xs
xsm
sm
md
lg

เกมพยาบาท ตอนที่ 11

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


“เกมพยาบาท” ตอนที่ 11

บริเวณทางเดินในโรงพยาบาล
ฉัตรชนกกับฉัตรชบากำลังเดินออกจากโรงพยาบาล
"ความจริงมาล้างแผลแค่นี้ชบามาเองก็ได้นะคะ พี่ฉัตรไม่น่าต้องลำบากพาชบามาเลย"
"พูดอย่างกับเป็นคนอื่นอย่างนั้นแหละ ชบาเป็นน้องสาวพี่นะ แล้วที่ชบาต้องเจ็บตัวอย่างนี้ก็เป็นเพราะพี่ ขอให้พี่ได้ทำอะไรเพื่อน้องบ้างเถอะนะ"
"ไม่ใช่ความผิดของพี่ฉัตรซะหน่อย ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะความแค้นแบบไม่ลืมหูลืมตาของนายอัคคีต่างหาก"
ฉัตรชนกยังรู้สึกผิดต่อน้องอยู่ดี
"แต่ถ้าอัคคีไม่เข้าใจผิด คิดว่าพี่เป็นคนทำร้ายศา เค้าก็คงไม่จับตัวชบาไปเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นพี่แบบนี้หรอก"
"พี่ฉัตรไม่ต้องรู้สึกผิดอะไรทั้งนั้นนะคะ เรื่องร้ายๆ มันผ่านไปแล้ว ต่อไปนี้เราสองคนจะใช้ชีวิตให้มีความสุขสุดเหวี่ยงไปเลย ยิ่งนายอัคคีอยากเห็นเราทุกข์ทรมานใจมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งต้องอยู่อย่างมีความสุขมากเท่านั้นค่ะ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้น อัคคีต้องกระอักเลือดตายแน่ๆ"
"นั่นแหละค่ะสิ่งที่ชบาต้องการ" แม้ว่าแววตาเธอจะเจ็บปวดอยู่ลึกๆ แต่ก็พยายามทำเป็นเข้มแข็ง "ชบาจะลืมเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่เกาะนั่นให้หมด ชีวิตของชบาจะต้องมีแต่วันนี้กับวันพรุ่งนี้เท่านั้น ส่วนใครที่ยังอยากจมอยู่กับอดีตที่เจ็บปวดก็เรื่องของเค้า"
ฉัตรชบาฝืนยิ้มทำเหมือนเข้มแข็งทั้งที่ในใจเจ็บปวดมาก และชาตินี้ก็คงไม่มีวันลืมเรื่องที่เกิดขึ้นที่เกาะร้างได้
ฉัตรชนกลอบมองสังเกตท่าทีของฉัตรชบา และรู้สึกว่าระหว่างอัคคีกับฉัตรชบาจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นมากกว่าที่ฉัตรชบาเล่าให้ฟังแน่ๆ

อัคคีนั่งคุยกับจิดาภาอยู่ในร้านกาแฟในห้างสรรพสินค้า
"คุณจิมาอยู่กรุงเทพนานๆ อย่างนี้ไม่เป็นห่วงไร่ชาที่เชียงใหม่บ้างเหรอ"
จิดาภารู้ทัน
"ที่ไร่ชามีคุณพ่อดูแลอยู่ค่ะ ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง แล้วอีกอย่าง กรุงเทพกับเชียงใหม่ก็ใกล้กันแค่นี้เอง ถ้ามีปัญหาอะไรฉันก็บินกลับไปแค่แป๊บเดียวเองค่ะ"
อัคคีแอบทำหน้าเซ็งที่จิดาภาไม่ยอมกลับ
"ว่าแต่คุณเถอะค่ะ จะกลับไปดูแลงานที่เชียงใหม่เมื่อไหร่ ที่นี่ก็ไม่มีอะไรแล้วไม่ใช่เหรอคะ"
อัคคีหันหน้ามองไปนอกร้าน แอบหน้าอึดอัด ยังไม่อยากกลับตอนนี้
อัคคีเห็นฉัตรชบากับฉัตรชนกเดินคุยกันยิ้มแย้มมาทางหน้าร้านที่ตนนั่งอยู่
อัคคีชักสีหน้าไม่พอใจที่เห็นฉัตรชบากับฉัตรชนกยังมีความสุขกันอยู่ได้
จิดาภาหันไปมองตามสายตาอัคคี แต่ไม่เห็นใคร เพราะฉัตรชนกกับฉัตรชบาเดินเลี้ยวไปทางอื่นแล้ว
"มองอะไรอยู่เหรอคะอัคคี"
อัคคีปรับสีหน้าให้เป็นปกติ ทำเหมือนว่าไม่มีอะไร
"เปล่าครับ ไม่มีอะไร ผมไปห้องน้ำแป๊บนึงนะ"
"ค่ะ"
อัคคีเดินออกไป จิดาภาไม่ได้เอะใจอะไร

ฉัตรชบากับฉัตรชนกเดินคุยกันยิ้มแย้มเข้ามา
"ชบาขอช้อปปิ้งบำบัดให้หนำใจหน่อยนะคะพี่ฉัตร"
"เต็มที่เลยจ้ะ เห็นชบายิ้มได้แบบนี้พี่ก็สบายใจ"
"พี่ฉัตรไปหาร้านกาแฟนั่งรอชบาก่อนก็ได้นะคะ เสร็จแล้วชบาจะโทร.หา"
ฉัตรชนกนึกได้
"แต่ชบาไม่มีโทรศัพท์นี่"
"จริงด้วย โทรศัพท์ชบาหายไปตั้งแต่วันที่..." เธอไม่อยากพูดถึง) "ถูกนายอัคคีจับตัวไป"
"ถ้างั้นเดี๋ยวพี่ไปซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้ ชบาก็ไปช้อปปิ้ง เสร็จแล้วเรามาเจอกันที่..."
ฉัตรชนกมองไปรอบๆ แล้วหันไปเห็นร้านกาแฟที่อัคคีกับจิดาภานั่งอยู่ ฉัตรชนกชี้มือไปที่ร้านนั้น
"ที่ร้านนั้นก็แล้วกัน"
"ค่ะ"
ฉัตรชบากับฉัตรชนกเดินแยกกันไปคนละทาง
อัคคีแอบมองฉัตรชบาอยู่มุมหนึ่ง อัคคีแอบเดินตามฉัตรชบาไป

ฉัตรชบากำลังจะเดินเข้าไปในร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนม ทันใดนั้นอัคคีก็เดินมาขวางหน้าเอาไว้ ฉัตรชบาชะงักไปนิดหนึ่ง ไม่คิดว่าจะเจออัคคีที่นี่
"นายอัคคี!"
อัคคีหน้านิ่งๆ
"ไปคุยกันหน่อย"
"ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับนาย"
ฉัตรชบาจะเดินหนีเข้าร้าน อัคคีดึงแขนฉัตรชบาไว้
ฉัตรชบามองจิก
"ปล่อยฉัน ไม่งั้นฉันจะร้องให้คนช่วย"
อัคคีท้าทาย
"อยากร้องก็ร้องสิ...เอาเลย ตามสบาย แต่บอกไว้ก่อนนะว่าเรื่องของผัวเมียน่ะไม่มีใครเค้าอยากยุ่งหรอก"
ฉัตรชบาพูดเน้นๆ
"เราไม่ได้เป็นอะไรกัน"
อัคคียิ้มเยาะ
"เป็นหรือไม่เป็น คุณเองก็รู้อยู่แก่ใจ"
ฉัตรชบาเจ็บใจ
"นายยังต้องการอะไรจากฉันอีก"
"ออกไปคุยกันดีๆ อย่าเรื่องมาก"

