xs
xsm
sm
md
lg

ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 4

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ "ภาคองค์ประกันหงสา" ตอนที่ 4

พระมหาธรรมราชายืนกอดอกเก็บความกังวลอยู่ในใจที่ชานตำหนักวังจันทน์ เมืองสองแคว พิษณุโลก พระวิสุทธิกษัตรีย์เดินออกมาจากในตำหนักมานั่งที่ตั่ง มีสาววังถือเชี่ยนหมาก ถาดเครื่องดื่ม และภาชนะใส่เครื่องร้อยมาลัยเดินตามมาจัดวางตั้ง 
"วันนี้สงบดีนะเพคะ"
พระมหาธรรมราชาไม่หันไป
"สงบก่อนพายุมาละไม่ว่า"
วิสุทธิกษัตรีย์แปลกใจ "เอ๊ะ..."
"พระมหินทร์ขึ้นครองอยุธยาแล้ว ถ้าทุกอย่างยังสงบดีก็ผิดไปละ เจ้าก็รู้ น้องชายเจ้าเป็นคนยังไง ใจเร็วด่วนได้ ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง ไม่ชอบให้ใครขัดใจ ยิ่งถ้าเป็นใหญ่แล้วเช่นนี้ ยิ่งไม่มีใครกล้าขัดรับสั่ง อยุธยาจะพังเป็นแถบๆ"
พระวิสุทธิกษัตรีย์ลุกเดินมาหา
"ทรงได้ข่าวอะไรจากอยุธยาหรือเพคะ"
"ไม่ใช่จากอยุธยา แต่จากชายแดนของเราเอง"
"มีอะไรหรือเพคะ"
"ฟังจากขุนศรีพร้อมกันเลยดีกว่า"
ขุนศรีรีบเดินจากประตูวังเข้ามาคุกเข่าถวายบังคมที่หน้าบันไดตำหนัก แล้วคลานขึ้นมานั่งที่ชาน
"ข่าวว่าไงบ้าง จริงอย่างที่กองลาดตระเวนของเราแจ้งมาหรือเปล่า"
"จริงพระพุทธเจ้าข้า มีกองทัพของล้านช้างกําลังเคลื่อนมาทางชายแดนด้านนครไทยของเรา พระไชยเชษฐาประกาศว่า จะยกมาตีกรุงศรีอยุธยาพระพุทธเจ้าข้า"
พระวิสุทธิกษัตรีย์ตกใจ
"ตายแล้ว ยกมาตีอยุธยา แล้วมันมิต้องผ่านเราก่อนหรือ เพคะ"
"พระเจ้าล้านช้างคงแค้นใจไม่หายที่เราขัดขวางการอภิเษกของเขาเมื่อหลายปีก่อน แต่ที่ไม่กล้าทำอะไร ก็เพราะพระมหาจักรพรรดิยังครองราชย์อยู่ มาบัดนี้เป็นพระมหินทร์ เขาจึงสิ้นความเกรงใจ ... ขุนศรี"
"พระพุทธเจ้าข้า"
" รีบส่งเรือเร็วไปแจ้งข่าวนี้แก่อยุธยา เขาจะได้มีเวลาเตรียมตัววางกําลังตั้งรับศึก"
พระมหาธรรมราชา สีหน้าเครียด
"ส่วนทางเรา ให้กวาดต้อนผู้คนและเสบียงเข้าเมือง แล้วปิดเมือง สั่งทหารประจำกองรบ เตรียมรับการโจมตีจากล้านช้างโดยเร็วที่สุด"
"พระพุทธเจ้าข้า"
พระมหาธรรมราชาหน้าเครียดขรึม นึกถึงปัญหาใหญ่ที่จะประดังเข้ามานับแต่นี้

ภายในอุทยาน พระราชวังอยุธยา ตอนกลางคืน พระมหินทร์ถือพระราชสาส์นในมือ และหัวเราะด้วยความพอใจ
" ฮ่ะๆๆๆ พระมหาธรรมราชาแจ้งมาว่า กองทัพล้านช้างกําลังบุกเข้ามา"
พระยารามรณรงค์ ยืนอยู่
"ตรงตามแผนที่ท่านวางไว้ทุกอย่างเลยนะ ท่านพระยารามรณรงค์ มันหารู้แม้แต่น้อยว่า คราวนี้แหละ ล้านช้างกับอยุธยาจะรวมกําลังกัน บดขยี้พิษณุโลกให้ย่อยยับ"
" พระไชยเชษฐา ทรงมีแค้นแน่นอกยิ่งกว่าเรามากพระพุทธเจ้าข้า พอข้าพุทธเจ้าเสนอแผนนี้ ก็ทรงรับทันที แถมยังขอตัดหัวพระมหาธรรมราชา ด้วยมือของพระองค์เองอีกด้วย"
พระมหินทร์ยิ้มพอใจ หันไปทางพระยาสีหราชเดโชและพระท้ายนํ้าที่นั่งคุกเข่าคู่กันอยู่
" เอาละ คราวนี้ก็เป็นภาระของท่านละนะ พระยาสีหราชเดโช พระท้ายนํ้า"
ทั้งสองรับพร้อมกัน "พระพุทธเจ้าข้า"
"ท่านทั้งสองจงนำทหารสองพันคนล่วงหน้าไปเมืองพิษณุโลกก่อน บอกพระมหาธรรมราชาว่า อยุธยาส่งท่านทั้งสองมาช่วยป้องกันเมือง ส่วนข้าจะนำกองทัพเรือตามขึ้นมาสมทบ"
พระยารามรณรงค์บอกแผนต่อไป
"ทีนี้ เมื่อพระมหาธรรมราชาเชื่อท่านทั้งสองแล้ว ท่านก็จงรออยู่ในเมือง จนกว่าทัพล้านช้างจะเข้าโจมตี แล้วฉวยโอกาสตอนที่กําลังรบกันชุลมุน จับตัวพระมหาธรรมราชาคุมไว้ แล้วส่งสัญญาณให้กองทัพของเรากับล้านช้างเข้ายึดเมือง"
"ไม่ยากเลยใช่ไหม เจ้าคุณ คุณพระ" พระมหินทร์ถาม
ทั้งสองขุนนางรู้สึกอึดอัดใจ แต่จำต้องรับพร้อมกัน "พระพุทธเจ้าข้า"
"ดี งั้นท่านรีบเดินทาง" ทั้งสองถวายบังคมแล้วออกไป พระมหินทร์หันมาชมเชยพระยารามรณรงค์
"สมแล้ว ท่านพระยาราม แผนการของท่านครั้งนี้ แสดงว่าท่านสมเป็นพระยาจักรี ขุนพลแก้วของข้าโดยแท้แล้ว"
พระยารามพนมมือไหว้ ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
พระมหินทร์ยิ้มอย่างหมายมั่นในความสำเร็จ

ในบรรยากาศยามเช้าวันใหม่ในเมืองหงสาวดี บริเวณถนนหนทางใกล้ประตูวังหน้า มีชาวบ้านชาวเมืองเดินไปเดินมาตามปรกติ นอกจากชาวบ้าน 2-3 คนที่ยืนรอใส่บาตร พระมหาเถรเดินนำขบวนพระสงฆ์บิณฑบาตมาเป็นแถว โดยมีพระองค์ดำและบุญทิ้งเดินถือตะกร้าใส่ของร่วมขบวนมากับศิษย์วัดด้วย เมื่อใกล้ถึงหน้าประตูวังหน้า ขบวนพระสงฆ์ได้หยุดยืนรับภัตตาหารจากกลุ่มชาวบ้านที่มายืนรออยู่ริมทาง พระองค์ดำหันไปเห็นเจ้าหญิงวิไลกัลยาและสาววัง4คนยืนรอใส่บาตรอยู่ที่หน้าประตูวัง จึงเดินแยกจากแถวเข้าไปหา
"เจ้าพี่หนีไปอยู่วัดเสียอย่างนี้ โอกาสเดียวที่หญิงจะได้เจอก็คงต้องออกมาใส่บาตรตอนเช้าๆเท่านั้น"
" ได้เจอด้วย ได้ทำบุญด้วย ยังไม่ดีอีกหรือ"
"หญิงอยากเจอ เพราะมีเรื่องสำคัญจะบอก"
"เรื่องอะไร"
" แหม ให้บอกตอนนี้ได้ไงเล่า คนตั้งเยอะแยะ เอางี้ดีกว่า เจ้าพี่หาทางดูซิ ว่า ทำยังไงเราถึงจะได้คุยกัน"
พระองค์ดำคิดออก
"เย็นนี้ น้องหญิงออกไปเจอหม่อมฉันที่พระมหาเจดีย์ก็แล้วกัน"
เสียงมหาเถร กระแอม...

