xs
xsm
sm
md
lg

รอยรักแรงแค้น ตอนที่ 10

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 10

ที่บ้านวิมลรัตน์ในเวลายามเย็น มีเสียงโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้นกลางโถงบ้านนี้ เป็นสายของคิมหันต์ที่โทร.จากห้องพักคนไข้ของโรงพยาบาล ถวิลเดินมารับสายยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู

“ฮัลโหล…คุณคิมเหรอคะ...ค่ะ มีอะไรคะ”
ไสววิ่งเข้ามายืนเบียดเมีย พยายามยื่นหูตัวเองเข้าไปแนบหูฟังโทรศัพท์ให้ได้มากที่สุด
“ไม่ค่อยได้ยินเลยค่ะคุณคิม” ถวิลหันมาดุผัว “แกจะมาเบียดฉันทำไมวะเนี่ย”
“ก็นานๆ จะมีคนโทรมาเบอร์นี้ซะที ฉันก็อยากจะฟังบ้างสิ ยิ่งเป็นคุณคิมด้วยยิ่งเป็นเรื่องสำคัญใหญ่”
ถวิลบอกเจ้านายไปว่า “คุณคิมคะ เสียงเบามากเลยค่ะ พูดดังๆหน่อยได้มั้ยคะ”
คิมหันต์เดินมาพูดโทรศัพท์อยู่ใกล้ระเบียงห้องพัก โดยมีนางพยาบาลคนหนึ่งกำลังจัดข้าวของบางอย่างอยู่ในห้องนี้ด้วย
“ฉันพูดดังได้แค่นี้แหละ อยู่ในโรงพยาบาล จะให้ตะโกนได้ยังไง น้าตั้งใจฟังหน่อยก็แล้วกัน”
“ค่ะ ค่ะ”
“ฉันมีรายการของหลายอย่างที่จะให้น้าหวินน้าไหวเตรียมให้ ไปหากระดาษปากกามาจดก่อน เร็วๆ เข้า”
“อ๋อ...ค่ะ ค่ะ”
ถวิลวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ ก้าวไปค้นหาของตามคำสั่ง ไสววิ่งตามเมียไปติดๆ
“คุณคิมวางหูไปแล้วเหรอ”
“ยัง แกให้ฉันหากระดาษปากกามาจด”
“จดอะไร”
“จดรายการของที่แกต้องการน่ะสิ”
“รายการอะไรวะ”
“จะไปรู้เหรอ ยังไม่ได้เริ่มจดเลย”
“แล้วฉันต้องไปนอนปลอมตัวเป็นคุณคิมอีกหรือเปล่า เมื่อเช้า เจอนายพลอรรถ เยี่ยวจะแตกไปทีนึงแล้ว”
ถวิลชักรำคาญ “นี่ตาไหว ฉันจะรีบหากระดาษปากกา ก็มาเดินตามชวนคุยอยู่นั่นแหละ โน่นอยากรู้อะไรก็ไปถามคุณคิมเอง แกยังถือโทรศัพท์รออยู่นั่น”
“ไม่เอาละ ฉันช่วยแกหากระดาษดีกว่า”
คิมหันต์กระเถิบตัวออกมาพูดโทรศัพท์ห่างจากพยาบาลมากยิ่งขึ้น
“ฟังให้ดีนะ จดไว้ แล้วเตรียมของให้ครบด้วย”
นางพยาบาลคนนั้นเพิ่งเสร็จภารกิจของตน เธอเปิดประตูเดินออกจากห้องไป ในขณะที่คิมหันต์เริ่มพูด ให้ถวิลจดตาม

ค่ำเดียวกันนั้น โทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะกลางโถงบ้านธาดา มันมีสัญญาณเรียกเข้าดังขึ้น ดวงดาวเดินเข้าหยิบขึ้นมากดปุ่มรับสาย หน้าตาอารมณ์ดี
“ช่วงนี้โทร.หาฉันบ่อยยังกับว่าเราเป็นแฟนกันเลยนะเนี่ย”
เป็นสายจากคิมหันต์ที่นอนพูดโทรศัพท์อยู่บนเตียงในห้องพักฟื้น
“ขอให้ผ่านวันนี้ไปก่อนได้มั้ย แล้วเราค่อยกลับมาคุยเรื่องนี้กันใหม่ก็ได้”
“อ้ะ ว่าเรื่องของคุณมา พ่อรูปหล่อ”
“ผมมีเรื่องด่วนที่คุณต้องช่วยผม”

มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นในห้องนอนมุกริน ในจังหวะที่เจ้าของห้องเปิดประตูห้องน้ำออกมา เธอเพิ่งอาบน้ำเสร็จ พร้อมๆ กันกับที่ดวงดาวเปิดประตูเข้ามาในห้อง
“ขอคุยเรื่องสำคัญหน่อยได้มั้ย”
“คิมโทร.มาเหรอ”
“ใช่ เขาให้บอกเธอว่า...เช้าพรุ่งนี้”
“เช้าพรุ่งนี้”
“เช้าพรุ่งนี้ ต้องหนีแล้ว”
มุกรินตกใจ “ห๊ะ ทำไมเร็วนัก”
“เธอกำลังตกอยู่ในอันตราย สถานการณ์ไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง”
มุกรินเครียดขึ้นมาทันที

อีกฟากหนึ่ง พักตรายืนอยู่หน้าคฤหาสน์ ทอดสายตาไปไกลสุดขอบฟ้า พลโทอรรถเดินเข้ามาโอบไหล่ลูกสาวอย่างอ่อนโยน ผ่องถ่ายความอบอุ่นไปให้
“ลูกพร้อมสำหรับช่วงเวลาสำคัญแล้วใช่มั้ย”
“ค่ะ พ่อ”
“นี่อาจจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่พ่อทำเพื่อลูกได้”
“มันเป็นเรื่องใหญ่และมีความหมายกับพักตร์มากที่สุดในชีวิตค่ะ พ่อ”
“ถ้าแม่ของลูกยังอยู่ เขาจะเป็นอีกคนนึงที่มีความสุขไม่แพ้ลูก”
พักตราเอียงตัวแนบไปกับอกของผู้เป็นพ่อ ราวกับเด็กน้อย
“จากนี้ไปลูกต้องโตเป็นผู้ใหญ่ และยืนด้วยขาของตัวเองให้ได้นะลูก”
“ค่ะ...ขอบคุณพ่อมากๆนะคะ”
เมื่อมองจากมุมสูงฝ่าความมืดยามค่ำคืนลงมา จะเห็นสองพ่อลูกยืนอยู่ในตำแหน่งที่สวยงาม หน้าคฤหาสน์หรูหรา ราคาแสนแพงนี้

พระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าได้เพียงไม่นาน ขณะที่รถมุกรินแล่นมาจอดหน้าบ้านคิมหันต์ ก่อนเวลานัด เธอก้าวลงจากรถ เดินเข้ามาในโถงบ้าน ในนั้นมีนางถวิลและนายไสวเข้ามาต้อนรับตามคำสั่งคิมหันต์
“สวัสดีค่ะ คุณมุก
“น้าหวิน น้าไหว”
“คุณคิมให้เราเตรียมเสื้อผ้าให้แกกระเป๋าเบ้อเร่อเลยครับ แล้วก็ให้มารอรับคุณมุกที่นี่”
“กระเป๋าคุณมุกล่ะคะ” ถวิลมองหา
“อยู่ในรถจ้ะ”
“จะไปไหนกันเหรอครับ” ไสวอดที่จะถามไม่ได้
“ต่างประเทศใช่มั้ยคะ คุณคิมให้หยิบพาสปอร์ตมาให้แกด้วย” ถวิลถามตามผัว

คิมหันต์เดินผ่านล็อบบี้ ก้าวออกประตูโรงพยาบาลมาในชุดลำลอง ใส่หมวกแก๊ปเหมือนเดิม พอดีกับที่รถแท๊กซี่คันใหม่เอี่ยมแล่นมาจอดตรงหน้าเขา คิมหันต์เปิดประตูก้าวเข้าไปนั่งทันทีอย่างมั่นใจว่าเป็นคันที่เขานัดให้มารับ
“ซอยอุดมสุข ไปถูกใช่มั้ยน้า“
“ครับผม”
รถแท็กซี่เคลื่อนตัวออกจากโรงพยาบาลไป โดยไม่มีอะไรผิดปกติ

รถแท็กซี่คันนั้นแล่นมาตามท้องถนน โชเฟอร์กดปุ่มโทรศัพท์โทร.ออก หาใครคนหนึ่ง พลางเหลือบตามองที่กระจกส่องหลัง เห็นว่าคิมหันต์นั่งพิงเบาะ หน้าตาอ่อนล้า และมีแววกังวลชัดแจ้ง
โชเฟอร์เอ่ยปากพูดโทรศัพท์ผ่านบลูทูธ
“เรียบร้อยแล้วครับท่าน”

พลโทอรรถ แต่งตัวหล่อ นั่งกินอาหารเช้าบนโต๊ะอาหารตัวใหญ่มหึมา พูดโทรศัพท์สีหน้าเข้ม
“ดีมาก...พามาหาฉัน เร็วที่สุด และปลอดภัยที่สุด”
“ครับผม”

ในรถแท็กซี่คันนั้น คิมหันต์ นั่งมองเหม่อไกลไปนอกรถ สักพักความเหนื่อยล้าทำให้เขาปิดตาลง และหลับไปในที่สุด

ส่วนในห้องนอนพักตรา สาวอารมณ์ร้ายเอาแต่ใจเอกอุนั่งอยู่ใกล้กับกระจกโต๊ะแต่งตัว มีช่างแต่งหน้าบุคลิกดี กำลังแต่งหน้าพักตราอย่างบรรจง แววตาที่มีความหวังเปี่ยมล้น และเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นฉายโชนในแววตาของธิดาผู้เป็นกล่องดวงใจของนายพลอรรถ

อีกฟาก มุกรินนั่งมองรูปภาพเก่าๆ จากกล้องของคิมหันต์ มันเป็นรูปเหตุการณ์ที่เกาะร้าง และรูปอื่นๆ
ซึ่งบอกเล่าการเดินทางของความรักระหว่างเธอกับเขา หน้าตาของมุกรินเต็มไปด้วยความสุข และมีความหวังไม่แพ้พักตรา

รถแท็กซี่คันนั้นแล่นเลี้ยววิ่งไปบนถนนสายหนึ่ง มันสวยงาม ร่มรื่นเป็นพิเศษ สักพักคิมหันต์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น ครั้นพอสายตาเขามองผ่านกระจกไปนอกรถ แล้วเกิดความสงสัย
“ทำไมมาทางนี้ล่ะน้า”
โชเฟอร์แท็กซี่ไม่ตอบ คิมหันต์จึงชะโงกเข้าไปดูหน้าคนขับรถชัดๆ เขาต้องตกใจและ
“นาย? น้าโชเฟอร์ที่ฉันใช้ประจำไปไหนล่ะ”
“วันนี้เขาป่วยครับ”
“แล้วนี่นายขับไปไหนกันแน่เนี่ย”
“ไปตามคำสั่งพลโทอรรถครับ”
คิมหันต์แทบช็อคเมื่อได้ยินชื่อนี้ ใจหายวาบ
โชเฟอร์รู้ทันพูดดักคอ “อย่าคิดกระโดดออกจากรถนะครับคุณคิมหันต์ คุณกำลังบาดเจ็บอยู่ ไม่คุ้มกันหรอกครับ”
คิมหันต์หน้าเครียดขึ้นมาทันที นี่เขาถูกลักพาตัวกระนั้นหรือ

รถแท็กซี่คันนี้แล่นผ่านประตูเข้ามาจอดหน้าสถานที่อันสวยงาม ร่มรื่น และหรูหรา โชเฟอร์ก้าวลงจากรถ ตรงมาเปิดประตูด้านหลังให้คิมหันต์
“เชิญลงได้แล้วครับ ท่านรอคุณคิมหันต์อยู่ข้างใน”
คิมหันต์ค่อยๆก้าวลงจากรถโดยไม่มีทางเลี่ยง ชายฉกรรจ์หน้าตาคุ้นเคยในชุดสูท เดินเข้ามารับช่วงประคองคิมหันต์ต่อ
คิมหันต์ขบกรามคุมแค้น “พวกนายนี่เอง”
“ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งครับ รับรองว่าครั้งนี้ไม่มีการเจ็บตัวแน่”
ชายคนนั้นประคองคิมหันต์เดินผ่านประตูเข้าไปในบริเวณงาน ไปสมทบกับคนสำคัญของงานนี้ ไม่ใช่ใครอื่น ท่านคือพลโทอรรถ ในชุดทักสิโด้หรู ซึ่งยืนรออยู่กลางล็อบบี้ที่ตกแต่งตระการตา อรรถเปล่งเสียงดังอย่างอารมณ์ดี
“ไง ไอ้ลูกชาย ตรงเวลาดีมาก”
“ผมมีนัดกับท่านเหรอครับ”
“เปล่า แต่เป็นเวลาที่ฉันคาดการณ์ไว้ มันตรงเป๊ะ ไม่มีผิดเลย”
“ผมไม่เข้าใจ”
“นายไม่ฉลาดไปกว่าฉันหรอก ฉันย้ำหลายครั้งแล้วว่า ฉันเบื่อการไล่ตามจับนายเต็มที เกมแมวจับหนูมันต้องจบอวสานในวันนี้ได้แล้ว”
คิมหันต์แค้นจนพูดอะไรไม่ออก
“ก่อนอื่น นายต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าซะก่อน”
สาวสวยนางหนึ่งเดินเข้ามา ยื่นสูทราคาแพงให้คิมหันต์ แล้วเดินนำเขาขึ้นบันไดตรงไปยังห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า คิมหันต์เหลียวมองไปรอบๆ สายตาของเขาเห็นแผ่นป้ายสวยคลาสสิก ที่ติดอยู่ตรงตำแหน่งที่เหมาะสมหลังเวทีเล็กๆ ป้ายนั้น เขียนเป็นตัวหนังสือลวดลายสวยงาม ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย ว่า
Wedding Ceremony
Paktra & Kimhan
มงคลสมรส
พักตรา & คิมหันต์
ยังมีตัวอักษรย่อ P และ K เกี่ยวกระหวัดกันอย่างงดงาม
โดย วัน เดือน ปี ที่กำกับ คือวันนี้ นั่นเอง
คิมหันต์หน้าถอดสีเป็นที่สุด

ทางด้านมุกริน นั่งนิ่งอยู่ในห้องโถง หน้าตาของเธอเริ่มมีวี่แววกังวล พร้อมกับเหลือบมองนาฬิกาเป็นระยะๆ จนถวิลเดินยกแก้วน้ำมาวางให้มุกริน
“คุณมุกรินหิวมั้ยคะ...น้าทำอะไรให้กินรองท้องหน่อยดีมั้ยคะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะน้า หิวเมื่อไหร่มุกจะบอก”
“บอกก่อนหิวซักนิดนะคะ กับข้าวจะได้เสร็จทันกันพอดี”
ถวิลเดินไปนั่งพิงเสา ไม่ไกลจากไสว ทุกคนมีสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ
“เขาบอกน้ารึเปล่าว่าจะมาถึงกี่โมง” มุกรินถามสองผัวเมีย
“เท่าที่ผมเข้าใจ...แกน่าจะมาถึงนานแล้วนะครับ”
ต่างคนต่างพากันถอนหายใจ
“ลองโทร.หาคุณชุมสายดูมั้ยครับ” ไสวนำเสนอ

คิมหันต์อยู่ในชุดเจ้าบ่าวเดินมาพร้อมชายหนุ่มสองคนที่พาเขาเดินไปตามทางเดินแสนสวย ซึ่งถูกประดับประดาราวกับเป็นซุ้มไม้นานาพรรณ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์กระนั้น หมู่ช่างภาพมือโปรด้านงานแต่งคนดังมากมายพุ่งมาจากทุกทิศ ตรงเข้าไปกดชัตเตอร์กล้องเบื้องหน้าเขา

