xs
xsm
sm
md
lg

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 5

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 5

ลานหน้าศาลาของวัดพระมหาเถรสว่างด้วยแสงจันทร์ในยามคํ่าคืน ว่างผู้คนและสงบเงียบ
พระองค์ดำเดินแบบขาเจ็บมาคนเดียว ตรงมาขึ้นบันได เดินผ่านชานศาลาเข้าไปในเรือน พระองค์ดำเข้าไปนั่งกราบหลวงตาอยู่ไกลๆในเรือนที่มีแสงตะเกียงสว่าง

พระองค์ดำและพระมหาเถรนั่งพูดกันภายในเรือนศาลา
"อยากจะเล่าไหม"
"เล่าอะไรหรือหลวงตา"
"ก็เล่าว่าทำไมมหาบพิตรถึงยอมอ่อนข้อให้ไอ้สมิงมันเมื่อตอนกลางวัน"
"เพราะมันควรจะเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว"
"ทั้งๆที่ไอ้สมิงมันบ้ายุบ้ายอ หยิ่งผยองลำพองจนลืมตัว มันควรจะได้รับบทเรียน มิใช่ปล่อยให้ชนะ จะยิ่งเห่อเหิมไปกันใหญ่"
"แต่จะยิ่งร้ายกว่า ถ้าเขาแพ้"
"เป็นยังไงรึ"
"ถ้าสมิงแพ้ เขาจะอยู่ได้อย่างไรต่อไป เพราะสิ่งเดียวที่เด็กกําพร้าอย่างเขาจะมีได้ทั้งชีวิต ก็คือได้เป็นหัวหน้าใหญ่ ได้เป็นขวัญใจของคนในวัดนี้ แต่ถ้าเขาเสียความยอมรับนับถือ เพราะแพ้ข้าแล้ว เขา
จะมีอะไรเหลือ เขาจะอยู่สู้หน้าใครได้ เขาจะสูญเสียทุกอย่างที่เคยมี เห็นไหมหลวงตา ว่าสมิงจะเสียยิ่งกว่าเสีย ถ้าเขาต่อสู้แพ้ข้า"
พระมหาเถรคิดตามแล้วหัวเราะอย่างเข้าใจ
"ฮ่ะๆๆๆๆ.......เพราะมหาบพิตร มองเห็นผลดี -ผลได้ -ผลร้าย -ผลเสียไว้ล่วงหน้าก่อนอย่างนี้เอง ฮ่ะๆๆๆ"
" แม้ข้าจะเจ็บตัวบ้าง แต่ก็เกิดผลดีกว่า นะหลวงตา"
"มหาบพิตรคิดถูกแล้ว"
ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกัน ที่นอกหน้าต่าง สมิงแอบดูแอบฟังอยู่
สมิงรู้สึกซาบซึ้งในนํ้าใจพระองค์ดำ และสะเทือนใจที่หลงเข้าใจพระองค์ดำผิดมาตลอด

ต่อมา พระองค์ดำเดินโขยกเขยกออกมาจากห้องในศาลา ครั้นถึงกลางชาน ไอ้สมิงที่รออยู่ก็ก้าวออกมาจากเงามืด
"พระองค์ดำ"
พระองค์ดำหันไป
"สมิง มีอะไรหรือ"
สมิงเดินตรงเข้ามาใกล้ แล้วทรุดลงนั่งคุกเข่าพนมมือไหว้
"ข้ามาขอโทษ ขอโทษที่ล่วงเกินพระองค์มาตลอด ข้ามันโง่ โง่ที่ไม่เคยสำนึกเลยว่า พระองค์มีเมตตา และหวังดีต่อชีวิตของไอ้สมิงขนาดไหน มาบัดนี้ข้ารู้แล้ว"
" เพราะเจ้าเป็นคนดี มีมานะ เห็นแก่คนส่วนใหญ่มากกว่าตัวเอง ข้าจึงอยากเป็นเพื่อนกับเจ้า เพื่อเราจะได้ช่วยกันต่อไปในภายหน้า"
สมิงปลาบปลื้ม
"ถ้าทรงไว้ใจไอ้สมิง เกล้ากระหม่อมก็ขอถวายตัวเป็นบ่าวรับใช้พระองค์ดำตลอดไปพระพุทธเจ้าข้า"
ไอ้สมิงก้มลงกราบแทบเท้าพระองค์ดำนิ่ง พระมหาเถรเดินออกมา มองดูด้วยความชื่นใจ
"เอ็งคิดชอบแล้วละ ไอ้สมิง พึ่งบารมีท่านไว้ ภายหน้าเอ็งอาจจะได้ช่วยเหลือบ้านเมืองของเรา"
สมิงเงยขึ้นนั่งพนมมือฟังพระมหาเถรพูด
" จากนี้ เอ็งจงรักษาความเป็นไอ้สมิง หัวหน้าศิษย์วัดคนเดิมต่อไป และจงนำใจพวกลูกน้องทั้งหลาย ให้หันมาพึ่งบารมีพระองค์ดำดังเช่นเอ็งด้วย"
"ข้ารับปากว่า จะทำให้ศิษย์วัดทั้งหลายเปลี่ยนใจมาเคารพนบนอบต่อองค์ดำให้จงได้ หลวงตา"
"ดีแล้ว ส่วนมหาบพิตร ก็ขอให้ตั้งใจฝึกฝนวิชาทั้งหลายต่อไปให้จงหนัก ขอให้คิดว่าหนทางข้างหน้ายังอยู่ยาวไกล หากตั้งใจจริงก็จะไปถึงปลายทางได้ในไม่ช้า"
พระองค์ดำตอบอย่างมั่นใจ

"ข้าจะทำตามคำของหลวงตา"

