xs
xsm
sm
md
lg

เงาอาถรรพ์ ตอนที่ 22

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เงาอาถรรพ์ ตอน 22 ร่าง 3

บทประพันธ์ : พลอยฝน
บทโทรทัศน์ : Once House

วันหนึ่งเมื่อในอดีต เที่ยงนั่งอยู่หน้าบ้านเช่า เขียนกลอนเนื้อเพลงร้องตะลุงลงกระดาษมาพักใหญ่ แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจ เขาขยำกระดาษทิ้งหลายครั้ง คงเพราะจิตใจอันว้าวุ่นขุ่นมัวนั่นเอง จู่ๆ เที่ยงลุกพรวดขึ้นเดินไปหาสร้อยพีเพื่อคุยเรื่องค้างคาใจ

“สร้อยพี พี่มีเรื่องจะคุยด้วยหน่อย”
“เเต่ฉันไม่อยากคุยกับพี่”
พร้อมกับว่าสร้อยพีลุกยืนหันหลังเดินหนีไม่สนใจฟัง เที่ยงพูดขึ้นอีกว่า
“พี่อยากให้สร้อยพีเข้าใจพีเรื่องพี่กับคุณมาลี”
สร้อยพีหยุดชะงัก หันกลับมาหาเที่ยง
“เรื่องที่พี่ต้องแต่งงานกับมัน เพราะเป็นเเผนของมันอย่างนั้นน่ะเหรอ”
“ไม่ใช่นะสร้อยพี เธอเข้าใจผิดเเล้ว”
สร้อยพีมองหน้าเที่ยงด้วยความคับแค้นใจ และเสียใจ
“ไม่ว่าเหตุมันจะเกิดจากอะไร เเต่พี่ก็ดีใจที่ได้เเต่ง งานกับมันใช่ไหมละ”
“สร้อยพี หยุดพูดจาเเบบนี้นะ”
เที่ยงเริ่มระงับอารมณ์ไม่อยู่ ตะคอกใส่เธออีกครั้ง สร้อยพีน้อยใจ เกือบจะร้องไห้ออกมา
“อีมาลีมันทำให้พี่เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เลยเหรอ”
เที่ยงควบคุมอารมณ์ตัวเองให้เย็นลง ยื่นห่อกระดาษให้สร้อยพี
“สร้อยพี พี่ตัดชุดสวยมาให้สร้อยพีด้วยนะ”
สร้อยพีหูดับไปแล้ว คว้าห่อกระดาษนั้นปาใส่เที่ยงเต็มแรง ห่อกระดาษขาดตกพื้นเห็นชุดสวยหล่นออกมา สร้อยพีเห็นแต่ก็ยังเดือดอยู่ เที่ยงก้มลงเก็บชุดขึ้นมาปัดฝุ่น ด้วยความเสียใจ
สร้อยพีเตรียมขยับหนี เที่ยงจะเดินตามไปง้อ แต่จู่ๆ กิ่ง บ่าวจากบ้านใหญ่ก็ปรี่เข้ามาหาเที่ยง
“นายเที่ยง อยู่ตรงนี้นี่เอง ท่านโสภณให้มาตาม”
สร้อยพีหันขวับมาเมื่อได้ยินว่าเป็นคนจากเรือนคหบดี
“เอ่อ...ว่าอย่างไรรึ”
“ท่านโสภณมีธุระสำคัญจะคุยกับเอ็ง รีบตามข้ามาเร็วเข้าสิ”
สร้อยพีมองดูว่าเที่ยงจะตัดสินใจยังไง
“คือ เดี๋ยวกระผมตามไปได้ไหมขอรับ”
“ไม่ได้ๆ นี่ท่านโสภณออกปากให้ฉันมาตามนายเที่ยงเองเลยนะ อย่ามัวเสียเวลากันอยู่เลย”
เที่ยงยังคงอิดออด เพราะเป็นห่วงสร้อยพี
กิ่งเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าสร้อยพียืนอยู่ด้วย จึงรู้ว่าเที่ยงไม่ยอมไปเพราะคุยกับสร้อยพีอยู่
“สร้อยพี ข้าขอยืมตัวนายเที่ยงไปก่อนนะ ไว้ค่อยคุยกันต่อหลังจากเสร็จธุระท่านโสภณเเล้วกัน”
เห็นเที่ยงอ้ำอึ้ง อึกอัก ไม่ยอมตัดสินใจที่จะอยู่คุยกับตน แถมกิ่งยังเร่งเร้าทำเหมือนกับว่าเรื่องของเธอไม่สำคัญ สร้อยพีจึงระเบิดอารมณ์ออกมา
“ไปเลย ตามกันไปอยู่บ้านใหญ่เลย พี่มันลืมทุกอย่างหมดแล้ว”
ว่าแล้วสร้อยพีก็วิ่งออกไป
“สร้อยพี”
“มัวอ้ำอึ้งอะไรอยู่ล่ะนายเที่ยง เร็วเข้า”
เที่ยงจำใจต้องไปกับกิ่ง

มณฑา และ มารศรี เดินตามกันเข้ามาลงนั่งที่เก้าอี้ในห้องรับเเขก มณฑาเห็นทนายประจำตระกูลนั่งรออยู่แล้ว ทำให้รู้ได้ว่าวันนี้คุณพ่อต้องเรียกมาคุยเรื่องมรดกเป็นแน่
“สวัสดีค่ะ คุณทนาย วันนี้คงมีเรื่องดีๆ สินะคะ” มณฑายิ้มทัก
“ยังไงเดี๋ยวให้ท่านโสภณชี้เเจง ด้วยตัวเองเเล้วกันนะครับ” ทนายว่า
ไม่นานนักมาลีก็เดินตามเข้ามาติดๆ สองสาวเปลี่ยนท่าที จากที่คุยเล่นอารมณ์ดีอยู่กับทนาย มาเป็นมองมาลีด้วยหางตา
“คุณพ่อเชิญเธอมาฟังด้วยเหรอมาลี” มารศรี ถามเสียงขุ่น
“ค่ะ” มาลีตอบขณะนั่งลง
มารศรียิ้มเยาะ “ลูกนอกสมรสอย่างเธอคงไม่ต้องคาดหวังอะไรหรอกนะมาลี เดี๋ยวจะผิดหวังเสียเปล่าๆ”
“ฉันไม่ได้อยากได้อะไรของคุณพ่ออยู่เเล้วค่ะ” มาลีบอกเสียงเรียบดังเดิม
มารศรียิ้มเยาะ “งั้นก็ดีเเล้ว”
คหบดีโสภณเดินเข้ามาในห้อง ลงนั่งตรงกลาง ทนายไหว้ทักนอบน้อม ทุกคนอยู่ในท่าทีอันสำรวม
“ลูกๆ มาพร้อมหน้าพร้อมตากันเเล้ว งั้นเริ่มเลยนะคุณทนาย”
“ขอรับ”
“พ่อให้คุณทนายจัดการเรื่องเเบ่งทรัพย์สินให้กับลูกๆ ทุกคนเมื่อวันก่อน เพราะพ่อเองก็แก่ใกล้วัยเกษียณเต็มที จึงเหมาะเเก่เวลาเเล้ว”
ทนายเสริมว่า “โดยทรัพย์สมบัติที่คุณโสภณได้จัดสรรเอาไว้นั้น ประกอบด้วย กิจการท่าเรือทั้งหมด ทั้งในส่วนของกิจการท่าเรือ เเละ การขนส่งทางน้ำ ทั้งระบบ โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูเเลกิจการนี้ได้แก่...”
มณฑายิ้มในสีหน้า รู้ตัวอยู่เเล้วว่าต้องเป็นหล่อนเเน่ๆ
“คุณมณฑา”
สิ้นคำของทนายมารศรีก็ปรบมือดีใจกับพี่สาวจนออกนอกหน้า ท่านโสภณกับมณฑามองท่าทีไม่สำรวมของมารศรี จนทำให้เธอหยุดปรบมือ ท่านโสภณเสริมขึ้นว่า
“พ่อจะให้มณฑาดูเเลในส่วนใหญ่ๆ ลูกเรียนรู้งานระบบกับพ่ออยู่หลายปี หวังว่ากิจการนี้จะไม่ใช่ภาระของลูกนะ”
มณฑายิ้มกว้าง “อย่าพูดว่าเป็นภาระเลยค่ะคุณพ่อ ลูกเองก็รักกิจการนี้ไม่ต่างจากคุณพ่อ ลูกต้องขอบคุณคุณพ่อด้วยซ้ำที่ไว้ใจให้ลูกดูเเลต่อค่ะ”
ท่านโสภณพยักหน้า ยิ้มให้มณฑาด้วยความภาคภูมิใจ ก่อนจะหันมาทางธิดาคนกลาง
“ส่วนลูกนะ มารศรี”
“ค่ะ คุณพ่อ”
“พ่อจะให้ลูกช่วยพี่มณฑา ดูเเลในส่วนของบัญชีทั้งหมด โดยที่ต้องไปเรียนรู้งานเพิ่มกับคุณสวัสดิ์ ที่สำนักงาน นะ”
มารศรีกระดี๊กระด๊า ดีใจจนออกนอกหน้า
“จริงหรอคะคุณพ่อ ยินดีค่ะ มารศรียินดีเรียนรู้งาน ขอเเค่ได้ดูเเลกิจการของคุณพ่อ มารศรีก็ดีใจเเล้วค่ะ”
“เเล้วอย่าเกเรล่ะ เชื่อฟังตั้งใจเรียนรู้งานด้วย หมดเวลาเล่นไปวันๆ แล้วนะมารศรี”
“ค่ะ คุณพ่อ”
มารศรีลอบเบะปากใส่มาลีที่ยังไม่ได้อะไร
“เอาละ ว่ากันต่อเถอะ คุณทนาย”
“ขอรับ ในส่วนที่สอง นั้นคือบ้านหลังนี้ ที่คุณโสภณเองก็ได้กำหนดไว้ในพินัยกรรมเรียบร้อยเเล้ว”
มณฑามองหน้ามาลี ลุ้นจัด ขออย่าให้ตกเป็นของมาลีเลย มารศรีเองก็ลุ้นหนัก ภาวนาขอให้เป็นชื่อตัวเอง
“บ้านหลังนี้เป็นชื่อของ คุณมณฑา เเละ คุณมารศรีครับ”
มณฑายิ้มมุมปาก ดีใจที่ไม่ได้ยินชื่อมาลี ส่วนมารศรีดีใจสุดขีดจนร้องกรี๊ดออกมา
“แอร๊ย พี่มณฑาในที่สุดบ้านก็เป็นของเรานะคะ ใครที่ขวางหู ขวางตา ก็ไล่ออกไปให้หมดแล้วซินะ”
“สำรวมหน่อยมารศรี”
ท่านโสภณมองดุมารศรีที่ดีใจออกหน้าเกินงาม ก่อนจะหันไปทางมาลีนั่งฟังเฉยๆ โดยไม่ได้ติดใจอะไร
“มาลี ไม่น้อยใจพ่อใช่ไหม”
“ไม่ค่ะคุณพ่อ”
“มณฑา มารศรีเป็นพี่สาวตามศักดิ์เเละใช้นามสกุลของพ่อ เรื่องดูเเลกิจการหรือบ้านหลังใหญ่ พ่อเห็นสมควรเเล้วว่าต้องเป็นมณฑา มารศรี” ท่านโสภณกล่าวกับธิดาคนเล็ก
“ลูกเข้าใจเเละยอมรับในการตัดสินใจของคุณพ่อค่ะ”
“มาลี ไม่เคยทำให้พ่อผิดหวังเลยจริงๆ”
มณฑา กับ มารศรี มองหมั่นไส้มาลี

