xs
xsm
sm
md
lg

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ ตอนที่ 10

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 10

บริเวณค่ายหลวงหงสาวัดมเหยงค์
กลองศึกถูกตีจังหวะรัว นายกองหงสาวดีโบกมือตะโกนสั่งระดมพล ทหารจำนวนมากถืออาวุธสั้นและยาววิ่งกันสับสนเพื่อเข้ารวมหมู่ในที่ตั้งของตน ทุกคนมีสีหน้าคึกคักฮึกเหิมที่จะได้ออกรบ 

พระมหาธรรมราชาและพระสุนทรสงคราม ยืนมองดูความสับสนของทหารหงสาวดีที่ลานค่าย เสียงกลองยังคงรัวเรียกระดมพลอยู่
"พวกหงสาเข้าโจมตีวันนี้แน่ เจ้าคุณจักรีคงเปิดทางสะดวกให้แล้ว" พระมหาธรรมราชาพลางถอนใจ "น่าสมเพชตัวเองจริงๆ เราเป็นคนไทยแท้ๆ แทนที่จะยืนถือดาบอยู่บนกําแพงโน่น กลับต้องมานั่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ในค่ายของฝ่ายศัตรู"
"พวกขุนนางอยุธยา ถ้ามีใจดังพระศรีเสาวราชหรือพระยารามแม้สักเศษเสี้ยว พวกหงสาคงต้องพ่ายกลับมาแน่" พระสุนทรสงครามบอก
"ทำยังไงได้เล่า พวกเขารับใช้บ้านเมืองด้วยปาก ไม่ใช่ด้วยใจ .....ดูเถอะ ทหารหงสาพวกนั้น ผ่านศึกมาแล้วเกือบครึ่งชีวิต พวกเขารบทุกปีเพื่อแผ่ขอบดินขอบฟ้าให้แก่พระมหาราชบุเรงนอง ในขณะที่ชาวพระนครเราไม่มีใครเจนศึก พวกเขาหวังแต่เพียงความมั่นคงของกําแพงเมือง เป็นเกราะคุ้มภัยให้รอดไปวันๆเท่านั้น"
" อยุธยาเราคงแพ้แน่"
"อยุธยาจะไม่ถูกทำลาย แต่จะถูกทำความสะอาดเท่านั้น"
พระมหาธรรมราชา รู้สึกสลดหดหู่ใจ

พันฤทธิ์เดชารีบรายงานด้วยความตื่นเต้น ขณะยืนอยู่กับพระยาจักรีในหลืบมุมกําแพงแห่งหนึ่งอันเป็นที่ลับตาคน
"พวกมันเข้าโจมตีวันนี้แน่ๆ ข้าเห็นมันรวมพลมากับตาเลย"
พระยาจักรีถาม "เอ็งแน่ใจหรือ"
"แน่ใจสิเจ้าคุณ พวกที่รวมพลมีเฉพาะที่ค่ายหลวง กับค่ายของพระอุปราช ดูท่ามันจะเข้าทางตะวันออกทางเดียวเท่านั้น"
พระยาจักรีมองดูรอบๆว่าไม่มีคน ก่อนหันกลับมาถาม
"แล้วเอ็งบอกใครหรือยัง"
"พอเข้าเมืองได้ ข้าก็มุ่งมาหาเจ้าคุณก่อน ตามที่เจ้าคุณสั่ง"
"ดี งั้นเอ็งก็อย่าบอกใครอีกเลย"
แล้วพระยาจักรีก็ตวัดดาบทั้งฝัก กระแทกคางของพันฤทธิ์เดชาเต็มแรง จนล้มลงสลบแน่นิ่งไป

บริเวณลานนอกกำแพงพระนครด้านตะวันออก ล้อปืนใหญ่กระบอกหนึ่งถูกทหารหงสากลุ่มหนึ่งเข็นมาหยุด ปืนใหญ่กระบอกนั้นถูกเข็นมาตั้งแถวหน้ากระดานรวมกับปืนใหญ่อีกหลายกระบอก จ้องตรงไปยังกําแพงพระนครซึ่งมีทหารประจำอยู่ไม่กี่คน มีทหารหงสาจำนวนมากถืออาวุธยืนรอบุกอยู่หลังแนวปืนใหญ่
วันนั้น "แรม 11 คํ่า เดือน 9 พุทธศักราช 2112 ”
เมื่อได้รับคำสั่ง ปืนใหญ่ทุกกระบอกก็เริ่มยิงเป็นลำดับ

กระสุนปืนใหญ่ยิงถูกใบเสมาบนแนวกําแพงแตกกระจายไปหลายจุดตลอดแนว ทหารบางคนถูกแรงระเบิดกระเด็น ส่วนที่เหลือก็ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก พระยาพิชัยวิ่งมาถึง
"ทหาร เข้าประจำปืนใหญ่ซี่โว้ย พร้อมแล้ว ยิงง-ง-ง-ง-ง"
ปืนใหญ่บนกําแพงสอง-สามกระบอกระดมยิงเสียงดังสนั่น ควันตลบ
พระยาวิชิตวิ่งโซเซมาหาพระยาพิชัย ด้วยเนื้อตัวขะมุกขะมอม
"โอย ไม่ไหว ไม่ไหว มันยิงเราไม่รู้ตัวเลย เกือบไปแล้ว"
"ก็ยิงมันเข้าไปบ้างซี่ หนีมาทำไมเล่า"
"ยิงไม่ได้ ดินดำที่เราขนออกมาไว้นอกป้อม โดนฝนชื้นหมดแล้ว ยิงปืนใหญ่ไม่ได้เลย"

ทันใดนั้นกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายหงสาวดีก็ยิงมาตกลงบนเชิงเทินไม่ห่างจากพระยาทั้งสองนัก

