xs
xsm
sm
md
lg

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ ตอนที่ 8

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ ตอนที่ 8

ขบวนของพระมหาธรรมราชาเข้าประตูวัดมา
มีทหารพิษณุโลก และทหารหงสาวดีเดินขนาบอารักขา สามสหายรีบทรุดลงนั่งไหว้เมื่อพระมหาธรรมราชาเดินมาขึ้นบันไดชานศาลาวัดเพื่อมาหาพระองค์ดำ พระมหาธรรมราชาจับไหล่พระองค์ดำพาไปนั่งลงด้วยกันบนตั่ง
"ชายใหญ่ พ่อจะต้องรีบกลับพิษณุโลก พระเจ้าบุเรงนองมีรับสั่งให้พ่อกลับไปรวบรวมเสบียงอาหารและกําลังกองทัพฝ่ายเหนือให้พร้อม เพื่อรอกองทัพใหญ่ที่จะออกจากหงสาเดือน12 นี้ พ่อได้ขอให้พระยาจักรี และพระสุนทรสงครามไปกับพ่อด้วยเพื่อช่วยงาน ส่วนพระองค์ดำพ่อขอแล้ว แต่บุเรงนองไม่ให้ไป อ้างว่ายังต้องเรียนสรรพวิชาอีกมาก"
" เขาก็อ้างไปอย่างนั้นแหละ ที่แท้เขาจะเอาหม่อมฉันไว้เป็นตัวประกัน เพื่อบังคับให้พ่อทำทุกอย่างตามที่เขาสั่งแต่โดยดี"
"ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก"
"ก็แปลว่าพ่อยินดีทำทุกอย่างให้เขา ทั้งๆที่เขากําลังจะไปรบกับคนไทย"
"เอาเป็นว่าขณะนี้ เรายังอยู่ในฐานะที่ต่อต้านเขาไม่ได้ ลูกอยู่ทางนี้ ขอให้ระวังรักษาตัวให้ดี พยายามเรียนรู้ให้มากที่สุดทั้งการเมือง และการรบ พ่อจะไปลาหลวงตาท่านก่อน"
"ตอนนี้หลวงตากําลังสวดมนต์ ถ้าพ่อจะรีบไป ไม่ต้องรอท่านก็ได้"
"งั้นพ่อไปก่อน อีกไม่นานเราคงได้พบกัน"
เมื่อพระองค์ดำลดตัวจากตั่งลงนั่งที่พื้นแล้วกราบเท้าลาพ่อแล้ว พระมหาธรรมราชาก็ตัดใจลุกออกเดินไปกับขบวนโดยไม่หันมามองอีก พระองค์ดำวิ่งตามไปยืนมองตามอยู่กลางลาน มณีจันวิ่งตามไปยืนใกล้พระองค์ดำ ส่วนบุญทิ้งและสมิงยืนมองที่เชิงบันได
"นี่พ่อของเจ้าจะยกทัพคนไทย ไปรบกับคนไทยด้วยกันจริงๆเหรอ" มณีจันทร์ถาม
พระองค์ดำตอบขณะมองตามพระบิดา
"ไทยแบ่งแยกออกเป็นสองฝ่ายก็ร้ายพออยู่แล้ว แต่นี่มันซํ้าร้ายตรงที่ฝ่าย หนึ่งคือพ่อของข้าเอง หลวงตาพูดถูก อยุธยายังเป็นเอกราชไม่ได้ ตราบที่คนไทยยังแบ่งพวกแบ่งฝ่ายกันเองอยู่"
" ข้าชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าพระมหินทร์ หรือพระมหาธรรมราชา ใครกันแน่ที่ชักศึกเข้าบ้าน" พระองค์ดำบอก

กองทัพหงสาวดี ประกอบด้วยนายทหารและทหารกองต่างๆจำนวนมากมายมหาศาล เดินทัพมาตามเส้นทางผ่านทุ่งหญ้าป่าเขา มีช้างทรงของพระเจ้าบุเรงนอง ช้างของพญาทะละ และช้างของนายทัพอื่นๆเดินตามกันมา ทหารแบ่งเป็นกลุ่มเป็นกองถืออาวุธครบมือ มีทหารหามกระบอกปืนใหญ่และลังกระสุนดินดำ
เส้นทางเดินทัพจากหงสาวดีมายังอยุธยา เมื่อ “เดือน 12 พุทธศักราช 2111”

บริเวณวัดพระมหาเถรที่เงียบสงัดในยามคํ่าคืน ณ กุฏิที่พักของพระองค์ดำ หน้าต่างปิดอยู่ ครู่หนึ่งบานหน้าต่างก็ถูกมือดันให้เปิดออก มีแสงตะเกียงจากภายในห้องสาดสว่างออกมาเล็กน้อย แล้วจึงเห็นพระองค์ดำลอบปีนหนีออกจากหน้าต่างกุฏิ มีดาบและห่อผ้าคล้องไหล่มาด้วย เมื่อพระองค์ดำกระโดดลงมายังพื้นดินแล้ว ก็วิ่งออกไปทางหน้าวัด

ทหารวังหน้า 3 คนพร้อมดาบในมือปราดเข้ามาหมายจะจับตัวพระองค์ แต่ถูกพระองค์ดำตีด้วยดาบทั้งฝักอย่างจังๆเข้าคนละสอง-สามทีถึงกับล้มลงสลบไป เหลือมังกยอชวายืนถือดาบทั้งฝักพาดไหล่ยิ้มอยู่อย่างไม่หวั่นเกรง
"อย่าสู้ดีกว่า ไอ้ชาติเชลย ต่อให้มีฝีมือขนาดไหน เจ้าก็ยังเป็นลูกไก่ในกํามือของข้าอยู่ดี จำไม่ได้หรือว่าเจ้าเคยสู้แพ้ข้าวันก่อน"
"วันไหนแพ้ใครข้าไม่รับรู้ รู้แต่ว่าวันนี้ข้าต้องไม่แพ้"
พระองค์ดำชักดาบคู่มือออกมาให้เห็นชัด ที่ด้ามดาบมีบ่วงเชือกคล้องไว้กับข้อมือด้วย
"อ้อ นี่คงจะเป็นนังน้องสาวเบาปัญญาของข้าอีกละสิ ที่ขโมยดาบมาคืนให้เจ้า แต่ไม่สำคัญหรอก ดาบไหนก็สู้หงส์ผงาดฟ้าของข้าไม่ได้"
มังกยอชวาชักดาบประจำตัวออกมาขยับกวัดแกว่ง แล้วทั้งสองก็เริ่มฟาดฟันกัน โดยมณีจันทร์แอบดูอยู่หลังพุ่มไม้ มังกยอชวาใช้เพลงดาบหงส์ผงาดฟ้าด้วยความลำพองใจ แต่องค์ดำก็รับได้ทุกดาบที่จู่โจมมาได้อย่างว่องไวเหมือนเคย และเมื่อถึงไม้ตาย มังกยอชวาตวัดดาบองค์ดำหลุดมือ แต่ดาบที่หลุดมือก็ไม่ตกพื้น กลับมาอยู่ในมือได้อีกอย่างรวดเร็วเพราะมีบ่วงติดข้อมืออยู่ แล้วองค์ดำก็ฟันดาบมังกยอชวาจนหลุดจากมือ แล้วถีบเจ้าของดาบกระเด็นล้มลงกับพื้น
" บอกแล้วไงว่า วันอื่นข้าอาจจะแพ้ แต่ไม่ใช่วันนี้ หวังว่าเจ้าพี่คงไม่เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังหรอก" พระองค์ดำเยาะเย้ย "แต่คงไม่น่าเล่าเท่าไหร่ ถ้าจะให้ใครๆรู้ว่า ที่จริงเจ้าพี่สู้ข้าไม่ได้"
มังกยอชวามององค์ดำด้วยความอาฆาตแค้นและเจ็บใจที่พ่ายแพ้
"เจ้าพี่ทำให้การหนีของข้าคืนนี้มีรสชาติขึ้นแยะ ข้าเห็นจะต้องหนีบ่อยๆ เสียแล้ว เผื่อเจ้าพี่จะจับข้าได้สักวัน"
มังกยอชวาเดินกลับไปอย่างหมดสง่า เหลือแต่พระองค์ดำที่ยืนอยู่โดดเด่นกับทหารวังหน้าทั้งสามที่ยังนอนสลบอยู่
ไอ้จันซึ่งแอบดูอยู่หลังกำแพงด้วยความรู้สึกปลื้มใจในชัยชนะของพระองค์ดำมาก