ที่สำนักงานกฎหมายบูรพา ชุมสายรับสายและยืนพูดโทรศัพท์เสียงร้อนรนอยู่ในห้องทำงาน
“ผมไม่ทราบเลยครับ ที่โรงพยาบาลก็บอกว่าเช็คเอาท์ไปแล้ว เจ้าหน้าที่ที่นั่นบางคนเห็นว่าคิมหันต์นั่งแท็กซี่ออกไปคนเดียว”

พลโทอรรถเดินจูงพักตราในชุดเจ้าสาวก้าวเข้ามา สองพ่อลูกเดินไปบนพรมที่โรยด้วยกลีบดอกไม้ มุ่งตรงไปยังคิมหันต์ในฐานะเจ้าบ่าวที่ยืนอยู่หน้าแท่นพิธี พักตราดูสวยสดใส ความสุขสมหวังเกลื่อนไปทั่วใบหน้า คิมหันต์เองก็ดูหล่อลากไส้ สมาร์ท แม้ใบหน้าจะเกลื่อนไปด้วยความว้าวุ่นใจ
ที่สำนักงานกฎหมายบูรพา ชุมสายยังพูดสายระบายทุกข์อยู่ที่เดิม
“พักตรากับพ่อของเธอ อาจจะดักฉกตัวระหว่างทางก็เป็นได้ครับ”
พักตราและคิมหันต์ ยืนโพสท่ามาตรฐานของคู่บ่าวสาว เบื้องหน้าฉากงานแต่งงานที่ตระการตา หมู่มวลช่างภาพระดมลั่นชัตเตอร์ระรัว
ชุมสาย ยังคงพูดโทรศัพท์เครื่องนั้นอยู่
“ผมเชื่อว่าเดี๋ยวมันต้องหาทางโทร.มาจนได้ ไม่โทร.มาที่ผมก็ที่ดวงดาว...แล้วผมจะรีบส่งข่าวคุณมุกทันทีครับ”
มุกรินยืนถือโทรศัพท์แนบหูนิ่งอยู่กลางบ้านคิมหันต์ เอ่ยปากด้วยเสียงอันแผ่วเบา ราวกับคนหมดเรี่ยวแรง
“ขอบคุณค่ะ”

ที่งานแต่งงาน พลโทอรรถประคอง คิมหันต์และพักตราเข้ามา ทั้งสองขยับตัวลงนั่งเคียงกันบนโซฟาหรู
อรรถเอ่ยปากพูดอย่างภาคภูมิใจ
“ดีใจด้วยนะ ทั้งลูกสาวและลูกเขย พ่อขอให้ครองรักกันนานๆ ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร มีเจ้าตัวเล็กๆ ให้พ่ออุ้มเร็วๆ นะลูก”
พักตรายิ้มกว้างปากแทบฉีกถึงหู ส่วนคิมหันต์แน่วนิ่งอยู่กับการก้มหน้า
“พ่อทำหน้าที่ที่ดีที่สุดของคนเป็นพ่อแล้วนะลูก”
“ขอบคุณค่ะ”
พักตราบรรจงกราบผู้เป็นบิดาอย่างอ่อนช้อยสวยงาม พลโทอรรถเหลือบตามองมาที่คิมหันต์ พบว่าเขายังคงนั่งก้มหน้านิ่งเหมือนเดิม ท่านนายพลพูดเสียงดังด้วยความเบิกบาน โดยไม่แยแสต่อท่าทีเมินเฉยของคิมหันต์
“งานอาจจะรวบรัดไปหน่อย แต่ก็ครบทุกพิธีกรรม และเป็นไปตามความเหมาะสมของเธอทั้งสองคน โดยเฉพาะสภาพร่างกายของคิมหันต์”
พักตรายิ้มกว้างเก่าเก่า “งานไม่สำคัญเท่าจิตใจหรอกค่ะ”
“ใช่ครับ” คิมหันต์พูดโดยไม่เงยหน้า
พลโทอรรถยังคงไม่ให้ความสำคัญต่อท่าทีของคิมหันต์
“หลังจากนี้เราจะฮันนีมูนกันกี่รอบ จะจัดงานฉลองให้ใหญ่โตโอ่อ่าอีกกี่ครั้งก็ทำได้ ไม่มีปัญหา ใช่มั้ยลูก”
“ค่ะ”
“เอาละ ขั้นตอนสำคัญสุดท้ายคือการจดทะเบียนสมรส เจ้าหน้าที่รอเธอทั้งคู่อยู่ทางโน้นแล้ว พร้อมมั้ย”
คิมหันต์เพิ่งเงยหน้าขึ้น
“ผมขอพูดเป็นการส่วนตัวกับท่านก่อนได้มั้ยครับ”
อรรถจ้องคิมหันต์ตาเขม็ง
“ได้ซี่ พักตรา ลูกไปนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ทางโน้นก่อนนะ เดี๋ยวพ่อพาคิมหันต์ไปเอง”
“อย่าช้านักนะคิม”
รอจนพักตราเดินห่างออกไปยังโต๊ะเจ้าหน้าที่ คิมหันต์จึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ท่านทำอย่างนี้ไม่ได้”
“เธอยังคิดว่า มีอะไรที่ฉันทำไม่ได้อีกเหรอ”
“สิ่งที่ท่านทำทั้งหมดนี้มันเป็นแค่เปลือก มันเป็นงานแต่งงานที่อุปโลกน์ขึ้นมาอย่างชุ่ยๆ วันนึงผมก็ต้องหนีไปจากพักตราจนได้”
“นั่นมันเรื่องของอนาคต เพราะเมื่อวันนี้ฉันสร้างเปลือกห่อนายไว้แล้ว ฉันก็เชื่อว่าวันนึงข้างหน้าลูกสาวของฉันจะสร้างเนื้อเยื่อภายในจนแข็งแกร่งขึ้นมาได้”
“ไม่มีทาง”
“อย่าดูถูกความรัก แล้วเธอจะรู้ว่าความรักสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้เสมอ”
“แต่ผมไม่ได้มีความรักให้พักตรา”
“ฉันหมายถึงความรักที่เธอมีให้วิมลรัตน์”
คิมหันต์ชะงัก จ้องหน้าอรรถนิ่ง รอฟัง
“ฉันรู้ว่าเธอรักพี่สาวของเธอมาก มากจนทำให้เธอยังคงฝังใจเจ็บแค้นนายธาดาอย่างไม่มีวันลบเลือนได้...ฉันพูดผิดมั้ยล่ะ”
คิมหันต์ไม่อาจปฏิเสธได้ อรรถดูออก ค่อยๆ โน้มน้าวครอบงำความรู้สึกคิมหันต์ทีละนิดๆ
“การแก้แค้นเอาคืนยังเป็นความปรารถนาสูงสุดในใจนาย ยิ่งนายธาดาช้ำใจมากเท่าไหร่ นายยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น และใครล่ะที่มีผลต่อจิตใจของนายธาดามากที่สุด”
คิมหันต์ครุ่นคิดตามคำพูดของอรรถ
“เมื่อไหร่ที่มุกรินผิดหวัง นายธาดาก็แทบจะเจียนอยู่เจียนไปทุกครั้ง เห็นรึยังว่านายกำลังได้โอกาสที่จะชำระสะสางความแค้นเคืองครั้งนี้อย่างสาสม”
ความเครียดก่อตัวที่ใบหน้าของคิมหันต์มากขึ้นเรื่อยๆ
“นายไม่จำเป็นต้องอยู่กับพักตราเพราะความรัก แต่นายจะอยู่กับพักตราได้เพราะความแค้น ฉันหยิบยื่นลูกสาวให้นายใช้ขนาดนี้ นายยังไม่ชอบอีกเหรอ”
คิมหันต์หายใจลึกๆ เงยหน้าจ้องอรรถก่อนเอ่ยปากพูดเสียดสีว่าที่พ่อตาความว่า
“ท่านเอาลูกสาวมาเสี่ยงขนาดนี้เชียว พักตราอาจจะต้องพบกับความผิดหวังที่สุดในชีวิตนะครับ”
“ฉันไม่กลัวการเสี่ยง เพราะทุกครั้งที่ฉันเสี่ยงฉันไม่เคยแพ้ และอย่าลืมว่าความรักสร้างปาฏิหาริย์ได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นความรักของใคร”

ที่สำนักงานกฏหมายบูรพา ชุมสายยืนพูดโทรศัพท์อยู่กลางห้องทำงาน หน้าตาทนายหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยความร้อนรนใจ
“ผมเข้าไปดูในไอจี ของพักตรา มันมีรูปบางอย่างที่น่าจะตอบคำถามได้ว่าตอนนี้นายคิมหันต์อยู่ที่ไหน”
มุกรินยืนถือโทรศัพท์แนบหูนิ่ง หน้าเครียดจัด ได้แต่ฟังเสียงชุมสาย โดยไม่เอ่ยปากใดๆ จนชุมสายตัดสินใจเอ่ยปากพูดต่อ
“ถ้าคุณพร้อมที่จะรับรู้ก็เข้าไปดูได้เลยครับ รูปเพิ่ง upload เมื่อสิบห้านาทีที่แล้วนี้เองครับ คุณมุกริน”

หน้าจอโทรศัพท์มือถือของมุกรินยามนี้ ปรากฏเป็นรูปถ่ายจากอัลบัม “คิมหันต์ พักตรา” ในชุดเจ้าบ่าวเจ้าสาว รูปเหล่านี้ถูกตกแต่งจนสวยงามโรแมนติก และโพสต์ลงในไอจีส่วนตัวของพักตรา ทว่ามันได้ถูกแชร์ และส่งต่อกระจายไปทั่วสังคมออนไลน์
มุกริน จ้องมองดูรูปเหล่านี้ น้ำตาค่อยๆ ไหลเป็นสายยาว ขณะถวิลเดินถือโทรศัพท์เข้ามาหา
“คุณมุกคะ คุณคิมโทร.มาแล้วค่ะ”
มุกรินเอาแต่นิ่ง ไม่ตอบรับคำแต่อย่างใด จนถวิลต้องยื่นโทรศัพท์มาใกล้ๆ มุกรินจึงค่อยๆ รับมายกแนบหู
น้ำตายังคงไหลพราก ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงได้ง่ายๆ หลังจากนิ่งงันอยู่สักพักใหญ่ๆ มุกรินจึงค่อยๆเอ่ยปาก
“คิมจะแก้ตัวยังไงกับมุกอีก คราวนี้”
เสียงคิมหันต์ที่มุกรินได้ยิน ฟังออกว่าเขาอัดอั้นเหลือเกิน “มุก…”
“มุกเห็นรูปหมดแล้ว”
คิมหันต์ยืนนิ่ง พูดโทรศัพท์อยู่ในมุมสงบ ด้านหลังของเขาแลเห็นพลโทอรรถกับพักตราหัวเราะร่าเริงกับแขกผู้ใหญ่ คิมหันต์เอ่ยปากอย่างยากลำบาก
“ผม...”
“มุกรินยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิมท่าเดิม น้ำตาท่วมหน้ามันเจิ่งนองท่วมดวงใจเธอไปแล้ว
“ดีใจด้วยนะคิม สวย หล่อด้วยกันทั้งคู่”
คิมหันต์อึ้ง เขาพูดอะไรไม่ออก
“ขอให้มีความสุขในชีวิตแต่งงานนะคิม และหวังว่าเราจะไม่ต้องเจอะเจอกันอีก ตลอดไป”
คิมหันต์ตัดสินใจเอ่ยปากออกมาได้เพียงสั้นๆ ว่า
“ผมขอโทษ”
ก่อนจะกดปุ่มปิดการสนทนาทันที
มุกรินวางโทรศัพท์ลง รวบรวมแรงถอดแหวนแต่งงานวงนั้นออกจากนิ้วนางข้างซ้ายของเธอ แล้วทรุดตัวลงนั่ง ร้องไห้อย่างหนักหน่วงและรุนแรง ให้มันสาสมกับความจริงที่ต้องพบเจอในเวลานี้
ที่งานแต่ง พิธีการดำเนินไปตามขั้นตอนที่ท่านนายพลนักรักวางไว้อย่างเป็นระบบ เวลาล่วงเข้าสู่การที่คิมหันต์จรดปากกาเซ็นชื่อลงบนเอกสารทะเบียนสมรส โดยมีพักตราเอื้อมมือโอบกอดคิมหันต์อย่างมีความสุข บรรยากาศแสนชื่นมื่น
ช่างแตกต่างจากความหม่นเศร้าบนถนนสายเปลี่ยวเหงา ที่รถมุกรินวิ่งย่ำไปอย่างเงียบเชียบ และ วังเวง
ทุกอย่างจบลงอย่างสมบูรณ์ แฮปปี้ พลโทอรรถเปิดแชมเปญขวดใหญ่ราคาแพง ท่านนายพลยิ้มร่าคอยรินใส่แก้วส่งให้คู่บ่าวสาว และ แขกเหรื่อผู้ใหญ่ เสียงหัวเราะและรอยยิ้มเกลื่อนกลาดกระจายไปทั่วบริเวณนี้ ในเวลาเดียวกับที่มุกรินขับรถมาเรื่อยๆ สีหน้าเหม่อลอย น้ำตาอาบแก้มนวลผ่อง
ส่วนที่ห้องส่งตัวคู่บ่าวสาว คิมหันต์เอนตัวลงนอนบนเตียงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ กลิ่นของมันคละคลุ้งไปทั้งห้อง พักตราค่อยๆ ทิ้งร่างของเธอทาบลงไปบนลำตัวของคิมหันต์อย่างสุขสม
ไม่มีเวลาใส่ใจแววตาหม่นหมองของคิมหันต์ว่ามันจะอัดแน่นไปด้วยความเครียดมากน้อยเพียงใด

ภายในรถของมุกรินยามนี้ ความผิดหวังเอย ไหนจะความเจ็บช้ำ และความทุกข์ทรมาน มันได้ฝังรวมอยู่ในแววตากลมโตของเธอ และถูกหล่อเลี้ยงด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลพรั่งพรู

อ่านต่อหน้า 2




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 10 (ต่อ)

มุกรินลงแท็กซี่เดินเข้าโถงบ้านมาด้วยอาการเซื่องซึม ดุจร่างที่ไร้วิญญาณ เธอเดินเลยไปนั่ง ตรงระเบียงบ้าน ดวงดาว นั่งอยู่ไม่ไกลจากมุกริน ดวงดาวมองดูอากัปกิริยาของมุกรินสักพัก จึงเอ่ยปากออกมา

“อยากทำอะไรมากกว่าร้องไห้มั้ย เช่น หนีไปต่างจังหวัดไกลๆ หรืออยากเมาแบบคนรุ่นเก่าๆ เขาชอบทำกัน แต่คงไม่ถึงกับอยากฆ่าตัวตายนะ“
มุกรินเอ่ยปากออกมา โดยไม่สนใจคำถามของดวงดาว
“เขาแต่งงานกันแล้ว”
ดวงดาวแค่นหัวเราะ เย้ยหยันนิดๆ
“ก็แค่ภาพโฆษณาชวนเชื่อ”
“จดทะเบียนสมรสกันด้วย”
“จดได้ก็หย่าได้”
“ฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า โง่ ปัญญาอ่อน”
“พูดจาให้เป็นมงคลกับชีวิตดีกว่ามั้ง”
“ฉันกับเขา ควรจะจบกันไปตั้งแต่วันที่เขาประกาศถอนหมั้นฉันแล้ว มันไม่ควรเลยเถิดจนต้องมาอยู่ในสภาพเหมือนเป็นเมียน้อย เมียเก็บ แล้วสุดท้ายก็เป็นเมียที่ถูกทิ้ง”
“ยอมแพ้อย่างสิ้นเชิงแล้วเหรอ”
“ฉันยอมรับความจริง...ควรจะเลิกหลอกตัวเองซะที”
“แล้วรู้ได้ยังไงว่าคู่โน้นเขาไม่ได้หลอกตัวเอง”
มุกรินนิ่ง ไม่มีคำตอบ
“หัวใจเป็นสิ่งเดียวที่หลอกกันไม่ได้ เราสองคนต่างกันตรงที่ ฉันเคารพหัวใจและไม่แคร์กับคำว่าเมียน้อย”
ดวงดาวลุกเดินจากไปทันที มุกรินหยิบโทรศัพท์กดโทร.เบอร์ของปรารภ