ฝ่ายพระมหินทร์เดินมายืนมองออกไปนอกหน้าต่าง
เสียงปืนใหญ่ดังเข้ามาไกลๆไม่ขาดสาย พระยาธรรมารีบเข้ามาถวายบังคมกราบทูล
"ขอเดชะ ขณะนี้ข้าศึกบุกเข้าตีทางด้านตะวันออก ข้ามคูตรงเกาะแก้วเข้ามาแล้วพระพุทธเจ้าข้า เกรงว่าพระมหาเทพจะยั้งไว้ไม่ได้นาน"
" แล้วพระยาจักรีมัวทำอะไรอยู่"
"พระยาจักรี นำทหารกองแล่นไปประจำอยู่ทางตะวันตกพระพุทธเจ้าข้า"
"รีบไปบอกให้ยกกําลังมาช่วยพระมหาเทพโดยเร็วที่สุด ไป"
"พระพุทธเจ้าข้า"

พระยาธรรมาและทหารติดตาม2นายรีบเดินมาตามเชิงเทินกําแพงด้านตะวันตก จนถึงบริเวณที่มีทหารกรุงจำนวนมากนั่งๆนอนๆอยู่โดยไม่มีการสู้รบ นอกจากเสียงปืนใหญ่ดังอยู่ไกลๆ และพระยาจักรีที่ยืนอยู่อย่างสบายใจเย็น
"มีรับสั่งให้เจ้าคุณรีบไปช่วยทางประตูด้านตะวันออกเร็วที่สุด พวกมันกําลังยิงโจมตีเราหนักมาก"
" แล้วกันสิ จะให้พวกเราทิ้งกําแพงด้านนี้ไปได้ยังไง เดี๋ยวข้าศึกบุกเข้ามา ใครจะป้องกัน"
"นี่เจ้าคุณไม่เข้าใจหรือไง ทางตะวันออก ข้าศึกกําลังประชิดกําแพงเมือง แต่ทางนี้มีแต่แม่นํ้ากว้าง เจ้าคุณควรจะสั่งการให้เหมาะสมนะ"
พระยาจักรีทำเป็นโกรธ
"เจ้าคุณเป็นเสนาบดีวัง จะมารู้ดีกว่าผู้รักษาพระนครได้ยังไง"
"หมายความว่า เจ้าคุณจะไม่ทำอะไร ทั้งๆที่มีรับสั่งมางั้นหรือ"
"ไม่เห็นจะต้องทำอะไร อีกประเดี๋ยวทุกอย่างก็เรียบร้อย"
พระยาจักรียิ้มอย่างหมายมั่นในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ในประตูกำแพงพระนครด้านเกาะแก้ว แรงระเบิดทำให้บานประตูไม้หนาทั้งสองแผ่นหลุดจากกรอบปูน คานขวางหักสะบั้น บานประตูกระเด็นออกมาล้มครืนลงทั้งแผง เสียงทหารหงสาโห่เฮ แล้วก็เห็นทหารหงสาวดีจำนวนมากวิ่งชูดาบฝ่ากลุ่มควันผ่านช่องประตูเข้ามา ทหารกรุงจำนวนหนึ่งวิ่งเข้าปะทะ
ทั้งสองฝ่ายฟาดฟันกันอย่างดุเดือดชุลมุน

ต่อมา ในราชมณเฑียร
พระมหินทร์พูดอย่างเจ็บชํ้า ขณะพระยาธรรมาและพระโหรานั่งเฝ้าอยู่ ทหารติดตามพระยาธรรมานั่งอยู่นอกประตู
"ข้าไม่นึกเลยจริงๆ ข้าน่าเฉลียวใจตั้งแต่ครั้งที่ศรีเสาวราชแล้ว ไม่น่าเลย"
"พระเจ้าหงสาวดีคงเห็นว่า จะเอาชนะอโยธยาได้ยาก เพราะอีกไม่นานชานกรุงก็จะถูกนํ้าท่วม ก็เลยใช้อุบายให้เราทรยศกันเอง"
"มันเป็นขุนนางชั้นสูง ทุกคนวางใจให้ได้เป็นถึงผู้รักษาพระนคร แต่มันไม่รักบ้าน ไม่รักเมือง ไม่รักแผ่นดินเกิดเสียบ้างเลย อยุธยาจะยืนยงได้ยังไง ถ้ายังมีคนเยี่ยงนี้อยู่"
พระยากลาโหมวิ่งเข้ามานั่งกราบทูล
"ขอเดชะ ข้าศึกเข้าพระนครได้แล้ว พระมหาเทพและทหารที่รักษากําแพงด้านเกาะแก้ว ต้านทานมิไหวแล้วพระพุทธเจ้าข้า"
" หากจะเสด็จหนี พระองค์จะยังพอมีเวลาอยู่ เชิญเสด็จเถิดพระพุทธเจ้าข้า"
" ข้าจะหนีไปได้ไกลสักแค่ไหนกัน ห่วงแต่บ้านเมืองจะต้องถูกเผาพินาศ ราษฎรจะต้องล้มตาย ข้าไปไม่ได้ดอก"
"แต่ถึงจะประทับที่นี่ ทุกอย่างก็ต้องพินาศยับอยู่ดีพระพุทธเจ้าข้า"
พระมหินทร์ตัดสินใจด้วยใบหน้าเศร้า
"ไม่พินาศหรอก ถ้าข้า....จะทำอย่างเสด็จพ่อ"
"หมายความว่า พระองค์จะยอมแพ้ ยอมให้อยุธยาเป็นเมืองขึ้นหงสาวดี อย่างนั้นหรือ"
"ข้าไม่มีทางอื่น ขืนสู้ไปก็คงวอดวายทั้งคนทั้งเมือง เจ้าคุณธรรมา- เจ้าคุณ
กลาโหม ไปสั่งให้ทหารทุกคนวางอาวุธ ยุติการต่อต้านทั้งหมดเดี๋ยวนี้"
พระยาธรรมา-พระยากลาโหมรับคำ "พระพุทธเจ้าข้า"
พระยาทั้งสองถวายบังคมแล้วรีบออกไป พระมหินทร์นั่งอยู่อย่างปวดร้าวใจ