คืนเดียวกัน เสียงเอะอะดังขึ้นต่อเนื่อง

เปลวไฟกําลังลุกไหม้โหมอย่างน่ากลัว เป็นเหตุการณ์แพไฟเผากองเรืออยุธยาที่แม่นํ้าน่าน
พระมหินทร์ถลันออกมาจากกระโจมที่พัก เพราะเสียงเอะอะด้วยความตื่นตกใจของทหารดังไปทั่ว เมื่อมองไปยังท้องฟ้าด้านเหนือนํ้าก็พบว่ากําลังสว่างโร่แดงไปด้วยแสงไฟ ขณะที่พระมหินทร์กําลังตกใจและแปลกใจ พระยารามก็วิ่งเข้ามาถึง
" นี่มันเกิดอะไรขึ้น เจ้าคุณ"
"กองเรือของเราถูกเผาพระพุทธเจ้าข้า ทหารพิษณุโลกปล่อยแพบรรทุกกองฟางจุดไฟ ไหลตามนํ้าลงมาเผาเรือรบของเราไหม้หมดแล้ว พระพุทธเจ้าข้า"
"งั้นเราก็ส่งสัญญาณให้กองทัพล้านนาโจมตีพิษณุโลกได้เดี๋ยวนี้เลย"
"โจมตีไม่ได้แล้ว พระพุทธเจ้าข้า"
"ทำไม ทำไมโจมตีไม่ได้"
"ขณะนี้ กองทัพล้านช้างถอนทัพกลับไปแล้ว เพียงได้ข่าวว่ากองทหารหงสากําลังเดินทางมาช่วยพิษณุโลกเท่านั้น พวกมันก็ไม่ยอมอยู่สู้รบ พระพุทธเจ้าข้า"
" อะไรวะ แล้วมันจะยกทัพมาทำไม ถ้าไม่รบ"
"รบกับใครก็ได้ แต่ถ้ารบกับหงสา ย่อมถือว่าเอาไม้ไปแหย่รังแตนโดยแท้ เราเองก็ควรจะรีบถอยด้วย เพื่อไม่ให้หงสาหันมาเอาเรื่องกับเรา"
"อ้าว แล้วแผนของเจ้าคุณที่ว่าจะกําจัดพระมหาธรรมราชาล่ะ"
"ต้องหยุดยั้งไว้ก่อน พระพุทธเจ้าข้า เพราะข้าพุทธเจ้าเอง ก็คิดไม่ถึงว่า จะมีกองทัพหงสาวดีมาร่วมศึกนี้ด้วย"
พระมหินทร์เจ็บใจที่ปราบพระมหาธรรมราชาไม่สำเร็จ
วันต่อมา ลานหน้าตำหนักในพระราชวังจันทน์ พญาพุกามและพญาเสือหาญ นำนายทัพนายกองหงสาประมาณ20คน เข้าเฝ้าคุกเข่าถวายบังคมต่อพระมหาธรรมราชาจนเต็มลานเพื่อแสดงถึงพลังทัพอันเข้มแข็ง โดยมีขุนศรี และนายทหารพิษณุโลกนั่งอยู่ทางด้านตำหนักด้วย
"เกล้ากระหม่อม พญาพุกาม และพญาเสือหาญ กราบขอพระราชทานอภัยที่ยกทัพมาถึงล่าช้าเกินไป ไม่ทันได้สู้รบกับพวกล้านช้างให้ฝีเต็มมือ"
"ก็ดีแล้วละ ท่านแม่ทัพ ที่ไม่ต้องรบให้เหนื่อยแรง เพราะพวกล้านช้างยังกลัวแสนยานุภาพของกองทัพหงสาวดีอยู่ เพียงได้ข่าวว่ากองทัพของท่านกําลังใกล้เข้ามา เขาถึงได้รีบถอนทัพกลับไป"
พญาเสือหาญกล่าว
"แต่พระราชาธิราชเจ้า ทรงมีพระบัญชาให้ฆ่าฟันพวกมันให้เข็ดหลาบ เราจึงตกลงใจจะตามไปรบกับกองทัพล้านช้างให้ได้ผลดังพระประสงค์ พระเจ้าข้า"
"จะยกทัพตามไปงั้นหรือ คงไม่เหมาะกระมัง อย่าลืมว่ากองทัพล้านช้างมิได้แตกพ่ายกระเจิดกระเจิงไป หากแต่ถอยทัพกลับไปอย่างครบกระบวน การตามตีอาจจะไม่เป็นผลนะท่านพญาพุกาม"
พญาทั้งสองอยากอวดศักดา จึงไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือนของพระมหาธรรมราชา
"เรื่องนี้มิต้องกังวลเลยพระพุทธเจ้าข้า กองทัพม้าของหงสาวดีกองนี้มีความคล่องตัวสูง และจู่โจมได้รวดเร็วกว่าสายฟ้าฟาด เชื่อแน่ว่า กว่ามันจะทันรู้ตัว กองทัพหลังของมันก็คงแหลกย่อยยับ เหมือนโดนสับละเอียดแล้วละ พระพุทธเจ้าข้า" พญาพุกามว่า
พญาเสือหาญบอก
"เราต้องไปล้างพวกมัน รบให้สมกับที่เดินทางมา กะว่าครั้งนี้จะเอาชัยชนะกลับไป ให้เป็นเกียรติยศปรากฏอีกสักครั้ง"
"จึงขอพระราชานุญาต เดินทางเคลื่อนทัพต่อไป พระพุทธเจ้าข้า"
พระมหาธรรมราชา รู้สึกหนักใจและเป็นห่วงกองทัพหงสาของพญาทั้งสอง

พระราชมณเฑียรในพระราชวัง อยุธยา พระมหินทร์เดินโครมๆกลับเข้ามาด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านขุ่นมัว ตวาดไล่ทุกคน พระยารามเดินตามมา โดยไม่ถืออาวุธ และมีทหารราชองครักษ์ มหาดเล็ก สาววัง อยู่ด้วย
"มีอย่างที่ไหน ยกกองทัพเรือไปทั้งที ยังไม่ทันได้รบสักนิด ก็เสียเรือรบไปเกือบหมด มันเป็นศึกที่ทุเรศ ทุเรศที่สุดที่ข้าเคยเจอ"
พระยารามนั่งนิ่งเงียบ
"ไม่พูดอะไรบ้างเลยหรือ"
"ขอเดชะ แม้คราวนี้จะเสียเรือรบไปหลายลำ แต่ก็ได้ความแน่ใจกลับมาแล้วว่า พระมหาธรรมราชาเป็นคนขายแผ่นดินโดยแท้ โดยยอมกราบกรานพระหงสา ก็เพื่อให้พวกนั้นช่วยรักษาหัวเขาไว้ ไม่ให้เราแตะต้อง เขาได้"
"ข้าจะไม่ปล่อยไอ้คนทรยศอย่างมันไว้แน่"

พระมหินทร์สีหน้าคั่งแค้น

ต่อมา ช้างทรงเดินเข้ามาเทียบเกยหลวง หน้าพลับพลารับแขกบ้านแขกเมือง พระมหาธรรมราชาลงจากช้าง พระสุนทรสงครามในชุดขุนนางไทยยืนรอรับเสด็จอยู่ที่เชิงบันไดเกย

"อ้อ คุณพระ รอนานไหม"
"ไม่นานพระพุทธเจ้าข้า เสด็จมาถึงเร็วเกินคาดด้วยซํ้า"
"หนทางดีขึ้นมาก แต่ไม่น่าแปลกใจหรอก พระเจ้าหงสาวดีย่อมต้องบำรุงเส้นทางเดินทัพไปสู่ทุกทิศเสมอ อ้าว แล้วนี่ชายใหญ่ไปไหน ไม่เห็นมารับ"
"พระนเรศราชโอรส ทรงรออยู่ที่วัดพระพุทธเจ้าข้า"
"ไหนว่าเขาบวชแล้ว สึกแล้วไม่ใช่หรือ"
"สึกแล้วพระพุทธเจ้าข้า แต่พระมหาเถรห้ามไม่ให้ออกมานอกวัดในระยะนี้ เอ้อ เกรงว่าจะมีคนปองร้ายอีกพระพุทธเจ้าข้า"
"ใครจะทำร้ายลูกข้า ใคร"
"ก็พวกอิจฉาตาร้อนนั่นแหละพระพุทธเจ้าข้า พวกมันไม่ชอบเห็นใครเก่งเกินหน้า เพราะพระองค์ดำมักจะชนะการประลองบ่อยครั้ง เชิญฝ่าบาทเสด็จไปที่วัดเถอะพระพุทธเจ้าข้า"
"เดี๋ยว ยังไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ ข้ายังมีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่า นั่นคงเป็นคนที่จะพาข้าไปเข้าเฝ้ากระมัง"
พระสุนทรสงครามหันไปเห็นเจ้ากรมวังและผู้ติดตามเดินตรงมา จึงหลีกทางให้อย่างนอบน้อม
"นั่นคือ เจ้ากรมวัง พระพุทธเจ้าข้า"
"เกล้ากระหม่อมมารับเสด็จไม่ทันเวลา ขอพระราชทานอภัยด้วย"
"ไม่เป็นไร พระราชาธิราชเจ้าทรงเริ่มว่าราชการหรือยัง"
"เริ่มแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ขอเชิญเสด็จไปหอหลวงได้เลย"

ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ในลานวัด พระองค์ดำยืนชะเง้อมองไปทางหน้าประตูวัดบ่อยครั้งด้วยความร้อนใจ โดยมีบุญทิ้ง ไอ้สมิง และมณีจันทร์นั่งๆยืนๆอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่ด้วย
"เสียงฆ้อง แสดงว่าพ่อมาถึงตั้งนานแล้ว แต่ทำไมยังมาไม่ถึงนี่ซักที"
"อาจจะไปเข้าเฝ้าพ่ออยู่หัวก่อนก็ได้ พระสุนทรเคยบอกว่าพ่อของพระองค์เสด็จหงสาครั้งนี้ก็เพื่อมาเฝ้าพ่ออยู่หัว" มณีจันทร์บอก
"งั้นข้าไปหาพ่อที่วังหลวงเองดีกว่า"
"แต่หลวงตาห้ามไม่ให้พระองค์ออกนอกวัดนะ ขืนออกไปจะมีโทษ"
"ทำผิดมีได้หลายร้อยเรื่อง แต่ทำผิดที่ไปหาพ่อมีไม่บ่อยหรอก ผิดแบบนี้ข้ายอมทำ"
"งั้นเราจะไปกับพระองค์ด้วย" ไอ้สมิงบอก
" พวกเจ้าไม่ต้องไป ไม่งั้นจะโดนโทษหมดทุกคน รออยู่ที่นี่แหละ ข้าจะรีบไปรีบกลับ"
"ข้าเป็นบ่าวของพระองค์ ไม่ใช่ศิษย์วัด ข้าไปได้" บุญทิ้งว่า
" เอ็งก็เหมือนกัน รออยู่กับพวกเรานี่แหละ"
พระองค์ดำรีบเดินออกไปจากวัด สหายทั้งสามมองตามด้วยความห่วงใย
"นี่เราคิดผิดหรือเปล่า ที่ไม่ห้ามพระองค์ไว้" สมิงบอก

บริเวณหอหลวง ภายในท้องพระโรงว่าราชการ ทุกคนนั่งประจำที่พร้อมเพรียงรวมทั้งพระมหาธรรมราชา ส่วนพญาพุกามและพญาเสือหาญนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว คู่กันเบื้องหน้าพระที่นั่ง
พระเจ้าบุเรงนองกล่าวว่า
"พญาพุกาม พญาเสือหาญ ท่านนำทัพไปพ่ายพวกล้านช้างอย่างย่อยยับกลับมา ทำให้เกียรติของหงสาถูกยํ่ายีได้ว่า เรายิ่งใหญ่แค่ไหนก็ยังไม่อาจจะเอาชนะพวกมันได้ ความผิดพลาดของท่านครั้งนี้ไม่ควรเป็นเยี่ยงอย่างแก่แม่ทัพอื่น โทษประหารเท่านั้นจึงจะทำให้ผู้ที่จะออกรบครั้งต่อไปได้เกรงกลัวอาญา ไม่กล้านำความพ่ายแพ้มาสู่อาณาจักรหงสาอีก"
"ขอเดชะ พระบารมีปกเกล้า ข้าพระองค์มีความเห็นว่า ที่เมืองสองแควรอดพ้นภัยจากล้านช้างมาได้นั้น ก็เพราะกองทัพของท่านพญาทั้งสองได้เร่งรุดไปช่วยไว้ทันเวลา สมดังพระราชบัญชาแห่งพระองค์แล้ว หากแต่การที่ท่านแม่ทัพทั้งสองนำทัพไปพ่ายแพ้แก่ล้านช้างนั้น เป็นเพราะความตั้งใจที่จะขับไล่ข้าศึกไปให้พ้นจากพระราชอาณาเขตโดยเร็ว จึงมิได้ระแวงว่าจะถูกดักโจมตีในที่คับขัน ด้วยกําลังพลที่เหนือกว่า หากจะทรงพระกรุณายกโทษและให้โอกาสท่านพญาได้รบแก้มือใหม่ในครั้งหน้าแล้ว ข้าพระองค์ เชื่อว่า ท่านทั้งสองย่อมไม่นำความพ่ายแพ้มาอีกอย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าข้า"
" อึมม์ เจ้ามีความเห็นว่ายังไงล่ะ มังชัยสิงห์" บุเรงนองถามความเห็น
"เกล้ากระหม่อมเองก็เคยพบกับเล่ห์กลเช่นนี้มาก่อน เมื่อคราวที่ไปรบกับพวกมันที่เวียงจันทน์ จึงได้รู้ว่าพวกมันไม่ชอบรบซึ่งๆหน้า ยังดีที่กองทัพของเกล้าในตอนนั้นมีจำนวนมาก แต่ก็ยังเสียนักรบฝีมือดีไปกับการลอบโจมตีเช่นนี้ไม่น้อยเหมือนกันพระพุทธเจ้าข้า"
"พญาทะละล่ะ ว่าไง"
"ทูลพระราชาธิราชเจ้า การรบแบบลอบกัดมักจะทำให้แม่ทัพที่กล้าหาญของเรา ต้องพ่ายแพ้และตายไปอย่างน่าเสียดายมามากต่อมากแล้วพระพุทธเจ้าข้า"
"ขอพระองค์ทรงเห็นแก่คุณความดีที่มีแก่เมืองสองแคว ได้โปรดอภัยโทษให้แก่ท่านพญา ผู้มีความกล้าหาญทั้งสองด้วยเถิดพระพุทธเจ้าข้า"
บุเรงนองนิ่งครู่หนึ่งแล้วยิ้มพอใจ
"สุธรรมราชา ท่านเดินทางมาหงสาวดีก็เพื่อจุดมุ่งหมายอันนี้ แล้วข้าจะทำให้ท่านมาเสียเที่ยวเปล่าได้อย่างไร เอา ข้ายกโทษให้ตามที่ท่านขอ"

พญาทั้งสองดีใจที่รอดตาย รีบกราบพระเจ้าบุเรงนอง แล้วพลิกตัวมากราบพระมหาธรรมราชาพร้อมกัน ด้วยความซาบซึ้งในพระคุณ