ยอดปราสาทราชมณเฑียรในพระราชวังอยุธยา
ในห้องบรรทม พระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์อยุธยานอนป่วยอยู่บนพระที่บรรทม ดื่มยาจากถ้วยที่พระวิสุทธิกษัตรีย์ส่งให้ พระมหินทร์เดินเข้ามาในตำหนักฝ่ายใน เข้ามากราบบังคมทูลรายงาน
" เรากวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นกําลังรบในพระนครได้ไม่มากนัก เพราะชาวบ้านต่างพากันหนีเข้าป่าหมด จะได้ก็แค่หัวเมืองรอบนอก และไพร่พลที่ติดตามอีกไม่มากนัก"
"เจ้าเอาเรื่องพวกนี้มาพูดทำไม ก็เห็นอยู่ว่า เสด็จพ่อกําลังประชวรอยู่"
"ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร พ่อจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องที่จะช่วยให้อยุธยา ของเรารอด แล้วเรื่องล้านช้างล่ะ ว่ายังไง"
" พระยารามรณรงค์ ส่งหนังสือไปถึงพระไชยเชษฐาแล้วพระพุทธเจ้าข้า เชื่อว่า ถ้าหงสามาล้อมอยุธยาเมื่อไหร่ ทางล้านช้างคงส่งทัพมาช่วยตีกระหนาบหลัง ตามที่เราร้องขอ"
"พระเจ้าล้านช้างต้องช่วยเราแน่ เพราะเขาก็เจ็บแค้นบุเรงนอง ที่มาชิงตัวพระเทพกษัตรีย์ ไปเสียก่อนที่จะได้ทำการอภิเษก"
"อย่างน้อย เจดีย์ศรีสองรักษ์ที่เราสร้างร่วมกับล้านช้างที่ปลายชายแดน ก็คงมีความหมายอยู่บ้างพระพุทธเจ้าข้า"
"ก็ไม่ใช่เพราะคบกับล้านช้างหรอกหรือ หงสาถึงได้ถือว่าเราเป็นศัตรู"
"พี่หญิงอย่าพูดดีกว่า เราคงไม่คบกับล้านช้างหรอก ถ้าพิษณุโลกไม่ทรยศเราก่อน"
พระวิสุทธิ์กษัตรีย์เสียงดังขึ้น
"นี่เจ้ากล้าใช้คำว่าทรยศเชียวหรือ"
พระศรีเสาวราชเข้าห้องมาพอดี
"ใช่ คำนั้นเหมาะแล้วพี่หญิง เวลานี้กองทัพหงสากําลังเข้ามาถึงชานพระนครแล้ว และหนึ่งในเจ็ดทัพที่ยกมาด้วยก็คือ ทัพจากพิษณุโลก"
"ถึงกับยกทัพมารบกับพวกเดียวกันเองแล้วรึ"
"เขาไม่ใช่พวกเดียวกับเราแล้ว เสด็จพ่อ"
พระมหาจักรพรรดิรู้สึกปวดร้าวใจที่พระมหาธรรมราชาทรยศ
" แล้ว แล้วนี่บุเรงนองาตั้งทัพอยู่หนใด"
"กองทัพหลวงของหงสา เคลื่อนเข้ามาทางทุ่งลุมพลี พระพุทธเจ้าข้า"

ปืนนารายณ์สังหาร ซึ่งเป็นปืนขนาดใหญ่กว่าปืนใหญ่ธรรมดาถูกพลปืนรั้งลากเข้าประจำช่องยิงระหว่างใบเสมาบนกําแพงเมืองด้านตะวันตก เบื้องหน้าคือแม่นํ้ากว้าง โดยมีพระยาราม พระยาอภัยและพระวิชิต ยืนควบคุมอยู่จนกระทั่งปืนเข้าที่เรียบร้อย
พระยารามสั่งยิง
"ปืนนารายณ์สังหาร ......ยิง"
ปากกระบอกปืนใหญ่คำรามลั่น พ่นประกายไฟแรงจ้าน่ากลัว สะเทือนไปทั้งกําแพง
ปืนใหญ่กระบอกอื่นๆ เริ่มระดมยิงตามๆกัน
"ปืนนารายณ์สังหาร......ยิง"
เบ้าดินดำท้ายปืนนารายณ์สังหาร ถูกไฟจี้จนดินดำติดไฟรุกฟู่
ปากปืนนารายณ์สังหารแผดเสียงอีกครั้ง ยังความสั่นสะเทือนและควันตลบไปทั่ว
เมื่อควันจาง พระยาพิชัยชี้มือไปยังริมฝั่งแม่นํ้าตรงข้าม พร้อมตะโกนอย่างดีใจ
"มันถอยไปแล้ว เห็นไม๊นั่น มันถอยไปแล้ว ฮ่าๆๆๆ"
"แค่ยกแรก เราก็ชนะมันแล้ว เจ้าคุณ"
ทหารทั้งหลายโห่ร้องอย่างดีใจ พระยารามเดินมาที่ช่องเสมา มองข้ามแม่นํ้าด้วยความภูมิใจ พลางกล่าว
"ฮึ่ ไอ้บุเรงนองมันคงคิดจะตั้งค่ายริมแม่นํ้าฝั่งตะวันตก แล้วนั่งกระดิกเท้าดูปราสาทราชมณเฑียรอย่างสบายอารมณ์ละสิ"
พระยาวิชิตบอก
"แต่หารู้ไม่ว่า ปืนนารายณ์สังหารของเจ้าคุณราม ก็ยิงข้ามแม่นํ้าได้อย่างสบายเหมือนกัน"