พระองค์ดำหันไปเห็นพระมหาเถรคันฉ่องมายืนรออยู่ แถมส่งเสียงกระแอมเตือนให้องค์หญิงมาใส่บาตร เจ้าหญิงวิไลจึงจัดแจงใส่บาตร พลางหันมายิ้มกับพระองค์ดำ ทำให้พระมหาเถรเขม้นมองอย่างเคืองๆ

พระมหาเจดีย์มุเตาสูงเด่นสะท้อนแสงแดดอ่อนในยามเย็นเป็นสีทองเรืองอร่าม ชาวบ้านชาวเมืองที่ผ่านไปมาไหว้สักการะที่ลานรอบๆพระเจดีย์

เจ้าหญิงวิไลกัลยา เม้ย และสาววังหน้า เดินมาถึงปากทางเข้าลานพระเจดีย์มุเตา
"พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้นะ ไม่ต้องตามเข้าไป"
เม้ยรับคำ "เพคะ"
เจ้าหญิงวิไลเดินแยกจากกลุ่มสาววังเข้าไปในลานพระเจดีย์ที่มีผู้คนค่อนข้างสับสน สาววังมองตามแล้วหันมาพูดกัน
"นึกไว้ไม่มีผิด" เม้ยว่า
"นึกอะไรไว้เหรอพี่" สาววังหน้าถาม
"ก็พระธิดานะซี่ ทรงมีคู่รักแน่แล้ว ถึงได้มานัดพบกันที่นี่"
"อุ๊ย งั้นก็ดีสิ แหม อยากรู้จังว่า ใครหนอได้เป็นหนุ่มโชคดีคนนั้น"
"ไม่ใช่โชคดีธรรมดานะ โชคดีอย่างชนิดมีบุญท่วมท้นล้นตัวทีเดียวแหละ"
"ทำไมเหรอ"
"ก็พระธิดาเรา เป็นถึงหลานสาวพระเจ้าหงสาวดีผู้ยิ่งใหญ่ ใครได้เป็นหลานเขย ก็สบายไปหลายร้อยชาติเชียวละ"
กลุ่มสาววังหัวเราะกันอย่างสบายใจ

เจ้าหญิงวิไลกัลยา กําลังนั่งพนมมืออธิษฐานอยู่หน้าแท่นสักการะที่เชิงฐานพระเมงพยูเจดีย์ซึ่งมีดอกไม้วางถวายและเทียนจุดอยู่มากมาย เมื่อเจ้าหญิงกราบเสร็จก็ลุกขึ้นมองหาพระองค์ดำ แต่มองไปทางไหนก็ไม่พบ กระทั่งเห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังยืนหันหลัง มองคล้ายพระองค์ดำ จึงรีบเดินไปหา แต่แล้วก็ชะงัก เมื่อหนุ่มนั้นหันมาจนเห็นหน้าว่าเป็นคนอื่น เจ้าหญิงวิไลผิดหวัง จึงต้องหันซ้ายขวามองหาต่อไป

ทหาร 2 คนกําลังคุมตัวเม้ยและสาววังหน้าเดินผ่านผู้คนตรงมายังวิไลกัลยา เจ้าหญิงวิไลกัลยาตกใจ และมังกะยอชวากับทหารอีก 2 คนก็เดินเข้ามาหาทางด้านหลังวิไลกัลยา
"อย่ามัวมองหาอยู่เลย ไอ้เชลยนั่นมันไม่กล้ามาหรอก"
"เจ้าพี่พูดอะไร ข้าไม่เห็นรู้เรื่อง"
" อย่าคบกับไอ้คนๆนี้ดีกว่า คนอย่างมันอายุไม่ยืนหรอก"
เจ้าหญิงวิไลกัลยาโกรธขึ้นมาทันที
"เขาไปทำอะไรให้ เจ้าพี่ถึงได้เกลียดเขานักหนา"
"ก็มันอวดเก่ง อวดดี อวดฝีมือ มันถือว่ามันเหนือกว่าใคร"
"พวกวังหน้าก็เป็นซะอย่างนี้แหละ ไม่ชอบเห็นใครดีกว่า พอเจอใครเด่นกว่า เป็นต้องทำลายให้พ้นทาง"
"ก็ใช่แต่พวกวังหน้าหรอก แม้แต่พระเจ้าปู่ พระเจ้าตา ก็ทำอย่างที่เจ้าว่ามาตลอด หงสาวดีเราถึงได้ยิ่งใหญ่มาจนถึงบัดนี้ไง"
" ยิ่งใหญ่เพราะไม่ยอมให้ใครเกินหน้า อยากรู้นักว่า จะยิ่งใหญ่ได้นานสักแค่ไหน ถ้าไม่มีใครเป็นมิตร"
"เจ้าเป็นหญิง ไม่มีหัวใจใฝ่หาความยิ่งใหญ่ พูดกันไปก็เหนื่อยเปล่า ไป กลับเข้าวังเดี๋ยวนี้ แม่คงสอนเจ้าได้ดีกว่าข้า"
วิไลกัลยาจำต้องเดินไปพร้อมกับกลุ่มของมังกะยอชวา รู้สึกผิดหวังและเสียใจที่ไม่เห็นแม้แต่เงาของพระองค์ดำ
ลานพระเจดีย์ยังมีผู้คนเดินไปมาตามปรกติ

ในตำหนักวังหน้า พระชายาเมงพยูสีหน้าบึ้งตึง ลุกขึ้นจากที่ประทับ แล้วเดินตรงมายังสองพี่น้องที่ยืนอยู่กลางห้อง
"ลูกไม่ได้พบกับใคร แม้แต่เจ้าพี่ก็เห็นลูกยืนอยู่คนเดียว แล้วจะมาเอาผิด เอาโทษกับลูกได้ยังไง"
"มันรอพบไอ้ตองเจแน่ๆ พวกอีนังข้าหลวงมันยังบอกเลยว่า เห็นน้องหญิงยิ้ม กับลูกศิษย์วัดพระมหาเถรเมื่อเช้า แล้วมันจะเป็นใครไปได้ ถ้าไม่ใช่ไอ้ตองเจ"
สีหน้าของพระชายาทำท่าเหมือนจะโกรธมากขึ้น แต่แล้วก็กลับเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มในฉับพลัน
"ถ้าใช่ไอ้ตองเจ ก็.....จะเป็นไรไปเล่า นัดพบกันที่พระเจดีย์ก็ไม่เห็นเสียหาย อะไรนี่ ที่นั่นมีคนออกเยอะแยะ เป็นที่เปิดเผยไม่ใช่ที่ลับตา อีกอย่างที่นั่นก็มีแต่คนเขาไปไหว้พระกัน ไม่มีใครสนใจใครหรอก จริงไหมลูก"
วิไลกัลยางง
"เอ้อ เพคะ ที่จริง ลูกก็ไม่ได้พบใคร"
"นั่นสินะ แม่เองก็ไม่เห็นว่าลูกจะทำตัวน่าเกลียดอะไร พี่ชายของลูกเขาอาจจะหวังดีเกินไป กลัวลูกจะเสียชื่อ ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็ไม่มีอะไร ไปอาบนํ้าอาบท่าทาแป้งสวยๆดีกว่านะ วิไลกัลยา เรื่องเล็กๆน้อยๆไม่น่าจะเอามา ใส่ใจ ไป ลูก ไป"
วิไลกัลยายิ้ม สบายใจ
"เพคะ ขอบพระทัยพระเจ้าแม่"
วิไลกัลยาเดินเข้าห้องในไป มังกะยอชวาขยับจะพูด แต่พระมารดาขยิกหน้าห้ามไว้ รอจนลูกสาวลับตาไป แล้วจึงถอนใจยาว
"ทำไมแม่ไม่ลงโทษมัน ยิ่งปล่อยไป มันยิ่งได้ใจ"
เมงพยูไม่ตอบ
"ข้าสืบมาหมดแล้ว มีมันคนเดียวนี่แหละที่สนิทกับไอ้ตองเจ ไปไหนมาไหนกับไอ้ตองเจ มีมันคนเดียวที่ให้ความเป็นมิตรกับศัตรู"
"แล้วมันไม่ดีหรือ"
มังกะยอชวางง
"อะไรนะแม่"
เมงพยูตาลุกวาวด้วยความเจ้าเล่ห์
"แม่กําลังจะบอกว่า มันไม่ดีหรือ ถ้าเราจะอาศัยมือน้องสาวเจ้า กําจัดไอ้ตองเจ โดยที่ไม่มีใครสงสัย แม้แต่ตัวไอ้ตองเจเองก็ยังคิดไม่ถึง"
สีหน้างงงันของมังกะยอชวา ค่อยๆเปลี่ยนเป็นยิ้มอย่างสมใจ

พระมหาเถรคันฉ่อง พระองค์ดำ บุญทิ้ง เดินคุยกันเรื่องอ่านคัมภีร์ใบลาน
"เป็นยังไงล่ะ ตำราที่หลวงตาให้อ่าน พอได้รู้อะไรดีๆไหม"
"ไม่น่าเชื่อเลยว่า หลวงตาจะมีตำราเล่มนี้อยู่ด้วย"
"ตำราเพลงทวนบนหลังม้า ของพระมหาเถรแห่งวัดกุโสดอ เป็นตำราที่เคยทำให้พระเจ้าบุเรงนอง กลายเป็นยอดนักรบแห่งลุ่มนํ้าอิระวดีมาแล้ว"
"หลวงตาได้ตำรานี้มาจากไหน"
ทั้งสามหยุดเดิน
"ก็ได้มาจากวัดกุโสดอนั่นแหละ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเห็นค่าของตำราว่า เป็นคำสอนของครูบาอาจารย์กันแล้ว คิดกันแต่ว่า ตัวเองจะต้องเก่งกว่าครูกันทั้งนั้น เอ้า อ่านไปเถอะ ทุกอย่างที่มหาบพิตรอยากรู้ มันอยู่ในนั้นทั้งหมดแล้ว ไม่ต้องไปคิดถึงอะไรอื่น แม้แต่เรื่องนัดพบก็ไม่ต้องคิด"
"หลวงตาเก่งแฮะ รู้เรื่องนัดพบด้วย" บุญทิ้งบอก
"ข้ารู้แต่ว่า ถ้าเจ้าทั้งสองไปที่นั่น จะเกิดเรื่องใหญ่เรื่องร้ายที่ไม่เป็นคุณแก่เจ้าเลย" มหาเถรคันฉ่องหัวเราะเบาๆ
หลวงตาเดินเข้าศาลาไป องค์ดำดูตำราต่อ
"พวกตองอูได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่เก่งกล้าน่ากลัวที่สุด ชาวรามัญต้องตายไปนับไม่ถ้วน กว่าพวกตองอูจะได้ครองหงสาวดี" พระองค์ดำบอก
"ไอ้ที่ตายก็ตายไป ไอ้ลูกกําพร้าที่ยังอยู่ ก็หาเรื่องรวนเราต่อไป"
"อะไรนะ"
"พวกลูกรามัญ เดินมาโน่นแล้วไง" บุญทิ้งพูดพลางชี้
พระองค์ดำหันไปเห็นไอ้สมิงในวัยหนุ่ม เดินตรงมาไกลๆพร้อมด้วยมณีจันทร์และลูกน้องที่เป็นศิษย์วัดอีก 5 คน บุญทิ้งลุกพรวดออกไปหาทันที พระองค์ดำห้ามไม่ทัน

