xs
xsm
sm
md
lg

บ่วงบาป ตอนที่ 6

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


บ่วงบาป ตอนที่ 6

ในเวลาต่อมา ชุ่มกำลังจัดสำรับอาหารให้คุณหญิงมณี ขุนพิทักษ์แต่งตัวออกมา ชุ่มหยุดยืนมองยิ้มๆ อย่างพอใจ

“ลูกเพิ่งจะดีขึ้นไม่กี่วัน จะรีบออกไปไหน”
“กระผมจะไปรายงานตัวที่กรมขอรับคุณแม่”
“ให้สมไปด้วยนะ จะได้คอยดูแลลูกด้วย”
“ไม่ต้องหรอกขอรับคุณแม่ ลูกไปไม่นานก็จะรีบกลับ”
“ห้ามแวะไปโรงเหล้านะ”
“ไม่ขอรับ ลูกอยากกลับมาอยู่บ้านมากกว่า อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขเท่าอยู่ที่บ้านหรอกขอรับ”
ขุนพิทักษ์แอบสบตาชุ่มอย่างมีความหมาย ชุ่มหลบตาแต่อดอมยิ้มนิด ๆ ไม่ได้
คุณหญิงมณีรู้เห็นทุกอย่างแต่ไม่พูด
“ถ้าอย่างนั้นแม่จะรอทานกลางวันกับลูกนะ”
“ขอรับ...”
ขุนพิทักษ์ไหว้แม่ แล้วยิ้มให้ชุ่มก่อนเดินลงจากเรือนไป
“ขอให้สิ้นเคราะห์สิ้นโศกสักทีเถิด”

ขุนพิทักษ์กำลังจะเดินไปที่ท่าน้ำ จู่ๆ จวงก็วิ่งมาขวางหน้าขุนพิทักษ์ด้วยท่าทางตื่นมาก
“ท่านขุนเจ้าคะ ช่วยด้วยเจ้าค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นนังจวง”
“ท่านขุนช่วยคุณรำพึงของบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
“น้องรำพึงเป็นอะไร”
จวงสีหน้าร้อนรนมาก

ในเวลาต่อมา ประตูห้องรำพึงถูกเปิดออก ขุนพิทักษ์ก้าวเข้ามาในห้อง เห็นรำพึงนอนหนาวสั่นอยู่บนเตียง
ขุนพิทักษ์รีบเข้าไปดูอย่างห่วงใย
“รำพึง นี่น้องเป็นอะไร”
“น้องปวดหัวเหลือเกินค่ะคุณพี่ ปวดมาก”
ขุนพิทักษ์เอามือแตะที่หน้าผาก
“ตัวก็ไม่ร้อนนี่ ทำไมถึงปวดหัวได้”
รำพึงชะงัก แอบส่งสายตาจิกให้จวงจัดการที
“คง...คงเป็นเพราะคุณรำพึงไม่ยอมกินไม่ยอมนอน เพราะเป็นห่วงท่านขุนเจ้าค่ะ พอรุ่งเช้าก็พร่ำแต่ว่าปวดหัว”
“แล้วนี่เอ็งไปตามหมอมาหรือยัง”
“มาแล้วเจ้าค่ะ แต่บ่าวอ้อนวอนยังไงคุณรำพึงก็ไม่ยอมทานยา เพ้อหาแต่ท่านขุนเจ้าคะ”
“พี่ขอโทษนะที่ทำให้น้องต้องเป็นห่วงถึงเพียงนี้”
รำพึงซบกับอกพิทักษ์ บีบน้ำตา
“น้องคิดว่า คุณพี่จะลืมน้องซะแล้ว”
ขุนพิทักษ์ประคองรำพึงขึ้นมา
“พี่จะลืมน้องรำพึงของพี่ได้อย่างไร ทานข้าวสักนิดเถอะนะจะได้ทานยา”
“แต่น้องไม่หิว น้องทานไม่ลง”
ขุนพิทักษ์พยายามเอาใจ
“ถ้าอย่างนั้นพี่ทานเป็นเพื่อนน้องดีไหม นะจ๊ะคนดี”
รำพึงยิ้มปลื้ม
“นังจวง เอ็งรีบไปเตรียมสำรับมาให้ข้ากับคุณรำพึง เร็ว!”
“เจ้าค่ะ”
จวงรีบออกไป
รำพึงซบ ออดอ้อน
“คุณพี่”
ขุนพิทักษ์กอดปลอบอย่างอ่อนโยน รำพึงซบขุนพิทักษ์หลับตาพริ้มอย่างมีความสุขมาก

ผ่านเวลามา รำพึงกับขุนพิทักษ์ทานข้าวเสร็จ จวงยกขันน้ำดื่มส่งให้ขุนพิทักษ์ที่รับแล้วส่งต่อให้รำพึง จวงตกใจเผลอหลุดปาก
“ให้คุณรำพึงดื่มไม่ได้เจ้าค่ะ!”
จวงหยิบขันน้ำดื่มอีกอันส่งให้รำพึง
“ของคุณรำพึงขันนี้เจ้าค่ะ”
ขุนพิทักษ์ชะงักมองสงสัย
“ทำไมข้าจะให้รำพึงดื่มไม่ได้”
รำพึงเห็นขุนพิทักษ์สงสัยก็รีบเบี่ยงเบนประเด็น
“น้องสั่งจวงให้แยกขันเพราะน้องไม่สบาย เกรงว่าจะทำให้คุณพี่พลอยทรุดไปอีกน่ะค่ะ”
ขุนพิทักษ์พยักหน้ารับรู้ จวงยื่นขันให้รำพึง
“น้ำเจ้าค่ะคุณรำพึง”
รำพึงยิ้มเพลียๆบอก “จ๊ะ” ก่อนดื่มน้ำ

ขุนพิทักษ์ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร ดื่มน้ำจากขันในมือตนเอง รำพึงกับจวงสบตากันอย่างสาสมใจที่แผนสำเร็จ

 
บนเรือน ชุ่มกำลังบีบนวดขาให้คุณหญิงมณี

“แผลที่แขนเอ็งเป็นอย่างไรบ้าง”
“ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เพราะความเมตตาของคุณหญิงแท้ๆ เจ้าค่ะ”
คุณหญิงมณีเอ็นดู
“รินชาให้ข้าทีสิ”
ชุ่มขยับไปรินชาใส่ถ้วย แจ่มเข้ามา
“คุณหญิงจะให้ตั้งสำรับเลยไหมเจ้าคะ”
“ข้าจะรอทานพร้อมลูกข้า ทำไมป่านนี้ลูกข้ายังกลับมาไม่ถึง ไหนว่าไปไม่นาน”
ชุ่มยกถ้วยชาจะนำมาให้คุณหญิงจู่ๆ ก็รู้สึกใจหาย มืออ่อนปล่อยถ้วยชาตกพื้น ปึ้ก!
“นังชุ่ม ดูสิเลอะเทอะไปหมดแล้ว”
“บ่าวขอประทานโทษเจ้าค่ะ”
ชุ่มรีบเก็บถ้วยชาไปวาง มือชุ่มแตะที่บริเวณหัวใจด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ท่านขุน”

รำพึงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง ขุนพิทักษ์นั่งอยู่ข้างเตียง จวงนั่งห่างออกไปแถวๆ ประตูห้อง ขุนพิทักษ์รู้สึกร้อน เหงื่อเริ่มผุดขึ้นบริเวณหน้าผาก ขุนพิทักษ์ใช้มือปาดเหงื่อ รำพึงกับจวงสังเกตเห็น จวงพยักเพยิดว่ายาเริ่มออกฤทธิ์แล้ว
“เป็นอะไรคะคุณพี่”
ขุนพิทักษ์ ขยับตัวอย่างอึดอัด
“ร้อนน่ะจ๊ะ”
รำพึงยิ้มพอใจ
“คุณพี่จำเพลงยาวที่คุณพี่เขียนมาได้ไหมคะ”
“จำได้สิ”
“คุณพี่พูดให้น้องฟังได้ไหมคะ น้องอยากฟังจากปากคุณพี่สักครั้ง”
“ได้สิจ๊ะ...
ถึงนวลเจ้าจะอยู่ไกลได้เห็นหน้า
เป็นบุญตาได้ชมสมใจหนอ”
ขุนพิทักษ์มอง รำพึงยิ้มสวย ริมฝีปากอวบอิ่มดูเย้ายวนมีเสน่ห์
ขุนพิทักษ์เหงื่อยิ่งแตก กระสับกระส่ายอย่างอึดอัด และได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นดัง เร่งเร้า
“ยิ้มของเจ้าเป็นขวัญใจใคร่พนอ
อยากเคลียคลออิงแอบแนบชิดกัน
แต่วันนี้พี่คงได้แค่มองเจ้า
หัวใจร้าวดิ้นเร่าเท่าอาสัญ
หากจะช่วยให้พี่รอดคงชีวัน
เพียงดวงจันทร์ช่วยโยนผ้ามาแทนใจ”
ขุนพิทักษ์ได้ยินเสียงรำพึงเป็นเสียงก้องเหมือนยั่วเย้าให้ขุนพิทักษ์สติจะขาดเต็มที
“ด้วยกลัวว่าบาปนี้จะมีมาก..
จึงไม่อยากทำใครให้อาสัญ”
รำพึงค่อย ๆ เลื่อนมือวางบนมือของขุนพิทักษ์ มองส่งสายตาให้อย่างยั่วยวน ขุนพิทักษ์เหมือนโดนกระตุ้นอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุมตนเองได้
“ถ้าผ้าน้องชูให้พี่มีชีวัน
แพรเรียกขวัญคืนสู่พี่คงดีใจ”
รำพึงค่อย ๆไล้มือขึ้นช้า ๆ จากปลายนิ้วไล่ขึ้นไปที่ต้นแขนแล้วเลื่อนมาที่อกอย่างแผ่วเบา ขุนพิทักษ์จับมือรำพึง หมับ! เหมือนจะห้าม
รำพึงมองอย่างหวั่นๆ ว่าจะไม่ได้ผล แต่ขุนพิทักษ์กลับผลักดันให้รำพึงนอนลงไปบนเตียง รำพึงยิ้มอย่างสาสมใจ

จวงยืนแอบฟังยิ้มกริ่ม ก่อนจะนึกถึงคำสั่งของรำพึง
“เอ็งไปดักรอคุณพ่อที่ประตูเมืองแล้วรีบพามาที่เรือน”
“แล้วถ้าบ่าวไม่เจอท่านพระยาล่ะเจ้าคะ”
“คุณพ่อยืนยันว่าจะกลับเย็นวันนี้ เอ็งอย่าให้พลาดเด็ดขาด!”

จวงยิ้มอย่างพอใจแล้วรีบวิ่งออกไปทันที

ที่ประตูเมือง จวงมายืนดักรอพระยาเทวราชอย่างกระวนกระวาย
“ป่านนี้ยังไม่มาอีก เดี๋ยวก็ไม่ทันเวลาพอดี”
รถม้าพาพระยาเทวราชกับทหารอีกสองสามคนผ่านประตูเมืองเข้ามา จวงดีใจรีบวิ่งเข้าไปขวางทันที
“ท่านเจ้าค่ะ เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ คุณรำพึง”
พระยาเทวราชตกใจ
“เกิดอะไรขึ้น”
จวงทำท่าอึกอักอย่างลำบากใจมาก

“ข้าถามว่าเกิดอะไรขึ้น!”

 
ภายในห้อง รำพึงใช้ผ้าแพรปิดอกนั่งอยู่บนเตียงมองขุนพิทักษ์ที่หลับเปลือยอกอยู่ข้างๆ อย่างสมใจ ขุนพิทักษ์ขยับตัวตื่น รำพึงสะอึกสะอื้นขึ้นมาทันที  ขุนพิทักษ์หันมองเห็นรำพึงที่นั่งร้องไห้

                “น้องรำพึง”
                ขุนพิทักษ์ลุกขึ้นแล้วมองตัวเองเห็นว่า ตัวเองอยู่ในสภาพที่ไม่ใส่เสื้อผ้า 
                “นี่มันเกิดอะไรขึ้น น้องรำพึง”
                ทันใดนั้นประตูเปิดผาง! เข้ามาพร้อมกับพระยาเทวราชในอาการโกรธก้าวเข้ามาในห้อง
                “ขุนพิทักษ์!”
                ขุนพิทักษ์ตกใจมาก
                “ท่านพระยา  กระผม...เอ่อ...”
                รำพึงร้องให้น้ำตาหยดอย่างแนบเนียน
                “คุณพ่อ!”
                ขุนพิทักษ์อึ้งสุดขีดกับสถานการณ์ที่เจออยู่ตรงหน้า
 พระยาเทวราชยืนอยู่อย่างเคร่งเครียด  ขุนพิทักษ์แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ต่างคนต่างนั่งเงียบ รำพึงนั่งอยู่ด้วยแต่ทำเป็นสะอื้นเบาๆ  ปาดน้ำตา ราวกับเสียใจมากมาย พระยาเทวราชมองขุนพิทักษ์อย่างไม่พอใจ
                “ท่านขุนจะจัดการยังไงกับเรื่องนี้”
                ขุนพิทักษ์สบตากับรำพึงอย่างลำบากใจเหลือเกิน
                รำพึงพูดปนสะอื้นแทรก
                “คุณพ่อคะ...เรื่องนี้ลูกก็มีส่วนผิด เพราะลูกปล่อยให้ความรักเป็นใหญ่  ถึงทำให้คุณพ่อต้องเสียใจเช่นนี้”
                พระยาเทวราชข่มอารมณ์สุดๆ
                “ท่านขุนต้องจัดการทุกอย่างให้ถูกต้องตามประเพณีโดยเร็วที่สุด!”
                ขุนพิทักษ์อึ้ง รำพึงมองแล้วแอบยิ้มอย่างสาแก่ใจ
 