วันต่อมา พระองค์ดำนั่งอ่านตำรับตำราอยู่บนแคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่ในวัดพระมหาเถร ไอ้จันเดินยิ้มหน้าเป็นเข้ามานั่งคุกเข่ากับพื้นทำท่าถวายบังคมล้อเลียน
"ถวายบังโคม ขอแสดงความยินดีด้วย พะย่าค่า"
"อะไร เล่นตลกอะไรอีกล่ะ มณีจัน ยินดีอะไรกัน"
"นี่ไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่เนี่ยะ"
"รู้อะไร มีเรื่องอะไรเหรอ"
ไอ้จันขยับขึ้นนั่งบนแคร่
" ถ้าไม่รู้ ก็จะบอกให้รู้ ตอนนี้ในตลาดเขาพูดกันอึงไปหมดแล้วว่า เจ้าฟ้าสองแควได้ครองอยุธยา พ่อเจ้าอยู่หัวเป็นคนแต่งตั้งให้ พูดง่ายๆก็คือพ่อขององค์ดำ ได้เป็นกษัตริย์อยุธยาแล้ว"
" เสด็จพ่อได้ครองอยุธยา ไม่น่าเป็นไปได้"
" แต่ก็เป็นไปแล้วจริงๆ คราวนี้องค์ดำก็กลายเป็นเจ้าชายรัชทายาท อยุธยาเต็มตัว ต่อไปเห็นจะต้องหาพระราชธิดากษัตริย์สวยๆมาเป็นคู่ จะได้ดูสมกัน อ้าว ทำไมทำหน้ายังงั้น ไม่ดีใจรึไง"
" หัวโขนไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหน ก็ไม่ทำให้คนอย่างข้าเปลี่ยนไปหรอกมณี"
"ครองอยุธยาจะมีความหมายอะไร ถ้าทั้งเจ้าทั้งไพร่ล้วนแต่เป็นเชลย เขาทั้งนั้น"
พระมหาเถร ไอ้ทิ้งและไอ้สมิงเดินมาถึง
"อ้อ อยู่ที่นี่เอง กําลังจะมาบอกเรื่องอยุธยาอยู่ทีเดียว"
มณีจันทร์รีบอวด
"ข้ามาเร็วกว่า ข้าบอกหมดแล้ว"

"แต่ข้ายังมีเรื่องที่พวกเจ้าไม่รู้อีกหลายเรื่อง จะฟังไม๊ล่ะ ถ้าอยากฟังก็ตามมา" มหาเถรบอก

พระมหาเถรเดินถือไม้เท้าพูดมาตามทางเดินร่มรื่น โดยมีพระองค์ดำ ไอ้จัน ไอ้ทิ้งและไอ้สมิงเดินอยู่ด้วยเป็นกลุ่ม
"ทหารหงสาบุกเข้าพระนครได้ก็เพราะพระยาจักรีเป็นไส้ศึก เขาทำให้การต้านทานของฝ่ายอยุธยาอ่อนกําลังลงมาก แม้ทหารกรุงจะสู้ตายถวายชีวิต แต่ก็ตายเปล่า เพราะในที่สุดพระมหินทร์ก็สั่งให้ทหารที่เหลือวางอาวุธยอมแพ้... พ่อเจ้าอยู่หัวบุเรงนองเรียกค่าชดเชยที่ไพร่พลของหงสาต้องมาล้มตายด้วยสมบัติหมดทั้งพระนคร แล้วจะนำตัวพระมหินทร์ และขุนนางทั้งหลายรวมทั้งชาวพระนครที่เป็นชายฉกรรจ์และหญิงสาวทั้งหมดมาอยู่หงสาวดีนี่ โดยแต่งตั้งให้พระมหาธรรมราชาขึ้นเป็นกษัตริย์
ปกครองอยุธยาแทน แต่ให้มีข้าราชการและชาวเมืองอยู่ในพระนครได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นคนเท่านั้น"

ตอนเย็น พระมหินทร์นอนป่วยอยู่บนแท่นบรรทม ด้วยความเสียใจท่วมล้น มีพระวิสุทธิกษัตรีย์นั่งเฝ้าอยู่ แสงแดดยามเย็นทอดเข้ามาทางหน้าต่างพระราชมณเฑียร อยุธยา ให้บรรยากาศที่เศร้าหมอง
"ข้าทำให้อยุธยาต้องพ่ายแพ้ ข้าผิดเอง ข้าผิดเอง ไม่ควรเลย"
"ไม่ใช่ความผิดของพระองค์ดอก พระยาจักรีต่างหากที่ทำให้เราแพ้ ยามมีภัย ถ้าคนไทยไม่สามัคคีกัน มันก็ต้องพินาศเท่านั้น พระพุทธเจ้าข้า"
" ใช่...เพราะเราสองพี่น้องหาได้สามัคคีปรองดองกันเฉกเช่นกาลก่อน คราวนี้ ไพร่ฟ้า
ข้าแผ่นดิน จะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกกี่ชั่วคนก็ไม่รู้ได้"
"ทรงห่วงพระองค์เองก่อนเถิด หากพระอาการประชวรกําเริบ ขณะเสด็จไปหงสาวดีจะยิ่งลำบากใหญ่"
" ข้าจะต้องตายกลางทาง ใช่ไหม...เจ้าคงสมเพศข้าอยู่ในใจกระมัง"
"หามีครั้งใดที่ข้าจะรังเกียจเดียดฉันท์พี่น้องร่วมอุทรได้ หากข้าเห็นว่าพระองค์มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ ถ้าพระองค์ทรงผนวชเสียแต่บัดนี้ พระเจ้าบุเรงนองอาจจะละพระองค์ไว้ในฐานะสมณเพศได้"
"ไม่ ข้าทำไม่ได้ เชลยไทยหลายสิบหมื่นจะต้องไปตรากตรำลำบาก จะให้ข้าเอาตัวรอดคนเดียวได้เยี่ยงไร ข้าต้องอยู่กับพวกเขา ข้าจักต้องตายในท่ามกลางพวกเขาถึงจะถูก"

