xs
xsm
sm
md
lg

เชลยศึก ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


เชลยศึก ตอนที่ 8

เฟื่องฟ้าดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง ทหารพม่ายิ้มหื่นหัวเราะชอบใจ และในขณะที่พวกมันกำลังจะลงมือข่มขืน แต่แล้วหนึ่งในสามต้องสะดุ้งเฮือกสุดตัว ก้มดูที่ท้องพบว่ามีปลายดาบทะลุออกมา ทหารคนนั้นตายคาที่

สองคนที่เหลือตื่นตกใจสุดขีด เฟื่องฟ้าสบช่องดิ้นหลุดแล้วถีบไอ้คนที่เข้ามาจะข่มขืนกระเด็นไป แต่ถูกอีกคนจับไว้ คนที่โดนถีบขยับลุกขึ้นมาเอาเรื่อง แต่สองทหารต้องชะงักเมื่อเห็นมังจาเลถือดาบยาวอาวุธประจำกายเข้าหาด้วยสีหน้าโกรธจัด
“ทหารของข้าเป็นคนมิใช่สัตว์ เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ทำเรื่องต่ำช้าเยี่ยงนี้”
“ท่านคิดจักทำอันใดรึ ท่านมังจาเล” ทหารถามอย่างงงๆ
เฟื่องฟ้ามองเหตุการณ์ด้วยความหวาดกลัว ขยับจะหนี
“ปล่อยมือของพวกเจ้าออกจากนางซะ”
ทหารพม่าเถียงว่า “แต่ท่านเนเมียวบอกว่า พวกข้าสามารถทำกระไรก็ได้กับพวกโยเดีย โดยเฉพาะผู้หญิง”
มังจาเลยิ้มเหี้ยม
“แต่จักทำเยี่ยงนี้มิได้ ทหารเยี่ยงพวกเจ้ามีแต่จักทำให้กองทัพด่างพร้อย”
มังจาเลตวัดปลายดาบปาดคอฆ่าทหารคนแรก และจ้วงแทงคนที่สองอย่างเลือดเย็น ก่อนจะหันไปทางเฟื่องฟ้าที่ขยับตัวถอยหนีอย่างหวาดกลัว
มังจาเลเข้าไปหา รับร่างเฟื่องฟ้าที่หมดเรี่ยวแรงสลบไปคาอ้อมแขน

อีกฟากหนึ่ง ท่ามกลางความมืดมิดบรรยากาศบ้านนายบ่อนเงียบสงัด มะขามออกมาจากที่ซ่อนด้วยความหวาดกลัว เหลียวมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง แล้วลงนั่งซุกตัวอยู่ตรงมุมหนึ่ง จนมีเสียงเดินอยู่ที่ด้านนอกบ้าน มะขามขยับลุกขึ้นคิดว่าพ่อกลับมารับ
“พ่อ”
มะขามค่อยๆ ย่องจากที่ซ่อนออกมาหน้ากระท่อมแล้วต้องชะงัก ทหารพม่าที่เดินค้นอยู่หันมามอง มะขามตกใจจะหนี แต่ไม่ทันเพราะทหารพม่าอยู่ไม่ไกลนักกระโจนเข้าคว้าตัวไว้ได้ แล้วลากออกไปโดยไม่ปราณีปราศรัย

ภายในกระโจมราชบุตร มังจาเลเปลือยท่อนอก เช็ดเนื้อตัวล้างคราบเลือดอยู่ข้างๆ เตียง ขณะเฟื่องฟ้าฟื้นจากสลบมองมาด้วยสีหน้าฉงนฉงาย
“เจ้า เจ้าช่วยข้ารึ”
มังจาเลพยักหน้าตอบรับ
“ข้าขอบน้ำใจเจ้ายิ่งนัก เจ้าช่วยข้าไว้หลายครา ไว้กลับถึงเรือนช้าจักบอกท่านพ่อให้ตอบแทนให้อย่างงาม เจ้าเป็นใครรึ”
“เจ้ามิอยากรู้ดอก”
เฟื่องฟ้าคอแห้งหิวน้ำ
“ข้าขอ” เฟื่องฟ้าหยิบขันน้ำดื่มดับกระหายวางขันคืนเหลียวมองรอบๆ “แล้วที่นี่มันที่ใดรึ”
มังจาเลไม่ตอบ
เฟื่องฟ้าถามซ้ำ “ข้าถามว่าที่นี่ที่ใด”
มังจาเลไม่ตอบ เฟื่องฟ้าจึงขยับลุกเดินออกไปนอกกระโจม