จังหวะนี้เองกิ่งก็นำเที่ยงเดินเข้ามา มณฑาหน้าตึงเมื่อมองไปเห็น
“มาทำอะไรที่นี่นายเที่ยง”
ท่านโสภณบอกทันทีว่า “พ่อเรียกนายเที่ยงมาเอง”
“พ่อให้ไอ้บ้านนอกนี้เข้ามาทำไม” มณฑาไม่พอใจมาก
“ใช่ค่ะคุณพ่อ เรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวนะคะ” มารศรีว่า
“ก็นายเที่ยงกำลังจะเข้ามาเป็นคนในครอบครัวของเรายังไงล่ะ” ท่านโสภณบอก
“อย่าบอกนะคะ ว่าคุณพ่อจะยกอะไรให้มัน”
ท่านโสภณไม่สนใจฟังมณฑา สะกิดให้ทนายเข้าเรื่องต่อ
“นอกเหนือจากกิจการท่าเรือเเล้วนั้น คุณโสภณยังมีกิจการบ้านเช่าเรือนเเถว...”
มารศรีมองหน้ามณฑา รู้เเล้วว่าที่ดินแปลงนั้นพ่อต้องยกให้มาลีเเน่ มณฑากำมือเเน่น ท่านโสภณพยักหน้าให้ทนาย
“มาเดี๋ยวผมบอกลูกๆ เอง”
“ครับ”
“กิจการบ้านเช่าเรือนเเถว พ่อขอยกให้มาลีเป็นคนดูเเลกิจการทั้งหมด โดยฉันหวังว่า นายเที่ยงจะช่วยสนับสนุนกิจการนี้ของมาลีนะ หวังว่าคงไม่หนักหนาเกินไปนะนายเที่ยง”
เที่ยงตกใจเมื่อได้ยินรีบปฏิเสธทันควัน
“กระผมคิดว่าไม่เหมาะสมขอรับ มันอาจของมีค่าชิ้นใหญ่เกินไปสำหรับกระผม ขออนุญาติไม่รับไว้นะขอรับ”
“ฉันให้นายคนเดียวที่ไหนกัน ฉันให้นายช่วยมาลีดูเเล ในฐานะสามีภรรยาที่ต้องเกื้อกูลกัน นายทำได้ไหม”
มณฑาทักท้วงขึ้นว่า “ก็ถูกของนายเที่ยงนะคุณพ่อ มันเป็นของมีค่าที่ชิ้นใหญ่เกินไปสำหรับมาลีกับนายเที่ยง มาลีไม่มีประสบการณ์ในการดูเเลกิจการเลยด้วยซ้ำ เกิดขาดทุนขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบล่ะคะ”
“ขาดทุนรึ ก็น่าคิดว่า ว่าลูกคนไหนนะ น่าจะทำขาดทุนกว่ากัน” ท่านโสภณเปรยขึ้น
มารศรีหน้างอ “เอ้า คุณพ่อคะ”
“หมดเรื่องเเล้วใช่ไหมคะคุณพ่อ มณฑาจะได้ขอตัว”
มณฑาลุกเดินเฉียดจวนเจียนจะเหยียบมือเที่ยงที่นั่งอยู่กับพื้น โสภณมองตามไปด้วยความเหนื่อยใจ

กลับขึ้นห้องมา มารศรีโมโหไม่หาย คว้ากระดาษที่อยู่ตรงหน้ามาฉีกระบายอารมณ์
“อะไรๆ ก็ประเคนให้ ถึงมันจะน้อยกว่าเรา แต่จริงๆ มันไม่ควรได้ด้วยซ้ำ พี่ว่ามั้ย”
“จริงของเธอมารศรี แต่เรือนแถวไม้กระจอกๆ มันจะราคาซักเท่าไหร่เชียว ถ้ายิ่งโดนไฟเผาเนี่ย คงจะหมดค่าหมดราคาเลยทีเดียว”
มารศรีหันมามองหน้าพี่สาว
“พี่มณฑาอย่าบอกนะว่า…”
“คิดดูดีๆ เรื่องนี้ก็น่าสนุกดีเหมือนกัน”
“สนุกยังไงเหรอพี่มณฑา”
“เธอลืมไปเเล้วหรอว่า เราจ้างไอ้โจรสองคนนั้นไปเผาบ้านเช่าตะลุง คราวนี้ไม่ใช่เเค่คณะตะลุงไม่มีที่อยู่เเต่หมายถึงกิจการของอีนังมาลีด้วย” มณฑาพูดด้วยสีหน้าสะใจ
“ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัวจริงๆ เลยนะคะ”
มณฑาเเละมารศรียิ้มเยาะใส่กัน สะใจเเผนการณ์ของตัวเอง
“เธอไปจัดการได้เลยนะ เเล้วอย่าลืมกำชับไอ้พวกนั้น ว่าอย่าให้เรื่องสาวมาถึงพวกเราได้ ไม่งั้นมันไม่รอดคุกเเน่”
“ค่ะพี่มณฑา”

เที่ยงตามมาลีเข้ามาในห้องหนังสือ มาลีเหมือนอยากจะหาหนังสืออ่าน เพื่อคลายความเครียดในใจของเธอ ทั้งสองเพิ่งได้อยู่กันลำพังเป็นครั้งแรก หลังเหตุการณ์ที่ท่านโสภณตัดสินใจให้แต่งงานกัน
มาลีเจอเล่มที่ถูกใจแต่เอื้อมไม่ถึง ต้องเขย่งเท้าหยิบ จนเสียหลักซวนเซจะล้มลง เที่ยงถลาเข้ามารับไว้ ทั้งสองได้อยู่ใกล้ในระยะประชิดเเละได้สบตากันจังๆ ต่างคนต่างอัดอั้นในใจเพราะปัญหารุมเร้า มาลีน้ำตาไหลรินออกมาโดยไม่รู้ตัว เที่ยงยกมือขึ้นใช้นิ้วปาดเช็ดน้ำตาให้
“กระผมอยู่ตรงนี้เเล้ว คุณมาลีเป็นอะไรบอกผมได้นะขอรับ”
มาลีเงียบไป นิ่งคิดก่อนจะพูดออกมา
“เรื่องงานเเต่งของเรา”
“คุณคงลำบากใจจากเรื่องวันนี้”
“จริงๆ เเล้วเรื่องคุณพ่อ เราก็คงไปเปลี่ยนความคิดท่านไม่ได้ คุณพ่อท่านคงตั้งใจไว้อยู่แล้ว...”
เที่ยงคิดตาม พอรู้ “งั้นก็คงเป็นเรื่อง คุณมณฑา คุณมารศรี”
มาลีนิ่งไป เที่ยงจึงพูดปลอบ
“ไม่เป็นไรหรอกนะขอรับ ทั้งสองคนก็ได้ของไปไม่น้อย ให้เวลาซักพักนึงก็คงอารมณ์เบาลง”
“ฉันเข้าใจเรื่องนั้นดี”
เที่ยงเห็นสีหน้าคนรักยังไม่คลายกังวล
“เเล้วเรื่องอะไรที่คุณมาลีกังวลใจอยู่เหรอขอรับ”
มาลีเงียบไปอีกครั้ง
“สร้อยพีเหรอ”
บรรยากาศเงียบงัน
“อืม...”
“ทำไมขอรับ สร้อยพีมาทำร้ายคุณมาลีอีกเเล้วเหรอหรือ เธอพูดอะไรให้คุณกังวลใจใช่มั้ยครับ”
เที่ยงถามด้วยความเป็นห่วง จับเเขนมาลีขึ้นมาดูว่ามีรอยช้ำอะไรอีกไหม
“ไม่หรอก ฉันเป็นห่วงความรู้สึกของสร้อยพี ฉันเองเคยคิดว่าจะห่างกับเธอ เพื่อสร้อยพี...”
เที่ยงใจหาย “คุณมาลี”
“ฉันคิดว่า...เรื่องนี้น่าจะมีทางออกที่ตรงไปตรงมากว่านั้นนะเที่ยง”
เที่ยงเลยเป็นฝ่ายเงียบบ้าง
“ฉันเข้าใจว่าเที่ยงเป็นคนพูดน้อย เพราะเที่ยงกลัว กลัวว่าคำพูดของเที่ยงจะไปมีผลต่อความรู้สึกคนที่ฟัง”
“อืม...ขอรับ”
“ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดี หรือ ไม่ดี เที่ยงก็มักจะไม่กล้าพูดอยู่ดีแต่สำหรับสร้อยพี ฉันว่าเที่ยงควรจะอธิบายในทุกๆ เรื่องให้เธอเข้าใจคำพูดของเที่ยง ที่มาจากความรู้สึกจริงที่อยู่ในใจ”
เที่ยงกุมมือมาลีเอาไว้
“ขอรับ เรื่องที่คุณมาลีพูดทั้งหมด ผมเองก็นึกถึงเสมอ แต่ไอ้ความเป็นตัวผมเองนี่ แหละที่ทำให้ผมก้าวข้ามความกลัวนี้ไม่ได้”
“เที่ยง”
“ขอบคุณคุณมาลีนะขอรับ ผมนี่มันแย่จริงๆ เกือบจะละเลยความรู้สึกของสร้อยพี ทั้งๆ ที่ สร้อยพีเองไม่เคยคิดร้ายต่อผมเลยซักครั้ง”
แววตาของเที่ยงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นมาดหมาย