เวลาเช้า พระมหาเถรนั่งอยู่บนที่ประจำในเรือนศาลา พระองค์ดำและสหายทั้งสามนั่งอยู่เบื้องหน้า
"กองทัพหงสาวดีคงยังไม่กลับมาง่ายๆหรอก ยังค้างรออยู่ที่อยุธยาต่อไป จนกว่าจะสิ้นหน้าฝน เพื่อจะยกทัพไปปราบล้านช้างในครั้งนี้ด้วย แต่พ่อเจ้าอยู่หัวให้ลำเลียงทรัพย์สมบัติที่ยึดได้ และเชลยชาวไทยมาที่หงสาก่อน"
"คราวนี้หงสาคงมีชาวเมืองเพิ่มอีกหลายหมื่นคน"บูญทิ้งบอก
"แถมพวกในวัง ยังจะรวยมากขึ้นกว่าเก่าอีกด้วย" มณีจันทร์ว่า
สมิงบอก
"เพราะมีกองทัพยิ่งใหญ่ ที่สามารถพิชิตเมืองที่ไม่มีใครพิชิตได้"
" กองทัพอะไร กองโจรปล้นเมืองละไม่ว่า เกิดมาข้ายังไม่เคยเห็นกองโจรที่ไหนใหญ่โตเท่ากองโจรจากหงสาวดีนี่เลย"
มหาเถรบอก
"พระมหินทราธิราชกําลังประชวรหนัก แต่ก็เสด็จมาในขบวนเชลยด้วย หลวงตาว่ามหาบพิตรควรรีบไปดักเฝ้าพระองค์ที่ด่านเมืองแครงดีกว่า ก่อนที่จะสายเกินไป เอาไอ้ทิ้งกับไอ้สมิงไปเป็นเพื่อนด้วยก็ดี จะได้ช่วยกัน"
"ถ้าให้แสงคำพาพวกเราเข้าด่าน คงจะง่ายขึ้น"
"ให้ข้าไปด้วยสิ จะได้ครบสี่สหาย" มณีจันทร์บอก
" เอ็งไปไม่ได้ไอ้จัน เอ็งต้องอยู่เฝ้าวัด"
มณีจันทร์หน้าบูด พูดแดกดัน
"ใช่ซี่ ไอ้จันมันต้องอยู่เฝ้าวัด ไม่งั้นเดี๋ยววัดหายไปล่ะแย่เลย"

ขบวนชาวพระนคร อันประกอบด้วยชาย หญิง เด็กจำนวนมากกําลังถูกทหารหงสาวดีคุมตัวเดินผ่านด่านเมืองแครง เป็นแถวยาว มีเชือกร้อยล่ามติดตัวให้เดินต่อกัน ทุกคนหอบหิ้วห่อข้าวของคนละไม่มาก ทุกคนล้วนมีใบหน้าเศร้าหมองและสิ้นหวัง

พระองค์ดำ บุญทิ้ง ไอ้สมิงและแสงคำยืนอยู่ข้างเกวียน ดูขบวนเชลยที่เดินผ่านหน้าไปไม่ขาดระยะ องค์ดำรู้สึกเป็นเดือดเป็นแค้นในใจ
"คนพวกนั้น เขาคงไม่คิดหวังจะได้กลับไปสู่บ้านเกิดอีกแล้ว เด็กๆที่จะเกิดจากหญิงเหล่านั้น คงไม่มีวันรู้จักเมืองไทยของมันเอง"
บุญทิ้งบอก
"ก็เหมือนคนไทยอย่างข้า เกิดมาก็เป็นเชลยอยู่เมืองเขาแล้ว"
" และจะมีชีวิตต่อไปไม่ต่างจากสัตว์เลี้ยงของมัน วันนี้ข้าช่วยพวกเขาไม่ได้ แต่วันหน้า ข้าจะต้องทำให้คนเหล่านี้ หันขบวนกลับสู่อยุธยาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ข้าจะทำให้พวกเขาเป็นอิสระ เป็นอิสระจากหอก ดาบและโซ่ตรวนของศัตรูให้จงได้"
แสงชี้
"ดูทางโน้นสิพระพุทธเจ้าข้า ดูที่กระโจมนั่น"
พระองค์ดำมองไปตามที่แสงคำชี้ เห็นกระโจมหลังใหญ่ที่ปลูกไว้อย่างแข็งแรง มีทหารหงสาสองคนยืนเฝ้าตรงทางเข้า
"พระมหินทร์นอนป่วยอยู่ในนั้น" แสงบอก
" มีทหารยามเฝ้าอยู่สองคน เราจะเข้าไปยังไง"
สมิงบอก

"เดี๋ยวเราสองคนจะจัดการให้เอง ไป ไอ้ทิ้ง"

ต่อมา... ทหารยามทั้งสองกําลังยืนรักษาการนิ่งอยู่คู่กันหน้าทางเข้ากระโจม
ครู่หนึ่งก็หันไปเห็นบุญทิ้งในชุดร่างประหลาดมีผ้าขาวคลุมมิดทั้งตัว มีหมวกทหารหงสาวดีสวมอยู่ใบเดียวเดินผ่านไป
ยาม 1 ตะโกนบอก "เฮ้ย นั่นตัวอะไรวะ หยุดนะโว้ย หยุด อย่าหนี"
ตัวประหลาดรีบเดินเร็วเหมือนจะหนีไป
ยาม 2 "จับตัวมัน เร็ว"
ทหารยามทั้งสองออกวิ่งตามไป

บุญทิ้งในชุดประหลาดวิ่งหนีมายังที่ป่าโปร่งหลังกระโจม มีทหารยามสองคนวิ่งตาม แต่พอไอ้ทิ้งวิ่งเลยช่องระหว่างต้นไม้สูงสองต้น ไอ้สมิงซึ่งแอบอยู่ก็ดึงเชือกที่ผูกดักไว้ให้สูงขึ้น ทำให้ทหารยามทั้งสองที่วิ่งตามมาปะทะเส้นเชือกจนตัวลอยตีลังกาลงพื้นแน่นิ่งไป
"แค่นี้ก็เรียบร้อย"
บุญทิ้งเปิดผ้าคลุมออก มายืนยิ้มคู่กับไอ้สมิง มองดูผลงานอย่างพอใจ