บริเวณทางเดินมาสู่หอหลวงในพระราชวัง
เจ้าหญิงวิไลกัลยาเดินมากับกลุ่มพระพี่เลี้ยงและสาววังทั้งสี่นาง แต่ครั้งนี้มีองค์ดำปลอมเป็นสาววังเดินรวมกลุ่มมาด้วย ทุกคนเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าหอหลวง ซึ่งมีทหารวังยืนรักษาการอยู่อย่างไม่สงสัยในผู้แปลกปลอม เจ้าหญิงวิไลเดินมากระซิบกับองค์ดำใกล้ๆ
"ยืนรวมกับพวกเราที่นี่แหละ เดี๋ยวพอเลิกประชุม ทุกคนก็จะกลับออกมารวมทั้งพระบิดาของเจ้าพี่ด้วย"
"ขอบพระทัยน้องหญิงที่ช่วย"
"สบายมาก ถือว่าทำเพื่อไถ่โทษก็แล้วกัน"
ขณะนั้นทหารรักษาการต่างรีบขยับตัวยืนเข้มแข็ง เมื่อพระอุปราชและพญาทะละเดินคุยกันออกมาจากหอหลวง องค์ดำรีบหลบหน้าเข้ายืนหลังพวกสาววัง
อุปราชมังชัยสิงห์บอก
"ไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมพระเจ้าพ่อถึงได้โปรดปรานมันนัก ขนาดนับญาติกับมันได้นี่ ก็ต้องเรียกว่าเกินไปแล้ว"
" พระราชาธิราชเจ้าทรงชื่นชมในฝีมือพระเจ้าสองแคว มาตั้งแต่คราวรบอยุธยาเมื่อแผ่นดินก่อนพระพุทธเจ้าข้า"
"เออ เรื่องนั้นข้ารู้ แต่นั่นมันตั้งเกือบ20ปีมาแล้ว ตอนนี้พระเจ้าสองแคว หรือจะมีนํ้ายา เจอศึกทีไร ก็วิ่งมาหลบอยู่ใต้ร่มฉัตรของเราทุกที ... สองแควไม่เหลือพิษสงอะไรแล้ว ยังจะมาเอาใจกันทำไมอีก"
"เป้าหมายของเรา อาจจะไม่ได้อยู่ที่สองแควก็ได้พระพุทธเจ้าข้า"
"งั้นอยู่ที่ไหน ล้านช้าง หรืออยุธยาล่ะ"
"ทูลพระอุปราช พระราชาธิราชเจ้าทรงมีกลศึกที่ลึกลํ้า เป็นขั้นเป็นตอน เกินกว่าที่เกล้ากระหม่อมจะเดาได้พระพุทธเจ้าข้า"
พอดีพระอุปราชมังชัยสิงห์หันไปเห็นเจ้าหญิงวิไลกัลยากับกลุ่มสาววังหน้ายืนอยู่
"อ้าว วิไลกัลยา มาทำไมที่นี่"
"มาเล่นดนตรีถวายพระเจ้าตาเพคะ บังเอิญมาก่อนเวลา ก็เลยยืนรออยู่"
"แล้วนังพวกนี้ล่ะ พามาทำไมกันเยอะแยะ"
เจ้าหญิงวิไลและพระองค์ดำใจหายวาบ เมื่อพระอุปราชมองที่กลุ่มสาววังอย่างสนใจ
"เอ้อ พามา พามาฟ้อนถวายหน้าพระที่นั่งเพคะ"
พระอุปราชเดินมาแตะต้นแขนพระองค์ดำที่ก้มหน้าอยู่
"เออดี รู้จักแต่งตัวเรียบร้อยอย่างนี้ดี ใครเห็นจะได้ไม่ว่าเราได้" อุปราชมังชัยสิงห์หันไปหา
วิไลกัลยา "แต่วันนี้เห็นจะต้องรอนานหน่อยละนะ เพราะพระเจ้าตาของลูกกําลังคุยถูกคอกับพระญาติองค์ใหม่อยู่"

ภายในหอหลวง บุเรงนองมีท่าทางเป็นกันเองกับพระมหาธรรมราชามากขึ้น ทั้งๆที่อยู่ในระหว่างประชุมขุนนาง
"ถ้าพระเจ้าน้องเราไม่ชอบที่จะประทับอยู่ในพระราชวัง เพราะอยากจะไปไหนต่อไหนได้ตามใจละก็ เชิญประทับที่เรือนรับรองราชทูตที่อยู่ข้างๆวังนี่ก็ได้ เจ้ากรมวัง ช่วยจัดการด้วยนะ"
"พระพุทธเจ้าข้า"
"แล้วเย็นนี้ขอเชิญมากินข้าวด้วยกันที่ตำหนักริมนํ้าของข้า เราจะได้คุยกันอย่างสบายๆ เจ้ากรมวังจะไปนำเสด็จพระเจ้าน้องเรามาจากเรือนรับรองเอง"

"เป็นพระกรุณาพระพุทธเจ้าข้า"

บริเวณลานหน้าหอหลวง
พระองค์ดำที่แต่งหน้าและแต่งตัวปลอมเป็นสาววังหน้าเริ่มกระวนกระวายใจ
"ทำไมยังไม่ออกมาซะทีนะ"
"ใจเย็นๆซี่ ถึงยังไงก็ต้องได้เจอกัน ได้คุยกันอยู่ดีแหละ"
"หม่อมฉันไม่ได้พบเสด็จพ่อมา 5 ปีแล้ว"
"นั่นแหละ ขนาด 5 ปียังทนได้ จะทนอีกประเดี๋ยวไม่ไหวหรือไง"
พระมหาธรรมราชาเดินออกมาจากหอหลวงพร้อมกับเจ้ากรมวัง
"เกล้ากระหม่อมจะจัดกองทหารวังไว้ติดตามอารักขา ขณะพระองค์เสด็จอยู่ในหงสาวดีนี้นะพระพุทธเจ้าข้า"
"ไม่ต้องลำบากก็ได้ ท่านเจ้ากรม ข้ามีคุณพระสุนทรสงคราม เป็นเพื่อนอยู่ แล้ว คงช่วยแนะนำอะไรได้ดี"
"พระราชาธิราชเจ้าทรงโปรดพระองค์ยิ่งกว่าเจ้าประเทศราชองค์ใด ความปลอดภัยของพระองค์ จึงต้องเป็นหน้าที่สำคัญของเราพระพุทธเจ้าข้า"
เจ้าหญิงเข้ามาดึงมือพระองค์ดำ เมื่อเห็นเจ้ากรมวังเดินไปแล้ว
"มาซี่ เข้าไปหาเลย ได้โอกาสแล้ว"
พระองค์ดำขยับจะไปหา แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อท้าวแจ่มและสาววังผู้ติดตาม2นาง เดินมาลงนั่งเบื้องหน้าพระมหาธรรมราชาก่อน
"เอ๊ะ นั่นสาวไทยที่ไหน" วิไลกัลยาแปลกใจ
หม่อมแจ่มทูลบอกพระธรรมราชา
"หม่อมฉัน ท้าวแจ่มจันทร์ นางสนองพระโอษฐ์ พระนางศิริเทวี พระชายาพระราเมศวร จากพระนครศรีอยุธยา เพคะ"
"อ๋อ ศิริเทวี จำได้แล้ว มีอะไรหรือ"
"พระชายาขอให้หม่อมฉันเชิญเสด็จพระองค์ไปที่พระตำหนัก ทรงมีเรื่องสำคัญรอกราบทูลอยู่เพคะ"
"งั้นหรือ งั้นก็พาไปสิ"
"เชิญเสด็จเพคะ"
แล้วท้าวแจ่มกับสาววังไทยก็พาพระมหาธรรมราชาไป โดยมีทหารวังหงสาตามไปด้วย 4 คน
เจ้าหญิงวิไลกัลยาถอนใจแรงอย่างเจ็บใจที่ไม่เป็นดังหวัง
"หมดกันเลย อดเจอกันจนได้"
พระองค์ดำ มองตามไปด้วยความผิดหวัง