อัคคีบังคับดึงตัวฉัตรชบาออกไป

อัคคีดึงตัวฉัตรชบามาที่ลานจอดรถเป็นมุมลับตาที่ไม่ค่อยมีคนเดินผ่าน

"ทำไมไม่เอาเรื่องผม ยอมความทำไม"
"ฉันไม่อยากให้นายโกรธแค้นพี่ฉัตรอีก ฉันอยากให้เรื่องทุกอย่างมันจบซักที"
อัคคียิ้มเหยียด
"คุณคิดว่าการให้อภัยของคุณมันจะทำให้ผมหายแค้นพวกคุณได้งั้นเหรอ ยิ่งผมเห็นคุณกับไอ้ฉัตรชนกยังมีความสุขอยู่อย่างนี้ผมก็ยิ่งแค้น"
ฉัตรชบายิ้มเยาะ
"ฉันบอกแล้วไงว่าฉันกับพี่ฉัตรจะไม่มีวันทุกข์ทรมานใจให้นายเห็นเด็ดขาด แล้วตอนนี้ฉันกับพี่ฉัตรก็กำลังมีความสุขมาก" ฉัตรชบาลากเสียงยาวประชด
"อยากจะรู้จริงๆ ว่าไอ้ฉัตรชนกมันเป็นพี่ชายประสาอะไร มันยังมีความสุขอยู่ได้ยังไงทั้งที่รู้ว่าน้องสาวมันเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องมัน"
"พี่ฉัตรไม่รู้เรื่องนี้ แล้วฉันก็จะไม่มีวันบอกให้เค้ารู้ด้วย"
ฉัตรชบาจะเดินหนี อัคคีกระชากตัวฉัตรชบากลับมา แรงกระชากทำให้ฉัตรชบาเซมาปะทะที่อกอัคคี ฉัตรชบาจะดีดตัวออก อัคคีกอดล็อกเอวไว้
"ปล่อยฉัน! นายไม่มีสิทธิมาวุ่นวายกับชีวิตฉันอีก เรื่องความแค้นของนายมันควรจะจบไปตั้งแต่คืนนั้นแล้ว"
อัคคีถามกวนๆ "คืนไหน"
"คืนที่ฉันยอ" ฉัตรชบาเจ็บปวด พูดไม่ออก
อัคคีพูดต่อให้
"คืนที่คุณยอมเป็นเมียผม"
"นายก็จำได้นี่ ถ้างั้นก็ปล่อยฉันได้แล้ว แล้วอย่ามายุ่งกับฉันอีก"
ฉัตรชบาพยายามดันตัวเองออก แต่อัคคีกอดไว้แน่น
"เรื่องนั้นคุณพูดเองเออเองอยู่ฝ่ายเดียว ผมไม่ได้รับปากอะไรคุณทั้งนั้น"
"นายอัคคี! พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง"
"ก็หมายความว่า ผมจะไม่ยอมให้คุณกับไอ้ฉัตรชนกลอยหน้ามีความสุขอยู่บนความทุกข์ของผมกับศาน่ะสิ"
ฉัตรชบาโกรธมาก ตบหน้าอัคคีไปอย่างแรง
"ไอ้คนทุเรศ นายมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย"
อัคคียิ้มยั่ว
"คืนนั้นคุณก็เห็นแล้วไม่ใช่เหรอว่าผมเป็นลูกผู้ชายทั้งแท่ง"
ฉัตรชบาโกรธมากตบหน้าอัคคีไปอย่างแรงอีกที
"หยุดหยาบคายกับฉันซะที!"
"ผมไม่ยอมให้คุณตบฟรีๆ หรอกนะ"
อัคคีดึงฉัตรชบาเข้ามาจูบ ฉัตรชบาดิ้นรนขัดขืน พออัคคีปล่อย ฉัตรชบาก็ตบหน้าอัคคีไปอีกสองทีซ้อน จนอัคคีหน้าหัน
อัคคีแค่นยิ้มอย่างโหด
"เรื่องนี้มันไม่จบง่ายๆ อย่างที่คุณคิดหรอก แล้วถ้าไอ้ฉัตรชนกมันยังไม่รู้เรื่องของเรา ผมก็จะเป็นคนทำให้มันรู้เอง"
ฉัตรชบาหน้าเสีย ไม่อยากให้ฉัตรชนกรู้เรื่องนี้ เพราะห่วงความรู้สึกพี่ชาย

ด้านจิดาภานั่งรออัคคีอยู่ในร้านกาแฟตั้งนาน อัคคีก็ยังไม่กลับมา
จิดาภาบ่นพึมพำ
"ไปห้องน้ำแค่นี้ทำไมนานจัง"
จิดาภาโทร.ตามอัคคี แต่อัคคีไม่รับสาย
"ไม่ยอมรับโทรศัพท์อีก หายไปไหนของเค้า"

จิดาภานั่งรออัคคีอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจออกไปเดินตามหาอัคคีที่นอกร้าน

จิดาภาเดินออกมาจากร้านกาแฟ
เป็นจังหวะเดียวกับที่ฉัตรชนกกำลังจะเดินเข้าไปในร้านพอดี ฉัตรชนกหิ้วถุงโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งซื้อให้ฉัตรชบาติดมือมาด้วย
ฉัตรชนกยิ้มดีใจที่ได้เจอ
"อ้าวคุณจิ"
จิดาภาหน้าเสีย กลัวฉัตรชนกเจออัคคีที่นี่
"คุณฉัตร"
"คุณจิมาคนเดียวเหรอครับ"
จิดาภาอึกอัก
"มากับเพื่อนน่ะค่ะ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้หายไปไหนแล้ว คุณฉัตรล่ะคะ มาคนเดียวเหรอคะ"
"ผมมากับชบาครับ นี่ก็ปล่อยให้ไปช้อปปิ้งอยู่ แล้วค่อยมาเจอกันที่ร้านนี้"
จิดาภาหลอกถาม เพราะจริงๆ แล้วก็อยากรู้เหมือนกันว่าอัคคีทำอะไรฉัตรชบาบ้าง
"คุณฉัตรชบาเป็นยังไงบ้างคะ แล้วนายอัคคีอะไรนั่นได้ทำอะไรไม่ดีกับเธอหรือเปล่า"
"อัคคีไม่ได้ทำอะไรชบาหรอกครับ เค้าแค่จับชบาไปขังไว้ที่เกาะเฉยๆ"
"จริงเหรอคะ"
"ชบาบอกผมอย่างนั้นนะครับ แต่เท่าที่ดู สภาพจิตใจชบาค่อนข้างโอเค นายอัคคีคงไม่ได้ทำอะไรชบาจริงๆ"
"ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดีค่ะ"
จิดาภามีสีหน้าสบายใจขึ้นนิดหนึ่ง
ฉัตรชบาเดินเข้ามาหาฉัตรชนก
"พี่ฉัตร" เธอหันมาเห็นจิดาภาก็รู้สึกว่าหน้าคุ้นๆ "คุณ...ใช่คนที่ไปที่เกาะร้างกับพี่ฉัตรมั้ยคะ"
"ใช่ค่ะ"
"คุณจิดาภา เป็นเลขาคนใหม่ของพี่เอง"
ฉัตรชบายิ้มให้จิดาภาอย่างเป็นมิตร
ทางด้านหลังฉัตรชบา อัคคีตามมายืนแอบมองอยู่ห่างๆ
ฉัตรชบาบอกฉัตรชนก
"เรากลับกันเถอะค่ะพี่ฉัตร ชบาหมดอารมณ์ช้อปปิ้งแล้ว"
"อ้าวทำไมล่ะ"
"เจอคนบ้าน่ะค่ะ รีบกลับกันเถอะค่ะพี่ฉัตร"
"โอเคๆ กลับก็กลับ ... ผมกลับก่อนนะครับคุณจิ แล้วเจอกันที่ออฟฟิศนะครับ"
จิดาภายิ้มแย้ม
"ค่ะ"
ฉัตรชนกกับฉัตรชบาเดินออกไป ฉัตรชนกหันกลับมามองจิดาภาอีกครั้ง จิดาภายกมือขึ้นโบกบ๊ายบายฉัตรชนกสีหน้ายิ้มแย้ม
อัคคีทิ้งจังหวะให้ฉัตรชนกกับฉัตรชบาเดินห่างออกไปก่อน แล้วค่อยเดินเข้ามาหาจิดาภา
อัคคีหึง
"กลับกันได้รึยังคุณจิ"
"ทำไมไปเข้าห้องน้ำนานจังคะอัคคี"
"พอดีเจอคนรู้จัก เลยแวะทักทายกันนิดหน่อย"
จิดาภารับฟังไปไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร

