xs
xsm
sm
md
lg

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ ตอนที่ 7

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 7

เมื่อพระองค์ดำวิ่งไปถึง ทหารเลวโยนหนังสือเล่มสุดท้ายเข้ากองไฟพอดี ทหารทุกคนชะงักมอง
"เอ็งเผาหนังสือนั่นทำไม"
ทหารเลวท่ายียวน
"ใส่เป็นเชื้อไฟ สุมไว้แก้หนาวตอนดึกๆ เอ็งจะทำไม"
"นั่นมันหนังสือของหลวงตา ข้ากําลังอ่านอยู่ เอ็งก็เห็น"
"โฮ้ย เอ็งอ่านไปจะได้อะไร เอามาเผา ยังแก้หนาวได้ดีกว่า"
"ไอ้ชั่ว คนอย่างมึง ถ้าไม่เจ็บ ไม่หลาบจำ"
"แล้วเอ็งจะทำอะไรข้า"
" นี่ไงวะ"
พระองค์ดำปราดเข้าเตะลำตัวแล้วถีบทหารเลวล้มลงทับกองไฟ ทหารเลวดิ้นพราดๆร้องลั่นเพราะโดนไฟเผา กลิ้งออกมาทุรนทุรายทั้งๆมีไฟลุกตามตัว ทหารที่อยู่ใกล้รีบวิ่งเข้ามาช่วยดับ ทหารที่เหลือคว้าดาบคว้าหอกคว้าปืนวิ่งมายืนจ้องใส่พระองค์ดำ ที่ยืนกลางลานอย่างไม่หวั่นเกรง บุญทิ้งวิ่งตามเข้ามา ฉวยท่อนฟืนยืนจังก้า ตะโกนใส่ทหาร
"เอาสิวะ ถ้ามึงรุมองค์ดำ กูสู้ตาย"
ทหารทั้งหลายขยับอาวุธจะเข้าหา ก็พอดีมีเสียงตวาดห้าม
"เฮ้ย หยุดโว้ย หยุด"
ทหารชะงัก สุรสิงหะเดินออกมาจากหลังกลุ่มทหาร
"มีรับสั่งไม่ให้พวกเราทำร้ายไอ้จ้าวไทยองค์นี้ มันจะบาดเจ็บหรือตายไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันจะต้องลงสนามประลองดาบกับท่านราชบุตร วังหน้าในวันงาน ปล่อยไป ทหาร"
พวกทหารลดอาวุธลง สิงหะมองหน้าองค์ดำแล้วแสยะยิ้ม
"มึงจะเป็นจ้าวใครก็ช่าง แต่ไม่ใช่จ้าวนายกู ถึงจะรอดวันนี้ มึงก็ต้องตายในสนามประลองอยู่ดี"
พระองค์ดำมองดูกองไฟที่เผาตำรามอดเป็นเถ้าไปหมดแล้ว

เวลากลางคืน เปลวไฟจากตะเกียงจานนํ้ามันที่ให้แสงสว่าง บุญทิ้ง ไอ้จัน และไอ้สมิงนั่งพูดกันบนแคร่ที่ลานฝึกซ้อมหลังศาลาด้วยความเจ็บแค้นใจ
บุญทิ้งบอก
"ขนาดพระองค์ดำยังทนไม่ได้ แล้วไอ้กระจอกอย่างเราๆ จะมัวนั่งงอมืองอตีนอยู่อีกทำไม ข้าจะซัดมันให้รู้ฤทธิ์รู้เดชกันในคืนนี้แหละ เอ็งจะเอาด้วยไม๊ ไอ้หมิง"
"เอ็งพูดตรงใจข้าแล้ว ไอ้ทิ้ง เอ็งเอาไงข้าเอาด้วย"
"ข้าก็ด้วยอีกคน"
"ว่าแต่ เราจะเอาอาวุธที่ไหนมาสู้มัน เราไม่มีอาวุธเลยซักอย่าง"
สมิงบอก
"วัดนี้ ไม่เคยมีอาวุธมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มีแต่ไม้เป็นท่อนๆ หาง่ายออก จะตาย"
"งั้นเอาเลย ข้ากับเอ็งใช้ไม้พลองคนละอัน"
"ได้ เดี๋ยวข้าหาให้"
สมิงเดินออกไปหาไม้พลอง
"แล้วข้าใช้อะไร"
"เอ็งใช้แค่เสียง" บุญทิ้งบอก
มณีจันทร์งง "เสียงเหรอ ?"
"เออ เสียงผู้หญิงของเอ็งนั่นแหละ"

ค่ายทหารที่ลานวัดพระมหาเถร เวลากลางคืน มีทหารอยู่จำนวนหนึ่ง บริเวณหน้ากระโจมของสุรสิงหะ มีเสียงมณีจันทร์ร้องดังมาแว่วๆ ทำให้สุรสิงหะโผล่จากกระโจมออกมา
" จัน ช่วยด้วย ช่วยด้วย-ย-ย-ย ช่วยข้าด้วย ช่วยด้วย"
สุรสิงหะบอก
"เสียงผู้หญิงที่ไหนมาร้องอยู่ในวัดวะ เฮ้ย พวกมึงออกไปดูซิ"
ทหาร 6 คนรีบฉวยอาวุธวิ่งไปตามสั่ง สุรสิงหะชะเง้อมองไปในความมืดตามทิศทางเสียง
"จัน ช่วยข้าด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย เร้ว"

ไอ้จันตะโกนร้องให้ช่วยอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่งในป่าโปร่งหลังวัด
"ข้าอยู่ทางนี้ ทางนี้ ช่วยด้วย ช่วยด้วย-ย-ย—ย"
ทหารหงสา6คนวิ่งจากค่ายลานวัดมายืนหันซ้ายหันขวา อยู่กลางป่าโปร่ง
บุญทิ้งและไอ้สมิงในชุดเสื้อดำ กางเกงดำมีผ้าปิดหน้าสีดำโผล่พรวดออกมาพร้อมกับไม้พลองในมือ เข้าตีทหารทั้งหกคนอย่างจังๆจนตั้งตัวไม่ติด จนในที่สุดทหารทั้งหกก็ถูกตีสลบไปตามๆกัน ไอ้จันลงมาจากต้นไม้ มายืนร่วมกับไอ้ทิ้งและไอ้สมิงมองดูร่างทหารหงสาที่นอนเกลื่อนอย่างสะใจ

วันใหม่ ทหารหงสาที่บาดเจ็บยืนเรียงแถวหน้ากระดานที่ค่ายทหารที่ลานวัดพระมหาเถร หน้าทหารแต่ละคนมีแต่หน้าบอบชํ้า หน้าแตก หน้าบวม แขนหัก ฯลฯ สุรสิงหะยืนประกาศก้องด้วยความขุ่นเคืองใจ
"ข้า สุรสิงหะ เคยเป็นนายค่ายเชลยที่โหดที่สุด และวันนี้ข้าจะทำให้ ที่นี่เป็นค่ายเชลยที่มีคนถูกทรมานไม่แพ้กัน"
สุรสิงหะประกาศแก่เหล่าศิษย์วัดทุกคนรวมทั้งไอ้สมิงและบุญทิ้งที่ยืนแถวหน้ากระดานสามแถว อยู่กลางลานตากแดดที่ร้อนเปรี้ยงของเที่ยงวัน มีพระมหาเถรนั่งอยู่ที่แคร่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มีพวกทหารหงสาที่ไม่บาดเจ็บยืนคุมอยู่รายรอบบริเวณ
"เมื่อคืน พวกเอ็งสองคนบังอาจทำร้ายทหารของข้าจนบาดเจ็บ ด้วยความขี้ขลาดที่ไม่ยอมเปิดเผยหน้าตา ข้าจึงต้องลงโทษพวกเอ็งทุกคนให้ตากแดด จนกว่าจะมีใครยอมรับว่า เป็นไอ้โม่งนั่น พวกเอ็งจึง กลับเข้าร่มได้ ว่าไง ใครเป็นคนทำร้ายทหารของข้า ยอมรับมาซะ ดีๆ หรือจะปล่อยเพื่อนร่วมวัดของเอ็งโดนแดดเผาตาย"
ศิษย์วัดทุกคนยืนนิ่ง จนหลวงตารู้สึกเวทนาสงสาร
"โยม อาจจะไม่ใช่พวกนี้เลยสักคนก็ได้นะ ท่านนายค่าย"
"ต้องใช่สิ เพราะพวกมันไม่มีอาวุธ มีแต่ไม้ไผ่คนละท่อน แสดงว่า อาวุธของมันถูกยึดไปแล้ว มหาเถรอย่าแก้ตัวแทนลูกศิษย์เลย เดี๋ยวจะพลอยโดนโทษไปด้วย"
" ลูกศิษย์อาตมาจะไปทำร้ายทหารด้วยเรื่องอะไรกัน"
"เรื่องน่ะมีแยะ ขนาดเมื่อเย็นวาน คนในวัดนี้สองคนก็มีเรื่องกับทหารของข้า"
พระ องค์ดำก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าเกลียดชังพวกทหาร