ปรารภเดินถือโทรศัพท์ห่างออกมาจากโต๊ะอาหารในร้านที่บรรยากาศจอแจ เขาเอ่ยปากพูดเมื่อก้าวพ้นจากเสียงอึกทึกในร้าน
“มุก พี่กำลังคิดจะโทรหามุกอยู่พอดี”
มุกริน นั่งพูดโทรศัพท์อยู่บริเวณระเบียงเดิม หยาดน้ำตาก่อตัวขึ้นมาบนดวงหน่สีโศกของเธออีกครั้ง
“พี่รภเคยบอกว่า ถ้ามุกมีปัญหา จะมากหรือน้อย ให้บอกพี่รภใช่มั้ยคะ”
สีหน้าปรารภมีแววกังวล และ ห่วงใย
“ใช่จ้ะ”
“มาหามุกหน่อยได้มั้ยคะ พี่รภ”
มุกรินเอ่ยปาก เสียงสั่นเครือ น้ำตาไหลอาบสองแก้มของเธอ

ที่ห้องส่งตัว บ่าวสาว มองมุมสูงลงมาในห้องหอนี้ คิมหันต์นอนนิ่งบนเตียง หน้าอกของเขาเปลือยเปล่า เห็นผ้าพันแผลพันอยู่รอบลำตัวของเขา พักตราค่อยๆ เอนกายเข้าหา เจ้าหล่อนทอดร่าง ซบลงบนอกคิมหันต์ อย่างเซ็กซี่ นุ่มนวล
“คิมพูดอะไรกับคุณพ่อเหรอคะ ก่อนจดทะเบียนสมรสน่ะ”
“หลายเรื่อง”
“เกี่ยวกับพักตร์หรือเปล่า”
“เกี่ยวกับพักตร์โดยเฉพาะเลย”
“เหรอคะ เล่าให้ฟังได้มั้ย”
พักตราใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามเรือนร่างแกร่งกำยำ คิมหันต์ได้แต่นอนนิ่ง ไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง
“ผมกลัวว่า คุณจะไม่มีความสุข เมื่ออยู่กับผม”
“โถ...คิมไม่รู้เหรอว่าพักตร์มีความสุขมากขนาดไหน”
“มันเป็นภาพลวงตา แล้ววันนึง คุณจะรู้ว่า ผมคือต้นเหตุแห่งความทุกข์ครั้งใหญ่ในชีวิตของคุณ”
พักตราเงยหน้าจ้องมองคิมหันต์ ตาเป็นประกายวาววาม
“ไม่มีทาง พักตร์มีความสุขที่สุด และคิมก็จะมีความสุขที่สุด พร้อมๆ กับพักตร์ด้วย”
พักตรายื่นหน้าเข้าไปพูดใกล้ๆ ริมหูคิมหันต์
“ถ้าไม่เชื่อ พักตร์จะพิสูจน์ให้คิมดู”
พักตราบรรจงวางริมฝีปากของเธอลงบนปลายหูของคิมหันต์ขบมันเบาๆ แล้วจึงค่อยๆ จูบเลื่อนไล้ไปยังแก้ม คาง และซอกคอ จนหายไปใต้แผ่นอกทีละนิดๆ
สีหน้าและแววตาของคิมหันต์ยังคงนิ่ง จนยากที่จะคาดเดาว่าพักตราจูบไซ้ไปถึงอวัยวะส่วนไหนของเขาแล้ว
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของพักตราก็ดังขึ้นมา ไล่ๆ กับที่พักตราเงยหน้าเข้ามาเหนือหน้าอกคิมหันต์ เห็นเลือดสีแดงฉานเปื้อนที่มือและปากของเจ้าหล่อน กับสีหน้าอันตื่นกลัวถึงขีดสุด พร้อมกับตะโกนลั่นห้อง
“เลือด...เลือดคิม”
พักตรากระโจนลงจากเตียง คว้าโทรศัพท์กดหาพลโทอรรถทันควัน
“พ่อคะ...เลือดคิมค่ะ...มันไหลออกมาอีกแล้วค่ะ พ่อ”
คิมหันต์ยังคงนอนสงบนิ่ง ท่ามกลางเลือดที่ไหลซึมผ่านผ้าพันแผลออกมา จนเปียก ชุ่มโชกไปทั้งเตียง

เช้าตรู่วันนี้ ดวงดาวเดินตรงไปยังห้องนอนมุกริน เคาะประตูห้องพร้อมกับเอ่ยปากตะโกน
“มุก...มุก เราจะออกไปข้างนอก อยากได้อะไรมั้ย เดี๋ยวซื้อมาฝาก”
ไม่มีเสียงตอบจากมุกริน ดวงดาวลองขยับประตูห้อง พบว่ามันไม่ได้ล็อค เธอจึงเปิดประตูบานนั้นแล้วก้าวเข้าไปในห้อง
มองหาในห้องจนทั่ว แต่ไม่มีร่างของมุกรินอยู่ในนั้น ดวงดาวฉุกคิด สีหน้าไม่สู้ดีนัก

อีกฟากหนึ่ง หมอเปิดม่านกั้นเตียงคนไข้ เห็นคิมหันต์นอนอยู่บนเตียง พลโทอรรถและพักตรายืนอยู่หน้าม่าน หมอเอ่ยปากพูดตำหนิพลโทอรรถอย่างสุภาพ
“ด้วยความเคารพนะครับท่าน ผมต้องขออนุญาตตำหนิท่านในเรื่องการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากแพทย์”
“อนุญาตให้ตำหนิครับ แต่ผมบอกได้เลยว่า ถ้าไม่ใช่งานสำคัญ งานใหญ่ ที่เป็นความสุขทางใจอย่างนี้ละก้อ ผมไม่ยอมเสี่ยงเด็ดขาด”
“มันจะเสี่ยงน้อยลงครับ ถ้าบอกให้หมอทราบก่อน เราจะได้ส่งคนตามไปดูแลใกล้ๆ ได้”
“เซอร์ไพร้ส์ไงครับหมอ เสน่ห์อย่างหนึ่งในชีวิต” นายพลนักรักว่า
“งั้นคราวหน้า ถ้ามีงานตื่นเต้นอย่างนี้ พักตร์จะแจกการ์ดเชิญคุณหมอเป็นคนแรกเลย จะได้ไม่ต้องเซอร์ไพร้ส์นะคะ” ธิดาจอมคันของท่านนายพลบอก
หมอยิ้มรับบางๆ คิมหันต์ชันตัวขึ้นนั่ง แล้วจึงเอ่ยปากถามหมอ
“ผมยังต้องนอนที่โรงพยาบาลอยู่รึเปล่าครับ”
“เพื่อความมั่นใจ หมอจะขอดูอาการที่นี่สักสองคืนแล้วกันครับ ถ้าแผลแห้งสนิทดี ไม่อักเสบก็กลับบ้านได้ แต่สองวันนี้ห้ามแว่บไปไหนอีกนะครับ”
หมอชำเลืองมองไปยังพลโทอรรถ
“ขอรับรองด้วยเกียรติของนายพลครับ”
“งั้นตอนนี้เชิญรอข้างนอกก่อนนะครับ พยาบาลจะล้างแผลให้คนไข้”
“พักตร์ไปดูห้องให้คิมก่อนนะ แล้วค่ำๆ ค่อยกลับไปเอาเสื้อผ้ามานอนเฝ้าคิม”
ทุกคนเดินออกไปจากห้องฉุกเฉิน คิมหันต์ได้แต่นั่งครุ่นคิด นิ่งๆ

พักตราเดินอยู่บริเวณทางเดินหน้าห้องฉุกเฉิน เสียงโทรศัพท์มือถือคิมหันต์ซึ่งอยู่ในมือของพักตราดังขึ้น พักตราตั้งใจกดปุ่มรับสาย
“ฮัลโหล...อ๋อ นึกว่าใคร”
ดวงดาวยืนถือโทรศัพท์บ้านพูดสายกลับไป
“ฉันมั่นใจว่าฉันไม่ได้กดเบอร์มือถือของคุณนะ”
พักตราหย่อนตัวลงนั่งตรงม้านั่งริมทางเดิน เอ่ยปากพูด พร้อมกับยิ้มเยือกเย็น
“สามี ภรรยา เป็นเหมือนคนคนเดียวกัน พูดแทนกันได้อยู่แล้ว...เข้าใจซะด้วย”
ดวงดาวตอบกลับด้วยน้ำเสียง เย้ยหยัน ไม่แพ้กัน
“ถ้าเป็นสามี ภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรักละก้อ ฉันเชื่อ แต่ถ้าถูกอิทธิพลบังคับให้แต่งงานกัน มันไม่มีทางเป็นคนคนเดียวกันได้หรอก”
“ก็แล้วแต่แกจะคิด แต่ช่วยไปคิดไกลๆ ตามลำพัง อย่าสะเออะส่งเสียงมารบกวนคู่สมรสที่เพิ่งจดทะเบียนกันหมาดๆ ได้มั้ย หรืออยากจะให้ฉันบรรยายความสุขในคืนส่งตัวให้แกฟัง เผื่อแกจะเอาไปเล่าต่อให้นังมุกฟังบ้าง เอามั้ย”
“ไม่ต้อง ฉันจินตนาการเองได้ รับรองว่าโลดโผน เร้าใจกว่าที่เธอจะบรรยายมาก เพราะมันเป็นฉากไล่ล่า ระหว่างผู้หญิงบ้ากามที่ไล่ปล้ำ ผู้ชายตายด้านทั้งคืน แต่ไม่ว่า จะปล้ำท่าไหน ปล้ำยังไง ผู้ชายก็ส่ายหน้า ไม่เอา ไม่เอา”
พักตรากดสายทิ้งทันที ทั้งโกรธ ประสมหงุดหงิด

ดวงดาวหงุดหงิดไม่น้อยกว่ากัน เธอเดินครุ่นคิดไปมาอยู่กลางโถงบ้าน สักพักจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์หาคนช่วยคิด
ปลายสายอยู่ที่สำนักงานกฎหมาย ชุมสายยกโทรศัพท์ขึ้นพูด
“ฮัลโหล...แปลกใจนะเนี่ยที่คุณโทร.มา นึกว่าคุณจะเหม็นหน้าผมซะอีก”
ดวงดาวเดินพูดโทรศัพท์อยู่ในโถงบ้าน
“ฉันไม่ได้โทรมาเพราะชอบขี้หน้าคุณ หรือหลงเสน่ห์อะไรคุณนักหนาหรอกนะคะ แค่จะฝากบอกข่าวไปถึงเพื่อนคุณหน่อย”
“เพื่อนคนไหนเหรอครับ”
“อย่าลีลามากนักน่าคุณทนาย คุณช่วยบอกเขาด้วยว่า มุกรินหายไป ถ้าเขาจะไม่ใยดีกับเธออีกแล้วก็ช่าง แต่ถ้ายังรักมุกรินอยู่ ก็รีบตามหาเธอให้เจอ เพราะยายมุกหายไปครั้งนี้ ท่าจะยาว”
ธาดาก้าวเข้ามาด้านหลังดวงดาว เขาเข้ามาทันได้ยินพอดี สีหน้าเขาขรึม เครียดจัด
ส่วนชุมสายดูมีความวิตกกังวลมากขึ้น
“แล้วทำไมไม่บอกพี่ชายเขาล่ะครับ”
“ฉันคงคิดถึงเพื่อนคุณมากกว่าพี่ชายมุกมั้ง มีอะไรมั้ย”
รอจนดวงดาววางโทรศัพท์ลง ธาดาจึงเปล่งเสียงถามออกไปดังลั่น
“มุกหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
ดวงดาวหันไปเห็นธาดา ถึงกับสะดุ้ง
“อา”
“แล้วดาวพูดโทรศัพท์กับใคร ใครที่ดาวคิดถึงมากกว่าอา”
“หนูก็พูดไปอย่างนั้นเอง มันกำลังเครียด”
“ผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่อยู่ปลายสายน่ะ”
ดวงดาวเดินหนี ด้วยท่าทีรำคาญ
“โอ๊ย อา มันไม่ได้สำคัญอะไรนักหนาหรอกน่า”
“สำคัญสิ สำคัญทั้งเรื่องที่ดาวนอกใจอา กับเรื่องยายมุก”
“นอกใจอะไร”
“อาฝากให้หนูดูแลยายมุก แต่หนูมัวแต่คิดถึงไอ้คนที่อยู่ในสายนั่น จนปล่อยให้ยายมุกหนีไปจากบ้านได้ยังไง”
“ตัวเราไม่ได้ติดกันนะอา จะให้หนูนั่งจ้องหน้ามุกตลอดเวลาได้ยังไง”
ธาดาพาลพาโล กระชากแขนดวงดาว ดึงรั้งเข้ามา แล้วพูดใส่หน้าเธอ
“แต่มีเวลาจ้องหน้าคนอื่นได้ใช่มั้ย”
“อย่าพาลนะอา”
“รู้มั้ยว่ามุกไปไหน”
“ถ้ารู้ หนูจะเครียดอย่างนี้เหรอ”
“ไอ้คิมอีกรึเปล่า ที่อยู่ในสายเมื่อกี้คือไอ้คิมใช่มั้ย”
อยู่ๆ ธาดาก็มีอาการตาพร่า ปวดศีรษะฉับพลัน จนจ้องปล่อยมือจากดวงดาว ยืนโงนเงน เหมือนจะล้ม
ดวงดาวรีบประคองตัวเขาไว้
“อา...เป็นอะไรรึเปล่า”
“เปล่า”
เมื่อตั้งสติได้ เขาขยับเดินออกจากบ้านทันที
“อาจะไปไหน”
“ไปตามหายายมุก”
“หนูไปด้วย”
“ไม่ต้อง อยู่นี่แหละ ถ้ายายมุกกลับมา โทร.บอกอาด้วย”
ธาดาเดินออกไปเลยทั้งที่เพิ่งเข้ามา ดวงดาวมองตามด้วยความกังวล

ธาดาขับรถมา ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เขากดโทรศัพท์ แล้วยกมันขึ้นมาพูด
“ฮัลโหล ผมธาดานะครับ ที่ไปหาหมอเมื่อสามสี่วันก่อนน่ะ”

ธาดานึกถึงเหตุการณ์หลายวันก่อน ตอนนั้นหมอนั่งอยู่ในห้องตรวจ
“ผมนึกว่าจะไม่ได้เห็นหน้าคนไข้ของผมอีกซะแล้ว”
ธาดานั่งรออยู่ในห้องตรวจนี้
“กลัวไม่ได้ค่ารักษาเหรอ หมอ”
“ไม่มีหมอคนไหนคิดอย่างนั้นหรอกครับ ถ้าคนเป็นหมอจะต้องตกงาน เพราะไม่มีใครเจ็บไข้ได้ป่วยเลย หมอจะยิ่งดีใจ”
หมอขยับตัวลงนั่งเบื้องหน้าธาดา
“เป็นยังไงบ้างครับ”
ธาดาหายใจลึกๆ ก่อนเอ่ยปาก
“หมอดูผลซีทีสแกนของผมรึยัง”
หมอพยักหน้า
“ช่วงนี้คุณมีอาการผิดปกติอะไรบ้างมั้ย”
“เอ้อ...”
“อาการที่ทำให้คุณตัดสินใจ กลับมาหาหมอน่ะ”
“อยู่ๆก็ปวดหัว...มือสั่น ตาพร่า มองอะไรไม่ชัด”
“อืม”
“ผมอยากรู้ว่าผมเป็นอะไร”
“คุณพร้อมจะฟังมั้ยล่ะครับ คุณธาดา”