เที่ยงกลับมาบ้านพักแต่ไม่เจอใคร จนพยอมเดินเข้ามายื่นห่อกระดาษชุดสร้อยพีคืนให้
“อ่ะ พี่เที่ยง ฉันเก็บไว้ให้ ชุดสวยดีนะ ทำให้สร้อยพีรึ”
เที่ยงไม่ตอบ ถามถึงสร้อยพี
“เเล้วสร้อยพีอยู่ไหนล่ะ พยอม”
“อยู่ในห้องจ้ะ...”
พยอมยังพูดไม่ทันจบคำดี เที่ยงก็พุ่งไปทางห้องสร้อยพี พยอมต้องดึงเเขนไว้
“พี่เที่ยงอย่าเพิ่งเข้าไปเลยนะ ตอนนี้สร้อยพีมันอยากอยู่คนเดียว พี่เที่ยงไปทำอะไรสร้อยพีมันเหรอ มันถึงได้โกรธขนาดนี้”
“ก็ เป็นเรื่องที่ฉันกำลังจะเเต่งงาน”
“ว่าเเล้วเชียว”
“พยอมรู้อยู่เเล้วหรอ ว่าสร้อยพีคิดยังไงกับฉัน”
“ฉันคงต้องถามพี่เที่ยงมากกว่า ว่าไม่รู้เลยรึ ในเมื่อสร้อยพีมันทั้งรักทั้งห่วงพี่เที่ยงขนาดนั้น”
“ฉันก็รักเเละห่วงสร้อยพี...เหมือนกัน” เที่ยงพูดเสียงเบาหวิวในตอนท้าย
“ฉันว่าไม่เหมือนกันนะพี่เที่ยง”
“จริงของพยอม รักของเราไม่เหมือนกัน”
พยอมไม่พูดอะไร ได้เเต่พยักหน้าเข้าใจความรู้สึกของเที่ยง
“เเล้วพี่เที่ยงจะทำอย่างไรต่อ”
“พยอมนัดให้สร้อยพีให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับสร้อยพี”
“เอาละ เห็นเเก่สร้อยพี ฉันจะช่วยเต็มที่”
เที่ยงยิ้มได้ “ขอบใจพยอม”
พยอมหยิบห่อกระดาษชุดสวยมาไว้กับตัว
“งั้น ฉันขอเอาชุดกลับไปให้สร้อยพีนะ”
เที่ยงยิ้มเชิงขอบคุณพยอม
“ขอบใจมากนะพยอม เเต่ถ้าสร้อยพีไม่อยากใส่ก็ไม่ต้องบังคับเธอนะ”
“ฉันจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ก็เเล้วกัน”

พยอมเคาะประตูห้องสร้อยพีร้องเรียก
“สร้อยพีๆ” สร้อยพีเปิดประตูเเเง้มหน้ามาดู เห็นเป็นพยอมถือห่อกระดาษในมือ
“นี่อะไร”
“ขอเข้าไปเล่าข้างในได้ไหม”
สร้อยพีเปิดประตูให้ พยอมเข้ามาในห้องคลี่ห่อกระดาษออกเห็นเป็นชุดลูกไม้สีเลือดหมูอยู่ภายใน
“ชุดของเธอสร้อยพี ที่จะใส่ในวันแสดงที่กระทรวง ชุดสวยมากเลยนะ”
สร้อยพีพยักหน้ารับ
“ไม่ลองจับดูรึ”
สร้อยพีรับชุดนั้นไปไว้ในมือ พยอมมองตาม
“พี่เที่ยงเป็นคนจัดหาชุดนี้มาให้แกนะสร้อยพี”
สร้อยพีนึกได้ว่าตนปาห่อผ้านี้ใส่เที่ยงจนตกพื้น เมื่อเห็นชุดสวยชัดๆ สร้อยพีก็รู้สึกสะเทือนใจ
“พี่เที่ยงอยากจะขอโอกาสคุยอะไรบางอย่างกับแกหน่อย ฉันว่า ถ้าแกยังเห็นถึงความหวังดีของพี่เที่ยง ลองให้โอกาสเค้าซะหน่อยมั้ย”
พยอมเริ่มหนักใจ เพราะสร้อยพีเอาแต่เงียบ แต่แล้วก็ยิ้มออกมาได้ เมื่อสร้อยพีทำลายความเงียบขึ้นว่า
“พี่เที่ยงจะให้ไปเจอที่ไหน”

สร้อยพีแต่งชุดปาเต๊ะแสนสวยที่เที่ยงให้ และมายืนรอตามนัดแต่เช้า ใจหนึ่งก็อดกังวลไม่ได้ว่าจะต้องเจอเรื่องอะไรแย่ๆ อีกไหม จังหวะหนึ่งมีเสียงคล้ายฝีเท้าผู้ชายเดินมาใกล้ๆ สร้อยพีดีใจรีบเดินไปดู แต่ก็เป็นแค่คนสัญจรผ่านมาเฉยๆ สร้อยพีได้แต่เฝ้ารอไม่ไปไหน แม้จะผิดเวลานัดไปมากแล้ว

เที่ยงเร่งฝีเท้าเพื่อไปหาสร้อยพีตามที่นัดไว้ และเขาได้เตรียมคำพูดปลอบใจสร้อยพีมาเป็นอย่างดี แต่ยังไม่ทันถึง ก็มีตำรวจสองคนเข้าถึงตัวก่อน
“ใช่นายเที่ยงที่อยู่คณะหนังตะลุงหรือเปล่า”
“ขอรับๆ”
“นายถูกจับแล้ว ไปโรงพัก” ตำรวจสองคนเข้ามาคุมตัวเที่ยง
เที่ยงตกใจ “เดี๋ยวๆ กระผมไม่เคยทำผิดอะไรนี่ขอรับ”
“นายเปิดแสดงมหรสพโดยไม่มีใบอนุญาตแสดง มีความผิดนโยบายของท่านผู้นำ นายรู้เรื่องนโยบายนี้ใช่มั้ย นโยบายที่จะปฏิรูปให้ประเทศเทียบเท่านานาประเทศ”
“ขอรับ แต่ผมขอไปทำธุระให้เสร็จก่อน แล้วจะไปอธิบายที่โรงพักให้นะขอรับ” เที่ยงพยายามขอร้องดีๆ
“ไม่ได้ ต้องไปกับพวกเราเดี๋ยวนี้”
“ขอโอกาสผมเถอะขอรับ ผมมีนัดกับคนสำคัญไว้ ถ้าผมไม่ไปตามนัด คนๆ นั้นจะเสียใจแน่นอน”
ตำรวจไม่สนใจคุมตัวเที่ยงพาตัวย้อนกลับไปทางโรงพัก
“เดี๋ยวขอรับ ถ้าทางการจะว่าผมผิดก็ได้ แต่ผมต้องหาสร้อยพีก่อน ปล่อยผมไปเถอะขอรับ”
ตำรวจคุมตัวเที่ยงเดินผ่านมณฑา กับ มารศรี ที่แอบมองอยู่ด้วยความสะใจ

จากเช้าจนล่วงเข้าบ่ายคล้อย สร้อยพีโกรธและผิดหวังที่เที่ยงผิดนัด เธอหยิบก้อนหินปาลงไปในน้ำหลายครั้ง เพื่อระบายความสับสนในใจ จนมีป้าคนหนึ่งเดินย้อนกลับมาเห็น
“แม่หนูๆ รอใครรึ ป้าเห็นแต่เช้าแล้วเนี่ย”
“เปล่าจ้ะป้า”
“งั้นรึ”
ป้าเดินจากไป ทิ้งสร้อยพีให้ยืนหงุดหงิดอยู่เพียงลำพัง
“พี่เที่ยง พี่กลายเป็นคนหลอกลวงไปแล้วใช่มั้ย”
สร้อยพีจับตัวเสื้อเเล้วขยำๆ ชายเสื้อด้วยความโกรธ
“เสื้อตัวนี้ มันก็เป็นแค่คำหลอกลวงของพี่ ไม่มีความหมายอะไรทั้งนั้น ฉันจะไม่เชื่อพี่อีกแล้ว”
สร้อยพีโมโหจนน้ำตาไหล แล้วได้ยินเสียงชาวบ้านสองคนคุยกันว่าเกิดไฟไหม้ขึ้น
“ไฟไหม้ๆ ไปช่วยกันดับไฟเร็ว”
ชาวบ้านอีกคนถาม “ไหม้แถวไหนน่ะ”
“บ้านเช่าเจ้าสัวโสภณน่ะสิ”
สร้อยพีได้ยินก็ตกใจ รีบวิ่งกลับไปที่บ้านเช่าโดยเร็ว

ฝ่ายเที่ยงถูกตำรวจคุมตัวมาถึงบริเวณโรงพักแล้ว มีชาวบ้านแถวนั้นมาแจ้งว่าไฟไหม้แถวบ้านเช่าของท่านโสภณ
“คุณตำรวจ ไฟไหม้ๆ ที่ตลาดคุณโสภณ ลามจะทั่วทั้งย่านแล้ว ไฟโหมแรงมาก รีบไปดูกันเร็ว พวกบ้านเช่าตอนนี้หนีกันวุ่นวายไปหมดแล้ว”
มณฑา กับ มารศรี ตามมาแอบดูอยู่ข้างๆ โรงพัก สองพี่น้องใจชั่วมองหน้ากันที่ร้ายแผนสำเร็จผล เที่ยงกระสับกระส่ายเป็นกังวล
“คุณตำรวจขอรับ กระผมขอไปดูไฟไหม้ได้มั้ยขอรับ คณะของกระผมอยู่แถวนั้น”
“ไม่ได้ เดี๋ยวนายหนีไปจะทำยังไง”
“ไม่หนีหรอกขอรับ กระผมขอร้อง พี่น้องผมอยู่ตรงนั้นขอรับ”
ตำรวจยังคงดึงตัวเที่ยงขึ้นไปยังโรงพัก
“ไม่ได้ บอกไม่ได้ก็ไม่ได้ไง เดี๋ยวที่นั่นก็มีคนช่วยกันดับไฟแล้ว”
“ขอกระผมไปเถอะนะขอรับ ตรงนั้นมันเป็นของสำคัญกับพวกกระผมมากนะขอรับ”
เที่ยงพนมมือไหว้ปลกๆ ขอความเห็นใจกับตำรวจ
“ของเหล่านั้นสำคัญมากจริงๆ นะขอรับ มันไม่ได้เป็นแค่ของทำมาหากินนะขอรับคุณตำรวจ ของทุกอย่างตรงนั้น เป็นทั้งครูบาอาจารย์ เป็นทั้งชีวิตของตระกูลของกระผมเลยนะขอรับ ครอบครัวผมทุกคนก็อยู่ตรงนั้น”
ตำรวจเริ่มลังเลใจ
“ผมเคยไปชมตะลุงที่นายเที่ยงแสดงที่บ้านคุณโสภณนะ”
“ขอรับ”
“ผมรับรู้ได้นะว่า ครอบครัวนายเที่ยงมีความตั้งใจที่จะสืบสานวัฒนธรรมแบบไทยเราให้คงอยู่ และอยากจะให้สิ่งนี้อยู่ได้ในวันที่ยุคสมัยเริ่มเปลี่ยนแปลง” ตำรวจถอนหายใจ “เจ็บมือมั้ยนายเที่ยง มาฉันขยับเชือกที่มัดให้”
ทันทีที่เป็นอิสระเที่ยงไหว้ขอบคุณตำรวจแล้วโลดแล่นลัดเลาะไปตามทางอย่างรวดเร็ว มณฑา กับ มารศรี มองตาม แม้จะไม่พอใจแต่ก็สะใจที่ไฟไหม้บ้านเช่าเรียบร้อยแล้ว