                ขุนพิทักษ์เดินมาที่ท่าน้ำอย่างเงียบผิดปกติ รำพึงเดินตามมา
                “คุณพี่คะ”
                ขุนพิทักษ์ชะงักหันมา รำพึงจับมือข้างหนึ่งของขุนพิทักษ์หงายแล้ววางมือตัวเองบนมือขุนพิทักษ์
                “เกียรติและศักดิ์ศรีของน้องวางอยู่ในมือของคุณพี่แล้ว น้องหวังว่าคุณพี่จะเมตตาน้อง”
                รำพึงยิ้มอย่างอ้อนวอน  ฝ่ายขุนพิทักษ์มองรำพึงอย่างพิจารณา
                “น้องหายจากอาการปวดหัวแล้วใช่ไหม”
                รำพึงอึ้งไปเล็กน้อย
                “เอ่อ...ค่ะ”
                “พี่ร้อนใจเมื่อรู้ว่าน้องป่วย และมาหาด้วยความห่วงใย แต่ไม่คิดเลยว่าแท้จริงแล้วมันเป็นกับดัก!”
                รำพึงตกใจ
                “คุณพี่...”
                “พี่พร้อมที่จะดูแลน้องทุกเมื่อ...” คำพูดนั้นทำให้รำพึงยิ้ม
                “แต่มันควรจะมาพร้อมกับความเต็มใจของเราทั้งสองคน แต่ถ้าไม่ใช่พี่ก็สุดปัญญา” 
                รำพึงหน้าเสีย ขุนพิทักษ์ปลดมือของรำพึงออกอย่างนุ่มนวลที่สุด ทั้งคู่ยืนมองหน้ากันชั่วขณะ  ขุนพิทักษ์ตัดสินใจออกเดินโดยไม่มีแม้คำร่ำลา
                รำพึงสายตามุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
                “ถ้าน้องไม่ได้ตัวคุณพี่...น้องจะไม่มีวันเลิกรา !”
 
                รำพึงเดินขึ้นมาบนเรือนก็ชะงักที่เห็นพระยาเทวราชยืนอยู่  รำพึงหวั่นๆ แต่ตัดสินใจเดินเข้าไปหา
                “คุณพ่อ...ลูก”
                ไม่ทันขาดคำ พระยาเทวราชก็ตบหน้ารำพึงฉาดใหญ่จนรำพึงถึงกับเซเกือบจะล้ม 
                “ทำตัวเป็นหญิงใจง่ายเช่นนี้ คิดหรือว่าขุนพิทักษ์จะยกขันหมากมาสู่ขอแก”
                “ลูกเชื่อว่าคุณพี่จะต้องมาสู่ขอลูกแน่”
                “ยังมีหน้ามาพูด สารเลว!”
                “ลูกคิดอยู่แล้วว่ายังไงคุณพ่อก็ต้องโทษลูก ในสายตาคุณพ่อ...ลูกไม่เคยดี ไม่เคยมีความสำคัญที่คุณพ่อสนใจก็มีแต่เกียรติยศชื่อเสียงของคุณพ่อเอง”
                “รำพึง!”
                พระยาเทวราชโกรธง้างมือจะตบอีก แต่เห็นสายตารำพึงที่จ้องมองมาด้วยความเสียใจในความต่ำต้อยไร้ค่าของตนเอง พระยาเทวราชชะงักอึ้งลดมือลง
                “ถ้าขุนพิทักษ์ไม่รับผิดชอบ แกจะต้องทุกข์ทรมานแบกความอับอายไปชั่วชีวิต”
                รำพึงมองตามพระยาเทวราชที่เดินเข้าห้องไปอย่างหัวเสีย

                “คุณพี่จะต้องมาขอลูก ต้องมา”       

 

 
ในเวลากลางคืน ชุ่มเพิ่งอาบน้ำเสร็จเดินขึ้นมาบนเรือนทาส ทันทีที่ชุ่มปิดประตูเรือน ขุนพิทักษ์เข้ารวบกอดร่างชุ่ม  ชุ่มตกใจ

                “ท่านขุน! ท่านไม่ควรทำแบบนี้นะเจ้าคะ”
                ขุนพิทักษ์กอดชุ่มวางคางบนไหล่ของชุ่ม
                “ให้ข้าอยู่นิ่งๆ แบบนี้สักพักได้ไหม”
                ชุ่มรู้สึกได้ว่าขุนพิทักษ์มีเรื่องไม่สบายใจ
                “ท่านขุน...มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”
                ขุนพิทักษ์กอดชุ่มแน่นขึ้น
                “ข้ารักเอ็งนะชุ่ม”
                ชุ่มไม่เซ้าซี้กอดปลอบพลางลูบหลังเบาๆ ปลอบโยนให้ขุนพิทักษ์สบายใจทั้งที่ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร ขุนพิทักษ์สีหน้าผ่อนคลายมากขึ้น
 
                เช้าวันใหม่ คุณหญิงมณีเดินออกมาจากห้องเจอกับแจ่มที่รอรับใช้ ขุนพิทักษ์เดินขึ้นมาบนเรือน
                “พิทักษ์...เพิ่งกลับมาเหรอลูก”
                ขุนพิทักษ์หลบตา
                “ลูกขอไปพักนะครับคุณแม่”
                คุณหญิงมณีรับรู้   ขุนพิทักษ์เดินเลี่ยงเข้าไปที่ห้องตนเอง แจ่มมองตามจนเห็นขุนพิทักษ์เข้าห้องไป 
                “คุณหญิงเจ้าคะ พวกบ่าวมันว่าท่านขุนกลับมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเจ้าค่ะ แต่ไปค้างอยู่กับ...”
                คุณหญิงมณียกมือขึ้นให้หยุดพูด  แจ่มชะงัก
                “เอ็งไปเตรียมสำรับไว้ให้ลูกข้า”   
                “เจ้าค่ะ”
                แจ่มออกไป คุณหญิงมณีมองไปทางห้องขุนพิทักษ์สีหน้าเครียด
 