เมื่อพยาบาลเข็นรถคิมหันต์เข้าไปในห้องพัก พบว่าชุมสายนั่งรออยู่ในห้อง
“ไอ้ชุม”
“แต่งงานทั้งทีไม่มีบอกกันบ้างเลยนะเพื่อน”
“แกมาได้ยังไง ทำไมรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่”
ชุมสายบุ้ยหน้าไปทางมุมนั่งเล่นในห้องนี้ ซึ่งพักตราก้าวเข้ามาพอดี
“เพื่อนรักของคิมโทร.ตามคิมทั้งที่มือถือของพักตร์และมือถือของพ่อ พักตร์ก็เลยบอกว่าคิมอยู่ที่นี่ เผื่อว่าจะมีเรื่องด่วน เรื่องสำคัญระหว่างเพื่อน”
ชุมสายยักไหล่ให้คิมหันต์
“ฉันเสียใจที่ไม่ได้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้แกว่ะ”
“ไม่ต้องเสียใจหรอก เพราะฉันเป็นเจ้าบ่าวที่ไม่มีเพื่อนเลยแม้แต่คนเดียว”
ชุมสายและคิมหันต์มองหน้ากันนิ่งๆ ไม่เอ่ยปากคำใดออกมา พักตราสังเกตดูท่าทีของคนทั้งสอง
“ต้องการให้พักตร์ออกไปข้างนอกก่อนมั้ยคะ”
ชุมสายอึกอัก “เอ้อ...” ออกมา
“บังเอิญเราสองคนตกลงกันไว้ว่า เราจะไม่มีความลับต่อกันค่ะ เสียใจด้วยนะคะ คุณชุมสาย”
“เข้าใจครับ ไม่มีปัญหา”
“แต่เพื่อเป็นการชดเชยที่เราไม่ได้เชิญคุณมาร่วมงานมงคลสมรส ดังนั้นดิฉันจะออกไปสั่งกาแฟข้างล่าง ใช้เวลาไม่เกินสิบห้านาทีก็จะกลับขึ้นมา”
ชุมสายยิ้มรับคำ พักตรากระเถิบเข้าไปพูดใกล้ๆ คิมหันต์
“แล้วคิมค่อยเล่าให้พักตร์ฟังนะคะว่าคุยอะไรกันบ้าง”
รอจนพักตราเดินยิ้มย้วยพ้นออกไปจากห้อง ชุมสายเอ่ยปากเสียงเข้มทันที
“ดีใจด้วยนะ ที่แกโดนจำคุกตลอดชีวิต”
“ฉันจะแหกคุกเร็วๆ นี้”
“พนันกันมั้ย ว่าไม่มีทาง”
“ก่อนที่จะหมดเวลา แกรีบบอกมาดีกว่า ว่ามาหาฉันเรื่องอะไร”
“มุกรินหายตัวไป ดวงดาวบอกว่า ครั้งนี้ คงไปจริง ไปแล้วไม่กลับมาง่ายๆ”
คิมหันต์อึ้ง เครียดไปถนัดตา
“เขาไปไหน”
“ไม่มีใครรู้ว่ะ”
คิมหันต์ก้มหน้านิ่ง
“ถามจริงๆนะ แกนึกห่วงคุณมุกบ้างมั้ย”
คิมหันต์ไม่เอ่ยปากอะไรออกมา
“ฉันชักจะเชื่อแล้วว่า คุณมุกโชคดี ที่ได้หลุดพ้นจากคนอย่างแกซะที ไอ้คิม”

ค่ำคืนนี้ บนระเบียงสวยของบ้านสวน ในบรรยากาศอันร่มรื่น หญิงสาวคนหนึ่งนั่งดื่มกาแฟอยู่ตรงนั้น แม่บ้านวัยน้า หน้าตาใจดียกเอาจานขนมหวานมาวางเบื้องหน้าเธอ กรอบรูปสวยข้างๆ ตัวเธอ เห็นเป็นรูปเด็กชายน่ารักสองคน กอดกันกลมกับผู้เป็นแม่ กรอบรูปอีกอัน ที่อยู่ข้างๆ บรรจุรูปคล้ายๆ กัน แต่ปรากฏร่างของผู้เป็นพ่อร่วมกอดกันด้วย
ผู้เป็นพ่อในรูปนี้ก็คือ ปรารภนั่นเอง เมื่อมองใบหน้าของหญิงสาวผมยาวสลวยผู้นี้ มิใช่ใครอื่นเธอคือ มุกริน คุรุรัตน์
สักครู่หนึ่งเสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น มุกรินเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มาแนบหู
“ฮัลโหล”
เสียงปรารภดังมาจากปลายสายอีกด้าน
“สวัสดีตอนค่ำครับ...เป็นยังไงบ้าง”
“โอเค ค่ะ”
“ยังขาดอะไรอีกมั้ย”
“ไม่ค่ะ”
ปรารภขับรถมาตามทาง พร้อมกับพูดโทรศัพท์ไปด้วย หน้าตาของเขา มีร่องรอยของความสุข สดชื่น
“ต้องการอะไรเพิ่มเติม บอกน้าแป๋วได้เลยนะ เขาเป็นคนเก่าคนแก่ของพี่ เป็นเหมือนแม่พี่คนนึงเลยละ”
“ค่ะ...ขอบคุณพี่รภมากนะคะ”
“แล้วพรุ่งนี้ พี่จะแวะไปหานะ หรือจะไปคืนนี้ เดี๋ยวนี้ ดี”
มุกรินยิ้มนิ่งๆ ไม่มีคำตอบ ปรารภ ยิ้มกว้าง เบิกบานสุดขีด
“ไม่ดีหรอก เนอะ ล้อเล่นน่ะ...พรุ่งนี้เจอกันครับ แล้วพี่จะพาทะโมนสองตัวไปให้มุกดู...กู๊ด ไนท์จ้ะ”
ปรารภกดปุ่มเลิกการสนทนา ทว่าเขายังยิ้มไม่หุบ
ส่วนมุกรินวางโทรศัพท์ลง ความเหงา ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น รอบๆ กายและใจของเธอ อีกคำรบ

ดวงดาวยกโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของเธอเล็กน้อย
“คงต้องให้กินเนสบุ๊ค บันทึกว่า คุณคือผู้ชายที่โทร.หาได้ยากที่สุดในโลก คุณคิมหันต์”
คิมหันต์นั่งพูดโทรศัพท์บนเตียงคนไข้ เขาใช้โทรศัพท์ภายในห้อง โทรออก หน้าตาคิมหันต์ดูจริงจัง แฝงแววร้อนรน
“มุกรินอยู่ไหน”
“ฉันควรจะเป็นคนถามคุณมากกว่า เพราะทุกทีที่มุกหายไปก็มีแต่ไปอยู่กับคุณนั่นแหละ พ่อรูปหล่อ”
“เขาไม่ได้อยู่กับผม”
“ฉันถึงเชื่อว่า คราวนี้เรื่องใหญ่ไง แหม เล่นนัดให้เขาไปรอ แล้วก็หนีไปแต่งงานอย่างนี้ ใครจะไปทำใจได้”
“รู้มั้ยว่าจะตามหามุกได้ที่ไหน”
“เพื่ออะไร บอกให้ชื่นใจซักนิดได้มั้ยว่าจะตามหาเพื่ออะไร”
“อย่าเพิ่งกวนได้มั้ย ผมมีเวลาไม่มาก”
“เมียกำลังจะมาเหรอ”
“ใช่”
“คำตอบก็คือ ไม่รู้ แต่อะไรบางอย่างบอกให้ฉันรู้ว่า คุณกำลังจะเสียเธอไป”
คิมหันต์นิ่งอึ้ง
“เสียดายมั้ยล่ะ ช่วยไม่ได้ อยากใจคอโลเลดีนักนี่”
“พี่ชายเขารู้รึยังว่ามุกหายไป”
“รู้...นี่ก็ออกไปตระเวนตามหาน้องสาวอยู่ข้างนอก”
“ที่ไหน”
“ที่ที่เขาคิดว่าคุณอยู่ ฉันมั่นใจว่า ตอนนี้เขากำลังพุ่งไปหาคุณ”

ประตูรั้วเหล็กอันใหญ่โตหน้าบ้านนายพลออรถเปิดออก เผยให้เห็นธาดายืนตระหง่านขวางกลางประตู ที่พักตราก้าวเข้ามาประจันหน้าเขาส่งเสียงดังไปทั่วบริเวณ
“รู้ว่าฉันไม่อนุญาตให้แกเข้าบ้าน ยังอุตส่าห์จะมาที่นี่อีกเหรอ”
“คิดว่าผมอยากจะเหยียบเข้าไปในบ้านคุณมากนักหรือไง”
“แล้วโผล่หัวมาทำไม”
“นายคิมหันต์อยู่มั้ย”
“ไม่บอก”
ธาดาฉีกยิ้มเยาะ
“ไม่บอกเพราะไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนใช่มั้ย”
“ทำไมฉันจะไม่รู้”
“แน่ใจ”
พักตราเป็นฝ่ายฉีกยิ้มเยาะบ้าง
“ฉันขอเดาดีกว่า ฉันเดาว่าแกกำลังตามหาน้องสาวอยู่ใช่มั้ย”
ธาดานิ่ง
“ยายน้องสาวตัวดีของแกนี่ชอบหนีออกจากบ้านจริงๆ เลยนะ”
“ก็เพราะคู่หมั้นของแกนั่นแหละ”
พักตราตะโกนสวนธาดาทันที
“สามีเว้ย...เราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว”
“ดี”
“แน่นอน เพราะฉะนั้นถ้ายายมุกรินหายตัวไปก็กรุณาไปตามหาที่อื่น ไม่ใช่เอะอะก็จะเหมาว่ามาอยู่กับผัวฉันตลอด อย่างนี้มันก็เกินไป หัดคิดอย่างอื่นซะบ้าง หรือว่าไม่มีสมองจะคิด มะเร็งกินกบาลหรือไง”
ธาดาอึ้ง เครียด เส้นเลือดที่หัวบวมเป่ง พักตราตะโกนสั่งคนใช้เสียงดังลั่น
“ปิดประตู”
ประตูรั้วบานใหญ่มหึมาเคลื่อนปิดลงช้าๆ

รถธาดาวิ่งไปบนถนน ท่ามกลางแสงไฟเมือง ยามราตรี ธาดาขับรถมาสีหน้าเครียด สายตาของเขาเพ่งมองไปเบื้องหน้าอย่างกังวล เหตุการณ์ที่โรงพยาบาลช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผุดขึ้นมาในห้วงคิด
หมอคนนั้นเอ่ยปากพูดกับธาดาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ผลจากการทำซีทีสแกน เราพบก้อนเนื้อบริเวณสมองส่วนหน้า แต่ยังไม่ชัดเจนพอที่จะบอกได้ว่า เป็นเนื้อร้ายหรือไม่”
“ทำยังไงถึงจะชัด”
“ต้องตัดชิ้นเนื้อมาตรวจเพิ่ม เพื่อจะได้วางแผนการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป”
ธาดาตกอยู่ในความเครียดอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้ามันไม่ใช่เนื้อร้าย มันจะเป็นอะไร”
“มันก็เป็นเนื้องอกธรรมดา” หมอบอก
“อันตรายมั้ย”
“ถ้ามันไม่ขยายจนไปกระทบสมองส่วนอื่น ก็อาจจะปล่อยไว้ได้ แต่ถ้าเริ่มขยายก็ต้องผ่าตัด”
“แล้วถ้าเป็นเนื้อร้ายล่ะ”
“ต้องผ่าตัดเอาออก และควบคุมการกระจายด้วยการฉายรังสี และเคมีบำบัด”
ธาดาเครียดมากยิ่งขึ้น
“มันจะหายมั้ย”
“หมอคงต้องพูดกับคุณตรงๆนะคุณธาดา มะเร็งสมองมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำค่อนข้างสูง หมอบางคนอาจใช้คำว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ด้วยซ้ำ”

คิดเรื่องนี้แล้ว แววตาของธาดาคล้ายคนสิ้นหวังในชีวิต เขาตัดสินใจกดโทรศัพท์มือถือของเขาหามุกรินอีกที เสียงปลายสายบอกให้ฝากข้อความ ธาดาค่อยๆ เอ่ยปากพูด เสียงเครือสั่น

“มุก กลับบ้านเถอะ พี่มีเวลาเหลือไม่มากนัก กลับมาหาพี่เถอะนะ มุก”

อ่านต่อหน้า 3




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 10 (ต่อ)

บ้านสวนของปรารภ เป็นบ้านไม้สองชั้นทรงโบราณ ในเวลาเช้าตรู่อย่างนี้บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความสดชื่นแจ่มใส

มุกรินนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนุ่ม ภายในห้องนอนที่ไม่ได้ใหญ่โตนักของชั้นสอง แต่ให้ความรู้สึกอบอุ่น
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า ส่องลอดผ่านช่องแสงเหนือหน้าต่างพาดลงกลางห้อง เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
มุกรินค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเปิดประตู เห็นเด็กชายสองคนยืนอยู่หน้าห้องนอนนี้ เป็นเด็กคู่เดียวกับที่เราเห็นในกรอบรูปที่ประดับอยู่ทั่วห้องสำคัญของบ้านไม้สองชั้นทรงโบราณของปรารภหลังนี้
ทั้งสองจ้องหน้ามุกรินเขม็ง เด็กคนโตเอ่ยปากก่อน
“คุณชื่อมุกรินใช่มั้ย”
“แล้วคุณล่ะคะ”
เด็กคนโตแนะนำตัวก่อนว่า “ผมชื่อโจ๊ก”
ตามมาด้วยเด็กคนเล็ก “ผมชื่อแจ๊ค”
“พ่อให้มาตามไปกินข้าว” โจ๊กบอก
แจ๊คเสริม “คุณมีเวลาแค่สามสิบนาที เพราะวันนี้พ่อสัญญาว่าจะพาเราไปเขาใหญ่”
“ไปดูช้าง...” โจ๊กว่า
แจ๊คแย้ง “ดูกวาง”
“ดูช้าง”
“ช้างขี้อาย ไม่ยอมให้ใครดู เดี๋ยวมันเหยียบรถเรา ดูกวางดีกว่า”
“ไม่ให้ดูช้าง งั้นดูแจ๊คก็ได้ หุ่นเหมือนช้างเป๊ะเลย”
เด็กสองคนวิ่งไล่เตะกันออกไป มุกรินยิ้ม สดใส

ปรารภก้าวเข้ามาหา มุกรินที่นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารเบื้องหน้าปรารภแล้ว
“ลูกชายพี่ขึ้นไปกวนมุกถึงห้องนอนเลยเหรอ”
“เขาแค่เรียกมุกให้มากินข้าวเท่านั้นเองค่ะ แต่บอกว่ามีเวลาแค่สามสิบนาที แล้วจะเอาตัวพ่อคืน”
“ไอ้สองตัวนี่แสบจริงๆ”
“เด็กผู้ชายก็ต้องการใกล้ชิดพ่อของเขา เป็นธรรมดาค่ะ”
ปรารภขยับตัวลงนั่ง น้าแม่บ้านยกอาหารเช้าจำพวกข้าวต้มมาวางให้เบื้องหน้า
“มุกอยู่คนเดียวได้แน่นะ”
“ค่ะ...สบายกว่าบ้านมุกตั้งเยอะ”
“งั้นพี่ยกบ้านนี้ให้มุกทั้งหลังเลยแล้วกัน พี่มันอยู่คอนโดจนติดแล้ว ก็แค่พาเจ้าโจ๊ก เจ้าแจ๊คมาวิ่งเล่นที่นี่บ้าง ตอนวันหยุดเท่านั้นแหละ”
“ไม่ดีหรอกค่ะ คนอื่นจะนินทามุกเอาได้”
“ไม่มีใครรู้ว่ามุกอยู่ที่นี่ นอกจากมุกจะอยากให้พวกเขารู้”
มุกรินผ่อนลมหายใจยาวๆ แล้วจึงเอ่ยปากอย่างสุภาพ
“มุกสบายใจเมื่อไหร่ก็จะไปค่ะ”
ปรารภรับรู้นิ่งๆ ไม่ออกความเห็นเพิ่มเติมแต่อย่างใด