สาววังไทย2นางเดินถือถาดวางเครื่องดื่มเข้ามายังห้องโถงตำหนักพระราเมศวร เพื่อถวายแด่พระมหาธรรมราชาซึ่งนั่งอยู่ที่ตั่งรับรอง ตรงข้ามกับตั่งที่ประทับของพระนางศิริเทวี มีท้าวแจ่มและสาววังอีก2คนนั่งรอรับใช้อยู่ใกล้ๆ
"รู้สึกอบอุ่นใจดี เวลาได้เห็นสาววังไทยในเมืองหงสานี่"
"ถ้าเป็นเมื่อห้าปีก่อน หม่อมฉันคงพูดด้วยความเกลียดชังว่า พระองค์คือ ต้นเหตุที่ทำให้พวกเรามาถูกจองจำอยู่ที่นี่ แต่พอเวลาผ่านไป หม่อมฉันเห็นใครต่อใครพากันได้ดิบได้ดี แต่สามีหม่อมฉันกลับสิ้นวาสนา หม่อมฉันจึงเลิกเชื่อเรื่องคนต้นเหตุ แล้วหันมาเชื่อเรื่องวาสนาบารมีที่คนเรามีไม่เท่ากัน"
"ความจริงแล้ว ไม่มีใครจะเป็นตัวต้นเหตุอะไรได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก ทุกอย่างจะเกิดขึ้นและเป็นไปได้ ไม่ว่าทางดีหรือร้าย ก็เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆสนับสนุนทั้งนั้น พี่เองก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องมันจะบานปลายมาถึงขนาดนี้ แต่ก็ต้องทนยอมรับคำว่าร้ายจากคนไทยทั้งแผ่นดินมาตลอด"
"หม่อมฉันดีใจที่ได้ข่าวว่า เสด็จพี่จะมาเฝ้าพระเจ้าบุเรงนอง คิดว่าจะเป็นโอกาสที่จะช่วยเหลือหม่อมฉันได้"
"จะให้พี่ช่วยอะไรหรือ ศิริเทวี"
"ช่วยกราบทูลให้พระเจ้าบุเรงนอง อนุญาตให้หม่อมฉันกับผู้ติดตามได้เดินทางกลับอยุธยา เพื่อนำอัฐิพระราเมศวรไปบรรจุที่พระเจดีย์วัดสวนหลวง รวมกับพระอัฐิของพระสุริโยทัยผู้มารดาด้วยเถิดเพคะ"
"พี่เชื่อว่า นี่คือคำขอสุดท้ายของพระราเมศวรใช่ไหม"
"เพคะ ถ้าจะทรงพระกรุณา"
"ด้วยความยินดีอย่างยิ่ง ศิริเทวี พี่จะทูลขอให้โดยเร็วที่สุด"

พระนางศิริเทวียิ้มเศร้าๆอย่างมีความหวัง

เวลาเย็นต่อมา ห้องในเรือนศาลาวัด
หลวงตาหยิบหวายที่เหน็บฝาผนังออกมายืนถือ ดัดด้วยมือทั้งสอง พระองค์ดำยืนอยู่กลางห้อง หน้าตายังมีรอยแต่งหน้าที่ยังล้างไม่หมด ส่วนไอ้จัน บุญทิ้ง และไอ้สมิงนั่งรวมกันอยู่ที่พื้น
"ที่หลวงตาลงโทษมหาบพิตร ไม่ใช่เพราะโกรธที่มหาบพิตรไม่เชื่อฟังคำสั่งคำห้ามของหลวงตาหรอก"
พระมหาเถรคันฉ่องเดินเข้ามาใกล้พระองค์ดำ
"แต่เพื่อให้มหาบพิตรระลึกไว้เสมอว่า ที่ได้ทำผิดลงไปนั้นเพราะอะไร"
"เพราะอยากจะพบพ่อ"
"นั่นแหละ พระองค์ยอมให้ความอยากมันลากไปทุกทิศทุกทาง เหมือนไม่อาจบังคับช้างตกมันได้ หลวงตาฟังจากที่เล่าก็เห็นแล้วว่า มหาบพิตรถูกความอยากลากไปจนเกือบจะพลาดพลั้งถึงสองครั้ง เกือบจะถูกราชบุตรวังหน้าแทงด้วยหอก และเกือบจะถูกพระอุปราชจับได้ว่าปลอมตัวเข้าไปในวังหลวง"
พระมหาเถรก้าวไปยืนในจุดที่จะลงหวายเฆี่ยนก้นองค์ดำ แต่พอเงื้อหวายขึ้น มณีจันทร์ก็ตะโกนลุกพรวด
"เดี๋ยวก่อน ข้าต่างหากที่ควรจะถูกตี ข้าผิดเองที่ไม่ห้ามองค์ดำ ทั้งๆที่รู้ว่าจะออกไปเจอภัย ความผิดขององค์ดำจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าข้าห้ามไว้ เสียแต่แรก"
สมิงลุกขึ้น
"เป็นหน้าที่ของข้าที่ต้องคุ้มครองพระองค์ แต่ข้ากลับละเลย ลงโทษข้าเถอะหลวงตา"
บุญทิ้งคลานเข่าเข้ามาใกล้หลวงตา
"ข้าเป็นบ่าวขององค์ดำ แทนที่จะไปช่วยพระองค์ ข้ากลับรออยู่ที่วัด ข้าคนเดียวที่ควรถูกเฆี่ยน" บุญทิ้งลุกขึ้น "เอาเลย เฆี่ยนข้าเลย"
" อะไรกันวะ พวกเอ็งจะบ้ารึไง อยู่ดีๆก็มาขอรับโทษแทน"
ทั้งสามแย่งชิงกันพูดเสียงเซ็งแซ่
"ก็พวกเราผิดเองที่ปล่อยพระองค์ไป เราขอรับโทษ" มณีจันทร์บอก
สมิงบอก "พวกเราควรห้าม หรือไม่ก็ควรไปด้วย"
"ถ้าจะเฆี่ยนก็เฆี่ยนข้าคนเดียวก็พอ หลวงตา"
"โธ่เว้ย" มหาเถรทิ้งหวาย "ข้าจะเฆี่ยนใครได้ พวกเอ็งมันก็เป็นเสียอย่างนี้ ... แต่ก็ดี ดีแล้ว ดีที่พวกเอ็งรู้จักเสียสละ ดีที่พวกเอ็งเริ่มรู้แล้วว่า ความจงรักภักดีมันเป็นยังไง"
พระมหาเถร ยิ้มอย่างชื่นชมยินดี