"ก็เลยต้องวิ่งหางจุกตูดกลับไป คงไปหาที่ตั้งค่ายไกลสุดกู่ละทีนี้ ฮ่ะๆๆๆ"

ภายใน "ค่ายหลวงบ้านมหาพราหมณ์" ที่กําลังสร้าง
ทหารหงสาวดีและไพร่พลกําลังแบกไม้ผ่านไปมา และอีกส่วนหนึ่งกําลังสร้างรั้วค่าย ซึ่งภายนอกมีเสียงปืนใหญ่และกลุ่มควันที่พุ่งขึ้นอย่างแรงเป็นระยะๆแสดงว่ากระสุนตกไม่ไกลจากหน้าค่ายนัก
พระมหาธรรมราชา พระสุนทรสงครามและพระยาจักรี ซึ่งยืนอยู่ในบริเวณค่ายอีกด้านหนึ่ง กําลังมองไปทางที่กระสุนปืนใหญ่ยิงมา
พระสุนทรบอก
"อยุธยามีปืนใหญ่ยิงได้ไกลๆอย่างนี้ พวกหงสาเห็นจะเอาชนะได้ยากนะพระพุทธเจ้าข้า"
"อาจจะยากในระยะแรกเท่านั้นนะ คุณพระ แต่ทัพหงสาก็ยังตั้งอยู่ได้อีกนาน เพราะคราวนี้มีเสบียง จากทั้งเชียงใหม่และพิษณุโลกส่งมาบำรุงอย่างเหลือเฟือ"
"แปลว่า ต่อไปอยุธยาอาจจะเสียเปรียบหรือพระพุทธเจ้าข้า"
"เอาอย่างนี้เถอะ ในเมื่อทั้งคุณพระและเจ้าคุณก็เคยเป็นเสาหลักของอยุธยามาแล้ว พอบอกได้ไหมว่า อยุธยามีจุดแข็ง และจุดอ่อนอยู่ที่ไหนบ้าง"
กระสุนปืนใหญ่ตกใกล้รั้วค่ายจนทำให้พื้นสั่นสะเทือนและเกิดฝุ่นควันตลบไปทั่ว มีผลต่อทหารหงสาในค่าย บางคนซวนเซ บางคนตกจากนั่งร้านสร้างรั้วค่าย และบางคนหลบเข้าที่กําบังเพราะกลัวเศษดินตกใส่
พระสุนทรสงคราม พูดต่อ
"ข้อได้เปรียบของอยุธยาอยู่ที่ “นํ้า” พระพุทธเจ้าข้า เมืองอยุธยามีลำนํ้าล้อมทั้งสี่ทิศ จึงยากที่กองทัพใดจะพิชิตได้ง่ายๆ แล้วยังรวมทั้งนํ้าเหนือที่จะหลากลงมาท่วมพื้นที่รอบกรุงด้วยพระพุทธเจ้าข้า เรียกว่าถึง
หน้าฝนเมื่อไหร่ พวกหงสาต้องลุยนํ้าทำศึกเมื่อนั้น"
" แล้วจุดอ่อนของอยุธยาล่ะ คิดว่าท่านเจ้าคุณจักรีคงจะรู้ดี"
"จุดอ่อนอยู่ที่คนอยุธยาเองพระพุทธเจ้าข้า คนพวกนั้นไม่เคยเห็นคุณค่าว่าใครจะเสียสละเพื่ออะไร เพราะตัวเองก็ไม่เคยเสียสละอะไรให้ใคร จึงสนใจแต่ว่าตัวเองจะ “ได้” อะไรเท่านั้น"
"จริงๆหรือ"
"จริงพระพุทธเจ้าข้า"
"ศึกครั้งก่อน เราทั้งสองเจอมาด้วยตัวเองแล้ว เราสู้เพื่อปกป้องเมือง แต่ชาวเมืองกลับรวมหัวกันยอมแพ้ง่ายๆ เราถึงต้องไปเป็นเชลยอยู่หงสาเสีย 5 ปี ศึกครั้งนี้หวังว่า พระยาราม สมุหนายกคนใหม่ คงได้เจออย่างข้าพุทธเจ้าบ้าง"
เสียงระเบิดจากปืนใหญ่ยังคงคำรามเป็นระยะๆ
พระมหาธรรมราชาคิดพิจารณาคำตอบที่ได้รับจากอดีตนักปกป้องอยุธยาทั้งสอง

เวลาค่ำ พระมหาเถรนั่งคุยกับพระองค์ดำในเรือนศาลายามคํ่า โดยมีบุญทิ้งและไอ้จันนั่งอยู่ด้วย โดยไอ้จันนั้นนั่งแอบอยู่ที่พื้นนอกขอบประตูเรือน
" โดยธรรมแล้ว ผู้เป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ย่อมต้องเห็นแก่ความสุขของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นประการสำคัญที่สุด พระบิดาของมหาบพิตรก็เช่นเดียวกัน ในยามที่กองทัพหงสาบุกมาดังนํ้าไหลเชี่ยว พระองค์ก็จำต้องเลือกที่จะไหลไปตามนํ้า มากกว่าจะทำตนเป็นทำนบ กั้นขวาง ซึ่งอาจจะพังพินาศเพราะกําลังนํ้าแรงได้"
"เรื่องนั้นข้าเข้าใจมานานแล้ว แต่ที่ไม่เข้าใจก็คือ ทำไมเสด็จพ่อต้องเลี่ยงการรบกับบุเรงนองถึงกับยอมรบกับคนไทยด้วยกันเอง เช่นนี้ มิใช่ประพฤติของผู้กล้าเลยนะหลวงตา"
มณีจันทร์ซึ่งนั่งแอบโผล่หน้าอยู่นอกประตู ก็ผละไป
มณีจันทร์เข้ามาในห้องตัวเอง แล้วลงนั่งเอาแป้งหลายตลับที่ซื้อมาจากตลาดคราวก่อน มาทาแป้งแต่งหน้าขาวให้ตัวเองอย่างรีบเร่ง
ห้องในศาลา พระมหาเถรพูดต่อ
"ทรงเข้าใจเสียใหม่เถิดมหาบพิตร พระบิดาไม่ใช่คนขลาด พระบิดาทรงผ่านศึกมาแล้วนักต่อนัก แต่ที่ทรงเลี่ยงการรบกับบุเรงนองในครั้งนี้ และที่ไม่ทรงหักหลังหงสาวดี ไม่ใช่เพราะเกรงว่าองค์ประกันจะเป็นอันตราย หากแต่เป็นเพราะทรงมองการไกลกว่าพวกเราทุกคน"
"มองการไกลยังไงหรือ หลวงตา"
ห้องมณีจันทร์ นางกําลังรีบเขียนคิ้วทาปากให้เป็นผู้หญิง พยายามจะให้ดูสวยที่สุด
ขณะที่ห้องในศาลา ทั้งองค์ดำและบุญทิ้งกําลังตั้งใจฟังหลวงตา