อัคคีขับรถเข้ามาจอดส่งจิดาภาที่หน้าคอนโด
"อัคคีคะ ฉันขอให้คุณลืมความแค้นทั้งหมดที่ผ่านมา แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้มั้ยคะ ฉันอยากเห็นคุณกลับมาเป็นผู้ชายที่น่ารักอบอุ่นเหมือนเดิมนะคะ"
"ชาตินี้ผมไม่มีวันลืมว่าไอ้ฉัตรชนกมันทำอะไรกับน้องสาวผมไว้บ้าง"
"โอเคค่ะ ฉันเข้าใจว่าคุณแค้นคุณฉัตรชนกมาก แต่ฉันขอถามคุณอย่างนึงนะคะว่า คุณจับคุณฉัตรชบาไปเป็นเครื่องมือในการแก้แค้นแล้ว คุณมีความสุขขึ้นมั้ยคะ"
อัคคีชะงักไปนิดหนึ่งเหมือนถูกพูดแทงใจดำ เพราะลึกๆ แล้วอัคคีไม่ได้มีความสุขกับการแก้แค้นเลย แถมลึกๆ แล้วยังรู้สึกผิดต่อฉัตรชบาด้วยซ้ำ
อัคคีแกล้งตอบแบบหลอกตัวเอง
"มีความสุขสิ ตอนนี้ผมมีความสุขมากเลย และจะยิ่งมีความสุขมากกว่านี้ถ้าได้เห็นไอ้ฉัตรชนกมันทรมานใจไปจนตาย"
จิดาภาทั้งเหนื่อยใจและกังวลใจที่อัคคียังไม่ยอมปล่อยวางความแค้น

บ้านอัคคี ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกับวรรณวิศา ตอนกลางคืน
ในห้องโถง อัคคีกับอดุลย์นั่งคุยงานกันอยู่
"โครงการก่อสร้างโรงแรมที่เชียงใหม่ตอนนี้เสร็จสมบูรณ์ 100% แล้วนะ แต่แกต้องขึ้นไปตรวจงานก่อน ก่อนที่จะให้บริษัทผู้ว่าจ้างเข้ามาตรวจรับงาน ถ้าไม่มีปัญหาอะไรเราก็น่าจะปิดจ๊อบนี้ได้ภายในสองอาทิตย์"
อัคคีไม่อยากไป
"หมายความว่าฉันต้องไปขึ้นไปอยู่เชียงใหม่สองอาทิตย์เลยเหรอ"
"ก็ใช่น่ะสิ" อดุลย์มองจับพิรุธ "แล้วทำไมแกต้องทำท่าเหมือนไม่อยากไปอย่างนั้นล่ะ หรือว่าแกติดใจอะไรที่นี่"
อัคคีรีบปฏิเสธ
"ใครว่าฉันไม่อยากไป จะให้เดินทางพรุ่งนี้เลยก็ยังได้"
"งั้นแกก็รีบขึ้นไปจัดกระเป๋าเลย เพราะฉันจองตั๋วเครื่องบินไฟลท์เจ็ดโมงเช้าพรุ่งนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว"
"เช้าขนาดนั้นเลยเหรอวะ"

อัคคีอึ้งๆ ไป ไม่คิดว่าจะต้องเดินทางด่วนขนาดนี้

ในบ่อนการพนันของเสี่ยเป้า นักพนันเล่นการพนันกันอยู่ตามโต๊ะต่างๆ แน่นห้อง
พัฒนะที่ถูกลูกน้องเสี่ยเป้าหิ้วปีกเดินผ่านนักพนันเหล่านั้นเข้าไปข้างใน สภาพพัฒนะถูกซ้อมมาจนสะบักสะบอม

ในห้องเสี่ยเป้า พัฒนะถูกจับโยนลงมากองอยู่แทบเท้าของเสี่ยเป้า เสี่ยจิกผมพัฒนะกระชากให้เงยหน้าขึ้นมองหน้าตน
"เสี่ยเป้า!"
เสี่ยเป้ายิ้มเหี้ยมใส่หน้าพัฒนะ
"จับผมมาทำไม"
"ก็จับมาเจรจาเรื่องหนี้ไง ว่าไง จะใช้ด้วยเงิน หรือจะใช้ด้วยชีวิต"
"นี่มันยังไม่ครบกำหนดหนึ่งเดือนตามที่เสี่ยเคยบอกเลยนะ เสี่ยจะมาเร่งรัดเอาอะไรจากผมตอนนี้"
"ได้ข่าวว่าแกเตรียมบินออกนอกประเทศคืนนี้เหรอ"
พัฒนะหน้าเสีย
"ผมเปล่า"
เสี่ยเป้าดึงพาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบินออกมาจากกระเป๋าเสื้อนอกของพัฒนะ
"แล้วนี่อะไร!"
พัฒนะอึกอัก
เสี่ยเป้าเอาไฟแช็คมาจุดเผาพาสปอร์ตกับตั๋วเครื่องบินให้พัฒนะดูตรงหน้า
"ถ้าคิดหนีหนี้อีก กูจับมึงเผาสดแน่"
เสี่ยเป้าเอาพาสปอร์ตที่ติดไฟไปจุดที่ชายเสื้อของพัฒนะ ไฟไหม้เสื้อพัฒนะ พัฒนะเอามือตบๆ ดับไฟ
พัฒนะลนลาน กลัวตาย
"ไม่แล้วเสี่ย ผมไม่กล้าหนีแล้วจริงๆ"
"ถ้างั้นก็รีบไปหาเงินมาใช้หนี้กูให้ทันตามกำหนดก็แล้วกัน ไม่งั้นกูจะเอาชีวิตมึงแทน"
เสี่ยเป้าชักปืนออกมายิงลงพื้นขู่พัฒนะ กระสุนเฉียดขาพัฒนะไปนิดเดียว