                รำพึงนั่งหวีผมอย่างมีความสุข จวงเข้ามาในห้อง รำพึงหันขวับมาอย่างกระตือรือร้น
                “คุณพี่พาคุณป้ามาแล้วใช่ไหม”
                จวงสีหน้าหวั่นๆ
                “ไม่มีวี่แววเลยเจ้าค่ะ”
                รำพึงสีหน้าหงุดหงิด
 
                บนเรือน คุณหญิงมณีมองไปทางห้องขุนพิทักษ์ ชุ่มกับแจ่มนั่งรอรับใช้
                “สายป่านนี้แล้ว ทำไมพิทักษ์ยังไม่ออกไปทำงานอีก”
                ชุ่มนั่งฟังเก็บข้อมูล
                “ชุ่ม เอ็งเข้าไปดูลูกข้าสิว่าเป็นยังไงบ้าง”
                ชุ่มออกไป คุณหญิงมณีมองตาม
 
                ชุ่มเข้ามาในห้องเห็นขุนพิทักษ์นั่งเครียดอยู่ที่เตียง
                “ท่านขุน...เป็นอะไรเจ้าคะ”
                “ข้าปวดหัว”
                ชุ่มมองด้วยความห่วงใย  แล้วเดินเข้าไปใช้นิ้วโป้งกดที่ขมับแล้วนวดเบาๆ
                “แม่ข้าสอนว่าทำแบบนี้จะหายปวดหัว”
                “อืม” ขุนพิทักษ์ผ่อนคลายขึ้น
                “ถ้าดีขึ้นแล้ว...ไปทำงานนะเจ้าคะ”
                “หืม...”
                “คุณหญิงท่านเป็นห่วงท่านขุนนะเจ้าคะ กังวลว่าท่านขุนจะไม่ไปทำงาน ข้าอยากให้คุณท่านสบายใจเจ้าค่ะ  ท่านขุนก็คิดเหมือนข้าใช่ไหมเจ้าคะ”
                ขุนพิทักษ์มองชุ่ม รู้ดีว่าที่ชุ่มพูดอยากจะขอให้ตนเองไปทำงาน ขุนพิทักษ์ตัดสินใจ
 
                ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์เดินลงมาจากเรือนกับคุณหญิงมณี ชุ่มกับแจ่มยืนรออยู่ด้านล่าง สีหน้าชุ่มยิ้มแย้ม
ขุนพิทักษ์ไหว้คุณหญิงมณี
                “ลูกไปทำงานนะขอรับ”
                “เสร็จงานแล้วก็รีบมานะ แม่จะรอทานข้าว”
                “ขอรับคุณแม่ ทานที่ไหนก็ไม่อร่อยเท่ากับทานที่บ้านแล้ว” ขุนพิทักษ์มองชุ่มด้วยสายตาวิบวับ
                ขุนพิทักษ์เดินออกไปทางท่าน้ำ ชุ่มมองสายตายิ้มอย่างมีความสุข แจ่มหันมาเห็นชุ่มยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่    
                “เอ็งยิ้มอะไรวะชุ่ม”
                ชุ่มยังยิ้มมองตามขุนพิทักษ์ไป  ชุ่มไม่ตอบ จนแจ่มต้องเรียกเสียงดัง
                “นังชุ่ม!”
                ชุ่มตกใจ
                “อะไรจ๊ะน้าแจ่ม”
                “ข้าถามว่าเอ็งยิ้มอะไร”   
                ชุ่มตอบไม่ถูก
                “ข้า...”
                คุณหญิงมณีมองออก
                “เอ็งดีใจที่ลูกข้ายอมไปทำงานใช่ไหม”
                ชุ่มยิ้มอย่างยอมรับ แต่ตอบเลี่ยงไปว่า
                “บ่าวดีใจที่เห็นคุณหญิงสบายใจเจ้าค่ะ”
                ชุ่มเห็นคุณหญิงมณีกับแจ่มมองอย่างรอว่าจะพูดอะไรต่อ
                “บ่าวขอไปทำงานที่ครัวก่อนนะเจ้าคะ”

                ชุ่มรีบก้มตัวเดินผ่านคุณหญิงออกไป คุณหญิงมองตามอย่างเอ็นดู

บ่วงบาป ตอนที่ 6 (ต่อ)

ในเวลาต่อมา ขุนพิทักษ์กำลังจะเดินเข้าไปในกรมทหาร และเจอกับขุนไวที่มาจากอีกด้านหนึ่ง ทั้งคู่ยืนประจันหน้ากัน

“ทำไมเอ็งถึงยังอยู่ที่นี่”
“แล้วทำไมข้าถึงจะอยู่ไม่ได้”
“เพราะเอ็งแพ้ข้า เอ็งก็ต้องไปอย่างไอ้ขี้แพ้”
ขุนไวหน้านิ่งแต่มือกำแน่นอย่างแค้น
“ข้าอยากทำตามสัจจะ แต่ข้ายังไปตอนนี้ไม่ได้”
ขุนพิทักษ์ชะงักไป
“เอ็งหมายความว่ายังไง”
“ขุนพิทักษ์”
ทั้งคู่หันไปเห็นท่านเจ้ากรมเดินเข้ามาจึงหยุดเรื่องความแค้นระหว่างกันไว้ก่อน
ขุนไวกับขุนพิทักษ์ไหว้
“ท่านเจ้ากรม”