" เฮ้ย ไอ้ทิ้ง"

ตอนเย็น บุญทิ้งวิ่งไปเผชิญหน้า ขวางไอ้สมิงกับไอ้จันไว้กลางลานวัด

"เดี๋ยว ถ้าพวกเอ็งจะไปเกะกะระรานองค์ดำละก้อ ผ่านข้าไปก่อน"
"อ้อ ตั้งแต่มีที่เกาะกินใหม่นี่ กร่างใหญ่เชียวนะไอ้ทิ้ง เมื่อก่อนข้ายังเห็นเอ็งแอบมาขโมยข้าวหมาวัดกินอยู่บ่อยๆเลยนี่หว่า" สมิงว่า
"เงียบนะมึง"
"เอ็งอยากโดนหรือวะ ไอ้ทิ้ง" มณีจันทร์ว่า
"เออสิวะ"
บุญทิ้งโกรธปราดเข้าใส่ แต่ชะงักเมื่อเสียงพระองค์ดำตวาดห้าม
"หยุด ไอ้ทิ้ง ถอยออกมา"
พระองค์ดำก้าวเข้ายืนเผชิญหน้าศิษย์วัดทั้งกลุ่ม
"เราอยู่ด้วยกัน จะมาต่อยตีกันทำไมให้เจ็บตัวเปล่าๆ พูดกันดีๆก็ได้ สบายใจกว่า"
"เอ็งใหญ่โตแค่ไหนกัน ถึงกล้ามาสั่งสอนพวกข้า" มณีจันทร์ว่า
"ฟังให้ดีนะ ไอ้จ้าวนอกวัง เอ็งจะเป็นเจ้าเป็นนายใครมาก็ช่าง แต่ในวัดนี้ บุญหนักศักดิ์ใหญ่แค่ไหนไม่มีความหมายหรอกโว้ย ฝีมือต่างหากที่ทำให้ คนเป็นหัวหน้าคนได้" สมิงบอก
" ข้ามาอยู่วัดนี้ ก็เพื่อเรียนวิชา หาความรู้อย่างสงบ ไม่ได้หมายจะมาเป็นหัวหน้าใคร เจ้าเป็นหัวหน้าอยู่ที่นี่ ก็เป็นต่อไปเถอะ ข้าไม่ยุ่งกับเจ้าหรอก หวังว่าคงเข้าใจดีแล้วนะ ไปเถอะทิ้ง"
พระองค์ดำพยักหน้าให้บุญทิ้งเดินผละจากไปด้วยกัน ไอ้จันยุสมิงทันที
" ดูสิวะ ไอ้หมิง ดู ดู ดูหน้าตาท่าทางของมัน มันไม่กลัวเอ็งเลยแม้แต่นิดเดียว นี่ถ้าเรียนจบเมื่อไหร่ มันคงวางอำนาจน่าดู"
"ไม่ถึงวันนั้นหรอกวะไอ้จัน คอยดูเถอะ ข้าจะต้องทำให้มันเจ็บก่อนเรียนจบ"
สมิงตามพระองค์ดำไปด้วยสายตาชิงชัง ไอ้จันยิ่งพอใจ

ภายในท้องพระโรงว่าราชการเมืองพิษณุโลก พระยาสีหราชเดโชและพระท้ายนํ้ากําลังเข้าเฝ้ากราบทูลแก่พระมหาธรรมราชาซึ่งนั่งบนบัลลังก์ว่าราชการ และมีพระวิสุทธิกษัตรีย์นั่งอยู่บนพระที่ตํ่าลงมา มีขุนศรีนั่งประจำตำแหน่ง
พระยาสีหราชเดโชกราบทูล
"พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา และพระเจ้าล้านช้างร่วมมือกันกําจัดพระองค์ โดยมอบหมายให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองมาเป็นไส้ศึก แผนการทั้งหมดก็เป็นไปดังที่กราบทูลนี่แหละพระพุทธเจ้าข้า"
"สุดแต่จะทรงพระกรุณาเถิดพระพุทธเจ้าข้า" พระท้ายนํ้ากล่าว
"เอาละ เราขอขอบใจท่านทั้งสอง ที่นำเล่ห์กลของพระมหินทร์มา เล่าให้เราฟัง ก่อนที่เราจะหลงเชื่ออยุธยามากไปกว่านี้" พระมหาธรรมราชาตรัสพลางถอนใจ " น่าสลดใจจริงๆ ทุกวันนี้ ศัตรูจากนอกแผ่นดินก็บั่นทอนเรามากพออยู่แล้ว ยังจะมีศัตรูในแผ่นดินกันเองอีก เอาเถอะท่านทั้งสอง"
"พระพุทธเจ้าข้า" ทั้งสองกล่าวรับ
"เพื่อไม่ให้ท่านต้องรับโทษจากอยุธยา เราจะปิดประตูไม่ให้ทหารของท่านเข้าเมือง เพียงเท่านี้ ท่านก็ไม่อาจจะทำตามแผน ของพระยาราม ที่ได้รับมอบหมายมาได้"
" เป็นพระมหากรุณาพระพุทธเจ้าข้า"
พระยาสีหราชเดโชและพระท้ายนํ้าถวายบังคมลากลับออกไป
พระมหาธรรมราชารู้สึกเสียใจและน้อยใจ เดินลงจากบัลลังก์มาที่กลางห้อง
"พระมหินทร์คงหมายจะจับเราสำเร็จโทษฐานกบฏต่ออยุธยา โดยหาคิดสักนิดว่านั่นเป็นการละเมิดอำนาจหงสาวดี เพราะพิษณุโลกและอยุธยาต่างก็เป็นเมืองขึ้นของหงสาวดีเหมือนกัน ในที่สุดแล้ว
พระมหินทร์เองนั่นแหละ ที่จะต้องถูกสำเร็จโทษ"
พระวิสุทธิกษัตรีย์รู้สึกวิตกร้อนใจ
"ทรงช่วยน้องชายหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ เขาทำไปโดยไม่คิดหน้า คิดหลังจริงๆ"
"เราต้องรีบแจ้งข่าวนี้แก่พระเจ้าบุเรงนอง ขอกําลังจากหงสาวดีมาช่วยจัดการกับกองทัพล้านช้าง ส่วนทัพอยุธยาเราจะแก้ปัญหาเอง"
"แต่เราไม่ควรขอความช่วยเหลือจากศัตรูนะเพคะ"
"หงสาวดีจะเป็นอะไรก็ตาม แต่ขณะนี้คือมิตรที่เราเหลืออยู่เพียงผู้เดียว เพราะอย่างน้อยๆ ศัตรูของศัตรู ก็คือมิตร"
พระวิสุทธิกษัตรีย์นิ่งไป
"ขุนศรี ไปจัดการตามที่เราบอก"
"พระพุทธเจ้าข้า"
พระมหาธรรมราชา ยังคงหนักพระทัย

ต่อมา ... พระพุทธรูปแบบพม่าแบบรามัญบนโต๊ะหมู่บูชาในห้องสวดมนต์ของพระมหาเถรคันฉ่อง
มีเทียนจุดอยู่หลายเล่ม เปลวเทียนนั้นสงบนิ่งไม่ไหวเอน เหมือนจิตใจของพระมหาเถรที่กําลังนั่งกรรมฐานสงบนิ่งอยู่เบื้องหน้า ครู่หนึ่งพระองค์ดำและบุญทิ้งเดินเข้ามาด้วยกันแล้วลงนั่งกราบพระพุทธรูปและพระมหาเถร
พระมหาเถรลืมตาขึ้น
"หลวงตามีกิจจะต้องไปเมืองแครง สักสองสามวัน พระสงฆ์ที่นั่นเขาจะบูรณะวัดเก่าขึ้นมา เพื่อยกให้เป็นสาขาอารามของเราที่นี่ หลวงตาเลยต้องไปดูสักหน่อย"
บุญทิ้งบอก
"แหม หลวงตาไปตั้งสามวัน ทางนี้คงเหงาแย่"
"ลิงอย่างเอ็งน่ะหรือเหงา จะฉวยโอกาสออกเที่ยวละไม่ว่า ส่วน มหาบพิตรน่ะ อย่าหาว่าหลวงตาก้าวก่ายในเรื่องทางโลกเลยนะ เย็นนี้ทรงมีนัดกับองค์หญิง อีกใช่ไหม"
"หลวงตานี่รู้ไปหมดเลยแฮะ"
"คราวที่แล้วเรานัดเขาไว้ แล้วเราก็เป็นฝ่ายผิดนัดเสียเอง เราจึงไม่ควรทำ เหลวไหลเช่นนั้นอีก"
"เอาละ คราวนี้หลวงตาไม่ห้าม แต่ก็ขอให้พระองค์ระวังตัวไว้ให้มาก เอ้า นี่"
พระมหาเถรหยิบห่อยาส่งให้
"นี่เป็นสมุนไพรที่จะช่วยเจ้าทั้งสองได้ จงกินเสียก่อนที่เจ้าจะออกจากวัด แล้วเจ้าจะปลอดภัย"