ผีสร้อยพีอยู่ในชุดที่เที่ยงให้ไว้ เฝ้ามองเจรมัยที่ผล็อยหลับอยู่บนโซฟาอย่างน่าสงสาร เอื้อมมือไปสัมผัสผมของเขาอย่างเบามือ
“พี่เที่ยง ชุดนี้ที่พี่ให้ มันเป็นตัวแทนคำลวงของพี่ ที่ติดตัวฉันตลอดมา”
จู่ๆ เจรมัยก็ละเมอออกมาว่า
“มะลิ นั่นคุณเหรอ”
ผีสร้อยพีคำรามออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“อีมาลี”
เป็นจังหวะเดียวกับที่จรรยาเดินเข้ามาเรียกเจรมัย
“เจๆ ตื่นได้เเล้วลูก เข้าไปนอนในห้องให้เรียบร้อยไป”
เจรมัยสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา
“อ้าวเเม่ครับ มะลิเป็นยังไงบ้าง”
“ยังหลับอยู่เหมือนเดิมลูก เจเองก็ต้องพักผ่อนบ้างนะ ไปๆ อาบน้ำอาบท่าเเล้วไปนอนพักให้สบายเถอะลูก”
“ไม่เป็นไรครับเเม่ ผมโอเค เดี๋ยวขอตัวขึ้นไปดูมะลิก่อนนะครับ”
เจรมัยขึ้นชั้นบนไป
สร้อยพีมองตามจรรยา หวนนึกถึงตอนที่จรรยายื่นตัวตอกตะลุงให้หมอพีทไปแล้วยิ่งแค้น ดวงตากลายเป็นสีขาวโพลนไร้ตาดำ ก่อนที่ร่างจะจางหายกลายเป็นกระแสลมแรงกระแทกผ่านจรรยาไป

ผีสร้อยพีปรากฏตัวขึ้นในห้องตาเทียบ ประตูห้องถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรงเสียงดังสนั่น
จรรยาได้ยินเสียงนั้น รีบเดินไปดู จนชนเข้ากับจินดาที่มัวแต่เดินหนีมาจากห้องตาเทียบโดยไม่ระวัง!
“ว้าย พี่”
“จินดา ได้ยินเสียงประตูมั้ย ไปดูกัน”
“ไม่เอาพี่อย่าไปเลย”
“ทำไมล่ะ”
“ฉันกลัว”
“งั้นพี่ไปเอง”
“พี่ ช่างมันเฮอะ”
แต่พอเห็นจรรยาไม่ฟังคำทัดทาน เดินหุนหันนำออกไปเลย นั่นทำให้จินดาต้องตามไปด้วย
“เสียงออกจะดัง แต่จินดาเธอกลับไม่เอะใจอะไร แปลกไปหรือเปล่า”
“คือฉันกลัว”
“นี่คงไม่มีอะไรหรอก ไปดูให้มันเสร็จๆไปหนะ จะได้ไปดูหนูมะลิต่อ”
“ค่ะ”
ตลอดเวลาที่จรรยากับจินดาเดินคุยกันมา ผีสร้อยพีอยู่ในห้องได้ยินชัดทุกประโยค และเกิดความไม่พอใจมากขึ้น เมื่อจรรยากล่าวถึงมะลิเสมอ
“ดูแลกันดีนักใช่มั้ย เดี๋ยวฉันจะทำให้พวกแกรู้ว่า แกควรจะดูแลใคร”
ยังไม่ทันจะถึงประตู จู่ๆ ก็มีกระแสลมประหลาดกรรโชกมากระทบร่างสองพี่น้องวูบใหญ่ ต่างคนต่างชะงักมองหน้ากันท่าทีหวาดกลัว จินดารีบฉุดดึงจรรยาพากันวิ่งหนีห่างออกมาโดยเร็ว คราวนี้จรรยาไม่ขัดขืนใดๆ

เจรมัยได้ยินเสียงวิ่งตึงตังหน้าระเบียงจึงละตัวจากมัลลิกาออกมาดูที่หน้าประตู เห็นจรรยากับจินดา วิ่งย้อนกลับมาทางนี้พอดี
“เป็นอะไร วิ่งหนีอะไรกันมา”
“คือที่ห้องคุณตา มีลมประหลาดน่ะ คิดว่าน่าจะเป็นผีตะลุง” จินดาบอกหน้าตื่นกลัว
“ก็…ไม่เชิงหรอก แต่มันดูไม่ค่อยน่าไว้ใจเท่าไหร่น่ะลูก แต่แม่ว่าไม่มีอะไรหรอก”
ไม่ทันขาดคำ ร่างของสร้อยพีก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังจรรยา เจรมัยกับจินดาตกใจกับภาพที่เห็น มือของผีร้ายจับเข้าที่ท้ายทอยของจรรยา กระชากห่างออกจากเจรมัยอย่างแรง
เจรมัยตกใจสุดขีด “แม่”
“ห่วงกันมากใช่มั้ย รักกันมากใช่มั้ย” ผีร้ายคำราม
จรรยากลัวจับหัวใจ “ช่วยด้วย”
ผีสร้อยพีกุมคอจรรยาบีบแรงขึ้น จินดาพนมมือไหว้ขอร้องให้สร้อยพีปล่อยพี่สาว
“ปล่อยพี่ฉันไปเถอะ จะให้ฉันทำอะไรก็ได้”
ผีสร้อยพีเพียงแค่ปรายตามองไปที่จินดา ร่างจินดาก็ปลิวไปกระแทกเตียงนอนของมัลลิกา ที่ตอนนี้ยังคงหลับไหลอย่างไม่มีวี่แววว่าจะรู้สึกตัว วิญญาณแค้นขยับตัวเข้าไปใกล้ร่างมัลลิกา ในขณะที่มือหนึ่งยังจับคอจรรยาไว้
“พี่เที่ยง รักมันมากใช่มั้ย แล้วแบบนี้พี่จะเลือกรักใคร มันหรือแม่”
“อย่าทำอะไรเลยนะขอร้อง ปล่อยแม่ชั้นเถอะนะ จะให้ชั้นทำอะไรชั้นก็ยอม” เจรมัยขอร้องดีๆ
“ทำอะไรก็ได้เหรอ ดี งั้นไปฆ่านังมาลีซะ”
เจรมัยตกใจ ทำอะไรไม่ถูก
“เร็วสิ ชั้นก็อยากจะรู้เหมือนกัน พี่เที่ยงที่บอกรักนังมาลีมันนักมันหนาเนี่ย จะเลือกใครระหว่างแม่ตัวเองกับนังนั่น”
ในขณะที่เจรมัยลังเลอยู่นั้นเอง ผีสร้อยพีก็บีบคอจรรยาแรงขึ้นๆ

ในระหว่างความเป็นความตายนี้เอง ลุงพัฒน์ จิตรา จิรา และเจนจิรา ก็พากันยกขบวนขึ้นมาชั้นบน หยุดที่หน้าห้อง ลุงพัฒน์พยายามจับที่มาของเสียงและเหตุการณ์
“นี่มันอะไรกัน”
เจรมัยรีบร้องบอก “ลุงอย่าเข้ามา อันตราย”
สร้อยพีเหลียวขวับไปทางประตูอย่างไม่พอใจที่เห็นลุงพัฒน์มาอยู่ที่นี่ด้วย ประตูห้องที่เปิดอยู่กระเเทกปิดอย่างรุนแรง ก่อนที่ลุงพัฒน์จะเดินเข้ามา แรงเหวี่ยงทำเอาชายชราถลาล้มลงที่ระเบียงหน้าห้อง เท่ากับขัง 4 คนไว้ในห้อง
ผีสร้อยพีหันมาทางเจรมัย “ตอบมา จะเลือกแม่ หรือเลือกมัน”
“ผมไม่เลือกใครทั้งนั้น ถ้าคุณจะทำร้ายใคร มาลงที่ผมนี่”
ผีร้ายบีบคอจรรยาเเรงขึ้นจนแทบหายใจไม่ออก
“โอ๊ย”
เจนจิราร้องห้ามดังลั่น “อย่าทำอะไรนะ”
ลุงพัฒน์ได้ยินเสียงร้องของจรรยาก็พอจะเดาเหตุการณ์ได้ พยายามเปิดประตูแต่ก็เปิดไม่ได้
“หยุดนะสร้อยพี อย่าทำอะไรพวกเค้าเลย”
สร้อยพีไม่สนใจฟังที่ลุงพัฒน์ขอร้องแล้ว
“เวลาของพวกมันหมดแล้ว”

หมอพีทเดินผ่านสนามหญ้ามาหยุดมองดูเรือนหลังใหญ่เบื้องหน้า ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมอง พบว่าท้องฟ้าเหนือบ้านตาเทียบยามนี้ถูกปกคลุมด้วยเมฆดำทะมึน บรรยากาศขมุกขมัว หมอพีทยิ้มมุมปาก ด้วยท่าทีคึกคักเมามันส์ และนึกสนุกสุดขีด
“รู้สึกมันส์ยังไงไม่รู้ วันนี้สนุกแน่ อีผีเงา” พร้อมกับว่าหมอพีทหยิบตัวตอกหนังลงอาคมขึ้นมา ยิ้มคึกคะนอง “มะๆ มาเป็นคอลเล็คชั่นของพี่ซะดีๆ เเม่สาวน้อย”
หมอพีทเดินลุยเข้าบ้านไปอย่างมุ่งมั่นมาดหมาย