"ถ้าเอ็งสงสัยข้า ก็มาพูดกับข้าคนเดียว ไม่จำเป็นต้องทรมานศิษย์ วัดพวกนี้"

"อย่าคิดว่าข้าลงโทษเอ็งไม่ได้ แล้วจะทำอะไรได้ตามใจชอบนะโว้ย พวกเอ็งยังมีอีกคน ข้าจะลงโทษเพื่อนเอ็งให้หนัก เอ้า ไอ้ลูกศิษย์ ทั้งหลาย ใครจะยอมรับว่าเป็นเพื่อนไอ้เชลยไทยคนนี้บ้าง เผยตัวออกมายอมรับโทษแทนซะดีๆ"
สุรสิงหะประกาศด้วยเสียงเย้ยหยัน หวังว่าจะไม่มีใครกล้า แต่ปรากฏว่าบุญทิ้งชูมือพรวดทันที
"ข้าโว้ย ข้าเป็นเพื่อนองค์ดำ ลงโทษข้าเลย"
ไอ้สมิงตะโกนตามทันที
"ข้าสิโว้ยเป็นเพื่อนองค์ดำ ให้ข้ารับโทษเอง"
แต่แล้วโดยไม่คาดฝัน ศิษย์วัดแต่ละคน ต่างก็ชูมือตะโกนแสดงตัวว่าเป็นเพื่อนขององค์ดำเหมือนกันหมด
" ข้าเอง / ข้าเพื่อนองค์ดำ / ลงโทษข้าเลย / ข้าโว้ย / ข้าเองโว้ย"
เสียงตะโกนดังอื้ออึงไปทั่วลานวัด สุรสิงหะและทหารหงสาตะลึงงันที่เห็นทุกคนขอรับโทษกันหมด พระองค์ดำรู้สึกปลื้มใจ พระมหาเถรหัวเราะชอบใจ
" ไม่เคยเห็นหรือท่านนายค่าย ลูกศิษย์ของอาตมาน่ะมันไม่มีอะไรมากหรอก มันมีแต่นํ้าใจเท่านั้น ฮ่ะๆๆๆ"
เหล่าศิษย์ยังคงชูมือเร่าๆ ตะโกนต่อไป...

ขบวนเสด็จของพระมหาจักรพรรดิ และพระวิสุทธิกษัตรีย์ เดินมาถึงหน้าประตูเข้าพระราชวังหลัง อยุธยา มีทหารราชองค์รักษ์และนางข้าหลวงติดตามมาเป็นแถว ทั้งสองหยดยืนคุยกันที่หน้าประตู
"พ่อให้ลูกอยู่ที่พระราชวังหลัง เพราะลูกก็เคยอยู่มาตั้งแต่เด็กๆ และพ่อเองก็มาพักอยู่ตอนก่อนที่บวชด้วย รู้สึกว่าเป็นวังที่สงบดี"
"ลูกเคยอยู่ที่นี่ครบสี่พี่น้อง ทั้งเจ้าราม เจ้าอินทร์ และเจ้าเทพ เดี๋ยวนี้เจ้ารามกับเจ้าเทพก็ไม่อยู่ให้เห็นหน้าแล้ว เออ แล้วนี่เจ้าอินทร์ไม่ได้เดิน ทางตามลงมาจากนครสวรรค์หรือเพคะ"
"พระมหินทร์ยกทัพแยกไปยึดเมืองกําแพงเพชร"
"ยึดกําแพงเพชร นี่แค่ศึกแรก ไทยก็รบกับไทยแล้วหรือเพคะ"
"แต่ตอนนี้ กําแพงเพชรก็ใช้ธงหงสาวดีอยู่นะลูก"
"นั่นก็เท่ากับเราเป็นฝ่ายรุกรานหงสาวดีก่อน"
พอดีมีขบวนตามหลังมา
"เอ๊ะ ขบวนใครมา สงสัยพวกหลานๆจากท่าเรือจะมาถึงแล้วละมัง"
เมื่อทหารราชองครักษ์เปิดทางให้ ก็เห็นพระยารามเดินนำแถวทหารกรุงตรงเข้ามา
"อ้อ ท่านสมุหนายก ท่ามีข่าวจากกําแพงเพชรมาละซิ"
"เปล่าพระพุทธเจ้าข้า มีเรือเร็วนำข่าวมาบอกว่า กองทัพของพระราชโอรสได้ พบกับขบวนของพระชายาศิริเทวี ที่เดินทางกลับมาจากหงสาวดี"
"แล้วไง"
"กองทัพของเราได้เข้าล้อมขบวนพระชายา แล้วฆ่าทหารพม่ารามัญที่คุมขบวนมาตายหมด พระพุทธเจ้าข้า"
"อ้าว ทำไมทำอย่างนั้นเล่า"
"ข่าวไม่ได้แจ้งเหตุโดยละเอียดพระพุทธเจ้าข้า"
"ไม่ว่าจะด้วยเหตุอะไรก็ตาม สิ่งที่เจ้าอินทร์ทำลงไป จะหมายถึงอะไรไม่ได้เลย นอกจาก เราเป็นฝ่ายประกาศศึกกับเขาแล้ว"
พระมหาจักรพรรดิมีสีหน้าหนักใจ

ในเรือนศาลาวัดมหาเถร สี่สหายนั่งรวมกันอยู่เบื้องหน้าพระมหาเถร เหมือนรับฟังคำสอน
"พรุ่งนี้ก็จะถึงวันงานฉลองเจ้าฟ้าสองแคว แต่ความจริงแล้วมันคืองานแห่งเล่ห์เหลี่ยมลวงตาครั้งใหญ่ของพ่ออยู่หัวบุเรงนอง ซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะนำชัยชนะมาสู่หงสาวดีในกาลต่อไป มหาบพิตรก็เป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ด้วย ขอให้จำไว้ว่า พระองค์จะต้องมีเล่ห์เหลี่ยมลวงตาเช่นเดียวกัน จึงจะมีชัยเหนือหงสาวดีในภายหน้าได้"
"เราจะชนะได้ยังไง หลวงตา เราไม่มีแม้แต่ดาบหวายจะฝึกซ้อมเลย" บุญทิ้งบอก
สมิงบอก
"เรื่องดาบซ้อมไม่มีปัญหา เรายังมีดาบหวายเก่าๆเก็บไว้ใต้กุฏิอีกหลายเล่ม ยังพอเลือกอันดีๆมาซ้อมกันได้"
"แล้วจะซ้อมกันที่ไหน ซ้อมที่ลานหลังศาลา คงไม่พ้นสายตาพวกมันแน่"
ไอ้จันบอก
"ซ้อมในป่าโปร่งหลังวัดก็ยังได้ ข้ากับไอ้ทิ้งจะคอยกันพวกมันเอาไว้เอง"
"เฮ่ย เอ็งจะโผล่ไปให้พวกมันเห็นตัวไม่ได้นะไอ้จัน ถ้ามันเกิดสงสัยว่า เอ็งไม่ใช่ผู้ชายละก็ เรื่องจะไปกันใหญ่"
"น่าเสียดายดาบคู่มือของข้า ถูกมันยึดเอาไปแล้ว แต่ก็ช่างเถอะ ดาบดีแค่ ไหน ก็ไม่สำคัญเท่าคนถือดาบหรอก" พระองค์ดำบอก
"อาวุธคู่มือของเจ้าถูกยึดไปแล้ว แต่อาวุธคู่มือของข้ายังอยู่ นี่ไง"
ไอ้จันยกมีดตัดสมุนไพรประจำตัวขึ้นมาให้ดู โดยแขวนบ่วงเชือกไว้กับนิ้วมือ
"อ๊ะ เจ้าซ่อนไว้ยังไง ทำไมพวกมันถึงเอาไปไม่ได้ล่ะ"
"ก็ตอนที่พวกมันบุกเข้ามาในวัด ข้ากําลังปีนต้นไม้ตัดใบยาอยู่ ข้าก็เลยซ่อนอยู่บนนั้นจนพวกมันกลับไป"
" ไหน ขอข้าดูมีดหน่อยซิ"
"เอ้า หวังว่าคงไม่เอามีดนี่ไปสู้กับมันนะ"
พระองค์ดำรับมีดด้ามยาวเล่มนั้นไปถือ แล้วสอดมือเข้าไปในบ่วงเชือกท้ายด้าม เหมือนเกิดความคิดอะไรขึ้นมา
"ไม่แน่หรอก มีดของเจ้าอาจจะชนะมันก็ได้"