เฟื่องฟ้าเดินออกมานอกกระโจม มองบรรยากาศรอบตัวแล้วต้องตกใจสุดขีด เมื่อรู้ว่าตัวเองตกอยู่ในค่ายทหารอังวะ ระหว่างนี้ทหารลาดตระเวนเห็นเงาเฟื่องฟ้าจึงตะโกนเรียก
“นั่นใครน่ะ”
มังจาเลพุ่งเข้ามาปิดปากเฟื่องฟ้าหมับ ลากหลบพ้นสายตาทหาร แล้วออกมารับหน้า
“มีคนเห็นผู้บุกรุกเข้ามาบริเวณนี้พระเจ้าข้า”
“มิมีใครดอก เราเองล่ะที่อยากออกไปเดินเล่นสูดอากาศ”
“พระเจ้าข้า ท่านมังจาเล”
พอพวกทหารเดินพ้นไปทางอื่น มังจาเลจึงหันมาด่าเฟื่องฟ้า
“เจ้าอยากตายหรือเยี่ยงไร”
เฟื่องฟ้ายังคงตกใจไม่หาย “ที่นี่คือค่าย...”
สายตาเฟื่องฟ้าเห็นบางอย่าง ค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบลูกธนูที่ห้อยอยู่ตรงผนัง เงื้อลูกธนูหมายจะแทงมังจาเล ทว่ามังจาเลคว้ามือไว้ได้ ผลักลูกธนูร่วงลงพื้น
“เจ้าเป็นชาวอังวะ”
“ข้ามิคิดเลยว่าคนงามเยี่ยงเจ้าจักตอบแทนคุณคนที่ช่วยเยี่ยงนี้”
เฟื่องฟ้าสะบัดมือมังจาเล
“ช่วยรึ ข้ายอมตายเสียดีกว่าอยู่เป็นเชลยของพวกอังวะ”
“ถ้าเจ้าอยากตายจริงๆ เหตุใดเพลานั้นจึงร้องให้คนช่วยเล่า”
เฟื่องฟ้าอึ้งนิ่งงันไป

เช้าวันนี้ทกยอกับแม่ทัพเนเมียวสีหบดีกำลังฉลองชัยที่ยึดเมืองวิเศษชัยชาญได้อย่างง่ายดาย
“เข้ายึดวิเศษชัยชาญได้ครานี้ ทำให้ไพร่พลฮึกเหิมอย่างเห็นได้ชัดจริงๆ”
“พระเจ้าข้า แลทำให้มิต้องกระเบียดกระเสียน เรื่องข้าวปลาอาหารอีกด้วยพระเจ้าข้า อีกทั้งเพลานี้ยังมิมีวี่แววว่าอโยธยาจักจัดทัพมามาชิงวิเศษชัยชาญคืนด้วยพระเจ้าข้า” เนเมียวว่า
“ดั่งที่รู้กันอยู่ เจ้าอยู่หัวเอกทัศน์กลัวเสียพระนครมากกว่าอดตาย”
ทกยอหัวเราะชอบใจ แม่ทัพเนเมียวหัวเราะตาม