"พระองค์อาจจะทรงเลือกเดินในหนทางที่จะทำให้กรุงศรีอยุธยาสูญเสียน้อยที่สุด แทนที่จะไม่เหลืออะไรเลย อย่าลืมว่าวัดวาอารามในอยุธยา นั้น เป็นที่รวมของสรรพวิชานานาชนิด หากทรงปล่อย ให้วัดไทย ถูกทำลายย่อยยับด้วยสงครามแล้ว ไหนเลยตำราช่าง ตำรายา ศิลป และ วิชาทั้งปวงของไทยโบราณ จะเหลือรอด"

ต่อมา พระองค์ดำเดินออกมาจากในเรือนชานหน้าศาลากับบุญทิ้ง
ด้วยใจที่คิดถึงแต่การรบในแผ่นดินไทย
" ไหนๆเสด็จพ่อก็ยอมเข้ากับทัพหงสา โดยไม่คิดจะหักหลังแล้ว ข้าจะเป็น ตัวประกันไปทำไมอีก อยู่ต่อไป ก็คงมองหน้าใครไม่ได้ แม้แต่คนหงสา ก็คงประณามได้เต็มปากว่า ข้ามีพ่อที่เข้าข้างต่างแดน ชักศึกเข้าบ้าน ยกทัพไทยไปรบกับคนไทยด้วยกันเอง"
"พระองค์คิดจะหนีเสียงด่า ว่างั้นเถอะ"
" ถ้าข้าไปจากที่นี่ เอ็งจะไปด้วยไหม"
"ไปพระพุทธเจ้าข้า จะไปไหนไอ้ทิ้งไปด้วยทั้งนั้น"
" งั้นเอ็งไปกับข้า ไป"
พระองค์ดำเดินนำไอ้ทิ้งลงจากชานผ่านลานไปสู่ประตูวัด โดยไม่ทันได้เห็นว่า มณีจันทร์ในชุดสาวมอญที่ทาแป้งหนา หน้าขาวเว่อ เขียนคิ้ว เขียนตา ทาปาก ทาแก้มอย่างเลอะเทอะ วิ่งออกมาจากอีกทางหนึ่ง
"เดี๋ยวหยุดก่อน"
ก็พอดีหลวงตาเดินตามออกมา
"เสียงตะโกนอะไรกัน มืดๆคํ่าๆไม่เกรงใจพระสงฆ์องค์เณร เอ๊ะ ..." มหาเถรเห็น
หลังมณีจันทร์ "นั่นผู้หญิงที่ไหนมายืนอยู่ที่นั่น นั่นใครล่ะ"
มณ๊จันทร์หันหน้ามา หลวงตาเห็นหน้าก็สะดุ้งตกใจนึกว่าผี
" เหว๋อย์ย์ย์ ผีหลอก"

บริเวณชานศาลาใหญ่วัดพระมหาเถร ไอ้จันยืนก้มหน้าอยู่ในชุดศิษย์วัดชายเหมือนเดิม แต่หน้าตายังมีรอยแป้งและสีแดงค้างอยู่นิดหน่อย พระมหาเถรยืนถือไม้เท้าอบรมสั่งสอนอยู่
"มณีจัน เอ็งยังมีเวลาอีกแยะที่จะแต่งหน้าแต่งตัวเป็นหญิง แต่ตอนนี้ขอให้เอ็งอยู่เป็นเด็กวัดหน้ามอมที่ชื่อไอ้จันไปก่อน รู้ไว้เถอะว่าชีวิตคนเราไม่ว่าใคร ล้วนแต่หนีดวงชะตาของตัวเองไปไม่พ้นหรอก
เมื่อเราเกิดมาเพื่ออะไร เราก็ต้องเป็นไปเพื่อสิ่งนั้นจนได้ในที่สุด"
"ข้าเพียงแค่สัญญากับองค์ดำไว้ว่า จะแต่งเป็นหญิงให้เขาดู เป็นรางวัลที่เขาเอาชนะราชบุตรวังหน้าได้เท่านั้นแหละ"
" โธ่เอ๊ย จะแต่งไปทำไม๊ ในเมื่อองค์ดำเขาก็เห็นเอ็งเป็นหญิงตลอดเวลาอยู่แล้ว"
พระองค์ดำและบุญทิ้งเดินกลับเข้าประตูวัดมา
"เอ้า มากันนั่นแล้ว"
ไอ้จันรีบเดินไปยืนรับหน้า แหวใส่ทันที
"กลับมาทำไมกัน นึกว่าไปพ้นหงสาแล้วซะอีก"
"จะบ้าหรือไอ้จัน ใครจะไปพ้นหงสาได้ ทั้งๆที่เดินไปเนี่ย"
"ใครจะไปรู้ล่ะ นึกจะอยู่ก็อยู่ นึกจะไปก็ไป เอาแน่ไม่ได้ซักอย่าง"
" ไปน่ะไปแน่ แต่ไม่ใช่เดินไปวันนี้"
"มัวชักช้า เดี๋ยวไปไม่ทันกรุงแตกนะ"
" เอ็งพูดเกินไปแล้ว ไอ้จัน กรุงศรีอยุธยาไม่แตกง่ายๆหรอก ยังอยู่ไปได้อีกเป็นร้อยๆปีด้วยซํ้า จะมีก็แต่หงสาวดีนี่แหละ ที่จะแตกพินาศให้เราได้ทันเห็นในชีวิตนี้"
ทั้งสามทำหน้าไม่เชื่อ
"จริงเหรอหลวงตา" บุญทิ้งถามย้ำ
" ก็จริงสิวะ ข้าจะมาหลอกเอ็งเอาอะไร"
" ถ้าเป็นจริง หลวงตาก็น่าจะบอกเสด็จพ่อเสียแต่แรก ท่านรู้ท่านจะได้ไม่ไปเข้ากับหงสาจนเต็มตัวอย่างนี้" พระองค์ดำบอก
" ก็ขนาดพวกเจ้ายังไม่เชื่อ แล้วใครจะเชื่อข้า"
พระมหาเถรเดินไปลงนั่งที่ตั่ง แล้วบ้วนนํ้าหมากลงในกระโถนปากบานที่ตั้งที่พื้นชานใกล้ขาตั่ง
"ที่ข้ายอมมาเป็นตัวประกันที่หงสา ก็เพื่อให้เสด็จพ่อได้ครองพิษณุโลกต่อไป ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะได้ไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่เรื่องมันกลายเป็นว่า เสด็จพ่อกลับไปสาบานไว้กับบุเรงนองว่าจะต้องภักดีต่อหงสา เราถึงต้องถูกประณาม ต้องถูกหยามว่าเป็นคนทรยศ"
พระมหาเถรลุกขึ้นยืน
"พระบิดาของมหาบพิตรจะสาบานกับใคร ที่ไหน ก็ยังไม่สำคัญเท่าที่ เคยสาบานต่อเบื้องพระพักตร์พระเฑียรราชา เมื่อครั้งขึ้นครองราชย์เมื่อ20ปีที่แล้ว ครั้งนั้นพระบิดาทรงสาบานว่า จะขอปกป้องอยุธยาไว้ มิให้ใครมาทำลายได้ มหาบพิตรทรงเชื่อเถิดว่า พระบิดาจะไม่มีวันลืมคำสาบานนี้อย่างแน่นอน"
พระมหาเถรพูดแล้วก็เดินเข้าเรือนศาลาไป
"ฟังแล้วชักจะปวดหัว ขอไปนอนก่อนดีกว่า ... เฮ้อว์ว์ว์" บุญทิ้งพูดพลางหาว
บุญทิ้งเดินไปทางกุฏิที่พัก เหลือแต่พระองค์ดำและไอ้จันสองคน
"น่าเสียดายที่เมื่อกี้เจ้าไปเสียก่อน เลยไม่ได้เห็นข้าแต่งตัวเป็นหญิง"
"อ้าว ทำไมไม่บอกล่วงหน้าเล่า ข้าจะได้อยู่"
"ทีเจ้าจะออกไป เจ้าก็ไม่บอกข้าเหมือนกัน"
"ตอนนี้ข้ากลับมาแล้ว เจ้าแต่งตัวใหม่อีกทีก็ได้ ไปสิไป ข้าจะรอดู"
มณีจันทร์งอน "ไม่ ไม่แต่งละ ของดีๆมีหนเดียว อดแล้วอดเลย"
"งั้นเจ้าก็ผิดสัญญาสิ"
"คราวนี้ต้องสัญญากันใหม่ว่า เจ้าจะไม่ออกไปไหนโดยไม่บอกไม่กล่าวอีก ถ้าเจ้าอยู่วัดตลอด เจ้าจะได้เห็นเอง ตกลงไม๊"
" ก็ได้ ข้าจะรอดูตามสัญญา"