พระองค์ดำรับห่อยา

ห้องในตำหนักวังหน้า
ขนมพม่าก้อนเล็กๆคล้ายกล้วยแขกหลายชิ้นวางอยู่ในผ้าสีเลือดหมูบนพานทองที่สาววังคนหนึ่งถือเดินมา ขณะนั้นเมงพยูพูดอยู่กับวิไลกัลยา
"แหม ดีจังเลย แม่ชอบที่ลูกนัดพบกันที่สวนริมแม่นํ้า ที่นั่นสวยแล้วก็ลมเย็นดี ไม่ค่อยมีคน"
สาววังเอาพานขนมมาลงนั่งวางตรงหน้าพระชายา
"แม่ก็เลยให้เขาทำขนมฝากไปกินกันด้วย นี่ไง น่ากินไม๊"
วิไลกัลยามองอย่างไม่ค่อยไว้ใจ
"ไม่ต้องก็ได้จ้ะแม่ แค่คุยกันประเดี๋ยวเดียว ไม่ต้องกินก็ได้"
เมงพยูพูดพลางห่อขนมด้วยผ้าสีเลือดหมูที่รองอยู่นั้น มัดเป็นหูหิ้วอย่างประณีต
"เอาไปเถอะ ที่นั่นไกลตลาด เผื่อจะหิว"
วิไลกัลยาอึดอัดใจ "เอ้อ"
"ไม่อยากเอาไป เพราะกลัวเป็นยาพิษใช่ไหมล่ะ โธ่ ยังไม่เลิกคิดว่าแม่ ใจร้ายอีกเหรอ ขนมของแม่ ลูกจะกินด้วยก็ได้ แม่ให้กินด้วยกันทุก คน ก็เพราะอยากให้เขาเห็นว่าเราจริงใจกับเขาแล้วไงล่ะ ดีไม๊"
วิไลกัลยาพยักหน้า
"เอาไปเถอะลูก"
วิไลกัลยารับห่อขนมจากเมงพยูที่มีแต่ใบหน้ายิ้มแย้ม
"แล้วก็รีบไปรีบกลับนะ อย่าเถลไถล"
วิไลกัลยายิ้มออก ถือห่อขนมเดินออกจากห้องไป โดยมีสาววังหน้าทั้งสี่ลุกขึ้นเดินตาม
เมื่อวิไลกัลยาและสาววังพ้นจากห้องนั้นไปกันหมดแล้ว ลักไวทำมูก็ก้าวเข้ามาจากอีกทาง
สีหน้าของเมงพยูเปลี่ยนจากยิ้มเป็นจริงจังทันที
"ลูกน้องของครูพร้อมแล้วหรือ"
"พร้อมแล้วพระพุทธเจ้าข้า เราไว้ใจมันได้ทุกคน"
"ดีแล้ว ตามลูกสาวข้าไป แล้วจัดการตามแผน"
"แผนของพระชายาช่างแนบเนียนจริงๆพระพุทธเจ้าข้า"
"นั่นแหละ จัดการเสียให้เรียบร้อย อย่าให้ไอ้ตองเจและคนของมันมีชีวิตรอดมาบาดตาบาดใจเราอีกต่อไป"
พระชายาเมงพยู สีหน้าเหี้ยมเกรียมน่ากลัว
"ให้มันจบสิ้นไปเสียที"

แม่นํ้าหงสาวดีอันกว้างใหญ่ทอดตัวผ่านคุ้งโค้งมายังสวนริมนํ้าอันสวยงาม มีต้นไม้ใหญ่น้อยทั้งไม้ดอกไม้ใบให้ความร่มรื่น พระองค์ดำและบุญทิ้งยืนอยู่ด้วยท่าทางรอคอยผู้ที่นัดไว้
"ท่าทางจะยากนะพระพุทธเจ้าข้า ที่นี่ออกจะห่างไกล คนในรั้วในวังไม่น่าจะมากันได้"
"แต่ข้าเชื่อว่า องค์หญิงวิไลกัลยาต้องพยายามมาจนได้"
"ทั้งๆที่พระมารดาเกลียดเราอยู่ยังงั้นหรือ ข้าว่า..."
"มาแล้ว" ...
ทั้งสองหันไปเห็นเจ้าหญิงวิไลกัลยาเดินยิ้มเข้ามาคนเดียวพร้อมกับห่อขนมในมือ
"วิไลกัลยาต้องมาได้เสมอ ไม่ยอมผิดนัดใครเป็นอันขาด"
"หม่อมฉันต้องขอโทษน้องหญิงด้วย ที่ไม่ได้ไปพระเจดีย์ตามนัด"
"เอาเลย มีอะไรจะแก้ตัวก็ว่ามา"
"ก็ไม่มีอะไร นอกจากหลวงตาคงจะได้ยินตอนที่เรานัดกัน ก็เลยห้ามหม่อมฉันไม่ให้มาพบ เพราะเกรงว่าจะมีอันตราย"
"แหม กลัวอะไรกันนักกันหนานะ"
"แต่คราวนี้หลวงตาไปเมืองแครงสามวัน แล้วก็ไม่ห้ามด้วย"
"ดีละ งั้นเรามากินขนมกัน วันนี้แม่ของหญิงทำขนมมาฝากด้วย"
พระองค์ดำและบุญทิ้งมองหน้ากัน เหมือนได้ยินเรื่องประหลาด
"ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้นเลย ไม่ต้องกลัวด้วย ไม่มีใครเขาคิดร้ายถึงกับ ใส่ยาพิษมาให้กินหรอก" วิไลกัลยาแกะห่อ หยิบขนมกิน "นี่ไง หญิงกินให้ดูก่อนก็ได้ เห็นไม๊ ขนมอร่อยออก"
"ไม่น่าเป็นไปได้ มีหรือที่อีนังยักษ์ เอ้ย พระชายาวังหน้าจะมาทำดีกะเราง่ายๆยังงี้"
"เถอะน่า ไอ้ทิ้ง อะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้น นี่ขนาดน้องหญิงกินขนมให้ดูเองแล้ว ยังไม่ยอมเชื่อก็เกินไปละ"
พระองค์ดำหยิบขนมกินด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
"มากินเร็วไอ้ทิ้ง เดี๋ยวขนมหมดอดกินไม่รู้นะ"
บุญทิ้งเห็นองค์หญิงกินขนมอีกคำ ก็ตัดความสงสัยเดินมาหยิบกินบ้าง
"เออ อร่อยแฮะ ไม่ได้กินละเสียดายแย่" บุญทิ้งบอก

สาววังทั้งสี่กําลังแอบดูองค์หญิงอยู่หลังพุ่มไม้ ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในสวนริมแม่นํ้านั้น
"อู๊ย พระธิดาเรานี่ไม่ใช่ย่อยๆแฮะ นัดเจอหนุ่มทีเดียวตั้งสองคนแน่ะ"
สาววัง 2 บอก "ไหน ๆ ไหน ข้าดูมั่งซิ"
"เฮ้ย ทำไมต้องมาแย่งที่ข้าด้วย ไปดูทางโน้นซีวะ" สาววัง 3 บอก
ขณะนั้น ลักไวทำมูและสมุนทั้งสี่ก็ย่องมายืนข้างหลังพวกสาววัง
สาว 4 หันไปเห็น "ว๊าย ตายแล้ว"
ลักไวทำมูตะคอกเบาๆ

"เงียบนะมึง อย่าเอะอะ ไม่งั้นเจ็บตัว"

ต่อมา... ผ้าสีเลือดหมูที่กางอยู่บนพื้นหญ้า ปรากฏว่าไม่มีขนมเหลืออยู่แล้ว วิไลกัลยา ritองค์ดำ และบุญทิ้งนั่งล้อมวงคุยกันอยู่
"เออ ว่าจะถามว่า ตอนที่นัดครั้งก่อน น้องหญิงว่ามีเรื่องสำคัญจะบอก เรื่องสำคัญอะไรหรือ บอกได้ไหม"
"อ๋อ ตอนนั้นมันสำคัญ แต่ตอนนี้มันไม่สำคัญแล้ว"
บุญทิ้งบอก "เอ๋ พูดยังไง ชักงง"
"คือว่า ตอนนั้นหญิงได้ยินมาว่า แม่ของหญิงคิดจะทำร้ายเจ้าพี่ เพราะเจ้าพี่ไม่ได้อยู่วังหน้าแล้ว ถ้าเป็นอะไรไปก็จะไม่มีใคร สงสัยว่าเป็นฝีมือคนวังหน้า แต่มาวันนี้ แม่กลับพูดถึงเจ้าพี่ว่า คนดี ก็แปลว่า แม่ไม่ได้" วิลัลยาเริ่มมึน ตาลาย "เอ๊ะ ทำไม"
เจ้าหญิงวิไลมีอาการมึนงง จะหมดสติ
"น้องหญิงเป็นอะไรไป"
"อยู่ๆหญิงก็ตาลาย เวียนหัว โอย จะเป็นลม โอย"
แล้วองค์หญิงก็เอนตัวล้มพับแน่นิ่งไปกับพื้นหญ้า
"น้องหญิง"
พระองค์ดำขยับตัวจะเข้าไปหาเจ้าหญิง แต่แล้วก็ชะงักเพราะคิดได้ เลยทำท่าเวียนหัวบ้าง
"ขนมนั่น เรา เราโดนยาเบื่อแล้ว ไอ้ทิ้ง"
พระองค์ดำฟุบสลบไป
"อ้าว สลบไปแล้วหรือ อ๊ะ โอย มึนว่ะ มึน หลับบ้างดีกว่า ...คร่อก"
บุญทิ้งทำท่าใกล้จะหมดสติบ้าง แล้วหงายแน่นิ่งไป