ข่าวเมืองวิเศษชัยชาญถูกทหารอังวะยึด ทำให้พระเจ้าเอกทัศน์เครียดจัด เดินออกมาในท้องพระโรงวังหลวงเจอกับพระยาอาทรหมอบกราบรออยู่ก่อนแล้ว
“ผู้ใดวะ”
พระยาอาทรเงยหน้าขึ้นถวายบังคม องค์เอกทัศน์ยิ่งรู้สึกแปลกใจ
“ถวายบังคมพระเจ้าข้าพ่ออยู่หัวเอกทัศน์ ข้าพระยาอาทรพระเจ้าข้า”
“พระยาอาทร ข้าดีใจนักที่พบเจ้าเพลาเยี่ยงนี้”
“เกล้ากระหม่อมก็ดีใจมิผิดองค์พ่ออยู่หัวดอกพระเจ้าข้า”
“นับแต่ขบถสามวังข้ามิคิดว่าจักได้พบเจ้าอีก”
“เพลานั้นข้าพระองค์อยู่รับใช้พ่ออยู่หัวมิได้เพราะอันใดทรงรู้นะพระเจ้าข้า แต่เพลานี้ข้าศึกประชิดพระนคร ข้าพระองค์ตัดสินใจแล้วว่าอันใดจักเกิด ก็ต้องกลับมาช่วยเจ้าอยู่หัวให้จงได้พระเจ้าข้า”
พระเจ้าเอกทัศน์หัวเราะ
“ข้าดีใจนักที่ข้าเก่าเยี่ยงท่านพระยาอาทรมิทิ้งกันยามเกิดทุกข์เข็ญเยี่ยงนี้”
พระยาอาทรยิ้มอย่างมีเลศนัย

ในเวลาต่อมาพระเจ้าเอกทัศน์ปรึกษาราชการอยู่กับพระเจ้าอุทุมพร ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด อันเนื่องมาจากอาการวิตกจริต มีเที่ยงหมอบรอเฝ้าอยู่ห่างออกไป
“ข้ามิคิดเลยว่าอังวะจักกรีฑาทัพมาเร็วเยี่ยงนี้” องค์เอกทัศน์ปรารภหน้าเครียด
“พระเจ้าข้า มิเป็นการดีเลยที่จักให้กองทัพอังวะยึดวิเศษชัยชาญไว้เยี่ยงนั้นพระเจ้าข้า”
“เจ้าพี่เห็นเป็นเยี่ยงใด”
“เสียวิเศษชัยชาญดุจเสียอู่ข้าวอู่น้ำที่จักใช้เลี้ยงเมืองหลวง จักต้องดีคืนพระเจ้าข้า”
เอกทัศน์หงุดหงิดขึ้นมาทันที “ตีคืนรึ เจ้ากำลังบอกให้ข้ายอมเสียไพร่พลที่จักรักษาพระนคร เพื่อไปตีแขวงเมืองเล็กๆ รึ”
“พระเจ้าข้า”
“ข้ายอมมิได้ดอกเจ้าพี่ แม้นอังวะรู้ว่าไพร่พลถูกแบ่งไปเพื่อตีวิเศษชัยชาญ แลยกทัพเข้ากรุงศรี อยุธยาเล่า อีกทั้งเสบียงในเมืองหลวงยังพอถึงฤดูน้ำหลาก เพลานั้นอังวะก็จักยกทัพกลับไปเอง”
“แม้นมิเป็นดั่งพระดำรัสเล่าพระเจ้าข้า ข้าพระ องค์คิดว่าน่าตัดไฟเสียแต่ต้นลมยึดวิเศษชัยชาญคืน เพื่อตัดเสบียงกองทัพอังวะด้วยพระเจ้าข้า”
องค์เอกทัศน์ไม่พอใจลุกขึ้น เสียงแข็งใส่
“เยี่ยงนั้นเจ้าพี่ก็ไปจัดการเสียซิ แต่มิให้ใช้ไพร่ พลจากกรุงศรีอยุธยาเด็ดขาด”
พระเจ้าเอกทัศน์เดินฉุนเฉียวออกไป พระเจ้าอุทุมพรเดินเข้าไปหาเที่ยงที่มารอรายงานอยู่
“หลวงพิชัยอาสายกไพร่พลมาจากพิจิตรเพื่อช่วยรักษาพระนคร ข่าวว่าผ่านอู่ทองมาแล้วพระเจ้าข้า”
พระเจ้าอุทุมพรยิ้มออก
“เยี่ยงนั้นรีบแจ้งไปยังหลวงพิชัย ให้ยึดวิเศษชัย ชาญคืนจากอังวะให้จงได้”
“พระเจ้าข้า”
เที่ยงรับบัญชาแล้วรีบออกไป พระเจ้าอุทุมพรมองตามด้วยสีหน้าครุ่นคิด