ไอ้จันยิ้มอย่างสบายใจ

ศาลาวางแผนการศึกในวังหลวง อยุธยา

พระยารามรณรงค์นั่งพนมมือยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ แวดล้อมด้วยเหล่าขุนนางที่ร่วมเข้าเฝ้าบนพื้นศาลาโถงขนาดใหญ่ในพระราชวัง มีพระมหินทร์และพระศรีเสาวราชยืนเป็นประธานอยู่เบื้องหน้า
" นี่เพราะฝีมือของเจ้าคุณรามแท้ๆ เราถึงได้มีชัยแก่ศัตรูเป็นประเดิมเช่นนี้"
" ศพข้าศึกที่เกลื่อนทุ่งลุมพลีมีมากกว่าร้อย ทั้งๆที่ฝ่ายเราไม่มีใครเจ็บเลยพระพุทธเจ้าข้า" พระยารามบอก
"นับว่าปืนใหญ่ของเรามีกําลังแรง และตั้งได้เหมาะจริงๆ"
"พระพุทธเจ้าข้า และพระยารามก็ได้สั่งหล่อปืนใหญ่ขนาดนี้เพิ่มขึ้นอีก 5 กระบอกแล้วพระพุทธเจ้าข้า" พระยาวิชิตบอก
พระมหินทร์บอก
"พ่อข้ามีรับสั่งให้ข้ารักษาพระนคร แต่ข้าจะมอบหน้าที่นี้ให้แก่เจ้าคุณราม สมุหนายกของเรา เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครทำหน้าที่ได้ดีเท่า หรือว่าไง"
พระยาธรรมา เสนาบดีวัง ขยับตัวลอยหน้ากราบทูลตามนิสัยประจบสอพลอ
พระยาธรรมาบอก
"ขอเดชะ พระองค์ทรงเลือกได้ถูกต้องแล้วพระพุทธเจ้าข้า ข้าพุทธเจ้ากับทั้งเจ้าคุณมหาเสนา(กลาโหม) พร้อมที่จะทำหน้าที่ตามคำสั่งของท่านสมุหนายก ทุกประการพระพุทธเจ้าข้า"
" แล้วเจ้าคุณวางแผนรับศึกไว้ยังไงบ้าง"
"ข้าพุทธเจ้าได้วางพลรบและพลปืนใหญ่ไว้เต็มกําแพงทุกด้าน โดยเฉพาะด้านตะวันออก ก็มีกําลังเต็มทุกค่ายหน้ากําแพงด้วยพระพุทธเจ้าข้า"
พระศรีเสาวราชบอก
"นอกจากนั้น เจ้าคุณยังคุมทหารอีก4พันคน รออยู่ที่สนามหลวง หากว่าด้านใดถูกตีหนักเกินต้านทาน กองนี้ก็จะแล่นไปช่วยทันทีพระพุทธเจ้าข้า"
พระมหินทร์พยักหน้าพอใจ พระยารามยืนยันอย่างมั่นใจ
"ข้าพุทธเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ข้าศึกจะบุกเข้าด้านใด มันจะต้องตายด้วยปืนใหญ่ ก่อนเป็นอันดับแรกพระพุทธเจ้าข้า"
ทหารอยุธยาบนกําแพงเมืองต่างระดมยิงทั้งปืนเล็กปืนใหญ่ออกไปอย่างหนาแน่นทุกช่องใบเสมา เพื่อสกัดข้าศึกที่กําลังบุกเข้ามา เสียงโห่เฮของข้าศึกดังอึงอล พร้อมกับเสียงวิ่งของคนจำนวนมากสนั่นพื้น มีเสียงยิงปืนเสียงระเบิดตกดังติดต่อกันตลอดเวลา ควันจากการยิงตลบไปทั่ว จนในที่สุดทหารบนกำแพงก็หยุดยิง แล้วโห่ร้องด้วยความดีใจในชัยชนะ