พัฒนะชักขาหลบ สีหน้ากลัวตายมาก

ฉกาจนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือ ฉัตรชบายกถาดยาเข้ามาให้

"ยาค่ะคุณพ่อ คุณแม่บ่นให้ชบาฟังว่าคุณพ่อชอบลืมทานอยู่เรื่อยเลย"
ฉกาจยิ้ม
"ก็เฉพาะช่วงที่ลูกหายตัวไปเท่านั้นแหละ ตอนนั้นพ่อเป็นห่วงลูกมาก มันไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรเลย"
ฉกาจรับยาไปกิน
ฉัตรชบากอดพ่อ
"ชบาขอโทษนะคะที่ทำให้คุณพ่อเป็นห่วง"
ฉกาจกอดตอบ
"ลูกจะมาขอโทษพ่อทำไม มันไม่ใช่ความผิดของลูกเลย คนที่ผิดคืออัคคีต่างหาก"
"ชบาไม่เข้าใจเลยว่าเค้าจะจองเวรครอบครัวเราไปถึงไหน เค้าพาลไปหมดทุกอย่าง หาว่าพี่ฉัตรทำร้ายน้องสาวเค้าบ้างล่ะ หาว่าคุณพ่อโกงบริษัทพ่อเค้า ทำให้พ่อแม่เค้าต้องตายบ้างล่ะ ทั้งที่มันไม่เป็นความจริงเลยซักอย่าง"
"แล้วลูกล่ะ ไม่โกรธแค้นอัคคีบ้างเลยเหรอถึงได้ยอมความ ไม่เอาเรื่องเค้า"
ฉัตรชบานิ่ง เหมือนคิดทบทวนความรู้สึกตัวเองนิดหนึ่งก่อนตอบ
"ชบาโกรธเค้ามากนะคะคุณพ่อ เค้าทารุณชบาสารพัด ทำเหมือนชบาไม่ใช่คน แต่ถึงเค้าจะโหดร้ายกับชบายังไง เค้าก็ช่วยชีวิตชบาไว้หลายครั้ง ทั้งที่เค้าจะปล่อยให้ชบาตายไปเลยก็ได้ แต่เค้าก็ไม่ทำ เค้าทำให้ชบาสับสนว่าตกลงเค้าเป็นคนยังไงกันแน่"
ฉกาจคิดนิดหนึ่ง แล้วตอบแบบผู้ใหญ่ที่เข้าใจโลก
"อาจเป็นเพราะเนื้อแท้แล้วอัคคีไม่ใช่คนเลว แต่ที่ทำไปเพราะความแค้นบังตาเท่านั้น แล้วเมื่อไหร่ที่ความแค้นของเค้าดับลง เมื่อนั้นเค้าจะต้องเสียใจกับการกระทำของตัวเอง"
ฉัตรชบาคิดตามคำพูดของฉกาจ

ฉัตรชบากลับเข้ามาในห้องนอน คิดทบทวนคำพูดของฉกาจ

อัคคีดึงฉัตรชบาเข้ามาจูบ ฉัตรชบาดิ้นรนขัดขืน พออัคคีปล่อย ฉัตรชบาก็ตบหน้าอัคคีไปอีกสองทีซ้อน จนอัคคีหน้าหัน
อัคคีแค่นยิ้มอย่างโหด
"เรื่องนี้มันไม่จบง่ายๆ อย่างที่คุณคิดหรอก แล้วถ้าไอ้ฉัตรชนกมันยังไม่รู้เรื่องของเรา ผมก็จะเป็นคนทำให้มันรู้เอง"
จากสีหน้าสับสนกลายเป็นสีหน้านิ่งๆ
"คนอย่างนายคงเป็นคนดีไม่ได้หรอก"
ฉัตรชบาสรุปกับตัวเอง

ผ่านไป 2-3 วัน บ้านฉัตรชนก เช้าวันใหม่
ในห้องกินข้าว ฉัตรชบา ฉัตรชนก อำภาและฉกาจนั่งกินอาหารเช้าด้วยกันอยู่
"แล้วพี่เกษล่ะคะพี่ฉัตร"
ฉัตรชนกทำหน้าเซ็งๆ ไม่อยากพูดถึงเมีย
"ยังไม่ตื่นเลย"
"แต่ก็ยังดีนะคะที่ตอนที่ชบาไม่อยู่ พี่เกษยังไปช่วยงานพี่ฉัตรที่บริษัทได้"
"รายนั้นน่ะทำอะไรเป็นซะที่ไหน ส่งงานมาพี่ก็ต้องมานั่งแก้ ต้องมานั่งทำใหม่ ปวดหัวจะตาย ชบากลับมาช่วยงานพี่เหมือนเดิมอย่างนี้ก็ดีแล้ว พี่จะได้หายปวดหัวซะที"
อำภาเป็นห่ว
"ชบาไปทำงานไหวแล้วจริงๆ เหรอลูก"
"ชบาไม่ได้เป็นอะไรแล้วค่ะคุณแม่ อยู่บ้านเฉยๆ มาเป็นอาทิตย์ เบื่อจะแย่อยู่แล้วค่ะ"
"ถ้างั้นเดี๋ยวชบานั่งรถไปกับพี่นะ ไม่ต้องขับรถไปเอง พี่เป็นห่วง"
ฉกาจพูดขำๆ
"ก็ดีเหมือนกันนะลูก ทางเดียวกันไปด้วยกัน ปลอดภัยแล้วก็ประหยัดด้วย"
"ชบาขับรถไปเองดีกว่าค่ะ สะดวกกว่า"
"ไปกับพี่เค้านั่นแหละดีแล้ว เผื่อว่านายอัคคีจะย้อนกลับมาอะไรลูกอีก พี่เค้าจะได้ช่วยได้"
"ถ้าเค้ายังมายุ่งกับชบาอีก คราวนี้เค้าจะได้รู้ฤทธิ์ชบาบ้างล่ะค่ะคุณแม่"
ฉัตรชบาบอกอย่างสู้คน

ต่อมา ... ฉัตรชนกส่งแฟ้มงานให้ฉัตรชบาดู
"นี่คือข้อมูลคอมมูนิตี้มอลโครงการใหม่ที่พี่กำลังจะทำ"
ฉัตรชบารับแฟ้มมาดู
"น่าสนใจดีนะคะ ทำเลนี้ยังไม่มีแหล่งช้อปปิ้งครบวงจรแบบนี้ด้วย"
"แต่พี่ได้ข่าวมาว่า นายอัคคีกำลังกว้านซื้อที่ดินฝั่งตรงกันข้ามกับเรา เพื่อจะทำโครงการแข่งกับเรา"
"เค้าคิดจะท้าชนกับเราซึ่งๆ หน้าอย่างนี้เลยเหรอคะเนี่ย จะจองล้างจองผลาญกันไปถึงไหน"
"อัคคีคงทำอะไรได้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่หรอก เพราะที่ดินตรงนั้นเป็นชุมชนใหญ่ ถึงเจ้าของที่ดินจะยอมขาย แต่ชาวบ้านที่เช่าที่ดินทำกินอยู่ที่นั่นกันมานานคงไม่ยอมย้ายออกกันง่ายๆ หรอก แล้วรู้สึกว่าตรงนั้นจะมีบ่อนการพนันผิดกฎหมายอยู่ด้วย ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป นายอัคคีเจอศึกหนักแน่"
ฉัตรชบาฟังแล้วไม่สบายใจ รู้สึกเป็นห่วงอัคคีโดยไม่รู้ตัว
"เป็นอะไรหรือเปล่าชบา"
"เปล่าค่ะ"
ฉัตรชบารีบปฏิเสธ แล้วพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