ฟากนิลและโหน ถูกทหารพม่าคุมตัวพามาที่เรือนพระยาอาทร ที่บัดนี้ถูกยึดและใช้เป็นสถานที่กักกันเชลยศึก ทั้งสองโดนทหารพม่าถีบเต็มตีนให้ไปรวมกับพวกเชลยที่ถูกคุมตัวอยู่แถวนั้น
“โอ๊ย! ไอ้เวรเอ๊ย” / “เดี๋ยวเถอะมึง” สองคนคุมแค้น แต่ทำอะไรไม่ได้
มีเสียงเรียกดังมาจากหมู่เชลย “ไอ้นิล ไอ้โหน”
นิลและโหนล้มคะมำอยู่หันไปทางเสียง พบว่าในหมู่เชลยที่ถูกจับตัวมานั้น มีขุนฟ้าลั่นและมะขามอยู่ด้วย
“ท่านขุนฟ้าลั่น มะขาม” นิลถลาเข้าไปหา
ขุนฟ้าลั่นถามปลงๆ ว่า “พวกแกสองคนก็พลาดท่าถูกจับมาเหมือนกันเรอะ”
“น่าอับอายจริงๆ ที่นักมวยอย่างเราถูกจับเป็นเชลย” โหนฮึดฮัด
นิลมองไปรอบๆ “ทำไมพวกทหารอังวะถึงพาพวกเรามาที่นี่”
“เพราะเรือนแห่งนี้มีพื้นที่กว้างขวาง มีกำแพงล้อมรอบทุกด้าน มีทางเข้าออกทางเดียว จึงเหมาะสำหรับใช้เป็นค่ายกักกันเชลยสงคราม” ท่านขุนบอก
นิลหันไปทางโหน “ว่าแต่เจ้าของบ้านนี้ พระยาอาทรล่ะ ตอนนี้ไปไหน พอรู้มั้ยโหน”
“ไม่รู้เว้ย! เป็นตายร้ายดีที่ไหนก็ไม่รู้” โหนแค้นไม่หาย
“พวกมึงหยุดคุยกันเดี๋ยวนี้”
ทหารพม่าเห็นก็ไม่พอใจ เอาด้ามหอกฟาดนิลและโหนให้หุบปาก
โหนฮึ่มฮ่ำไปมาจะเอาเรื่อง “ฮึ่ม! มึง”
มะขามรีบคว้าตัวโหนไว้ “อย่าทำอะไรโง่ๆ นะ”
“ใจเย็นโหน สถานภาพของเราตอนนี้ต้องฝืนใจยอมมันไปก่อน ไว้มีโอกาสค่อยเอาคืนก็ยังไม่สาย” นิลช่วยปรามโหนอีกแรง
“ฮึ่ย”
โหนฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่ง จึงยอมสงบแต่โดยดี
นิลมองดูพวกเชลยที่ถูกจับมาซึ่งล้วนเป็นชาวบ้านทั้งสิ้น เขามองจนทั่ว แล้วจึงมาสะกิดถามขุนฟ้าลั่นเบาๆ
“ท่านขุน”
ขุนฟ้าลั่นหันมา “มีอะไร”
“ฉันกวาดตามองกลุ่มเชลยจนทั่วแล้ว ไม่ยักเห็นคนที่ควรจะอยู่กับท่าน”
ขุนฟ้าลั่นถอนใจเฮือก!
“ท่านขุนฟ้าลั่น ตอนนี้ มะลิกับเฟื่องฟ้าอยู่ที่ไหน”

