศส, เจษฎาจารย์ ฟ. ฮีแลร์ แปล (กรุงเทพฯ : โรงเรียนอัสสัมชัญกรุงเทพ, ๒๕๔๐), หน้า๒๒๙) บันทึกของ ม. เดอ ลาลูแบร์ ได้ให้รายละเอียดบทบาทของตรีทูตผู้นี้เมื่อกลับจากฝรั่งเศสว่า พระนารายณ์มีประสงค์อย่างแรงกล้าที่จะทรงทราบพงศาวดารโลก ยิ่งเป็นเรื่องพระราชประวัติของพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ แล้วยิ่งเป็นที่โปรดปราน เมื่อออกขุนวิสารวาจากลับจากฝรั่งเศส ต้องมีหน้าที่อ่านพงศาวดารถวาย และที่ทรงโปรดปรานมากที่สุดในเวลานั้นคือ รายงานของราชทูตสยามว่าด้วยประเทศฝรั่งเศส (เรื่องเดียวกัน หน้า ๒๔๙)

พี่ชายของขุนศรีวิสารวาจาในละครบุพเพสันนิวาสคือ ศรีปราชญ์ !
ทว่า เป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างขวางว่า "ศรีปราชญ์"ไม่มีตัวตนจริง และไม่ได้แต่ง"กำสรวลศรีปราชญ์" คอลัมน์ "สยามประเทศไทย" สุจิตต์ วงษ์เทศ เคยกล่าวว่า
"พ. ณ ประมวญมารค (หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี) ว่า ศรีปราชญ์ไม่ได้แต่งกำสรวลศรีปราชญ์ ทรงมีพระนิพนธ์เป็นหนังสือเล่มโต พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ มีความตอนหนึ่งโดยสรุปว่า
"ข้าพเจ้าจะแสดงจากตัวบทกำสรวญว่าปฏิภาณกวีในสมัยพระนารายณ์ ที่เรารู้จักกันว่าศรีปราชญ์ มิได้แต่งนิราศที่เรารู้จักกันว่ากำสรวญศรีปราชญ์"
พ. ณ ประมวญมารค เรียกชื่อวรรณคดีนี้ว่า กำสรวลสมุทร (ตามชื่อในจินดามณี) แทนชื่อเรียกผิดๆ ว่า กำสรวลศรีปราชญ์ โดยมีพยานหลักฐาน และลักษณะกวีวรโวหาร ฉันทลักษณ์ รวมถึงประวัติศาสตร์โบราณคดีที่กรุงศรีอยุธยา สอดคล้องกันว่า กำสรวล เป็นพระราชนิพนธ์ใน สมเด็จพระบรมราชาธิราช (โอรสสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ)
หลังทำพจนานุกรมฉบับมติชนเสร็จแล้ว ผมเลยอาราธนาอาจารย์ ล้อม เพ็งแก้ว และคณะ ช่วยเอาเวลาว่างๆ ชำระกำสรวลสมุทรขึ้นใหม่อีกครั้ง เสร็จแล้วได้พิมพ์เป็นเล่มให้ชื่อ กำสรวลสมุทร หรือ กำสรวลศรีปราชญ์ เป็นพระราชนิพนธ์ยุคต้นกรุงศรีอยุธยา โดยสรุปว่า "ศรีปราชญ์" ไม่มีตัวตนจริง และไม่ได้แต่ง "กำสรวลศรีปราชญ์" โดยรวบรวมเอกสารที่เป็นพยานหลักฐานเกี่ยวข้องมาพิมพ์รวมไว้หมด"


กำลังโหลดความคิดเห็น...