การประชุมแม่ทัพนายกอง ในพลับพลาค่ายหลวงของกองทัพหงสาวดี มีพระเจ้าบุเรงนองเป็นประธาน ทุกคนนั่งประจำตำแหน่งอันควร มีนายทหารหงสายืนรักษาการณ์อยู่นอกพลับพลาเป็นแถวเป็นแนว อุปราชมังชัยสิงห์กําลังพูด
"เชื่อข้าซี่ ในเมื่อคนของเรามากกว่ามันหลายเท่าอยู่แล้ว ทำไมเราไม่โหมเข้าตีทุกด้านพร้อมกันเล่า โจมตีทุกด้าน มันทานเราไม่ไหวแน่"
เจ้าตองอูบอก
"เข้าโจมตี ทั้งๆที่เราต้องข้ามลำนํ้าก่อนถึงกําแพงเมืองงั้นหรือ ข้าว่ายากนะ ท่านอุปราช"
"จะยากอะไร ก็ให้พระเจ้าแปรจัดเรือมาลำเลียงพลซี่ ท่านเป็นแม่ทัพเรือไม่ใช่หรือ"
เจ้าแปรบอก
"แม่ทัพเรือน่ะใช่ แต่ข้าไม่เห็นด้วย เพราะถ้าใช้เรือข้ามฟาก ย่อมเป็นเป้านิ่ง ให้มันยิงเราได้ง่ายๆ"
" แล้วพวกเราจะมีแต่ตายกับตายลงไปเรื่อยๆ โดยที่พวกมันบนกําแพงไม่เป็นไรเลย" เจ้าอังวะบอก
อุปราชโกรธ
"วะ แล้วเรายกทัพมาทำไม ถ้าไม่โจมตีมัน"
พอพระอุปราชเสียงดัง เจ้าเมืองทั้งหลายก็พากันพูดเสียงเซ็งแซ่ไม่เป็นระเบียบ
พระเจ้าบุเรงนองตรัส
"เอาละ เอาละ หยุดได้แล้ว ฟังข้า .........เราโจมตีพร้อมกันทุกด้านก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าเข้าเมืองไม่ได้ เราก็มีแต่เสียกําลังคนไปเปล่าๆเท่านั้น"
"แล้วพระเจ้าพ่อจะทรงทำยังไง"
" ทุ่มกําลังเข้าตีกําแพงด้านที่อ่อนที่สุดของมัน"
"ด้านไหน"
บุเรงนองพยักหน้าให้พระเจ้าอังวะ พระเจ้าอังวะลุกขึ้นไปยืนชี้ให้ดูแผนที่เกาะเมืองอยุธยาที่วาดหยาบๆบนแผ่นหนังแห้งที่ขึงกับกรอบไม้ ซึ่งตั้งอยู่ในที่ประชุม พร้อมกับอธิบาย
"ด้านตะวันออก เป็นด้านเดียวที่มีคูเมืองแคบที่สุด และมีลานหน้ากําแพง กว้างที่สุดด้วย"
บุเรงนองบอก
"ตะโดเมงซอพูดถูกแล้ว เราจะตั้งทัพล้อมเมืองไว้ แต่จะโจมตีเพียงด้านตะวันออกด้านเดียว"
"แต่ด้านนั้น พวกมันวางปืนใหญ่ไว้หนาแน่นมาก และปืนของมันก็ยิงได้ ไกลกว่าปืนของเรา"
"ข้ารู้" พระเจ้าบุเรงนองหันไปหาพระมหาธรรมราชา "เรื่องนี้เห็นจะต้องให้เจ้าฟ้าสองแคว ช่วยสักหน่อย"
"พระพุทธเจ้าข้า"
"ให้ทหารของท่าน ไปตัดต้นตาลมาให้มากที่สุด"
"ตัดต้นตาลหรือพระพุทธเจ้าข้า"

"ใช่ ทหารไทยไม่ต้องออกรบหรอก เราต้องการเพียงต้นตาลเท่านั้น"

ในห้องบรรทมตอนกลางคืน
พระมหาจักรพรรดินอนซมอยู่บนเตียง พระโหราธิบดี ขุนนางผู้เฒ่าทูลรายงานต่อพระวิสุทธิกษัตรีย์ที่มานั่งเฝ้าพระอาการ
"พระอาการประชวรทรุดลงเร็วมากพระพุทธเจ้าข้า หมอจีนที่เคยปรุงพระโอสถ ถวาย ก็ลงสำเภาหนีไปตั้งแต่ก่อนศึกมาล้อมเมืองแล้ว ที่ยังทรงมีพระกําลังอยู่ได้ ก็ด้วยพระทัยห่วงใยบ้านเมืองเท่านั้น พระพุทธเจ้าข้า"
พระมหาจักรพรรดิครางเบาๆ
"ลูกพ่อ ลูก อยู่ไหน"
พระวิสุทธิเข้าไปใกล้
"เพคะ ลูกอยู่นี่"
"พ่อไม่น่าป่วยในเวลาอย่างนี้เลยใช่ไหม"
"พักผ่อนเถอะเพคะ อย่าตรัสอะไรเลย"
พระมหาจักรพรรดิเสียงอ่อนโรย
"ถึงพ่อจะมีวาสนาบารมี ได้เป็นถึงพระเจ้าช้างเผือก แต่วาสนาบารมี หรือจะสู้อำนาจบารมีของพระเจ้าบุเรงนองได้ พระเจ้าบุเรงนองนั่นแหละ คือ พระมหาจักรพรรดิที่แท้จริง"
"แต่บุเรงนองเก่งแค่ไหน ก็เข้าเมืองอยุธยาไม่ได้หรอกเพคะ"
"ฟังให้ดีนะลูก ที่พ่อยอมแพ้แก่บุเรงนอง ขอเจรจาหย่าศึกเมื่อ 5 ปีก่อน ก็เพราะพ่อรู้เหมือนอย่างที่พระมหาธรรมราชาสามีของลูกรู้ นั่นคือ หากบุเรงนองโจมตีเมืองใดได้สำเร็จด้วยกําลัง เขาจะทำลายเมืองนั้นให้ราบเป็นธุลี แต่ถ้าชนะเพราะคู่สงครามยอมแพ้แต่โดยดี เขาจะละเมืองเมืองนั้นไว้ดังเดิม สามีของลูกฉลาดที่รู้จักเอาเมืองรอด แต่คนอยุธยาเขาไม่ว่าอย่างนั้น พ่อเป็นห่วงอยุธยาเหลือเกิน เสียดายความมั่งคั่งรํ่ารวยที่สั่งสมกันมานับร้อยๆปี ไม่อยากให้มีอันเป็นไปเลย"
พระมหาจักรพรรดิหายใจอ่อนลง
พระวิสุทธิกษัตรีย์มองบิดาด้วยความห่วงใย

เวลากลางคืน พระยาธรรมามองไปยังความมืดในทุ่งเบื้องหน้า ซึ่งเห็นแต่แนวคบไฟสว่างเรียงรายอยู่ลิบๆ แล้วกล่าวกับพระยากลาโหมซึ่งมาสังเกตการณ์บนกําแพงด้วยกัน
"มันทำอะไรของมันวะ นิ่งเงียบเกินไป ไม่น่าไว้ใจเลย"
พระยากลาโหมบอก "นอนหลับกันละมั้ง เจ้าคุณ"
"หลับบ้าอะไรล่ะ วันนี้ทั้งวัน มันไม่โผล่มาโจมตีเราเลย พวกมันคงไม่เดินทางมาเป็นเดือน เพื่อมานอนหลับกันหรอก"
พันฤทธิ์เดชา นายทหารกรุงซึ่งติดตามพระยากลาโหม ก้าวเข้ามาขออาสา
" ให้ข้าออกไปดูไหม เจ้าคุณ เราจะได้หายสงสัย"
"เฮ้ย ออกไปนอกกําแพงคํ่าๆมืดๆ ไม่กลัวเจอพวกมันเร๊อะ"
" เจอก็ดี จะได้ฆ่ามัน อยากมารุกรานเราดีนัก"
พระยาธรรมาบอก
"งั้นก็ได้ รีบไปรีบมา ข้าจะได้มีเรื่องไปรายงานท่านพระยารามว่า พวกมันกําลังทำอะไรกันอยู่"