ในป่าโปร่ง
พระองค์ดำถอยเข้ามาอย่างเร็ว แล้วยืนถือดาบไม้ตั้งท่าสู้อย่างมั่นใจ ครั้งนี้ที่สุดด้ามดาบไม้มีบ่วงเชือกคล้องกับข้อมือที่ถือดาบไว้ด้วย
"เอาใหม่ เต็มที่เลย คราวนี้"
ไอ้สมิงโผนเข้าฟันดาบไม้ในมือใส่พระองค์ดำด้วยเพลงดาบหงส์ผงาดฟ้าอีกตามเคย และองค์ดำก็รับไว้ได้หมดทุกกระบวนท่าอย่างรวดเร็วเช่นกัน การฝึกครั้งนี้มีกันเพียงสองคน ไม่มีใครมาเห็น การต่อสู้ดำเนินไปจนในที่สุดเมื่อถึงท่าไม้ตาย ไอ้สมิงก็ฟันดาบของพระองค์ดำหลุดจากมือ แต่ดาบไม่กระเด็นไปไหน เพราะมีเชือกคล้องติดข้อมืออยู่ พระองค์ดำพลิกมือจับด้ามดาบในทิศทางตรงกันข้าม คือถือให้ปลายดาบลงดิน แล้วตวัดมือขึ้น ใช้สันดาบกระแทกใต้ข้อมือของสมิงถึงกับดาบหลุดมือ สมิงตกใจที่พระองค์ดำเอาชนะได้
"พระองค์แก้ไม้ตายได้แล้ว แก้ได้จริงๆด้วย"
"มันก็แค่หญ้าปากคอก ข้ามัวแต่คิดหาทางแก้ไม่ให้ดาบหลุดมือ ถึงได้ คิดไม่ออก แต่พอข้าเห็นมีดที่มีบ่วงคล้องข้อมือของไอ้จัน ข้าก็นึกออก ว่า ถ้าใช้บ่วงคล้องไว้ ถึงดาบหลุดมือแล้ว ดาบก็ยังอยู่กับเรา"
"โอ้โฮ ไม่น่าเชื่อ คาดไม่ถึงจริงๆ"
"ข้าอยากให้เจ้าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อน อย่าเพิ่งบอกใคร นอกจากหลวงตาเท่านั้น ตกลงไม๊"
"ได้ ข้ารับปากว่าจะไม่บอกใคร แม้แต่สหายของเรา"
พระองค์ดำขยับมือถือดาบ ให้บ่วงเชือกคล้องข้อมือเข้าที่เรียบร้อย
"เอาละ มาลองกันใหม่อีกที"
"ทั้งสองซ้อมฟันดาบกันต่อไป อย่างมีกําลังใจมากขึ้นกว่าเดิม"

พลับพลาในงานประลองฝีมือในหงสาวดี เสียงประโคมสังข์แตรแบบพม่ารามัญดังกังวาน ขณะพระเจ้าบุเรงนองก้าวขึ้นสู่ที่ประทับใหญ่แล้วลงนั่ง โดยมีพระมหาธรรมราชาประทับอยู่บนพระที่ตํ่าลงมาด้านซ้าย ส่วนพระอุปราช พระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ และพระเจ้าตองอูประทับอยู่บนพระที่อีกด้านหนึ่งเรียบร้อยแล้ว นอกนั้นก็มีพญาทะละ เจ้ากรมวัง และเสนาบดีนั่งตามที่อันควร มีทหารหงสาวดีจำนวนหนึ่งยืนถือหอกรักษาการอยู่ทั่วไป
"อ้อ มาอยู่กันพร้อมหน้าแล้วรึ น้องเรา ดีละ วันนี้จะได้ร่วมเลี้ยงฉลองให้ เจ้าฟ้าสองแคว ญาติใหม่จากแผ่นดินไทย ที่จะมาร่วมเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเรา นับจากนี้ไป"
พระเจ้าตองอูมองพระมหาธรรมราชาอย่างไม่ยกย่อง ก่อนหันไปกราบทูล
"ทูลพระเจ้าพี่ ก็ตามหมายเชิญบอกว่า วันนี้จะให้พวกเรามาชมการประลองฝีมือ ระหว่างนักรบชั้นยอดของหงสาวดีมิใช่หรือ แล้วอยู่ๆทำไมทรงเปลี่ยนแปลงไปเลี้ยงฉลองเจ้าฟ้าล่ะ"
" เฮ่ย หมายเหมยอะไรกัน เจ้าก็รู้อยู่ว่าข้าไม่ชอบพิธีรีตอง นี่แน่ะ บาเยง เมงกอง ถ้าเจ้านับถือหมายกําหนดการนักละก็ ให้ไอ้กรมวังมันขึ้นมานั่ง บัลลังก์แทนข้าซะเลยดีไม๊"
พระเจ้าตองอูหน้าม้านไป พระอุปราชจึงอธิบายต่อ
"คืออย่างนี้นะ พระเจ้าอา การประลองฝีมือระหว่างนักรบหงสาจะยังคงมีอยู่ดังเดิม เพียงแต่ตอนเย็นเราจะมีงานเลี้ยงฉลองให้เจ้าฟ้าสองแควเพิ่มขึ้นมาเท่านั้น ขอพระเจ้าอาได้โปรดคลายความสงสัยได้"
" อ้าว งั้นเร๊อะ แล้วก็ไม่บอกซะก่อนนี่"พระเจ้าตองอูว่า
พระเจ้าแปรบอก
"ดูนั่นดีกว่า การประลองคู่แรกเริ่มแล้ว"
ณ ลานประลองเบื้องหน้าพลับพลา นักรบของหงสาคู่แรก ก้าวออกมาจากคนละด้านของลาน ถวายคำนับ แล้วเริ่มต่อสู้กันด้วยอาวุธยาวที่ตนถนัดอย่างดุเดือด การต่อสู้ดำเนินไปอย่างตื่นเต้น
เจ้าอังวะ แปรและตองอูที่ดูด้วยความพอใจ

การต่อสู้ของนักสู้คู่แรกยังคงดำเนินต่อไป ทั้งสองฝ่ายสู้กันอย่างมีฝีมือสูงทัดเทียมกัน
ไอ้จัน และ ไอ้สมิงเกาะเชือกเส้นใหญ่ที่ขึงกั้นเป็นเขตลานประลอง ยืนดูอยู่ร่วมกับกลุ่มคนดูทั่วไป จนกระทั่งนักสู้ฝ่ายหนึ่งพลาดท่าล้มลง อีกฝ่ายเงื้ออาวุธขึ้นหมายจะแทง เสียงฆ้องดังขึ้นเป็นสัญญาณจบการประลอง มีเสียงเฮแสดงความยินดีจากพรรคพวกของฝ่ายชนะที่เป็นทหารและคนดู

ริมลานประลอง ไอ้จันหันชะเง้อมองไปทางที่พักรอของผู้เข้าประลอง แล้วหันมาบอกไอ้สมิง
"ข้าจะไปดูองค์ดำก่อนนะ เผื่อไอ้ทิ้งจะมีอะไรให้ช่วย"
"เออ ฝากดูแลด้วยแล้วกัน ข้าจะรออยู่ทางนี้เอง"
ไอ้จันแทรกผู้คน ลับตัวไปทางด้านหลัง ไอ้สมิงหันมาดูการต่อสู้คู่ใหม่
ณ ลานประลอง นักสู้คู่ที่สองเริ่มเข้าต่อสู้กัน ด้วยอาวุธที่ตนถนัด เช่น ดาบและโล่

ไอ้จันเดินผ่านผู้คนมายังบริเวณที่พักรอ แต่พอถึงทางเข้าซึ่งเป็นหลืบระหว่างผืนผ้ารั้วกั้น ก็ต้องชะงักหยุดเดิน สีหน้าเจื่อนลง เมื่อมองไปข้างหน้า
เจ้าหญิงวิไลกัลยายืนพูดอยู่กับพระองค์ดำ พร้อมกับส่งดาบคู่มือซึ่งห่อผ้าเรียบร้อยให้
"นี่ดาบคู่มือของเจ้าพี่ หญิงขโมยมาคืนให้"
พระองค์ดำรับดาบคู่ใจมา
"ขอบพระทัยมากนะน้องหญิง แหม นึกว่าจะไม่ได้คืนเสียแล้ว"
"มีดาบคู่มืออย่างนี้ เจ้าพี่คงเอาชนะพี่ชายของหญิงได้ แต่อย่าทำให้เขาบาดเจ็บเลยนะ ขอร้อง"
"ไม่ต้องห่วง หม่อมฉันคงไม่ทำให้ราชบุตรวังหน้าเสียชื่อหรอก"
ไอ้จันรู้สึกไม่พอใจที่เห็นทั้งสองคนคุยกัน จึงสะบัดหน้าแล้วรีบเดินกลับไปทางเดิม