เย็นต่อเนื่อง พระมหาเถรนั่งบนที่ประจำ คุยกับพระองค์ดำซึ่งนั่งที่พื้นเบื้องหน้า
"ที่ราชบุตรวังหน้าชอบท้าประลองอาวุธกับมหาบพิตรบ่อยๆ เพื่อพระประสงค์อะไรกัน"
"เขาอยากเป็นผู้ชนะ อยากได้ชื่อว่ามีฝีมือสูงกว่าราชบุตรเมืองขึ้นทุกคน"
"มหาบพิตรทรงคิดหรือไม่ว่า ถ้าเรายอมให้เขาชนะ เขาอาจจะเป็นมิตรกับเราก็ได้"
"ไม่หรอก หลวงตา ยิ่งชนะเราได้ เขาก็จะยิ่งดูถูกเหยียดหยามเรามากขึ้นอีก ว่าเราเป็นเชลยไทยที่ไร้ฝีมือ"
"แต่ถึงเราจะชนะเขา เราก็ไม่ได้อะไรดีขึ้น นอกจากความเกลียดและความเคียดแค้นจากเขา"
"จะทำยังไงได้ล่ะหลวงตา จะให้เลือกอย่างไหน จะให้วางตัวยังไง ในเมื่อทุกวันนี้ ข้าก็เหมือนนกถูกหักปีกหักขา ถูกขังอยู่แต่ในกรงเท่านั้น"

ด้านสามสหายนั่งที่บันไดศาลา มณีจันทร์นั่งคิดนิ่งไปจนอีกสองคนสงสัย
"ทำไมนิ่งไป คิดอะไรอยู่รึวะ ไอ้จัน" สมิงถาม
"กําลังคิดว่า ถ้าพ่อขององค์ดำไม่มาหา และถ้าองค์ดำออกไปหาพ่อไม่ได้ เราก็ไปตามพ่อให้มาเจอลูกที่นี่ มันก็สิ้นเรื่อง จริงไม๊"
"ใช่ พวกเราทำได้นี่นา ไป งั้นพวกเราไปกัน"
"ไอ้ทิ้ง เอ็งอยู่เฝ้าองค์ดำที่นี่ดีกว่า กันไม่ให้ท่านแอบหนีไปอีก"
"ได้ ได้ รีบไปรีบมานะเอ็ง"
มณีจันทร์และไอ้สมิงรีบวิ่งไปจากวัด เหลือบุญทิ้งนั่งที่บันไดคนเดียว

ไอ้สมิงและมณีจันทร์รีบเดินมาด้วยกันตามทางเดินแคบๆ สองข้างเป็นเนินลาดลงไป เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ไม่มีผู้คนผ่านไปมา
"เราจะไปตามที่ไหนกันดีล่ะ" มณีจันทร์ถาม
"ลองไปถามยามหน้าประตูวังดูก่อน เผื่อจะรู้ว่าท่านอยู่ไหน"
ทั้งสองเดินมาจนถึงทางเดินเป็นสี่แยก จึงตั้งใจจะเดินตรงไป แต่แล้วก็มีทหารวังสองคนเดินมาจากทางขวางหน้านั้น แล้วหยุดยืนทำท่ากั้นทาง
"หยุด ห้ามผ่าน"
"หยุดทำไม"
"หยุดรอให้ขบวนผ่านไปก่อน"
"ขบวนยังมาไม่ถึง ให้ข้าไปก่อน"
มณีจันทร์ ในบุคลิกแบบชาย หรือ ไอ้จันขยับเดินจะข้ามทางแยก แต่ทหารคว้าแขนไว้ แล้วฉุดลากลงจากทางเดิน
"เฮ้ย มาจับข้าไว้ทำไม ปล่อยซี่ ปล่อย ข้าจะได้ไป"
"บอกให้ไปรอข้างทาง ไม่รู้เรื่องหรือไง"
ไอ้สมิงทนไม่ไหว ปราดเข้าเตะลำตัวทหาร แล้วถีบจนทหารกลิ้งตกไปข้างทางเดิน ทหารอีกคนปราดเข้าจับตัวข้างหลัง พอดีขบวนเดินมาถึง ทหารนำหน้าสองคนปราดเข้ามาพร้อมด้วยหอกในมือ แล้วช่วยใช้ด้ามหอกกดไหล่ไอ้สมิงจนทรุดลงไป ไอ้จันคลานมานั่งด้วย
ทหาร 2 บอก "นั่งลงนั่ง หรืออยากเจ็บตัว ก้มหน้าด้วย บอกให้ก้มหน้า"
ทั้งสองจำต้องทำตามด้วยความชิงชังทหารวังหงสาวดี ก็พอดีมีเสียงทรงอำนาจของชายวัยกลางคนดังขึ้น
"ทำไมหรือทหาร เกิดอะไรขึ้นล่ะ"
เสียงนั้นทำให้ไอ้จันเงยหน้าขึ้นมอง พอเห็นก็ชะงักตะลึง ชายผู้สูงศักดิ์ในชุดไทยนั้นคือ พระมหาธรรมราชา กับพระสุนทรสงครามนั่นเอง

พระองค์ดำเดินสีหน้าหม่นหมองออกมาจากในเรือนศาลา
เมื่อถึงกลางชานก็เห็นไอ้จันวิ่งยิ้มร่าเข้ามา ผ่านกลางลานวัดมาจนถึงบันไดซึ่งมีไอ้ทิ้งนั่งอยู่ พลางตะโกน
"องค์ดำ องค์ดำ ดูนี่เร็ว ดูซิว่าใครมา"
พระองค์ดำมองไปที่ประตูวัด เห็นขบวนทหารวังหงสาวดีเดินแถวเข้ามา มีไอ้สมิง พระมหาธรรมราชา และพระสุนทรสงครามเดินร่วมมาด้วย
พระองค์ดำดีใจ "พ่อ"
พระองค์ดำเห็นพระบิดาเดินเข้ามาก็ดีใจ วิ่งจากชานลงบันไดไปยังลานหน้าประตู โผเข้ากอดพระบิดาด้วยความรักและคิดถึง
ไอ้จันหรือมณีจันทร์มองดูภาพพ่อลูกเจอกัน ด้วยรอยยิ้มจากความปลาบปลื้มใจ

บริเวณหน้าศาลาใหญ่ในวัดพระมหาเถร ขณะนี้มีทหารวังหงสาวดี ซึ่งเป็นขบวนอารักขาพระมหาธรรมราชา ยืนรักษาการอยู่เป็นแถวเป็นแนว