ท่านเจ้ากรมนั่งอยู่ที่เก้าอี้และหันมาพูดกับขุนพิทักษ์
“มาทำงานได้แล้วรึ”
“กระผมไม่อยากให้ขุนไวให้ต้องทำงานแทนนานนักขอรับ”
ขุนพิทักษ์มองไปทางขุนไวประมาณว่าหมดหน้าที่ควรไปได้แล้ว แต่ขุนไวสู้ต่อ
“งานที่ท่านเจ้ากรมได้สั่งให้กระผมจัดการเรื่องเบี้ยของทหาร กระผมจัดการเรียบร้อยแล้วนะขอรับ”
“ดี! ช่วงที่ท่านขุนเจ็บ ขุนไวช่วยจัดการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ตอนนี้ท่านขุนก็เพิ่งฟื้นตัว ฉันคิดว่าจะให้ขุนไวมาเป็นผู้ช่วยฉันอีกคนจนกว่าท่านจะหายดี”
“แต่” ขุนพิทักษ์อึ้งพยายามจะแย้ง
“ฉันตัดสินใจแล้ว ประกาศให้ทุกคนรู้ในวันนี้นะ”
“กระผมสัญญาว่าจะอยู่ทำงานรับใช้ท่านอย่างสุดความสามารถขอรับ”
ขุนพิทักษ์อึ้งที่โดนมัดมืดชก
“ขุนพิทักษ์...งานด่วนที่ฉันอยากให้ท่านทำ คืออีกสองวันฉันจะทำบุญที่กรม ฉันอยากจะรบกวนคุณหญิงมณีให้ช่วยมาเป็นแม่งาน”
“คุณแม่กระผมคงยินดีมากขอรับ”
“ฉันอยากจะนิมนต์หลวงพ่อมั่น”
“เรื่องนี้กระผมจะจัดการให้เองขอรับ กระผมเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิ”
ท่านเจ้ากรมยิ้มพอใจ
“ฉันยินดีนะที่เห็นพวกท่านช่วยกันแข็งขันอย่างนี้”
สองหนุ่มเขม่นมองกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ในเวลาเย็น จวงเข้ามาที่ด้านหน้ากรมทหารเพื่อมองหาขุนพิทักษ์ บริเวณนั้น พ่อค้าผ้าที่กำลังตั้งวางหาบผ้าสวย ๆ สีอ่อนงดงามใกล้เคียงกับผ้าไหม มีเหล่าคุณหญิงคุณนายยืนดูอย่างสนใจ
ขุนพิทักษ์เดินออกมาจากในกรม และกำลังจะกลับ พ่อค้าหยิบผ้าขึ้นมายื่นให้คุณหญิงคุณนายชม
“ผ้าผืนนี้มาจากเมืองจีนนะขอรับ เนื้อละเอียดสีสวยมาก มีแค่ไม่กี่ผืนนะขอรับ”
ขุนพิทักษ์ชะงักหันไปมองอย่างสนใจ เห็นผ้าสีฟ้าสวยงามในมือพ่อค้า ขุนพิทักษ์เดินเข้าไปหยุดยืนดู
“ผ้าผืนงามขอรับ ซื้อฝากคนรักไหมขอรับท่าน”
ขุนพิทักษ์มองผ้าในมือพ่อค้าแล้วใช้มือลูบผ้าในมือพ่อค้าเบาๆ อย่างพอใจ
จวงแอบมองเห็นขุนพิทักษ์จ่ายอัฐแล้วรับผ้ามาอย่างทะนุถนอม ขุนพิทักษ์หันมาทางจวง ทั้งคู่ประสานกัน แต่ขุนพิทักษ์ไม่สนใจเดินออกไป จวงมองตามอย่างงงๆ

ภายในห้องรำพึง จวงรายงานจีบปากจีบคอเต็มที่
“บ่าวไปนั่งเฝ้าตั้งแต่เช้ายันเย็น ท่านขุนยังเห็นบ่าวเลย เอ๊ะ แต่ก็แปลกนะเจ้าคะ”
“อะไร”
“บ่าวเห็นท่านขุนซื้อผ้าที่หน้ากรม คงจะซื้อให้คุณรำพึงน่ะเจ้าค่ะ แต่พอเห็นบ่าวกลับไม่ยอมฝากผ้าผืนนั้นมาให้คุณรำพึง อ๋อ...คงอยากจะเอามาให้คุณรำพึงกับมือในวันพรุ่งแน่ๆ เจ้าค่ะ”
รำพึงยิ้มมั่นใจมาก
“ถ้าอย่างนั้นเอ็งหยิบผ้าทั้งหมดออกมาให้ข้าสิ”
“หยิบมาทำไมเจ้าคะ”
“ข้าก็ต้องเตรียมต้อนรับน่ะสิ เพราะคุณพี่อาจจะมาพร้อมกับผู้ใหญ่”
“ว่าที่เจ้าสาวก็ต้องสวยงามให้สมฐานะใช่ไหมเจ้าคะ”

จวงรีบไปหยิบผ้ามาส่งให้รำพึงเลือก

 
บริเวณเรือนทาส ในเวลาเย็น ขุนพิทักษ์ยื่นผ้ามาตรงหน้า ชุ่มมองอย่างอึ้งๆ
 

“รับไว้สิ ข้าซื้อมาให้เอ็ง”
ชุ่มไม่ยอมรับ
“ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าคะ ข้าเป็นแค่ทาสในเรือนจะใช้ผ้าที่มีราคามากเช่นนี้คงไม่เหมาะ”
“ข้าไม่สนว่ามันจะเหมาะหรือไม่ ข้าซื้อมาให้เอ็ง เอ็งก็ต้องรับไว้”
ชุ่มลำบากใจ
“ข้ารับไว้ไม่ได้จริงๆ เจ้าค่ะ”
ขุนพิทักษ์ขัดใจที่เห็นชุ่มนิ่ง จึงเปลี่ยนเป็นจับมือชุ่มไว้ พูดเสียงอ้อนเต็มที่
“ชุ่ม! ชุ่ม...ข้าตั้งใจซื้อมาให้เอ็งนะ ข้าอยากให้เอ็งใส่ผ้าสวยๆ เอ็งทำให้ข้าได้ไหม นะ”
ชุ่มเจอลูกอ้อนเข้าไปก็อึกอักและยอมรับผ้ามา
“เจ้าค่ะ...ดึกแล้ว ท่านขุนกลับเรือนเถอะเจ้าค่ะ”
“ข้าอยากอยู่กับเมียข้า คืนนี้ข้าจะนอนที่นี่”
“ท่านขุนเจ้าคะ กลับเรือนเถอะ นะ”
ขุนพิทักษ์เจอยิ้มอ้อนเข้ามั่งก็ปฏิเสธไม่ลง
“เอ็งนี่ใจร้ายกับข้าจริงๆ”
ชุ่มยิ้มบอก
“แต่ท่านขุนใจดีกับข้าที่สุด”
ขุนพิทักษ์อดใจไม่ไหวหอมแก้มชุ่มด้วยความรัก ชุ่มใช้มือยั้งอกขุนพิทักษ์ไว้พลางจ้องอย่างทวงสัญญา
“ก็ได้...ข้าจะกลับ พอใจหรือยัง”
ชุ่มยิ้มดึงขุนพิทักษ์ให้ลุกแล้วพาไปที่ประตู ก่อนจะเปิดประตูให้ ขุนพิทักษ์หน้าเซ็งนิด ๆ แต่ก็ยอมออกไปโดยดี ชุ่มปิดประตูยิ้มมีความสุข

บนเรือนเวลากลางคืน คุณหญิงมณีหันมา
“งานทำบุญของที่กรมรึ แม่ยินดีมากจ๊ะ”
ขุนพิทักษ์นั่งฝั่งตรงข้าม แจ่มนั่งรอรับใช้อยู่ห่างๆ
“ลูกตอบรับท่านเจ้ากรมไปแล้วขอรับ แต่งานนี้คุณแม่อาจจะเหนื่อยหน่อยนะขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้น...แจ่ม อ็งไปบอกนังชุ่มนะว่าต้องไปช่วยงานข้า”
“เจ้าค่ะ”
“พรุ่งนี้ข้าจะบอกว่า เอ็งต้องเตรียมของอะไรไปบ้าง งานนี้เป็นหน้าเป็นตาให้กับลูกข้า พวกเอ็งแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดีล่ะ”
“เจ้าค่ะ”
ขุนพิทักษ์ได้ฟังก็คิดตามแล้วยิ้มๆ

