xs
xsm
sm
md
lg

อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 3

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 3

ด้านเมรีกับอาโป รีบหันทิศกลับลำในทันที

“ไปทางนั้นไม่ได้นะคะ” เมขลาว่า
“ก็นี่ไง พวกเราไม่ขึ้นไปแล้ว ไม่พอใจอะไรอีก” อาโปบอก
เมรีกับอาโปเบียดไหล่เมขลาจนเซ ทั้งสองตรงดิ่งไปยังทิศทางของเสียงที่ได้ยินมาจากทางเข้าทันที เมขลาหน้าเสีย คิดว่าจะทำยังไงดี

สองคนรีบเร่งเดินเพราะทั้งคู่อยากจะเจอแสนมากๆ
“เมื่อกี๊ได้ยินเสียงมาจากทางนี้นะคะ” อาโปบอก
ปรากฎว่าทางเข้าว่างเปล่าเพราะไม่มีใครแล้ว
“อ้าวทำไมไม่มี” อาโปทำท่าจะโวยวาย
เมรีที่นิ่งกว่าจิกสายตาให้อาโปเงียบแล้วเงี่ยหูฟัง เสียงปิดประตูเบาๆ ดังมาจากด้านหลัง
“ทางนั้น!”
เมรีบอกแล้วพุ่งไปทันที อาโปรีบเดินตามไป เมขลาตามมาก็เห็นทั้งสองคนกำลังวิ่งหาเป้าหมายหน้าตาตื่น

ประตูห้องเก็บของถูกงับปิดลง อันยาดันแสนเข้ามาในห้องอย่างฉุกละหุก
แสนงงมาก “นี่เราเข้ามาในนี้ทำไม ?”
อันยาหน้าตาลนลาน เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าคนกำลังเดินตรงมา
เสียงเมรีดังขึ้น “ฉันได้ยินเสียงมาทางนี้”
แสนยังข้องใจและรู้สึกไม่สบายใจที่มาอยู่กันสองต่อสองในห้องแคบๆกับอันยา
“อันยา นี่ตกลงคุณ…”
อันยายกมือขึ้นปิดริมฝีปากแสนไว้อย่างอัติโนมัติ
อันยายื่นหน้าไปกระซิบบอกแสน เสียงเบา “อย่าเพิ่งพูดอะไร ฉันขอร้องล่ะ”
อันยามัวแต่เกร็งและลุ้น ขณะที่แสนมองอันยาที่มาใกล้ในระยะประชิด
“ใกล้..ใกล้เนอะ”
แสนอึ้งที่อันยาเข้ามาใกล้ขนาดนี้

เมรีที่อยู่หน้าห้องเก็บของมั่นใจ
“เสียงมันมาจากตรงนี้แหละ มีคนหลบเข้าไปในนี้” เมรีทุบประตู “ด็อกเตอร์แสน คุณอยู่ข้างในนั้นใช่มั๊ย ฉันมีธุระมาขอพบคุณค่ะ”
อาโปรีบช่วย “ด็อกเตอร์ เปิดประตูหน่อยสิคะ พวกเรามีธุระกับด็อกเตอร์น่ะค่ะ”

อันยาหันไปมองหน้าประตูห้องเก็บของอย่างเคร่งเครียดว่าจะเอายังไงดี แสนค่อยๆดึงมืออันยาออกอย่างสุภาพ
“อันยา...ผมว่าแบบนี้มัน..แปลกๆนะ”
อันยาชะงักและเหวอไป เธอรีบแก้ตัว “ฉัน..ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นกับคุณนะ”

เมรีกับอาโปได้ยินเสียงเล็ดลอดออกมา
“มีคนอยู่ในนั้นจริงๆด้วยค่ะ” อาโปบอก

อันยาที่อยู่ในห้องรีบปิดปากตัวเอง
“สองคนนั้นเป็นใคร ทำไมคุณต้องหลบเค้าด้วย” แสนถาม
“คือ…” อันยาไม่กล้าพูดเพราะกลัวข้างนอกได้ยิน
“ผมว่าการหนีมันไม่ใช่วิธีที่ดี แล้วเค้าเรียกผม คงมีธุระอะไรกับผม” แสนจะออกไป
อันยาจะรั้งแสนไว้แต่ก็คว้าไม่ทัน แสนพรวดไปที่บานประตู อันยาตาค้างคิดในใจว่าตายแน่

อาโปพยายามจะงัดห้อง เมขลาโผล่พรวดมาห้าม
“ทำแบบนี้ไม่ได้นะคะ”
บานประตูเปิดออกแล้วก็มีเสียงดังโป๊กเพราะประตูโขกเข้าหัวเหม่งของอาโปเต็มๆ
อาโปร้อง “โอ๊ย”
“ขอโทษ เป็นอะไรมากมั๊ยครับ คุณ” แสนถาม
อาโปกับเมรีเห็นคนที่ออกมาชัดๆ ก็อึ้งกันไปชั่วอึดใจ
“คุณ! ด็อกเตอร์แสน”
“ครับ คุณสองคนเรียกผม มีธุระอะไรงั้นเหรอ” แสนถาม
เมรีกับอาโปดีใจจนเนื้อเต้น
“มีแน่ๆค่ะ ฉันมา” เมรีนึกได้ “เอ๊ะ แต่เมื่อกี๊นี้ฉันเหมือนได้ยินเสียงใครอยู่ในห้องอีกคนนึง”
“จริงค่ะ เสียงผู้หญิง อาโปว่าเสียงคุ้นๆด้วยนะคะ”
เมรีพูดแล้วจะเปิดบานประตูกว้างออก เพื่อให้เห็นข้างในห้องมากขึ้น อันยาซึ่งหลบตัวลีบอยู่ เจียนจะขาดใจเพราะคิดว่าแย่แน่ๆ
มือของแสนดันบานประตูไว้ไม่ให้เมรีเปิดกว้างเกินไป
“มีแต่ของใช้น่ะครับ คุณคงจะหูฝาด” แสนบอก
เมรีกับอาโปชะงักแต่ยังไม่เชื่อ เมรีจะผลักประตูให้ได้ แสนมองด้วยสายตาปรามอย่างจริงจัง จนเมรีต้องยอมปล่อยมือจากบานประตูนั้น อันยาโล่งอก
แสนถามอย่างข้องใจ
“ไม่ทราบว่า พวกคุณมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”
อันยาที่โล่งอกไปหนึ่งเปลาะหน้าเสียขึ้นมาอีกครั้ง
“ฉันมาตามหาคน คิดว่าด็อกเตอร์อาจจะรู้จัก เค้าชื่อ….”
อันยาจะขาดใจให้ได้
เสียงม.ร.ว.เหมือนดังขึ้น “แสนคะ”

ม.ร.ว.เหมือนเดินพริ้งมาโดยในตอนแรกยังไม่เห็นเมรีและอาโป
“ลืมนัดของเรารึยังคะ ที่ท่านอาของหญิงขอให้คุณไปบรรยายให้ที่คลาส วันนี้หญิงเอารายละเอียดหัวข้อบรรยายมาให้”
ม.ร.ว.เหมือนรู้สึกว่ามีใครยืนอยู่คุ้นๆ จึงปรายสายตาไป
“คุณหญิงเหมือน”
ม.ร.ว.เหมือนพูด “เมรี นี่เธอมาที่นี่ได้ไง รู้จักกับแสนเค้าด้วยงั้นเหรอ”
อันยาได้ยินเสียงผู้มาใหม่ก็ประหลาดใจ
“คุณหญิง?”

อันยาพยายามชะเง้อดูเหตุการณ์

ฟากแสนที่อยู่หน้าห้องเก็บของไม่อยากจะเชื่อ

“คุณหญิงรู้จักคุณผู้หญิงคนนี้?”
“ค่ะ เค้าเป็นเพื่อน” เหมือนบอก เมรียิ้มได้หน้า “ห่างๆของหญิง”เมรีหน้าเจื่อนไป “เธอมาทำอะไรที่นี่”
เมรีอึกอักแต่ยังไม่ทันนึกคำตอบ
อาโปสาระแนตอบแทน “พวกเราว่าจะมาถามอะไรด็อกเตอร์แสนหน่อยน่ะค่ะ แหม ตัวจริงล้อหล่อกว่าในทีวีนะคะ”
เมรีชะงัก ที่อาโปตอบอย่างไม่เข้าท่า
อาโปนึกว่าไม่พอ “คุณแมรีก็ชมค่ะ ว่าด็อกเตอร์ดูดีจริงๆ”
ม.ร.ว.เหมือนตาลุกใส่เมรี “เธอมีธุระอะไรกับแสนเค้ากันแน่ มาทางนี้ซิ”
หญิงเหมือนส่งซิกให้เมรีตามไปทันที เมรีมองแสนยังอยากจะถาม แต่หญิงเหมือนจิกสายตาโหดมาเลยไม่กล้าจนต้องรีบไป อาโปยังยืนเฉย เมรีส่งสายตาเตือนอาโปเลยรู้ตัวจึงรีบตามไป เมขลาโล่งอก

ในห้องเก็บของ อันยาโล่งอกมากที่สุด

เมรี กับอาโปแย่งกันอธิบาย
เมรีกับอาโปพูดพร้อมกัน “ฉันไม่ได้ตั้งใจมาหาด็อกเตอร์แสนจริงๆนะคะคุณหญิง”
ม.ร.ว.เหมือนโวย “โอ๊ย ! ฉันปวดหัว พูดทีละคนได้มั๊ย”
เมรีส่งซิกให้อาโปเงียบแล้วก็พูดเอง “เรามาถามหาคนกับด็อกเตอร์แสนน่ะค่ะ”
ม.ร.ว.เหมือนมองด้วยสายตาเหมือนไม่เชื่อ
“จริงนะคะคุณหญิงเหมือน เป็นเพื่อนร่วมงานฉันเองค่ะ ชื่อ...”
ม.ร.ว.เหมือนตัดบท “ไม่ต้องพูดแล้ว ถ้าเป็นธุระจริงๆก็แล้วไป แต่อย่าให้ฉันเจออีกก็แล้วกัน ฉันเห็นมาเยอะ พวกที่ชอบสรรหาวิธีมาตีสนิทผู้ชายของเพื่อนเพื่อจะแย่งแฟนเพื่อนไป ชั้นหวังว่าเธอคงไม่ใช่คนแบบนั้นนะ”
“ไม่มีทางเลยค่ะคุณหญิง คุณหญิงช่วยแมรีทุกอย่าง เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของแมรี แมรีไม่มีทางแม้แต่จะคิดแย่ๆกับคุณหญิงแม้แต่นิดเดียว”
ม.ร.ว.เหมือนพยักหน้านิดนึงเมื่อได้ฟังคำประจบ เมรีแอบโล่งอกที่รอดจากแรงหึงหวงของหญิงเหมือนได้อย่างหวุดหวิด

แสนอธิบายด้วยน้ำเสียงตักเตือน
“ที่ผมไม่ให้พวกเค้าค้นห้อง เพราะกลัวว่าคุณจะเสียหาย ถ้าใครมาเห็น” แสนพูดเสียงเบา “เราอยู่ด้วยกันในห้องแบบนั้น”
“ขอบคุณนะคะ ฉัน..ไม่ทันคิด” อันยาปั้นเรื่อง “พอดีฉันรู้มาว่าผู้หญิงพวกนั้นเป็นเพื่อนของคุณหญิง ฉันไม่อยากให้พวกเค้ามาวุ่นวายกับคุณ ก็เลย ต้องพาคุณไปแอบน่ะค่ะ”
“คงไม่ต้องถึงขนาดหลบๆซ่อนๆแบบนั้นหรอก ทีหลังผมจะปฏิเสธพวกเค้าเอง”
อันยารับคำ “ค่ะ...”
อันยาตอบรับก่อนจะเตรียมตัวออกไปจากห้อง
“เอ่อ อันยา ยังมีอีกเรื่องนึง” แสนบอก อันยาหันมา “คราวหลังคุณ..” อันยาอึกอักเล็กน้อย “ไม่ควรจะทำแบบนั้น..กับผู้ชายนะ”
“ทำแบบนั้น หมายถึง ?”
“ก็ที่..” แสนพูดลำบาก “คุณจูงมือผู้ชายเข้าไปในห้องเก็บของ แล้ว..เอามือปิดปากน่ะ ผมขอสั่งไม่ให้คุณทำแบบนั้นอีก มันไม่..เหมาะสม”
“แต่นั่นมันสถานการณ์ฉุกเฉินนะคะ ฉันไม่มีทางเลือก” อันยาชะงักเพราะนึกได้ เธอมองหน้าแสน “หรือว่า นี่คุณคิดอะไรกับฉัน”
อันยาระแวงขึ้นมาอีกแล้ว
“บอกไว้ก่อน ! ฉัน.. ฉันไม่ได้คิดอะไรเลยนะ ฉันแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า คุณแสน ตกลงเมื่อกี๊นี้คุณ.. คุณคิดอะไรกับฉันรึเปล่า”
แสนพูดไม่ออกตอบไม่ถูก “เอาเป็นว่า...ผมเตือนคุณด้วยความหวังดีก็แล้วกัน” แสนเดินออกไปทันที
“..นี่..ต้องคิดไม่ซื่อกับเราแน่ๆ ต่อไปต้องระวังตัวให้มากๆนะอันยา”
อันยาหนาวๆ ร้อนๆ เพราะระแวงเกินเหตุอีกตามเคย

อันยาขอบอกขอบใจเมขลา
“แท้งค์กิ้วมากๆเลยนะจ๊ะเม ถ้าไม่ได้เธอช่วย ป่านนี้ฉันอาจจะถูกสองคนนั่นหาเรื่องจนต้องย้ายงานอีกครั้งแล้วก็ได้”
เมขลาพยักหน้าจ๋อยๆ “ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ถ้าเพื่ออันโกะ..เม..ทำได้จ้ะ”
อันยาไม่ได้สังเกตอาการเมขลาจึงฟุ้งต่อไป “ฉันนะ สะใจจริงๆ ตอนที่เธอเถียงยัยพวกนั้นฉอดๆ เธอเจ๋งมากเลยนะเม”
“เอ่อ อย่าไปพูดถึงมันอีกเลย” เมขลาว่า
“ทำไมล่ะ น่าพราวด์ออก เห็นหงิมๆแบบนี้ เธอเล่นพวกนั้นซะหงาย”
“เอ่อ จริงๆแล้ว ฉัน..” เมขลาโพล่งออกมา “ฉันไม่ชอบโกหก !”
อันยาชะงัก
“ขอโทษนะ แต่เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันอีกเลย การที่เราโกหกใครได้ มันไม่น่าภูมิใจอะไรหรอก”
อันยาสะอึกเพราะเข้าตัวเองอย่างแรง !
“ที่ฉันทำ ก็เพราะว่าพวกนั้นมาหาเรื่องอันโกะก่อน อันโกะไม่ต้องโดนพวกนั้นรังแกอีกก็ดีแล้ว”
อันยาพยักหน้า แต่สิ่งที่เมขลาพูดยังเสียดแทงอยู่ในใจ

อันยาเป่าปากถอนหายใจ

ณ บ้านพุฒ เสียงแตงกวาดังขึ้น

“โอ้โห สตรอว์เบอร์รีเต็มเลย”
มาลีกำลังคัดสตรอว์เบอร์รีออกเป็นสองกอง กองนึงอย่างสวยมาก ส่วนกองด้อยลงมาหน่อย
“มีคนเค้าหิ้วมาฝากพ่อแก” มาลีบอก
แตงกวาจะคว้ากินทันที
“ไม่ได้ๆ เรากินกองนี้ ที่ดีๆ สวยๆนี่ แม่จะเก็บไว้ให้แขก”
แตงกวาเสียดาย แต่ก็ยอมฟัง “จ้ะ แต่แขกเนี่ย ใครเหรอจ๊ะแม่”
แตงกวาสงสัย

แสนมีสีหน้านึกไม่ถึง
“ให้ผมไปถ่ายซ่อมวิดิโอบันทึกภาพโครงการพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่หายไป”
“ก็เลขาคนก่อนของนาย ก็อปไว้แค่ไฟล์เดียว พอซีดีนั้นถูกเปลี่ยนเป็นซีดีลามก ข้อมูลก็หายไปด้วยน่ะสิ ทางพีอาร์ต้องการภาพพวกนั้น ไปประชาสัมพันธ์โครงการต่อๆไปของเรา” บุรินทร์บอก
“แต่ถึงถ่ายซ่อมยังไงมันก็ไม่เหมือนเดิมหรอกนะครับ”
“อย่างน้อยก็มีภาพการทำงานของหัวหน้าโครงการ ก็คือนาย แล้วก็สถานที่จัดทำโครงการ ที่นา โรงหมักปุ๋ย สหกรณ์อะไรพวกนี้ ให้ทางประชาสัมพันธ์เค้าทำงานง่ายหน่อย”
แสนฟังบุรินทร์คิด
“ก็ดีครับ ถือโอกาสไปคุยกับชาวบ้านด้วย” แสนบอก
“นายนี่ชอบคุยกับชาวบ้านจังนะ”
“ถ้าผมไม่คุยกับเค้า จะรู้เหรอครับว่าเค้าต้องการอะไร ชาวบ้านคือกุญแจสำคัญของงานนี้นะครับ”
อันยาซึ่งนั่งฟังอยู่โดยตลอดรำพึงเบาๆ
“ชาวบ้าน คือกุญแจสำคัญงั้นเหรอ ?”
สีหน้าอันยามีแผนขึ้นมาเสียแล้ว