ฉัตรชบาถือแฟ้มงานกลับมาที่ห้องทำงานของตน
"นายอัคคีจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวกับเราซะหน่อย จะไปคิดเป็นห่วงเค้าทำไม"

ฉัตรชบาบอกกับตัวเอง แล้วก้มหน้าทำงาน เลิกคิดถึงเรื่องอัคคี

บริษัทอัคคีที่เชียงใหม่ ตอนกลางวัน

ในห้องทำงาน อัคคีนั่งทำหน้าเบื่อๆ เซ็งๆ อยู่ที่โต๊ะทำงาน ประมาณว่าพอไม่มีฉัตรชบาให้ทรมาน ชีวิตก็เหมือนขาดอะไรบางอย่างไป
อัคคีหยิบมือถือขึ้นมาเปิดดูรูปฉัตรชบาที่เคยแอบถ่ายไว้ตอนที่อยู่ที่เกาะร้าง
อดุลย์เดินเข้ามา อัคคีรีบเก็บโทรศัพท์
"ดูอะไรอยู่"
"เปล่าๆ"
"อีกสองวันเจ้าของโครงการผู้ว่าจ้าง จะมาตรวจงานแล้วก็เซ็นรับมอบงานนะ ฉันคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะ"
อัคคีกระตือรือร้นอยากกลับกรุงเทพเร็วๆ
"ดี จะได้กลับไปอยู่กรุงเทพซะที"
อดุลย์มองจับพิรุธ
"ที่กรุงเทพมีอะไรดีเหรอ ถึงได้ทำท่าอยากกลับไปขนาดนี้"
อัคคีรีบเก็บอาการ
"ก็อยากกลับไปลุยโปรเจ็คใหม่เร็วๆ ไง"
"โปรเจ็คที่แกจะทำแข่งกับคุณฉัตรชนกน่ะเหรอ"
"ใช่ ต่อไปนี้ฉันจะเล่นงานมันตรงๆ เลย"
อดุลย์เหนื่อยใจ
"เมื่อไหร่จะเลิกเจ้าคิดเจ้าแค้นซะทีวะ ไม่เหนื่อยมั่งหรือไง"
"ถ้าฉันไม่เห็นไอ้ฉัตรชนกมันชิปหายไปต่อหน้าต่อตาฉัน ฉันไม่มีวันหายแค้น"
อดุลย์นึกได้
"เออนี่ ฉันลืมบอกแกว่าตำรวจโทร.มาบอกหลายวันแล้วว่าได้เบาะแสคนร้ายที่ทำร้ายศาแล้วนะ"
"แล้วทำไมเพิ่งมาบอกตอนนี้วะ"
"ก็เพราะมัวแต่วุ่นวายกับเรื่องที่แกก่อไว้นั่นแหละ ฉันถึงได้ลืมเรื่องนี้ไปเลย"
"ตำรวจว่าไงมั่ง"
"ตำรวจกำลังแกะรอยคนร้ายอยู่ แล้วตอนนี้คุณฉกาจพ่อของคุณฉัตรชนกก็ให้เพื่อนที่เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่มาช่วยดูแลคดีนี้เป็นพิเศษด้วย คิดว่าน่าจะจับคนร้ายได้เร็วๆ นี้แหละ"
"อย่างนี้พวกมันก็บิดเบือนรูปคดี สร้างหลักฐานเท็จเข้าข้างตัวเอง ทำให้ตัวเองพ้นผิดได้ง่ายๆ เลยน่ะสิ"
อัคคีที่ดูเหมือนอารมณ์เย็นลงมาแล้วนิดหนึ่งก็กลับโกรธแค้นขึ้นมาอีกครั้ง

ฉัตรชบานั่งกินข้าวอยู่ในร้านอาหารกับศรุต
"ทานเยอะๆ นะครับ ตั้งแต่กลับมา คุณผอมไปมากเลยนะ อยู่ที่เกาะนั่นคุณคงลำบากมากเลยใช่มั้ย"
ฉัตรชบาสีหน้าซึมลงเล็กน้อ
"อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกเลยค่ะ"
ศรุตเอื้อมมือไปจับมือปลอบใจฉัตรชบา
"ผมขอโทษนะครับที่ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้เลยตอนที่คุณเกิดเรื่อง แถมยังต้องไปทำงานด่วนที่ต่างประเทศอีก"
ฉัตรชบาชักมือออกแบบไว้ตัว ฝืนยิ้ม
"คุณอย่าคิดมากเลยค่ะ ตอนนี้ฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรแล้ว"
ศรุตรู้สึกได้ว่า ฉัตรชบายังไม่เปิดใจให้ตน
"ชบา คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าผมรักคุณมาตลอด เมื่อไหร่คุณจะยอมเปิดใจให้ผมซักที"
"คุณยังรู้สึกแบบนี้กับฉันอยู่อีกเหรอคะ"
ศรุตบอกอย่างจริงใจและหนักแน่น
"ผมไม่เคยเปลี่ยนใจ"
"ทั้งที่ฉันถูกอัคคีจับไปขังไว้ที่เกาะตั้งนานเนี่ยนะคะ คุณไม่คิดเหรอคะว่าบางทีฉันอาจจะไม่เหมือนเดิมแล้วก็ได้"
"ผมไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับคุณบ้าง ผมรู้แต่ว่าผมรักคุณ เอาเป็นว่าผมจะรอจนกว่าคุณจะยอมเปิดใจให้ผมก็แล้วกัน นานแค่ไหนผมก็จะรอ"
ฉัตรชบายิ้มขอบคุณจากใจจริง
"ขอบคุณนะคะที่เข้าใจฉัน"
ฉัตรชบาหันไปเห็นเกษณีย์เดินเข้ามาในร้าน แล้วเดินไปนั่งที่โต๊ะที่มีพัฒนะนั่งรออยู่ก่อนแล้วที่มุมหนึ่ง เกษณีย์ไม่เห็นฉัตรชบา
ฉัตรชบาเขม้นมองหน้าพัฒนะ รู้สึกคุ้นหน้าผู้ชายคนนี้มาก

แล้วเธอก็ระลึกได้ เมื่อวันงาน
พัฒนะจับมือวรรณิศามาจับแก้ว วรรณิศาดึงมือออกไม่ยอมรับแก้ว
พัฒนะสายตาลวนลาม
"หรือว่าจะให้ผมป้อนก็ได้นะครับ"
พัฒนะเข้าไปโอบวรรณิศา แล้วบังคับป้อนค็อกเทลให้ไปอึกใหญ่
"ดื่มนิดนึงนะครับ"
วรรณิศาไอสำลักเล็กน้อย
ฉัตรชบาเดินผ่านมาเห็นก็ไม่พอใจ เดินเข้าไปต่อว่าวรรณิศาทันที
"เนี่ยเหรอคุณครูที่เรียบร้อยแสนดีของพี่ฉัตร พอลับหลังก็แอบมาทำบัดสีกับผู้ชายคนอื่น"
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คุณฉัตรชบาเข้าใจผิดแล้วค่ะ"
"คงเพราะอย่างนี้ คุณแม่ฉันถึงไม่อยากได้คุณมาเป็นลูกสะใภ้"

ฉัตรชบาส่ายหน้าแล้วเดินออกไป

ฉัตรชบาหันมองค้างอยู่ที่เกษณีย์กับพัฒนะ แปลกใจว่าเกษณีย์รู้จักพัฒนะด้วยเหรอ?