เช้าวันใหม่ รำพึงในชุดสวยงามนั่งร่วมทานสำรับอาหารเช้ากับพระยาเทวราชที่ยังดูตึงๆ รำพึงจับตามองพอเห็นพ่อวางถ้วยชาแล้วลุกขึ้น
“วันนี้คุณพ่ออยู่บ้านได้ไหมคะ”
“พ่อจะไปดูที่นา”
“แต่วันนี้คุณพี่พิทักษ์จะพาผู้ใหญ่มาพบคุณพ่อนะคะ”
“ถ้าจะมาก็ควรจะนัดหมายกันก่อนไม่ใช่รึ”
“คุณพ่อเห็นแก่ลูกสักครั้งนะเจ้าคะ”
รำพึงตีหน้าเศร้า น้ำตาคลอ พระยาเทวราชได้เห็นก็ฮึดฮัดอย่างขัดใจแล้วเดินกลับเข้าห้องไป
รำพึงยิ้มอย่างพอใจที่ดึงพ่อไว้ได้
“เมื่อไหร่ท่านขุนจะมาน้า...บ่าวตื่นเต้นจะแย่แล้ว”
รำพึงมองไปทางหน้าเรือนด้วยความหวัง

เวลาเช้า ขุนไวกราบหลวงตามั่น
“ผมมากราบนิมนต์หลวงตาไปงานบุญที่กรมทหารในวันพรุ่งขอรับ”
“เจริญพร”
“ถ้าเช่นนั้น เช้าวันพรุ่งนี้กระผมจะมารับหลวงตานะขอรับ”
หลวงตามั่นพยักหน้า และเอ่ยเรียกไว้
“เจ้าไว”
ขุนไวชะงัก
“ขอรับ”
“ทุกวันนี้เจ้ายังสมาทานศีลหรือไม่”
“เอ่อ...ขอรับ”
หลวงตามั่นส่ายหน้า
“ศีลข้อสี่ว่ายังไง”
“มุสาวาทา เวระมณี “ ขุนไวแล้วคิดได้
“หลวงตา กระผม...”
“ชีวิตเป็นของเอ็งนะเจ้าไว ตาทำได้แค่เพียงชี้ทางที่เหมาะที่ควร เมื่อเห็นว่ามันเป็นเหว แต่ถ้าเอ็งยังอยากจะกระโดดลงไป ตาก็คงห้ามเอ็งไม่ได้”
ขุนไวเสียงแผ่ว
“ขอรับ”

ขุนไวกราบลาหลวงตามั่นแล้วออกไป หลวงตาได้แต่มองตามอย่างเป็นห่วง

 
เวลาเย็น ที่เรือนพระยาเทวราช รำพึงที่จัดดอกไม้เฝ้ารออย่างกระวนกระวาย จวงวิ่งเข้ามา
 

“คุณพี่มาหรือยัง”
“ไม่เห็นเลยเจ้าค่ะ เย็นป่านนี้แล้วท่านขุนคงไม่มาแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
“นังจวง!” รำพึงหัวเสีย
ประตูห้องพระยาเทวราชเปิดออกดัง ปึ้ง! จวงสะดุ้ง พระยาเทวราชตวาดออกมาอย่างโกรธและหัวเสีย
“ไหนล่ะ...ขุนพิทักษ์”
รำพึงตอบไม่ถูก
“เอ่อ...”
“ทำไมคนอย่างพระยาเทวราชจะต้องเสียเวลาเพื่อนั่งรอคนที่ไร้ความรับผิดชอบแบบนี้ นี่เหรอผู้ชายที่ลูกเลือก”
“คุณพ่อ”
พระยาเทวราชเดินลงจากเรือนไปอย่างหัวเสีย
รำพึงหันกลับมาหาจวงด้วยสายตาโกรธเกรี้ยว จวงสะดุ้ง
“เอ็งบอกว่าคุณพี่จะมา”
“บ่าวไม่รู้จริง ๆ เจ้าค่ะ ก็บ่าวคิดว่า...”
รำพึงตบจวง ผัวะ!
“เพราะเอ็งทำให้คุณพ่อโกรธข้าเกลียดคุณพี่”
“ไม่นะเจ้าคะ เพราะท่านขุนต่างหาก ท่านขุนไม่มาเรื่องถึงกลายเป็นแบบนี้”
รำพึงกำดอกไม้ขยี้จนแหลกคามือ โกรธที่ทุกอย่างไม่ได้ดังใจ รำพึงจะลงจากเรือน
“คุณรำพึงจะไปไหนเจ้าคะ”
“ข้าจะไปหาคุณพี่”
“อย่าไปเลยเจ้าค่ะ ถ้าท่านพระยารู้เข้า...”
“อย่าสะเออะ!”
รำพึงไม่สนใจจะรีบไป จวงเห็นว่า ห้ามไม่สำเร็จก็รีบวิ่งตามไป

ในเวลาต่อมา รำพึงกับจวงขึ้นมาบนเรือน เจอผ่องที่กำลังเช็ดถูอยู่เพียงคนเดียว
“นังผ่อง!”
ผ่องไหว้อย่างตกใจ
“คุณรำพึง! ตอนนี้คุณหญิงกับท่านขุนไม่อยู่เจ้าค่ะ ท่านไปที่กรม”
“ไปทำไม”
“พรุ่งนี้จะมีงานทำบุญที่กรมเจ้าค่ะ คุณหญิงท่านเป็นแม่งาน วันนี้ก็เลยไปเตรียมงานกันอยู่ที่กรมเจ้าค่ะ”
“แล้วใครไปบ้าง”
“ก็คุณท่าน ท่านขุน น้าแจ่ม ชุ่ม...แล้วก็บ่าวอีกหลายคนเจ้าค่ะ”
รำพึงสายตากร้าวขึ้นมาทันที
“จวง กลับเรือน!”
รำพึงพูดจบก็เดินไปเลย จวงเหวอๆ แล้วรีบตามไปทันที

รำพึงเดินออกมาจากเรือนคุณหญิง จวงวิ่งตามมา
“คุณเจ้าขา...ทำไมเราไม่ตามไปที่กรมเลยล่ะเจ้าคะ”
“แล้วศักดิ์ศรีของข้าล่ะ ข้าจะไม่ไปวิ่งตามชายให้อายคนเด็ดขาด”
“แต่...”
“ข้าไม่ไป...แต่เอ็งไปได้นี่”
จวงงงไปชั่วขณะ แล้วคิดได้
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
จวงวิ่งออกไป รำพึงมองตาม
“คุณพี่...ไม่เห็นแก่หน้าน้องสักนิด”