อันยาขะมักเขม้นอยู่หน้าโน้ตบุ๊คเพื่อตั้งใจค้นหาข้อมูลเป็นการใหญ่
คิมหันต์ถาม “เจ๊ทำอะไรเนี่ย นี่มันรายละเอียดโครงการข้าวพันธุ์ใหม่ของด็อกเตอร์นี่” คิมหันต์อ่านตาม “ข้อดีของโครงการ” คิมหันต์ชะงัก “เฮ้ย ไหนบอกจะดิสเครดิต แล้วมาหาข้อดีโครงการเค้าทำไม”
“แกไม่รู้อะไร เราต้องหาข้อดีให้เจอก่อน ถึงจะหาจุดอ่อนเจอ”
“แล้วเจอมั๊ย?”
อันยาไม่ตอบออกมาแต่ยิ้มเจ้าเล่ห์แทนคำตอบ
คิมหันต์รู้ความหมาย “แล้วจะเอาจุดอ่อนของโครงการเนี่ย ไปทำอะไร?”
“ฉันจะช่วยให้ชาวบ้านฉลาดขึ้นไงล่ะ อีตาด็อกเตอร์ ก็คงบอกแต่ข้อดีของโครงการอย่างเดียว มันจะพออะไร ต้องรู้ข้อเสียด้วยสิ”
“ฟังดูมีเมตตาจังนะ”
อันยาพยักหน้า “แล้วพอชาวบ้านรู้ว่าอะไรๆมันไม่ได้ดีไปหมด ก็จะมีข้อดีอีกข้อนึงตามมา ผู้คนหมดศรัทธา ด็อกเตอร์จะไม่ต้องอยู่บริษัทบ้านๆอย่างเพียงพอดี แต่ไปได้ดีที่วิชชั่นออฟฟิวเจอร์ แล้วแกกับฉันก็จะได้เลื่อนขั้น ดีมั๊ยล่ะ”
อันยาวาดฝันถึงความสำเร็จแล้วหัวเราะชอบใจ

อันยาเปิดประตูเข้ามาในรถตู้ ที่มีตากล้องและแสนซึ่งนั่งรออยู่ในรถก่อนแล้ว แสนเห็นอันยาในมาดเตรียมลุยก็อมยิ้ม
“คุณยิ้มทำไม ?” อันยาถาม
“ขอบคุณนะ ที่คุณยอมแต่งตัวทะมัดทะแมงตามที่ผมขอ” แสนบอก
“ฉันเป็นเลขานี่คะ” อันยาประชด “เดี๋ยวก็ตกงานพอดี ถ้าไม่เชื่อฟังบอส”
แสนเหลือบแลไปเห็นจิมมี่ชูส์
อันยารีบบอก “ไปถึงโน่นแล้วค่อยเปลี่ยน ให้ฉันเหลือความเป็นตัวของตัวเองไว้บ้างสิคะ”
แสนพยักหน้า “ก็ยังดี..”
อันยาแอบจิกหน้าหมั่นไส้แสนที่ไม่ยอมรับจิมมี่ชูส์
“ออกรถเลยนะครับด็อกเตอร์” ชดบอก
“ครับ”
ชดออกรถไป

รถตู้จอด แสน อันยา และตากล้อง ต่างทยอยก้าวลงมาจากรถ อันยามองดูแสนที่คุยกับตากล้อง เตรียมพร้อมทำงานกันอยู่แล้วก็คิด
เวลาต่อมา เห็นป้ายโรงหมักปุ๋ยโดดเด่น แสนกวนปุ๋ยดูว่าได้ที่หรือยัง พุฒกับแตงกวาและชาวบ้านคนอื่นๆมาดูด้วย ชาวบ้านคนหนึ่งชี้ให้ดูผักสวนครัวข้างๆ โรงปุ๋ยว่างามมากเพราะปุ๋ยนี้ ชาวบ้านต่างพยักหน้าพอใจกัน อันยาเห็นแสนดูเข้ากับชาวบ้านได้ดีก็หงุดหงิด
แสนไปดูถังน้ำหมักชีวภาพซึ่งภายในเป็นขยะเปียก ขยะอินทรีย์ที่เหลือใช้ทางการเกษตรต่างๆ ส่งกลิ่นตลบเพราะจุลินทรีย์ยังย่อยไม่หมด ชาวบ้านบางคนหน้าแหยแต่แสนตรวจดูถังหมักอย่างไม่รังเกียจ แถมยังพูดคุยกับชาวบ้านด้วยสีหน้าปกติ ห่างออกมาอันยาเอานิ้วบีบจมูกซะจนแทบจะหายใจไม่ออก
แสนไปเยี่ยมและสัมภาษณ์ถามความพอใจของครอบครัวสมาชิกโครงการ แสนคุยกับชาวบ้านอย่างเป็นกันเอง พอชาวบ้านซึ่งแก่แล้วจะลุกก็ลุกไม่ไหว แสนช่วยพยุงให้ อันยาเซ็งเพราะแสนมีภาพลักษณ์คนดีอีกแล้ว
แสนไปที่สหกรณ์ของหมู่บ้านเพื่อชี้แจงแผนการแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์บนกระดาน ชาวบ้านมองและพยักหน้าให้กับแผนบนกระดาน อันยามองหน้าหงิก
เวลาผ่านไป บันทึกภาพประชาสัมพันธ์โครงการเสร็จแล้ว แสนนั่งคุยกับแตงกวาแค่ 2คน
“เหนื่อยมั๊ยแตงกวา” แสนถาม
“ไม่เลยค่ะ สนุกดี มาบ่อยๆก็ได้ค่ะ หนูชอบคุยกับน้าแสน”

แตงกวาบอก

อันยานั่งเฝ้ารอปุ๊กลุ๊ก

“ทำไมไม่มานะ....มาซิ....ชั้นรู้ ถ้าด๊อกเตอร์มา เธอต้องโผล่มา”
ปุ๊กลุ๊กผลุบๆโผล่ๆ มาแอบดูว่าแสนอยู่ตรงไหน อันยาสังเกตเห็นปุ๊กลุ๊ก
“ออกมาเถอะค่ะคู๊ณ” อันยาบอก
ปุ๊กลุกตกใจ “ว๊าย !! เปล่า เปล่านะ ฉันไม่ได้มาแอบดูพี่แสนนะ ฉัน ฉันแค่ผ่านมาทางนี้เฉยๆ”
ปุ๊กลุกอับอายมากจึงจะรีบไป แต่ตาของเธอก็คอยเหลือบแลไปทางแสนอย่างเสียดาย ขาของเธอก็ไม่ยอมจะก้าวไป อันยามองปุ๊กลุกที่ละล้าละลังอย่างมากก็คิดแล้วมีแววตาเจ้าเล่ห์ขึ้นมา
“รีบกลับแบบเนี๊ยะ ไม่คิดถึงด็อกเตอร์เลยเหรอ” อันยาถาม
ปุ๊กลุกหันขวับ “นี่ ! ไม่ต้องมาตอกย้ำกันเลยนะ ไม่มีวันไหน เวลาไหน ลมหายใจเข้าออกครั้งไหนที่ไม่คิดถึง แต่..เมื่อเราไม่มีสิทธิ์” ปุ๊กลุ๊กเศร้า “ก็ต้องบอกลา” ปุ๊กลุ๊กหันหลังหนีด้วยลีลานางเอกมากๆ
ปุ๊กลุกก้าวขาจะจรจากไปอย่างนางเอ๊ก นางเอก
“เฮ้อ..เสียที ที่พี่แสนเค้าบ่นว่าคิดถึงเธอ” อันยาเปรย
ปุ๊กลุ๊กที่ตั้งท่าจะจากไปแล้วหันขวับมาทันที
“อะ อะไรนะ !”
“ไม่ต้องมาอะไรนะหรอก ชั้นบอกว่าเค้าคิดถึงเธอไง ชั้นว่าถ้าเธอทำดีอะไรเพิ่มอีกหน่อย เค้าอาจจะเปลี่ยนจากความคิดถึงเป็นความรักก็ได้นะ”
“ชั้นไม่เชื่อ”
“อ้าว…หวังดีก็ไม่เชื่อเหรอ”
“ก็คนที่ดูเป็นคนเลว ไม่น่าจะหวังดีเป็นนี่”
“นี่” อันยากดอารมณ์ตัวเองไว้เพื่อทำตามแผน “ชั้นอุตสาห์จะมาขอให้เธอช่วยงานเค้าซักหน่อย ไม่เอาก็ตามใจ” อันยาจะเดินหนี
“เอา”
อันยาจะเดินต่อ
“อย่าเพิ่งไป”
อันยายิ้มแล้วจะเดินต่อ
ปุ๊กลุ๊กอารมณ์เปลี่ยน “ขอร้องล่ะ ชั้นอยากช่วยเค้าใจจะขาดแล้ว จะให้ทำอะไร”
อันยาหันมายิ้มให้ “ชั้นจะให้เธอชวนชาวบ้านเล่นเกมส์ตอบคำถาม ทำได้มั้ยล่ะ”
ปุ๊กลุ๊กคิดแล้วก็ส่ายหน้าเหมือนจะปฏิเสธแต่กลับตอบว่า “ไม่น่ายาก”

ปุ๊กลุ๊กนั่งล้อมวงอยู่กับชาวบ้าน
“วันนี้เราจะมาเล่นเกมส์กัน ชื่อเกมส์ว่า ข้อดีอยู่ไหนกันนะคะ เราจะให้พี่ๆน้องๆตอบคำถามกันว่า โครงการแกล้งดินของด๊อกเตอร์แสน มีข้อไหนเป็นข้อดีบ้าง”
“แล้วมีรางวัลม่ะ” ชาวบ้านถาม
ปุ๊กลุกทำเป็นเฉไฉ “คำถามข้อที่1คือ ข้อไหนคือข้อดีของโครงการในครั้งนี้ ก.ใช้เวลาทดลองไม่กี่
เดือน ข.ใช้เวลาทดลองเป็นปีๆ”
ชาวบ้านคนหนึ่งตอบ “ก.ใช้เวลาทดลองไม่กี่เดือน”
“ผิดค่ะ คำตอบคือ ข.ใช้เวลาทดลองเป็นปีๆ” ปุ๊กลุ๊กหัวเราะชอบใจที่ชาวบ้านตอบผิด
ชาวบ้านซุบซิบกัน “มันข้อดียังไงว่าเนี่ย”
อันยาแอบดูอยู่ห่างๆ ยิ้มอย่างสมใจ
ปุ๊กลุกพูดต่อ “ข้อ2 ข้อใดคือข้อดีของโครงการนี้ ก.100เปอร์เซ็นต์ที่ผลการทลลองจะสำเร็จ ข.ไม่เต็ม100เปอร์เซ็นต์ที่ผลการทดลองจะสำเร็จ”
“ก.สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์”
“ผิดค่ะ ต้องตอบ ข.ไม่เต็ม100 เปอร์เซ็นต์”
“อย่างงี้ก็ไม่น่าทำมั้ยน่”ะ
“ทดลองครั้งแรก มันจะไป100เปอร์เซ็นต์ได้ยังไง พูดเป็นนิยายไปได้” ปุ๊กลุ๊กหัวเราะ
ทุกคนต่างวิพากย์วิจารณ์หน้าเครียด อันยาแอบขำที่แผนการเป็นไปตามที่คิด
ปุ๊กลุกถามต่อ “ข้อดีข้อต่อไปนะคะ ข้อ3 ถ้าผลการทดลองครั้งนี้ผิดพลาด ใครต้องรับผิดชอบ ก.ด๊อกเตอร์แสน ข.ชาวบ้าน และค.ถูกทั้งก.และข.”
ชาวบ้านรู้ทันแบบฉุนๆ “คำตอบคือ ค.ใช่มั้ย ด๊อกเตอร์รับผิดชอบเองคนเดียวไม่ได้แน่ๆ พวกเราต้องรับผลของมันไปด้วย”
“ถูกต้องค่ะ ชาวบ้านต้องรับผิดชอบด้วย” ปุ๊กลุ๊กหัวเราะ
“แล้วมันจะดีเหรอ แบบนี้มันก็เป็นโครงการไม่ดีซิ ด๊อกเตอร์ทำแบบนี้ไม่ถูกนะ”
“อ้าว...ใจเย็นๆก่อนซิ อย่ามาว่าด๊อกเตอร์ของชั้นนะ” ปุ๊กลุ๊กว่า
อันยาพอใจ “เข้าล็อค”

กลุ่มชาวบ้านไม่พอใจจึงพากันเดินมาหาแสน
“ต้องไปคุยกับด็อกเตอร์ให้รู้เรื่อง !”
ชาวบ้านกรูกันมาแล้วก็เจอแสนที่เดินมาพร้อมกับพุฒและแตงกวาพอดี
“มันหมายความว่ายังไง พวกเราอุตส่าห์เชื่อใจด็อกเตอร์”
แสนประหลาดใจ
อันยาย่องตามมาเพื่อดูเหตุการณ์ให้ถนัด
ชาวบ้านถามต่อ “จริงเหรอ ที่โครงการนี้ต้องใช้เวลาหลายปี”
แสนอึ้งไปกับคำถาม เขาเห็นสายตาชาวบ้านที่ต่างรอคอยคำตอบ แสนรู้สึกหน่วงหนักแต่ก็ตอบความจริงออกไป
“ครับ...”
ทุกคนอึ้งกัน หลายคนคอตก แต่พุฒมีสีหน้ารับความเป็นจริงที่สุด
“แล้วหมู่บ้านเราเป็นที่แรก อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จน่ะ จริงรึเปล่า” ชาวบ้านถามอีก
“ก็..มีความเป็นไปได้..ครับ” แสนบอก
ชาวบ้านหน้าเสียกันไปอีก
“แล้วถ้ามันไม่สำเร็จ คนรับกรรมก็จะเป็นเราด้วยใช่มั้ย”
แสนตอบนิ่งๆ “ครับ”
อันยาที่แอบมองแสนอยู่เห็นสีหน้าแสนจ๋อยๆ ก็หาข้ออ้างกับตัวเอง

“คุณทำตัวเองนะด็อกเตอร์”

 
อ่านต่อหน้า 2

อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 3 (ต่อ)