ศรุตถาม
"มีอะไรเหรอครับ"
ฉัตรชบาหันกลับมา
"พี่เกษน่ะค่ะ ไม่รู้ว่ามาทานข้าวกับใคร ศรุตรู้จักมั้ยคะ"
ศรุตหันไปมองที่เกษณีย์กับพัฒนะ
"คุณพัฒนะครับ เป็นเจ้าของผับใหญ่ในกรุงเทพ ได้ข่าวว่าเป็นเสือผู้หญิงกับนักพนันตัวยงเลยนะครับ"
"พี่เกษไปรู้จักกับคนอย่างนั้นได้ยังไง"
ฉัตรชบาแปลกใจและไม่สบายใจปนกัน

เกษณีย์คุยกับพัฒนะอยู่ในร้านอาหาร
"ถ้าภายในสามวันนี้คุณยังหาเงินมาให้ผมไม่ได้ ผมคงจะต้องติดต่อไปที่คุณฉัตรชนกหรือไม่ก็คุณอัคคีแล้วนะ"
เกษณีย์ไม่พอใจ
"ขู่ฉันเหรอ"
"ผมไม่ได้ขู่ แต่ผมจะทำจริง"
เกษณีย์เริ่มเครียด
"ความจริงผมไม่ต้องให้เวลาคุณก็ได้ แค่ผมเดินเข้าไปหาคุณฉัตรชนกหรือคุณอัคคี ผมเชื่อว่าสองคนนั้นพร้อมที่จะจ่ายเงินให้มากเท่าที่ผมต้องการ เพื่อแลกกับการรู้ตัวคนร้ายที่ทำร้ายวรรณิศา แต่ผมเห็นว่าเราเป็นเพื่อนกัน ผมก็ไม่อยากทำร้ายคุณ"
เกษณีย์บอกหน้าเครียด
"ฉันจะหาเงินมาให้ภายในสามวัน คุณอย่าเพิ่งผลีผลามทำอะไรก็แล้วกัน"
พัฒนะยิ้มร้ายที่จะได้เงิน ในขณะที่เกษณีย์แอบทำหน้าโกรธแค้นพัฒนะมากที่ข่มขู่ตนไม่เลิก

จิดาภาเอากาแฟเข้ามาให้ฉัตรชนกในห้องทำงาน
"กาแฟค่ะ"
"ขอบคุณครับ"
จิดาภาหลอกถาม
"ฉันไม่เห็นคุณเกษณีย์มาทำงานหลายวันแล้ว เธอไม่สบายหรือเปล่าคะ"
"เธอไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับ แต่คงไม่มาทำงานที่นี่แล้ว"
จิดาภามีสีหน้าเสียดายที่เกษณีย์จะไม่มาทำงานที่นี่แล้ว เพราะหมายความว่าตนจะอดสืบความลับไปด้วย
"ผมว่าคุณเกษไม่มาก็ดีเหมือนกันนะครับ"
"ทำไมคุณฉัตรพูดอย่างนั้นล่ะคะ"
"คุณเกษเธอทำงานอะไรก็ไม่เป็นซักอย่าง แถมยังชอบหาเรื่องหึงผมกับคุณจิไม่เข้าเรื่องอีก"
จิดาภายิ้มแบบไม่คิดอะไร ไม่รู้ว่าฉัตรชนกเริ่มมีใจให้
"ตอนแรกอาจจะใช่ แต่ตอนนี้คุณเกษเธอคงไม่หึงแล้วล่ะค่ะ เพราะฉันบอกเธอไปแล้วว่าฉันมีแฟนแล้ว"
ฉัตรชนกชะงักไปนิดหนึ่งที่รู้ว่าจิดาภามีแฟนแล้ว อารมณ์ประมาณอึ้งๆ ปนผิดหวังนิดๆ ที่รู้ว่าคนที่ตนแอบชอบอยู่มีแฟนแล้ว
"อ้าวเหรอครับ คุณจิไม่เห็นเคยบอกผมเลย"
"ก็มันเป็นเรื่องส่วนตัวนี่คะ ฉันก็ไม่รู้จะเล่ายังไง"
ฉัตรชนกยิ้มเก้อๆ
"นั่นสินะครับ"
ฉัตรชนกยิ้มเก้อๆ พยายามเก็บความรู้สึก ไม่ให้จิดารู้ว่าตนแอบมีใจให้ และอีกอย่างก็ต้องพยายามห้ามใจตัวเองด้วย เพราะตนแต่งงานแล้ว

จิดาภาเดินออกมาจากห้องฉัตรชนก ฉัตรชบาเดินสวนเข้ามาพอดี
"พี่ฉัตรอยู่มั้ยคะ"
"อยู่ค่ะ"
ฉัตรชบารีบร้อนเดินเข้าไปในห้องทำงานของฉัตรชนกทันที
จิดาภามองตาม สงสัยว่ามีเรื่องอะไร ทำไมฉัตรชบาถึงได้ท่าทางรีบร้อนแบบนั้น

ฉัตรชบารีบร้อนเดินเข้ามานั่งที่หน้าโต๊ะทำงานฉัตรชนก
"พี่ฉัตรรู้จักคุณพัฒนะที่เป็นเจ้าของผับมั้ยคะ"
"รู้จัก" ฉัตรชนกคิดถึงหน้าพัฒนะแล้วก็โกรธ "เค้าเคยตามตื๊อศาอยู่ ชอบฉวยโอกาสลวนลามศาประจำ ถึงขนาดตามไปหาศาถึงโรงเรียนเลยก็มี"
"จริงเหรอคะ"
"ทำไมอยู่ๆ ถึงถามถึงเค้าขึ้นมา มีอะไรหรือเปล่า"
"วันนี้ชบาเห็นคุณพัฒนะอะไรเนี่ยไปทานข้าวเที่ยงกับพี่เกษค่ะ แล้วชบาก็จำได้ว่าเคยเห็นเค้าที่งานเลี้ยงต้อนรับชบาที่บ้านเราด้วย ตอนนั้นเค้าหลบไปคุยกับวรรณิศาสองต่อสองในมุมมืด ชบาเห็นเค้าสองคนจับไม้จับมือกันด้วย"
ฉัตรชนกโกรธ
"มันฉวยโอกาสลวนลามศาน่ะสิ"
"พี่ฉัตรแน่ใจนะคะว่าวรรณิศาไม่ได้แอบนอกใจพี่ฉัตร"
"ศาทั้งเกลียดทั้งกลัวนายพัฒนะนั่นจะตาย ศาไม่มีทางหลบไปทำอะไรกับมันอย่างที่ชบาพูดแน่นอน นอกจากมันจะฉวยโอกาสกับศา"
ฉัตรชบาครุ่นคิดเอะใจว่าตนอาจจะเข้าใจวรรณิศาผิดมาตลอดที่คิดว่าเธอเป็นผู้หญิงไม่ดี แอบนอกใจฉัตรชนก