คืนเดียวกัน บุญทิ้งซึ่งกําลังนอนหลับอยู่บนพื้นห้อง ถูกเขย่าตัวปลุกด้วยมือของพระองค์ดำ
"เฮ้ย ทิ้ง ตื่น ตื่นโว้ย ไอ้ทิ้ง ไอ้ทิ้ง"
บุญทิ้งลืมตาตื่นมางัวเงีย
"อะไร มีอะไรกัน องค์ดำ"
"นายคอกมาบอกว่าเขาหาม้าได้แล้ว เรารีบไปกันเถอะ"
"ไปเดี๋ยวนี้นะเหรอ"
"ก็เดี๋ยวนี้สิ ตอนนี้คนทั้งเมืองกําลังหลับ ไม่มีใครเห็นเรา เอ็งเตรียมของไว้พร้อมหรือยัง"
"เตรียมไว้แล้ว"
" งั้นก็ไปกันเลย"

บุญทิ้งเดินลุกออกไป

ทั้งสองมีห่อใส่เสื้อผ้าและดาบทั้งฝักสะพายติดตัว กําลังวิ่งย่องๆมายังชายป่าท่ามกลางความแสงสลัวของพระจันทร์ข้างแรม

" ดีจริงๆ แถวนี้ไม่มีคนเลย"
"ถ้าใครออกมาเดินเล่นตอนนี้ก็บ้าแล้ว แต่ถ้าเป็นเสือออกมาเดินละก็ใช่"
"มืดไปหน่อย มองหาต้นประดู่ใหญ่ไม่เจอเลย"
บุญทิ้งชี้
"โน่นไง ต้นประดู่ มีอะไรตะคุ่มๆอยู่ที่โคนต้นไม้ด้วย"
" ใช่แล้ว เราสั่งให้นายคอกเอาม้ามาผูกรอไว้ที่นั่น ไปเถอะ เร็ว"
ม้ารูปร่างท่าทางแข็งแรงสองตัว มีเครื่องขี่พร้อม ถูกผูกไว้ที่โคนต้นไม้ องค์ดำเข้าไปตบต้นคอม้าตัวหนึ่ง
"ม้าเชื่องดีจริง เอ็งเอาตัวโน้นก็แล้วกัน ข้าเอาตัวนี้"
"ตัวไหนก็ได้ ไอ้ทิ้งชอบขี่ทั้งนั้น"
ทั้งสองขึ้นหลังม้า องค์ดำชักม้านำหน้า
" เราจะมุ่งไปทางตะวันออก ยึดเส้นทางเดินทัพเป็นหลัก ไป ทิ้ง ไป"
ทั้งสองควบม้าวิ่งลิ่วออกไปไกล

ทั้งสองควบม้าตามกันมาในช่องทางผ่านป่าซึ่งมีแสงจันทร์สาดลอดลงมาไม่มากนัก เห็นสภาพภูมิประเทศต่างกันไป เป็นการเดินทางตลอดทั้งคืน
จวบจนดวงอาทิตย์เริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าไกลสุดสายตา สาดแสงสีทองจับหมู่เมฆกระจายกว้างขึ้นๆตามลำดับ แล้วจึงเห็นพระองค์ดำนั่งดูพระอาทิตย์อยู่ที่ลานกว้างใกล้หน้าผาชัน มีบุญทิ้งนอนหลับอยู่ที่ลานนั้นด้วย บุญทิ้งพลิกตัวตื่นขึ้นเห็นพระองค์ดำนั่งอยู่
"โอย เช้าเร็วจัง เพิ่งนอนเมื่อกี้แท้ๆ เอ๊ะ ดูเหมือนพระองค์ไม่นอนเลย"
" ข้ารอดูพระอาทิตย์ขึ้น รู้ไหม ทุกครั้งที่ข้าเห็นพระอาทิตย์ขึ้น ข้าจะบอกตัวเองว่า เมืองพิษณุโลกอยู่ตรงนั้น เพราะที่พิษณุโลกก็เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน ข้าจึงเชื่อว่าถ้าเรามุ่งหน้าไปยังทิศที่พระอาทิตย์ขึ้น เราจะถึงเมืองพิษณุโลกได้"
"ก็น่าจะได้ เพราะใครๆก็บอกว่าเมืองไทยอยู่ทางตะวันออกของหงสาวดี ถ้าเราไปถึงชายแดนได้ เราก็ข้ามไปเมืองไทยได้"
"ห้าปีที่ข้าจากมา พิษณุโลกคงเปลี่ยนไปไม่มาก นอกจากพี่สาว และน้องชายของข้าที่โตขึ้น แต่ตอนนี้ทั้งแม่ทั้งพี่น้องของข้าก็ไปอยู่ที่อยุธยากันหมดแล้ว และอยุธยาก็กําลังมีภัยด้วย ไม่รู้จะเป็นยังไงกันบ้าง"
"นี่แหละ เขาถึงว่า สงครามมันไม่ดี มันทำให้พ่อแม่พี่น้องต้องพลัดพรากจากกัน แต่คนมีอำนาจทั้งหลายเขาก็ชอบทำสงครามกันเหลือเกินนะ"
" พ่อเคยสอนข้าว่า คนมีอำนาจมากขึ้นเพราะสงคราม แต่คนก็หมดอำนาจได้เพราะสงครามเหมือนกัน ไอ้ทิ้ง ไม่ว่าเราจะเกลียดสงครามแค่ไหน แต่วันข้างหน้า เราก็ต้องทำสงคราม ทำสงครามเพื่อช่วยคนดีให้พ้นทุกข์ พ้นทาส และ ทำสงครามเพื่อล้างคนชั่วให้หมดไปจากแผ่นดิน"
"ใช่ อย่างที่เราเคยสัญญากันไว้ไง ถ้าองค์ดำจะรบกับใคร ไอ้ทิ้งรบด้วย"
ขณะนั้นก็มีเสียงม้าร้องดังอยู่แว่วๆ
"เอ๊ะ เสียงม้าร้องอยู่ข้างล่าง ไอ้ทิ้ง เอ็งผูกม้าไว้ที่ไหน"
"ผูกไว้หลังพุ่มไม้นี่เอง นั่นไม่ใช่เสียงม้าของเราแน่"
" งั้นลงไปดูกัน"