มีชาวบ้านคนหนึ่งโวยขึ้น

“ไม่ร่งไม่ร่วมมันแล้ว ไอ้โครงการนี้”
“เฮ้ย ใจเย็นๆสิวะ”
“ไม่เป็นไรครับ เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะตัดสินใจ แต่ผมขออธิบายอะไรหน่อยได้มั๊ยครับโครงการนี้ใช้เวลานาน ก็เพราะว่าเราไม่ได้ใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรมหรือจีเอ็มโอ ซึ่งจะไปตัดตอนธรรมชาติ อาจจะมีผลเสียต่อผู้บริโภคและระบบนิเวศน์ในระยะยาว แต่ผมใช้เทคโนโลยีไบโอเทค ที่เป็นธรรมชาติมากกว่า เลยต้องใช้เวลานานกว่า แต่พันธุ์ข้าวที่เราได้จะมีคุณภาพ และปลอดภัยกับปากท้องของคนไทยจริงๆ”
ชาวบ้านฟังแสนแล้วชะงักไป
“ส่วนเรื่องอาจจะไม่ได้รับผลสำเร็จเพราะเป็นที่แรก ผมไม่เคยคิดจริงๆว่าพี่ป้าน้าอาเป็นหนูทดลอง ผมเลือกที่นี่ก่อนเพราะเห็นว่ามีความพร้อมมากกว่าที่อื่น ผมมองว่าเรากำลังช่วยกันพัฒนาพันธุ์ข้าว เพื่อขยายผลให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ เรากำลังช่วยกันเพื่อจะช่วยคนอื่นๆด้วย” แสนบอก
ชาวบ้านที่โวยวายเมื่อสักครู่ยิ่งอึ้งไป
แสนพูดต่อ “แต่ผมก็ผิด ที่ไม่ได้ชี้แจงจุดนี้ให้ชัดตั้งแต่แรก ต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่อาจจะ
ต้องมาร่วมรับผิดชอบกับผม”
“ไม่ต้องขอโทษหรอกด็อกเตอร์ จริงๆพวกเราก็ต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ก่อนจะเข้าร่วมโครงการ ผมว่าคนที่จะเป็นฮีโร่ มันต้องกล้ารับผิดชอบ และต้องหัดช่วยคนอื่นบ้าง ใครยอมรับไม่ได้ก็เรื่องของเค้า แต่ผมจะทำต่อ” พุฒบอก
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ผมสิที่ต้องขอโทษที่ใจร้อนเกินไป ที่ด็อกเตอร์พูดมามันถูกต้องทุกอย่าง ผมไม่เปลี่ยนใจหรอกครับ” ชาวบ้านบอก
แสนเริ่มยิ้มออกและใจชื้นขึ้น
ชาวบ้านอีกคนพูด “ผมก็ไม่เปลี่ยนเหมือนกัน”
ชาวบ้านต่างหันมายอมรับในความจริงใจของแสนเหมือนเดิม อันยาที่แอบดูอยู่เหวอมากว่าเกิดอะไรเนี่ย
“แล้วใครล่ะ ที่เป็นคนมาแจกแจงข้อเสียของโครงการ”
ทุกคนต่างหันไปที่ปุ๊กลุก
ปุ๊กลุกรีบปฏิเสธ “ไม่ ไม่ใช่นะ”
“ไม่ใช่ได้ยังไง ก็เมื่อกี้ แกนั่นแหละที่ชวนพวกข้าเล่นเกมส์ตอบคำถามอะไรนั่นน่ะ จนพวกข้าเข้าใจด๊อกเตอร์ผิดๆกันไง”
“พี่แสน ปุ๊กลุกน่ะเหรอจะทำร้ายพี่แสน นัง นังอันยา เลขาของพี่แสนต่างหาก บอกให้ปุ๊กลุกมาเล่นเกมส์ตอบคำถามหาข้อดีกับชาวบ้าน แต่มันดันเจอแต่ข้อเสียน่ะ” ปุ๊กลุ๊กบอก
อันยาที่แอบอยู่ใจตกไปที่ตาตุ่ม เธอหันรีหันขวางว่าจะทำยังไงดี
“นั่นไง ยัยตัวดี!! มารับสารภาพผิดซะดีๆ” ปุ๊กลุ๊กเข้าไปเอาตัวอันยามา “แกหาเรื่องใส่ร้ายพี่แสนทำไมห๊ะ”
อันยานึกไม่ถึงว่าจะเพลี่ยงพล้ำจึงถึงกับรับมือไม่ถูก เธอมองแสนหน้าซีด
“คุณแสน คือฉัน ฉัน...”
“หนูอัน ทำไมถึงทำแบบนี้” พุฒถาม
อันยาพูดไม่ออก สายตาของปุ๊กลุกมองเธอมาอย่างเกลียดชัง ชาวบ้านต่างก็พากันมองมาอย่างไม่เข้าใจ !!
“หรือว่าแก ต้องการจะใส่ร้ายฉันใช่รึเปล่า แกอยากให้พี่แสนเกลียดฉัน” ปุ๊กลุ๊กจะเข้าไปตบ
แสนจับข้อมือปุ๊กลุกไว้
“พอเถอะ อย่าโทษคุณอันยาเลย เค้าทำแบบนี้ก็ถูกแล้ว”
ทุกคนชะงักไป
“คุณเป็นห่วงชาวบ้านใช่มั๊ย” แสนถาม อันยางง “ไม่งั้นทำไมคุณถึงอยากจะบอกข้อเสียให้พวกเค้ารู้ล่ะ” อันยาอึ้งๆ เพราะพูดไม่ออก “อย่าโทษคุณอันยาเลยครับ เค้าพยายามเอาข้อเสียของโครงการมาบอกเรา นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ทุกคนจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าโครงการจะมีแต่ข้อดี แล้วเราจะได้ช่วยกันแก้ไขได้เวลาที่มันมีปัญหา”
แสนเข้าไปจับไหล่อันยา
“ผมรู้ว่าคุณหวังดี แต่ทีหลังควรจะค่อยๆอธิบายให้พวกเค้าฟัง ทุกคนจะได้ไม่แตกตื่น เข้าใจมั๊ยครับ”
อันยายังอึ้งไม่หายเพราะไม่นึกว่าแสนจะเชื่อใจเธอได้ขนาดนี้จึงได้แต่พยักหน้า “ค่ะ”
แสนยิ้มแบบไม่ติดใจในตัวอันยาเลยจริงๆ
“ก็คิดอยู่ ว่าเรื่องยากขนาดนี้” พุฒพูดกับปุ๊กลุก “หัวสมองระดับแกไม่น่าจะคิดออก”
“ขอบใจนะคุณเลขา ที่เป็นห่วงพวกเรา” ชาวบ้านบอก
ชาวบ้านกลับพากันไปขอบใจอันยาอีก ปุ๊กลุกเหวอไปเพราะเจ็บใจ

คิมหันต์คุยโทรศัพท์กับอันยาแบบไม่อยากจะเชื่อ
“บร๊ะเจ้า !! ด็อกเตอร์เล่นของรึเปล่าเจ๊ ถึงได้แทงข้างหลัง ยังไงก็ไม่เข้า”
อันยาเพลียใจ “แกจะชื่นชมเค้า หรือว่าจะช่วยฉัน ห๊ะ ฉันไม่รู้แล้วว่าจะทำยังไงต่อ” “จะว่าไป ด็อกเตอร์เนี่ยมองเจ๊ในแง่ดีจริงๆนะ ถ้าผมเป็นเค้า ไม่มีทางที่จะเชื่อใจเจ๊ขนาดนี้หรอก”
“นี่แกด่าฉันเหรอ ฉันทำเพื่อความอยู่รอดของเราสองคนอยู่นะ ถ้าจะโทษว่าใครผิดก็ต้องโทษยัยเมรี !! คอยดูนะ ฉันยังไม่ยอมแพ้หรอก จะต้องจัดการให้ได้เลย”
อันยาทำท่าจะเม้งคิมหันต์ แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นว่าแสนกำลังเดินมา
“แค่นี้ก่อนนะ” อันยารีบเก็บมือถือ
“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ล่ะคุณ มีอะไรรึเปล่า” แสนถาม
“คือฉัน...มึนๆนิดหน่อยน่ะค่ะ” อันยาทำท่ามึน
“นี่ไม่สบายเหรอ” แสนถาม
แสนเป็นจริงเป็นจังเป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทันที
“ก็แค่นิดหน่อยน่ะค่ะ ไม่เป็นอะไรมากหรอก”
“ไม่ได้นะ อากาศแบบนี้ มีคนเป็นลมแดดมาเยอะแล้ว”
แสนว่าแล้วก็จูงอันยาไปจากที่ตรงนั้นเลย

อันยางงว่าจะไปไหน

อันยาพยายามห้ามความห่วงใยเกินเหตุของแสน

“ด็อกเตอร์ ฉันไม่ได้เป็นอะไรจริงๆค่ะ”
“ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก มา นั่งพักตรงนี้”
อันยารู้ว่าแสนไม่ฟังคำค้านแน่ๆ เธอจึงต้องไปนั่งอย่างเสียไม่ได้ แล้วมาลีก็ถือถาดน้ำสมุนไพรเดินออกมา
“ดื่มน้ำก่อนนะคะ เพื่อลดความร้อน แล้วจะสบายเนื้อสบายตัว หายปวดหัว หายเหนื่อยเพลียเลยล่ะค่ะ” มาลีบอก
อันยารับมาดื่มโดยไม่ทันได้มอง “ขอบคุณค่ะ” พอดื่มเข้าไปหนึ่งอึก อันยาก็ร้อง “อุ๊บส์ !”

เสียงอันยาดังลั่นออกมานอกบ้าน
“ขม!!! ไม่เอาแล้วว”

อันยาจะวางแก้วลงให้ได้ แต่แสนห้ามเอาไว้
“เดี๋ยวหกคุณ ! ยาดีก็แบบนี้แหละ”
“แต่นี่ลิ้นฉัน...ไร้ความรู้สึกไปแล้ว” อันยาเบ้ปากอย่างลืมอาย “แค่กๆ โอ๊ย ขม”
“เด็กอย่างแตงกวา เค้ายังดื่มได้เลยนะ” แสนบอก
อันยามองแตงกวาแบบไม่อยากจะเชื่อ “ไม่จริง”
“จริงครับ สูตรเนี๊ยะผมทำให้เด็กกินได้ ไม่ขม” พุฒบอก อันยาจ้องหน้าว่าไม่จริง “มาก แหะๆ”
“ดื่มเถอะค่ะน้าอัน จะได้ไม่ป่วย” แตงกวาบอก
อันยามองแตงกวาที่ใช้ลูกอ้อนเข้าหาก็อยากจะปฏิเสธ แสน พุฒ และมาลีที่อยู่ ณ ที่นั่นก็ต่างยักหน้าให้อันยายอมศิโรราบ อันยาโดนกดดันอย่างหนัก
“นึกออกแล้ว แตงกวามีตัวช่วยจ้ะ” แล้วแตงกวาก็วิ่งไป
เวลาผ่านไปเล็กน้อย แตงกวากลับมาพร้อมจานใบเล็กที่มีสตรอว์เบอร์รี่ผ่าครึ่ง
“นี่สตรอว์เบอร์รีที่แม่เตรียมไว้เป็นของฝากให้น้าแสน” แตงกวายื่นให้อันยา “อ้ามค่ะ”
อันยาไม่กล้าปฏิเสธจึงยอมให้แตงกวาป้อนสตรอว์เบอร์รีเข้าปาก
“อย่าเพิ่งเคี้ยวหมดนะคะ อมไว้ก่อน ทีนี้ก็..” แตงกวาส่งยาให้แสน
อันยาเห็นยาขมจะมาอีกก็ส่ายหน้า แต่แสนเอาแก้วจ่อริมฝีปากอันยาทันที
“ดื่มนะครับ จะได้หาย”
อันยามองไปรอบๆ เห็นทั้งพุฒ มาลี และแตงกวาจ้องรอช็อทดื่มยาของเธอกันอย่างลุ้นไม่ขยับ อันยาไม่มีทางเลือกจึงต้องหลับหูหลับตากินเข้าไป ในความทรมานของอันยา แสนพยายามป้อนยาให้อย่างอ่อนโยน
แสนพูดเหมือนคุยกับเด็ก “อีกนิดนึง.. นั่นแหละ ดีมาก”
พุฒ มาลี และแตงกวามองแสนป้อนยาให้อันยาแล้วก็แอบส่งหูส่งตากันว่าหวานเนอะ แก้วว่างเปล่าวางลง อันยาดื่มยาหมดแก้วจนได้
“ขอบใจนะแตงกวา ที่ช่วยให้อันยาดื่มยาได้” แสนบอก
“ดื่มยากับสตรอว์เบอร์รีอร่อยขึ้นใช่มั๊ยคะน้าอัน” แตงกวาถาม
อันยายังพะอืดพะอมเพราะพูดไม่ออกอยู่ เธอได้แต่ฝืนยิ้มให้

ก็อกน้ำในห้องน้ำถูกเปิดเอาไว้ อันยาเงยหน้าขึ้นมาหลังจากอาเจียนเอายาออกอย่างหมดสภาพ...
“หรือว่า อีตาด็อกเตอร์จะเล่นของจริงๆ” อันยาเครียด “โอ๊ย...อันยา เธอจะทำยังไงดี”
อันยาทั้งกลุ้มใจ ทั้งเหนื่อยใจ และเพลียร่างกายเต็มที

ปุ๊กลุกเจ็บใจที่แสนไม่เห็นความดี
“ปุ๊กลุกต่างหากที่ลงทุน ลงแรง ทุ่มเทเพื่อพี่แสน ทำไมเป็นยัยนั่นที่ได้หน้าไปเต็มๆ ยัยเลขา คอยดูนะ ถ้าเจอหน้าอีกล่ะก็”
ปรานี แม่ปุ๊กลุกซึ่งเป็นหญิงวัยประมาณ 50 เป็นคนธรรมะธรรมโมตกใจกับคำขู่ของลูก
“ปุ๊กลุก แม่เคยบอกแล้วไง กระทบกระทั่งกันก็ให้อภัย อย่าไปจองเวรจองกรรม”
เสียงฝีเท้าดังใกล้มา โกมล กำนันผู้มีอิทธิพลของถิ่นนี้เดินออกมาด้วยหน้าตาขึงขัง
“ใครไม่เกรงใจเรา เราก็ไม่ต้องไปเกรงใจมัน”
ปุ๊กลุกกับปราณีต่างชะงักเมื่อเห็นว่าทั้งสองต่างก็เกรงกลัวโกมล
“ปุ๊กลุก ฉันบอกแกกี่ครั้งแล้ว เป็นถึงลูกสาวกำนันอย่าลดตัวไปยอมใคร โดยเฉพาะไปยุ่งกับคนอย่างด็อกเตอร์แสน”
“พ่อก็ พี่แสนน่ะเค้าออกจะดี ก็ขนาดโดนเลขาของตัวเองหาเรื่อง ว่าโครงการมีข้อเสีย พี่แสนยังพูดซะจนชาวบ้านศรัทธา ไม่มีใครเปลี่ยนใจเลย” ปุ๊กลุ๊กเคลิ้ม
“นี่ไอ้แสน มันยังไม่เข็ดใช่มั้ย”

โกมลถาม พร้อมกับชักสีหน้า!

แจ้งเดินเข้ามาหาโกมลด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“นี่ไอ้ด็อกเตอร์มันยังไม่เข็ดอีกเหรอครับ ครั้งที่แล้วก็โดนขู่จนล้อรถตู้ระเบิดไปแล้ว”
“สงสัยจะอยากลองดี !! ลูกสาวข้าบอกว่า มันมาโน้มน้าวชาวบ้านยกใหญ่ ไม่เห็นหัวกำนันอย่างข้าเลยจริงๆ” โกมลว่า
“นาย จะเอายังไงบอกผมมาเลย” แจ้งบอก
แจ้งบอกโกมลด้วยสายตาเหี้ยม

เสียงอันยาดังขึ้น “จะกลับแล้วเหรอคะ !”
แสนบอกพลางเก็บข้าวของเตรียมกลับ
“ช่วงที่คุณพักอยู่ ผมถ่ายเก็บรายละเอียดที่ต้องใช้ประชาสัมพันธ์ได้ครบหมดแล้ว คุณเองก็จะได้กลับไปพักด้วย”
อันยาฟังแสนแล้วก็มีสีหน้าเจื่อน
“ผมไปรอหน้าบ้านนะ” แสนเดินออกไปก่อน
อันยาไหล่ตก เธอมองตามแสนที่เดินออกไปแล้วคิดว่าจะทำยังไงดี

อันยาหน้าเมื่อยในขณะที่เดินตามแสนซึ่งสะพายกล้องเลาะริมทางในหมู่บ้านไป อันยาคิดหนัก เพราะนึกถึงสิ่งที่รับปากธกฤต
“3 วันค่ะ ! ภายใน 3 วัน อันรับรองว่าจะมีความคืบหน้าให้บอส”
อันยาเครียดเพราะยังคิดอะไรไม่ออก ทันใดนั้นเธอก็ชนเข้ากับบ่าของแสน
“อุ๊ย จู่ๆหยุดทำไมคะด็อก”
แสนหันมาส่งสายตาให้อันยาเงียบ เขาเหลือบซ้าย แลขวาเพราะรู้สึกผิดปกติอะไรบางอย่าง

แจ้งและพวกอีก 1 คนสวมหมวกปิดหน้าเห็นแต่ดวงตา สะกดรอยตามแสนมาทางด้านหลัง

แสนเหลือบไปมองที่ต้นไม้ใหญ่เยื้องไปทางด้านหลังก็เห็นหัวรองเท้าโผล่ออกมา แสนจูงแขนอันยาพาเดินไปอีกทาง
“ไปทางโน้นดีกว่า”
อันยางงว่าเกิดอะไรขึ้น
“ด็อกเตอร์ ไม่ต้องจูงฉันก็ได้”

แสนนำอันยามาอีกทางซึ่งบริเวณนั้นมีแปลงปลูกผักอยู่
“ด็อกเตอร์ นี่เราจะไปไหนคะ รถตู้มันจอดอยู่ด้านโน้น”
อันยาเห็นบ้านพุฒอยู่ลิบๆ ที่หลังดงไม้
“จะกลับไปที่เก่าทำไมคะ ?” อันยาถาม
แสนไม่ตอบแต่จะจูงอันยาไปอีก ทันใดนั้นแจ้งและพวกก็พรวดมาขวางหน้า
“ตาไวนักนะมึง”
อันยาผงะด้วยความตกใจ
“พวกนายต้องการอะไร” แสนถาม
“โจร !!!! กรี๊ดดด ช่วยด้วย ช่วยด้วยค่ะ !!” อันยาโวยวาย
“หุบปากเดี๋ยวนี้” แจ้งชักมีดขึ้นมาขู่ทันที
อันยาเห็นมีดก็ปากพะงาบจนแทบช็อค

มาลีตำน้ำพริกอยู่บนแคร่ ในขณะที่ไอ้จอร์จดมอะไรฟุตฟิตอยู่แถวนั้น พุฒกับแตงกวากำลังช่วยกันขัดเช็ด ลงน้ำยาบนจอบและเสียมต่างๆ พุฒนิ่วหน้า
“แม่ ได้ยินเสียงอะไรมั๊ย” พุฒถาม
มาลีไม่ได้ยินคำถาม “ห๊ะ ว่าไงนะ”
พุฒชะงักไปแล้วคิดว่าหรือว่าเราหูฝาด