เมื่อทั้งสามหนุ่มสาวนอนแน่นิ่งไปหมดแล้ว ลักไวทำมูกับสมุนก็ออกมาจากที่ซ่อน ลักไวทำมูหันไปเรียกสาววังทั้งสี่ออกมา
"พวกเอ็งออกมานี่ เร็วๆเข้าซี่โว้ย"
สาว 1 ร้องตกใจ "ว๊าย นั่น พระธิดาเป็นอะไรไปน่ะ"
"พวกเอ็งช่วยกันอุ้มพระธิดาออกไป ข้าเตรียมคานหามไว้โน่นแล้ว รีบพากลับไปวังเดี๋ยวนี้เลย ไปซี่ ไม่ต้องมาทำงง ไป"
พวกสาววังรีบช่วยกันพยุงร่างองค์หญิงออกไปด้วยความกลัว ลักไวทำมูยืนเท้าสะเอวดูร่างที่หมดสติของพระองค์ดำและบุญทิ้งด้วยความพอใจ
"ฮึ่ นึกว่าจะแน่ ที่แท้ก็หมดฤทธิ์ง่ายจริงๆ เออ ตายเสียได้ก็ดี นะมึง" แล้วหันสั่งสมุน "เฮ้ย พวกเรา ช่วยกันจับไอ้สองตัวนี่โยนลงแม่นํ้าไปเลย เร็วสิวะ เร็ว อย่าให้ใครเห็น"
สมุนทั้งสี่จับร่างของพระองค์ดำและบุญทิ้งโยนลงแม่นํ้า จนร่างทั้งสองจมหายไป
ลักไวทำมูเดินมาที่ริมฝั่ง มองลงไปในนํ้าให้แน่ใจ
"ช่วยกันดูให้ดีนะโว้ย อย่าให้มันฟื้น แล้วว่ายนํ้าไปโผล่ที่ไหนได้"
"ท่าจะรอดยากพี่ จมดิ่งลงไปยังงั้น" สมุน 1 บอก
สมุน2 บอก "แถมยังโดนยาเบื่อเมาด้วย คงไม่ได้สติหรอกพี่"
ลักไวทำมูมองลงมา
"น่าละอายใจที่นักรบอย่างเรา ต้องมาฆ่าศัตรูด้วยวิธีนี้ แต่จะทำยังไงได้ เราทำตามรับสั่งของพระชายาท่าน ฮึ่ อยากอวดดีนัก มันก็ต้องกลายเป็นผีเฝ้าแม่นํ้าหงสาวดีอย่างนี้แหละ"
ลักไวทำมูยิ้มอย่างสะใจ

วิไลกัลยาฟื้นลืมตาขึ้นมา พบว่าตัวเองนอนอยู่บนตั่งทองในห้องภายในตำหนักวังหน้า มีพระชายานั่งอมยิ้มอยู่ใกล้ๆ
"แม่ เอ๊ะนี่หญิงเป็นอะไรไป"
"ลองนึกดูดีๆซิ ว่าไปโดนใครทำอะไรมา"
วิไลกัลยานึกทบทวน
"ไม่ ไม่มีใครทำอะไร หญิงหมดสติวูบไปเอง" แล้วนึกได้ "หรือว่า....ขนมนั่น ในขนมนั่นมีอะไร" วิไลกัลยาตกใจ
"ไม่มีอะไร ก็แค่ยาสลบเท่านั้น"
วิไลกัลยาลุกพรวดขึ้นนั่ง
"หมายความว่า แม่วางยาเขา รวมทั้งลูกด้วย"
"ใช่ เมื่อลูกกินขนมด้วย ลูกก็สลบไปด้วย แต่มันก็ได้ผลคุ้มค่ามากเลย"
"แล้วนี่องค์ดำอยู่ไหน เป็นอะไรหรือเปล่า"
"คงกําลังกลับเมืองไทย แต่อาจจะถึงช้าหน่อยนะ เพราะต้องเป็นศพลอยนํ้าไป" เมงพยูหัวเราะชอบใจ
วิไลกัลยาร้องสุดเสียง
"แม่ แม่ฆ่าเขา แม่ใช้ให้ลูกฆ่าเขา แม่ทำได้ยังไง"
วิไลกัลยาโผเข้าขยํ้าตัวพระมารดาด้วยความโกรธและเสียใจ แต่เมงพยูจับข้อมือทั้งสองไว้ด้วยแรงที่มากกว่า วิไลกัลยายังคงพรํ่าพูดทั้งร้องไห้
"แม่ใจร้าย แม่ใจบาป แม่ทำบาปเองยังไม่พอ ยังเอาลูกมาทำบาปด้วย แม่อะไรใจร้ายอย่างนี้ ลูกเกลียดแม่ ลูกเกลียดแม่แล้ว" วิไลกัลยาร้องไห้
เมงพยูตะคอก
"ลูกหญิง ฟังแม่ เลิกด่าแม่ แล้วฟังให้ดี ทั้งหมดที่แม่ทำไป แม่ทำเพื่ออะไร ถ้าไม่ใช่เพื่อราชวงศ์หงสาของเรา เพื่อพ่อของลูกที่จะต้องเป็นพระราชาธิราชองค์ใหม่ เพื่อพี่ชายของลูกที่จะต้องเป็นพระราชาธิราชองค์ต่อไป แม่จะยอมให้ใครหน้าไหนมาเป็นเสี้ยนหนามไม่ได้ เด็ดขาด แม่ไม่ยอม"
พระชายาเมงพยูผลักวิไลกัลยาลงไปฟุบหน้าร้องไห้สะอึกสะอื้นกับหมอน แล้วยืนขึ้นสูงเด่น
"เอ้า ร้องไห้เสียให้พอ เจ้ามันโง่ที่ไปหลงใหลไอ้เชลยไทยใจคด หลงมากมายเสียจนลืมชาติวงศ์พงศาของตัวเอง"
พระชายาพูดจบก็เดินเชิดหน้าออกไป ทิ้งให้วิไลกัลยานอนฟุบหน้าร้องไห้อยู่คนเดียว

ทางด้านพระองค์ดำและบุญทิ้งขึ้นจากแม่นํ้าแล้วคลานขึ้นฝั่งมานอนหายใจเหนื่อยอยู่ที่สนามในสวน
"ฮ่ะๆๆๆ พวกมันรู้ดีไปหมดทุกอย่าง แต่ไม่ยักรู้ว่าเราสองคนดำนํ้าได้อึดกว่าใครๆ เฮ้อ"
" นี่ถ้าไม่ได้สมุนไพรจากหลวงตากินไว้ก่อนละก็ เราคงโดนยาเบื่อหลับไปจนตายแน่"
"หลวงตาเราคงมีตาทิพย์เน๊อะ ถึงได้รู้ล่วงหน้าไปหมดว่าเราจะต้องเจอ อะไร แต่ที่ข้าสงสัยก็คือ พระองค์แกล้งทำเป็นสลบทำไม ในเมื่อยาเบื่อของมันก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่แล้ว"
" ข้าอยากจะดูว่า องค์หญิงรู้เห็นเป็นใจกับพวกมันหรือเปล่า"
"เท่าที่ได้ยินมันพูดกัน รู้สึกว่าพระธิดาจะถูกใช้เป็นเครื่องมือกําจัดเรา โดยไม่รู้ตัวมากกว่า"
"ก็คงเป็นยังงั้น"
"แล้วนี่พระองค์จะทำยังไงต่อไป"

พระองค์ดำยิ้มเล็กน้อยอย่างนึกสนุกอยู่ในใจ

ณ หอหลวงในพระราชวังหงสาวดี
ท่ามกลางที่ประชุมเสนาบดีและขุนนางชั้นสูง พระเจ้าบุเรงนองนั่งเป็นประธาน พระอุปราชมังชัยสิงห์และพญาทะละนั่งตามตำแหน่ง
" ขณะนี้ กองทัพล้านช้างและโยธยากําลังมุ่งหน้ามาตีเมืองสองแคว พระสุธรรมราชาขอความช่วยเหลือมา ข้าเห็นว่า เราต้องรีบไปช่วย เพราะสองแควเป็นเมืองขึ้นที่ภักดีต่อเรา และไอ้พวกล้านช้าง กับโยธยาก็กล้าทำ โดยไม่ยำเกรงอำนาจหงสาเลยแม้แต่น้อย พญาทะละท่านมีความเห็นยังไง"
" ทูลพระราชาธิราชเจ้า เกล้าเห็นควรส่งกองทัพม้าเร็วไปช่วย จึงจะทันเวลา พระพุทธเจ้าข้า"
อุปราชมังชัยสิงห์เห็นแย้ง
"ทูลพระเจ้าพ่อ ศึกนี้เกล้ากระหม่อมมีความเห็นว่า เราน่าจะปล่อยให้พวกมันขยี้กันเองให้แหลกลาญก่อน เหลือรอดมาแค่ไหน แล้วเราค่อยไปปราบมัน พระพุทธเจ้าข้า"
บุเรงนองส่ายหัวช้าๆ
"มังชัยสิงห์ ถ้าวันนี้ เราปล่อยให้ล้านช้างยึดครองสองแคว และปล่อยให้โยธยาฆ่าสุธรรมราชาได้ เจ้าคิดหรือว่าวันหน้าเราจะเหนื่อยน้อยกว่านี้"
อุปราชหน้าเจื่อนไป...
"พระยาทะละ ท่านคิดว่า ใครเป็นนายทัพม้าที่เราควรส่งไปปราบล้านช้างครั้งนี้"
"เกล้าเห็นว่า พญาพุกาม และพญาเสือหาญเหมาะที่สุดพระพุทธเจ้าข้า เพราะเคยปราบพวกไทยใหญ่มาแล้ว"
" พญาพุกาม กับ พญาเสือหาญหรือ ดีเหมือนกัน ถ้างั้นก็...."
"เดี๋ยวก่อน พระเจ้าพ่อ พวกล้านช้างมีเล่ห์เหลี่ยมมาก เห็นควรใช้นายกองม้าที่เจนศึก มีเล่ห์เหลี่ยมทันกัน และมีฝีมือในการรบบนหลังม้า พระพุทธเจ้าข้า" อุปราชว่า
"ใคร เจ้าหมายถึงใคร"
"ทหารเอกของเกล้าเอง ลักไวทำมู พระพุทธเจ้าข้า"
คราวนี้พระเจ้าบุเรงนองพยักหน้าช้าๆ แสดงว่าเห็นด้วย อุปราชจึงยิ้มได้ด้วยความภูมิใจ