ผีสร้อยพีคุกคามทุกคนอย่างหนัก เจรมัยพร้อมยอมตายพาทุกคนมาหลบที่ด้านหลังเขา ซึ่งอยู่หน้าเตียงของมัลลิกา
“ทุกคนครับ อยู่ข้างหลังผมไว้”
ในจังหวะนั้นเอง หมอพีทก็เดินมาสมทบตรงหน้าประตูห้อง เห็นลุงพัฒน์พยายามงัดเก้ๆ กังๆ อยู่
“อ้าว ลุงบอด มาๆ ผมช่วย”
หมอพีทจับชายชราออกให้พ้นทาง ลุงพัฒน์รับรู้ได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร
“คุณ หมอผีพีท”
หมอพีทบริกรรมคาถางึมงำ พริบตาเดียว ประตูห้องก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง ผีสร้อยพีหันขวับมามอง เกิดการเผชิญหน้าระหว่างหมอพีทที่มีลุงพัฒน์ยืนอยู่ด้านหลัง กับ ผีสร้อยพี ที่ยืนคุมแค้น คำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด
“มึงอีกแล้ว คราวนี้มึงไม่โชคดีอีกแน่นอน”
พร้อมกับว่าผีสร้อยพีพุ่งไปหาหมอผีคู่ปรับในระยะประชิด
หมอพีทตั้งรับอย่างดี หยิบตัวตอกขึ้นมาบริกรรมคาถา มั่นใจว่านี่คือไม้เด็ดที่จัดการผีเงาตัวร้าย
“มึงจะทำอะไรกู”
หมอพีทซัดตัวตอกเข้าใส่ ตัวตอกปักเข้าที่ช่วงอกผีสร้อยพีกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
“อ๊าย...ไอ้หมอผี มึง”
ผีสร้อยพีถอยห่างออกแล้วรีบหยิบตัวตอกนั้นออกมาดู จำได้แม่นว่านี่คือตัวตอกหนังที่เที่ยงมอบให้มาลี เมื่อในอดีต
“ตัวตอกตะลุงตัวนี้อีกแล้วรึ กูเกลียด เกลียดพวกมึงทุกคน กูจะฆ่าพวกมึงให้หมด”
ผีสร้อยพีกรีดร้องด้วยความโกรธเเค้น สะบัดตัวตอกที่กำลังไหม้มือทิ้ง ตัวตอกตกอยู่ที่มุมหนึ่งของห้อง
หมอพีทจะพุ่งตัวไปหยิบ ผีสร้อยพีใช้มวลควันสีดำเหวี่ยงใส่ หมอผีกระเด็นไปเป็นท่า รีบตะเกียกตะกายไปที่ตัวตอก แต่แล้วผีเงาก็คว้าคอหมอผีไว้ได้ อนิจจา...วาระสุดท้ายของหมอพีทมาถึงแล้ว
ลุงพัฒน์ขยับตัวเข้าไปใกล้สร้อยพี ร้องขอให้วิญญาณแค้นละจากบาป
“หยุดเถอะสร้อยพี สิ่งที่กำลังทำเป็นการสร้างกรรม ความเเค้นมันยิ่งทำให้ไม่มีความสุขนะ หยุดความเเค้นไว้เท่านี้ เเล้วเริ่มต้นใหม่เถอะนะสร้อยพี”
สร้อยพีไม่ฟัง “ไม่ต้องมาโกหก ฉันจะไม่เชื่อใครอีกเเล้ว ตราบใดที่อีมาลีมันยังไม่ตาย ฉันจะไม่มีวันหยุด”
“ฉันไม่อยากให้สร้อยพี ต้องทุกข์ทรมานความรู้สึกนี้เลย ถึงชาตินี้เราจะเป็นแค่คนแปลกหน้ากันแต่สร้อยพีก็รู้อยู่ไม่ใช่รึ ว่าชาติก่อน...เราเป็นสายเลือดเดียวกัน...พ่อ ขอได้มั้ย ลูก”
คำพูดของลุงพัฒน์ทำให้สร้อยพีชะงัก เกิดความลังเล หมอพีทสบช่องรีบร้องขอชีวิตอีกแรง
“ใช่ๆ สร้อยพี ฉันมีวิธีที่จะปลดปล่อยวิญญาณของเธอให้หลุดพ้นจากความเศร้า ปล่อยฉันก่อนสิ เเล้วฉันจะช่วยเธอ”
สร้อยพีคลายมือจากคอหมอพีท แต่แล้วหมอผีคู่ปรับดันไปคว้าตัวตอกมา แล้วขว้างใส่จู่โจมสร้อยพีในระยะประชิด
“อีผีโง่”
ตัวตอกพุ่งใส่ใกล้จะถึงตัวผีสร้อยพีอยู่รอมร่อ แต่แล้ว ลุงพัฒน์ก็มาขวางทางไว้ กลายเป็นตัวตอกแทงทะลุเข้าที่ช่วงอกของลุงพัฒน์จังๆ ชายชราทรุดตัวลง
“คุณจะทำเธอทำไม”
ผีสร้อยพีถึงกับช็อกน้ำตาผีร้ายไหลริน ลุงพัฒน์เจ็บปวดจวนเจียนจะสิ้นสติ หมอพีทพยายามดึงตัวตอกออกจากอกชายชราแต่ลุงพัฒน์ไม่ยอม
“เอาของ มา เอามา”
“ไม่ ผมจะไม่ให้คุณทำร้ายใครอีกแล้ว”
“เอามา...เอามา ไอ้ลุงบ้า”
เจรมัยเห็นดังนั้นก็พุ่งตัวเข้ามาผลักพีทให้พ้นไปจากตัวลุงพัฒน์ แล้วรีบเข้าไปดูอาการ ลุงพัฒน์จวนเจียนจะหมดสติ
ผีสร้อยพีหันมาจับจ้องหมอพีทราวกับจะฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ
หมอพีทรู้ตัวว่าภัยมาถึงตัวแล้ว จึงตัดสินใจวิ่งหนีไปโดยเร็ว ผีสร้อยพีพุ่งตามไปด้วยแรงแค้นหายไปจากห้องมัลลิกา
หมอพีทวิ่งหนีมาจนมุมที่สุดทางเดินในบ้าน โดยมีผีสร้อยพีตามมาปิดบัญชีแค้น

ส่วนทางลุงพัฒน์วูบหมดสติลง ณ ตรงนั้น เจนจิรารีบกดโทรศัพท์หาตำรวจ แต่พบว่าสัญญาณโทรศัพท์ไม่มีขึ้นมาเฉยๆ เจรมัยพยายามเรียกสติลุงพัฒน์
และแล้ววินาทีนั้นเองลุงพัฒน์ก็ได้เข้าไปเห็นฉากชีวิตเมื่อครั้งอดีต ตามที่เคยคาดหวังเอาไว้

โดยในเวลานั้น สร้อยพีวิ่งมาตามเสียงตะโกนโหวกเหวกของผู้คน เมื่อมาถึงก็เห็นชาวบ้านพากันมุงดูอยู่ที่บริเวณหน้าบ้านเช่าชาวคณะตะลุงหลังสุดท้ายของซอย ซึ่งไฟกำลังโหมไหม้อย่างรุนแรง สร้อยพีเห็นพลเมืองดีสองคนพยุงนายโพนออกมา โดยที่ด้านหลังมีพยอมตะโกนเรียกทองกะสนที่อยู่ในบ้านเร่งให้ออกม
“พี่ทอง พี่สน ออกมาเร็ว”
สร้อยพีถลาเข้าไปดูแลพ่อ สมทบกับพยอม
ในขณะที่พลเมืองดีทั้งสองตะโกนบอกคนอื่นๆ ว่า
“ตอนนี้ไฟไหม้ลามไปใหญ่แล้ว รีบไปดูบ้านตัวเองเร็ว พวกแกอย่ามัวมุงกันอยู่ได้”
พลเมืองดี2 บอกสร้อยพีว่า “นี่อีหนู พากันหนีไปลานวัดข้างนอกดีกว่า ตอนนี้ไฟเอาไม่อยู่แล้ว พ่อหนูก็สำลักควัน อยู่ตรงนี้นานเดี๋ยวจะหมดสติพอดี”
จากนั้นพลเมืองดีสองคนก็วิ่งตามชาวบ้านที่วิ่งแตกฮือออกไป

สร้อยพีเป็นห่วงพ่อมาก
“พ่อ...พ่อเป็นไงบ้าง”
พยอมชักเริ่มโมโหที่ทองกะสนยังไม่ออกมาสักที “ไอ้ทอง ไอ้สน ออกมาได้แล้ว”
“สร้อยพีพ่อไม่เป็นไร แล้วเที่ยงล่ะลูก”
สร้อยพีนึกโมโหขึ้นมาอีก “พี่เที่ยงหายไปไหนไม่รู้ตั้งแต่เช้า พ่อเลิกหวังกับพี่เที่ยงดีกว่า พี่เที่ยงเค้าไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว”
นายโพนไม่พูดอะไร
ทันใดนั้น ทองกับสนก็วิ่งหอบเครื่องดนตรีออกมาพะรุงพะรัง มาล้มกองอยู่ข้างๆ ทุกคน
“ไฟโหมแรงมาก เลยเอามาได้แค่นี้” สนบอก
“ข้าได้แค่นี้” ทองชี้ที่เครื่องดนตรีและยกบางอย่างในมือให้ทุกคนดู “แต่ข้าเจอนี่ด้วย ขี้ไต้กับน้ำมันก๊าด”
นายโพนบอกอย่างมั่นใจ “มีคนวางเพลิงพวกเรา”
“ใครจะทำ เราไปทำอะไรใครบาดหมางก็ไม่มี” พยอมว่า

ในความคิดสร้อยพี เกิดเห็นเป็นภาพที่เกี่ยวข้องกับมาลีหลั่งไหลเข้ามาในหัวไม่หยุดหย่อน
เริ่มจากเธอถูกมาลีตบ และเธอตบมาลีในลานตากพริกแห้งของแม่ค้า รวมทั้งเหตุการณ์ตอนมารศรีบอกว่ามาลีคิดไม่ดีกับพวกชาวตะลุง ไม่เท่านั้นเธอเห็นมาลีกับเที่ยงลอบมองหน้ากันหลังงานแสดงตะลุง จนเรื่องราวบาดหมางถึงขั้นสร้อยพีตบหน้ามาลีกลางคฤหาสน์ หลังรู้ว่าโสภณอนุญาต ให้เที่ยงกับมาลีแต่งงานกัน ปิดท้ายด้วยภาพมาลีถือกระป๋องน้ำมันก๊าด