ภายในกระโจม พระมหินทร์นอนป่วยหนักอยู่บนแคร่ที่มีเพียงผ้าคลุม แวดล้อมด้วยมหาดเล็กที่ภักดี รวมทั้งพระโหราธิบดี และหมอหลวง
พระองค์ดำเดินเข้ามาทรุดลงกราบที่ข้างแคร่ พระมหินทร์มองดูด้วยความแปลกใจ ก่อนถามด้วยเสียงแหบโหย
" ใคร ใครมา"
พระโหราตอบ
"ถ้าจำไม่ผิด นี่คือพระนเรศ โอรสองค์โตของพระมหาธรรมราชา พระพุทธเจ้าข้า"
"นเรศหรือ ข้าเคยดูหมิ่นพ่อของเจ้าว่าไร้ศักดิ์ศรีที่ยกพิษณุโลกให้ศัตรู แต่
พอข้าเจอเข้ากับตัวเอง ข้าก็ทำไม่ผิดกัน"
" เสด็จน้าทรงทำถูกแล้วพระพุทธเจ้าข้า"
"ไม่ ข้าทำไม่ถูก ข้าได้ยกสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของคนไทย ให้ศัตรูไปแล้ว สิ่งนั้นคืออิสรภาพ อิสรภาพที่ควรเป็นของลูกหลานไทยตลอดไป"
พระองค์ดำนิ่งมองอย่างเห็นใจ
"ข้ากําลังจะตาย แต่ผีข้าคงไม่มีสุขหรอก บาปกรรมนี้มันหนักเหลือเกิน"
" วางพระทัยให้สงบเถิดพระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันขอสัญญาว่า ในชีวิตนี้หม่อมฉันจะต้องนำอิสรภาพกลับคืนมาสู่แผ่นดินไทยให้จงได้"
พระมหินทร์มีสีหน้าดีขึ้น มองพระองค์ดำด้วยความหวัง พูดเสียงขาดหาย
"จริงหรือ หากเจ้าทำตามสัญญาได้ ข้าก็ตายตาหลับ ข้าฝากขอโทษพ่อ
ของเจ้าด้วย ข้า ข้า......"
พระมหินทร์สิ้นใจในนาทีต่อมา ท่ามกลางเสียงรํ่าไห้ของทุกคนในกระโจม

พระองค์ดำเชิดหน้าขึ้น สีหน้ามุ่งมั่น ดวงตาวาวโรจน์มองไปไกลเบื้องหน้า ด้วยความพร้อมที่จะรับภาระอันยิ่งใหญ่ ภาระที่ต้องล้างความอัปยศให้แผ่นดินและราชวงศ์ให้จงได้

ณ ชานศาลาวัด
ไอ้จันนั่งเล่นอยู่ที่บันไดชานคนเดียว มีคนเดินย่ำฝีเท้าเข้าไปหาจนใกล้ ไอ้จันจึงเงยหน้าหันมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ
"มาหาใคร"
เจ้าหญิงวิไลกัลยายืนอยู่คนเดียว ไม่มีผู้ติดตาม
"มาหาองค์ดำ"
ไอ้จันรู้สึกไม่พอใจ
"มาหาเรื่องอะไร"
"มาแสดงความยินดีที่พ่อของเขาได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินไทย"
" เขาไม่อยู่ ไปนอกเมือง กลับเมื่อไหร่ไม่รู้"
"แล้วเจ้าเป็นใคร หน้าตาท่าทางไม่เหมือนผู้ชายเลย เจ้ามาทำอะไรที่วัดนี้"
" ใครๆเรียกข้าว่าไอ้จัน จะเป็นหญิงหรือชายไม่สำคัญ ที่สำคัญคือข้าเป็นคนดูแลวัดนี้ ดูแลทุกคน รวมทั้งองค์ดำด้วย"
" เจ้าเป็นอะไรกับองค์ดำ"
" เป็นเพื่อน เพื่อนสนิทมากด้วย เจ้าถามทำไม"
พอดีมีเสียงสาววังหน้าสองนางแว่วมาแต่ไกล
สาว1 บอก "เอ้า เดินเร็วๆซี่ เอ๊ะ พวกทหารนี่ยังไงนะ"
สาว2 บอก "มัวดูอะไรอยู่เล่า เดี๋ยวก็ตามจับตัวไม่ทัน ได้หลังลายกันหมดเท่านั้น"
วิไลกัลยาหน้าตื่นตกใจ
"โอ มีคนจะมาจับตัวข้า ช่วยหาที่ซ่อนให้ข้าที"
"จับตัวเจ้า จับทำไม"
"เถอะน่า เร็วเข้า ช่วยข้าก่อน เร็ว"
" งั้นไปซ่อนหลังเสานั่นไป เดี๋ยวทางนี้ข้าจัดการเอง"
วิไลกัลยารีบวิ่งไปหลบหลังต้นไม้ใหญ่ เหลือไอ้จันยืนอยู่คนเดียวที่บันไดชาน
สาววังหน้า 2 นางเดินนำทหารวังหน้า 4 คนซึ่งมีหอกเป็นอาวุธเข้าประตูวัด ตรงมาที่หน้าศาลา เห็นไอ้จันยืนทำหน้าเหรออยู่คนเดียว
สาว1 ถาม "ไหน หายไปไหนแล้วล่ะ เอ็งเห็นไม๊"
"เห็นอะไร" ไอ้จันถาม
"พระธิดาวิไลกัลยา ท่านเพิ่งหนีออกมาจากวังหน้า พระชายาสั่งให้พวกเรามาตามตัวกลับไป" สาว 1 บอก
สาว2 ย้ำ "เราสงสัยว่าท่านจะมาที่วัดนี้"
" ถ้ามาวัดนี้ ก็คงจะมาไหว้พระ เออ หรือพวกท่านอยากจะไหว้พระบ้างล่ะ"
" ไม่ต้องหรอก เราไม่ได้มาไหว้พระ"
" นั่นสิ ท่านมันพวกนรกทั้งนั้นนี่นา"
"เอ็งว่าใครนรก" สาว 1 บอก
" เปล่า ข้าบอกว่าลานวัดมันรก คงไม่มีใครเดินเข้ามาหรอก หรือว่าพวกท่านจะช่วยกวาดลานให้ล่ะ ได้บุญนะ กวาดลานวัดนี่น่ะ"
สาว2 บอก "ไม่เอาละ พวกเราไม่มีเวลา ต้องไปตามหาองค์หญิงต่อ ไปเถอะพวกเรา"
" ไม่เอาบุญซักหน่อยเหรอ ไหนๆก็มาแล้ว ไม้กวาดพิงอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ โน่นไง ไปเอามาซิ"
"ไปพวกเรา กลับกันเถอะ"
สาววังหน้าทั้งสองเดินนำทหารวังหน้าทั้งหมดออกจากวัดไป
" เช๊อะ ไอ้พวกนรก" แล้วหันไปบอกวิไลกัลย " เอ้า ออกมาได้แล้ว"
เจ้าหญิงวิไลกัลยาออกมาจากหลังต้นไม้
"ขอบใจนะจัน ถ้าไม่ได้เจ้า ข้าคงถูกจับตัวไปแน่เลย"
" เจ้าก็อยู่วังหน้า แล้วจะหนีมาทำไม"
"ข้าถูกแม่คุมตัวไว้ไม่ให้ออกไปไหน ที่หนีมาก็เพื่อจะพบองค์ดำเท่านั้น"
"เออ เป็นเจ้าหญิงแท้ๆ แต่ถูกขังอยู่ในวัง ข้าช่วยให้เจ้าพ้นจากถูกจับตัวก็พอได้ แต่ช่วยให้พบองค์ดำคงไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่"
" ไม่เป็นไร แค่รู้ว่าเขามีคนดูแลก็พอใจแล้ว ข้าจะกลับละนะ"
มณีจันทร์พูดเป็นมิตรมากขึ้น
"เดี๋ยว ถ้าพระธิดาเดินออกทางหลังวัด จะมีทางลัดไปวังหน้าได้ พระธิดาจะถึงวังหน้าก่อนพวกนั้น จะได้ไม่ถูกลงโทษ"
วิไลกัลยายิ้มอย่างมีไมตรี
"ขอบใจมากนะ จัน ข้าจะไม่ลืม เจ้าเป็นคนดีจริงๆ"
เจ้าหญิงวิไลกัลยารีบเดินไปทางหลังวัด ไอ้จันมองตาม
"เออ แปลก เป็นเจ้าหญิงแท้ๆ แต่ถูกขังอยู่ในวัง ไม่เห็นเข้าใจเลย"