เกษณีย์มองเครื่องเพชรหลายชุดที่วางอยู่ตรงหน้าอำภาแล้วตาลุกวาว เกิดความโลภอยากได้ขึ้นมา
"เครื่องเพชรคุณแม่มีแต่สวยๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ"
"หนูเกษช่วยแม่เลือกหน่อยสิจ๊ะว่าจะใส่ชุดไหนไปงานการกุศลอาทิตย์หน้านี้ดี"
เกษณีย์เลือกขึ้นมาชุดหนึ่ง
"ชุดนี้สิคะ เข้ากับชุดที่คุณแม่เพิ่งตัดมาใหม่เลยค่ะ"
อำภารับมาดูอย่างพิจารณา
"ถ้าหนูเกษว่าดีแม่ก็เชื่อหนู หนูเกษลองเลือกดูสิจ๊ะว่าชอบชุดไหน"
เกษณีย์ยิ้มดีใจ
"คุณแม่จะให้เกษเหรอคะ"
อำภาตอบหน้าตาย ไม่ได้คิดอะไร "ให้ยืมจ้ะ"
เกษณีย์หุบยิ้มแทบไม่ทัน
"งานนี้หนูเกษกับตาฉัตรก็ต้องไปกับแม่ด้วยนี่ หนูเกษเลือกเอาเลยจ้ะ ชอบชุดไหน แม่ให้ยืม ... เอาชุดนี้ก็แล้วกัน เพชรเม็ดใหญ่หน่อย ใส่ไปรับรองได้ว่าไม่อายใครแน่นอน"

เกษณีย์รับกล่องเครื่องเพชรมาแล้วแอบยิ้มร้ายอย่างมีแผนการในใจ

ฉัตรชบานั่งคิดอะไรอยู่บางอยู่ในสวน

"นายก็ดีแต่ว่าคนอื่น นายแน่ใจเหรอว่าน้องสาวนายเป็นคนดีอย่างที่นายคิดจริงๆ ในงานปาร์ตี้ที่บ้านฉัน ฉันยังเห็นคุณศาแอบไปจับไม้จับมือกับผู้ชายในมุมมืดอยู่เลย"
"ศาไม่ใช่คนแบบนั้น"
"ฉันเห็นกับตา"
อัคคีโกรธมาก
"หยุดใส่ร้ายคนตายซะที"

ฉัตรชบา ครุ่นคิดถึงคำพูดของฉัตรชนก

"ศาทั้งเกลียดทั้งกลัวนายพัฒนะนั่นจะตาย ศาไม่มีทางหลบไปทำอะไรกับมันอย่างที่ชบาพูดแน่นอน นอกจากมันจะฉวยโอกาสกับศา"

ฉัตรชบานั่งครุ่นคิดไป สีหน้ารู้สึกผิดนิดหนึ่งที่เข้าใจวรรณิศาผิดมาตลอด


ฉัตรชบาต่อว่า
"เนี่ยเหรอคุณครูที่เรียบร้อยแสนดีของพี่ฉัตร พอลับหลังก็แอบมาทำบัดสีกับผู้ชายคนอื่น"
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ คุณฉัตรชบาเข้าใจผิดแล้วค่ะ"
"คงเพราะอย่างนี้ คุณแม่ฉันถึงไม่อยากได้คุณมาเป็นลูกสะใภ้"
ฉัตรชบาส่ายหน้าแล้วเดินออกไป

ฉัตรชบารู้สึกผิดที่วันนั้นไม่ยอมฟังวรรณิศาอธิบาย และด่วนตัดสินวรรณิศาไปแบบนั้น
ฉัตรชนกออกมาเดินเล่น เห็นน้องสาวนั่งอยู่คนเดียวก็เดินเข้ามานั่งด้วย
"มานั่งทำอะไรมืดๆ คนเดียวตรงนี้"
"พี่ฉัตร"
"ทำหน้าจ๋อยๆ อย่างนี้ มีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า"
ฉัตรชนกโอบไหล่ปลอบใจฉัตรชบา
"ชบาเพิ่งรู้ตัวว่าเข้าใจคนๆ นึงผิดมาตลอด"
"ถ้าเข้าใจผิด ก็ไปขอโทษ ไปปรับความเข้าใจกับเค้าซะสิ"
"เค้าไม่อยู่ให้ชบาขอโทษแล้วล่ะค่ะ" เธอพูดเบาๆ "อยู่แต่พี่ชายเค้า"
ฉัตรชนกได้ยินไม่ถนัด
"ว่าไงนะ"
"เปล่าค่ะ"
ฉัตรชบาพิงศีรษะซบไหล่ฉัตรชนก
ฉัตรชนกกอดปลอบใจฉัตรชบาไปทั้งที่ไม่รู้ว่าน้องไม่สบายใจเรื่องอะไร


อัคคีกับอดุลย์หิ้วกระเป๋าเดินทางเข้ามาในห้องโถง บ้านอัคคี ตอนกลางวัน
"อดุลย์ เดี๋ยวแกช่วยเตรียมข้อมูลโปรเจ็คใหม่ให้ฉันเลยนะ แล้วก็ที่ดินที่ฉันให้ไปกว้านซื้อ ตอนนี้ซื้อได้เท่าไหร่แล้ว แล้วติดปัญหาตรงไหนบ้างหรือเปล่า ส่งข้อมูลมาให้ฉันให้หมดเลยนะ"
"อะไรกัน ปิดจ๊อบที่เชียงใหม่ปุ๊บแกก็จะลุยงานใหม่ต่อทันทีเลยเหรอ ไม่คิดจะพักซักนิดเลยหรือไง"
"ไอ้ฉัตรชนกมันเดินหน้าไปทุกวัน จะให้ฉันมัวแต่พักอยู่ได้ยังไง"
"เอาที่แกสบายใจละกัน อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย ฉันไม่เคยขัดอะไรแกได้อยู่แล้วนี่"
อดุลย์เดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางมาถือไว้
"บ้านใหม่ฉันยังตกแต่งไม่เสร็จ ฉันขออยู่ฟรีกินฟรีที่บ้านแกไปก่อนนะอัคคี"
"เออ อยากอยู่นานแค่ไหนก็ตามใจแกเลย"
อดุลย์หิ้วกระเป๋าจะเดินขึ้นไปข้างบน แต่แล้วก็นึกอะไรได้ หันกลับมาพูดกับอัคคีต่อ
"อัคคี ฉันว่าพักนี้แกละเลยคุณจิมากเกินไปแล้วนะ ดูแกไม่ค่อยสนใจเธอเท่าไหร่เลย ยังไงก็ช่วยแบ่งเวลาให้คุณจิเธอบ้างนะ ก่อนที่คุณจิจะเปลี่ยนใจไปรักคนอื่น แล้วจะหาว่าเพื่อนอย่างฉันไม่เตือน"
อดุลย์พูดจบก็หิ้วกระเป๋าเดินขึ้นชั้นบนไป

อัคคีฉุกคิดได้ว่าระยะหลังตนละเลยจิดาภามากไปจริงๆ

จิดาภานั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะ โทรศัพท์มือถือดังขึ้น จิดาภารีบกดรับ