ในเวลาเย็น ที่กรม ขุนพิทักษ์สั่งให้ทหารที่กำลังช่วยกันจัดสถานที่วางเบาะสำหรับพระภิกษุ คุณหญิงมณีมองขุนพิทักษ์ที่ยืนสั่งการ แจ่มกับชุ่มที่อยู่ข้างคุณหญิงมณีกำลังจัดวางข้าวของเครื่องใช้ เช็ดขัดพาน ร้อยดอกไม้
“พิทักษ์..ดื่มน้ำก่อนลูก”
ขุนพิทักษ์เดินเข้ามารับขันน้ำจากคุณหญิงมณี
“ขอบคุณขอรับ”
“เตรียมงานมาทั้งวันเหนื่อยไหม”
“ไม่เหนื่อยขอรับ วันนี้เป็นการเตรียมงานที่ลูกไม่รู้สึกเหนื่อยเลย”

ขุนพิทักษ์เหลือบมองไปทางชุ่ม ขณะที่ชุ่มเงยหน้าขึ้นมาเห็นขุนพิทักษ์พอดี ชุ่มยิ้มตอบขุนพิทักษ์นิด ๆ อย่างพยายามเก็บกิริยา คุณหญิงมณีมองรับรู้แต่ก็นิ่ง

 
ในเวลากลางคืน ภายในห้อง รำพึงอยู่ในห้องอย่างรอคอย สีหน้าเครียด จวงเข้ามารายงาน

“ท่านขุนอยู่ที่กรมจริงๆ เจ้าค่ะ คุณหญิงมณีท่านรับเป็นแม่งาน แต่งานสำคัญขนาดนี้ ทำไมคุณหญิงกลับไม่เรียกคุณรำพึงของบ่าวไปด้วย มันไม่ถูกนะเจ้าคะ ในเมื่อคุณรำพึงจะเป็นสะใภ้ทำแบบนี้เหมือนไม่เห็นหัว คุณรำพึงนะเจ้าคะ”
“นังจวง!”
“อุ๊ย... แล้วคุณรำพึงไม่ไปทวงถามเรื่องแต่งงานกับท่านขุนจริงๆ เหรอเจ้าคะ ขนาดวันนี้ควรจะมายังไม่มาแล้ววันอื่นจะมาเร้อ”
รำพึงนิ่งคิดแต่สายตาไม่พอใจมาก

เช้าวันใหม่ ชุ่มแต่งตัวเสร็จแล้วจะเปิดประตูรีบไปที่เรือนใหญ่ แต่ชุ่มยังไม่ทันจะเปิดประตู ขุนพิทักษ์เปิดประตูเข้ามาพอดี
“ท่านขุน! หลีกไปเจ้าค่ะ ข้าต้องรีบไปหาคุณหญิง นี่มันสายแล้ว”
“ข้าไม่ไป แล้วเอ็งก็ห้ามไปไหนทั้งนั้นจนกว่าเอ็งจะยอมทำตามที่ข้าบอก”
ชุ่มสงสัยว่าเรื่องอะไร

เช้าวันเดียวกัน พระยาเทวราชออกมาจากห้องก็ชะงัก เห็นรำพึงกำลังให้จวงกับบ่าวช่วยกันยกกระจาดขนมสองสามอย่างที่ถูกตกแต่งสวยงาม
“ลูกทราบว่าวันนี้ที่กรมจะมีงานทำบุญ ลูกก็เลยให้บ่าวทำขนมไปช่วยงานค่ะ”
“ลูกรู้ได้ยังไงว่ามีงาน”
รำพึงยิ้ม
“เรื่องใดที่เป็นเกียรติเป็นศรีแก่คุณพ่อ ลูกต้องทราบสิเจ้าคะ ลูกอยากช่วยคุณพ่อนะเจ้าคะ”
“พ่อเป็นคนสอนให้เจ้าก้าวเดิน ลูกคิดเหรอว่าจะพ่อจะก้าวไม่ทันเจ้า”
รำพึงนิ่งไม่ตอบโต้
“ถ้าฝ่ายชายไม่ได้กระตือรือร้น มันก็เปล่าประโยชน์ที่จะเรียกร้องความสนใจ”
รำพึงหน้าเสียไปนิดแต่ยังยิ้มเก็บความรู้สึก
“ลูกว่าเรารีบไปงานไหมคะ เดี๋ยวจะไม่ทัน”
พระยาเทวราชออกไป รำพึงมองตาม
“ลูกคือที่หนึ่งของคุณพี่เท่านั้น”

ขุนไวพาหลวงตามั่นกับพระอีกแปดรูปขึ้นมาบนตึกหน้าที่ว่าการ ท่านเทศาเดินเข้ามาหาหลวงตามั่น
“นมัสการขอรับหลวงพ่อ”
ขุนไวพาหลวงตามั่นกับพระเข้าไปด้านใน
ที่บันได พระยาเทวราช รำพึงและจวงซึ่งถือถาดขนมเข้ามา ทั้งหมดไหว้ท่านเทศา
“ลูกสาวกระผมนำขนมหวานมาช่วยงานขอรับ”
“ขอบใจมากนะ”
“รำพึงทราบเรื่องช้าไป ไม่อย่างนั้นจะเตรียมเครื่องคาวมาด้วยเจ้าค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก คุณหญิงมณียอมมาเป็นแม่งานให้ฉัน ก็ทำให้ฉันเบาใจไปได้มากโขแล้ว (หันไปเห็น) อ้าว..แม่งานมานั่นแล้ว”
คุณหญิงมณีกับขุนพิทักษ์เดินเข้ามา บ่าวคุณหญิงรับขนมหวานจากจวงไป
“ฉันขอตัวไปดูด้านในก่อนนะ” ท่านเทศาบอก
พระยาเทวราชจ้องหน้าขุนพิทักษ์เขม็ง
“ท่านพระยาเป็นอย่างไรบ้างคะ”
พระยาเทวราชสีหน้าตึงๆ
“ฉันไม่เจ็บไม่ไข้...แต่คุณหญิงกับลูกชายดูสดชื่นนะ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน...ก็ดี”
ขุนพิทักษ์จ้องหน้าพระยาเทวราชอย่างอดทน รำพึงลุ้น ก่อนพระยาเทวราชเดินเข้าไปด้านใน
คุณหญิงมณีพูดกับรำพึง
“หนูรำพึงจ๊ะ... ป้าว่าท่านเจ้าคุณพูดแปลก ๆนะ”
รำพึงมองขุนพิทักษ์ ฝ่ายขุนพิทักษ์หลบตาไปทางอื่น
“เจ้าคุณพ่อท่านไม่ค่อยสบาย ก็อาจจะหงุดหงิดไปสักหน่อยเจ้าค่ะ”
คุณหญิงมณีพยักหน้าอย่างรับรู้
“คุณแม่ไปพักด้านในดีกว่าขอรับ ด้านนอกไอแดดมันแรง”
ขุนพิทักษ์พาคุณหญิงเข้าไปในงาน จวงเสนอหน้ามาข้างรำพึง
“คุณรำพึงเจ้าขา ทำไมทั้งคุณหญิงทั้งท่านขุนไม่พูดถึงเรื่องสู่ขอเลยล่ะเจ้าคะ”
รำพึงร้อนใจ