ยามเย็น ท้องฟ้ากว้างไกลและภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาซับซ้อนไปไกลแสนไกล
พระองค์ดำนั่งอยู่บนลานหน้าผาใกล้ด่านเมืองแครง ทรงนั่งมองไปไกลยังแผ่นดินไทยซึ่งอยู่สุดขอบฟ้า กระทั่งไอ้สมิงเดินมายืนห่างไปข้างหลัง
"มีรับสั่งจากพ่อเจ้าอยู่หัว ให้เผาศพพระมหินทร์ แล้วให้พระโหราธิบดีกับพวกข้าราชบริพารนำอัฐิกลับอยุธยา แสงคำบอกว่า พวกเราควรกลับหงสาวดีกันได้แล้ว องค์ดำจะกลับหรือยัง"
พระองค์ดำนั่งพูดขณะมองไปไกลเบื้องหน้า
"ถ้าหงสาแต่งตั้งพ่อเป็นกษัตริย์อยุธยา ก็แปลว่าข้าจะต้องเป็นตัวประกันอยู่ที่นี่ต่อไปอีกนาน"
ไอ้สมิงลงนั่งข้างๆ แต่ห่างพอควร
"พระองค์คงต้องหนีกลับอโยธยา"
"ข้าก็คิดอย่างนั้น แต่แสงคำคงไม่ยอมช่วยแน่ๆ เจ้าพอจะรู้ไหมว่า จากที่นี่มีทางไปเมืองอโยธยาได้กี่ทาง"
"ข้าเคยไปไกลที่สุดก็แค่เมืองเมาะตะมะ แต่ก็พอรู้ว่ากองทัพหงสาเคยยกจากเมาะตะมะเข้าไทยได้สองทาง ทางหนึ่งคือทางด่านแม่ละเมา และอีกทางคือทางด่านเจดีย์สามองค์"
"แล้วสองทางนี้มันต่างกันยังไง"
"ถ้าองค์ดำจะไปสองแควก็ต้องไปทางแรกจะใกล้กว่า แต่ถ้าจะไปอยุธยาก็ต้องไปทางที่สอง เพราะไปง่ายกว่า คือไปทางแม่นํ้าแล้วไปขึ้นฝั่งที่ใกล้ด่านพระเจดีย์ได้เลย"
พระองค์ดำนิ่งคิด
"ปัญหามันอยู่ที่ว่า องค์ดำจะเลือกไปทางไหน"
"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไปทางไหน ปัญหาอยู่ที่ใครจะช่วยให้ข้าหนีออกจากหงสาวดีได้สำเร็จต่างหาก"