เย็นต่อเนื่อง พระองค์ดำและไอ้จันเดินมาด้วยกันตามทางเดินแคบๆแต่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใบไม้ต่างๆ
"ทางนี้เป็นทางลัด องค์ดำจะเดินจากวัดมาคุยกับพ่อที่เรือนรับรอง แล้วเดินกลับวัดได้โดยไม่มีใครลอบทำร้าย เพราะนอกจากข้ากับ ไอ้สมิงและคนอีกไม่กี่คนเท่านั้น ที่รู้จักทางลัดนี้"
" ขอบใจมากนะ มณีจันทร์"
มณีจันทร์ตา
"ขอบใจเรื่องทางลัดนี่น่ะเหรอ"
" เปล่า ขอบใจที่มณีจันทร์ช่วยข้าตั้งหลายอย่าง เรื่องพ่อของข้า"
"ที่จริง ข้าก็ไม่ได้เป็นคนพาพ่อขององค์ดำมาที่วัดหรอกนะ ขบวนของท่านกําลังจะตรงมาที่วัดอยู่แล้ว ข้าเป็นคนไปขวางขบวนเสียด้วยซํ้า"
"ถึงยังไง ความตั้งใจดีของเจ้าก็ทำให้ข้ายอมรับแล้วว่า เจ้าเป็นคนมีจิตใจสูงจริงๆ คนจะดีหรือไม่ดีอยู่ที่การกระทำ จะตัดสินเอาจากรูปลักษณ์ภายนอกไม่ได้เลย"
มณีจันทร์ชอบใจที่ถูกชม
"ไม่รู้สิ อาจจะเป็นเพราะเราเป็นเพื่อนกันแล้วละมั๊ง เพื่อนก็ต้องช่วยเพื่อนเป็นของแน่ นี่ถ้าเรายังไม่ได้เป็นเพื่อนกัน ข้าอาจจะร้ายต่อองค์ดำยิ่งกว่าที่เคยร้ายก็ได้นะ"
ทั้งสองเดินคู่กันต่อไป

เย็นต่อเนื่อง บริเวณหน้าตำหนักริมนํ้าของบุเรงนอง
พระเจ้าบุเรงนองถาม
"ไง พระเจ้าน้องเรา เรือนพักสบายดีไหม"
"สบายดีพระพุทธเจ้าข้า เป็นพระมหากรุณาล้นเกล้า"
"อยากจะไปเที่ยวไหนก็ไปได้เลยนะ ขอรับรองว่าสหายของข้าจะปลอดภัยเสมอ ในแผ่นดินหงสาวดี" บุเรงนองหันไปเห็นเจ้ากรม "อ้าว มานั่งเสนอหน้าอยู่ทำไม อีกเล่า ออกไปได้แล้ว ข้าจะได้คุยกับพระเจ้าน้องเรา คนอื่นไม่เกี่ยว"
เจ้ากรมวังและผู้ติดตามถวายบังคมแล้วรีบออกไปอย่างกลัวเกรง พวกทหารวังเดินแถวตามออกไปด้วย บุเรงนองพาพระมหาธรรมราชามานั่งด้วยกันที่ตั่งใหญ่ที่ตั้งอยู่ที่ชานตำหนัก
"มา มานั่งนี่กัน ... เออ เป็นไงล่ะ"
"หม่อมฉันขอขอบพระทัยพระเจ้าพี่ ที่ทรงช่วยให้เมืองสองแควพ้นภัยมาได้ เพราะหากไม่ทรงพระกรุณา ป่านนี้พวกล้านช้างก็คงถล่มเมืองของหม่อมฉันยับไปแล้ว"
"แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราชนะล้านช้างหรอกนะ สักวันมันก็ต้องกลับมารังควานสองแควอีกจนได้ ข้าน่ะ คิดอยู่เสมอว่า วันหน้าข้าจะต้องปราบล้านช้างให้ราบคาบเสียที"

ทั้งสองเดินมาถึงสนามฝึกหลังวัด ซึ่งหลวงตามหาเถรกับบุญทิ้งและศิษย์ทั้งหลายกําลังนั่งดูไอ้สมิงฟันดาบหวายกับลูกศิษย์ฝีมือดีอยู่ พระองค์ดำและไอ้จันจึงเข้าไปร่วมนั่งดูด้วย ไอ้สมิงใช้เพลงดาบที่รวดเร็ว และแปลกตา จนกระทั่งคู่ต่อสู้ถูกฟันจนรับมือไม่ไหว ถูกหวายไอ้สมิงฟาดเข้าตามตัวหลายที จนต้องล้มลงยอมแพ้
" ชื่อก็แปลกดีด้วย" พระองค์ดำบอก
"เป็นตำราที่ครูดาบตองอู กับครูดาบรามัญร่วมกันคิดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้ และที่สำคัญคือ ยังไม่มีใครเอาชนะเพลงดาบนี้ได้" มหาเถรบอก
" หากแต่ว่า ทุกเพลงดาบต้องมีทางแก้"
"ยกเว้นเพลงดาบนี้ ไม่มีทางแก้จริงๆ" สมิงบอก
พระองค์ดำสีหน้าครุ่นคิด

เวลาเดียวกัน พระเจ้าบุเรงนองพูดกับพระมหาธรรมราชาที่ชานตำหนัก ซึ่งบัดนี้มีสาววังหน้าตาดีแต่งตัวสวย 4นาง มานั่งรอรับใช้ และที่เบื้องหน้าตั่งก็มีโต๊ะตั้งสำรับอาหารชุดใหญ่มากมายหลายอย่าง
"มีซี่ ถึงยังไงก็ต้องมีทางแน่ๆ ข้ามีทางช่วยท่านได้ ข้าคิดไว้แล้ว"
"มีทางใดหรือพระพุทธเจ้าข้า"
"ในเมื่อตอนนี้ เมืองสองแควของท่าน ก็เหมือนอยู่ระหว่างปากเสือ ทางเหนือก็มีพวกล้านช้าง ทางใต้ก็มีพวกอยุธยาคอยจ้องจะกําจัดอยู่ใช่ไหมล่ะ... ใช่...ฉะนั้น ถ้าจะให้พ้นภัยละก็ ข้าจะสถาปนาท่านขึ้นเจ้าฟ้า เจ้าฟ้าสองแคว.....ประกาศให้ชัดไปเลยว่า ท่านเป็นเจ้าประเทศราชของข้า"
พระมหาธรรมราชาตกตะลึง "หมายความว่า"
"ใช่ ให้เมืองไทยฝ่ายเหนือของท่านทั้งหมด มาอยู่ใต้ร่มสุวรรณฉัตรแห่งหงสาวดี นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วคราวนี้ละ ใครรุกรานแผ่นดินท่าน ก็เท่ากับมันรุกรานหงสาด้วย จริงไม๊ น้องเรา"
บุเรงนองหัวเราะชอบใจ