ท่านพูดหน้าเศร้า ห่วงลูกจับใจไม่รู้เป็นหรือตาย

ต่อมา มะขามและนิลถูกทหารพม่าลากตัวไปช่วยเก็บศพเชลยที่ถูกฆ่าตายหลังเรือนพระยาอาทร มะขามมองพี่น้องชาวสยามที่นอนตายเกลื่อนอย่างเอน็จอนาถใจ
มะขามถูกทหารพม่ากระชากลากถูคุมตัวมาด้านหลังบ้านเรือนใหญ่ ร่างกายอิดโรยจะเป็นลมอยู่รอมร่อ นิลเห็นท่าไม่ดีรีบเข้าไปช่วยพยุง แต่ถูกทหารพม่าเตะขวางทาง สั่งให้เดินต่อ
มะขามแข็งใจกำลังจะลุกเดินต่อ แต่แล้วสายตาดันหันไปเจอร่างนายบ่อนผู้เป็นพ่อนอนจมกองเลือดเป็นศพไร้ญาติอยู่
“พ่อ...พ่อจ๋า” มะขามน้ำตาแตกร้องไห้จ้า
พอจะเข้าไปหาพ่อสุดที่รัก ก็ถูกทหารพม่าขวางไว้ ทำเอามะขามถึงกับทรุดเข่าลงไปกับพื้นพยายามคลานไปหา ร้องเรียกหาพ่อน้ำตาเอ่อล้นจนสุดท้ายไร้เรี่ยวแรงไปในที่สุด นิลได้แต่คุมแค้นสุดแสนจะทรมานใจที่เห็นผู้หญิงที่ตัวเองแอบชอบร้องไห้จนน้ำตาแทบเป็นสายเลือด เพราะช่วยอะไรไม่ได้

อีกฟากหนึ่ง นายทองดีฟันขาวรวบรวมชาวบ้าน นำกำลังทหารเข้าตีเมืองวิเศษชัยชาญคืนจากพม่าได้สำเร็จ

ทางด้านโหนเที่ยวออกตามและถามหาเอื้อยจากกลุ่มเชลย จนเจอชาวบ้านคนหนึ่งที่รู้เรื่องพาโหนไปที่หลุมศพเอื้อย โหนเสียใจร่ำไห้จนหมดสภาพ และพาลโกรธกล้าที่ปกป้องพี่สาวไม่ได้

ในระหว่างนี้กล้าได้ข่าวมาว่าบรรดาเชลยถูกคุมตัวมาขังไว้ที่บ้านพระยาอาทร จึงลอบมาพบขุนฟ้าลั่นบนเรือน เจอโหนต่อยด้วยความแค้น
กล้าอธิบายเรื่องราว และได้ขุนฟ้าลั่นช่วยไกล่เกลี่ย ในที่สุดกล้ากับโหนก็ปรับความเข้าใจกันได้ ท่ามกลางความโล่งใจของทุกคน

ยานเปงเข้ามาหามังจาเลในกระโจมที่พักด้วยท่าทางร้อนรน พอเห็นแผลเห็นมังจาเลก็ตกใจ มังจาเรบอกว่าไม่ต้องสนใจแผลตน เฟื่องฟ้านั่งหันหลังอยู่ทางหนึ่งอย่างไม่สนใจ
“มีอันใดรึ ใยเจ้าดูร้อนรนเยี่ยงนี้”
“ท่านแม่ทัพเนเมียวแลองค์ทกยอให้มาทูลเสด็จพระเจ้าข้า”
“การใดรึ เจ้ารู้ฤาไม่”
“รู้แต่เพียงเรียกแม่ทัพนายกองทั้งหมดเข้าเฝ้าด้วยพระเจ้าข้า”
มังจาเลพยักหน้า รอจนนายเปงออกไป จึงมองมาทางเฟื่องฟ้า
“ฤากองทัพของท่านจักยกกลับอังวะเล่า”
“ถ้าข้าจักยกทัพกลับอังวะ ข้าจักพาเจ้าไปกับข้าด้วย”
“ข้าจักขอตายด้วยน้ำมือข้าเอง จักมิไปอังวะกับท่านเด็ดขาด”
มังจาเลหัวเราะขำ
“แต่คงมิเป็นเยี่ยงนั้นดอก กองทัพอังวะจักกลับก็ต่อเมื่อตีกรุงศรีอยุธยาได้ แต่เพลานี้ข้าจักขอร้องแม่นางให้อยู่แต่ในกระโจม อย่าได้ออกไปข้างนอกเด็ดขาด”
“ข้าจักออกไปไหนได้เล่า ที่แห่งนี้มีแต่ทหารอังวะที่พร้อมจักฆ่าผู้คนเยี่ยงเจ้าเต็มไปหมด”
เฟื่องฟ้าแดกดัน