พระองค์ดำสีหน้าหนักใจ

ภายในท้องพระโรงเล็กของพระราชวังอยุธยา
บุเรงนองประทับบนบัลลังก์กลาง มีพระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิ์นั่งบนตั่งด้านหนึ่ง ส่วนพระอุปราช พระเจ้าแปร ตองอู อังวะและพญาทะละนั่งบนตั่งอีกด้าน กำลังพอใจกับรสชาติอาหารและเหล้า มีสาววังไทยรินเหล้าและปรนนิบัติพัดวีประจำทุกองค์ นอกจากอุปราชนันทบุเรงที่ใช้สาววังหงสาทำหน้าที่ปรนนิบัติ มีนายทหารหงสาระดับนายทัพนายกองนั่งตั่งอยู่ล้อมรอบนอก ตรงกลางเป็นการแสดงรำไทยหมู่ใหญ่โดยสาวนาฏศิลป์ที่รำได้พร้อมเพรียงอ่อนช้อยงดงาม มีวงมโหรีปี่พาทย์ไทยบรรเลงอยู่ทางด้านหนึ่ง บุเรงนองมองดูการฟ้อนรำแบบไทยด้วยความพอใจ เอ่ยปากชมตลอดเวลา
"สวยจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นรำอะไรที่งดงามเยี่ยงนี้มาก่อน ดูซิ อ่อนช้อยคล้อยตามกันไปหมด ข้าเชื่อแล้วกับที่เขารํ่าลือกันว่า ดูรำไทยอโยธยานี่เหมือนดูนางฟ้าบนสวรรค์จริงๆ"
"ผู้ที่ฝึกสอนการแสดงชุดนี้มาถวายทอดพระเนตร คือ พระสุพรรณกัลยา ลูกสาวของหม่อมฉันเอง" พระธรรมราชาบอก
"อายุ 17 ขวบปีแล้วพระพุทธเจ้าข้"
"งั้นก็เหมาะเลย ข้าก็อยากได้นางรำพวกนี้ไปรำให้เจ้านายหงสาดูอยู่พอดี ครานี้จะได้ไปพร้อมๆกันเสียเลย ไหนล่ะ ข้าขอดูตัวครูคนเก่งเสียหน่อยเถอะ"
พระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตรีย์อึดอัดใจ

กลางคืนต่อมา ณ ศาลาริมนํ้าในพระราชวัง นํ้าเจิ่งนองล้นฝั่ง ดวงไฟสะท้อนบนผิวนํ้าระยิบระยับ องค์ขาวยืนดูผืนนํ้ากว้าง แล้วพูดกับพระสุนทรสงครามซึ่งยืนอยู่ด้วย เสียงดนตรีไทยจากท้องพระโรงยังดังต่อเนื่องมาแว่วๆ
พระสุนทรสงครามบอก "พระองค์ไม่เสด็จขึ้นหรอ พระพุทธเจ้าข้า"
"ไม่หรอก มันไม่ใช่งานรื่นเริงของข้านะ คุณพระ แล้วท่านไม่ขึ้นไปหรือ"
"ข้าพระองค์จำยอมต้องมาตามพระสุพรรณกัลยา ขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนอง พระพุทธเจ้าข้า"
"น่าเสียดาย"
"ลำพังไม้รวกอันเดียว ไม่มีวันตีก้อนหินแตกหรอกพระพุทธเจ้าข้า แต่นี่อยุธยามิใช่ก้อนหินแข็ง หากแต่เป็นจอมปลวกผุๆเท่านั้น พระยาจักรี ถึงได้ตีจนป่นเป็นผงได้"
"น่าเสียดายยิ่งนัก"

ภายในท้องพระโรง พระสุวรรณเทวี หรือ พระสุพรรณกัลยา กําลังหมอบกราบเบื้องหน้า พระเจ้าบุเรงนองมองมาอย่างชื่นชมความงาม
"นี่หรือ ลูกสาวท่าน โตขึ้นมากแล้วนี่ แต่ก่อนเคยเห็นที่เมืองสองแคว ครั้นยังตัวเล็กๆอยู่เลย"
"ก็เป็นลูกสาวคนเดียวน่ะพระพุทธเจ้าข้า แม่เขาถึงได้รักดังแก้วตาดวงใจ เฝ้าอบรมบ่มสอนเรื่องงานบ้านงานเรือนตลอดมา"
บุเรงนองมองดูอย่างพอใจ
"อึ้มม์ ดี ดี จะได้เป็นหน้าเป็นตา เป็นตัวแทนให้ บ้านเมือง ไหน เมื่อกี้บอกว่าชื่ออะไรนะ"
"สุพรรณกัลยา พระพุทธเจ้าข้า"
"เข้ามาใกล้ๆสิ จะได้พูดกันได้ยินชัดๆหน่อย"
สุวรรณเทวีคลานเข่าเข้าไปใกล้บัลลังก์ พระมหาธรรมราชาและพระวิสุทธิกษัตรีย์มองด้วยความหวั่นใจ
"เจ้าเต็มใจจะไปอยู่หงสาวดีกับข้าไหม"
พระสุวรรณเทวีนิ่ง ...
"ว่าไงล่ะ ข้าถาม ทำไมไม่ตอบ"
สุวรรณเทวีฝืนใจตอบอย่างไม่สะทกสะท้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เต็มใจที่สุดเพคะ เป็นบุญแล้วในชาตินี้ ที่หม่อมฉันได้เกิดมาเป็นข้ารองบาท เอกราชาแห่งมหาอาณาจักรหงสาวดี พระผู้ทรงเดชานุภาพแผ่ไพศาลไปทั้งสิบทิศเพคะ"
บุเรงนองชอบใจ
"แน่ใจนะว่าเจ้าเต็มใจ"
"หม่อมฉันหรือจะกล้าฝืนพระราชประเพณีอันดีงามนี้ล่ะเพคะ"
"แล้วเจ้าไม่กลัวข้าหรือ ข้าดุนะ"
"ไม่ดุหรอกเพคะ พระองค์ทรงมีพระเมตตาอย่างหาที่เปรียบมิได้ต่างหาก เพราะถ้าพระองค์ดุจริงๆแล้ว ไหนเลยอยุธยาจะเหลือรอดมาจนถึงป่านนี้เพคะ"
บุเรงนองยิ่งชอบใจมากขึ้นอีก
"ฮ่ะๆๆๆ ฉลาด ฉะฉาน สมเป็นยอดกัลยาจริงๆ เอาละๆ เก็บข้าวของเตรียมตัวไว้เถิด นํ้าลงเมื่อไหร่ ให้เดินทางไปพร้อมกับกองทัพข้าได้เลย"