เจ้าหญิงวิไลแสดงความห่วงใยองค์ดำ
"งั้นเจ้าพี่ระวังพระองค์ด้วยก็แล้วกัน อย่าเสียทีจนต้องบาดเจ็บซะเองล่ะ"
"หม่อมฉันจะระวังตัวให้มาก ตามคำของน้องหญิง"
"หญิงต้องไปก่อนละ เดี๋ยวเกิดมีใครเห็นแล้วไปฟ้องแม่ ไม่อยากรำคาญโดนดุ แล้วพบกันใหม่นะ ไปละ"
เจ้าหญิงวิไลผละไปอย่างรวดเร็ว พระองค์ดำส่งห่อดาบให้บุญทิ้ง
"เอาดาบนี่ไปซ่อนไว้ก่อน อย่าให้ใครเห็น"
"อ้าว แล้วไม่ใช้ดาบนี้สู้มันซะเลยล่ะ"
"ก็ข้าบอกแล้วไงว่า ดาบไม่สำคัญ สำคัญที่คนใช้ดาบต่างหาก"
บุญทิ้งรับห่อดาบไปด้วยสีหน้างงๆ พระองค์ดำเดินไปหยิบดาบธรรมดาเล่มหนึ่งจากดาบที่แขวนเรียงไว้ในที่ตั้งมาถือ พลางขยับมือไปมาเพื่อลองความคล่องตัว
" แค่ดาบเล่มนี้ก็ใช้ได้แล้ว"

ไอ้จันสีหน้าบึ้งตึงแหวกกลุ่มคนดูกลับเข้ามายังริมลานที่ไอ้สมิงยืนดูการต่อสู้อยู่
"องค์ดำเป็นไงบ้าง เตรียมตัวพร้อมหรือยัง"
จันนิ่งไม่ตอบ...
จันมองไปข้างหน้าเหมือนไม่ได้ยินคำถาม
นักต่อสู้คู่ที่สองกําลังฟาดฟันกันอย่างดุเดือด

ในพลับพลา บุเรงนองหันมาถามพระมหาธรรมราชา
"เป็นยังไงบ้างล่ะ นักรบหงสาวดีของเรา"
"ฝีมือดีมากพระพุทธเจ้าข้า สู้กันได้นาน ไม่มีใครยอมแพ้ใครง่ายๆ"
"ลูกชายของท่านก็ฝีมือไม่ใช่ย่อยนะ เคยชนะราชบุตรเมืองคังที่เก่งที่สุดมาแล้ว วันนี้ข้าจะให้ประลองฝีมือกับมังกยอชวาหลานของข้าดูบ้าง"

ณ ลานประลอง นักสู้คู่ที่สองต่อสู้กันจนฝ่ายหนึ่งทำให้อีกฝ่ายล้มลงไปได้อย่างสวยงาม
ในพลับพลา เห็นเจ้าตองอู เจ้าแปร เจ้าอังวะ ชอบใจกันมาก พระเจ้าบุเรงนองคุยต่อ
"พระเจ้าน้องเราคงจะดีใจที่ได้รู้ว่า ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ลูกชายของท่าน ตั้งใจเรียนวิชาการรบหมดทุกสาขา จนได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ที่เก่งที่สุดใน สำนักวังหน้า"
พระอุปราชกลัวจะน้อยหน้า รีบอวดบ้าง
"รู้หมดทุกสาขา ก็ใช่ว่าจะรู้ลึกรู้จริงนะพระเจ้าพ่อ ประลองยุทธ์วันนี้ ลูกชายเกล้ากระหม่อมจะแสดงให้เห็นว่า ฝีมือดาบของเขาเหนือกว่าศิษย์สำนักวังหน้าทุกคนจริงๆ"
"ใครๆก็กําลังรอดูการต่อสู้ของคู่นี้อยู่ เดี๋ยวก็คงจะได้รู้กันว่าใครเก่ง"

พระมหาธรรมราชารู้สึกไม่สบายใจ เพราะไม่รู้ว่าผลการประลองจะออกมาอย่างไร

ต่อมา ลานประลองว่างเปล่า มีเสียงจากผู้ประกาศดังขึ้น
"ผู้เข้าประลองฝีมือคู่ต่อไป มังกยอชวา ราชบุตรแห่งพระ อุปราชวังหน้า"
มังกยอชวาเดินออกมาสู่ลานประลองพร้อมดาบประจำตัวในมือ สีหน้ามั่นใจจริงจัง หวังชนะเต็มเปี่ยม ท่ามกลางเสียงโห่ร้องให้กำลังใจของทหาร และชาวหงสาวดีทั่วไป
"พบกับ พระนเรศ พระยุพราชแห่งเมืองสองแคว"
พระองค์ดำก้าวออกมาพร้อมดาบธรรมดาในมือ ไม่มีบ่วงคล้องข้อมือ ไม่มีเสียงโห่ร้องให้กําลังใจจากทหารหรือคนดูแม้แต่เพียงกลุ่มเดียว

ริมลาน ไอ้ทิ้ง ไอ้สมิง และไอ้จันเกาะเชือกขึงขอบลานดูอยู่อย่างเอาใจช่วย
บุญทิ้งบอก "รู้สึกราชบุตรวังหน้าจะมั่นใจเอามากๆเลยนะ"
"เดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะล้ม พระองค์ดำชนะแน่อยู่แล้ว" สมิงบอกมั่นใจ
พระองค์ดำยืนคู่กับมังกยอชวา ทั้งสองถวายคำนับต่อหน้าพระที่นั่งพร้อมกัน แล้วจึงหันมายืนเผชิญหน้ากัน เสียงสนับสนุนจากทหารและคนดูดังขึ้น พร้อมกับเสียงกลองตีให้จังหวะระทึกใจ
มังกยอชวาบอก
"ครั้งนี้ละ เจ้าจะได้รู้ว่า เพลงดาบหงส์ผงาดฟ้าของข้า ร้ายกาจขนาดไหน"
พระองค์ดำยิ้ม
"เชิญแสดงได้เลย เจ้าพี่"
มังกยอชวาถลันเข้าฟาดฟันทันทีอย่างไม่ยั้งมือ

พระองค์ดำและมังกยอชวาต่อสู้กันด้วยเพลงดาบเดี่ยวอย่างแคล่วคล่องว่องไว โดยมังกยอชวาเป็นฝ่ายรุก แต่องค์ดำก็รับดาบที่ฟาดฟันมาได้ทุกกระบวนท่าอย่างไม่พลาดพลั้ง

ไอ้จัน บุญทิ้ง ไอ้สมิง ตะโกนเชียร์แข่งกับเสียงผู้คนรอบๆลาน
ในพลับพลา ทุกคนดูด้วยความตื่นเต้น
เจ้าอังวะบอก
"เก่งจริงๆ ฝีมือดีทั้งสองคนเลย"
" แบบนี้ คงเอาชนะกันยาก" เจ้าแปรบอก
"เดี๋ยวซี่ รอให้ลูกข้าปล่อยไม้เด็ดซะก่อน" อุปราชมังชัยสิงห์บอก
พระเจ้าบุเรงนอง ดูด้วยความพึงพอใจ พระมหาธรรมราชารู้สึกอึดอัดใจ การต่อสู้ เห็นชัดว่าเพลงดาบหงส์ผงาดฟ้าทำอะไรพระองค์ดำไม่ได้เลย มังกยอชวามีท่าทีฮึดฮัด แต่พระองค์ดำยังยิ้ม การต่อสู้ดำเนินต่อไป กลายเป็นผลัดกันรุกผลัดกันรับ
ริมลาน ทหารและคนดูเชียร์มังกยอชวากันอย่างเต็มที่ เจ้าหญิงวิไล สาววัง ไอ้จัน ไอ้ทิ้ง ไอ้สมิงเท่านั้น ที่เชียร์พระองค์ดำ
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดจนถึงท่าไม้ตาย ซึ่งพระองค์ดำไม่ใช้ท่าแก้ไข แต่กลับแกล้งยอมให้มังกยอชวาปัดดาบจนหลุดมือ แล้วเสียหลักล้มลงพื้น มังกยอชวาเงื้อดาบค้างเหมือนจะฟัน แล้วตะโกนลั่นสนามอย่างมีชัย
"เจ้าแพ้แล้ว"
เสียงฆ้องดังขึ้น เสียงทหารและชาวหงสาโห่ร้องอย่างยินดี
เจ้าหญิงวิไลกัลยา ไอ้จัน ไอ้ทิ้ง ไอ้สมิงหน้าสลดลง
มังกยอชวาชูดาบหันไปรอบๆอย่างดีใจและภูมิใจในชัยชนะ
ในพลับพลา พระอุปราชหน้าบานด้วยความภาคภูมิใจ
"เป็นไง เห็นไหม ข้าบอกแล้ว"
"แหม เก่งจริงๆ แพ้ชนะกันยังไง ข้าเองยังดูแทบไม่ทัน" เจ้าแปรบอก
"ลูกชายท่านเก่งมากนะ สุธรรมราชา เก่งเกินคาดจริงๆ" พระเจ้าบุเรงนองบอก
"แต่พระราชนัดดาเป็นฝ่ายชนะนะพระพุทธเจ้าข้า"
"เขารับมือหลานข้าได้หมดทุกเพลง แม้แต่กระบวนท่ายากๆก็รับได้ หมด ไม่น่าพลาดง่ายๆเลย"