ลักไวทำมูกําลังซ้อมมืออยู่ที่ลานฝึก ขี่ม้าด้วยความชำนาญและถือทวนอย่างชํ่าชองในมือ มีหุ่นฟางกางมือคล้ายหุ่นไล่กาสูงประมาณคนนั่งบนหลังม้าตั้งอยู่เป็นเป้า ลักไวทำมูมองดูเป้าแล้วยิ้มอย่างชะล่าใจ กระตุ้นม้าวิ่งตรงไปหาพร้อมกับจ้องปลายทวนไปข้างหน้า เมื่อถึงเป้าหมายทวนเหล็กของนายกองม้าผู้เยี่ยมยุทธ์ก็แทงหุ่นฟางแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆในพริบตา
ลักไวทำมูควบม้าเลยไปแล้วชักม้ากลับ แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นสุดสนามด้านตรงข้ามมีชายอีกคนยืนม้าศึกอยู่ ไม่มีทวนในมือ แต่มีไม้พลองแทน
"ใครวะ"
ชายบนหลังม้าผู้นั้นควบม้าตรงมาอย่างเร็ว พร้อมกับจ้องพลองในมือเหมือนจ้องทวน เมื่อม้าควบใกล้เข้ามาจนเห็นหน้าผู้ขี่ชัดเจน ลักไวทำมูก็ตกตะลึงเมื่อเห็นว่าชายผู้นั้นคือระองค์ดำ ชั่ววูบ ... ที่ลักไวทำมูไม่ทันตั้งตัวก็ถูกปลายพลองไม้กระแทกเข้ายอดอกอย่างแรง จนหงายหลังตีลังกาตกจากหลังม้าไป เมื่อองค์ดำชักม้ากลับมา ลักไวทำมูกำลังพยายามยันกายขึ้นนั่งอย่างยากเย็น เงยมองไปที่พระองค์ดำอย่างแปลกใจ
"ตองเจ"
พระองค์ดำยิ้มเย้ย
"ดีนะ ที่ในมือนี้เป็นพลองไม้ เพราะถ้าเป็นทวนละก็ เจ้าคงไม่มีวันได้พูดชื่อข้าอีก"
พระองค์ดำชักม้าวิ่งหายไปในแนวป่า ลักไวทำมูมองตามด้วยความเจ็บปวดไปทั้งตัว

เย็นต่อมา พระมหาเถรคันฉ่องยืนในห้องสวดมนต์ มองกองทัพม้าที่ผ่านหน้าวัดออกไปทางหน้าต่าง พลางบอกแก่พระองค์ดำซึ่งนั่งอยู่ที่พื้นห้อง
"กองทัพม้าของหงสาวดีกําลังยกไปช่วยป้องกันเมืองสองแควจากพวกล้านช้าง" มหาเถรหันมา "นึกแล้วว่าพระราชาธิราชเจ้าต้องไม่ยอมให้พระบิดาของมหาบพิตรได้รับโทษภัยจากพระญาติทางอยุธยาแน่นอน"
พระองค์ดำรู้สึกเสียใจและหมดความภาคภูมิใจในพระบิดา
"ได้รับโทษ เพราะเมืองสองแควสวามิภักดิ์ต่อหงสา ได้รับโทษเพราะ พ่อเป็นกบฏต่ออโยธยา ใช่ไหม" พระมหาเถรรู้สึกว่าองค์ดำยังเข้าใจผิด จึงเดินมายังที่นั่งประจำ เพื่อรินนํ้าชาฉัน
"จะว่าใครเป็นกบฏใคร มันก็ขึ้นอยู่กับว่า คนพูดมองจากสายตาของใครมากกว่า ถ้ามองจากสายตาของพระมหินทร์ เขาก็ต้องว่าพระมหาธรรมราชากบฏต่ออยุธยาที่ไปเข้าข้างศัตรู แต่ถ้ามองจากสายตาของหลวง ตาแล้ว เรื่องนี้ไม่มีใครเป็นกบฏเลย"
"ทำไมหรือขอรับ"
" ก็เพราะเมืองสองแควไม่ใช่เมืองหน้าด่าน หรือเมืองลูกหลวง ที่อยู่ในความปกครองของอยุธยาเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาก่อน ทั้งพระบิดาของมหาบพิตรก็ไม่ได้เป็นแค่เจ้าเมืองสามัญ แต่มีฐานะเป็นกษัตริย์
องค์หนึ่งด้วย ยศพระมหาธรรมราชาที่พระมหาจักรพรรดิแต่งตั้งให้ เมื่อแรกครองแผ่นดินนั้น คือยศกษัตริย์สุโขทัยผู้ปกครองแผ่นดินถิ่นเหนือหรืออาณาจักรไทยฝ่ายเหนือมาก่อนนั่นแหละ ฉะนั้น ถ้าสองแควจะยอมสวามิภักดิ์ต่อหงสาวดี ก็เป็นเรื่องของไทยฝ่ายเหนือ ไม่ใช่เรื่องทรยศกบฏอยุธยาอย่างที่เข้าใจกัน ที่เล่ามานี้มหาบพิตรพอเข้าใจหรือยัง"
" หลวงตาทำให้ข้าเข้าใจว่า เวลานี้ แผ่นดินไทยกําลังแยกเป็นสองฝ่ายไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน"
"ถูกแล้ว นั่นคือเหตุที่ทำให้ไทยอ่อนแอและพ่ายแพ้ผู้รุกราน หากมหาบพิตรเจริญชนม์ขึ้นกว่านี้ ก็จะเข้าใจเรื่องนี้ดีลึกซึ้งยิ่งขึ้น ขอเพียงวันนี้อย่าได้กังวลไปเลย ถึงยังไงชะตาเมืองสองแควก็ยังไม่ขาดง่ายๆ หรอก"
"แต่ข้าไม่อยากให้เกิดศึกที่นั่น"

" ศึกนี้พระมหินทร์เป็นผู้ก่อ เขาจะต้องได้รับบทเรียนของเขาเอง ได้เวลาเสวยแล้ว เชิญมหาบพิตรไปเสวยก่อนเถอะ เดี๋ยวจะมืดคํ่าไปเสีย"