มังจาเลพาตัวเองเข้ามาในกระโจมของทกยอ พบว่าแม่ทัพเนเมียวรายงานการศึกสีหน้าเคร่งอยู่
“ข้าเรียกแม่ทัพนายกองมาเพื่อจักบอกให้รู้ว่า อู่ข้าวอู่น้ำของเราถูกอโยธยาตีคืนไปแล้ววิเศษชัยชาญข้าจักไปตีคืนมา”
“ข้ากับแม่ทัพเนเมียวตกลงใจกันแล้วว่า จักมิยึดคืน แต่จักตรึงกำลังทัพไว้เยี่ยงนั้น”
มังจาเลแทรกขึ้นมาว่า “เพียงตรึงไว้มิพอดอกพระเจ้าข้าเสด็จพี่ทกยอ”
ทุกคนมองหน้ามังจาเลอย่างดูแคลน มังจาเลอธิบายแผนการต่อว่า
“แต่จักต้องทำให้โยเดียต้องห่วงหน้าพะวงหลัง แม้นพระองค์แต่งสาส์นขอเมืองมะริดแลทวายเป็นข้อแลกเปลี่ยนว่ากองทัพอังวะยกกลับ”
ทกยอย้อนถาม “แม้นพ่ออยู่หัวโยเดียยินยอมตามที่เจ้าพูด แลข้ามิยกทัพกลับอังวะ ข้าจักเป็นเยี่ยงใดมังจาเล”
แม่ทัพเนเมียวหัวเราะหยัน “อันคำพูดของผู้นำแลนักรบต้องมีค่าดุจทองคำ เมื่อพระองค์ส่งราชสาส์นพระองค์ ต้องทำตามนั้นพระเจ้าข้า แต่ข้าพระองค์คิดว่าเจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ทรงมิยอมดอกพระเจ้าข้า”
“ยอมมิยอม ข้ามิใส่ใจดอก ข้าทำเพื่อถ่วงเพลาที่ทัพหลวงจักเดินทางมาถึงเท่านั้น ครานี้แหละ อย่าว่าแต่มะริดแลทวายเลย แม้อโยธยาก็จักเป็นของเจ้าพี่พระเจ้าข้า”
“ข้าพอใจความคิดของเจ้ายิ่งนัก มังจาเล” ทกยอหัวเราะชอบใจหันไปทางเนเมียวสีหบดี “แต่งสาส์นถึงพ่ออยู่หัวเอกทัศน์บัดเดี๋ยวนี้”
“พระเจ้าข้า”
มังจาเลเหลือบมองเนเมียวสีหบดีตาขุ่น

ด้านเฟื่องฟ้าอาศัยจังหวะที่มังจาเลไปพบทกยอตัดสินใจหนีออกมาจากค่ายทหารอังวะ วิ่งหนีสุดกำลังเข้ามาในป่าละแวกค่าย
เฟื่องฟ้าวิ่งจนเหนื่อยล้า มองข้างหลังจนแน่ใจว่าไม่มีใครตาม จึงหันกลับจะเดินต่อ แต่แล้วกลับเจอทหารพม่าที่ตามมาจนทันและยิงเฟื่องฟ้าตกน้ำไป มังจาเลตามมาช่วยไว้ รีบนำเฟื่องฟ้ากกลับไปที่กระโจมทันที