ณ ลานประลอง ritองค์ดำลุกขึ้น ยิ้มแสดงความยินดีอย่างให้เกียรติคู่ต่อสู้ ขณะที่มังกยอชวายังคงชูมือรับเสียงโห่ร้อง ด้วยความผยองลำพองใจยิ่งกว่าเดิม

ไอ้จันหน้างํ้า ยืนเกาะเชือกบ่น ในขณะที่กลุ่มคนดูต่างวิพากษ์วิจารณ์การต่อสู้กันอยู่
"คนอะไร มาสู้เพื่อแพ้เขาแท้ๆ เสียชื่อจริงๆ"
แล้วไอ้จันก็ผละจากริมลาน เดินแทรกกลุ่มคนหายไป ก่อนที่พระองค์ดำจะเดินมาถึง
"องค์ดำยอมให้เขาชนะทำไม ทั้งๆที่เราก็สู้ได้" สมิงว่า
"ถ้าเราชนะ งานนี้ก็หมดสนุกนะสิ คนดูเขาอยากให้เราแพ้อยู่แล้วไม่ใช่ หรือ"
สมิงอึ้ง "แต่ว่า..."
" เอาเป็นว่า หงสายังมีเพลงดาบที่ไม่มีใครเอาชนะได้อยู่ต่อไปก็แล้วกัน"
ในพลับพลาอุปราชหน้าระรื่นด้วยความภูมิใจ ท่ามกลางคำชมของเจ้าเมืองทั้งสาม
เจ้าตองอูชมบอก
"ลูกชายท่านใช้เพลงดาบแปลกดี เร็วจนข้าดูแล้วตาลายไปหมด"
พระอุปราชมังชัยสิงห์บอก
"เพลงดาบหงส์ผงาดฟ้า ข้าตั้งใจไว้ว่าจะฝึกให้แม่ทัพนายกองหงสาทุกคนใช้เพลงดาบนี้ในสงคราม"
พระองค์ดำอมยิ้มเหมือนได้ยินคำที่อุปราชพูด แล้วเดินผละไป ไอ้สมิงมองตามแล้วพยักหน้าช้าๆอย่างเข้าใจ
สมิงรำพึง

"อึ้มม์ องค์ดำท่านฉลาดจริงๆแฮะ นี่ละมั๊ง ที่เรียกว่า เล่ห์เหลี่ยมลวงตา"

ต่อมา มังกยอชวาเดินเข้าห้องโถงตำหนักวังหน้ามาด้วยสีหน้าเบิกบานและหยิ่งผยองลำพองใจ ยกดาบประจำตัวที่อยู่ในฝักขึ้นดูอย่างชื่นชม พูดกับเจ้าหญิงวิไลกัลยาซึ่งยืนมองออกไปนอกหน้าต่างอยู่

"ผ่านไปแล้ว ในที่สุดวันแห่งการพิสูจนฝีมือก็ผ่านไปแล้วอย่างสมความ ตั้งใจ คุ้มจริงๆที่รอ รอเอาชนะไอ้เชลยที่ใครๆชมว่าเก่งนักเก่งหนา"
วิไลกัลยาหันกลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่มีความยินดีเลยแม้แต่น้อย
"จงรู้ไว้เถอะว่า ฝีมือขนาดข้า จะปลิดชีวิตมันในวันไหนก็ได้"
"โธ่เอ๊ย น่าสมเพช ช่างหลงตัวเองเสียจนไม่รู้ความจริงเอาเสียเลย"
"ความจริงอะไร"
"ก็ความจริงที่ องค์ดำเขาแกล้งแพ้เจ้าพี่ยังไงเล่า"
"อย่าพูดบ้าๆ สู้กันหน้าพระที่นั่ง ต่อหน้าคนดูนับร้อยนับพัน ใครจะมา แกล้งแพ้ทำไม"
"เพราะเขาให้เกียรติเรา เขาไว้หน้าเรา เขาไม่อยากให้เจ้าปู่ เจ้าพ่อ เจ้าพี่ต้องได้อาย ......เขาก็เลย โอ๊ยย..."
มังกยอชวาตบปากวิไลกัลยาเต็มแรง
"เลิกยกย่องมันเสียทีเถอะ ข้าไม่อยากฟัง"
วิไลกัลยากุมปากตัวเอง ไม่คาดว่ามังกยอชวาจะกล้าทำถึงขนาดนี้
"เสียทีที่เกิดมาเป็นธิดามหาอุปราช จะรักชาติวงศ์พงศาสักนิดก็ไม่มี ฝักใฝ่แต่จะเชิดชูคนไทย ทั้งๆที่มันมันไม่ได้เลิศเลออะไร มันก็แค่เชลย แค่ไพร่ แค่ลูกไก่อยู่ใต้เท้าช้างของเราแท้ๆ"
องค์หญิงนํ้าตาไหล กุมปากที่แตกจนเลือดกลบ
"จำไว้เลย ว่าต่อไปนี้ อย่าเห็นไอ้เชลยนั่นดีกว่าข้า ไม่งั้นข้าจะเอาดาบนี่สับมันไม่ให้เหลือชิ้นดี"
พูดจบมังกยอชวาก็ถือดาบเดินโครมๆออกไป
เจ้าหญิงวิไลกัลยายืนอยู่ด้วยความเสียใจและน้อยใจ

ช่องทางเดินร่มรื่นอันเป็นทางลัด ไอ้จัน หรือ มณีจันทร์ เดินลิ่วๆมาแต่ไกล แล้วกระแทกตัวลงนั่งที่ขอนไม้ใหญ่ด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเพราะความผิดหวัง ไม่มองพระองค์ดำซึ่งรีบเดินตามมาจนทัน
" โมโหอะไรนักนะ มณีจันทร์"
"โมโหคนแพ้น่ะสิ ฮึ่ ถ้ารู้ว่ายังสู้เขาไม่ได้ ก็นั่งสมาธิต่อไปซี่ จะมาสู้ ทำไมให้ขายหน้า หรือว่าอยากจะเอาใจเจ้าหญิงองค์น้องนั่นกันล่ะ"
"เจ้าจะเอาอะไรกับชัยชนะเล็กๆน้อยๆแค่วันนี้ ชนะไปก็เท่านั้น วันสอง วันคนก็ลืม รางวงรางวัลอะไรก็ไม่ได้ ชนะไปก็แค่เป็นตัวตลกให้คนดู เขาโห่เท่านั้น"
"แต่คนแพ้มันเสียชื่อนะ"
"แล้วข้ามีชื่ออะไรใหญ่โตนักล่ะ แพ้หรือชนะข้าก็ยังเป็นเชลยเขาอยู่วันยันคํ่า นี่แน่ะ มณีจันทร์ ชัยชนะนี่น่ะ ถ้าได้มาง่าย มันก็หลุดมือไปง่าย เสด็จพ่อเคยสอนไว้ให้ข้าอดทนรอ รอจนกว่าจะถึงเวลาที่จะได้ชัยชนะอันยาวนานและคุ้มค่า ชัยชนะอย่างนั้นต่างหากที่ข้าปรารถนา"
มณีจันทร์ลดอาการหน้างอลง
" ถ้าเจ้าอยากเห็นข้าฟันดาบชนะพระราชบุตรวังหน้าละก็ ข้าจะชนะให้เจ้าเห็นสักวัน ว่าแต่ว่า ถ้าชนะแล้ว เจ้าจะให้อะไรเป็นรางวัลแก่ข้าล่ะ"
มณีจันทร์นิ่ง
"ว่าไง หือ มณีจันทร์" พระองค์ดำย้ำ
"ข้าไม่มีอะไรจะให้ เอาเป็นว่า ถ้าชนะ ข้าจะแต่งตัวเป็นหญิงให้เจ้าดูก็แล้วกัน เอาไม๊"
"นั่นแหละ อย่างนั้นแหละ ชัยชนะมันถึงจะมีค่าที่สุด"
ทั้งสองยิ้มให้กันอย่างเข้าใจกันดีแล้ว