สำรับอาหารมื้อเย็นในโตกที่จัดไว้สำหรับพระองค์ดำ

พระองค์ดำนั่งที่พื้นชานหน้าศาลา เขี่ยอาหารไปมาเหมือนไม่มีแก่ใจจะกิน บุญทิ้งนั่งอยู่ใกล้ๆเพื่อรอกินต่อ
"ไม่อร่อยหรือพระพุทธเจ้าข้า ถึงไม่ค่อยจะเสวยเลย"
" ข้าเป็นห่วงบ้าน เป็นห่วงพ่อแม่ ห่วงพี่น้องที่วังจันทน์ พิษณุโลกกําลังจะถูกล้อม กําลังจะถูกโจมตี คนในบ้านในเมืองจะลำบากแค่ไหน ก็ไม่รู้"
"อย่าคิดมากดีกว่าพระพุทธเจ้าข้า คิดมากแค่ไหนก็ช่วยอะไรไม่ได้"
"คนไทยน่าจะอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ไม่น่าจะแบ่งเป็นพวก แยกเป็นฝ่ายมารบกันเองเลย สักวัน ข้าจะต้องรวมไทยให้เป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้"
เสียงสมิงดังเข้ามา
"เฮ้ย มันจะมากไปละเว้ย"
ไอ้สมิง ไอ้จัน และสมุนศิษย์วัดกลุ่มหนึ่งราว 8 คนเดินตรงมายังบันไดศาลา บุญทิ้งบ่นดังๆ
"ไม่น่ามานั่งเสวยแถวนี้เล้ย แมลงวันมาตอมอีกจนได้"
ไอ้สมิงเดินขึ้นบันไดมายืนบนชานคนเดียว นอกนั้นหยุดยืนอยู่ที่ลานหน้าบันได
"เอ็งมันวิเศษมาจากไหนวะ ถึงได้มานั่งกินข้าวเย็นในวัดนี้ได้หน้าตาเฉย ขนาดตัวข้ากับทุกคนที่นี่ ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยได้กินเลยซักคำ เอ็งมีดีอะไรก็น่าจะแสดงให้ดูกันหน่อย อย่าให้ไอ้สมิงต้องกังขาคาใจต่อไป อีกเลยวะ"
"แน่ใจนะว่า คนที่กังขาคือเอ็ง ไม่ใช่ไอ้จันกับลูกสมุนทั้งฝูงนั่น ข้าว่าไอ้พวกนั้นต่างหากที่อยากรู้ว่าองค์ดำแน่แค่ไหน เอ็งน่ะไม่ควรบ้าจี้ตามไอ้พวกนั้นเลยนา"
"ไม่ต้องพูด ไอ้ทิ้ง ยังไงๆเอ็งก็ไม่รอด ถ้าเจ้านายเอ็งหมอบแทบเท้าข้าเมื่อไหร่ รับรองได้เลยว่ารายต่อไปคือเอ็ง ข้าไม่เอาไอ้หัวขโมยอย่างเอ็งไว้ในวัดนี้หรอกวะ"
"ไม่ต้องรอก็ได้มั๊ง" บุญทิ้งลุกพรวด "เจอกันเดี๋ยวนี้เลยเป็นไง"
"อย่า ไอ้ทิ้ง" พระองค์ดำห้าม
พระองค์ดำดึงแขนไว้ แล้วลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าสมิง
"ทำไม เอ็งจะเอายังไง ว่ามา"
พระองค์ดำพูดเรียบๆ
"ลองมาสู้กันหน่อยก็ดีเหมือนกัน คิดเสียว่า มาทดลองวิชาที่หลวงตาสอนกันบ้างจะเป็นไร"
ไอ้สมิง ไอ้จัน และบรรดาศิษย์วัดยิ้มอย่างสมใจ
" งั้นพรุ่งนี้ เจอกันที่ลานฝึกหลังวัด จะได้รู้ว่า ใครจะอยู่ใครจะไป"
ไอ้สมิงเดินลงจากชานศาลา กลุ่มสมุนศิษย์แยกตัวเปิดทางเดินช่องให้ไอ้สมิงและไอ้จันเดินผ่านไปก่อน แล้วพากันเดินตามไป พระองค์ดำและบุญทิ้งมองตาม
"สู้กันซะทีก็ดี จะได้รู้ว่าใครเป็นใคร" บุญทิ้งว่า
จบภาพที่ ทั้งสองคน

ต่อมา เจ้าหญิงวิไลกัลยามีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ
"พระนเรศยังไม่ตาย จริงหรือพี่เม้ย ที่บอกว่าพระนเรศยังไม่ตายน่ะ"
สาววังหน้าทั้งสี่ซึ่งเป็นพระพี่เลี้ยง นั่งยิ้มบนพื้นล้อมเจ้าหญิงซึ่งนั่งบนม้านั่งอยู่
สาว1บอก "เพคะ ยังกะที่เขาพูดกันว่า ตกนํ้าไม่หาย ตกไฟไม่ไหม้เชียวแหละเพคะ"
"นี่ มาล้อเล่นกันหรือเปล่า"
สาว2 บอก "จริงๆเพคะ หม่อมฉันสอบถามเด็กวัดที่เคยมาที่นี่ มันก็บอกว่าพระนเรศ กับคู่หูยังอยู่ดีที่วัด ขนาดหลวงตากลับมาจากเมืองแครงยังเรียกหาเลย"
สาว4 บอก "หม่อมฉันก็ได้ยินมาว่า ที่ลักไวทำมูไม่ได้นำกองม้าไปรบกับพวกล้านช้างที่เมืองสองแคว ก็เพราะท่านตกม้าแขนหักซะก่อนเพคะ"
" แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพระนเรศด้วย" วิไลกัลยาถาม
" เกี่ยวสิเพคะ คนแถวนี้เขาลือกันเบาๆว่า ลักไวทำมู ท่านตกม้า เพราะโดนพระนเรศขี่ม้ามาแทงด้วยไม้พลองเพคะ"
วิไลกัลยายิ้มออก
" นั่นแหละ ใช่เขาแน่ละ แล้วแม่รู้เรื่องนี้หรือยัง"
สาว3 บอก
"คงยังเพคะ เพราะหม่อมฉันเห็นพระชายายังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ทั้งวัน"
"ความยินดีจากการกระทำที่ชั่วร้ายมักอยู่ได้ไม่นานหรอก"
สาว1 ถาม "จะให้หม่อมฉันกราบทูลไม๊เพคะ"
"ไม่ต้องบอก หญิงอยากอยู่อย่างสบายใจเงียบๆ ไม่อยากฟังเสียงโวยวาย"
"เพคะ เพคะ"
เจ้าหญิงวิไลกัลยายิ้มคนเดียวด้วยความสุขใจ

คืนนั้น ที่ตำบลปากพิง ริมฝั่งแม่นํ้าน่าน พระมหินทร์ในชุดออกรบเสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่ง มาสู่สะพานไม้ที่สร้างให้ยื่นจากตลิ่ง พระยารามในชุดรบตำแหน่งพระยาจักรียืนรอรับเสด็จอยู่ที่สะพาน มีนายทหารและทหารในกองทัพตั้งแถวรับเสด็จเป็นทางยาวไปยังกระโจมพักแรมที่ลานค่าย
"ขอเดชะ เราจะพักทัพหลวงอยู่ที่ปากพิงนี้ก่อน ส่วนกองทัพเรือนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้สั่งให้ล่วงหน้าไปรออยู่ที่ท่านํ้าวัดจุฬามณี ใต้เมืองพิษณุโลกแล้ว พระพุทธเจ้าข้า"
พระมหินทร์พยักหน้ารับด้วยความพอใจ แล้วเดินไปตามทางเดิน ผ่านแถวทหารสู่ลานค่าย โดยมีพระยารามเดินตาม เมื่อใกล้ถึงกระโจมที่พัก พระมหินทร์หยุดเดิน แล้วหันมา
" ข้าคิดว่า รอให้กองทัพล้านช้างลงมือโจมตีพิษณุโลกก่อน แล้วกองทัพของเราค่อยลงมือ"
"พระพุทธเจ้าข้า"
พระมหินทร์มองไปทางเมืองพิษณุโลกซึ่งอยู่เหนือนํ้า ด้วยสีหน้ามุ่งหวังความสำเร็จ

ดวงอาทิตย์ขึ้นยามเช้าสาดแสงแดดอ่อนสดใส สู่ที่ราบกว้างท่ามกลางหุบเขาสูงทะมึน เสียงม้าจำนวนมากวิ่งควบเริ่มดังขึ้นและดังขึ้นเรื่อยๆจนดังสนั่นราวฟ้าจะถล่มทะลาย กองทัพม้าเข้ามาจนทำให้ทุ่งกว้างที่ว่างเปล่าเมื่อครู่เต็มไปด้วยฝุ่นตลบ เพราะเท้าม้านับร้อยของทัพพญาพุกาม และพญาเสือหาญควบตะบึงมาอย่างรีบเร่ง

ไอ้สมิงยืนหันหลังอยู่บริเวณลานฝึกซ้อมอาวุธหลังวัดพระมหาเถร มีไอ้จันและศิษย์วัดมาชุมนุมกันอยู่มากมาย รวมทั้งศิษย์วัด1ที่เป็นสายสืบของมังกะยอชวาด้วย
เมื่อพระองค์ดำและบุญทิ้งเดินเข้ามายังบริเวณลาน ไอ้จันก็ก้าวออกมารับหน้า
"นึกว่าจะไม่มาซะแล้ว"
"มาช้าไปหน่อย หวังว่าคงคอยไม่นาน"
"ท่าจะกลัวละสิ"
"เป็นใคร ใครก็ต้องกลัว ถ้ารู้ว่าจะต้องมาสู้กับคนเก่งที่สุดของวัดนี้"
" ไม่ต้องมาทำพูดดี เอ็งต้องโดนล้างแค้นแน่ละวันนี้"
"ถ้าโดนแล้วทำให้เจ้าสบายใจ ข้าก็ยอมโดน"
"ถุย พูดจาน่ารำคาญ เริ่มเลยดีกว่านะ ไอ้หมิง"
สมิงก้าวเข้ามาเผชิญหน้าพระองค์ดำอย่างลำพองใจ เพราะถือว่าตนเองเป็นขวัญใจของศิษย์วัดทั้งหลายในที่นั้น

บริเวณหน้าต่างกุฏิ หลวงตาผ่านมาแล้วหยุดยืนดูการเผชิญหน้านั้น ด้วยความเชื่อว่าไอ้สมิงต้องแพ้แน่นอน

ลานหลังวัด ไอ้สมิงวางท่าข่มองค์ดำเต็มที่

"การต่อสู้ของเรามีกฎอยู่ว่า ระหว่างต่อสู้ถ้าใครเจ็บตัวจนล้ม แล้วลุกไม่ไหว ถือว่าแพ้ เข้าใจแจ่มแจ้งไหม"
" ก็ฟังดูเข้าท่าดี"
"เอาละ ในเมื่อข้าเรียนวิชาอาวุธมามากกว่าเจ้า ข้าจะให้เจ้าเป็นฝ่ายเลือกอาวุธก่อน เจ้าจะได้สู้กับข้าด้วยอาวุธที่เจ้าถนัดที่สุด"