พระมหาธรรมราชาอึดอัดใจจนพูดไม่ออก

การต่อสู้ด้วยดาบหวายที่สนามฝึกหลังวัด
เป็นการต่อสู้ระหว่างสมิงกับพระองค์ดำ โดยสมิงใช้เพลงดาบ ส่วนองค์ดำเป็นฝ่ายรับโดยพยายามหาทางแก้ไข ไอ้สมิงฟาดฟันได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงจนองค์ดำตั้งตัวไม่ติด โดนดาบหวายฟาดตามตัวหลายที
"โดนอีกแล้ว ไอ้หมิงน่าจะเบามือบ้างนะ องค์ดำเจ็บตัวจะแย่อยู่ละ" ไอ้จันบอก
" นี่ถ้าเป็นดาบจริง องค์ดำก็ตายหลายหนแล้ว" บุญทิ้งบอก
พวกศิษย์วัดดูการซ้อมกันอย่างตื่นเต้น ไม่มีใครเชียร์ฝ่ายไหนให้ชนะ แต่รู้สึกเจ็บแทนพระองค์ดำที่ยอมโดนดาบหวายฟาดหลังไหล่ติดๆกัน จนพระองค์ดำเริ่มทำท่าจะสู้ต่อไม่ไหว พระมหาเถรจึงตะโกนห้าม
"เอาละ เอาละ พอ หยุดได้แล้ว"
ไอ้สมิงหยุดฟัน วางดาบแล้วลงนั่งไหว้ขอโทษพระองค์ดำ
"ข้าขอโทษที่ทำให้พระองค์เจ็บ"
"ไม่เป็นไร ข้าเจ็บเพราะพยายามหาทางแก้ แต่มันไม่ได้ผล"
"มหาบพิตรเจ็บมากพอแล้ว ไว้ค่อยหาทางกันใหม่เถิด วันนี้พอก่อน"

ภายในเรือนต่อมา ไอ้ทิ้งกําลังเดินหยิบยาสมุนไพรให้พระมหาเถร
"หลวงตาบอกแล้ว มหาบพิตรก็ไม่ยอมชื่อ ยังจะทดลองด้วยพระองค์เองอีก คราวนี้เห็นหรือยังล่ะว่า เพลงดาบนี้ ครูเขาคิดเอาไว้ดี ไม่มีทางแก้จริงๆ ใครเจอเข้าจังๆ ก็ยากนักที่จะรอดไปได้"
"ข้ายอมเจ็บก็ด้วยมั่นใจว่า เพลงดาบไม่ว่ายอดเยี่ยมแค่ไหน ย่อมต้องมีจุดอ่อน มีทางแก้ เหมือนเกราะเหล็ก ไม่ว่าหนาแค่ไหน ก็ต้องมีช่องว่างให้ทวนแทงเข้าไปได้"
" บางที ทางแก้อาจจะมี แต่ยังไม่มีใครรู้มาก่อนเท่านั้น" มหาเถรส่งถ้วยยา "เอ้านี่ ไอ้จัน ช่วยทาแผลให้พระองค์ท่านที"
ไอ้จันรับถ้วยยาสมุนไพรจากหลวงตา แล้วเดินเข่ามาที่พระองค์ดำ ใช้นิ้วจิ้มยาทาให้ที่หลังของพระองค์ดำ จนพระองค์ดำสะดุ้งเมื่อโดนมือครั้งแรก
"โทษที ไม่ได้ตั้งใจให้เจ็บ"
"หลวงตาไปได้ตำราเพลงดาบนี้มาจากไหนทำไมจึงไม่มีวิธีแก้อยู่ด้วย"
"เรื่องนี้มันมีความเป็นมาน่าสนใจอยู่ คือเมื่อไม่นานมานี้ มีครูดาบฝีมือเยี่ยมสองคนเป็นเพื่อนกัน คนหนึ่งเป็นชาวตองอู อีกคนเป็นชาวรามัญ ทั้งสองคนได้ช่วยกันคิดเพลงดาบนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ และด้วย ความหวังในรางวัลอันงาม จึงได้นำตำราเพลงดาบนี้ไปถวายแก่ราชสำนักหงสา"
ไอ้สมิง บุญทิ้งและพระองค์ดำนั่งฟังด้วยความสนใจ ขณะที่ไอ้จันตั้งใจป้ายยาให้ไปเรื่อยๆ
"แต่แทนที่จะได้รางวัล กลับกลายเป็นได้ภัยใส่ตัว เมื่อพระอุปราชสั่งให้จัดการกําจัดครูดาบทั้งสองเสีย เพื่อไม่ให้คิดเพลงดาบใหม่ที่เหนือกว่าเพลงดาบนี้ขึ้นมาอีก"

เหตุการณ์ในอดีตตามที่พระมหาเถรเล่านั้น ครูดาบชาวตองอูถูกชาวบ้านหามมาวางลงที่พื้นต่อหน้าพระมหาเถรในตอนกลางคืน
"ครูคนที่เป็นชาวตองอูถูกจับกรอกยาพิษ พวกชาวบ้านเห็นแล้วสงสาร จึงได้ช่วยกันหามมาที่วัด หวังจะให้หลวงตาช่วยชีวิต แต่เขามาช้าเกินไป พิษยาได้ซึมซาบเข้าไปในสายเลือดมากแล้ว มากเกินกว่าที่หลวงตาจะจัดยาช่วยรักษาได้"
หลวงตาเข้ามาตรวจดูอาการ แล้วแสดงสีหน้าหนักใจ
"ด้วยความแค้นใจที่ถูกราชสำนักหักหลัง ครูดาบตองอูจึงได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายที่เหลืออยู่ เขียนตำราขึ้นอีกชุดหนึ่ง เพื่อให้ฝ่ายต่อต้านหงสาวดี ได้ใช้ต่อสู้อย่างไม่เสียเปรียบ"
ครูดาบตองอูพยายามเขียนตำรา ด้วยแท่งถ่านลงบนผืนจีวรเก่าๆ
มือของครูดาบยื่นจีวรพับแล้วให้มือของหลวงตาที่รับไว้ แล้วมือครูดาบก็ล่วงตกลง แสดงว่าเสียชีวิตในขณะนั้น

ขณะที่หลวงตาเล่าจบลง ไอ้จันได้ทายาลงบนแผลฟกชํ้าบนตัวพระองค์ดำไปได้มากแล้ว
"จากนั้นมา หลวงตาก็ได้สอนเพลงดาบนี้แก่ไอ้สมิงเป็นคนแรกและคนเดียว โดยหวังว่ามันจะได้มีฝีมือต่อสู้กู้แผ่นดินรามัญกลับคืนมาได้ในภายหน้า"
" แล้วครูดาบอีกคน ที่เป็นเพื่อนคู่คิดนั่นเล่าหลวงตา เขาไปไหนเสีย" พระองค์ดำถาม
"น่าเสียดายที่หลวงตาไม่รู้จัก ก็เลยบอกไม่ได้ว่าเขาเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไร"
"และที่น่าเสียดายยิ่งกว่านั้นก็คือ ตำราเพลงดาบทั้งสองได้ตกอยู่ในมือของราชสำนักหงสาแล้ว"
สมิงบอก
"เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้เอาออกมาสอนกันก็ได้"
"อาจจะฝึกสอนกันอยู่ภายใน อย่างพระอุปราช หรือพระราชบุตรก็คงรู้เพลงดาบนี้แล้ว"
บุญทิ้งบอก
"มิน่า มังกยอชวาถึงได้ท้าองค์ดำของเราให้สู้กันด้วยดาบอยู่เรื่อยๆ เพราะมันอยากจะชนะแน่ๆนี่เอง"
" วิธีเดียวที่เราจะไม่แพ้ก็คือ ต้องรู้จุดอ่อนของมันให้ได้ โอ๊ย!"

พระองค์ดำสีหน้าตั้งใจอย่างมุ่งมั่น
อ่านต่อตอนที่ 6
กำลังโหลดความคิดเห็น...