ห้องเจ้าหญิงวิไลกัลยาในตำหนักวังหน้า เจ้าหญิงปากมีแผลบวมชํ้า นั่งเขียนจดหมายอยู่กับตั่งไม้เตี้ยๆ มีลวดลายละเอียดสวยงาม เมื่อเขียนเสร็จก็ยกจดหมายขึ้นอ่านทวน
"...หญิงขอขอบใจที่เจ้าพี่นเรศช่วยรักษาหน้า-รักษาชื่อให้ราชบุตรวังหน้าและราชวงศ์หงสาทั้งหลาย แต่น่าเสียดายที่ ไม่มีใครรู้สำนึก หญิงว่าความหลงตัวเองว่ายิ่งใหญ่โดยไม่มองวันข้างหน้านี่แหละ จะทำให้อาณาจักรหงสาสิ้นสลายในเร็ววัน ต่อไปนี้เราคงไม่ได้พบกันบ่อยนัก เพราะหญิงจะไม่มาวังหน้าอีกแล้ว ตั้งใจจะกลับไปอยู่กับพระเจ้ายายที่ตำหนักกลางตลอดไป แต่หญิงจะไม่ลืมเลยว่าเคยมีมิตรเป็นคนไทย และเป็นมิตรที่ดีมากด้วย ขอให้พระนเรศเจ้าพี่ของหญิงจงพบความสำเร็จทุกประการดังปรารถนา ไม่ว่าเจ้าพี่จะหวังสิ่งที่ยิ่งใหญ่เพียงใด ขอให้สิ่งนั้นจงมาถึงเจ้าพี่โดยเร็ววันด้วยเถิด จากน้องหญิง วิไลกัลยา"
เจ้าหญิงวิไลกัลยาอ่านจบแล้วจึงพับจดหมายแล้วหันไปเรียกพระพี่เลี้ยงชื่อเม้ยซึ่งนั่งอยู่ห่างๆให้เข้ามาใกล้ แล้วส่งจดหมายให้
" พี่เม้ย ช่วยออกไปนอกวัง แล้วเอาจดหมายนี่ไปส่งให้ถึงมือ พระองค์ดำท่านเลยนะ"
พี่เลี้ยงเม้ยรับจดหมาย "จะให้ไปส่งที่ไหนล่ะเพคะ"
"ก็ไปตามหา หรือถามๆคนเขาดูซี่ว่า องค์ดำอยู่ที่ไหน เห็นบอกว่าเคยเจอองค์ดำบ่อยๆไม่ใช่เหรอ"
" อ๋อ ได้เพคะ"
"แล้วอย่าให้พระเจ้าแม่จับได้ล่ะว่าหญิงติดต่อกับองค์ดำ"
" เพคะ เพคะ หม่อมฉันจะรีบไปเลยนะเพคะ"
พี่เลี้ยงเม้ยรีบออกจากห้องไป วิไลกัลยาเศร้าหมองเมื่อเขียนจดหมายลาองค์ดำแล้ว

พระพี่เลี้ยงเม้ยรีบเดินเหลียวหน้าเหลียวหลังมาตามทางเดินข้างพระตำหนักวังหน้าอย่างมีพิรุธเต็มที่ แต่แล้วเมื่อเดินๆหยุดๆมาได้ครู่หนึ่งก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินเสียงพระชายาเรียกไว้
"นั่นเอ็งจะไปไหน นังเม้ย"
พระชายาเดินมาจากอีกทางหนึ่ง นํ้าเสียงห้วน สีหน้าท่าทางเอาเรื่อง
"เอ้อ ไปข้างนอกเพคะ"
" รู้แหละว่าไปข้างนอก แต่ว่าไปไหน ไปทำอะไร หันมาพูดกันดีๆซิ"
เม้ยจำต้องหันมาลงนั่งคุกเข่า แต่ไม่กล้าสบตา
"ไป ไปซื้อของให้องค์หญิงเพคะ"
"ซื้ออะไร"
" เอ้อ ซื้อ นํ้าหอม เพคะ"
"ซื้อนํ้าหอม ทำไมเขาไม่ไปซื้อเอง จะได้เลือกกลิ่นได้"
" ก็ ไม่ได้ซื้อมาใส่องค์นี่เพคะ ซื้อมาใส่ดอกไม้ในห้อง จะได้หอมๆ"
"อีเม้ย เอ็งอย่าตอแหลหน้าด้านๆ บอกมาตรงๆว่าออกไปทำไม ไม่ งั้นข้าจะสั่งเฆี่ยนเอ็งให้หลังลาย ว่าไง"
" ....เอ้อ ...." เม้ยเริ่มกลัว
"จะบอกดีๆ หรือจะให้เฆี่ยนก่อน บอกมา อีเม้ย บอก"
" ไปส่งจดหมาย เพคะ"

"นั่นไง นึกแล้วไม่มีผิด"

เจ้าหญิงวิไลกัลยาซึ่งนั่งอยู่ในห้อง หันมามองเมื่อประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พระชายาก้าวเข้ามา พร้อมกับจดหมายในมือ
" นี่หรือเจ้าหญิงวิไลกัลยา ทำงามหน้าถึงกับเขียนหนังสือถึงผู้ชายเชียว นะ ช่างไม่รักศักดิ์ศรีของราชตระกูลเสียเลย ไม่ใช่ว่าแม่ไม่เคยสอน แต่แม่สอนลูกมาตลอดตั้งแต่เล็กๆแล้วนะ"
" ก็แค่จดหมายขอบคุณ จดหมายลา มันจะเสียหายอะไรมากมายนะแม่"
" ไม่มาก ไม่มากเลย ถ้าลูกเป็นคนสามัญ แต่นี่ลูกเป็นถึงลูกสาวพระวังหน้า และอีกหน่อยถ้าพระอุปราชได้ครองบัลลังก์ ลูกก็จะเป็นถึงธิดาพระเจ้าหงสาวดี แล้วลูกจะมาใยดีกับลูกชายเจ้าสองแควเชลยกระจอกๆอยู่ทำไม"
"ก็ไหนเราตั้งให้พ่อเขาเป็นเจ้าฟ้าแล้ว จะยังกระจอกอยู่อีกหรือเพคะ"
"โฮ้ย เจ้าฟ้าเมืองขึ้นน่ะมันจะใหญ่โตซักแค่ไหนเชียว ลูกของมันก็ยังไม่พ้นเป็นเชลยเราอยู่ดี"
วิไลกัลยาลุกขึ้น
"คำก็เชลย สองคำก็เชลย อยากรู้นักว่าครอบครัวเรา มีใครบ้างที่ไม่เคยเป็นเชลย แม้แต่พระมเหสีราชเทวี พระเจ้ายายของลูกก็เป็นเจ้าหญิงเมืองแปร แพ้ศึกหงสาถูกถวายตัวมาเหมือนกัน"
"ยังจะย้อนแม่อีกหรือ อีลูกไม่รักดี เอาละ ต่อไปนี้อย่าได้ไปไหน อีกเลย แม่จะขังเจ้าไว้ในวังหน้านี่แหละ อยู่ไปเถอะ จนกว่าจะสำนึกได้ว่า ตัวเองใฝ่ตํ่าอย่างที่แม่พูดไม๊"
พระชายาพูดจบก็ฉีกจดหมายทิ้งลงพื้น แล้วเดินออกประตูไป
เจ้าหญิงวิไลกัลยาทรุดลงนั่งที่พระแท่น ด้วยความเสียใจ