หลวงตาที่หน้าต่างกุฏิ ส่ายหัวอย่างสมเพชไอ้สมิง

ลานหลังวัด
" เมื่อคราวก่อน ข้าเคยสู้กับไอ้จันด้วยไม้พลอง จนไอ้จันโดนตีที่หน้าแข้ง แม้วันนี้ก็ยังเดินขโยกๆอยู่ ฉะนั้น เราจะมาสู้กันด้วยไม้พลอง ถ้าใครตีแข้งใครได้ ก็ถือว่าคนนั้นชนะ ดีไม๊"
ศิษย์วัดทั้งหลายต่างส่งเสียงเฮพอใจ ยกเว้นมณีจันทร์แปลกใจที่องค์ดำเอาเรื่องของตนมาเกี่ยวด้วย
มณีจันทร์แปลกใจ
ไอ้สมิงหันมองลูกน้อง เมื่อเห็นว่าพอใจกัน จึงยิ้มรับคำท้า
"ก็ดี ถือว่าล้างแค้นให้ไอ้จันมัน เฮ้ย" แล้วหันไปพยักหน้าสั่งลูกน้อง
ลูกน้องคนหนึ่งวิ่งไปหยิบไม้พลองที่พิงบนที่ตั้งมาสองอัน ส่งให้คู่ต่อสู้คนละอัน จากนั้นบรรดาศิษย์วัดทั้งหมดต่างก็ขยายกลุ่มยืนเป็นวงกลม ล้อมเป็นเวทีที่จะใช้ต่อสู้ โดยมีไอ้จันและไอ้ทิ้งยืนอยู่ฟากตรงกันข้ามกัน

ที่หน้าต่างกุฏิ เห็นทั้งสองฝ่ายเริ่มต่อสู้กันด้วยไม้พลอง พวกศิษย์วัดทั้งวงล้วนตบมือเป็นจังหวะเร้าใจเพิ่มขึ้น ต่างส่งเสียงสนับสนุนชื่อสมิงกันทุกปาก มีแต่ไอ้ทิ้งเท่านั้นที่ส่งเสียงเชียร์แต่พระองค์ดำ
"สู้ - สู้ - สู้ - สู้ สมิง สู้ สู้"
"องค์ดำ องค์ดำ องค์ดำ"
องค์ดำและสมิงสู้กันด้วยพลองอย่างดุเดือด ผลัดกันลุกผลัดกันรับ ท่ามกลางเสียงลั่นวัดเร่งให้สมิงควํ่าองค์ดำลงเสียให้ได้ พระมหาเถรรู้สึกสมเพชที่ไอ้สมิงบ้ายุบ้ายอจนลืมตัว แต่แล้วในที่สุดทุกอย่างก็ผิดคาด แต่สมใจศิษย์วัด องค์ดำเปิดช่องให้สมิงฟาดพลองเข้าที่แข้งจนทรุดฮวบลงนั่งพื้น ไอ้ทิ้งวิ่งเข้าพยุง เหล่าสมุนทั้งหลายต่างโห่ร้องยินดี ยกเว้นไอ้จันที่มองอย่างไม่เข้าใจว่าทำไมองค์ดำจึงถูกตีแข้งตรงที่เดียวกับที่ตนเคยโดน สมิงยิ้มร่าชูพลองหมุนตัวไปรอบๆอย่างผู้ชนะ พระมหาเถรผละไปจากช่องหน้าต่างด้วยสีหน้าฉงนสนเท่ห์
"พระองค์เป็นไงบ้าง เจ็บไม๊"
" ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร"
สมิงไม่สนใจผู้แพ้ เอาแต่รับคำชมจากศิษย์ทั้งหลาย บุญทิ้งประคองพระองค์ดำลุกเดินไป
ไอ้จันมองตามพระองค์ดำ ไม่มีสีหน้าสะใจเลยแม้แต่น้อย

เย็นต่อเนื่อง มังกะยอชวาเดินตลาดที่สับสนไปด้วยผู้คน พลางดูข้าวของข้างทางไปเรื่อยๆอย่างสบายใจ ขณะที่ศิษย์วัด1ซึ่งเป็นสายสืบเดินกราบทูลตามหลัง ขณะมองซ้ายขวาบ่อยครั้งเพราะกลัวใครจะเห็น
" ไอ้ตองเจโดนปราบแล้วพระพุทธเจ้าข้า ถึงมันยังไม่ตาย ดังที่เกล้าเคยกราบทูล แต่มันก็โดนไอ้สมิงปราบลงได้เมื่อตอนบ่ายนี้เอง"
มังกะยอชวาเดินพูดไปไม่มองหน้า
"เอ็งเห็น หรือว่าฟังใครเขามา"
" เกล้าเห็นด้วยตาเลยพระพุทธเจ้าข้า มันสู้กับไอ้สมิงด้วยพลอง แล้วก็ถูกไอ้สมิง
ตีขาลงไปนั่งคลุกฝุ่น แพ้หมดรูปเลยพระพุทธเจ้าข้า"
มังกะยอชวายิ้มพอใจ
"ก็แปลว่า ความจริงแล้ว มันก็ไม่ได้เก่งอะไรเท่าไหร่ จริงไม๊"
" พระพุทธเจ้าข้า มันก็แค่วางท่าว่าข้าแน่ไปวันๆเท่านั้น พอเอาเข้าจริงๆก็เหลว"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ต้องห่วงอะไรอีกแล้ว ถ้ามันไร้นํ้ายาขนาดนี้ มันจะเป็นหรือตายก็ช่างมันเถอะ เอ็งกลับไปได้แล้ว ไป"
ศิษย์1ก้มๆเงยๆแสดงความเคารพแล้วรีบเดินหลบหายไปในฝูงคนอย่างรวดเร็ว
มังกะยอชวาแสยะยิ้ม พูดให้พระสหายได้ยิน
"ถึงมันจะเอาชนะราชบุตรเมืองคังได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะเก่งสักแค่ ไหน ความจริง ถ้าข้าลงสู้กับมันวันนั้น ข้าก็ต้องชนะมันอยู่ดี"

ไอ้จันหรือมณีจันทร์นั่งทายาสมุนไพรที่แข้งของพระองค์ดำ ตรงบันไดที่ตัวเองเคยถูกพระองค์ดำทายาให้
"คราวนี้ รู้หรือยังล่ะว่า ไอ้สมิงมันเก่งแค่ไหน"
"ถึงจะเก่งมากแค่ไหน ข้าก็ยอมสู้ เพราะข้าอยากเป็นเพื่อนกับเจ้า"
" แต่สู้แล้ว เจ้าก็แพ้เขานี่"
"ก็แปลว่า ไม่ว่าข้าจะเจ็บแค่ไหน ข้าก็เป็นเพื่อนกับเจ้าไม่ได้"
มณีจันทร์ทายาไป พูดไป ไม่มองหน้า
"เป็นได้ เป็นเพื่อนได้ แต่เป็นจ้าวเป็นนายข้าไม่ได้"
"หมายความว่าไง"
"เพื่อนต้องเป็นคนเท่ากัน เจ้าต้องไม่ทำตัวเป็นจ้าว เพราะข้าพูดภาษาจ้าวไม่เป็น เข้าจ้าวเข้านายก็ไม่เป็นด้วย"
องค์ดำยิ้ม
"โธ่ เรื่องแค่นี้เอง จะเป็นไรไป อย่าว่าแต่เจ็บขาเลย ยิ่งกว่าเจ็บขา ข้าก็ยอมแลก หากได้เจ้าเป็นเพื่อน"
" แหม พูดเก่งจริงนะ"
มณีจันทร์ยิ้มอายๆเป็นครั้งแรก

ณ ชานตำหนักในพระราชวังจันทน์ ขุนศรีเข้าเฝ้ารายงานต่อพระมหาธรรมราชา โดยมีทหารติดตามนั่งเป็นแถวหน้ากระดานอยู่ที่พื้นลานหน้าตำหนัก
" ขณะนี้ ทัพหลวงของพระเจ้าล้านช้างตั้งค่ายที่บ้านโพธิ์เรียง ห่างจากประตูเมืองราว 50 เส้น ส่วนทัพของพระยาแสนสุรินทร์ตั้งที่บ้านเต่าไห้ทัพพระยามือไฟตั้งที่วัดเขาพราหมณ์ ทัพพระยานครตั้งที่สระแก้ว และทัพพระยามือเหล็กตั้งที่บางสะแกพระพุทธเจ้าข้า"
"ให้ทหารบนเชิงเทิน เตรียมปืนไฟ แหลน หลาว ไว้ให้พร้อมรับการโจมตี ยังดีนะที่พวกล้านช้างไม่มีกองทัพเรือ ไม่งั้นคงเข้าทางเหนือนํ้าน่านได้อีกทาง"
" แต่ที่มีเรือแน่ๆคือกองทัพจากอยุธยา พระพุทธเจ้าข้า ขณะนี้เรือรบทั้งหมดจอดกันแน่นขนัดอยู่ที่ท่าวัดจุฬามณี ใต้เมืองลงไป 700 เส้น หากกองทัพเรือบุกขึ้นมา เราจะป้องกันลำบากพระพุทธเจ้าข้า"
"เราต้องรีบทำลายเรือพวกนั้นเสียในตอนที่นํ้ากําลังไหลลงนี่แหละ"
" ทำอย่างไรพระพุทธเจ้าข้า"
"สั่งทหารต่อแพขนาดใหญ่ 50 แพ ผูกติดกัน เอาเชื้อไฟใส่บนแพให้เต็มทุกแพ จุดไฟ แล้วปล่อยแพทั้งหมดลงไปหากองเรือที่จอดอยู่ แพติดไฟจะไหลตามนํ้าไปเผากองเรือทั้งหมดเอง เข้าใจไหม"
" พระพุทธเจ้า"

"รีบทำเสียคืนนี้เลย"

อ่านต่อตอนที่ 5
กำลังโหลดความคิดเห็น...