โจ๊ก แจ๊ค วิ่งเข้ามา ยืนหน้าโต๊ะอาหาร ทั้งสองตะโกนพูดเสียงดัง
“พ่อ ชวนแฟนพ่อไปด้วยซี่” แจ๊คบอก
ปรารภร้อง “เฮ้ย”
โจ๊กเสริม “แฟนพ่อไม่ชอบเขาใหญ่เหรอ”
“ไม่ใช่”
“ไม่ใช่อะไร” โจ๊กถาม
แจ๊คเหล่พ่อ “สงสัย ยังไม่ใช่แฟน”
“ไปเขาใหญ่ด้วยกัน กลับมา จะได้เป็นแฟนไง” โจ๊กว่า
แจ๊คเหล่พ่ออีกรอบ “หรือว่ากลัวมีคนเห็น”
“ไอ้นี่”
“งั้นไม่ไปเขาใหญ่ก็ได้ อยู่เล่นที่นี่กับพ่อก็ได้ ดีมั้ยโจ๊ก”
“ดี...แต่พ่อต้องเป็นช้างให้พวกเราขี่นะ” โจ๊กว่า
“ใช่ เป็นช้างเลย เป็นตอนนี้เลย แจ๊คอยากขี่แล้ว”
โจ๊ก กะ แจ๊ค กระโดดขี่คอปรารภอย่างสนุกสนาน มุกรินมองการเล่นของพ่อกับลูก แล้วอดยิ้มไม่ได้

ภายห้องพักคนไข้เวลานั้น หมอคนเดิมก้มหน้าตรวจดูบาดแผลที่หน้าอกของคิมหันต์ พลโทอรรถ ปริม และพักตรา ยืนดูอยู่ ไม่ห่างนัก สักครู่หมอจึงเงยหน้าขึ้นพูด
“แผลเริ่มแห้ง ดีขึ้นมากทีเดียว ไม่มีอาการบวม อักเสบแล้ว พรุ่งนี้ก็น่าจะกลับบ้านได้ครับ”
“ต้องระวังอะไรเป็นพิเศษมั้ยครับ” อรรถถาม
“อย่าไปทำอะไรที่จะกระทบกระเทือนบริเวณรอบๆ แผล ก็เท่านั้นครับ”
“ฟังดูเหมือนไม่ยากนะ แต่สำหรับคู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ คงต้องอดกลั้นกันเป็นพิเศษหน่อยหละ ใช่มั้ยหมอ”
“เรื่องนี้หมอไม่ขอก้าวล่วงดีกว่า ให้เป็นวิจารณญาณของเจ้าตัวเขาก็แล้วกัน”
พักตรายิ้มเอียงอายพองาม
“ขอบคุณครับ” ท่านายพลว่า
เมื่อหมอเดินออกจากห้องไป อรรถจึงก้มหน้าลงไปพูดกับคิมหันต์
“อีกซักสองวันนะ ให้แผลหายดีแล้วค่อยใส่ให้เต็มที่เลย ไอ้ลูกชาย ไปคุณปริม เราไปหาห้องเย็นๆนอนเล่นกันดีกว่า ผมยังแข็งแรงดี ไม่มีบาดแผล”
พลโทอรรถ เดินโอบปริมออกไปจากห้อง พักตราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูป เซลฟี่ คู่กับคิมหันต์
“ยิ้มหน่อยสิคะคิม ให้เห็นว่าอยู่โรงพยาบาล เราก็ยังมีความสุข”
คิมหันต์ยิ้มแบบเสียไม่ได้
“ผมขอใช้โทรศัพท์หน่อยได้มั้ย”
“โทร.หาใครคะ”
“ชุมสาย”
“จะคุยเรื่องฟ้องอุทธรณ์เหรอคะ”
คิมหันต์พยักหน้าช้าๆ วางหน้าเฉยๆ

ชุมสายเดินพูดสายมือถือเข้ามาในสำนักงาน
“ส่งสำนวนยื่นฟ้องอุทธรณ์เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ที่เราทำได้ก็คือรอ รอจำเลยยื่นแก้อุทธรณ์ภายในสองอาทิตย์ จากนั้นก็รอฟังคำพิพากษาจากศาล...แต่ฉันว่าที่แกโทร.มาเนี่ย แกไม่ได้อยากรู้เรื่องนี้หรอก”
คิมหันต์นอนพูดโทรศัพท์บนเตียง มีพักตรานั่งปอกผลไม้อยู่ข้างๆ
“ใช่”
“ไอ้เรื่องที่แกอยากรู้น่ะ ฉันยังตอบไม่ได้ว่ะ”
“เข้าใจ ถ้าได้ความยังไงรีบส่งข่าวเลยนะเพื่อน”
“อืม ตอนนี้มีคนที่อยากรู้เหมือนแก มารอฉันอยู่ที่นี่ว่ะ”
เป็นธาดาที่นั่งรออยู่ในห้องรับรองแขกชั้นล่าง
“เร่งมือหน่อยนะเพื่อน ฉันรอฟังข่าวอยู่”
คิมหันต์วางโทรศัพท์ลง พักตราเอ่ยปากถามด้วยเสียงนุ่มนวล
“มีอะไรน่ากังวลมั้ยคะ”
“ไม่มี...ผมมั่นใจในตัวไอ้ชุม”

วางสายจากคิมหันต์ ชุมสายจึงก้าวเข้ามานั่งลงเบื้องหน้าธาดา
“คุณมาผิดที่รึเปล่าครับคุณธาดา สำนักงานกฏหมายแห่งนี้กำลังจะฟ้องอุทธรณ์คุณ คุณต้องไปขอคำปรึกษาที่ออฟฟิศทนายบรรเจิดถึงจะถูก”
“ฉันมาหาเพื่อนนาย”
“นั่นน่ะโจทก์ตัวพ่อเลยหละ คู่กรณีของคุณโดยตรง หรือคุณคิดจะขอประนีประนอม จะสารภาพมั้ยล่ะครับ จะได้จบง่ายๆ”
ธาดาไม่ใส่ใจคำพูดของชุมสาย เขาเอ่ยปากถามในเรื่องที่เขาต้องการคำตอบ
“ฉันอยากรู้ว่า น้องสาวฉันอยู่ไหน”
“search ในกูเกิ้ล ยังมีโอกาสเจอได้มากกว่าถามผม”
ธาดากระชากคอชุมสายอย่างเร็วและแรง
“ไอ้คิมหันต์เป็นตัวการใช่มั้ย มันเอาตัวมุกไปเก็บไว้ใช่มั้ย บอกมาเดี๋ยวนี้”
“อยากโดนฟ้องอีกคดีรึไง”
ธาดายอมปล่อยมือของเขาจากคอชุมสาย
“น้องสาวคุณไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะครับ ถึงไอ้คิมหันต์มันอยากจะทำอย่างนั้น คุณคิดว่าน้องคุณจะยอมให้ฉุดง่ายๆเหรอ นอกจากว่าเธอจะสมยอมด้วย เท่านั้นแหละ”
ธาดานิ่งไป
“เคยลองมองตัวเองบ้างมั้ย ว่าทำอะไรให้น้องสาวผิดหวังบ้างรึเปล่า ก่อนที่จะไปโทษคนอื่น”
ธาดาค่อยๆ ลุกเดินออกไปจากสำนักงานนี้

ที่ร้านอาหารกึ่งผับ ในเวลาตอนหัวค่ำก่อนร้านเปิดให้บริการ ขณะที่ดวงดาวกำลังซ้อมเพลงกับพี่นักดนตรี ขณะธาดาเดินเข้ามาในร้าน ทุกคนบนเวทีมองไปที่ธาดา นักดนตรีรุ่นพี่เอ่ยปากบุ้ยใบ้กับดวงดาว
“อามาตามอีกแล้วว่ะดาว วันนี้มาตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด”
ดวงดาววางเฉย ไม่แสดงอาการอะไร
“ตามยิ่งกว่าผัวอีกนะ อาเราเนี่ย”
“พี่อย่าพูดอย่างนี้นะ ดาวไม่ชอบ”
ดวงดาววางกีตาร์ ก้าวลงจากเวที เธอเดินตรงไปนั่งข้างๆ ธาดา
“วันนี้อามาแปลกแฮะ”
ธาดาไม่เอ่ยปากตอบ
“แปลกที่ หนึ่ง นี่เป็นเวลาที่อาไม่เคยมา…สอง อาไม่ได้กินเหล้ามา ไม่มีกลิ่นเลยซักนิด...แปลกที่สาม อาหน้าเศร้ากว่าทุกครั้ง”
“อาไม่รู้จะไปไหน”
“เป็นความแปลกข้อที่สี่”
“อานั่งรออยู่ตรงนี้นะ เสร็จงานแล้วกลับบ้านพร้อมอา ได้มั้ย”
“ได้ซี่ แต่อาต้องทนฟังหนูร้องเพลงสี่รอบเลยนะ กว่าร้านจะปิด”
“ไม่มีปัญหา”
“หรืออาจะขึ้นมาแจมกับหนูบนเวทีก็ได้นะ”
ดวงดาวขยับตัวลุกขึ้น เดินกลับไปยังเวที ธาดาเอ่ยปากเรียกเธอไว้
“ดาว...จำที่สัญญากับอาไว้ได้มั้ย”
ดวงดาวทำท่าเหมือนคิด แล้วยิ้มน้อยๆ ก่อนพูด
“จำไม่ได้”
“ถ้าดาวจะไปจากอา รอให้อาตายก่อนนะ”
ดวงดาวหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วเดินจากไป
เสียงโทรศัพท์มือถือของธาดาดังขึ้น เขาดูชื่อ แล้วจึงตัดสินใจกดปุ่มรับสาย
“ฮัลโหล ไม่ว่าง...บอกเสี่ยอ๋าด้วยว่า วันนี้ ฉันยังไม่พร้อม”
ธาดากดปุ่มวางสายทันที ถอนใจออกมาแรงๆ

เหตุการณ์ที่บ้านสวนของปรารภ ข้าวของเด็กเล่นกระจายเกลื่อนห้องโถง รก เละเทะเต็มบ้าน มุกรินและปรารภช่วยกันเก็บกวาดข้าวของเหล่านั้น
“ไม่มีวันไหนที่เล่นแล้วไม่รกเลย เจ้าสองตัวนี่ ไม่รู้ได้นิสัยใครมา”
มุกรินหัวเราะ
“ไม่ใช่พี่นะมุก พี่ไม่เคยทำอะไรรกเลอะเทอะ พี่เจ้าระเบียบ เนี้ยบ เป๊ะตั้งแต่เด็กๆ เพราะมีแม่คอยตีมือ ตีตาตุ่มทุกวัน หมดสิทธิ์ซน”
“มุกไม่ได้ว่าพี่รภซะหน่อย”
“ก็เห็นหัวเราะ”
“หัวเราะที่พี่รภขี้บ่นต่างหาก”
“อ้าว”
“มุกว่าเด็กผู้ชาย ซนดีกว่าเงียบนะคะ”
“มีความรู้เรื่องเด็กด้วยเหรอ”
“ค่ะ มุกเคยเป็นครูฝึกสอนเด็กประถม”
ทั้งสองเก็บข้าวของเหล่านั้นเสร็จ จึงพากันเดินไปนั่งดื่มน้ำที่โต๊ะอาหาร
“พี่ไม่ได้เห็นมุกยิ้มร่าเริงอย่างนี้มาหลายวันแล้วนะ”
“ต้องขอบคุณ น้องโจ๊กกับน้องแจ๊คค่ะ”
“อืม...ฟังดูดีจัง พี่เก็บเอาไปคิดได้ไกลเลยนะเนี่ย”
ปรารภจ้องตามุกรินอย่างมีความหมายลึกซึ้ง มุกริน ยิ้มสดใส
“อย่าคาดหวังหรือเอาแน่อะไรกับมุกนะคะ พี่”
“พี่รู้จ้ะ”
ปรารภยิ้มรับอย่างอบอุ่น แล้วจึงตั้งคำถามใหม่
“พี่ถามจริงๆ นะ มุกแน่ใจเหรอว่าวิธีนี้ถูกต้องแล้ว”
“วิธีไหนคะ”
“ปิดโทรศัพท์ ปิดรับการสื่อสารทุกทาง ไม่ยอมรับรู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้น”
มุกรินหน้าขรึม เครียดลงไปทันที ปรารภเอ่ยปากถามอย่างจริงใจ
“ทำไมเราต้องเป็นฝ่ายหนีล่ะ มุก หนี ทั้งๆที่เราไม่ได้ทำอะไรผิด ยายนั่นตั้งใจเย้ยมุก เขาจงใจโพสต์รูปลง ไอจีทุกวัน ทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็โพสต์...ยิ่งเราหนี เขาก็ยิ่งได้ใจ แล้วอย่างนี้เราไม่ต้องปิดหูปิดตาตัวเองไปทั้งชีวิตเหรอ”
“ไม่มีวิธีอื่นดีกว่านี้แล้วค่ะ ถ้ายังรับรู้เรื่องของเขา มุกก็คงตัดใจไม่ได้”
ปรารภจ้องหน้ามุกรินอีกครั้ง
“แน่ใจนะว่า มุกต้องการตัดใจจากเขาจริงๆ”
“ค่ะ และมันต้องเริ่มต้นที่ตัวมุกเอง”
“โอเค...งั้นพี่เอาใจช่วยนะ มุก”
ปรารภยิ้มให้อย่างบริสุทธิ์ใจ
“เดี๋ยวพี่จะไปส่งเจ้าโจ๊กแจ๊คที่บ้านแม่เขา แล้วก็กลับคอนโด ขอถามอีกครั้งมุกอยู่ได้แน่นะ”
“ค่ะ...ถ้าพี่รภยังยอมให้อยู่”
“พี่อยากให้มุกอยู่ที่นี่ตลอดไปด้วยซ้ำ”

ธาดาเดินเข้ามาในบ้าน ดวงดาวเดินตามมาไล่ๆ กัน ท่าทางของธาดาดูเซื่องซึมไปกว่าที่ใครเคยเห็น
“อาโอเคมั้ยเนี่ย...ปวดหัวรึเปล่า”
“ไม่ต้องห่วง อามียาแก้ปวด”
ธาดาเดินตรงไปเปิดตู้เย็น รินน้ำใส่แก้ว หยิบยาแก้ปวดออกมากิน ดวงดาวเฝ้าสังเกตท่าทีดังกล่าว
“ทำไมอาไม่ยอมไปหาหมอ ที่ทำสแกนสมองคราวก่อน อาก็ยังไม่ยอมไปฟังผล งอแงเหมือนเด็กๆ เลยนะอา”
ธาดาไม่พูดหรือตอบ เขาเดินตรงเข้าห้องนอนไปเลย ดวงดาวมองตาม ด้วยความห่วงใย

ธาดาล้มตัวลงนอนกลางเตียง ใบหน้าธาดาเครียดเอาการ ดูเหมือนว่า ความกังวลใจมากมาย ปรากฏขึ้นในแววตาของเขาเมื่อนึกถึงคำพูดหมอ ไม่นานมานี้
หมอคนเดิมยังคงนั่งประจันหน้ากับธาดาอยู่ในห้องตรวจ ธาดา เอ่ยปากถามหมอ เสียงเครียด
“ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ใช้เวลานานมั้ย ตัดตอนนี้เลยได้รึเปล่า ผมไม่อยากมาโรงพยาบาลบ่อยๆ”
“ไม่ได้ครับ มันคือการผ่าตัดเล็กๆ ต้องมีการวางยาสลบ คนไข้ต้องนอนโรงพยาบาลล่วงหน้าหนึ่งวัน งดน้ำงดอาหาร”
“มีทางอื่นที่ไม่ต้องตัด ไม่ต้องผ่ามั้ย”
“หมอไม่แนะนำวิธีอื่นครับ แต่ถึงยังไง การตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอยู่ที่ตัวคุณเองนะครับ คุณธาดา”
ธาดานิ่ง ครุ่นคิด
“ทำแล้วไม่หาย ผมก็เจ็บตัวฟรีน่ะสิ” เขาทักท้วง
“หมอคงให้ความเห็นเรื่องนี้ไม่ได้ครับ”
ธาดาเครียดมากขึ้น