อันยาละล่ำละลัก
“ฉะ ฉันไม่มีเงินสดนะ วันนี้ก็ไม่ได้ใส่ของมีค่ามาด้วย อย่า อย่าทำอะไรฉันเลยน๊ะ”
แจ้งกระชากกล้องที่แสนสะพายอยู่มาขว้างลงบนพื้น แสนและอันยาอึ้ง แสนเข้าไปจะคว้ากล้องขึ้นมา
แจ้งกระชากคอแสนแล้วเอามีดขู่ “อย่าเสือกมาที่นี่อีก จำไว้นะมึง”
แจ้งผลักแสนอย่างแรงจนเขากลิ้งไปบนแปลงผัก
แสนพลิกตัวกลับมากระชากข้อเท้าแจ้งจนล้มลงแล้วขึ้นไปคร่อมตัวแจ้ง แสนกระแทกมีดสั้นในมือแจ้งจนหลุดออกแล้วกดร่างแจ้งไว้
“ใครใช้พวกนายมา !” แสนถาม
แจ้งฉุน “ซ่าส์เหรอว๊ะ”
แจ้งเข่าใส่แสน แสนหลบทันแต่เผลอปล่อยมือทำให้แจ้งลุกขึ้นมาด้วยความโมโหมาก
“ต้องเจ็บตัวก่อนใช่มั๊ย” แจ้งจะเข้าไปอัดแสน
อันยาร้อง “ด็อกเตอร์ !”
ลูกน้องของแจ้งขู่อันยา “บอกให้เงียบ!”
อันยาเหวอจนพูดอะไรไม่ออก แจ้งเข้าไปอัดแสนแต่โดนเฉียดๆ แสนเซไปแต่อาศัยจังหวะเผลอของแจ้งที่ชกเข้ามาจะชกซ้ำ แสนกระชากแจ้งให้หัวทิ่มลงมา แสนจะล็อคตัวแจ้ง แจ้งสู้ขัดขืน ทั้งสองบู๊กันอุตลุต แสนล็อคตัวแจ้งไว้ได้
อันยาดีใจ “เยส !”
ลูกน้องของแจ้งพรวดเข้าไปพร้อมไม้หน้าสามเพื่อจะฟาดแสนจากด้านหลัง
อันยาตะโกน “ด็อกเตอร์ระวัง”
แสนหันกลับมาแต่ไม่ทันแล้วเพราะไม้หน้าสามกำลังฟาดลงมา
“กรี๊ด !!”
เสียงปืนดังขึ้น พุฒตามมาพร้อมปืนในมือ โดยมีมาลีมาด้วย
“พวกแกทำอะไรว๊ะ !”
แจ้งกับลูกน้องเห็นพุฒมีปืนก็ผงะไปทันที
อันยาร้อง “ช่วยด้วยค่ะ คนร้าย มันขู่จะทำร้ายเรา !!”
พุฒไล่ยิงใส่ 2 คนนั้นทันที ลูกน้องแจ้งผลักไม้ไผ่ที่กองไว้แถวนั้นใส่พุฒเพื่อให้เขาตามไม่ทัน
“ไอ้พวกเลวเอ๊ย !” พุฒวิ่งตามไปยิง
มาลีเข้าไปดูแสน “เป็นอะไรมั้ยคะด็อกเตอร์”

อันยาทรุดฮวบลงกับพื้นแล้วจับหน้าอกเพราะรู้สึกเหมือนหัวใจจะวาย

อันยาเหวี่ยงอย่างไม่เกรงใจใคร

“ฉันจะกลับ จะกลับเดี๋ยวนี้ !”
พุฒ มาลี แตงกวา และชาวบ้านละแวกใกล้ที่รู้เรื่องมาดูเหตุการณ์
“อันยา เราต้องเคลียร์เรื่องคนร้ายกับตำรวจท้องที่ก่อน” แสนบอก
“ใครอยากได้ปากคำ ก็มาถามฉันที่กรุงเทพ แต่ฉันจะไม่อยู่ที่นี่ ไม่อยู่ต่อแม้แต่นาทีเดียว”
“ผมรู้ว่าคุณตกใจ แต่คนร้ายหนีไปแล้ว ชาวบ้านก็อยู่กันหลายคน ใจเย็นๆก่อนได้มั๊ย”
“เชิญคุณเย็นไปคนเดียว ครั้งแรกก็ล้อรถตู้ระเบิด นี่ก็มีคนร้ายโผล่มา คุณจะเอาตัวเองมาเสี่ยงอีกทำไมคะ”
แสนสะอึกกับถ้อยคำรุนแรงของอันยาแล้วมองไปเห็นชาวบ้านมุงฟังอยู่
“มีอะไรค่อยไปพูดกันที่บริษัท ผมขอร้อง” แสนบอก
“ฉันไม่มีอะไรจะพูดแล้ว !! ที่นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อน! ไม่มีความปลอดภัยแม้แต่นิดเดียว ไม่รู้ว่าทนอยู่กันไปได้ยังไง”
แสนอึ้งๆ ที่อันยาพูดต่อหน้าชาวบ้านแบบไม่เกรงใจขนาดนั้น
“ฉันจะกลับ !” อันยาว่า
แสนเสียงเข้มขึ้น “ไม่มีการกลับไปไหนทั้งนั้น จนกว่าจะให้ปากคำเสร็จ”
อันยาวี๊ด “คุณแสน!”
“ผมรู้ว่าคุณเสียขวัญ แต่เปิดตาดูซะก่อน คนที่เดือดร้อนไม่ได้มีแค่เรานะ”
แสนมองไปที่แปลงผักที่พังยับเยิน
“คุณควรจะสงบสติอารมณ์ แล้วอดทนเพื่อเห็นแก่คนอื่นบ้าง ผมขอให้คุณอยู่ให้ปากคำกับตำรวจก่อน แล้วค่อยกลับ เข้าใจนะครับ”
พุฒเดินเข้ามาบอกแสน “รถตำรวจมาแล้วครับ”
แสนพยักหน้าแล้วเดินไปกับพุฒ อันยาอึ้งเพราะรู้สึกยิ่งกว่าหน้าแตกจนแทบจะหงายเงิบที่โดนแสนจัดใส่เต็มๆแบบนี้

ณ โรงพัก
โกมลพูด “ไอ้แจ้งเนี่ยนะ ไปลอบทำร้ายด็อกเตอร์”
โกมลที่ถูกเชิญมาที่โรงพักด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ ตำรวจ พุฒ และแสนจับตามองโกมลอยู่
“ถึงมันกับพวกจะปิดหน้าปิดตา แต่รูปร่าง และท่าทางแบบนั้น ฉันว่าใช่แน่ๆ” พุฒบอก
“บอกเองนะ ว่าคนร้ายปิดหน้าปิดตา แล้วจะมั่นใจได้ยังไงว่าเป็นลูกน้องฉัน” โกมลพูดกับแสน “มากล่าวหากันลอยๆแบบนี้ไม่ได้นะ”
แสนกับพุฒมองหน้ากันเพราะรู้แล้วว่ากำนันไม่ให้ความร่วมมือ
“แล้วตอนนี้นายแจ้งอยู่ที่ไหน กำนันพอทราบมั๊ยครับ เรากระจายกำลังออกค้นหา แต่ไม่พบเลย”
โกมลชะงักไปเล็กน้อย “ผมจะไปรู้เหรอ ไม่ใช่ญาติมันนี่ แต่วันนี้มันไม่มีงานที่ร้าน มันจะไปไหนของมันก็ได้”
“บังเอิญจังเลยนะครับ หายไปวันเดียวกันกับคนร้ายพอดี”
“ผมติดต่อมันได้เมื่อไหร่จะรีบบอกจ่า” โกมลพูดกับแสน “บอกพวกคุณทันที ผมเป็นกำนันของที่นี่
ถ้ามีใครมันทำเรื่องเลวๆกับแขกของบ้านเราอย่างด็อกเตอร์ ผมก็ไม่ปล่อยมันไว้แน่ !!”
โกมลทำแมนใส่มากๆ

พุฒพยายามส่งเงิน 3พันบาทคืนให้แสน
“ผมรับไม่ได้หรอกครับ ด็อกเตอร์เจ็บตัวแล้ว จะมาจ่ายค่าผักให้ผมอีกทำไม”
โกมลเดินมาเห็นเข้าก็อดเหน็บแนมไม่ได้
“น่าจะดีใจนะ ได้ค่าผักก่อนจะขายได้ซะอีก”
พุฒส่ายหน้า “ผมอยากปลูกมันจนโต มากกว่าจะเสียหายด้วยน้ำมือของคนเลวๆ”
โกมลสะอึกที่พุฒมาย้อน
“มันก็เลวจริงๆน่ะแหละ แต่ด็อกเตอร์เองก็น่าจะลองคิดดูว่าไปทำอะไรให้ใครเค้าเดือดร้อนรึเปล่า นี่ผมเตือนด้วยความหวังดี”
“ขอบคุณที่หวังดีนะครับ แต่คนเรา ถ้ามีความเดือดร้อนอะไรก็น่าจะมาพูดคุยกัน ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงดักทำร้ายกันลับหลัง”
โกมลชะงักเพราะรู้ว่าแสนจงใจจะบอกเขา
“ผมไม่ได้ต้องการมาสร้างความเดือดร้อนให้ใคร แค่อยากร่วมมือกับชาวบ้านสร้างชุมชมเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนขึ้นมา ก็เท่านั้น”
โกมลนิ่งโดยไม่รู้ว่าฟังแสนแล้วคิดอะไรอยู่
“ผมหวังว่าคนที่เสียผลประโยชน์จะยอมวางเรื่องส่วนตัว เพื่อเห็นแก่ส่วนรวมบ้าง ลานะครับ”
แสนเดินไปกับพุฒ ลับหลังแสนโกมลก็สบถออกมา
“ทำเป็นพูดดี !!! ร้านปุ๋ยเคมีของฉันอยู่มาก่อนแกเกิด จะให้ฉันเปลี่ยนตามแกเหรอ ฝันไปเหอะ”
โกมลกระทืบเท้าแล้วมองตามแบบสุดจะเจ็บใจ

แสนเดินมากับพุฒ พุฒมองแสนที่ยังคงขบคิดอยู่
“ด็อกเตอร์ก็คิดใช่มั๊ยครับ ว่าคนร้ายต้องมีคนสั่งมา” พุฒถาม
“แต่เรายังไม่มีหลักฐาน” แสนบอก
“ผมล่ะเกรงใจด็อกเตอร์จริงๆ จะช่วยคนในหมู่บ้านเราแต่ละที ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้”
“ไม่เป็นหรอกครับลุง ถ้าเรายอมแพ้ให้กับคนพวกนี้ ประเทศชาติก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี”
“ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ให้มากๆนะครับ”
แสนพยักหน้า แล้วแสนกับพุฒก็เดินมาถึงรถตู้ของบริษัทที่จอดรออยู่
“อันยาให้ปากคำเสร็จ รออยู่ในรถแล้วใช่มั๊ย” แสนถามชด
“คือ พอให้ปากคำเสร็จ คุณอันจ้างรถในหมู่บ้านให้ไปส่งที่บริษัทตั้งชั่วโมงมาแล้วครับ” ชดบอก
“กลับไปแล้วงั้นเหรอ?”

แสนชะงักงันไป
 
อ่านต่อหน้า 3

อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 3 (ต่อ)

โกมลคุยมือถือโดยกำชับเสียงเข้มอยู่ในมุมปลอดคน

“อย่าโผล่หน้าออกมาเชียวนะ ไอ้โง่!! ให้ขู่พวกมันแค่นี้ดันให้คนสงสัยได้”
แจ้งที่อยู่ระหว่างหลบหนีหน้าเสีย ลูกน้องแจ้งคอยมองซ้ายขวาอย่างระแวงระวัง
“แล้ว..ฉันต้องหลบไปถึงเมื่อไหร่” แจ้งถาม
“ยังมีหน้ามาถาม !! ก็รอให้เรื่องซาซะก่อนสิวะ หรือไม่ก็ให้ข้ากำจัดไอ้ด็อกเตอร์นี่พ้นทางได้ก่อน”
โกมลวางสายด้วยแววตาที่อาฆาตแสนยิ่งขึ้น

อันยาส่งเงินให้คนขับรถ เสร็จแล้วก็หยิบมือถือขึ้นมาดู ที่หน้าจอมือถือมีภาพพร้อมชื่อของแสนขึ้นมาว่าเขาโทรเข้า
อันยาไม่รับสายแต่พูดกับภาพหน้าจอ “นึกเหรอฉันจะนั่งรถกลับมากับคุณ กล้าหักหน้าฉันขนาดนี้”
อันยาคิดด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ก่อนที่จะกดปิดเครื่อง อันยามีแววตาอยากแก้เผ็ดแสนเต็มที

ม.ร.ว.เหมือนหงุดหงิดเพราะโทรหาแสนไม่ติด เมรีกับอาโปมาคอยประจบเอาใจอยู่ ทั้งสามนั่งอยู่ที่ซุ้มข้างเวทีงานเปิดตัวน้ำหอมกลิ่นใหม่ ซึ่งมีสตาฟกำลังจัดเตรียมงาน
“ด็อกเตอร์นะ พอเลยเวลาออฟฟิศก็ไม่ยอมรับสายเลย”
เมรีคว้าถ้วยกาแฟจากมืออาโปที่เป็นคนไปซื้อมาแล้วส่งให้ม.ร.ว.เหมือน
“กาแฟหน่อยนะคะ จะได้สดชื่น” เมรีแนะนำ “คุณหญิงน่าจะลองคอนแทคกับเลขาของด็อกเตอร์อย่างที่เคยทำนะคะ อาจจะติดต่อได้ง่ายขึ้น”
“ถ้าเป็นเลขาคนก่อนฉันจัดไปนานแล้ว ไม่ใช่ยัยกระดูกเบอร์ 10 รายใหม่ล่าสุดนี่”
อาโปเซอร์ไพร์ส “ต๊าย ตาย ด็อกเตอร์แสนเปลี่ยนเลขาใหม่อีกแล้วเหรอคะ”
“ยัยอัลไซเมอร์นั่น หยิ่งมาจากไหนก็ไม่รู้ พูดถึงแล้วยังโมโหไม่หาย”
“อัลไซเมอร์ เค้าเป็นชาวอะไรคะ เป็นลูกครึ่งหรือฝรั่งเพียวๆ” อาโปถามซื่อๆ
เมรี และม.ร.ว.เหมือนมองอาโปแบบไม่อยากเชื่อ
“อาโปล้อเล่นน่ะค่ะ รู้ใช่มั้ยว่าอัลไซเมอร์เป็นชื่อโรค ไม่ใช่ชื่อคนจริงๆ” เมรีหันไปถาม
อาโปหน้าเหวอไปก่อนจะแกล้งยิ้มกลบเกลื่อน
ม.ร.ว.เหมือนพูด “แม่นั่นทำตัวจองหองกับฉัน ไม่รู้ว่าใครต่ำใครสูง ฉันเลยเรียกหล่อนว่าอัลไซเมอร์ เพราะชื่อหน้าหล่อนมันขึ้นต้นว่า “อัน” พอดี”
เมรีกับอาโปฟังเพลินๆ แล้วก็ชะงักไป
“เลขาใหม่ของด็อกเตอร์แสนชื่ออันเหรอคะ ?” เมรีฉุกใจสงสัย “อันอะไรคะคุณหญิง”
“จะไปสนใจชื่อแม่นั่นทำไม”
“ชื่อคุ้นๆน่ะค่ะ บางทีอาจจะเป็น...คนรู้จัก” เมรีบอก
ม.ร.ว.เหมือนฟังเมรีแล้วพยายามคิดแต่คิดไม่ออก
เมรีถาม “ใช่อันยารึเปล่าคะ”
ม.ร.ว.เหมือนหันขวับไปทันที
เสียงอิงค์กี้ดังขึ้น “ใช่จริงๆด้วย !”
ไม่ทันขาดคำ แก้วน้ำเปล่าก็ถูกโยนไปที่ถุงใส่ขยะซึ่งอยู่เยื้องไปด้านหลังของกลุ่มม.ร.ว.เหมือนและเมรีทำให้น้ำกระเซ็นโดนทั้งสามคน
ม.ร.ว.เหมือน เมรี และอาโปร้องออกมา “ว๊าย !! อะไรเนี่ย”