เฟื่องฟ้านอนสลบอยู่บนเตียง มังจาเลมองลุ้น หมอทหารที่กำลังตรวจจับชีพจรดูอาการเฟื่องฟ้า
“มิมีกระไรต้องเป็นกังวลแล้วพระเจ้าข้า นางผู้นี้ปลอดภัย เพียงแต่ให้นางกินยาที่กระหม่อมจัดให้ ไม่กี่เพลาก็จักหายดี พระเจ้าข้า”
“ขอบน้ำใจพ่อหมอมาก”
“กระหม่อมทูลลา”
หมอจะเดินออกไปมังจาเลเอ่ยขึ้น “ข้ามิประสงค์ให้ผู้ใดรู้เรื่องนี้ หวังว่าพ่อหมอคงจักเข้าใจ”
พร้อมกับว่ามังจาเลยื่นถุงเงินที่เตรียมไว้ให้ หมอรับเงินมาโดยดี
“ถึงตายข้าก็จักมิปริปาก”
หมอเดินออกไป มังจาเลเข้าไปดูอาการเฟื่องฟ้า ถึงเวลาตามที่หมอสั่ง มังจาเลเทยาให้เฟื่องฟ้าดื่มแต่นางไม่รู้สึกตัวจึงทำให้ยาหกออกมาหมด มังจาเลตัดสินใจใช้ปากป้อนยาให้เฟื่องฟ้า และพบว่าชุดเฟื่องฟ้าเปียกทั้งตัว
“ชุดเจ้าเปียกเยี่ยงนี้”
มังจาเลปลดสไบเฟื่องฟ้าออก เปลี่ยนชุดให้ใหม่อย่างอ่อนโยนและให้เกียรติ

นายทองดีพากล้า นิล มะขาม โหนและขุนฟ้าลั่นมาหลบพักที่เรือนหลังหนึ่ง ทุกคนต่างเหนื่อยล้า อ่อนแรง และสิ้นหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ต่างแยกย้ายกันนั่งอยากหมดอาลัยตายอยาก
ขุนฟ้าลั่นเดินเลี่ยงไปนั่งห่างออกไปจากคนอื่น ขุนฟ้าลั่นดูจะแย่กว่าเพื่อนทั้งเจ็บตัวและเจ็บใจ
กล้ามองขุนฟ้าลั่นก่อนลงนั่งด้วยความเหนื่อยและท้อแท้เช่นกัน
ทองดีหันพูดกับเที่ยงต่อหน้าทุกคน
“เรือนนี้เป็นของเพื่อนข้า อยู่ที่เรือนนี่แหละจักปลอดภัยที่สุด” ทองดีบอก
“มินานดอกข้าศึกก็จักตามมาฆ่าเราถึงที่นี่อีก” โหนว่าเชิงประชดชีวิตยามนี้
“มึงมิให้ความหวังตัวเองกูมิว่าดอก แต่คนอื่นเล่าไอ้โหนชีวิตเขามิได้สิ้นหวังสิ้นคิดเยี่ยงเอ็งนะ” นิลตำหนิ
“ข้าจักบอกให้ แม้นข้าศึกจักมาถึงเรือนนี้ได้ นั่นหมายถึงมันต้องตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกเสียก่อน แม้นข้ายังมีลมหายใจ จักมิมีใครมาย่ำยีได้ดั่งนั้นเด็ดขาด”
พูดจบทองดีก็เดินออกไปทางหนึ่ง นิล โหน มะขาม และกล้า มองตาม ก่อนจะหันมามองหน้ากัน
ขุนฟ้าลั่นนั่งหันหลังไม่สนใจใคร ไม่นานนักก็ขยับลุกเดินออกไป

มะขามเดินมาเห็นเด็กเล่นม้าก้านกล้วยแล้วหกล้ม พ่อเด็กเข้ามาปลอบทำให้มะขามนึกถึงนายบ่อนผู้เป็นพ่อ จนต้องหลบมานั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ไกลออกไปเห็นนิลเดินถือตะกร้าดอกบัวเตรียมไปทำบุญผ่านมาเห็นแล้วเดินเข้ามาหามะขาม นิลหยุดมองอย่างเห็นใจก่อนตัดสินใจเดินเข้าไปหามะขาม
มะขามชายตามองแล้วรีบเช็ดน้ำตาเมื่อนิลเข้ามานั่งข้างๆ
“เอ็งทำกระไรอยู่รึมะขาม”
มะขามพยายามกลั้นน้ำตา แต่เอาไม่อยู่ กลับสะอื้นหนักมากขึ้น
“ทั้งชีวิตข้ามีพ่อเพียงผู้เดียว ที่เป็นทั้งพ่อแลแม่ของข้า ครานี้ข้ามิเหลือผู้ใดอีกแล้ว”
นิลขยับเข้าใกล้
“เอ็งอย่าพูดเยี่ยงนี้ เอ็งยังมีพวกเราอยู่”
“ขอบน้ำใจเอ็งมากนิล”
มะขามยิ้มทั้งน้ำตา
“ข้าจักไปทำบุญ เอ็งจักไปทำบุญให้พ่อเอ็งด้วยมั้ย”
“ไปสิ งั้นเอ็งรอข้าเดี๋ยวนะ”
มะขามลุกเดินไป