จู่ๆ ชาวบ้านที่อยู่ห้องก็ออกมาตะโกนเรียก
“ช่วยด้วย ไฟลามมาห้องฉันแล้ว ใครก็ได้ช่วยลูกฉันที ลูกฉันติดอยู่ข้างใน”
ทองหันมาทาง พยอม สร้อยพีและนายโพน
“สร้อยพี พาพ่อออกจากตรงนี้เถอะ เดี๋ยวข้าจะไปช่วยคนนั้นก่อน”
สนหันมาบอกพยอม “ใช่ ไปเร็วพยอม พากันไปเจอข้างหน้า ไฟเอาไม่อยู่แล้ว”
“จ้ะๆ ไปอา ไปสร้อยพี”
ทั้งสามคนวิ่งไปด้วยกัน ส่วนทองกับสนแยกไปช่วยชาวบ้านตามเสียงที่ร้องเรียก

ระหว่างทางที่พยอมสร้อยพีและนายโพนเดินกึ่งวิ่งหนีมา มีชาวบ้านวิ่งหนีตายออกมาจากห้องเช่าใครมัน
“ไฟไหม้ พวกเราหนีเร็ว”
“เร็วไฟไหม้มาบ้านนี้แล้ว”
นายโพนจวนจะหมดสติ ทรุดฮวบลงไปในจังหวะหนึ่ง สร้อยพีกับพยอมรีบพยุงขึ้นแล้วออกวิ่งต่อ
จู่ๆ สร้อยพีก็คำรามออกมาด้วยความแค้น
“ทุกอย่างมันต้องเป็นฝีมือของอีมาลี”
“อะไรนะลูก”
“อีมาลีมันเผาทุกอย่าง แต่สร้อยพีจะไม่ยอมให้มันเผาชีวิตพวกเราเป็นอันขาด”
พยอมประคองพานายโพนวิ่งไปต่อโดยไม่ทันสังเกตว่าสร้อยพีไม่ได้วิ่งตามมา

ที่แท้สร้อยพีหยุดยืนอยู่ตรงทางเดินกลางซอย หันกลับไปยังบ้านเช่าที่เธอวิ่งหนีมา
ภาพสุดท้ายก่อนที่นายโพนจะหมดสติไป คือสร้อยวิ่งกลับเข้าไปในทางเรือนแถวบ้านเช่า พยอมต้องรีบพยุงไว้พาไปนั่งพัก

สร้อยพีวิ่งมาถึงหน้าประตู มองเข้าไปในบ้านเห็นแต่ไฟโหมกระพือวูบวาบอย่างน่ากลัว ภาพเหตุการณ์ความบาดหมางระหว่างเธอกับมาลีผุดขึ้นมาในหัว ตั้งแต่เธอตบมาลีบริเวณลานตากพริกของแม่ค้า และถูกมาลีตบเอาคืนหลังไปด่าว่าเป็นลูกเมียน้อย จนล่าสุดทุกคนเห็น มาลีกับเที่ยงอยู่ด้วยกันในสภาพผ้าผ่อนหลุดลุ่ย อันเป็นแผนชั่วของมณฑา กับ มารศรี
ยิ่งคิด สร้อยพีก็ยิ่งแค้น และปักใจเชื่อว่าไฟไหม้บ้านก็เป็นแผนการของมาลี ศัตรูหัวใจของเธอ
“นังมาลี อีตัวการมึงทำกับพี่เที่ยงได้ยังไง มึงทำกับตะลุงแบบนี้ได้ยังไง”
สร้อยพีกระโจนเข้าไปในบ้านที่ไฟกำลังลุกไหม้อย่างรุนแรง

ขณะเดียวกันเที่ยงวิ่งตามมา เห็นภาพไฟไหม้บ้านจากระยะไกล รีบออกแรงวิ่งต่อไปอีกโดยไม่รู้เหนื่อย

พยอมพานายโพนที่จวนจะหมดสติมาหลบมุม ไม่ไกลจากจุดที่เห็นผู้คนวิ่งหนีไฟกันวุ่นวาย และคอยชะเง้อคอมองหาสร้อยพี ทอง และ สน อยู่แต่ก็ไม่พบ
สักครู่หนึ่งจึงเห็นทองกับสนปรากฎตัวออกมาพยอมรีบวิ่งมาหา
“อ้าว แล้วสร้อยพีล่ะ” สนแปลกใจเช่นเดียวกะทอง
“สร้อยพีมันกลับไปบ้าน” พะยอมบอก
ทองกะสนตกใจอุทานลั่น “อะไรนะ”
ในความอลหม่านนี้เองเที่ยงวิ่งเข้ามาหยุดหอบหายใจมองหาชาวตะลุง ร้องเรียกหานายโพนเสียงดังลั่น
“อาโพน อาโพน”
“ไอ้เที่ยง พวกข้าอยู่นี่” ทองโบกมือให้
เที่ยงรีบรุดมาดูอาการอาโพน และได้รู้ว่าสร้อยพีหายไป
“แล้วสร้อยพี สร้อยพีไปไหน”
“สร้อยพีมันวิ่งกลับไปเอาของในบ้าน” พยอมบอก
“สร้อยพี”
เที่ยงตกใจและรู้สึกเป็นห่วงสร้อยพีจับใจ ฝากอาโพนกับสามคนแล้วกระโจนออกไปทางบ้านเช่าทันที

สร้อยพีตกอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ กวาดตามองทางหนีทีไล่ผ่านกลุ่มควันเพื่อจะหาทางวิ่งไปยังจุดเก็บตัวตะลุง เมื่อไปถึงห้องนั้น ดันโชคร้ายจู่ๆ เศษไม้ติดไฟ ก็หล่นโครมมาขวางประตูจนเธอต้องผงะออก
ฝ่ายเที่ยงวิ่งมาถึงที่หน้าเรือนแถว มองจนทั่วก็ไม่เห็นสร้อยพี เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะวิ่งลุยไฟเข้าไปด้านใน

สร้อยพีงัดประตูเข้ามาในห้องเก็บตะลุงได้แล้ว เห็นตัวตะลุงเก็บอยู่ในลังส่วนหนึ่ง อีกส่วนยังคงเสียบไว้บนหยวก สร้อยพีพุ่งเข้าจับตะลุงใส่ผ้าที่คว้ามาจากมุมห้อง แล้วมองหาตะลุงตัวที่เที่ยงทำให้ จนพบว่ามันตกอยู่ที่พื้น และบริเวณหนังช่วงอกถูกไฟไหม้ จึงรีบเอามือตบๆ ตัวหนังเพื่อไฟให้ดับ
ทุกครั้งที่ตบมันลงไป มันทำให้เธอหวนคิดถึงวันที่เที่ยงตั้งใจทำตะลุงตัวนี้ให้
สร้อยพีคว้ามันขึ้นมากอดอย่างหวงแหน เห็นตัวหนังเป็นรอยโหว่ที่ช่วงอก สร้อยพีถึงกับน้ำตาไหลด้วยความเสียใจ
“สร้อยพี” เที่ยงส่งเสียงนำมาก่อนตัวจะมาถึง และเมื่อเห็นสร้อยพีอยู่กลางกองเพลิงจึงพยายามเรียกให้ออกมา
“สร้อยพี ออกมาเร็ว มันอันตราย
สร้อยพีมองตัวหนังในมือ เที่ยงก็มองเช่นกัน
“พี่เที่ยง จำวันที่พี่ตั้งใจทำตัวหนังตัวนี้ให้ฉันได้มั้ย”
“ได้ พี่ลืมมันได้ยังไง”
สร้อยพีรู้สึกคล้อยตาม ความไม่พอใจลดลงไปบ้างแล้ว แต่จู่ๆ คานไม้ติดไฟก็ร่วงลงมาอีก โชคดีที่เที่ยงเห็นก่อนรีบโถมตัวเข้าช่วยสร้อยพีได้อย่างเฉียดฉิว สร้อยพีตกใจที่เที่ยงยอมเสี่ยงอันตรายโดยไม่คิดถึงชีวิตตัวเองก็อึ้งไป แต่พอได้สติ และนึกถึงเรื่องที่เที่ยงทำให้เสียใจ เธอก็ผลักเที่ยงออกห่าง
“พี่ไม่ต้องทำขนาดนี้ก็ได้ พี่ไม่ใช่คนเดิมสำหรับฉันอีกแล้ว พี่เที่ยง พี่มีแต่ทำให้ฉันเสียใจ”
“สร้อยพี ฟังพี่ก่อน”
“ไม่ฟังแล้ว ขนาดวันนี้นัดกันไว้ พี่ก็ยังผิดสัญญา”
“คือพี่...” เที่ยงพยายามจะอธิบายแต่สร้อยพีไม่อยากฟัง
“มันสายไปแล้วพี่ สายไปแล้วที่พี่จะอธิบายทุกๆ เรื่อง”
จังหวะเดียวกันนี้เอง คานไม้ติดไฟอีกชิ้นก็หล่นมาใส่สร้อยพีเต็มๆ เที่ยงโดนด้วยเสียหลักล้มลงไป แต่เขามีเวลาไม่นานที่จะคิด เที่ยงรีบเข้ายกไม้ติดไฟออกจากร่างสร้อยพี
“สร้อยพี”
เที่ยงรวบรวมพลังที่มียกท่อนไม้ติดไฟออกจนเห็นว่าใบหน้าของสร้อยพีโดยไฟคลอก เที่ยงประคองสร้อยพีออกไป

ฟากเจรมัยพยายามปลุกลุงพัฒน์จนตื่นขึ้น เเล้วรีบจับเเขนเจไว้เเน่น
“คุณเจ ผมเห็นอดีต ผมรู้เเล้วว่าอะไรทำให้สร้อยพีเป็นแบบนี้”
“มันเป็นยังไงครับ”
ลุงพัฒน์เล่าให้ฟัง เจรมัยรับรู้และเข้าใจทุกอย่าง