อิงค์กี้ทำท่าตกอกตกใจ
“ต๊าย ขอประทานโทษนะคะ ไม่เห็นว่ามีคน ปกติบริเวณนี้มันเป็นที่สำหรับทิ้งขยะในงาน”
ม.ร.ว.เหมือนพูด “งั้นต้องเอาตัวเธอนั่นแหละ มากองทิ้งไว้เป็นอย่างแรก เพราะคิดสกปรกมากที่สุด”
“พูดแบบนี้กับพรีเซนเตอร์หลัก ตัวเสริมอย่างคุณหญิงระวังจะตกขอบเวที” อิงค์กี้ว่า
“ไม่จริง เธอไม่ใช่พรีเซนเตอร์ของหลักงานนี้”
อุ๊บอิ๊บ ผู้จัดการอิงค์กี้เสนอหน้ามาทันที
“เจ้าของงานเปลี่ยนใจให้น้องอิงค์กี้เป็นพรีเซนเตอร์หลักแล้วค่ะ เพราะวินาทีนี้ไม่มีใครเหมาะกับสเน่ห์ความหอมร้อนแรงของน้ำหอมตัวใหม่นี้เท่าน้องอิงค์กี้อีกแล้ว”
เมรีกับอาโปพากันชักสีหน้าไม่เห็นด้วย
ม.ร.ว.เหมือนตอบ “ก็จริง”
อิงค์กี้กับอุ๊บอิ๊บแปลกใจที่ม.ร.ว.เหมือนไม่ยักขัด
ม.ร.ว.เหมือนพูดต่อ “ได้ยินว่ากลิ่นนี้หอมไกลมาก พฤติกรรมเหม็นๆของเธอ !ถ้าใช้กลิ่นเบาๆคงเอาไม่อยู่”
“ยัยป้าหญิง อยากเลือดกลบปากมากใช่มั้ย” อิงค์กี้ว่า
อิงค์กี้คว้าถ้วยน้ำในมือของอุ๊บอิ๊บจะมาสาดใส่หญิงเหมือน หญิงเหมือนเงื้อถ้วยกาแฟพร้อมสู้
อาโปตบฉาด “มันส์ละค๊า” อาโปเตรียมจะถ่ายคลิป
อุ๊บอิ๊บเอาตัวเข้าขวางระหว่างสองคน “พลีส นักข่าวกำลังมานะคะ”
อิงค์กี้กับม.ร.ว.เหมือนสะดุ้งเฮือกเมื่อหันไปเห็นนักข่าวมาจริงๆ อิงค์กี้รีบยื่นแก้วน้ำให้ม.ร.ว.เหมือน
“ดื่มน้ำเปล่าล้างคอซะหน่อยสิคะ”
ม.ร.ว.เหมือนอยากซัดอิงค์กี้มากแต่ก็ต้องฝืนยิ้มเมื่ออยู่ต่อหน้ากล้อง
“แหม พอดีเลยได้เจอทั้งคู่ วันก่อนด็อกเตอร์แสนออกทีวีทำไมไม่เห็นน้องอิงค์กี้และคุณหญิงไปให้กำลังใจเลยล่ะคะ”
“รายการไปถ่ายทำกะทันหันน่ะค่ะ อิงค์กี้เลยทิ้งงานไปไม่ได้”
“อ๋อ พอดีเราใช้เวลาด้วยกันเยอะแล้ว แสนเค้าคงเกรงใจ ไม่กล้าขอให้หญิงเหมือนไป”
อิงค์กี้แก้เกม “ด็อกเตอร์เกรงใจคุณหญิงเหมือนเกรงใจญาติผู้ใหญ่เลยนะคะ ทีกับอิงค์กี้ไม่เห็นว่าเค้า” อิงค์กี้ทำเป็นมีความนัย “จะเกรงใจแบบนั้นเลย”
ม.ร.ว.เหมือนไม่พอใจ “เอาที่ไหนมาพูด !”
อิงค์กี้ไม่ทันจะเถียง นักข่าวก็ถามขึ้นอีก
“น้องอิงค์กี้พูดแบบนี้ หมายความว่าคบหากับด็อกเตอร์แสนอยู่ใช่มั้ยครับ”
“อุ๊ย” อิงค์กี้ทำท่าทางอายมาก “เรื่องแบบนี้ ฝ่ายหญิงอย่างอิงค์กี้คงพูดเองไม่ได้หรอกค่ะ”
“ไม่พูดก็ดีเหมือนกัน!” หญิงเหมือนพูดกับนักข่าว “จะได้ไม่ต้องเอาไปหารสิบกันให้เหนื่อย”
“พูดความจริง ไม่กลัวใครจะว่าอะไรอยู่แล้วล่ะค่ะ”
ม.ร.ว.เหมือนพูด “จริงพอๆกับเรื่องในละครที่คุณน้องสวมหัวโขนเล่นอยู่รึเปล่าคะ พี่ล่ะอยากรู้จริงๆ”
ม.ร.ว.เหมือนส่งสายตาจิกปะทะแต่ริมฝีปากของเขากลับฉีกยิ้ม อิงค์กี้แกล้งยิ้มแบบมารยาใส่ไม่แพ้กันแต่รังสีปะทะกันแรงมาก แสงแฟลชจากนักข่าวกระจายวูบวาบไปทั่วบริเวณ
เมรีกับอาโปต้องหลบมาอยู่นอกวงโคจร
“ท่าทางศึกนี้จะยาวนานนะคะคุณแมรี” อาโปนึกได้ “เมื่อกี๊นี้ เราถามอะไรคุณหญิงค้างไว้นะคะ”
เมรีหน้าเมื่อยเพราะคิดในใจว่าให้มันได้อย่างนี้สิ

หน้าจอสมาร์ทโฟนของอันยามีข้อความข่าวแจ้งเข้ามา อันยาที่เพิ่งอาบน้ำสระผมเสร็จใช้ผ้าขนหนูซับผมพลางหยิบมือถือขึ้นมาอ่านไปพลาง
“สองสาวต่างวัยประทะกันสุดแซ่บ ?”
อันยากดอ่านลิงค์ซึ่งเป็นข่าวในหน้าเว็บเพจแนวกอซซิบ ภาพข่าวงานอีเวนท์ช่วงเย็นที่อิงค์กี้กับหญิงเหมือนยืนคุมเชิงกันมีคำโปรย
“ศึกชิงหัวใจด็อกเตอร์หนุ่ม ใครตัวจริง ใครตัวหลอก ขอเชิญด็อกเตอร์มาตอบ..”
อันยากระแทกมือถือลงบนโซฟา
“มาทำเป็นสั่งสอนคนอื่น เรื่องของตัวเองยังเอาไม่รอด !! คอยดูพรุ่งนี้เถอะ”

อันยายิ่งคิดก็ยิ่งยั๊วแสน

ณ ออฟฟิศเพียงพอดี แสนเดินเข้ามาในที่ทำงานด้วยท่าทางไม่ปลอดโปร่งสักเท่าไหร่ เมขลาเห็นแสนก็ทักทาย

“สวัสดีค่ะด็อกเตอร์”
“ครับ มาเช้าตามเคยนะ...” แสนยิ้มให้ตามปกติ
แสนกำลังจะเดินผ่านมุมประชาสัมพันธ์ของเมขลาไป แต่แล้วเขาก็ชะงักแล้วเดินกลับมา
“นี่อันยาเค้ามารึยัง”
“ยังไม่เห็นนะคะ” เมขลาตอบ
“เมื่อวานตอนเย็น เค้ากลับมาที่บริษัทก่อน ผมติดต่อเค้าไม่ได้” แสนบอก
“คงจะเหนื่อยจากไปลงพื้นที่เมื่อวานนี้มั๊งคะ ไม่น่าจะมีอะไร”
“นั่นน่ะสิครับ”
แสนรับคำตามเมขลาก่อนจะเดินไปแบบยังไม่คิดอะไรมาก

แสนเดินมาถึงหน้าห้องทำงานก็พบว่าที่เก้าอี้เลขาฯ ของอันยาที่หน้าห้องยังคงว่างเปล่า แสนชักรู้สึกไม่ดีเพิ่มขึ้นแต่ก็พยายามไม่คิดอะไร เขาเดินไปเปิดประตูห้องทำงานจนเห็นบางสิ่งบางอย่างในนั้น แล้วเขาก็ชะงัก
“อันยา”
แสนเห็นหญิงสาวคนนึงนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา แสนรีบเข้ามาในห้อง แต่แล้วพอเก้าอี้นั้นหมุนมากลับกลายเป็นอิงค์กี้ที่กำลังฉีกยิ้มกว้างให้
“แหม...เห็นด็อกเตอร์แฮปปี้ที่เจออิ๊งค์กี้ ค่อยปลื้มหน่อย นึกว่าจะไม่คิดถึงกันซะแล้ว”
แสนหน้าฝืดไป “คุณอิ๊งค์กี้..”
“ไล่ยัยเลขาหน้าเชิ่ดนั่นออกไปได้ก็ดีแล้วล่ะค่ะ สบายหูสบายตาขึ้นม๊ากมาก”
“คือ..” แสนจะอธิบายว่าไม่ได้ไล่อันยา
“ไม่ต้องขอโทษแทนยัยเลขาที่มันเสียมารยาทกับอิ๊งค์กี้หรอกค่ะ สำหรับอิ๊งค์กี้ ด็อกเตอร์ทำอะไรก็ไม่ผิด แล้วที่ไล่มันออกก็ถูกต้องที่สุด”
“คือผมไม่ได้” แสนพูด
อิ๊งค์กี้ขัดขึ้น “แล้วไม่ต้องกลัวเรื่องขาดคนทำงานนะคะ เดี๋ยวอิ๊งค์กี้ให้พี่อุ๊บอิ๊บผู้จัดการส่วนตัวมาเป็นเลขาให้ ทำงานดี๊ดีค่ะ”
“ผมไม่ได้เกรงใจ แต่ผม..”
ประตูเปิดกว้างออกกว่าเดิม ม.ร.ว.เหมือนกระแทกส้นเท้าเข้ามา
“แสนเค้ารำคาญหล่อนต่างหากล่ะยะ ที่พยายามจะยัดเยียดผู้จัดการจอมชะเลียนั่นมาให้เป็นเลขาของเค้า”
ม.ร.ว.เหมือนเข้ามาประชิดแสนอีกด้านแถมดึงให้แสนผละห่างออกจากอิ๊งค์กี้
“หญิงรู้จักเลขามืออาชีพหลายคน ไม่ใช่พวกสอพลอดารา พอว่างก็แชท ว่างก็เม้าท์เรื่องชาวบ้าน”
“คนเค้ารู้จักสร้างคอนเน็คชั่น ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ตให้เป็นประโยชน์ ด็อกเตอร์คะ ณ จุดๆนี้จะมีเลขาโลว์เทคไม่ได้นะคะ”
“พวกเลขาสาระแนก็ไม่เหมาะจะทำงานกับแสนเค้าหรอกย่ะ สาระแนพอกันทั้งเจ้านายลูกน้อง”
“ใครกันแน่ที่สาระแน ฉันคุยกับด็อกเตอร์อยู่ดีๆ แล้วคุณหญิงป้าก็โผล่มา แก่จนต้องโกรกปิดผมขาวแล้วยังไม่มีมารยาท”
ม.ร.ว.เหมือนฉุน “อร๊าย ฉันเลือกปฏิบัติย่ะ ต่ำสถุลย์ไร้สกุลอย่างหล่อนไม่จำเป็นที่ฉันต้องให้เกียรติ์”
“งั้นฉันก็ไม่ต้องให้เกียรติ์หัวหงอก ที่ไม่รู้จักคิดเหมือนกัน”
ม.ร.ว.เหมือนตัวสั่นและอยากจะกรี๊ด
แสนทนไม่ไหวแล้ว “ขอโทษนะครับ”
แสนเร่งโวลุ่มขึ้นเล่นเอาอิ๊งค์กี้และหญิงเหมือนผงะ
แสนพูดต่อ “ขอโทษด้วย..ที่เสียงดัง.. พอดีผมต้องทำงาน ถ้าหากว่าพวกคุณมีปัญหากันขอเชิญไปคุยกันที่อื่น”
ม.ร.ว.เหมือนและอิ๊งค์กี้ต่างก็จ๋อยกันไป
“ป้า ไปก่อนสิยะ”
ม.ร.ว.เหมือนสวน “เรื่องอะไร หล่อนก็ออกไปก่อนสิ”
ทั้งสองคนทำท่าจะขัดแข้งขัดขาขัดอารมณ์กันอีก
แสนเดินไปเปิดประตูรอ “เชิญครับ” แสนส่งสายตาเชิญทั้งสองคนให้ออกไป
ทั้งสองคนชะงักเพราะเท่ากับโดนไล่ทั้งคู่ ทั้งสองต่างเดินออกอย่างไม่ค่อยเต็มใจ
“เอ่อ แล้วก็..ไม่ต้องแนะนำใครมาเป็นเลขาผมนะครับ เพราะว่าผม ยังไม่ได้ไล่อันยาออก”
ม.ร.ว.เหมือน และอิ๊งค์กี้เหวอกันไป แสนรู้สึยุ่งยากใจเพราะวุ่นแต่เช้าเลย

ณ คอนโดอันยา เสียงโทรศัพท์มือถือของเธอดัง อันยาจิบกาแฟยามเช้าหอมกรุ่นด้วยสีหน้าท่าทางเหมือนกับนางแบบในโฆษณากาแฟที่ดูชิลล์มากๆ อันยาเหลือบมองมือถือก็เห็นหน้าจอเป็นแสนโทรเข้ามา
“งานเข้าแล้วใช่มั้ยล่ะ”
อันยาหยิบมือถือขึ้นมาแล้วทำท่าจะรับสายที่ข้างหู แต่กลับกดปิดเสียงซะงั้น

แสนที่รอสายอยู่ชักจะร้อนใจ
“ไม่รับสาย อีกแล้ว?”
แสนคิดว่าจะเอาไงดี เขาไปหยิบสมุดออร์แกไนซ์มาเปิดดูตารางงานตัวเองก็เห็นว่าบนหน้ากระดาษมีโน้ตเขียนไว้ว่า “อันยากำลังจัดการอยู่”
“เราให้อันยาทำคิวให้ ? ยังไงดี”
แสนคิด

อันยาเปิดอ่านแท็บเลตดูแบบรองเท้ารุ่นใหม่ในเว็บไซด์อยู่
“นี่น่าจะเข้ากับชุดใหม่ของเรานะเนี่ย” อันยาตื่นเต้น
เสียงแมสเสจเข้ามาที่เครื่อง อันยาเปิดข้อความดู หน้าจอบอกว่า “กรุณาโทรกลับผมด่วน มีเรื่องงานต้องปรึกษา”
อันยาอ่าน “กรุณาโทรกลับผมด่วน มีเรื่องงานต้องปรึกษา”
อันยานิ่งคิด แล้วโทรออก
อันยาพูดกับพนักงานขาย “นี่พี่เองนะ เห็นว่าวันนี้จะมีรุ่นใหม่ๆเข้ามา ของมาชัวร์รึเปล่า ?”

อันยาถามพนักงานขายไม่ได้โทร.กลับแสนแต่อย่างใด

แสนพยายามเคลียร์งานที่อยู่บนโต๊ะรอไปพลางๆ แต่ตาเหลือบดูมือถือตลอดซึ่งก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น แสนปิดงานที่ไม่ค่อยสำคัญตรงหน้าลงแล้วหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความลงไปอีก

ส่วนอันยาวางสายจากเพื่อน
“ขอบใจจ้ะ เดี๋ยวสายๆพี่จะเข้าไปที่ร้านนะ” อันยาวางสายแล้วเห็นข้อความเข้า
ที่หน้าจอมีข้อความเข้ามาว่า “ต้องหาสเก็ตดวลงาน ขออนุญาตดูที่โต๊ะทำงานคุณนะ”
“จะค้นโต๊ะทำงานฉัน หาของงั้นเหรอ !”
อันยาทำท่าเหมือนจะขึ้นแต่แล้วก็กลับพลิกไปดีอกดีใจซะงั้น

แสนดูบนโต๊ะทำงานเลขาของอันยา เขาเปิดดูเอกสารบนโต๊ะก็ไม่มีตารางงาน แสนไม่สบายใจ แต่ต้องทำ เขาตัดสินใจเปิดลิ้นชักดูก็เห็นว่าในลิ้นชักมีแต่เครื่องสำอางค์
แสนชะงักแล้วรีบปิดลงไปด้วยความเกรงใจ เขามองไปรอบๆ แล้วก็ไม่หยุดแค่นั้น แสนเปิดตู้ชั้นอะไรแถวนั้นดูด้วย ที่ตู้ซึ่งแปะคำไว้ว่า “ข้อมูลงานวิจัย” เปิดออกมาก็เป็นพวกเครื่องดื่มต่างๆ
ที่ตู้ซึ่งแปะคำว่า “โปรเจ็คท์ปี 55” เปิดออกมาเป็นแมกกาซีนผู้หญิง
ที่ตู้ซึ่งแปะคำไว้ว่า “เอกสารราชการ” เปิดมาเป็นกล่องรองเท้า
“เอกสารหายไปไหนหมด”
แสนสุดจะอึ้งและเหวอมากๆ
ไม่ทันจะหายงง เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะเลขาฯ ก็ดังขึ้น
แสนรีบรับ “อันยา นั่นคุณรึเปล่า” แสนชะงักไป “ขอโทษครับ คุณวิชัย ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรครับ
ห๊ะ นัดกับผมตอนสิบโมง เมื่อไหร่ ?” แสนฟังแล้วยิ่งอึ้ง “เมื่อวานนี้เลขาผมบอกคุณเหรอ”
แล้วมือถือของแสนก็ดัง แสนบอกวิชัย
“เดี๋ยวนะครับ ถือสายรอสักครู่นะครับ”
แสนมองหน้าจอก็เห็นเบอร์ใครที่ไม่คุ้น แต่เขาก็หยิบขึ้นมารับ
“ผมแสนพูดครับ คุณบรรลือ มีนัดกับผมตอน 10 โมงวันนี้ ห๊ะ!” แสนรู้ตัว “ขอโทษครับ แต่แน่ใจเหรอครับว่าเรามีนัดกัน อะไรนะ เลขาผมนัดให้”
ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์สำนักงานจากในห้องทำงานแสนก็ดังออกมา แสนชะงัก มือถือหูโทรศัพท์สำนักงานบนโต๊ะเลขา ส่วนมือนึงก็กำมือถือแบบงงไปหมด
“มันอะไรเนี่ย !”