สุวรรณเทวีและพระวิสุทธิกษัตริย์กลํ้ากลืนฝืนความรู้สึกชอกชํ้า

ณ ศาลาริมนํ้าในพระราชวัง
พระองค์ขาวยืนอยู่คนเดียว สุวรรณเทวีเดินเข้ามายืนข้างหลัง ยกมือป้ายนํ้าตาและสะอื้นเบาๆ จนองค์ขาวหันมา
"พี่หญิง"
"เสด็จพ่อของเรากําลังตกที่นั่งลำบาก จะอยู่ฝ่ายหงสาเขาก็ไม่ไว้ใจ จะอยู่ฝ่ายไทย คนไทยเขาก็เกลียดชัง"
" ก็พ่อไปเข้ากับเขาเอง เนื้อของเรา เอาไปป้อนเข้าปากเสือ เสือมันก็เขมือบหมดเท่านั้น"
"เสือมันเอาไปได้แค่สมบัติ แต่วัดวาเวียงวัง และราชบัลลังก์ของเรายังอยู่ เรายังมีโอกาสกู้เอกราชของเรากลับคืนมา ไทยต้องเป็นไทให้ได้ในชั่วชีวิตพ่อ ไม่เช่นนั้น พ่อจะถูกสาปแช่งไปตลอดกาล"
" เราต้องรวมกําลังไทย สู้ให้ได้ความเป็นไทคืนมาใช่ไหมพี่"
"ใช่ แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ เวลาที่หงสากําลังยิ่งใหญ่ กําลังเกรียงไกรไปถึงสิบขอบฟ้า เราต้องรอเวลาของเรา พี่จะพยายามหาโอกาส หาทาง หาวิธีเอาชัยชนะกลับคืนมาให้จงได้"
" พี่หญิงจะทำยังไง ในเมื่อพี่ต้องไปเป็น.....ตัวประกันให้เขา"
"พี่ยังไม่รู้ รู้แต่ว่า เราต้องอดทน ทนเจ็บ ทนอาย ทนรอ รอจนกว่า จะถึงวันที่เราสมหวัง"
"พี่หญิง"
พระองค์ขาวมองพี่สาวด้วยความรู้สึกสงสารและเห็นใจ
สุวรรณเทวีเชิดหน้าเตรียมใจพร้อม ราวกับนักโทษที่ยินดีเข้าหลักประหารเพื่ออุดมการณ์ของตน

ต่อมา ... ข้างเกวียนร้านค้าของแสงคำที่จอดอยู่ในบริเวณตลาดโยเดีย พระองค์ดำนั่งคุยกับแสงคำโดยมีไอ้จันและไอ้สมิงนั่งร่วมด้วย ทั้งสี่นั่งบนม้าไม้ ไอ้จันมีหมวกปีกแคบประดับโบว์ดอกไม้แบบสาวยุโรปสวมอยู่บนหัวด้วย ส่วนไอ้ทิ้งเดินดูสินค้าอยู่ตามเกวียน2-3เกวียนที่อยู่ใกล้ๆ
แสงบอก
"มีข่าวมาว่า กองทัพหงสาวดีจะกลับมาเร็วกว่าที่คิด หลังจากปราบล้านช้างไม่สำเร็จ เพราะพระไชยเชษฐาพาพวกหนีไปซ่อนในป่าได้อีกตามเคย แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้รีบกลับหรอกนะ มีเสียงลือกันว่าที่รีบกลับเพราะมีพระพี่สาวขององค์ดำอยู่ในกองทัพด้วย บุเรงนองคงจะหลงพระชายาองค์ใหม่นี้จนไม่มีแก่ใจจะรบ"
"พี่สาวขององค์ดำคงจะสวยมาก ขนาดพ่อเจ้าอยู่หัวมีเจ้าจอมตั้งสี่สิบกว่าองค์แล้ว ยังหลงจนลืมรบได้" มณีจันทร์บอก
"ถูกแล้ว พระสุวรรณเทวีมีพระศิริโฉมงดงามมาก แถมยังรอบรู้สารพัด พูดคุยได้ทุกเรื่อง แค่ปรนนิบัติเอาใจก็เก่งกว่าใครๆแล้ว"
" สวยแค่ไหนก็ไม่พ้นเป็นนางเชลย เช่นเดียวกับนางเชลยอื่นๆอีกนับหมื่นที่ถูกต้อนมา เพียงแต่สวยหน่อยก็อยู่สบายหน่อย แต่ไม่ว่าสวย หรือไม่สวยก็ต้องแขวนชีวิตไว้กับเส้นด้ายทั้งนั้น ถ้าบ้านเกิดคิดแข็งเมืองกับหงสาขึ้นมา เชลยก็ถูกฆ่าสถานเดียว"
สมิงบอก
"นับเป็นวิธียึดโยงความจงรักภักดีของเมืองขึ้นไว้อย่างโหดเหี้ยมที่สุด"
"ไม่มีเมืองไหน อยากอยู่ใต้บังคับของใครนานนักหรอก บางทีหงสาอาจจะยิ่งใหญ่ได้ไม่ยืนยาว ก็ตรงที่สะสมศัตรูเอาไว้มากๆนี่แหละ"
บุญทิ้งเห็นกรงใส่ไก่ชนที่ท้ายเกวียนเล่มหนึ่ง จึงตะโกนขึ้นมา
"เฮ้ ดูนี่สิ พ่อค้าใหญ่ของเรามีไก่ชนขายด้วย"
ไก่ชนรูปร่างลักษณะดีอยู่ในกรงไม้
พระองค์ดำหันไปดูแล้วมาที่แสงคำ "แบบนี้เรียกว่าขายทุกอย่างที่ขายได้เลยนะ"

"ไม่ได้ขายหรอกฝ่าบาท ไก่ที่เห็นนั่นไม่ใช่ไก่ธรรมดา แต่เป็นสุดยอดไก่ชนของพิษณุโลก เรียกว่าไก่พระเจ้าห้าพระองค์ เคยตีชนะมาแล้วทุกตำบลที่กองเกวียนเดินทางผ่าน ถ้าฝ่าบาทโปรดไก่ชนข้า พุทธเจ้าก็ยินดีจะถวายให้"

อ่านต่อตอนที่ 11
กำลังโหลดความคิดเห็น...