หมอพีทวิ่งหนีสร้อยพีจนมาถึงทางตัน หมอพีทหน้าตาตื่น คว้าของที่พอหยิบจับเอาได้เเถวนั้น
พีทหยิบท่อนไม้ที่วางอยู่ทำท่าจะตีสร้อยพี
“อีผีเงา แกรอดมาได้ เพราะพ่อตาบอดของเเกหรอกนะ”
“ไอ้หมอผีปากดี”
สร้อยพีพุ่งตัวเข้าไปใกล้พีท หมอพีทง้างมือตีสร้อยพีเข้าเต็มเเรง เเต่เเล้วสร้อยพีก็หายตัวทันควันทำให้พีทตีเข้ากับกำเเพง
เเรงกระเเทกจากท่อนไม้ทำให้ไม้ตีกลับมาที่ใบหน้าหมอพีท ปลายตะปูตีเข้าที่ตาหมอผีจังๆ เขาร้องโอดโอย ทรมานแสนสาหัส
“โอ๊ย”
เลือดไหลออกจากตาทั้งสองข้าง ดวงตาของหมอพีทมองเห็นเพียงเลือนลางใกล้จะบอดลงทุกที
ผีสร้อยพีไม่รอช้าพุ่งตัวอย่างเเรงเข้าไปหาร่างของหมอผีคู่ปรับในทุกทิศทาง หมอพีทมองไม่เห็น หันหน้าตามเเรงลมเคลื่อนไหวของสร้อยพีที่ได้ยิน แต่ต้านเเรงนั้นไม่ไหวจึงล้มลง เสียงสร้อยพีเงียบไป
ด้วยตาที่มองไม่เห็น หมอพีทได้แต่เอามือคลำๆ ที่พื้นเพื่อหาของไว้ป้องกันตัว จนมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นเบาๆ เป็นเสียงก้าวเดินทีละก้าว ค่อยๆ ดังขึ้นๆ เมื่อใกล้เข้ามา
“มึงอยู่ไหนอีผีเงา”
สร้อยพีปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับยื่นมืออันขาวโพลนมาบีบคอหมอพีทอย่างเเรง และยกตัวขึ้นสูงกลางอากาศ ทำเอาหมอผีหายใจแทบไม่ออก เลือดไหลออกจากตามาก เเละกระอักออกมาจากทางปากมากขึ้น
“ปล่อยกู มึงจะไม่ได้ผุดได้เกิด มึงจะต้องจมกับความทุกข์ทรมานเพราะความเเค้นตลอดไป จำคำกูไว้”
สร้อยพีหักคอหมอพีทดังกรอบ เป็นเหตุให้หมอผีหนุ่มหมดลมหายใจทันที
“สมควรแล้วไอ้ชั่ว”
สร้อยพีปล่อยร่างหมอพีทร่วงลงไปกองกับพื้นโดยไม่แยแส
“ศพต่อไป ก็อีมาลีสินะ”

ลุงพัฒน์ยังคงเล่าให้เจรมัยฟังต่อ
“แต่นอกจากที่ผมเห็นเรื่องที่สร้อยพีตายแล้ว ผมยังเห็นอีกเรื่องนึงด้วย”
“เรื่องอะไรหรือครับลุง”
“เรื่องที่คุณสัญญาไว้กับสร้อยพี”
เจรมัยงุนงงสงสัยว่าเขาสัญญาอะไรกับสร้อยพีเอาไว้เมื่อชาติที่แล้ว

มันเป็นคืนสุดท้ายในชีวิตของสร้อยพี
หมอเดินห่างจากแคร่ที่มีร่างของเธอนอนอยู่ และตรงมายังนายโพนที่ยืนรอฟังอาการ ด้วยความหวังเพียงน้อยนิดว่าสร้อยพีจะปลอดภัย ข้างๆ กันมีทองรอฟังอยู่ด้วย
“มอร์ฟีนครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะครับนายโพน หมอขอแสดงความเสียใจด้วยครับ จะเล่นหนังตะลุงตามที่แม่สร้อยขอ หมอว่า รีบหน่อยก็ดีนะครับ”
นายโพนพยักหน้ายอมรับความเป็นไปที่สุดวิสัยจะแก้ไขอะไรได้ แล้วเหลียวมองไปยังลูกสาว ซึ่งตอนนี้ชาวคณะช่วยกันขึงจอหนังตะลุงขึ้นอย่างง่ายๆ อยู่ตรงข้ามเธอพอดี แหละที่ด้านหลังจอตะลุงเที่ยงนั่งร้องไห้เสียใจอยู่ลำพัง เขาอยากให้การสูญเสียสร้อยพีคืนนี้เป็นแค่ฝันไปเท่านั้น
พยอมคอยเฝ้าดูแลสร้อยพีอยู่ใกล้ๆ ขยับตัวออกให้ เมื่อเห็นนายโพนเดินเข้าไปมา โดยให้ลูกคณะอีกคนนั่งดูแลแทน
ลูกคณะมองนายโพนด้วยสีหน้าอันบ่งบอกชัดแจ้งว่าเวลาของสร้อยพีเหลืออยู่ไม่มากแล้ว นายโพนพยักหน้ารับเอาคำ แล้วเดินไปด้านหลังจอตะลุง
ทองเดินมาสมทบกับสน และนักดนตรี ต่างอึกอักไม่รู้ว่าจะเริ่มเล่นตอนไหนดี เพราะอาการของนายหนังที่อยู่หลังฉากตะลุง ยังคงเอาแต่ร้องไห้ ไม่เริ่มร้องกลอนเสียที
“ข้าละสงสารทั้งสร้อยพี สงสารทั้งเจ้าเที่ยงจริงๆ” สนบอกกับทอง
“อืม…น้องข้ากับสร้อยพี มันก็โตมาด้วยกันแต่เล็ก เป็นใครก็ทำใจลำบากทั้งนั้น”
พร้อมกับว่าทองมองไปยังด้านหลังจอที่น้องชายก้มหน้าร้องไห้อยู่ จนเห็นนายโพนเดินเข้าไปหา แตะบ่าเที่ยงเบาๆ

เที่ยงเงยหน้าขึ้นมองอาโพนของเขาด้วยสภาพน้ำตาเต็มตา
“เริ่มเถอะพ่อเที่ยง ช่วยเชิดตะลุงให้สร้อยพีดูเป็นครั้ง…สุดท้าย ตามปรารถนาสุดท้ายของสร้อยพีทีเถอะ”
ยิ่งได้ฟังคำพูดนายโพนเที่ยงก็ยิ่งโศกาอาดูร เขามองดูรูปตะลุงฤาษี ตะลุงเทวดา ที่ปักอยู่บนหยวก แล้วตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะลุกขึ้นเดินออกไป ทำเอาใครๆ ที่ได้เห็นพากันประหลาดใจ
เที่ยงเดินไปหาสร้อยพีที่นอนรอคอย และมองดูการมาถึงของเขาตลอดเวลา
นายหนังรูปงามลงนั่งข้างๆ แคร่ มองดูใบหน้าของสร้อยพีที่ถูกพันแผลไปครึ่งค่อนใบหน้า และลำตัวบางส่วนแผลก็กว้างใหญ่จนผ้าปิดไม่ได้ เที่ยงเห็นสภาพแล้วยิ่งสงสารเหลือเกิน
“สร้อยพี พี่จะขอเอาตัวตะลุงของน้อง ไปเชิดนะ” เขาบอก พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
“พี่เที่ยง ตะลุงตัวนั้นมันถูกไฟไหม้ ไม่สมบูรณ์แล้ว เล่นไม่ได้หรอกพี่”
“ไม่เป็นไร ไม่ว่าตัวตะลุงจะเป็นอย่างไร พี่ก็จะเล่น เพราะมันเป็นหนังตัวที่จะทำให้พี่ คิดถึงสร้อยพีตลอดไป”
“พี่เที่ยง พี่เที่ยงดีกับฉันจริงๆ”
สร้อยพียิ้มให้ด้วยความดีใจ ซึ้งใจ แต่ก็อดหดหู่ไม่ได้เมื่อคิดว่าชีวิตเธอจะไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไปแล้ว

เที่ยงเริ่มเชิดตะลุง กลอนที่เขาร้องเป็นเพลงบทเศร้า บอกเล่าความรัก ความผูกพันและการลาจาก ตัวตะลุงขยับเคลื่อนไปอย่างสวยงามด้วยความชำนาญของเขา ทองกับสน และกลุ่มนักดนตรีก็เศร้าไม่แพ้กัน
สร้อยพีทมองตัวตะลุงแล้วหวนคิดถึงครั้งที่เที่ยงทำหนังตะลุงตัวนี้ให้ ดวงตาสีน้ำตาลจดสายตามองจ้องตัวตะลุงที่ขยับเคลื่อนไหวไปตามคำร้องของเที่ยง น้ำตาไหลรินออกมาด้วยความสุข
เงาตะลุงตัวนั้น มีความเสียหายจากถูกไฟไหม้ จนเป็นช่องโหว่ที่กลางอก สร้อยพีคิดบางอย่างได้ หันไปหาพ่อ
“พ่อ ตะลุงของพี่เที่ยงมันชำรุด พ่อต้องซ่อมให้พี่เที่ยงด้วยนะจ๊ะ”
“ไม่ต้องห่วง พ่อจะซ่อมให้นะ มันเป็นหน้าที่ของพ่ออยู่แล้ว”
นายโพนมองตามแล้วพยักหน้ารับคำ แต่ไม่ใช่แค่นั้น เมื่อสร้อยพีบีบมือพ่อแน่น เพื่อจะบอกบางสิ่ง นายโพนขยับตัวเข้าใกล้เอียงหูรอฟังว่าลูกสาวจะพูดสั่งเสียอะไรอีก
นายโพนได้ยินคำพูดของลูกสาว แล้วถึงกับหน้าเครียดออกอาการหนักใจ อยากจะปฏิเสธ แต่ก็ใจอ่อนรับปากลูกสาวสุดที่รักไปในที่สุด
“หัวใจของเอ็งมันงดงามจริงๆ สร้อยพี”