เสียงหัวเราะของอันยาดังออกมาที่แผนกเสื้อผ้าสตรี อันยาหยิบหมวกเก๋ๆ มาลองหน้ากระจกด้วยสีหน้าฟินอย่างแรง คิมหันต์ที่เดินอยู่ข้างๆ มีท่าทางไม่สบายใจ
“อีตาด็อกเค้าถึงกับส่งข้อความมาว่า” อันยาชูมือถือให้ดู “ติดต่อกลับด่วน มีเรื่องต้องเคลียร์เดี๋ยวนี้!!” ควันออกหูเป็นตันๆแล้วมั๊ง”
คิมหันต์ไม่ขำด้วย “เจ๊ !! มั่นเกินไปแล้ว ไหนบอกจะคิดแผนไปรายงานบอส แล้วนี่เล่นอะไรอยู่ ถ้าเค้าโกรธจริงๆ ไล่เจ๊ออกจะทำยังไง”
“ฉันไม่ลืมภารกิจหรอกน่า แล้วก็ไม่มีทางให้อีตาด็อกนั่นไล่ฉันออกด้วย คอยดูนะ”
อันยาหยิบมือถือขึ้นมากดโทรออก

แสนกำลังเคลียร์สายโทรศัพท์ในห้องทำงานตัวเองอยู่
“ต้องขอโทษด้วยนะครับ ที่มีการสื่อสารผิดแบบนี้ ครับ ผมจะรีบจัดคิวนัดใหม่ให้คุณเร็วที่สุด”
แสนวางสายแล้วถอนใจเหนื่อยๆ แล้วมือถือก็มีสายใหม่เข้ามาอีกที่หน้าจอเป็นชื่อ “อันยา” โทรเข้า
แสนหยิบขึ้นมารับทันที
“อันยา นี่มันเรื่องอะไรกัน!! ทำไมเอกสารถึงได้หายไปหมด แล้วทำไมคุณถึงนัดเจ้าหน้าที่ แล้วก็ลูกค้าให้ผม ซ้อนกันไปหมดแบบนี้”

คิมหันต์ฟังเสียงแสนจากสปีคเกอร์ก็ถึงกับสะดุ้ง เพราะรับรู้ได้ถึงความพิโรธของแสน แต่อันยาหาได้สะเทือนไม่ เธอทำเหมือนจะพูดแต่กลับหยุดแล้วกระแอมไปก่อน

แสนที่ตั้งใจฟัง เขามีอารมณ์ที่ยังโกรธไม่ใช่น้อย
อันยาพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเป็นเรื่องจริงมาก “ขอ..ขอโทษค่ะด็อกเตอร์ ฉัน เพิ่งจะเห็นข้อความ ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น...ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายน่ะค่ะ”

ที่แผนกเสื้อผ้า อันยาหยิบชุดสวยมาทาบตัวแล้วส่องกระจกด้วยสีหน้าเบิกบานมาก
“แล้วได้ยินว่าที่บริษัทมีหนู ฉันกลัวของใช้เสีย ก็เลยต้องเอาเก็บไว้ในตู้”

แสนฟังอันยาเล่าอย่างสมจริงสีหน้าที่โกรธของเขาค่อยๆคลายลงอย่างไม่รู้ตัว
เสียงอันยาดังจากมือถือ “แค่ก แค่ก” เสียงไอของอันยาฟังทรมานมาก “เรื่องนัด มันซ้ำซ้อนกันเหรอคะ ฉัน..ฉันขอโทษ ฉันไม่รู้จริงๆ ตอนนั้นไข้มันคงจะขึ้นแล้วน่ะค่ะ ถึงได้จำอะไรผิดๆถูกๆ”
จากอารมณ์ที่โกรธอันยาอย่างเยอะในตอนแรกแสนยิ่งอ่อนลงไปอีก
เสียงอันยาดังจากมือถือ “นี่..นี่ฉันคงทำให้ด็อกเตอร์ลำบากมากเลยใช่มั้ยคะ เดี๋ยว เดี๋ยวฉันจะไปที่บริษัทเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ขอ..ขอกินยา แล้วก็แต่งตัวก่อน แค่กๆ”

อันยาแต่งตัวจริงๆ ทั้งลองผ้าพันคอ หมวก และเสื้อคลุมสวยๆ พนักงานช่วยส่งแอสเซสซอรี่ให้ไม่หยุดและสนุกกันใหญ่

แสนยังคงฟังเรื่องโกหกของอันยาด้วยความเห็นใจ
เสียงอันยาดังจากมือถือ “ด็อกเตอร์ รอแป๊บนะคะ อีกสัก สองชั่วโมง ฉันจะรีบ..รีบไป แค่กๆ”
แสนทนไม่ไหว “ไม่เป็นไร วันนี้คุณไม่ต้องมาทำงานหรอก ผมขอโทษนะ ผมไม่รู้ ว่าคุณไม่สบาย”
อันยาพูด “ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะ ฉันไม่ดีเอง ดูซิ ทำให้คุณต้องมาเดือดร้อนวุ่นวาย ฉันจะไปค่ะ ฉันจะ...”
“อันยา ผมขอร้อง คุณพักผ่อนให้เต็มที่ ห้ามมาทำงาน”

อันยาอมยิ้มเลยเพราะเข้าล็อคเป๊ะๆ
เสียงแสนดังจากมือถือ “แล้วถ้าอาการไม่ดีขึ้น อยากให้ผมช่วยอะไรก็รีบโทรมาบอกนะครับ”
“ด็อกเตอร์..คุณดีกับฉันจริงๆ...แค่กๆ ขอบคุณมากนะคะ”

แสนวางสายลงจากความรู้สึกไม่พอใจเปลี่ยนเป็นห่วงอันยา

อันยาวางสายลงแล้วจิกสายตาไปที่คิมหันต์

“ไงล่ะ อยากมาหักหน้าฉันก่อน ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ”
“รู้ว่าเจ๊น่ะเทพ แต่ขอเหอะ อย่าทำอะไรเสี่ยงๆแบบนี้อีก นอกจากสะใจแล้วได้อะไรมั้ย ?” คิมหันต์ถาม
“ทำไมจะไม่ได้ นอกจากได้แก้เผ็ดเมื่อวานนี้แล้ว ถ้าอีตาด็อกเคลียร์คิวซ้อนไม่ได้ เพื่อนร่วมงานเกลียดขี้หน้าขึ้นมา เราก็อาจได้ปิดจ็อบไงล่ะ” อันยาบอก
อันยาลอยหน้าแบบไม่ได้หวั่นใจเลย

แสนบอกเมขลา
“ขอบใจมากนะเม ที่ผมช่วยผมอธิบายกับลูกค้า และเจ้าหน้าที่พวกนั้นจนได้”
“ไม่เป็นไรค่ะ พอดีที่ประชาสัมพันธ์วันนี้ไม่ค่อยยุ่งเท่าไหร่”
แสนโล่งอกที่เคลียร์เรื่องวุ่นในช่วงเช้าไปได้

อันยาเดินเฉิดฉาย คิมหันต์ที่เดินตามหลังช่วยหิ้วถุงช็อปปิ้งมาให้มากมาย
“ทำมาบอกว่าแก้เผ็ด จริงๆหาเรื่องลั๊ลลามากกว่ามั๊ง ผมคิดถูกมั้ยเนี่ยที่ฝากอนาคตไว้กับเจ๊”
“เลิกเม้งซะที เรื่องแผนที่ต้องรายงานคุณธกฤต พอได้ช็อปปิ้งให้เอนโดฟินหลั่งแล้ว เดี๋ยวฉันก็คิดออก !!” อันยาย้ำ “ระดับอันยา แค่นี้จัดการได้อยู่แล้ว ยิ่งคนตรงทื่ออย่างด็อกเตอร์ รับรองว่าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน”
อันยามั่นใจ

ที่หน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
“คุณเม ผมรบกวนอีกเรื่องนะครับ เรียนคุณบุรินทร์ให้หน่อย ว่าบ่ายนี้ผมจะเข้ากรุงเทพ ไปดูพวกอุปกรณ์ห้องแล็ปเพิ่ม”
“ค่ะ” เมขลาแปลกใจ “เอ๊ะ ทีแรกด็อกเตอร์บอกว่าจะเข้าไปพรุ่งนี้นี่คะ”
“เปลี่ยนใจแล้วครับ ไปวันนี้เลยดีกว่า อันยาดูไม่สบายมาก ผมอยากไปเยี่ยมอาการเค้า”
แสนตั้งใจดีที่จะไปดูอาการของเลขาฯ

อันยาเดินหอบถุงช็อปปิ้งเต็มไม้เต็มมืออย่างลันล้า จู่ ๆ ก็มีเสียงเรียกด้วยเสียงซีเรียสดังขึ้น
“อันยา!”
อันยาเบรกกึกด้วยความตกใจก่อนจะหันไปมองก็เห็นว่าเป็นทวยเทพ ที่เดินเข้ามาหาอันยาอย่างร้อนรน
“ผมมีเรื่องจะต้องคุยกับคุณ”
ทวยเทพพูดด้วยหน้าตาซีเรียส

รถแสนแล่นอยู่บนถนน เมขลานั่งอยู่ข้าง ๆ แสนที่เป็นคนขับ
“ขอบคุณที่อุตส่าห์มาเป็นเพื่อน ถ้าผมมาหาอันยาคนเดียว คงไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่” แสนบอก
“ไม่เป็นไรค่ะ ลาแค่ครึ่งวันเอง แล้วเมอยากมาเยี่ยมอันโกะด้วย ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นยังไงมั่ง”
แสนนิ่งไปและมีสีหน้าเป็นกังวลเพราะเป็นห่วงอันยา

แสนขับรถเข้ามาจอดหน้าคอนโด เมขลาหันไปมองก็เห็นร้านโจ๊กอยู่ใกล้ ๆ แสนจอดรถ เมขลากับแสนเดินลงมาจากรถ
“ด็อกเตอร์ไปรอที่ล็อบบี้ก่อนนะคะ เมขอซื้อโจ๊กฝากอันโกะหน่อย”
แสนพยักหน้า เมขลาเดินออกไป แสนเดินเข้าไปในคอนโด

อันยาขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ
“ฉันเคยบอกคุณตั้งล้านหนแล้ว ว่าถ้าจะมาต้องนัดก่อน ตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์คุย เพิ่งช็อปปิ้งมาเหนื่อย ๆ” อันยาจะเดินไป
ทวยเทพเข้ามาขวาง “ไม่ได้ ต้องคุยตอนนี้”
“เป็นอะไรของคุณ! มานอยด์ใส่แบบนี้ ฉันไม่คุยด้วยหรอกนะ”
อันยาจะไปให้ได้ ทวยเทพทนไม่ไหวเลยโพล่งออกไป
“คุณไม่ได้ไปเทรนงานจ็อบฮันท์ให้พนักงานที่ปากช่อง แต่ไปทำงานที่เพียงพอดี!”
อันยาอึ้งและหน้าเหวอ เธอหันกลับมา

ทวยเทพมองอันยาด้วยแววตาเอาเรื่อง ในมือทวยเทพมีซองเอกสารอยู่

 
อ่านต่อหน้า 4

อันโกะ กลรักสตรอว์เบอร์รี่ ตอนที่ 3 (ต่อ)

คิมหันต์เดินเข้ามาสั่งโจ๊ก

“โจ๊กใส่ไข่พิเศษถุงนึงครับ”
เมขลาเดินเข้ามาสั่งโจ๊กเหมือนกัน คิมหันต์หันไปเห็นเมขลาก็ชะงัก เมขลาก็แปลกใจไม่แพ้กัน
“บังเอิญจัง คุณมาทำอะไรแถวนี้เนี่ย” คิมหันต์ถาม
เมขลาไม่ตอบ แต่ถามกลับ “นี่คุณมาดูแลอันโกะเหรอคะ ?”
คิมหันต์ลืมตัว “ดูแลทำไม? เค้าโตแล้ว ดูแลตัวเองได้”
เมขลาไม่อยากเชื่อ “ที่ซื้อโจ๊กนี่ ไม่ได้ซื้อให้อันโกะ ?”
“ซื้อให้ทำไม กินเองสิคุณ ของอร่อยๆ” คิมหันต์บอก
“ทั้งๆที่อันโกะดีกับคุณขนาดนี้! คุณไม่สนใจ ดูดำดูดีเค้าบ้างเลยเหรอ”
“สปอยล์มากเดี๋ยวเสียคน เค้าเยอะ ผมต้องคอยเบรก ตบๆกลับเข้ามา ไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง”
เมขลาช็อค “นี่ยังมีความเป็นลูกผู้ชายอยู่รึเปล่า ที่คุณพูดคือแฟนคุณ แล้วเค้าก็กำลังป่วยอยู่นะ”
“แฟน? แฟนอะไร ป่วยอะไร” คิมหันต์งง “ป่วยการเมืองน่ะสิ” แล้วคิมหันต์ก็นึกได้
เมขลาปรี๊ดขึ้นมา “คุณไม่ดูแลก็ไม่เป็นไร ดีนะที่ด็อกเตอร์ชวนให้มาเยี่ยมอันโกะ ไม่งั้นก็คงไม่มีคนดูแล”
เมขลารับโจ๊กแล้วเดินออกไปทันที
“ด็อกเตอร์แสนมา !! ถ้าไปเจอเจ๊ โป๊ะแตกกันพอดีดิ !”
คิมหันต์ได้สติก็รีบวิ่งตามออกไป

คิมหันต์ดักหน้าดักหลังเมขลาเอาไว้
“อะไรของคุณ??” เมขลาถาม
“ผมขอร้อง ...ช่วยผมหน่อยนะ ขอร้อง ๆ ไหว้ล่ะ” คิมหันต์บอก
“ฉันต้องไปเยี่ยมอันโกะ ด็อกเตอร์รอฉันอยู่ ชั้นต้องพาเค้าขึ้นไปเจออันโกะ”
“ไปช่วยผมก่อน แค่แป๊บเดียว ถ้าผมไม่ได้” คิมหันต์มองไปก็เห็นร้านขนม “สังขยาฟักทองไปให้แม่ มีหวังผมโดนฆ่าแน่ เชื่อมั้ย เดือนที่แล้วงูเข้าบ้าน แม่ผมฆ่างูด้วยมือเปล่า”
เมขลามองคิมหันต์ประมาณว่าอะไรของมัน “คุณก็ไปซื้อเองสิ นั่นน่ะ ร้านอยู่ตรงนั้น” เมขลาชี้ไปที่ร้านขนมหวาน
“แต่ผมเลือกไม่ถูก สังขยาฟักทอง มันต้องฟักทองแบบไหน เหลืองมาก เหลืองน้อย”
“มันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ บอกแม่ค้า เดี๋ยวเค้าก็หยิบให้”
“แล้วถ้าเกิดเค้าเอาอันที่ไม่ดีมาให้ล่ะ... คุณดูเป็นกุลสตรีต้องรู้จักฟักทองสังขยาดีแน่ ๆ ไป ช่วยเลือกให้ผมหน่อย”
“ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ !” เมขลารีบบอก
“ไม่เชี่ยวชาญไม่เป็นไร ...ไปซื้อเป็นเพื่อนก็ยังดี”
ว่าแล้วคิมหันก็ลากเมขลาไป เมขลาเหวอและดิ้นเท่าไหร่คิมหันต์ก็ไม่ยอมปล่อย

อันยาดูรูปในมือซึ่งเป็นภาพอันยากับแสนที่ทำงานใกล้กันหลายรูป อันยาเห็นแล้วปรี๊ด
“นี่คุณให้คนตามสืบเรื่องฉันเหรอ!!! มากไปแล้วนะ!! รู้จักคำว่าสิทธิส่วนบุคคลบ้างรึเปล่า!!”
“ถ้าไม่ให้คนไปสืบ ผมคงไม่รู้ว่าอันโกหก หลอกทั้งผม ทั้งที่บริษัท เพื่อจะลดตัวไปเป็นเลขาให้ไอ้แสน ดร.บ้านนอกนั่น!! หลงสเน่ห์มันมากใช่มั้ย” ทวยเทพว่า
“ห๊ะ ฉันเนี่ยนะหลงสเน่ห์ด็อกเตอร์ ไปกันใหญ่แล้ว!!” อันยายังไม่อยากเล่าความลับ “โอ๊ย ฉันจะพูดยังไงดี”
“ที่พูดไม่ได้ เพราะว่ามันจริงใช่มั้ยล่ะ รสนิยมคุณก็สูงมาตลอด ทำไมถึงได้ตกต่ำไปยุ่งกับคนโลว์โซแบบนั้น”
“นี่กล้าด่าฉันขนาดนี้เลยเหรอ”
“ก็คุณนอกใจผมก่อน บอกมาซิ ว่ามันมีอะไรดีกว่าผม คุณถึงได้ติดอกติดใจขนาดนี้”
อันยาอยากจะปรี๊ดใส่ว่าทำไมทวยเทพคิดไปได้ขนาดนี้

คิมหันต์พาเมขลามาถึงหน้าร้านขนมไทยแล้วพยายามเบนความสนใจ
“เนี่ย เลือกให้หน่อย เอาเนี๊ยบๆเลยนะ เลือกสิคุณ”
เมขลาเหวอแล้วคิดว่าเลือกก็เลือกเพราะถึงขั้นนี้แล้ว เธอหันไปลงมือเลือก
เมขลายื่นขนมให้คิมหันต์1ชิ้น “อ่ะ”
“อีกซิ แม่ผมกินเยอะกว่านั้น”
“แม่คุณจะกินกี่ชิ้นล่ะ”
“10ชิ้น”
“ห๊ะ 10ชิ้น สังขยาฟักทองเนี่ยนะ”
คิมหันต์พยักหน้าแล้วรีบเดินไปอีกมุม เขาหยิบมือถือขึ้นมาโทรออก คิมหันต์พยายามต่อสายหาอันยา

อันยากับทวยเทพยังนอยด์กันอยู่มากๆ แล้วเสียงมือถือก็ดัง อันยาจะรับ
“นี่ยังสนใจเรื่องอื่นอีกเหรอ !” ทวยเทพว่า
อันยามองจิกทวยเทพแบบไม่สนใจเพราะจะกดรับ ทวยเทพเข้าไปปัดมืออันยาเลย
“ผมไม่ให้คุณคุยกับคนอื่นตอนนี้
อันยาปรี๊ดขึ้นเพราะสุดจะทนแล้ว
“โอเค ใช่ ! มันเป็นอย่างที่คุณพูด จบมั้ย?!”
“อะไรนะ!!”
“ก็ได้ยินชัดแล้วนี่! ฉันเป็นอย่างที่คุณบอกนั่นแหละ พอใจรึยัง”
“ไม่!! จะพอใจได้ไง อันยา คุณใจร้ายมาก” ทวยเทพโมโหมาก “คุณทำยังงี้กับผมได้ยังไง”

แสนถามพนักงานอยู่ตรงเคาน์เตอร์รีเซปชั่น
“คุณอันยา? เมื่อกี๊เหมือนจะเห็นอยู่แถวๆนี้นะคะ ไปไหนแล้วนะ” พนักงานมองหา
แสนรอคำตอบอย่างลุ้นๆ ว่าพนักงานจะคิดออกรึไม่ มือถือของแสนดังขึ้น
แสนถอยมารับโทรศัพท์ “ผมแสนพูดครับ อ๋อ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ขอไปได้แล้วเหรอครับ”
แสนคุยโทรศัพท์

คิมหันต์พิมพ์ที่หน้าจอมือถือว่า “งานงอก ด็อกเตอร์มาหาเจ๊แล้ว” เมขลาซึ่งถูกใช้เลือกขนมอยู่ เลือกเสร็จอย่างรวดเร็ว
เมขลาส่งถาดให้แล้วบอกแม่ค้า “คิดเงินด้วยค่ะ”
คิมหันต์หันไปเห็นเมขลาเลือกเสร็จแล้ว ก็ตกใจ เขารีบกดส่งข้อความ ข้อความถูก “send”ไปแล้ว
คิมหันต์ปราดเข้าไปหาเมขลา “เดี๋ยว!” คิมหันต์ดึงถาดกลับมา
“ฉันก็เลือกให้แล้วไงคะ”
“เอ่อคือ มันต้อง..ต้องตรวจสอบคุณภาพก่อน”
เมขลาอึ้งๆ ส่วนแม่ค้าหน้าหงิกยิ่งกว่า
คิมหันต์รีบเก็บมือถือแล้วแอบภาวนาเบาๆ
“อ่านข้อความด้วยนะเจ๊ อ่าน !”