ค่ำเดียวกัน พระมหาธรรมราชาก้าวเข้ามาในหอหลวง ถึงกับชะงักตะลึงอย่างไม่คาดฝัน เมื่อเห็นเจ้าเมืองและเสนาบดีทุกคนนั่งประจำที่อยู่พร้อมเพรียงกันแล้ว
"สุธรรมราชา เสด็จมาก็ดีแล้ว เชิญประทับ" พระเจ้าหงสาวดีบอก
พระมหาธรรมราชาเดินไปนั่งยังตั่งที่ว่างอยู่ ท่ามกลางสายตาของทุกคน
"ที่ข้าเรียกประชุมด่วนก็เพราะว่า อยุธยาละเมิดคำสัตย์ที่เคยให้ไว้แก่เรา เมื่อคราวทำสัญญาสงบศึกครั้งก่อน"
อุปราชบอก
"พระเฑียรราชากลับขึ้นครองราชย์อีกครั้ง โดยไม่แจ้งให้เรารับรู้"
เจ้าอังวะบอก
"แถมยังเร่งสร้างป้อมปืนใหญ่และหอรบขึ้นใหม่หลายแห่ง ทำเหมือนกับอยากจะลองกําลังกับเรายังงั้น"
"แล้วเขายังบุกไปที่เมืองสองแคว กุมตัวมเหสีและบุตรธิดาของท่านไปกักไว้แล้ว ท่านจะว่ายังไง" เจ้าตองอูว่า
"เอ้อ เรื่องนั้นหม่อมฉันรู้อยู่แล้ว และไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหญ่"
พระเจ้าบุเรงนองบอก
"ท่านไม่ถือ แต่ข้าถือ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แน่นอน เพราะอยุธยาบังอาจทำการในแผ่นดินของข้า ทั้งๆที่รู้ว่าเมืองสองแควนั้นขึ้นอยู่กับเราแล้ว"
"และเรื่องที่ใหญ่กว่านั้น ก็คือขณะนี้พระมหินทร์ราชโอรสได้คุมกองทัพ จากนครสวรรค์ มุ่งตรงมาหมายจะยึดเมืองกําแพงเพชรด้วย" เจ้าแปรบอก
"ถ้าเขาได้เมืองกําแพงเพชรไป ก็เท่ากับเขาปิดประตูไม่ให้เราเข้าแผ่นดินของเขาได้ คราวนี้เจ้าฟ้าสองแคว ท่านจะว่ายังไงอีก" เจ้าอังวะว่า
พระมหาธรรมราชาอึดอัดใจ "...เอ้อ..."
อุปราชมังชัยสิงห์บอก
"และเรื่องที่ใหญ่ที่สุด นายกองและพวกทหารหงสาที่เราให้คุมขบวนไปส่งพระชายาของพระราเมศวรยังอยุธยา ถูกพระมหินทร์สั่งฆ่าตายจนหมดสิ้นแล้ว"
" เห็นหรือยังล่ะ สุธรรมราชาน้องเรา เห็นหรือยังว่าอยุธยาจงใจจะตัดไมตรี กับเราแค่ไหน"
พระมหาธรรมราชาพยายามชี้แจงผ่อนปรน
"แต่หม่อมฉันคิดว่า เราควรจะ...."
แต่บุเรงนองสรุปอย่างวางอำนาจ
" ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น เราตกลงกันแล้ว เราทุกเมืองจะยกทัพไปรบไป สยบอยุธยาให้เด็ดขาดราบคาบเสียที"
พระมหาธรรมราชาตกตะลึงงัน แต่ทุกคนในที่นั้นล้วนพอใจที่จะได้ยกทัพไปทำศึกในครั้งนี้

ค่ำเดียวกัน บริเวณชานตำหนัก พระองค์ดำยืนรอการกลับมาของพระมหาธรรมราชาอยู่ที่ประตู ไอ้จัน พระสุนทรสงคราม และขุนศรีก็นั่งรออยู่ที่ชานนั้นด้วย พระองค์ดำเดินมายืนที่กลางชานด้วยความร้อนใจ กระทั่งรู้สึกว่ามีคนเดินขึ้นบันไดชานมา
พระองค์ดำหันไป
"เสด็จพ่อ"
พระมหาธรรมราชายืนอยู่ที่ประตูชาน
"เขาว่ายังไงบ้าง"
"เขาวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว เรามันก็แค่หุ่นเชิดตัวนึงเท่านั้น"
พระมหาธรรมราชาเดินมายืนที่หน้าตั่งใหญ่ ก่อนพูดต่อ
"แม้แต่งานฉลองเจ้าฟ้าสองแคว ก็จัดขึ้นเพื่อบังหน้าการประชุมเรื่อง โจมตีอยุธยา หงสาวดีจะยกทัพไปตีอยุธยาในเดือน12นี้"
" ด้วยเหตุอะไรหรือพระพุทธเจ้าข้า"
"เขาถือว่าอยุธยาไม่รักษาสัญญาไมตรี พระมหินทร์ด่วนประกาศสงคราม โดยยกทัพมุ่งมายึดเมืองกําแพงเพชรด้วย นี่แน่ะ ขุนศรี"
"พระพุทธเจ้าข้า"
"ท่านจงรีบไปแจ้งให้กําแพงเพชรปิดเมืองไว้ให้มั่น อย่ายอมให้อยุธยายึดได้เด็ดขาด"
" พระพุทธเจ้าข้า
"ข้าพุทธเจ้าจะไปจัดม้าเร็วชุดใหม่ให้ คิดว่าก่อนรุ่งสางคงพ้นชายแดน"
พระสุนทรสงครามรีบพาขุนศรีลงเรือนไป พระองค์ดำมองพระบิดาอย่างขัดใจ
"ก็แปลว่า เสด็จพ่อเข้าข้างหงสาอีกตามเคย"
มณีจันทร์ตั้งใจฟังด้วยความสนใจ
"นี่ใจคอเสด็จพ่อจะไม่ยอมให้อยุธยาเป็นไทบ้างเลยหรือ นี่เขาใช้เราเป็นเครื่องมือ หรือเราเต็มใจยอมเป็นเครื่องมือของเขากันแน่"
พระมหาธรรมราชลงนั่งบนตั่ง สีหน้าแสดงความสุขุมรอบคอบ
"เวลานี้ไม่เหมาะแก่เราจะเข้าข้างอยุธยา"
"ทำไมล่ะเสด็จพ่อ ก็ถ้าไทยฝ่ายเหนือรวมกับอยุธยา หงสาจะทำอะไรได้"
"ถ้าไทยฝ่ายเหนือรวมกับอยุธยา รบกับหงสาน่ะหรือ เราจะแหลกกันหมดทั้งแผ่นดิน"
"ทำไมล่ะ เสด็จพ่อพูดยังกับคนไทยไร้ฝีมือกันหมดแล้วอย่างนั้น"
"ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะวันนี้ ไทยยังไม่มีนักรบคนไหนเก่งเท่าบุเรงนองน่ะสิ"
พระองค์ดำนิ่งงัน
"องค์ดำ ลูกยังต้องเรียนรู้อีกมาก จึงจะรู้จักคนอย่างบุเรงนอง"

พระมหาธรรมราชา รู้สึกหนักใจในสิ่งที่จำเป็นต้องฝืนใจทำต่อไป

ทหารราชองครักษ์ยืนเป็นแถวเรียงรายตลอดทางเดินไปจนถึงทางขึ้นสู่พระตำหนักของบุเรงนอง มีเสาโคมไฟให้แสงสว่างตลอดแนว ขณะบุเรงนองเดินมาตามทางเดิน โดยมีพระอุปราชเดินตามมาด้วยความข้องใจ
"เจ้าไม่ต้องห่วงเรื่องนี้หรอก มังชัยสิงห์ ถึงยังไงเจ้าฟ้าสองแควก็ต้องทำตามที่เราสั่งอยู่วันยันคํ่า"
"แม้แต่สั่งให้มันเชือดคอตัวเองหรือพระเจ้าพ่อ ข้าไม่ไว้ใจคนๆนี้เลย แม้แต่นิดเดียว"
พระเจ้าบุเรงนองหยุดเดิน แล้วหันกลับมา
"เจ้ากลัวว่าเขาจะแว้งกัดเรางั้นสิ"
"ใช่ ในเมื่อเจ้าทางอยุธยาเป็นญาติของเขาแท้ๆ แล้วทำไมเขาจะไม่เห็นเลือดข้นกว่านํ้า"
"เจ้ายังไม่รู้จักคนๆนี้ดีเท่าพ่อ สุธรรมราชาเป็นคนรู้จักกาล รู้จัก ประมาณ เขาจะทำในสิ่งที่เขาเห็นว่าเหมาะแก่เวลาเท่านั้น เขารู้ดีว่า อะไรควร อะไรไม่ควร ในเมื่อข้าไม่ห่วง เจ้าก็ควรเลิกห่วงได้"
พระเจ้าบุเรงนองพูดจบก็หันกลับเดินเข้าตำหนักไป ทิ้งพระอุปราชให้ยืนอยู่อย่างผู้มีปัญหาคาใจ