อีกด้านหนึ่งของจอ เที่ยงร้องกลอนท่อนสุดท้ายจบลง แต่ยังกำไม้เชิดตะลุงไว้แน่น พยายามหักห้ามใจจะไม่ให้เสียใจไปมากกว่านี้ นายหนังรูปหล่อซ่อนความรู้สึกของตัวเองอยู่ที่หลังจอตะลุง
ทองมองดูน้องชายด้วยความเข้าใจ เที่ยงได้ยินเสียงพยอมร้องเรียกชื่อ “สร้อยพี” ด้วยอาการใจหาย ก็รู้โดยอัตโนมัติว่า สร้อยพีจวนเจียนจะสิ้นใจ เขารีบลุกไปหาด้วยความเป็นห่วง
ทุกคนเลี่ยงเปิดทางให้เที่ยง ได้เข้าไปอยู่ใกล้ๆ สร้อยพี เห็นเธอพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงพูดบางอย่างด้วยน้ำเสียงที่แหบโหยออกมาเบาๆ
เที่ยงขยับตัวเข้าใกล้จนได้ยินคำขอนั้น และเป็นคำขอที่เขาได้ยินเพียงคนเดียว
แต่ด้วยมีผู้คนรายรอบเต็มไปหมด จึงดูเหมือนว่าทุกคนต่างเป็นสักขีพยานในการรับปากครั้งนี้
“พี่สัญญาได้มั้ย พี่เที่ยง พี่จะไม่แต่งงานกับมาลี ใช่มั้ย”
เที่ยงหนักใจนักที่ได้ยินคำนี้ แต่พอมองเห็นแววตาเว้าวอนของผู้พูด เขาจึงยิ้มรับและให้คำมั่นไป
“พี่...สัญญา พี่จะไม่แต่ง สร้อยพีสบายใจเถอะ”
สร้อยพียิ้มให้เที่ยงก็ยิ้มตอบ นายโพนมองดูภาพสองคนยิ้มให้กันด้วยความซาบซึ้งใจที่เห็นเที่ยงเป็นคนดีจนวาระสุดท้ายในชีวิตลูกสาว
นายโพนหยิบตัวตะลุง รูปแม่หญิงไว้ในมือ แล้วหวนคิดถึงคำขอของสร้อยพี จนกระทั่งลมหายใจของสร้อยพีหมดลง พร้อมกับรอยยิ้มสุดท้าย
เที่ยงได้แต่นั่งนิ่งคาที่จมอยู่ในความเศร้า สนขยับเข้ามาหาใกล้ๆ ถามเที่ยงถึงเรื่องที่เขาคุยกับสร้อยพีเมื่อครู่
“เที่ยงเอ็งกับสร้อยพี คุยอะไรกันรึ”
คำถามของสนเรียกสติให้เที่ยง หันกลับมาหาคนตั้งคำถาม
“อะไร พี่สน”
“เอ็งพอจะบอกได้มั้ยว่าคุยอะไรกับสร้อยพี”
“อืม...คือไม่มีอะไรหรอกพี่สน”
พร้อมกับว่าเที่ยงขยับตัวลุกหนีออกไปอีกมุม สนมองตามรู้ว่าเที่ยงคงมีเรื่องปิดบังเอาไว้

เที่ยงจะเดินเลี่ยงไปอีกทาง ทองเดินเข้ามาหา
“เที่ยง คนจากบ้านคหบดีมาหา”
เที่ยงหันไปมองตามสายตาพี่ชาย เห็นเพ็ญกับใบ ยืนอยู่ที่ริมรั้วตรงประตูทางเข้า เนื้อตัวเปียกฝนเล็กน้อย เที่ยงเดินเข้าไปหา
เพ็ญมองเลยไหล่เที่ยงไป เห็นคนอื่นๆ กำลังตกอยู่ในความเศร้าที่เสียสร้อยพีไป
“ท่านโสภณ กับ คุณมาลี เป็นห่วงแม่สร้อย เลยให้ข้าสองคนวนมาดู” เพ็ญถอนหายใจ “เสียใจด้วยนะเที่ยง เดี๋ยวข้าจะไปแจ้งให้ท่านคหบดีทราบ”
“ขอรับ แล้วทางคุณมาลีเป็นอย่างไรบ้าง”
“ก็ยังคงถูกเจ้าหน้าที่คุมตัวไว้” เพ็ญบอก
เที่ยงสงสาร “โถ...”
เพ็ญมองเที่ยงด้วยความเข้าใจ ชั่งใจหนักว่าจะถามคำถามต่อไปดีมั้ย
“เที่ยง…ข้าถามหน่อยซิ”
“ขอรับ”
“เกิดเรื่องแบบนี้แล้ว กำหนดการ...นายเที่ยงจะว่าอย่างไร”
“เรื่องแต่งงานหรือขอรับ”
เที่ยงนิ่งไปครู่หนึ่ง ด้วยเขาคิดทบทวนถึงคำมั่นที่ให้กับสร้อยพีเมื่อครู่ ก่อนจะตอบไปว่า
“ข้าก็จะยังจะแต่งกับคุณมาลีเช่นเดิม แต่ขอเวลาจัดการเรื่องสร้อยพีให้เรียบร้อยก่อนนะขอรับ อย่างไรฝากพี่เพ็ญเรียนท่านคหบดีให้ด้วยนะขอรับ ฝากบอกด้วยว่าข้าเป็นห่วง”
เพ็ญพยักหน้ารับ ก่อนที่หันกลับออกไปพร้อมใบ เที่ยงยืนมองตามไป แล้วหันกลับมามองร่างสร้อยพีที่นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเศร้าของชาวคณะตะลุง
จู่ๆ เกิดฟ้าผ่าเปรี้ยง เสียงดังกำปนาทไปทั่วทั้งบริเวณอย่างน่ากลัว

ผีสร้อยพียืนอยู่เหนือศพของหมอพีท ตอนนี้เรื่องราวทุกอย่างลุกลามใหญ่โตมากขึ้น
“คนผิดสัญญา”
ผีสร้อยพีอาละวาดหนัก ความโกรธเต็มพิกัดเป็นพาหะ บ้านทั้งหลังถูกเงาสีดำแผ่ขยายไปห่อคลุมทั่ว เป้าหมายต่อไปของสร้อยพีคือชำระแค้นเจรมัยกับมัลลิกา หรือเที่ยงและมาลีที่เธอเข้าใจ
จู่ๆ จรรยาคิดอะไรได้บางอย่าง ขยับตัวออกจากห้องไป
“พี่จะไปไหน” จิราถามอย่างตกใจ
“พี่จะไปหาทางจัดการอีผีนี่ เจ...ดูทุกคนไว้ เดี๋ยวแม่มา”
เจนจิราพยายาม “ไม่นะคะ ป้าจรรยา”
“แม่ครับ”
เมื่อจรรยาออกไปแล้ว เจรมัยรับรู้ได้ว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับบ้าน ทุกๆ อย่างรอบตัว ทั้งผนังห้อง เพดาน ก็ถูกปกคลุมด้วยมวลเงาดำไปทั่ว เจรมัยรีบวิ่งไปปกป้องมัลลิกา สร้อยพีปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าทุกๆ คน
“อย่าทำอะไรมะลิเลยนะ ผมขอร้อง”
“จะปกป้องมันจนตัวตายเลยหรือไง”
“ผมรักมะลิ ผมยอมตายแทนเธอได้ ถ้าคุณจะทำร้ายมะลิ คุณต้องฆ่าผมก่อน”
“ได้ พี่เที่ยงจะได้สมใจ เพราะพี่เองก็ทำให้ฉันต้องเป็นแบบนี้”

สิ้นคำนั้น บรรยากาศของบ้านยิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีกทบทวี สร้อยพีทั้งเสียใจและโกรธสุดขีด พร้อมจะทำร้ายทุกคนไม่เว้นแม้กระทั่งเจรมัย แต่ละคนถูกวิญญาณผลักร่างกระเด็นไปคนละทางบาดเจ็บสาหัส
ก่อนที่วิญญาณจะทำร้ายเจรมัย ก็มีเสียงจรรยาตะโกนก้องขึ้น
“หยุด”
จรรยาปรากฏขึ้นในห้องในมือชูตัวตะลุงขึ้นสุดแขน
“หยุดนะ ถ้าเธอไม่หยุดที่จะทำร้ายลูกฉัน ฉันจะทำลายตัวตะลุงตัวซะ มันจะได้จบกันเสียที ลูกหลานบ้านนี้จะได้ไม่ต้องรู้ว่า เคยมีตัวหนังตัวนี้อยู่ในตระกูล”
สร้อยพีชะงักหันมาทางจรรยา
“แม่ หนีไป” เจรมัยร้องบอก
ทุกคนวิ่งเข้ามาเพื่อช่วยกันปกป้องจรรยา
“พวกแกกล้าขู่ฉันเหรอ”
สร้อยพีเดินลุยเข้าไปหา
“อยากให้ฉันเผาจริงๆ ใช่มั้ย” จรรยาบอกหน้าตาดุดัน
“บัดซบ”
สร้อยพีสะบัดมือ เงาของเธอมาตรึงอยู่ที่แขนของจรรยา ทำให้ไม่สามารถขยับไป และเงาก็ค่อยไต่ขึ้นมาที่คอ และ ที่มือของจรรยา
ในฉับพลันไฟแช็คในมือจรรยาก็เกิดเปลวไฟขึ้นแรงและสูงกว่าปกติ ความร้อนของเปลวไฟเริ่มลวกมือจรรยา ในขณะที่มือของจรรยาเองก็ตกอยู่ในควบคุมของสร้อยพี ที่บังคับให้จรรยาเอาไฟนั้นเข้าใกล้หน้าจรรยาอย่างช้าๆ
จรรยาไม่มีแรงขัดขืน ได้แต่จ้องมองเปลวไฟอย่างรู้ชะตากรรม
“อย่าทำอะไรแม่ฉัน”
“เจรมัย”
เจรมัยโกรธสุดขีดที่เห็นสร้อยพีทำร้ายแม่ เขาปาหีบไม้ใส่แต่หีบนั้นไปไม่ถึงตัวสร้อยพี เมื่อสร้อยพีหันกลับมาจ้อง หีบก็ลุกติดไฟไหม้เป็นจุณ
“หยุดสร้อยพี เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะทำร้ายคนอื่นแบบนี้นะ”
สร้อยพีผละจากจรรยาหันมาเล่นงานเจรมัยแทน ร่างจรรยาทรุดฮวบลงกับพื้นจวนจะหมดสติ สร้อยพีเสียใจมากที่เจรมัยตั้งใจทำร้ายตน และโกรธที่เจรมัยด่า
“พี่คิดจะทำร้ายฉันใช่มั้ย ได้”
เงาของสร้อยพีคืบคลานมาที่เท้าของมัลลิกาเพื่อจะดึงร่างไป เจรมัยกอดร่างมัลลิกาไว้แน่น
“ทำไม ทำไมพี่ต้องทำถึงขนาดนี้”
“เพราะผมรักมะลิ รักเพียงคนเดียวเท่านั้นไม่ว่าชาติไหนๆ ก็ตาม”
เจรมัยจ้องหน้าสร้อยพีอย่างไม่กลัวตาย แล้วหันกลับมามองมัลลิกาที่กอดอยู่
“ถ้าผมจะปกป้องคุณไม่ได้ ผมก็ขอตายตามไปพร้อมกับคุณดีกว่า มะลิ”
และแล้วเจรมัยก็จูบมัลลิกา ต่อหน้าต่อตาสร้อยพี

วิญญาณแค้นระเบิดพลังทำลายขั้นสูงสุด ส่งผลให้ข้าวของกระเด็นกระดอน ลอยคว้าง กระจุยกระจายไปทั่วทั้งห้อง

อ่านต่อ ตอนที่ 23

#เงาอาถรรพ์ #ตอนที่22 #thaich8 #ละครออนไลน์
กำลังโหลดความคิดเห็น...