"หายไปตั้งหลายวัน โทร.มาได้แล้วเหรอคะอัคคี"
อัคคีกำลังขับรถอยู่
"ผมขอโทษที่หายไปหลายวัน ผมขึ้นไปเคลียร์งานที่เชียงใหม่มา เพิ่งกลับมาถึงกรุงเทพเช้านี้เอง กลับมาถึงก็รีบโทร.หาคุณเลย ผมคิดถึงคุณมากนะครับ"
จิดาภาคุยมือถือ
"วันนี้ปากหวานผิดปกติ มีอะไรหรือเปล่าคะเนี่ย"
อัคคีคุยมือถือ
"คิดถึงแฟนก็ผิดด้วยเหรอครับ เย็นนี้เราไป..." อัคคียังพูดไม่จบ
เขาได้ยินเสียงจากจิดาภาดังแว่วเข้ามา "ค่ะ...คุณฉัตร ต้องออกไปเดี๋ยวนี้เลยเหรอคะ ได้ค่ะ"
อัคคีชักสีหน้าไม่พอใจ ที่จิดาภาไม่สนใจคำชวนของตน แต่กลับสนใจคุยกับฉัตรชนกมากกว่า
จิดาภาเห็นว่าฉัตรชนกมายืนรออยู่ที่หน้าโต๊ะทำงานแล้ว
จิดาภาคุยมือถือ
"แค่นี้ก่อนนะคะ ฉันต้องไปทำงานแล้ว" จิดาภากดวางสายไปเลย
อัคคีพาลโกรธฉัตรชนก ทุบพวงมาลัยอย่างแรง
"ไอ้ฉัตรชนก!"
จิดาภารีบหยิบเอกสารและกระเป๋าถือเตรียมตัวจะออกไปข้างนอกกับฉัตรชนก
ฉัตรชนกยิ้มๆ
"ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้ครับ"
จิดาภาถือเอกสารเดินตามฉัตรชนกออกไป แต่เพราะความรีบร้อนทำให้ส้นรองเท้าพลิก เซไปจนเกือบจะล้ม ฉัตรชนกประคองรับจิดาภาเอาไว้
"ระวังครับ!"
จิดาภาประคองตัวให้ยืนได้ ก็ขยับตัวออกห่างจากฉัตรชนกนิดหนึ่ง
"ขอบคุณค่ะ"
"เป็นอะไรหรือเปล่าครับ"
"ไม่เป็นไรค่ะ รีบไปกันเถอะค่ะ ไปพบลูกค้าสายจะไม่ดีนะคะ"
จิดาภารีบเดินนำไปก่อน เพื่อซ่อนหน้ากลบเกลื่อนความรู้สึกเขินแปลกที่เกิดขึ้นในใจโดยที่ไม่รู้ตัว
ฉัตรชนกตามไป

เกษณีย์ส่งกล่องเครื่องเพชรให้เกสร
"คุณแม่ว่าเครื่องเพชรชุดนี้ราคาประมาณเท่าไหร่คะ"
เกสรรับมาดู
"ไม่ต่ำกว่าห้าล้านแน่นอน แล้วนี่ลูกไปเอามาจากไหน"
"คุณแม่คุณฉัตรให้ยืมมาค่ะ"
เกสรทำหน้าเบ้หมั่นไส้
"กับลูกสะใภ้ก็ยังจะงกอีก แทนที่จะให้เลยก็ไม่ได้"
"คุณแม่ช่วยหาช่างฝีมือดีๆ ทำของปลอมให้เกษหน่อยสิคะ เอาแบบก๊อปเกรดเอบวกๆ เลยนะคะ แล้วคุณแม่ก็ช่วยเอาของจริงนี่ไปปล่อยให้เกษด้วย ตอนนี้เกษต้องการใช้เงินด่วนเลยค่ะ"
"เรื่องแค่นี้แม่จัดการให้ได้อยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีส่วนแบ่งให้แม่บ้างนะ"
"ค่ะคุณแม่"
เกษณีย์แอบเซ็งความงกของเกสร

ฉัตรชบาจุดูปไหว้เจดีย์ที่เก็บอัฐิของวรรณิศาอยู่
"ฉันขอโทษนะคะที่เคยเข้าใจคุณผิด ฉันรู้ว่ามาบอกคุณตอนนี้มันก็คงจะสายเกินไป แต่ถ้าคุณรับรู้ได้ ฉันอยากให้คุณรู้ว่าฉันเสียใจนะคะ"
ฉัตรชบาพูดอย่างรู้สึกผิดจริงๆ

อัคคีขับรถเข้ามาจอดที่ลานจอดรถในวัด แล้วเดินเข้าไปข้างใน เพื่อจะไปที่เก็บอัฐิวรรณิศา

ฉัตรชบาไหว้เจดีย์ที่เก็บอัฐิของวรรณิศาอยู่
"ฉันเห็นใจคุณนะคะที่ต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายแบบนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ คืนนั้นฉันคงไม่ด่วนตัดสินคุณอย่างนั้น แล้วถ้าฉันยอมฟังคุณอธิบายซักนิด ฉันก็อาจจะช่วยคุณจากคุณพัฒนะได้บ้าง"
ทันใดนั้นอัคคีที่เดินเข้ามาทางด้านหลังฉัตรชบา กระชากแขนฉัตรชบาให้ลุกขึ้นอย่างแรง
" มาวุ่นวายอะไรกับน้องสาวผม"
"ฉันก็แค่มามาขออโหสิกรรมกับคุณวรรณิศา แค่นี้ทำไมคุณต้องโวยวายด้วย พูดดีๆ เหมือนคนอื่นไม่เป็นหรือไง"
"ผมก็เป็นของผมแบบนี้ ทำไมต้องเหมือนคนอื่น มานี่!"
อัคคีลากแขนฉัตรชบาออกไป

อัคคีลากฉัตรชบามาที่รถ
"นี่มันในวัดนะ จะทำอะไรก็หัดเคารพสถานที่บ้าง"
อัคคีจับฉัตรชบายัดใส่รถแล้วปิดประตู พออัคคีจะเดินไปขึ้นรถฝั่งคนขับ ฉัตรชบาก็เปิดประตูลงมา อัคคีต้องวิ่งมาจับตัวไว้
"ขึ้นรถ!"
"ไม่ขึ้น! ฉันจะไม่ยอมให้นายจับฉันไปขังไว้ที่ไหนอีกเด็ดขาด ปล่อยฉัน"
อัคคีไม่ปล่อย ฉัตรชบากัดมืออัคคีที่จับแขนตนอยู่อย่างแรง กัดแบบจมเขี้ยวไปเลย อัคคีเจ็บมาก แต่อดทนไม่ร้อง ไม่โวยวาย ไม่สะบัดออก ปล่อยให้ฉัตรชบากัดไป
"ถ้าคุณไม่หยุดแผลงฤทธิ์ ผมจะบอกเรื่องของเราให้ฉัตรชนกรู้เดี๋ยวนี้ละ"
ฉัตรชบาชะงัก ยอมปล่อยปากจากมืออัคคี ที่มืออัคคีมีรอยถูกกัดจนเป็นรอยฮ้อเลือด
อัคคียิ้มเยาะ
"ขึ้นรถ แล้วก็กรุณาอยู่ในความสงบด้วย"
ฉัตรชบายอมเข้าไปนั่งในรถแต่โดยดี แต่ก็เชิดหน้าทำปั้นปึ่งไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก
อัคคีเดินไปขึ้นรถแล้วขับรถออกไป

อัคคีขับรถพาฉัตรชบาออกไปจากวัด
"นายจะพาฉันไปไหน"
"ผมไม่พาคุณไปขังไว้ที่เกาะไหนอีกหรอก"
อัคคีขับรถไป ไม่พูดไม่จาดอะไร

ฉัตรชบาหวาดระแวงว่าอัคคีจะทำอะไรกับตนอีกกันแน่

อ่านต่อตอนที่ 12
กำลังโหลดความคิดเห็น...