ดวงดาวเอนตัวลงนอนบนเตียงข้างๆ ธาดา เธออยู่ในชุดนอน ส่วนธาดาอยู่ในชุดเดิม
“น้ำก็ไม่อาบ”
“อาตัวเหม็นเหรอ”
ดวงดาวไม่ตอบ ทั้งสองต่างนอนมองเพดานนิ่งๆ
“ร้องเพลงให้อาฟังหน่อยสิ”
“อยู่ที่ร้าน ทั้งคืน อาไม่ได้ฟังดาวเลยเหรอ”
“อาอยากฟังคนเดียว...”
ดวงดาวอ้าปากร้องเพลงให้ธาดาฟัง มันเป็นเพลงรัก ปนเศร้า มันเป็นเพลงที่เธอร้องกล่อมขี้เมาในผับเพลงนั้น
“เรามีอะไรกันครั้งล่าสุดเมื่อไหร่นะ”
“เดือนที่แล้ว”
“จำได้ด้วยเหรอ”
“เฉพาะเรื่องที่อยากจำ”
ธาดาพลิกตัวไปกอดดวงดาว กิริยาท่าทางของเขาเหมือนว่ากำลังจะเกิดเรื่องราวให้ดวงดาวต้องจดจำเพิ่ม บนเตียงนอนนี้

ทางด้านคิมหันต์นอนอยู่บนเตียงคนไข้ มือทั้งสองข้างซุกอยู่ใต้ผ้าห่ม กำลังพิมพ์ข้อความลงไปในโทรศัพท์
ส่งไปถึงดวงดาวทางไลน์ว่า
“มุกกลับมาหรือยัง”
คิมหันต์กดปุ่มส่งข้อความ แล้ววางโทรศัพท์ซุกไว้ใต้ผ้าห่มตามเดิม พักตราเปิดประตูห้องน้ำออกมา ในชุดสวย เซ็กซี่
“นอนไม่หลับเหรอคะ”
“อืม”
“ถ้าเตียงใหญ่กว่านี้อีกนิด พักตร์จะขึ้นไปนอนกอดคิมไว้ทั้งคืนเลย”
คิมหันต์ไม่แสดงอารมณ์ตอบสนองแต่อย่างใด
“อดใจไว้พรุ่งนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านเราแล้วเนอะ”
“หมอสั่งห้ามผมทำอะไรที่กระทบกระเทือนแผลนะ”
พักตราเบียดร่างตัวเองเข้าไปแนบชิดคิมหันต์
“รู้น่า..คิมอยู่เฉยๆ พักตร์ทำเอง กู๊ดไน้ท์นะคะ”
พักตราจูบคิมหันต์อย่างนุ่มนวล แล้วจึงเอนตัวลงบนที่นอนของตน ทั้งสองต่างนอนลืมตา มองเพดานห้องนิ่งๆ สักพัก พักตรา ก็เอ่ยปาก
“คิมรู้มั้ยว่า ยายมุกหายตัวไป...อีกแล้ว”
“เหรอ”
“เขาคงทำใจไม่ได้ที่เราแต่งงานกัน”
คิมหันต์นิ่ง เงียบ
“พ่อบอกว่าคิมจะยิ่งดีใจ ที่ยายมุกเป็นอย่างนั้น จริงรึเปล่าคะคิม”
“ครับ”
“งั้นคิมพูดให้พักตร์ชื่นใจหน่อยได้มั้ยคะ ว่าคิมไม่เหลือที่ว่างในหัวใจให้ยายมุกอีกต่อไปแล้ว”
คิมหันต์ปิดปากเงียบ พักตราเซ้าซี้ตามประสา
“คิมพูดไม่ได้...หมายความว่า...”
“เรื่องระหว่างผมกับเขา กับเรื่องระหว่างผมกับคุณ มันไม่เกี่ยวกัน”
“ไม่เกี่ยวไม่ได้หรอกค่ะ เราเป็นสามีภรรยากันแล้ว เรื่องระหว่างคิมกับเขาต้องจบ ไม่ว่าจะแง่มุมไหนก็ตาม”
“คุณบังคับผมไม่ได้หรอกพักตรา ต่อให้พ่อคุณด้วย...”
“พักตร์จะไม่บังคับคิม แต่พักตร์จะทำให้คิมได้เห็นซักวัน ว่ายายนั่นรักคิมไม่ถึงครึ่งที่พักตร์รักหรอกค่ะ”
คิมหันต์ได้แต่นอนนิ่ง
“พักตร์หลับก่อนนะคะ”
พักตราหลับตาลง
ส่วนคิมหันต์ ค่อยๆ แง้มผ้าห่มกดดูข้อความบนหน้าจอโทรศัพท์ ไม่มีข้อความจากดวงดาว ตอบกลับมา แต่อย่างใด

ปรารภเรียกประชุมพนักงานแต่เช้า เขาก้าวเข้ามาในห้องประชุมใหญ่
“ห้าปีกว่าแล้วนะ ที่ผมอยู่ที่นี่ นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มตอกเสาเข็มสร้างอาคาร จนมาถึงวันนี้...”
พนักงานกว่ายี่สิบคนนั่งเรียงกันสลอนอยู่เบื้องหน้าปรารภ พวกเขาตั้งใจฟังคำปราศรัยครั้งสำคัญของปรารภ
“ผมได้พบลูกน้องมากหน้าหลายตา บางคนอยู่กับผมมาตั้งแต่ปีแรก บางคนเพิ่งเข้ามาเจอกันไม่กี่ปีหลัง แต่ผมบอกได้เลยว่า ผมผูกพันกับลูกน้องทุกคนไม่ว่าจะทำงานกับผมมานานแค่ไหน ผมผูกพันกับบริษัท ผูกพันกับทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ แต่ไม่มีใครปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงได้ และวันนี้ตัวผมได้เดินทางมาถึงทางแยกแล้ว ต้องขอบคุณน้องๆ ทุกคนที่เคยช่วยเหลือร่วมงานกันมาตลอด ขอให้ทุกคนก้าวหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง และถ้าวันใด ที่นี่ไม่เป็นที่สบายใจของน้องๆ ในวงเล็บนะ โทร.หาพี่ได้ทุกเวลา ขอบคุณครับ”
ปรารภเดินออกมาจากห้องประชุม หมู่พนักงานทยอยเดินตามหลังมาห่างๆ ธาดา เขายืนรออยู่บริเวณโถงหน้าห้องประชุม ปรารภตรงเข้าไปหาเขา
“มีธุระอะไรเหรอครับ คุณธาดา”
“คุณรู้ใช่มั้ยว่ามุกรินหายไป”
ปรารภปั้นสีหน้าฉงน
“ผมเพิ่งได้ยินจากปากคุณเดี่๋ยวนี้แหละครับ”
“พอจะรู้มั้ย ว่าผมควรจะไปตามเธอที่ไหน”
“ผมน่าจะรู้เหรอครับ”
“เผื่อว่าบริษัทส่งเขาไปทำงานที่ไหนซักที่”
“มุกเขาลาออกจากบริษัทไปแล้วนะครับ”
“ผมนึกว่าคุณยังจ้างเขาเป็นฟรีแลนซ์อยู่”
“เสียใจจริงๆ ครับ ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก เพราะผมก็เพิ่งลาออกจากบริษัทนี้เหมือนกัน”

พักตราหยุดยืนพูดโทรศัพท์อยู่กลางทางเดินหน้าห้องพักฟื้นของคิมหันต์
“ลาออก นายปรารภเนี่ยะนะ ลาออก พ่อฉันรู้รึยัง ขอบใจนะที่โทร.มาบอก”
พักตรากดวางสายสนทนา แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้องพักคนไข้ เห็นคิมหันต์แต่งตัวเรียบร้อยเตรียมออกจากโรงพยาบาล พักตราเปล่งเสียงหัวเราะดังพอสมควร
“มีอะไรเหรอ”
“นายปรารภยื่นหนังสือขอลาออก”
คิมหันต์ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“น่าแปลกนะ ยายมุกลาออกไปได้ไม่กี่วัน นายปรารภก็ลาออกตาม...เอ สงสัยว่าจะเป็นอย่างที่พักตร์คิดแล้วหละคิม”
คิมหันต์จ้องหน้าพักตราที่ยิ้มกริ่มเจ้าเล่ห์มาให้

“เราลองมาเสี่ยงกันเล่นๆ เอามั้ยคะคิม เดิมพันกันด้วยที่ว่างในหัวใจ”

บ่ายวันนั้น ปรารภเดินถืออาหารถุงใหญ่เดินเข้าบ้านสวน เขาส่งเสียงดังกังวานขึ้น

“ผมกลับมาแล้วคร้าบ...ใครๆ อยู่ไหนกันหมด...มุก...น้าแป๋ว”
มุกรินเดินมาจากด้านหลังบ้าน หน้าตาเธอดูสดใสขึ้นบ้าง
“ถืออะไรมาเต็มมือคะพี่รภ”
“อาหารค่ำ สำหรับเราครับ”
“ทั้งหมดเนี่ยเหรอคะ”
“อื้อฮึ”
ปรารภหยิบของในถุงออกมาชูให้ดูทีละอย่าง พร้อมอธิบายประกอบ
“เรามีเนื้อโกเบ...ปลาหิมะ...ขาหมูเยอรมัน ขาหน้านะ...สปาเก็ตตี้...ชีส และ ชาโต ลาตูร์ วินเทจ ปี1983”
“พี่รภคะ...มุก”
“พี่รู้ว่ามุกไม่กินอาหารเย็น”
“กินค่ะ แต่ไม่ได้กินเป็นบ้าเป็นหลังอย่างนี้”
ปรารภยิ้มกว้าง
“พี่ก็ไม่ได้คิดจะกิน”
“อ้าว...แล้วพี่ซื้อมาทำไม”
“คุณค่าของอาหารเย็นสำหรับพี่ อยู่ที่การทำ ไม่ใช่การกิน”
“หือ”
“พี่มีความสุขที่ได้ทำอาหารเย็นกับคนพิเศษอย่างมุก แค่นั้นแหละ เสร็จแล้วก็ไปแจกเพื่อนบ้านแถวนี้ หรือไม่ก็เอาไปฝากเจ้าโจ๊กเจ้าแจ๊ค ดีมั้ย เราจะได้ไม่อ้วน”
แป๋วเดินเข้ามาในนี้ ปรารภส่งถุงอาหารทั้งหมดให้เธอ
“น้าแป๋ว ฝากเก็บที เดี๋ยวค่ำๆ ผมลงมือเอง ไม่ต้องห่วง”
แป๋วถือถุงอาหารเดินออกไปทางหลังบ้าน ปรารภหย่อนตัวลงนั่งสบายๆ ข้างๆ มุกริน
“วันนี้มุกทำอะไรบ้าง”
“ก็ อยู่นิ่งๆ อ่านหนังสือ มุกไม่ได้อยู่นิ่งๆ อย่างนี้นานแล้ว”
“วันหลังพี่จ้างมุกมาอยู่นิ่งๆ ท่าจะดี”
“ดียังไง”
“มันทำให้มุกดูสดชื่นขึ้น...พี่ก็พลอยสดชื่นไปด้วย”
“พี่จะเสียตังค์เปล่า ไม่ได้อะไรน่ะสิคะ...เอ้อ วันนี้มีคนมาขอซื้อบ้านพี่รภนะคะ”
“ห๊า”
“เขาว่าเขาอยากได้มาก ราคาเท่าไหร่ก็สู้ มุกก็เลยบอกให้เขามาใหม่ตอนเย็น” มุกรินส่งนามบัตรให้ปรารภดู
“แล้ว เขาเข้ามาในบ้านได้ยังไง”
“น้าแป๋วเปิดประตูให้ค่ะ”
“อย่างนี้ทุกทีเลยน้าแป๋ว จะขายบ้านได้ไงพี่จะใช้ที่นี่เป็นออฟฟิศใหม่ของเรา พี่ยื่นจดหมายลาออกจากFast Track แล้วนะ อาทิตย์หน้าบริษัทMVP ของเราก็น่าจะจดทะเบียนเสร็จเรียบร้อย ตื่นเต้นมั้ย”
ไม่ทันที่มุกรินจะเอ่ยปากตอบ เสียงออดของบ้านก็ดังขึ้น
“สงสัยเจ้าของนามบัตรคนนั้นจะมาแล้วละค่ะ”
“พี่ไปห้ามน้าแป๋วก่อนดีกว่า ตอนนี้ยังไม่มีอารมณ์จะคุยกับคนแปลกหน้า”
ปรารภรีบเดินออกไปทางหน้าบ้าน

ปรารภเดินออกมาจากในบ้าน ขณะรถเก๋งคันคุ้นตาแล่นเข้ามาจอด โดยมีแป๋วเป็นผู้เปิดประตูให้ ปรารภ ชะงัก แปลกใจ มุกรินเดินตามออกมาจากในบ้าน
“ห้ามไม่ทันใช่มั้ยคะ”
“อืม...และก็คงไม่ใช่คนที่จะมาขอซื้อบ้านพี่หรอก”
มุกรินมองไปที่รถคันนั้น ชะงักไปเหมือนกัน เมื่อเห็นพักตราเปิดประตูก้าวลงจากรถ มองมาที่มุกรินและปรารภ ด้วยสีหน้าแววตาอันสะใจยิ่งนัก หล่อนเปล่งเสียงแปร๋นแปร๋ดังลั่น
“อยู่นี่เอง นี่คงจะเป็นรังรักของอดีตเจ้านาย กับลูกน้องเก่าสินะ”
ปรารภและมุกริน ไม่เอ่ยปากโต้ตอบใดๆ พักตราขยับเข้าใกล้คนทั้งสองมากขึ้น
”ถึงขนาดทิ้งงาน มาซุกหัว มั่วเซ็กซ์กันในบ้านหลังเปลี่ยว โอ้ว มันเข้าไส้เลยมั้ยล่ะ”
“ที่นี่เป็นบ้านผม คุณไม่ได้สิทธิ์ที่จะเดินเข้ามาเพ่นพ่านในบ้านนี้”
“ฉันไม่ได้เพ่นพ่าน แค่มาดูหน้าคนทิ้งงาน”
“ผมไม่ได้ทิ้ง ผมยื่นหนังสือลาออกอย่างเป็นกิจจะลักษณะ”
“เหตุผลในการลาออกคือยายนั่นใช่มั้ย ฉันรู้นะว่าแกแอบเปิดบริษัทกันเอง จะรอดูว่า แกจะดึงคนจากบริษัทฉันไปอีกกี่คน”
ปรารภตะโกนไล่อย่างหมดความเกรงใจ
“อยากรอดู ก็ไปรอที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่ กลับไปได้แล้ว”
“กลับแน่ แต่ยังมีอีกคนนึง ที่เขาอยากจะดูน้ำหน้าแกสองคนอย่างเต็มๆ ตา”
พักตราเดินไปเปิดประตูรถอีกด้าน ซึ่งคิมหันต์นั่งนิ่งอยู่ในรถตั้งแต่ต้น สายตาของคิมหันต์จับจ้องไปที่มุกรินและปรารภ
มุกรินจ้องมองคิมหันต์นิ่ง
“สามีฉันอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่า ว่าแกสองคนมีความสุขกันมากขนาดไหน”
พักตราก้มหน้าลงไปพูดกับคิมหันต์
“เห็นแล้วใช่มั้ยคะคิม คุณแพ้พนันฉันแล้วละค่ะ”
พักตราปิดประตูรถ แต่หันไปพูดกับปรารภอีกครั้ง
“อยากขายบ้านหลังนี้เมื่อไหร่ ติดต่อนายหน้าฉันได้นะ คนที่ให้นามบัตรแกไว้เมื่อตอนกลางวันนั่นแหละ”

จากนั้นพักตราก็หอบความสะใจสาสมใจก้าวขึ้นรถไปทันที

อ่านต่อหน้า 4




รอยรัก แรงแค้น ตอนที่ 10 (ต่อ)

พักตราหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ คิมหันต์เอนตัวไปพิงซบบนไหล่ของเขา แล้วจึงเอ่ยปากออกอย่างสุดฟิน

“จากนี้ไป ต้องไม่มียายมุกซุกอยู่ในหลืบของหัวใจคิมอีกแล้ว ตามสัญญานะคะ”
พักตราส่งสัญญาณ ให้โชเฟอร์ขับรถออก คิมหันต์นั่งนิ่ง มองตรงไปเบื้องหน้าอย่างไร้อารมณ์