อันยาหันควับเพราะอยากจะไปให้พ้นๆจากตรงนี้ แต่ทวยเทพโกรธมากและไม่ยอม เขาคว้าตัวอันยาเข้ามา
อันยาไม่พอใจ “จะทำอะไร!”
อันยาสะบัด แต่ทวยเทพไม่ปล่อย
“ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ!!! หูดับไม่ได้ยินฉันพูดเหรอ !” อันยาทั้งผลักทั้งดัน
“ทีงี้ล่ะทำเป็นดิ้น ทีไปขลุกอยู่กับไอ้ด็อกเตอร์กระจอกนั่น ไม่เห็นจะดิ้น!!” ทวยเทพยิ่งเบียดเข้าใกล้
“จะทำอะไร” อันยาจะตะโกน “ช่วยด้วยค่ะ ช่วย..”
ทวยเทพเห็นอันยาจะตะโกนก็ยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“คุณไม่มีสิทธิ์นอกใจผม” ทวยเทพยื่นหน้าเข้ามาใกล้อันยามาก
“ทำอะไร ทุเรศ ปล่อยฉันน๊ะ”
“ผมไม่เชื่อหรอก ว่ามันจะมีดีกว่าผม”
ทวยเทพจะจับอันยาเข้ามาจูบ อันยาผลักแต่ไม่ไหว เธอกำลังจะแย่ แต่จู่ ๆทวยเทพก็กระเด็นออกไป แถมโดนหมัดเหวี่ยงเข้าเต็มหน้า แสนปรากฎตัวมาช่วยอันยาไว้ได้ทันหวุดหวิด
“ด็อกเตอร์ !”
ทวยเทพหน้ามึน เขาหันมาเห็นแสนก็ผงะไปทันที ทวยเทพมองรูปถ่ายแสนที่หล่นอยู่บนพื้นแล้วมองแสนตัวจริง
“แก ไอ้ด็อกเตอร์กระจอก”

ทวยเทพแค้นมาก เขาโถมเข้ามาจะอัดแสน

ทวยเทพถลาเข้ามาจะต่อยแสน แต่ถูกแสนจับล็อคเอาไว้

แสนด่าทวยเทพ “ไม่เคยมีใครสั่งใครสอนรึไง ว่าไม่ควรทำแบบนี้กับผู้หญิง”
ทวยเทพโวยวาย “ปล่อย!!! ปล่อยสิวะ เรื่องของคนเป็นแฟนกัน แกยุ่งอะไรด้วย”
แสนชะงักไปเมื่อได้ยินว่า “แฟน” เขาผลักทวยเทพออกอย่างแรงออกจนเซไปเกือบล้มคะมำ
“ถ้าไม่อยากให้ยุ่ง ก็หัดเกียรติแฟนตัวเองซะบ้าง !!ผู้หญิงเค้าไม่เต็มใจ ต่อให้เป็นแฟนก็ทำแบบนั้นไม่ได้” แสนบอก
อันยาปฏิเสธ “ไม่ใช่นะ เค้าไม่ใช่แฟนฉัน”
“คุณเงียบไปเลยดีกว่าอัน” ทวยเทพพูดกับแสน “ให้เกียรติเหรอ? แล้วไอ้ที่แกมาหาแฟนฉันถึงคอนโดเนี่ย หมายความว่ายังไง”
“อย่าคิดอะไรให้ต่ำเกินไป!” แสนว่า
“ความคิดของฉัน” ทวยเทพมองแสนหัวจรดเท้า “มันก็เข้ากับสภาพกระจอก ๆ ของแกนั่นแหละ”
แสนยิ้มอย่างสมเพชมาก “การศึกษากับฐานะ มันช่วยอะไรคุณไม่ได้จริง ๆ”
ทวยเทพโมโหมากจนอยากจะเข้ามาตั๊นหน้าแสนอีก แต่แสนตั้งการ์ดเตรียมพร้อมอย่างไม่กลัวทวยเทพ อันยารีบเข้าไปห้าม
“พอ ๆ หยุดๆๆๆ!” อันยาพูดกับทวยเทพ “กลับไปเดี๋ยวนี้!! กลับไป!”
ทวยเทพไม่พอใจ “อัน!”
“เข้าใจซะที ว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน!! ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ!! ไป”
“อัน...ทำไมคุณทำกับผมได้ขนาดนี้”
“ก่อนจะว่าฉัน คุณควรจะสำรวจตัวเองก่อน ถ้าคุณไม่ล้ำเส้นฉัน เรื่องนี้มันคงไม่เกิดขึ้น!”
ทวยเทพทั้งเจ็บทั้งแค้น เขามองอันยาอย่างเสียใจ
“ไม่งั้นฉันเรียกรปภ.โยนคุณออกไปจริงๆนะ” อันยาบอก
ทวยเทพชี้หน้าแสนด้วยสายตาอาฆาต
“เรื่องระหว่างเรามันไม่จบแค่นี้แน่!” ทวยเทพกระแทกส้นเท้าเดินออกไป
อันยามองตามทวยเทพอย่างไม่พอใจ

ทวยเทพถลาจะเดินออก ทันใดนั้นม็อบถูพื้นก็ไถมาขวางไว้เพราะแม่บ้านกำลังถูพื้นอยู่
“ถอยไปสิโว๊ย คนจะเดินไม่เห็นเหรอ” ทวยเทพว่า
“ระวังลื่นนะคะ”
ทวยเทพลื่นพรวดเพราะเดินไปบนพื้นลื่นๆ จนถึงกับล้มคะมำ เขายิ่งโกรธจนหน้าแดง
ทวยเทพวีนแตก “ถูพื้นยังไงให้มันเปียก”
แม่บ้านเหวอ ทวยเทพเดินออกไปแต่เขาเหยียบตรงที่เดิมแล้วก็ลื่นอีก แม่บ้านมึนพร้อมกับคิดในใจว่าอะไรของมัน

อันยาจะเข้าไปดูอาการแสน
“คุณเป็นอะไรมั้ยคะด็อกเตอร์”
แสนส่ายหน้า “แต่แฟนคุณสิ ท่าทางเค้าจะเข้าใจผิด”
“ฉันขอย้ำพร้อมกับขีดเส้นใต้สองเส้น.. ทวยเทพเป็นแค่เพื่อน ไม่ใช่แฟน ไม่รู้เค้าทึกทักแบบนั้นได้ยังไง”
“คุณควรระวังตัวเอาไว้บ้าง ...บางที คนใกล้ตัวก็น่ากลัวกว่าคนแปลกหน้า”
“แล้ว..คุณมาที่นี่ได้ยังไงคะ?”
“ก็เห็นคุณบอกว่า.......”
แสนเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่างทั้งการแต่งตัวออกไปข้างนอกของอันยา ทั้งถุงช็อปปิ้งกองใหญ่เบิ้ม แต่ละใบซึ่งมีทั้ง ปราดา กุชชี จีวองซี่
“ป่วย ?”
สีหน้าแสนเปลี่ยนจากความเป็นห่วงกลายเป็นอึ้งงัน
“ด็อก ด็อกเตอร์คะ คือฉัน....”
อันยามองหน้าแสนแล้วก็เห็นแววตาผิดหวังมากๆ จากแสน แสนเดินออกไปเลยเพราะไม่นึกว่าอันยาจะโกหก !
“ด็อก..ด็อกเตอร์”
อันยาอึ้งและทำอะไรไม่ถูก

เมขลาเพิ่งหิ้วของที่ซื้อมาเดินมาถึง เธอเจอแสนที่เดินออกมาพอดี ขณะที่คิมหันต์ยังเดินอยู่ห่างๆโดยยังคงดูหน้าจอมือถือว่าอันยาจะติดต่อมาหรือเปล่า
“ขอโทษที่มาช้าค่ะ พอดีเกิดเรื่องบ้าขึ้นนิดหน่อย แล้วนี่เยี่ยมอันโกะเสร็จแล้วเหรอคะ” เมขลาถาม
“ไม่ต้องเข้าไปเยี่ยมแล้วล่ะครับ” แสนเดินออกไปเลย
เมขลางงกับท่าทีของแสน “เอ้า?” เมขลาเดินตามแสนออกไป
แสนเดินลิ่วไปแล้ว เมขลางง ๆ แต่ก็เดินตามแสนไป คิมหันต์มองตามแล้วรู้สึกว่างานเข้าแล้ว

คิมหันต์เดินเข้ามา อันยายืนหน้าจ๋อย
คิมหันต์เดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น “อย่าบอกนะ”
อันยาหน้าหงิก

รถจอดอยู่ ทั้งแสนและเมขลานั่งกันเงียบ
“อันโกะจะทำแบบนั้นไปทำไมนะคะ”
เมขลาหันไปมองแสนก็ไม่ได้ยินคำตอบ เมขลาหันกลับมาแล้วเหลือบไปเห็นถุงที่ถือติดมาด้วย ทั้งถุงโจ๊กและสังขยาฟักทองก็ชะงักไป
“ด็อกเตอร์คะ งั้นเดี๋ยวเมกลับเอง อยากไปธุระหน่อยน่ะค่ะ”
เมขลาบอกแสนด้วยความเกรงใจ แสนขับรถออกไปอย่างเศร้าๆ

อันยามาพาลโมโหกับคิมหันต์
“ส่งข้อความมาซะเลทแบบนี้ !! มันจะทันอะไรกันล่ะ”
“เจ๊ไม่เปิดอ่านเองต่างหาก ผมเตือนแล้วใช่มั้ย ว่าอย่าประมาท ยังจะเริ่ดๆเชิ่ดๆว่าเค้าไม่มีทางทันเรา แล้วตอนนี้เป็นยังไง”
“ให้ช่วยคิดหาทางออก ไม่ได้ให้ซ้ำเติม!”
“ก็ได้..อย่างมาก เค้าก็มองว่าเจ๊เป็นพวกกะล่อน ปลิ้นปล้อน ไม่จริงใจ! ต่อไปพูดอะไร เค้าคงไม่เชื่อเจ๊อีกแล้ว”
“ตอนแรกก็ไม่คิดมากเท่าไหร่ ..คิดหนักตอนแกพูดนี่แหละ!” อันยานึกได้ “หรือฉันจะโทรไปบอกเค้า ว่าถุงพวกนั้นเป็นของคนอื่น”
“ไม่ทันแล้วเจ๊!! ยิ่งพูด ก็ยิ่งไม่เนียน” คิมหันต์
อันยาจ๋อย “เฮ้อ พอ ๆ ไม่คุยด้วยแล้ว ยิ่งคุยยิ่งเครียด”
อันยากระแทกตัวลงนั่งอย่างคิดหนักเพราะไม่รู้จะทำยังไงดี คิมหันต์ครุ่นคิดแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกจึงได้แต่ส่ายหัว
“จับได้คาหนังคาเขาอย่างงั้น มันจะทำยังไงได้อีก ?”

คิมหันต์หันไปเห็นเมขลากำลังเดินมา เลยสะกิดให้อันยาดู “เจ๊ๆ”

อันยาหน้าง่อยๆ เมขลายื่นโจ๊กกับสังขยาฟักทองให้คิมหันต์

“อ่ะ ของฝากแม่คุณ”

“เม...เธอโกรธชั้นรึเปล่า”
“อันโกะ เธอรู้มั้ย ด็อกเตอร์เป็นห่วงเธอมาก พอได้ยินว่าอันโกะป่วย เพราะรู้ว่าอยู่ตัวคนเดียว กลัวจะไม่มีคนดูแล ก็เลยชวนเมขึ้นมาเยี่ยม”
เมขลามองอันยาที่ดูก็รู้ว่าไม่ป่วยและถุงช็อปปิ้งยังอยู่เป็นประจักษ์พยาน
“ถ้าอันโกะไม่ได้ป่วย ทำไมถึงบอกด็อกเตอร์ว่าป่วยล่ะ”
“คือ...”
อันยามองตาคิมหันต์แต่ต่างยังคิดข้อแก้ตัวไม่ได้อยู่
“ด็อกเตอร์ ไม่ชอบคนโกหก อันโกะคงต้องหาทางเคลียร์ให้ดีๆเลยล่ะ” เมขลาบอก
“เม” อันยาจนปัญญา “เธอช่วยฉันได้มั้ย ?”
เมขลาส่ายหน้า “เมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมอันโกะถึงต้องโกหก”
เมขลาหน้าตาผิดหวังไม่น้อยเหมือนกัน เธอหันหลังแล้วเดินออกไปเลย อันยาแทบทรุด คิมหันต์มองตามเพราะไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน
“ชั้นขอตัวก่อนนะ” เมขลาเดินออก
อันยาเดินมานั่งหงอยๆ ที่มุมนึงคนเดียว

คิมหันต์เดินออกมาพร้อมถุงสังขยาฟักทองอย่างเครียด ๆ
“เอาไงดีว๊า เจ๊พัง เราก็พัง !”
คิมหันต์คิดแล้วนึกอะไรได้บางอย่าง เขาหยิบมือถือขึ้นมา

เวลาผ่านไปเล็กน้อย เมขลาเดินอยู่สักพักมือถือก็ดัง เธอหยิบขึ้นมาดูแล้วก็แปลกใจกับเบอร์โทรที่ไม่คุ้น
“ฮัลโหล เมขลาพูดค่ะ”
คิมหันต์พูดจากมือถือ “นี่ผมคิมหันต์นะ ที่เราเพิ่งแยกกันเมื่อกี๊นี้ไง”
“นี่คุณมีเบอร์ฉันได้ยังไง ?” เมขลาถาม
“ขอเจ๊เค้ามาน่”ะ
“อันโกะให้เบอร์ฉันกับคุณงั้นเหรอ ทำไม ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับแฟนของอันโกะหรอกนะ”

คิมหันต์ตกใจจึงรีบปราม
“ฟงแฟนอะไร คุณเข้าใจผิดแล้ว อย่าเพิ่งวาง”

เมขลาไม่อยากเชื่อ
“เข้าใจผิด? ก็คุณเอาของไปส่งให้อันโกะ แล้วก็มาหาเค้าถึงที่คอนโด ถ้าพวกคุณไม่ใช่แฟนกัน แล้ว..จะให้เรียกว่าอะไร”
“เฮ้อ เสียๆๆๆ หมดกัน ผมเป็นแค่รุ่นน้องของเค้าครับ ไม่เชื่อก็ถามเค้าได้ แต่คงตกใจน่าดู ที่มีคนคิดว่ากินเด็ก”
“ฉัน..ฉันเปล่าคิดไม่ดีนะ”
“ช่างมันเถอะ เรื่องนั้นมันไม่สำคัญแล้วล่ะ ที่ผมโทรมา คุณอาจจะไม่เชื่อนะ มันอาจจะฟังดูเหมือนเรื่องโกหก แต่ผมต้องพูด ความจริงที่เจ๊เค้าไม่ได้ไปทำงาน เรื่องมันเป็นเพราะผมเอง”

เมขลาอึ้งฟังคิมหันต์แต่สีหน้าของเธอยังไม่แสดงว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ

แก้วเหล้าที่ดื่มหมดแล้ววางอยู่ตรงหน้าทวยเทพหลายแก้ว ในขณะที่มือข้างนึงของทวยเทพถือแก้วเหล้าใบใหม่อยู่
“บอกว่าเราไม่เกี่ยว พูดมาได้ยังไง !!! อันนะอัน!”
เมรีที่เซ็งมากกับอาโปเดินเข้ามา
“สิบนาฬิกา น่ากินมาก!” อาโปบอก
“เลือกบ้างอะไรบ้าง นั่นมันเด็กเสิร์ฟ” เมรีบ่น “คุณหญิงดันจำชื่อเลขาด็อกเตอร์ไม่ได้ สงสัยต้องแนะนำให้กินปลา ไปว่าคนอื่นเค้าอัลไซเมอร์ ตัวเองล่ะตัวแม่”
อาโปปราดสายตาไปเห็นทวยเทพที่นั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียว
“เอ๊ะ!! คุ้น ๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน” อาโปนึก
“นั่นมันบาร์เทนเดอร์ เธอนี่กินไม่เลือกจริง ๆ”
“ไม่ใช่ค่ะ อาโปหมายถึงผู้ชายที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ บาร์เทนเดอร์ต่างหาก...นึกออกแล้ว ผู้ชายคนนี้เคยมารับยัยอันโก๊ะที่บริษัท!”
“แสดงว่าควง ๆ กันอยู่” เมรีทำหน้าเจ้าเล่ห์ “ลักษณะเราต้องไปทักทายหน่อยแล้ว”
เมรีกับอาโปเดินไปนั่งประกบซ้ายขวาของทวยเทพ
“สวัสดีค่ะ ...ทำไมมานั่งเหงาอยู่คนเดียวล่ะคะ?” เมรีถาม
ทวยเทพงง “พวกคุณเป็นใคร?”
อาโปเสนอหน้ามากๆ “เราสองคนเป็นเพื่อนร่วมงานของอันยา ที่ไรท์เพอร์เซิ่ลไงคะ”
ทวยเทพได้ยินแล้วของขึ้นทันที
“อ๋อ!! ผมอยากรู้จักเจ้านายคุณจริง ๆ อยากรู้นักว่าทำไมปล่อยให้พนักงานลางานไปทำเรี่ยราดที่อื่น!”
เมรีกับอาโปพูดพร้อมกัน “ไปทำเรี่ยราด!”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
เมรีกับอาโปยื่นหน้าไปใกล้ทวยเทพด้วยอาการอยากรู้สุด ๆ

อันยาจ้องโทรศัพท์มือถือในมือ
“โทรไปขอโทษดีมั้ย?”
เสียงแมสเสจดังขึ้น อันยากดเปิดดูแล้วก็ตกใจ “ดูสิ ว่าฉันมาเดทกับใคร”
เธอเห็นภาพทวยเทพกับเมรีนั่งเคียงกัน อันยาช็อค
“ทวยเทพ ไปเจอกับยัยเมรีได้ยังไง”

ภาพในอดีตย้อนกลับมา ทวยเทพชี้หน้าแสนด้วยสายตาอาฆาต
“เรื่องระหว่างเรามันไม่จบแค่นี้แน่!” ทวยเทพขู่
เมื่อนึกถึงตอนนั้น อันยาก็คว้ากระเป๋าลนลานออกจากห้องไปทันที

อันยาขับรถมาถึงจุดที่การจราจรติดอย่างร้ายกาจ อันยาอยากจะบ้า
“โถ่เอ๊ย ทำไงดี”
อันยาเห็นร้านอาหารเลยหักรถเข้าไปทันที

อันยาลงจากรถแล้วจะเดินเลยทางเข้าร้านอาหารไปซะงั้น
“คุณผู้หญิง ประตูอยู่นี่ครับ” เด็กรับรถบอก
“ฉันไม่ได้มาทานอาหาร” อันยาเดินจ้ำพรวด
เด็กคุมรถของขึ้นทันที “เฮ่ย งั้นจอดไม่ได้นะคุณ เรื่องแค่นี้ไม่รู้รึไง”
อันยาควักแบงค์พันยัดใส่มือเด็กคุมคิว
“ไงก็ได้คร๊าบบ เชิญเลย”
“เดี๋ยวฉันกลับมาเอารถ”

อันยารีบวิ่งออกจากสวนอาหารไป

เมรีกับอาโปชนแก้วกับทวยเทพที่เมามาก เมรีพยายามคะยั้นคะยอให้ทวยเทพดื่มอีก

“ดื่มค่ะ ดื่มอีก”
“พอ.. พอก่อน ...ผมเริ่มมึนแล้ว” ทวยเทพบอก
“ก็ที่ให้ดื่มเนี่ย เพราะอยากให้มึน” อาโปว่า
ทวยเทพงง “ห๊ะ!!”
“เปล่าคะ ...อาโปหมายถึง อาโปอยากมึน”
ทวยเทพดื่ม เมรีกับอาโปเห็นทวยเทพออกอาการมึนก็หันไปตีมือกันแล้วมีแววตาร้าย
“พนักงานบริษัทที่คุณว่า ไปทำเรี่ยราด!! หมายถึงอันยารึเปล่าคะ?”เมรีถาม
ทวยเทพได้ยินชื่ออันยาก็ของขึ้นจึงวางแก้วเหล้ากระแทกลงอย่างแรง!
“วางแก้วเกือบแตกขนาดนี้ ชัดเลย!!”
เมรีกับอาโปดีใจ ทั้งสองกระแซะถามทวยเทพอีก
“อันยาทำอะไรเหรอคะ?? คุณถึงได้โกรธขนาดนี้”
“อัน...อันเค้า”
“เค้า เค้าทำอะไรคะ ระบายออกกับศิราณีอาโปเลยค่ะ”
เมรีกับอาโปที่ฟังอยู่ลุ้นมาก

อันยาซ้อนมอเตอร์ไซค์หน้าตั้ง
“เร็วอีกพี่ เร็วอีก!”
มอเตอร์ไซค์บึ่งไปทำให้อันยาเกือบหงายหลังซึ่งดีที่จับเอาไว้แน่น

เมรีกับอาโปออกอาการเซ็ง ทวยเทพพร่ำบ่นแต่เรื่องของหัวใจโดยไม่ได้คายความลับอะไร
“ผมสู้เอาใจเค้าทุกอย่าง แบรนด์อะไรแพงแค่ไหน ผมประเคนให้ทั้งคอลเลคชั่นแล้วท่าทางอย่างไอ้นั่นน่ะเหรอ จะให้เค้าได้ !!”
“หึย ยิ่งฟังก็ยิ่งขึ้น” อาโปบอก
“แค้นแทนเค้า?” เมรีถาม
“อยากได้มั่งอ่ะ ทำไมไม่มีใครให้บ้างเลย”
“ยิ่งฟังยิ่งเสียเวลา ไม่เห็นจะมีประโยชน์เล๊ย” เมรีว่า
“อัน ! คุณเห็นไอ้ด็อกเตอร์กระจอกนั่นดีกว่าผมได้ยังไง !” ทวยเทพโพล่งออกมา
เมรีกับอาโปที่คว้ากระเป๋าเตรียมจะชิ่งอยู่ถึงกับชะงัก
“เอาบิลเราให้เค้าจ่ายด้วยดีมั้ยฮะ รวยๆอย่างนี้คงไม่มีปัญหา” อาโปบอก
“ไม่ใช่เรื่องนั้น !! เค้าพูดว่า “ด็อกเตอร์” นังอันโก๊ะมันคั่วด็อกเตอร์เหรอ บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับเรื่องงานก็ได้” เมรีพูดกับทวยเทพ “ด็อกเตอร์คนนั้นที่มันหยามคุณน่ะ ใครเหรอคะ”
“มัน มัน ไอ้”
เมรีกับอาโปลุ้นมากๆ
“ไอ้อะไรคะ? พูดซะทีสิคะ ลุ้นจนปอดจะไหลลงไปอยู่ตาตุ่มแล้ว!”
“เค้าชื่ออะไร บอกมาเลยค่ะ”
“ผมไม่อยากพูดชื่อมันให้เป็นเสนียด”
เมรีกับอาโปเซ็ง
“พูดมาเถอะค่ะ บางทีฉันอาจจะรู้อะไร และช่วยคุณได้นะ”
ทวยเทพหันมาทำหน้ามึน “จริงเหรอ”
“จริงค่ะ สร้างความร้าวรานคืองานของคุณแมรี บอกมาเลยค่ะ” อาโปบอก
ทวยเทพกำแก้วแน่นเพราะสุดแค้น “มัน !!! ไอ้ด็อกเตอร์” ทวยเทพจะพูดชื่อแสนอยู่แล้ว
เมรีกับอาโปลุ้นมากๆ
เสียงอันยาดังขึ้น “ทวยเทพ”

อาโปเซอร์ไพร์ส
“เค้าชื่อเหมือนคุณเลยเหรอ !! ต๊าย บังเอิญจัง” อาโปบอก
“ชอบเรื่องไม่บังเอิญมากกว่ามั้ยล่ะ !” อันยาพูด
เมรีกับอาโปหันไปเห็นอันยาก็ตกใจมาก
อันยารีบเข้ามาขวางกลางเพื่อกั้นเมรีและอาโปไว้จากทวยเทพ
อันยาพูดกับทวยเทพ “คุณเมามากแล้ว กลับบ้านเถอะ”
“อัน ... คุณจริง ๆ ด้วย” แต่แล้วทวยเทพก็วางฟอร์ม “อย่านึกนะว่าผมจะใจอ่อน คุณทำกับผมขนาดนั้น”
“จะไม่ไปกับฉันจริงๆเหรอ”
ทวยเทพมองอันยาแล้วก็ชักจะเสียวๆ เพราะกลัวเธอจะหลุดมือไปจริงๆ
“ผมให้โอกาสคุณอีกครั้งก็ได้” ทวยเทพลุกทันที
“เดี๋ยว!! จะไปไหน!! พวกฉันยังคุยกับคุณทวยเทพไม่จบ!”
“จบแล้ว!” อันยาพูดกับทวยเทพ “ใช่มั้ย!!”
ทวยเทพยังมึนๆ ไม่ทันตอบ อันยารีบประคองพาทวยเทพออกไปทันที เมรีกับอาโปมองตามอย่างขัดใจสุด ๆ
“คุณแมรี นี่เพราะโง่ส่งรูปคู่ไปแกล้งมันแท้ๆ ไม่งั้นป่านนี้เราคงรู้ความจริงไปแล้ว”
“แกว่าใครโง่” เมรีถาม อาโปเหวอ “ก็ใครมันจะไปรู้ ว่าอีตานี่จะกำความลับยัยอันยาให้เราแคะไค้ได้ ทีแรกก็กะกระแซะแฟนมัน ให้มันของขึ้นเฉยๆ ฮึ่ย”
เมรีของขึ้นใส่อาโปก่อนรีบเดินตามอันยาออกไป อาโปรีบเดินตาม

อันยาประคองทวยเทพขึ้นรถของทวยเทพ และกำลังจะเดินไปฝั่งคนขับ แต่เมรีกับอาโปเข้ามาขวางไว้ก่อน
“ทำอะไรชั่วร้ายมา อย่านึกนะว่าฉันไม่รู้!” เมรีว่า
“แสนรู้!!! แต่เรื่องทำชั่ว ฉันไม่ถนัดเท่าเธอ 2 คนหรอก อยู่ในมันสมองกับสองมือเลยนี่” อันยาบอก
“เค้าด่าเจ้านายชั่วค่ะ!”
เมรีมองหน้าอาโปอย่างเอาเรื่อง
“ไม่ต้องย้ำ!!” เมรีพูดกับอันยา “รู้ไว้ซะ!! แฟนเธอเค้าบอกฉัน เรื่องเธอหมดแล้ว”
อันยาหัวเราะเย้ยหยันพร้อมกับมองเมรีหัวจรดเท้า
“เหรอ.. บอกอะไร?” อันยาย้อนถาม
“ความจริงที่เธอปิดบังไง!!” เมรีว่า
อันยาสะอึกไป แต่แกล้งไม่ไหวหวั่น “อย่ามาแอ๊บสู่รู้!! ...น้ำหน้าอย่างพวกเธอ ถ้าไม่อยากสาระแน จะตามฉันมาทำพระแสงเลเซอร์อะไร!”
เมรีโดนจับได้ก็เฟลไปนิดๆ “ไม่รู้ทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้รู้อะไรเลย”
อันยาโกหกด้วยการเชิ่ดใส่ “ฉันไม่มีอะไรจะต้องปิดบังอยู่แล้ว”
อันยาเดินไปจะขึ้นรถ เมรีมองตามแล้วแค้นมากที่หลอกถามไม่สำเร็จ
“อ้อ แล้วว่าง ๆ เธอสองคนไปเปลี่ยนชื่อที่อำเภอซะ!!” อันยาว่า
อาโปซื่อ “เปลี่ยนชื่อ อะไร?”
อันยายิ้ม “เป็นชื่อสอด กับ แส่!”
อันยายิ้ม พอพูดจบเธอก็ปิดประตูปังแล้วขึ้นรถขับออกไป เมรีกับอาโปมองตามอย่างโกรธจัด

อันยาค่อย ๆ ประคองทวยเทพลงนั่ง คนใช้ถือกะละมังใบเล็กใส่น้ำพร้อมผ้าขนหนูเข้ามา อันยาหันไปบอก
“พวกคุณท่านหลับกันหมดแล้วเหรอ?” อันยาถาม
คนใช้ตอบ “ค่ะ”
อันยาถอยออกมาให้คนใช้เช็ดหน้า เช็ดตัวให้ทวยเทพ
“ไม่มีอะไรแล้ว ฉันกลับล่ะ” อันยาจะเดินไป
ทวยเทพลืมตาขึ้นมาเห็นอันยาเขาก็รีบพรวดมาจากโซฟาแล้วเข้าไปจับแขนอันยารั้งไว้
“อันนี่... คุณจะไปไหน”
อันยาผลักออกอย่างระวังตัว “คุณเมามากแล้ว ไปพักผ่อนเถอะค่ะ”
“ไม่ไป ที่คุณตามผมไปที่ผับ เพราะว่าคุณ ก็เป็นห่วงผมเหมือนกันใช่มั้ย”
“คือฉัน..”
“ผมคิดอยู่แล้ว ว่าคุณ ยังไม่หมดเยื่อใยกับผมง่ายๆ”
ทวยเทพคุกเข่าจับมืออันยาแน่นแล้วซบหน้าลงกับตักของอันยาก่อนจะพูดน้ำเสียงสั่น
“ผมไม่เคยไม่รักคุณเลยสักวัน ... ผมอยู่ไม่ได้จริง ๆ ถ้าไม่มีคุณ... อย่าไปจากผมเลยนะ อย่าไป”
อันยาชักใจอ่อน “ลุกขึ้นมาค่ะ ลุกขึ้น อย่าทำแบบนี้”
“ไม่!! ผมจะนั่งอยู่อย่างนี้ จนกว่าคุณจะยอมกลับมาหาผม”
อันยาคิดแล้วก็กลัวทวยเทพปูดความลับ “ฉัน...ฉันแค่โมโหที่คุณพูดไม่ฟัง แล้วมาบังคับใช้กำลังกับฉัน”
“รักมากก็หึงมาก อันนี่ คุณเห็นแล้วใช่มั้ย ว่าผมดีกว่าไอ้ด็อกเตอร์นั่น”
อันยาคิดว่าจะเอายังไงดี เธอพาทวยเทพไปนั่งคุยด้วยดี ๆ
“ฟังฉันนะ ...ฉันยอมรับว่าฉันโกหกเรื่องงานจริง”
ทวยเทพของขึ้น “ในที่สุดก็ยอมรับใช่”
อันยาจ้องหน้า ทวยเทพรู้ตัวจึงเงียบ “แต่ว่า ฉันมีเหตุผลนะที่ต้องทำแบบนั้น แล้วมันก็ไม่ใช่อย่างที่คุณคิดด้วย”
“ถึงผมจะเมา แต่ไม่โง่ให้คุณสวมเขาผมหรอกนะ” ทวยเทพว่า
อันยาถลึงตาใส่ทันที ทวยเทพรีบปรับคำพูด
“ยังไงผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมคุณต้องไปเป็นเลขาไอ้ด็อกเตอร์กระจอกนั่น!”
“ตั้งสติที่มันไม่ค่อยมีของคุณให้ดี ...ต่อไปนี้คือความจริง”
อันยาต้องตัดสินใจที่จะพูดออกไป

อันยาเตรียมจะกลับแต่ไม่วายย้ำกับทวยเทพ
“สัญญานะคะ ว่าคุณจะเก็บเรื่องที่ฉันเล่า เป็นความลับที่สุด”
“สัญญาครับ... แต่ผมไม่อยากเชื่อเลย ว่าคุณอยากได้ตำแหน่งหัวหน้าแผนกถึงกับต้องเอาตัวเข้าแลกขนาดนั้น” ทวยเทพบอก
“พูดดีๆ ฉันแค่ไปเป็นเลขาฯ มันไม่ได้เสียหายอะไรสักหน่อย”
อันยาเหล่ทวยเทพที่กำลังจะล้ำเส้นอีก ทวยเทพเห็นสายตาอันยาก็ไม่กล้า
“ผมเชื่อคุณ...ก็ได้ แต่ตกลงว่า..เรื่องของเรา ยังเหมือนเดิม..ใช่มั้ยอัน..”
อันยาชะงักไปแต่ก็ฝืนยิ้มนิดๆให้ทวยเทพ ทวยเทพรีบจับมืออันยามากุมไว้
“อันนี่ ยิ่งเราทะเลาะกัน ผม...ก็ยิ่งรักคุณมากขึ้นกว่าเดิม”

ทวยเทพมีความสุขมากที่นรกกลับเปลี่ยนเป็นสวรรค์ขึ้นฉับพลัน ทว่าอันยาแอบเครียด

 
อ่านต่อตอนที่ 4
กำลังโหลดความคิดเห็น