บ้านเมืองถูกเผาไหม้จากไฟสงคราม มะขามกับนิลเดินมาตามทาง มองซากปรักหักพังด้วยใบหน้าหม่นเศร้า ระหว่างมาทำบุญที่วัดด้วยกัน

อีกฟากหนึ่ง ที่วังหลวงอโยธยา พระเจ้าเอกทัศน์ทิ้งสาส์นจากอังวะลงตรงหน้าพระเจ้าอุทุมพรด้วยความฉุนเฉียว
“มิคิดเลยว่าอังวะจักบังอาจเหิมเกริมเยี่ยงนี้ มันจักมิตีวิเศษชัยชาญคืน แต่จักขอเมืองมะริดแลเมืองทวายเมืองหน้าด่านด้านตะวันตกเป็นการตอบแทน”
“คงเป็นเพียงกลศึกของอังวะพระเจ้าข้าพ่ออยู่หัวเอกทัศน์” องค์อุทุมพรบอก
“จักเป็นกลศึกหรืออันใดข้าก็มิให้ ขืนยอมมันคงมิหยุดเพียงเมืองมะริดกับทวายดอก”
“เจ้าอยู่หัวเอกทัศน์ดำรัสชอบแล้วพระเจ้าข้า มันอ้างเรื่องมะริดแลทวาย เพื่อรอทัพหลวงแน่แท้พระเจ้าข้า”
“ทัพหลวงจากอังวะ มันหมายมั่นจักตีกรุงศรีอยุธยาให้จงได้จริงๆ รึ”
องค์เอกทัศน์มีสีหน้าเครียดจัด
“เยี่ยงนั้นเจ้าพี่จักต้องหาทางป้องกันพระนครให้จงหนักบัดเดี๋ยวนี้เลย”
“พระเจ้าข้า เจ้าอยู่หัวเอกทัศน์” องค์อุทุมพรน้อมรับ
พระเจ้าเอกทัศน์เดินเครียดออกไป

ขุนฟ้าลั่นเดินมาลงนั่งด้วยความห่อเหี่ยวเป็นห่วงลูกสาวทั้งสอง กล้าถือขันน้ำเดินเข้ามาหาแล้วลงนั่งคุกเข้าตรงหน้า
“น้ำขอรับนายท่าน”
“ข้าคงกินมิลงคอดอก แลเอ็งมิต้องเรียกข้าว่านายท่านอีก ข้ามิได้เป็นนายของเอ็งหรือผู้ใดอีกต่อไปแล้ว”
“แต่ข้ายังสำนึกว่านายท่านเป็นนายอยู่ตลอดเพลานะขอรับ”
“หยุดบัดเดี๋ยวนี้ไอ้กล้า เพลานี้ข้ามิมีอันใดเหลือให้เป็นนายใครได้อีกเรือนข้า สมบัติของข้าถูกไอ้ข้าศึกอังวะมันเผามิเหลือชิ้นดีเยี่ยงนั้นแม้แต่ลูกตัวเองรังรักษาไว้มิได้ คิดแล้วยังเจ็บใจตัวเอง มัวแต่ห่วงชีวิตจนมิใส่ใจผู้ใด โชคดีนะที่พี่เอ็งตาย เอ็งมิต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลังว่ามันจักเป็นเยี่ยงใด”
“แม่นายหญิงใหญ่กับแม่นายน้อยคงมิเป็นไรดอกขอรับ”
“เอ็งพูดเยี่ยงนี้ได้เพราะเอ็งมิต้องห่วงแล้วนี่” ขุนฟ้าลั่นร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น “คิดแล้วข้าเจ็บใจตัวเองจริงๆ มัวแต่ห่วงชีวิตตัวเอง จนลืมลูกทั้งสองเสียสิ้น”

กล้าได้แต่ถอนใจมองเจ้านายอย่างสงสารและเข้าใจ

อ่านต่อ ตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...