มุกริน มองตามรถพักตรา ที่กำลังจะเลี้ยวออกจากประตูบ้าน
แววตาคิมหันต์ยามนี้ แข็งกร้าว เห็นความโกรธเกรี้ยวปรากฏขึ้นในแววตาคู่นั้น ขณะตัดสินใจเอ่ยปากสั่งคนขับรถเสียงดัง
“จอดรถก่อน”
โชเฟอร์เหยียบเบรคทันที ไม่ทันที่รถจะจอดสนิท คิมหันต์ก็เปิดประตูก้าวลงจากรถโดยฉับพลัน

คิมหันต์เดินก้าวพรวดๆ ไปตามแรงหึงหวง กับหน้าตาอันดุดัน ตรงไปหามุกรินที่ยังยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ปรารภขยับตัวขวางหน้ามุกรินไว้ คล้ายเป็นการปกป้อง
“เข้าบ้านก่อนมั้ยมุก”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
พักตราเพิ่งก้าวตามลงจากรถ จ้องมองมาที่คิมหันต์งงๆ
คิมหันต์เดินเฉียดปรารภไปประจันหน้ามุกริน
“ผมนึกไม่ถึงเลยว่าคุณจะทำอย่างนี้”
“คุณทำเรื่องที่นึกไม่ถึงมากกว่าฉันเยอะ คุณคิมหันต์”
“ไอ้นั่นมันเสือผู้หญิงนะมุก” คิมหันต์ชี้หน้าปรารภ
“คุณพูดจาดูถูกผม ในบ้านของผมอย่างนี้ไม่ได้นะ”
พักตรา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิป
“มันมีเมียมีลูกมากี่คนแล้ว มุกรู้บ้างมั้ย”
“เมียสามคน หย่าหมดแล้ว ลูกชายสองคน กำลังน่ารัก” มุกรินบอก
“มุกก็รู้นี่ แล้วยังมากินนอนอยู่กับมันที่บ้านมันอย่างนี้อีกเหรอ”
“ใช่ เพราะมุกไม่มีบ้านจะอยู่ บ้านพ่อบ้านแม่ก็ถูกยึด ต้องขออาศัยคนโน้นคนนี้อยู่ไปวันๆ”
“เลือกคนที่จะขออาศัยให้ดีกว่านี้หน่อยได้มั้ย”
“ผมขอใช้สิทธิ์เจ้าของบ้านไล่คุณออกไปจากพื้นที่ของผมเดี๋ยวนี้”
คิมหันต์ไม่ให้ความสนใจคำพูดของปรารภแม้แต่นิด เขายังตะโกนใส่หน้ามุกรินต่อไป
“คุณประชดผมใช่มั้ย เห็นผมแต่งงาน คุณก็เลยเลือกมาเป็นเมียเก็บของไอ้หมอนี่ ใช่มั้ย”
มุกรินรวบรวมความโกรธทั้งหมดกลั่นออกมาเป็นคำพูดอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“เป็นเมียเก็บพี่รภ ก็ยังดีกว่าเป็นเมียน้อยผู้ชายอย่างคุณ”
มุกรินหมุนตัวเดินหนีเข้าบ้านทันที คิมหันต์พุ่งเข้าไปกระชากแขนมุกรินไว้สุดแรง ปรารภพุ่งเข้าไปขวางตรงกลาง คิมหันต์ตวาดใส่ปรารภ
“อย่ายุ่งเรื่องของผัวเมีย”
“เมียคุณอยู่โน่น ยืนรออยู่ที่รถโน่น”
“ที่ยืนอยู่นี่ก็เมียผมเหมือนกัน มันก็เมียผมทุกคนแหละ มีอะไรมั้ย”
“มี”
ปรารภเงื้อหมัดชกคิมหันต์สามทีติดกันจนเขาล้มคว่ำ
“ถ้ายังไม่ออกไปจากบ้านผม ผมจะใช้วิธีรุนแรงกว่านี้ ซึ่งผมมีสิทธิเต็มที่ในฐานะเจ้าของบ้าน จะลองดูก็ได้นะ”
คิมหันต์ค่อยๆ ชันตัวลุกขึ้น เขาจ้องหน้ามุกริน นิ่ง
“ผมผิดหวังในตัวคุณมาก”
“คุณไม่มีสิทธิ์พูดคำนี้กับฉัน หลังจากที่คุณโกหกฉันครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันต่างหากที่จะต้องพูดประโยคนี้กับคุณ ฉันผิดหวังในตัวคุณจริงๆ”
“ผมมีเหตุผลของผม ที่มุกไม่มีวันเข้าใจ”
“เหตุผลแบบนั้น มันก็คือการเห็นแก่ตัว ไปซะ แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก”
“คุณหนีผมไม่พ้นหรอก...ไม่มีวัน”
“ฉันบอกให้ออกไป...ออกไปให้พ้นจากหน้าฉัน เดี๋ยวนี้”
“อย่าให้ผมต้องใช้กำลังอีกนะ” ปรารภมองเอาเรื่องเต็มที่
คิมหันต์เดินกลับไปยังรถ พักตราเดินสวนคิมหันต์ตรงไปพูดใส่หน้ามุกริน
“ฉันแฟร์มากเลยนะ ที่ยอมให้เธอคุยกับผัวฉันอย่างนี้ แต่ก็ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เพราะมันคือการจบ แบบอวสาน ขอให้มีลูกหัวปีท้ายปีนะคะ คุณปรารภ”
พักตราเดินกลับไปขึ้นรถ สักครู่รถหรูคันนั้นก็แล่นออกไปจากบ้านหลังนี้

มุกรินและปรารภ มองตามรถพักตราที่เคลื่อนออกไป
“ขอโทษนะคะที่ทำให้พี่รภต้องเดือดร้อน”
“ไม่เลยมุก พี่ไม่มีปัญหาเลย”
“คิมไม่หยุดแค่นี้แน่ เขาคงจะจองเวรจองกรรมมุก จนกว่าจะตายกันไปข้างนึง”
“มุกอยากหนีไปให้ไกลกว่านี้มั้ย”

ภายในรถพักตราที่แล่นมาตามถนน คิมหันต์นั่งเครียด ใบหน้าบึ้งตึงมาตลอดทาง พักตราเอื้อมมือไปจับมือเขา
“รู้แล้วใช่มั้ยคะ ว่าระหว่างนังมุกกับพักตร์ ใครรักคิมมากกว่ากัน”
“ผมรู้แต่ว่า ผมรักใครมากกว่ากัน”
พักตราจ้องหน้าคิมหันต์เครียดจัด

พักตราลงรถก้าวตามคิมหันต์เข้ามากลางโถงบ้าน อาละวาด ตะโกนเสียงดังลั่น
“เป็นบ้าไปแล้วเหรอ คิมก็เห็นว่านังมุกมันแอบอยู่กินกับไอ้ปรารภ แล้วยังจะไปใยดีกับมันอีกทำไม ทำไมถึงหน้ามืดตามัวอย่างนี้ ทำเหมือนไม่เห็นหัวพักตร์เลย พักตร์เป็นเมียคุณนะ เราแต่งงานกันแล้วนะ คิม ตาสว่างซะทีเถอะ”
คิมหันต์เอ่ยปากพูดชัดๆ
“คุณอยากรู้ใช่มั้ยว่าพ่อคุณพูดอะไรกับผม ก่อนเราจดทะเบียนสมรสกัน”
“พูดอะไร”
“พ่อคุณยินยอมให้ผมจดทะเบียนกับคุณโดยไม่ต้องรักคุณ”
“บ้า”
“ผมแต่งงานกับคุณเพราะความแค้น คุณคือเครื่องมือชำระแค้นของผม”
“แปลว่าคิมหายแค้นมันเมื่อไหร่ก็จะเลิกกับพักตร์งั้นสิ เหตุผลบ้าๆ” พักตราหงุดหงิดมากขึ้น
“ไม่เชื่อก็ไปถามพ่อคุณดู”
พักตราตวาดเสียงดังลั่น
“ไม่ พักตร์ถามคิมนั่นแหละ อยากรู้ว่าพักตร์จะต้องทนอยู่กินกับสามีที่เย็นชาตายด้านอย่างนี้อีกนานเท่าไหร่ ต้องอดกลั้นอดทนอีกกี่เดือนกี่ปี คิมถึงจะรักพักตร์คะ”
“คุณไม่จำเป็นต้องทนอีกแล้ว”
พักตรามองหน้าคิมหันต์ รอฟังต่อ
“เพราะผมจะไม่อยู่ให้คุณเห็นหน้าอีกต่อไป”
คิมหันต์ขยับตัวก้าวเดินออกจากบ้าน พักตราพุ่งเข้าไปกระชากแขนเขาไว้
“อย่านะ แกจะก้าวออกไปจากที่นี่ไม่ได้นะ คิมหันต์”
“จะทำอะไรผมอีกล่ะ จะปาข้าวของ หรือส่งเสียงกรีดร้องลั่นบ้านเหมือนที่เคยทำมั้ย หรือจะวิ่งไปหยิบปืนมายิงผม ทำเลย อยากทำอะไรก็ทำเลย เพราะมันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่คุณจะมีโอกาสทำอย่างนี้กับผม”
คิมหันต์พูดด้วยเสียงดุดัน จนพักตราชะงัก นิ่งอึ้งไป
“หมายความว่ายังไง ครั้งสุดท้าย”
“จบ แบบอวสานไง”
พักตราโผเข้าสวมกอดคิมหันต์ไว้จนแน่น
“ไม่นะ ไม่จริง คิมจะไม่ไปไหนใช่มั้ย อย่าไปนะคิม พักตร์รักคิมนะ คิม...พักตร์เป็นเมียคิมนะ”
พักตรากอดจูบคิมหันต์พัลวัน แต่คิมหันต์ปัดร่างพักตร์ออกไป
“อย่าทำให้ตัวเองน่ารังเกียจไปกว่านี้เลย แค่อยู่นิ่งๆ กอดทะเบียนสมรสไว้ คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นเมียผมอยู่ดี”
คิมหันต์เดินออกจากบ้านหลังนี้ไป พักตรากรีดร้องดังลั่น

บ๋อยยกเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ไปวางที่โต๊ะข้างเวทีดนตรี ที่คิมหันต์นั่งอยู่ บนเวทีเป็นการแสดงของวงดนตรีประจำอีกวงของร้าน คิมหันต์เอ่ยปากถามบ๋อย
“น้อง...อีกวงนึงล่ะ...วงที่มีนักร้องหญิงชื่อดวงดาวน่ะ”
“วันนี้เล่นดึกครับพี่”
บ๋อยเดินออกไปเมื่อพูดจบ ดวงดาวก้าวเข้ามาทางด้านหลังคิมหันต์
“สั่งเหล้ากินขนาดนี้ คงอยู่ไม่ถึงวงฉันมั้ง”
“ถึงซี่...ผมไม่มีธุระต้องไปไหน อยู่ถึงเช้ายังได้เลย”
“ฉันหมายถึงสติน่ะ อยู่อย่างไม่มีสติ จะฟังเพลงรู้เรื่องได้ยังไง”
“เพลงไม่สำคัญเท่าคนร้องหรอก”
“พูดเอาใจรึเปล่าเนี่ย”
ดวงดาวหย่อนตัวลงนั่งข้างๆ คิมหันต์
“หรือว่าพูดเพราะอกหัก”
คิมหันต์กรอกเหล้าเข้าปาก ก่อนเอ่ยปากพูด
“มุกเขาไปอยู่กับไอ้ปรารภ”
“ฉันรู้แล้ว เมียคุณโพสต์กระจาย”
“เมียผมเหรอ”
ดวงดาวเย้า “ลืมว่ามีเมีย”
คิมหันต์ส่ายหน้า ยิ้มเย้ยหยันตัวเองก่อนพูด
“เมียนอกหัวใจ ไม่มีความหมายหรอกผู้หญิงคนนั้น”
ดวงดาวจ้องมองดูอาการของคิมหันต์ แล้วจึงยื่นหน้าเขาไปพูดใกล้ๆเขา
”ผู้หญิงที่มีความหมายสำหรับคุณ คุณก็ทำลายเขาจนยับเยิน หัวใจเขาแหลกสลายไม่มีชิ้นดี รู้บ้างรึเปล่า”
“มุกรินเหรอ”
”นอกจากมุกรินแล้ว ยังมีผู้หญิงอื่น ที่มีความหมายสำหรับคุณอีกเหรอ”
คิมหันต์จ้องมองดวงดาวเต็มๆตา
“อืม ผมยังมีอีกคน อยากรู้มั้ยว่าใคร”
ดวงดาวจ้องเข้าไปในตาของคิมหันต์ แล้วจึงเอ่ยปากว่า
“ไม่ ฉันไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเอง”
“เราน่าจะเจอกันก่อนหน้านี้นะ ผมคงจะมีความสุข ถ้ามีคนรักอย่างคุณ”
ทั้งสองคนต่างจ้องมองตากันนิ่ง เหมือนถูกมนต์สะกด เพลงรัก เพราะพริ้ง ดังกังวานขึ้น

กลางดึก ดวงดาวกำลังร้องเพลงรักกล่อมคนขี้เหงา และขี้เมาในร้าน คิมหันต์ จ้องมองดวงดาวจากโต๊ะตัวเดิม ดวงดาวจดสายตามองจ้องคิมหันต์ตลอด ระหว่างร้องเพลงนี้

พักตรานั่งถือโทรศัพท์นิ่งอยู่ในมุมมืดของคฤหาสน์หลังโอฬาร เสียงบริการให้ฝากข้อความดังออกมาจากโทรศัพท์เครื่องนั้น พักตราค่อยๆ เอ่ยปากพูด พร้อมเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาอาบ นอง สองแก้มของเธอ
“เขาไปแล้วค่ะพ่อ คราวนี้เขาคงไปจริงๆ แล้ว เขาไม่รักพักตร์เลย พักตร์ควรจะทำยังไงดี พ่อมาหาพักตร์หน่อยสิคะ ช่วยพักตร์ด้วยนะคะพ่อ”
พักตราวางโทรศัพท์ลง พลันก็เกิดอาการวิงเวียน คลื่นเหียน จนต้องวิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำ ปริมเดินเข้ามาเห็น
“คุณพักตร์คะ คุณพักตร์ ไม่สบายรึเปล่าคะ”

คิมหันต์หย่อนตัวลงนั่งในรถของเขาบนเบาะข้างคนขับ ท่าทางของคิมหันต์ เมาไม่น้อย ดวงดาวขยับตัวลงนั่งบนเบาะคนขับ แล้วเอ่ยปากพูด
“แน่ใจเหรอ ที่จะทำอย่างนี้”
“แน่ใจสิ ผมมีแอลกอฮอลล์เต็มตัวอย่างนี้ จะขับรถได้ไง เจอด่านก็โดนจับ”
คิมหันต์เอียงตัวเข้าไปหาดวงดาว
“คุณก็เคยขับรถผมแล้วนี่”
“ฉันหมายถึง...แน่ใจนะที่จะไม่กลับบ้าน”
“ไม่มีที่ไหนน่าอยู่สำหรับผมอีกแล้ว ผมอยากลองหาที่ใหม่ๆ ดูบ้าง”
ดวงดาวจ้องหน้าคิมหันต์นิ่ง
“ฉันเป็นหนึ่งในตัวเลือก เพื่อแก้แค้นนายธาดาด้วยรึเปล่า”
“อันนั้นมันผลพลอยได้”
ดวงดาวส่ายหน้า ยิ้มเย้ยหยัน
“ผู้ชายมักจะมีสัญชาตญาณเอาเปรียบผู้หญิงอยู่ลึกๆ ทุกคน”
“ผมไม่ได้บังคับคุณนะ คุณจะทิ้งผมไว้ที่นี่ก็ได้”
“มีเงินมั้ยล่ะ”
คิมหันต์เลิกคิ้ว แสดงท่าทีแปลกใจ
“กับคุณ ผมต้องใช้เงินเหรอ”
“ฉันไม่มีเงินพอจ่ายค่าโรงแรมดีๆ ให้คุณ”
“เรื่องนั้นอย่าห่วง”
ดวงดาวจึงขับรถคันนี้ออกไปจากฉาก