ศาลากลางชานเรือนของพระรามรณรงค์มีสำรับอาหารและกับแกล้มถาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ พระยาพิชัยรณฤทธิ์ และพระยาวิชิตณรงค์ มานั่งร่วมดื่มกินกับเจ้าของเรือนด้วย
" เอ้า แล้วไง เล่าต่อไปซิ"
พระยาพิชัยบอก
"พอขบวนเสด็จกลับลงมาถึงนครสวรรค์ พระมหินทร์ท่านก็ขอแบ่งกําลังไปกําแพงเพชร หวังจะยึดไว้เป็นปราการด่านหน้า ป้องกันกองทัพหงสาที่จะ รุกข้ามแดนมา"
"แล้วยังไง"
"จะยังไง ก็ไม่สำเร็จน่ะสิท่าน เพราะกรมการเมืองกําแพงเพชรดันรู้ตัวล่วงหน้า เลยสั่งปิดเมือง ไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งนั้น"
"กองทัพพระมหินทร์พยายามเข้าตีอยู่สามวัน เมื่อไม่เป็นผล ก็เลยยกทัพกลับมานี่แหละ"
พระรามรามส่ายหน้าสมเพชพระมหินทร์
"พู่โธ่เอ๊ย จะตีกําแพงเพชรทั้งที ทำไมไม่หารือกับข้า ทั้งๆที่ข้าก็เคยเป็นเจ้าเมืองกําแพงเพชรมาก่อนแท้ๆ" พระยารามว่า
พระยาวิชิตหยิบอาหารใส่ปากแล้วพูดต่อ
"เออ ข่าวว่าพระมหาธรรมราชา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าประเทศราชของหงสา แล้ว เขาคงมีหน้าที่รวบรวมเสบียงและกําลังพลทั่วทั้งหัวเมืองเหนือ ไว้หนุนกองทัพหงสา ถ้ามันยกมาเอาเมืองอยุธยาอีกนั่นแหละ"
"ฮ่ะๆๆๆ คราวนี้ก็เห็นชัดแล้วสินะ ว่านกสองหัวอย่างพระมหาธรรมราชา ตอนนี้กลายเป็นนกหัวเดียวแล้ว และเป็นหัวที่โพกผ้าแบบหงสาซะด้วย ฮ่ะๆๆ"
พระยาทั้งสองพากันร่วมหัวเราะด้วย
"ข้าละเกลียดนัก ไอ้คนที่ไม่รักบ้านเมือง แถมยังยกบ้านเมืองให้เป็นทาสของคนอื่นเขาอีกนี่ มันน่าตัดหัว เอามาคั่วแห้งซะจริงๆ"
"นั่นแหละ คุณพระ ก็เพราะมีคนทรยศกบฏเมืองอย่างนี้น่ะสิ เราถึงได้มีงาน ทำ ได้เลื่อนยศเลื่อนขั้น ได้มีบรรดาศักดิ์กันยังไงล่ะ จริงไม๊ เจ้าคุณทั้งสอง"
ทั้งสามหัวเราะกันอย่างครื้นเครงถูกคอ

ในเรือนศาลา พระมหาเถรลืมตาขึ้น
"สงครามระหว่างหงสาวดี กับ กรุงศรีอยุธยาคราวนี้ เป็นสงครามใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว"
พระองค์ดำและสามสหายกําลังนั่งฟังอยู่ในห้องนั้น
"จะรบกันยาวนาน สูญเสียทั้งชีวิตสัตว์ชีวิตคน อันเป็นกําลังพลของทั้งสองฝ่าย เพราะต่างก็เห็นว่าตัวเองแข็งแกร่งและหาญกล้ากว่าใคร แต่ละฝ่ายจึงไม่ยอมแพ้กัน"
บุญทิ้บอก "แล้วเมื่อถึงที่สุดของที่สุดล่ะหลวงตา ใครจะชนะ"
"ที่สุดของที่สุดแล้ว ฝ่ายหงสาวดีจะต้องชนะอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะอยุธยาเล็กเกินกว่าจะต้านทานกําลังของหงสา อังวะ แปร ตองอู ไทยใหญ่ เชียงใหม่ และไทยฝ่ายเหนือรวมกันได้"
พระองค์ดำนั่งฟังอย่างตั้งใจ
"หงสาไปรบที่ไหน ที่ไหนก็เป็นยังงี้ทั้งนั้น ใช้คนมากกว่าไปตายแลกกับคนน้อยกว่า คนที่เหลือมันก็ต้องชนะแห๋งๆ"
"แล้วหลวงตาบอกได้ไม๊ว่า ทำยังไง อยุธยาถึงจะชนะหงสาวดีได้" จันถาม
พระองค์ดำยิ่งตั้งใจฟังมากกว่าทุกคน
"เอ็งถามดีมาก ไอ้จัน เมื่อถามมาข้าก็จะตอบให้ฟังว่า ถ้าจะให้ชนะอยุธยาต้องรวมกําลังกับมิตรที่มีหัวใจเดียวกัน มิตรที่เคยถูกหงสากดขี่ข่มเหงมาเหมือนกัน อย่างเช่นพวกรามัญ หรือไทยใหญ่ ในเมื่อตลอดเวลาที่ผ่านมา หงสาได้สร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นจากเลือดและนํ้าตาของศัตรูผู้เจ็บแค้นนับจำนวนมหาศาล หากศัตรูเหล่านั้นรวมกันได้เป็นหนึ่งเดียว หงสาก็จะพบกับคู่สงครามที่ยิ่งใหญ่พอๆกัน"
" ถ้ารวมคนแค้นจากหลายแผ่นดิน คงต้องใช้เวลานานมาก"
"ถูกแล้ว มหาบพิตร คงต้องใช้เวลานาน แต่ก็ไม่นานเกินกว่าชั่วอายุของคนๆหนึ่งจะทำได้"
"แต่ไม่ใช่เวลานี้ เวลาที่แม้แต่ชาวอยุธยาเองก็ยังรวมกันไม่ติด เวลาที่คนไทยเราเอง ก็ยังแยกออกเป็นสองฝั่งสองฝ่าย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ ไทยจะชนะใครได้เลย"

พระองค์ดำและสหายทั้งสามเดินออกมาจากเรือนศาลา สหายทั้งสามล้วนมีสีหน้าครุ่นคิดราวกับคำพูดของหลวงตาเมื่อครู่นี้ยังก้องอยู่ในหัว
สมิงเรียก "องค์ดำ"
"อะไรหรือ"
"ข้าอยากจะบอก คือ ข้าเป็นคนรามัญ ตั้งแต่เกิดจนโต ข้าเห็นคนรามัญถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอด ข้าไม่อยากเห็นไปจนแก่ตาย โดยที่ข้าไม่ได้ทำอะไร"
"แล้วเจ้าจะทำอะไร" พระองค์ดำถามมณีจันทร์
"ทำอย่างที่ข้าคิดไง เราชาวรามัญจะกู้อิสรภาพที่พ่อแม่เราสูญเสีย ไปกลับคืนมา แต่เราไม่อาจจะทำได้โดยลำพัง เราต้องทำอย่าง ที่หลวงตาบอก" สมิงยื่นมือออกไปหาองค์ " เราต้องรวมกับคนที่มีหัวใจเดียวกับเรา เราจะรวมกับคนไทย ได้ไหม"
พระองค์ดำรู้สึกปลื้มใจ เอื้อมมือมาจับมือ
"ได้แน่นอน มณีจันทร์
สมิงเอื้อมมือมาจับมือคนทั้งสอง
"ข้าร่วมด้วยนะ ข้าตั้งใจไว้แล้ว"
"ข้าเป็นคนไทย แต่ข้าก็เกิดและโตในถิ่นของชาวรามัญ ทุกข์ของทาสเป็นยังไงข้ารู้ดี ข้าจึงขอร่วมกู้อิสรภาพให้แก่ทั้งไทยและรามัญด้วยคน"
บุญทิ้งยื่นมือมากุมมือทั้งสามอีกคน
"ข้าจะจำไว้เสมอว่า ไทยและรามัญได้รวมกันแล้ว เริ่มจากที่นี่และตรงนี้เป็นครั้งแรก ในภายหน้าเราจะร่วมกันสู้ จนกว่าเราทั้งสองแผ่นดิน จะได้อิสรภาพกลับคืนมา"

คนทั้งสี่ที่ยื่นมือมากุมกัน

อ่านต่อตอนที่ 8
กำลังโหลดความคิดเห็น...