บริเวณด่านตรวจกั้นทางของทหารหงสา เป็นด่านขนาดใหญ่ มีเรือนไม้ยาวสองสามหลังเป็นที่พักของพวกทหารหงสาวดี ซึ่งทำหน้าที่กั้นด่านคอยตรวจค้นคนเดินทางที่ผ่านเส้นทางนี้ ทหารที่ด่านมีหลายคนทั้งที่ยืนประจำการและถืออาวุธเดินไปมาท่าทางเข้มงวด ส่วนที่ลานด้านหนึ่งมีกองเกวียนของพวกพ่อค้าจอดพักรวมกันอยู่ 4-5เล่ม มีพ่อค้าและชาวเกวียนนั่งผิงกองไฟกันอยู่
พระองค์ดำและไอ้ทิ้งซุ่มดูอยู่หลังก้อนหินเชิงเขาซึ่งมีพุ่มไม้ขึ้นอยู่พอสมควร
"นั่นมันด่านของทหารหงสา ตั้งไว้ตรวจคนเดินทางที่ผ่านไปมา เราลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปซะสนิทเลยตอนออกเดินทาง"
" มันตั้งด่านกั้นทางระหว่างภูเขาสูงพอดี ไม่มีทางอ้อมผ่านไปได้เลย" พระองค์ดำว่า
"ถึงอ้อมผ่านไปได้ ก็คงเจอด่านแบบนี้อีกนับไม่ถ้วน ทำไงดีล่ะ"
"เราต้องหาทางผ่านไปให้ได้"

พระองค์ดำและบุญทิ้งเดินเข้ามาปะปนกับชาวบ้าน
นายทหารถาม
"นั่น..พวกเจ้าจะไปที่ใด"
" พิษณุโลก" พระองค์ดำบอก
"เจ้าจะไปทำธุระอันใดที่นั้น"
พระองค์ดำและบุญทิ้ง ทำท่าทีอึกอัก
"เจ้าจะไปทำธุระอันใด ตอบมาซิ"
"เอ่อ..." พระองค์ดำอึกอัก
มีเสียงตะโกนห้ามดังมาจากทางด่าน
"เดี๋ยวท่าน เด็กสองคนนั่นเป็นคนงานของข้าเอง ข้าจะให้กลับไปยังพิษณุโลก เพื่อไปเอาของมาเพิ่ม แต่ก็ไม่เป็นไรนะ"
"คราวหน้า คราวหลังบอกข้าก็ได้ ว่าเป็นเด็กของท่านแสงคำ หากรู้เช่นนี้ ก็คงจะไม่ซักไซร้ ต้องขอโทษท่านด้วย"
"ข้าต่างหากี่ต้องขอโทษ"
แสงคำหันไปหา พระงค์ดำและบุญทิ้ง

"มัวยืนรออะไรอยู่เล่า ไปซิ"

แสงคำ พ่อค้าผู้สูงวัยเดินนำพระองค์ดำและบุญทิ้งเข้ามายังลานจอดหมู่เกวียน
ผ่านชาวเกวียนทั้งหลายที่จับกลุ่มและเดินไปมา ไปจนถึงข้างเกวียนบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่เล่มหนึ่ง จึงหันมาพูดด้วยท่าทางเคารพนบนอบ
"ยังดีนะที่ข้าจำพระองค์ได้ ไม่งั้นพระองค์อาจจะถูกจับ หรือบาดเจ็บได้"
"ท่านเป็นใคร ทำไมรู้จักข้า"
"ข้าชื่อแสงคำ เป็นพ่อค้าเกวียน ค้าขายสินค้าขึ้นล่องระหว่างพิษณุโลกกับหงสาวดีเป็นประจำมานานแล้ว"
แสงคำชะโงกไปทางหลังเกวียนมองดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครอื่นอยู่ใกล้ๆ แล้วจึงพูดต่อ
"แต่แท้จริง ข้าเป็นสายสืบความที่พระบิดาของพระองค์ส่งมาดูความเคลื่อนไหวของหงสาวดี ตั้งแต่ก่อนสงครามเสียช้างเผือกด้วยซํ้า"
พระองค์ดำยิ้มออก
"งั้นเสด็จพ่อก็รู้เรื่องของข้ามาตลอด ตั้งแต่ข้ามาเป็นตัวประกัน"
"พระพุทธเจ้าข้า ตั้งแต่ทรงบวชเณร แล้วสึกไปอยู่วังหน้า แล้วทรงชนะการประลองได้กลับมาอยู่ที่วัดอีกครั้ง พระบิดาทรงรู้หมด"
"ถ้างั้นก็โชคดีแล้ว ถ้าพระองค์มีเส้นสายถึงขนาดนี้ เราก็อาศัยเกวียนนี่ เดินทางไปพิษณุโลกได้อย่างสบาย เจอด่านอีกกี่ด่านก็ไม่กลัว จริงไหม"
" จริงสิ โชคมาหาเราอย่างไม่คาดฝันจริงๆ หวังว่าท่านคงพาข้ากลับเมืองไทยได้นะ"
"ได้พระพุทธเจ้าข้า"
พระองค์ดำและบุญทิ้งหันมายิ้มให้กัน
"แต่เวลานี้ไม่เหมาะที่จะหนี เพราะในแดนไทยมีทหารข้าศึกกระจายอยู่ทั่วไปหมด บางพวกก็เป็นพวกปล้นเสบียงอาหาร ปล้นบ้านปล้นคน แม้เดินทางด้วยเกวียนก็ยังมีภัย ทางที่ดีพระองค์ควรอาศัยกองเกวียนนี้กลับเข้าหงสาก่อนดีกว่า"
" กลับไปเป็นตัวประกันของมันอีกงั้นหรือ"
"พระพุทธเจ้าข้า เพราะเป็นพระประสงค์ของพระบิดาอยู่แล้ว"
" หมายความว่า เสด็จพ่ออยากให้ข้าอยู่เป็นตัวประกันต่อไป"
"พระพุทธเจ้าข้า เพื่อให้พวกข้าศึกมันไว้ใจเจ้าฟ้าสองแควให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของหงสา หากแต่เพื่อประโยชน์ของอยุธยาเองในที่สุด"
" ข้าไม่เข้าใจเลยว่า เสด็จพ่อทรงมีเล่ห์กลยังไง"
"ไม่มีใครรู้หรอกพระพุทธเจ้าข้า แต่ข้าเองมั่นใจในพระปรีชาของพระบิดาท่านมานานเท่านานแล้ว พระองค์ทรงประคับประคองผู้คนและบ้านเมืองให้รอดปลอดภัยมาได้ ก็เพราะทรงยอมไหลไปตามนํ้า แต่ก็ทรงไหลไปด้วยเรือที่พระองค์ทรงคุมหางเสือไว้ได้ด้วยพระองค์เองตลอดเวลา"
พระองค์ดำพยักหน้า
"ข้าเชื่อท่าน ทิ้ง พาคนของท่านแสงคำไปจูงม้าของเรามาไว้ที่เกวียนนี่ก่อน เราจะเดินทางกลับเมืองหงสาวดีกัน"
"พระพุทธเจ้าข้า เออ โล่งใจไปที"
บุญทิ้งผละออกไปพร้อมกับชาวเกวียนสองสามคน

พระองค์ดำรู้สึกว่าทุกอย่างที่เผชิญอยู่ ช่างมืดมัวสับสนเสียจริงๆ

อ่านต่อตอนที่ 9
กำลังโหลดความคิดเห็น...