ถัดมา ประตูห้องพักในโรงแรมหรูเปิดออก คิมหันต์ดันร่างของดวงดาวเข้าไปเบียดชิดติดผนังห้อง เขาก้มลงไปจูบบริเวณ แก้ม ใบหู และซอกคอของเธอ ดวงดาวพยายามดันร่างของคิมหันต์ออกไปจากการกอดรัดของเขา
“อย่าทำอย่างนี้ ฉันเป็นผู้หญิงไทย ไม่ใช่ฝรั่ง ฉันไม่ชอบแบบที่ฝรั่งเขาทำกันในหนังนะ”
คิมหันต์ได้สติ พลิกตัวออกมาจากร่างของดวงดาว
“ผมขอโทษ...ผมคงเมามากไป”
“ไม่ใช่เมาหรอก...คุณเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ต่างหาก”
“ถ้าคุณรังเกียจผม...แล้วคุณยอมมากับผมทำไม”
“ถ้าฉันรังเกียจใคร คนนั้นจะเป็นอากาศธาตุสำหรับฉัน”
“แปลว่าคุณก็พอใจผมอยู่บ้าง”
“ฉันแค่อยากทำให้คนที่ฉันพึงพอใจ มีความสุข”
คิมหันต์กระเถิบเข้าใกล้ดวงดาวอีกครั้ง
“รู้เหรอว่าอะไรบ้าง ที่ทำให้ผมมีความสุข”
“เดาได้ไม่ยาก”
“แล้วอะไรที่ทำให้คุณมีความสุข บอกผมได้มั้ย”
“คุณจะทำให้ฉันเหรอ”
“ถ้าไม่ยากจนเกินไป”
ดวงดาวจ้องตาคิมหันต์สักพัก จึงเอ่ยปากออกไปว่า
“ฉันจะไม่มีอะไรกับผู้ชายอื่น จนกว่าจะเลิกคบกับคนเก่า”
คิมหันต์ยิ้มรับอย่างสุภาพ
“ขอผมนอนกอดคุณเฉยๆ ซักคืนนะ”

ประตูห้องนอนพักตราเปิดออก ปริมเดินนำพลโทอรรถเข้ามาในห้องนั้น พักตรานอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนอนใหญ่ อรรถและปริมก้าวมาอย่างแผ่วเบา เพื่อไม่เป็นการรบกวนการนอนหลับของพักตรา
ปริมอธิบายอาการของพักตราให้ผู้เป็นพ่อฟัง
“เธอร้องไห้จนหมดแรง แล้วก็หลับไป”
พลโทอรรถพิจารณาลูกสาวด้วยความเป็นห่วง
“แต่ก่อนจะหลับ เธออาเจียนไม่หยุดเลยค่ะ”
“อาเจียน”
“ค่ะ”
“เพิ่งแต่งงานไม่กี่วัน อาเจียนโอ้กอ้ากแล้ว มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอ”
“เขาคบกันก่อนหมั้นก็หลายเดือนอยู่นะคะ”
อรรถครุ่นคิดตาม
“อืม...น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี ยังไงก็ต้องขอบคุณปริม นะที่ช่วยดูแลยายพักตร์แทนผม”
“เป็นหน้าที่ ที่ท่านมอบหมายปริมอยู่แล้วนี่คะ”
“ช่วงนี้ ผมยิ่งต้องฝากคุณปริมมากขึ้นกว่าเก่า งานเดินสายโร้ดโชว์ต่างประเทศมันเยอะเหลือเกิน”
“ค่ะ แต่ถ้ามีอะไรมากกว่างานเดินสาย ท่านต้องบอกปริมเองนะคะ อย่าให้ปริมรู้จากคนอื่น...เพราะปริมคงทำใจไม่ได้”
อรรถใช้มือประคองหน้าของปริมอย่างนุ่มนวล
“ปริมดีกับผมขนาดนี้ ผมจะทำอย่างนั้นได้ยังไง”
นายพลนักรัก ยื่นจมูกเข้าไปหอมแก้มปริมอย่างอ่อนอุ่น แล้วจึงพากันเดินออกจากห้อง

บนเตียงนอนใหญ่ กลางห้องพักหรูของโรงแรมห้าดาว คิมหันต์นอนกอดดวงดาว อยู่บนเตียงนั้น ดวงดาวค่อยๆยกโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมาถ่ายรูป คิมหันต์ที่นอนหลับตานิ่ง เสียงลั่นชัตเตอร์ ไม่ถึงกับดังนัก แต่ก็ทำให้คิมหันต์รู้สึกตัว เขาขยับตัวเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปากพูด พึมพำ โดยไม่ลืมตา
“ทำอะไรน่ะ ถ่ายรูปผมเหรอ”
“อืม...”
“จะเอาไปแบล็คเมลใคร ผมไม่มีใครให้คุณขู่ได้หรอกนะ”
“ฉันจะเก็บไว้ดู คนเดียว”
“ผมหล่อ”
“ไม่เลย”
“งั้นชอบอะไรในตัวผม”
“ตา ฉันเก็บสายตาของคุณไว้ในโทรศัพท์”
คิมหันต์ค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ
”จริงเหรอ”
“ไม่บอก“
คิมหันต์คว้าโทรศัพท์ของดวงดาวมาเปิดดู เห็นภาพเขาอยู่ในหน้าจอนั้น เป็นภาพที่ดวงดาวถ่ายไว้ ที่หน้าโรงแรมม่านรูดในคืนที่เธอกับธาดาไปรับมุกริน
คิมหันต์ยิ้ม ชื่นใจ ดวงดาวดึงโทรศัพท์ของเธอกลับมา เธอแต่งรูปคิมหันต์ที่เพิ่งถ่ายเก็บไว้ในโทรศัพท์
“ฉันอยากเก็บตาที่หลับสนิทของคุณไว้ด้วย เอาไว้ดูคู่กัน”
“เลิกกับไอ้ธาดาเถอะ ผู้หญิงน่ารักอย่างคุณไม่ควรเป็นเมียคนเลวๆ อย่างมัน”
คิมหันต์หลับตาอีกครั้ง พลันดวงดาวคลื่นไส้ขึ้นมาเฉยๆ เธอลุกขึ้นจากเตียง วิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำ
ส่วนคิมหันต์นั้นหลับสนิท ไม่ได้ยินอะไรทั้งสิ้น

เสียงออดดังลั่น แป๋วแม่บ้านวัยรุ่นราวคราวน้า เดินตรงมาที่ประตูรั้ว ด้านนอกเห็นรถเก๋งติดสติ๊กเกอร์คำว่า “ข่าว ช่อง6” ข้างประตูรถ และมีนักข่าววัยรุ่นคู่หนึ่งเป็นผู้กดออด
เมื่อประตูเปิด นักข่าว 1 ตั้งคำถามทันที
“เจ้าของบ้านอยู่มั้ยป้า”
“ไม่อยู่” น้าแป๋วบอกไป
“เขาไปไหนเหรอ”
“ไม่ทราบ แกไม่ได้บอก”
“บ้านหลังนี้ใช่มั้ย ที่เมื่อวานมีเรื่องตบตีกัน”
แม่บ้านส่ายหน้ารัวๆ “ไม่รู้”
“งั้นเจ้าของบ้านหลังนี้เป็นใคร ทำอะไร ป้าพอจะบอกได้มั้ย”
“ไม่ได้...แกห้ามบอกคนแปลกหน้า”
“ชื่อ มุกรินรึเปล่า”
“เปล่า นั่นแฟนแก”
“อยู่มั้ย”
“ไม่อยู่ ไปด้วยกัน ตั้งแต่เมื่อคืน”
“อ๋อ...ป้าชื่ออะไร”
“ชื่อแป๋ว”
“งั้น เราขอถ่ายรูปป้าแป๋วหน่อยนะ”
แม่บ้านแป๋วยิ้มแฉ่ง

ที่ห้องพักในโรงแรม คิมหันต์นอนนิ่งอยู่บนเตียงเพียงลำพัง สักครู่เขาจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองเพดานห้องนิ่ง ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นนั่ง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู มีคลิปวิดีโอจากดวงดาว ส่งมาทาง Line คิมหันต์กดปุ่มเปิดดูคลิปนั้น หน้าจอเห็นหน้าดวงดาวปรากฏในจอนั้น
มันเป็นภาพที่ดวงดาวถือโทรศัพท์ถ่ายคลิปวิดีโอตัวเองเมื่อสักสี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ โดยเธอเดินพูดไปรอบๆห้อง พร้อมกับแต่งตัวไปด้วย
“ตื่นเมื่อไหร่ช่วยลงไปจ่ายค่าห้องด้วยนะ นี่คือข้าวผัดหนึ่งห่อบนโต๊ะ ผัดใหม่ๆ เผื่อคุณจะหิว...และก็...”
ดวงดาวหมุนตัวเองและหมุนกล้องเปลี่ยนมุมใหม่ เพื่อให้เห็นคิมหันต์นอนหลับหมดสภาพอยู่บนเตียง
“ถ้าคุณเมาจนจำอะไรไม่ได้ ฉันขอบอกว่าเราแค่นอนเบียดกันบนเตียงเดียวกัน แต่ไม่มีอะไรกันแม้แต่น้อย”
จากนั้นดวงดาวหมุนกล้องกลับมาถ่ายเฉพาะหน้าเธอคนเดียว
“อย่ากังวล พ่อรูปหล่อ อ้อ ถ้าไม่มีที่นอนเมื่อไหร่ก็มาหาฉันได้อีกนะ ชิลล์ๆ อยู่แล้ว บาย”
คลิปจบไปแล้ว คิมหันต์นั่งจ้องโทรศัพท์...ยิ้มพราย ดูท่าว่าจะมีความสุขไม่ใช่ย่อย

เมื่อดวงดาวเดินตรงเข้าบ้าน หน้าตาของเธอมีความสดชื่นแฝงอยู่พอสมควร จนกระทั่งธาดาเข้ามาขวางหน้า ถามเสียงขุ่น
“ไปไหนมา ดาว”
“ไปเล่นดนตรี”
ดวงดาวเอ่ยปากตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีปกติ
“ถึงเช้าเลยเหอ”
“เล่นแค่ร้านปิด แล้วก็ซ้อมต่อถึงเช้า”
ดวงดาวเดินเลี่ยงเข้าไปในโถงบ้าน ธาดาเดินตามไปใกล้ๆ เซ้าซี้ถาม
“จะซ้อมถึงเช้า ทำไมไม่บอกอา”
“แล้วเวลาอาไม่กลับบ้าน อาเคยบอกหนูบ้างมั้ย”
“ย้อนอาเหรอ”
“ไม่ได้ย้อน พูดความจริง ทุกวันนี้อากับหนูอยู่เหมือนคนเบื่อหน้ากัน ถ้าไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายอะไร เราแทบจะไม่ได้คุยกันอยู่แล้ว อารู้ตัวบ้างมั้ย”
ธาดานิ่ง อึ้งไป ดวงดาววางกระเป๋าแล้วเดินไปเปิดตู้เย็น รินน้ำกิน สักพักธาดาจึงเอ่ยปาก
“มุกโทร.หาดาวบ้างมั้ย”
“เปล่า...เขาอยู่กับนายปรารภ เจ้านายเก่า”
“รู้ได้ไง”
“โซเชียลเน็ตเวิร์ค เร็วมาก อาต้องหัดเปิดดูบ้าง จะได้หูไวตาไวกว่านี้”
ธาดาเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือของดวงดาวที่วางอยู่บนโต๊ะ เขากดเปิดหน้าจอเพื่อเข้า you tube
แต่พบว่าหน้าจอโทรศัพท์ดวงดาว ปรากฏเป็นภาพที่ค้างอยู่ที่หน้าจอ มันคือภาพถ่ายคิมหันต์นอนหลับข้างๆ ดวงดาว หลายรูป หลายมุม
ธาดา ช็อก นิ่ง อึ้ง ตะลึงตะไล หน้าชา
ดวงดาวหันมาเห็นอาการธาดาช็อก ก็หน้าชาไม่แพ้กัน
“อา”
“ดาว”
“เราเคยตกลงกันแล้วว่าจะไม่แอบดูโทรศัพท์ของกันและกันไง”
ดวงดาวดึงโทรศัพท์ของเธอกลับมา ธาดานิ่ง ยังไม่เอ่ยปากใดๆ
“หนูยังไม่เคยหยิบโทรศัพท์อามาดูเลย”
“ดาวไปนอนกับไอ้คิม เนี่ยเหรอซ้อมดนตรีถึงเช้า”
”เขาเมา หนูก็พาเขาไปนอน ก็เท่านั้นเอง”
ธาดาตวาด เสียงดังขึ้น
“เป็นเมียเขาเหรอถึงทำอย่างนั้น”
“ไม่จำเป็นหรอกค่ะอา ผู้หญิงผู้ชายนอนด้วยกันโดยไม่มีอะไรกัน เยอะแยะไปไม่เห็นแปลก หนูนอนกับอามาเป็นปีๆ มีอะไรกันกี่ครั้งจำได้บ้างมั้ย”
ธาดาขบกรามจนนูนเป็นสัน “แต่ต้องไม่ใช่ไอ้คิม ไอ้เหี้ยคิมมันไม่ได้รักดาวเหมือนอา บอกมานะว่านอน กับมันมากี่ครั้งแล้ว มีอะไรกับมันมากี่ครั้ง ดาว”
“พูดไม่รู้เรื่องอย่าพูดกันดีกว่า”
“ไม่รู้เรื่องตรงไหน อาถามว่านอนกับมันมากี่ครั้งแล้ว”
“จะกี่ครั้ง มันสำคัญตรงไหน” ดวงดาวชักโกรธ
ธาดาจ้องหน้าดวงดาว ค้นหาความจริง พร้อมกับกระชากไหล่สองข้างของเธอกระชับแน่น
“รักมันเหรอ จะหนีไปอยู่กับมันใช่มั้ย”
“อย่าบีบให้หนูทำอย่างนั้นนะ”
ธาดาตะโกนเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ
“หาจังหวะจะทิ้งอาอยู่ใช่มั้ย”
“ปล่อยนะ”
“ใช่มั้ย” ธาดาคาดคั้น
“ใช่”
ธาดาบันดาลโทสะถึงขีดสุด ตบหน้าดวงดาวอย่างแรง
“อีเลว”
ดวงดาวหน้าสะบัด เธอเหลียวกลับมาจ้องธาดานิ่ง
“หนูหาจังหวะที่จะคุยกับอา ที่จะพูดถึงอนาคตข้างหน้า ระหว่างเราว่าเราควรจะไปต่อ หรือหยุดอยู่เพียงแค่นี้ แต่วันนี้ทุกอย่างมันชัดแล้ว อาใช้อารมณ์กับหนู มันผิดข้อตกลงระหว่างเรา”
“อา...ขอโทษ”
“จนถึงวันนี้...อาก็จะไม่มีวันรู้หรอกว่าหนูรู้สึกอะไรบ้าง”
“ดาว”
“แต่สิ่งที่อาจะรู้ก็คือ หนูจะไม่อยู่กับอาอีกแล้ว”
ดวงดาวเดินหนีเข้าห้องไปเก็บข้าวของ ธาดาเดินตามไปติดๆ
“ดาว ฟังอาก่อน...ดาว...อย่าไป อย่าไปจากอานะ อาขอร้อง”
ดวงดาวไม่สนใจคำพูดของธาดาแม้แต่น้อย เธอก้มหน้าก้มตาเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋า

แต่แล้วจู่ๆ ทันใดนั้นเอง ธาดาก็เกิดหน้ามืด หมดสติล้มลงไปต่อหน้าต่อตาดวงดาวอีกครั้ง ย่อมแน่ว่าเธอตกใจไม่น้อยกับอาการประหลาดนี้ของคู่ขาหนุ่มใหญ่

อ่านต่อตอนที่ 11



กำลังโหลดความคิดเห็น...