“เหมือนคุณป้ายังไม่รู้เรื่องใด ๆ แสดงว่าคุณพี่ยังไม่ได้เรียนคุณป้าแน่ๆ”

บ่วงบาป ตอนที่ 6 (ต่อ)


ภายในห้องทำบุญ ทุกคนนั่งประจำที่ ขุนไวยื่นธูปให้ท่านเทศาไหว้พระพุทธ ก่อนเดินมานั่งแล้วถามขุนพิทักษ์

“นี่เรียบร้อยทุกอย่างแล้วใช่ไหม”
“ยังเหลือดอกไม้ขอรับ กำลังตามเข้ามา”
“ดอกไม้ฝีมือคุณป้าคงจะงามมากนะคะ”
คุณหญิงมณียิ้มอย่างไม่เต็มที่นักรู้ว่ากำลังจะเป็นเรื่อง
“ไม่ใช่ฝีมือป้าจัดหรอกจ๊ะ”
“แล้วใครจัดคะ”
ชุ่มถือพานดอกไม้เข้ามา ในชุดผ้านุ่งสวยงามที่ขุนพิทักษ์ซื้อให้ ทุกคนอึ้ง ขุนพิทักษ์เดินไปรับพานดอกไม้จากชุ่มแล้วยิ้มให้ชุ่มอย่างพอใจ จวงตาโต รีบกระซิบรำพึง
“คุณรำพึงเจ้าคะ ผ้าที่นังชุ่มมันสวมอยู่ เป็นผ้าผืนที่ท่านขุนซื้อนี่เจ้าคะ”
“เอ็งแน่ใจรึ”
“แน่ใจเจ้าคะ สวยงามขนาดนั้นบ่าวจำได้แม่นเจ้าค่ะ”
รำพึงหันมองขุนพิทักษ์อย่างแค้น ขุนไวมองท่าทีรำพึงที่ไม่พอใจขุนพิทักษ์ ขุนไวช้ำใจ

ด้านหลังที่ว่าการ ชุ่มเดินออกมา บริเวณนั้นห่างจากบริเวณที่จัดงานพอสมควร
“นังชุ่ม!”
ชุ่มชะงักหันมา จวงเดินเข้ามาท่าทางปองร้ายมาก
“เอ็งจงใจจะหักหน้าข้าใช่ไหม” รำพึงถาม
“บ่าวไม่เคยคิดแบบนั้นนะเจ้าคะ”
จวงพูดแทรกทันที
“แล้วที่เอ็งมาเสนอหน้า สวมผ้าที่ท่านขุนซื้อให้คุณรำพึงมันคิดแบบไหนหะ! เอ็งคงจะขอผ้าจากท่านขุน แย่งผ้าของคุณรำพึง”
“ไม่ใช่นะ ผ้านี่ท่านขุนให้ข้า ข้าไม่ได้ขอ”
“ดูสิเจ้าคะคุณรำพึง มันกำลังจะบอกว่าท่านขุนทั้งรักทั้งหลงมันถึงได้ซื้อผ้ามีค่าขนาดนี้ให้ ข้าจะบอกให้นะว่าน้ำหน้าอย่างเอ็งสู้คุณรำพึงของข้าไม่ได้สักอย่าง เมียทาสอย่างเอ็งหรือจะสู้เมีย...”
“ชุ่ม!”
ทุกคนตกใจหันไป ขุนพิทักษ์เดินเข้ามาบอกกับชุ่ม
“คุณแม่ท่านเรียกหาอยู่ ไปดูสิว่าท่านจะใช้ให้ทำอะไร”
“เจ้าค่ะ”
ชุ่มรีบออกไป
“น้องรำพึงจะเข้าไปพร้อมพี่เลยไหม”
รำพึงส่งสายไปทางจวงให้ออกไป
“คุณพี่คะ”
จวงรู้หน้าที่รีบเดินเลี่ยงออกไปทันที
“ทำไมคุณพี่ถึงเงียบหายไป...คุณพ่อถามน้อง น้องไม่รู้ว่าจะตอบคุณพ่อยังไง”
“พี่เพิ่งหายเจ็บ อีกอย่างเพิ่งเข้ามารายงานตัวรับงานราชการ พี่อยากให้ทุกอย่างเรียบร้อยซะก่อน พี่ขอเวลาอีกหน่อยนะ”
ขุนพิทักษ์พูดพลางปลดมือรำพึงอย่างนุ่มนวล
“คุณพี่...”
ขุนพิทักษ์เดินกลับเข้างานไป รำพึงหันไปอีกทางเจอขุนไวที่เดินเข้ามา
“เห็นแล้วใช่ไหมว่าไอ้พิทักษ์มันไม่ได้จริงใจกับน้อง ถ้ามันคิดถึงน้องสักนิด มันคงไม่พาเมียทาสของมันมาออกงานอย่างนี้”
รำพึงยิ่งโกรธ

ผ่านเวลาไป บริเวณหน้าตึก ทุกคนทยอยออกไปจากงาน ขุนพิทักษ์ คุณหญิงมณีออกมา มีแจ่มกับชุ่มเดินตามมา คุณหญิงมณีพูดกับแจ่มและชุ่ม
“เดี๋ยวเอ็งรอให้แขกกลับไปให้หมดก่อน แล้วก็จัดการเก็บของทั้งหมดให้เรียบร้อยนะ”
แจ่มกับชุ่มรับคำ
“เจ้าค่ะ”
พระยาเทวราชกับรำพึง และจวงเดินออกมา คุณหญิงมณีเห็นก็ส่งยิ้มให้อย่างมีไมตรี
“วันนี้อาหารรสชาติเป็นอย่างไรบ้างคะ”
“ฝีมือคุณหญิงดีไม่เคยเปลี่ยน”
“ขนมของหลานรำพึงก็รสชาติดีมากนะ ถ้าวันไหนหลานรำพึงไปที่เรือนของป้า...”
ไม่ทันขาดคำ พระยาเทวราชก็พูดแทรกขึ้น
“คงไม่งามนักที่จะให้รำพึงเทียวไปเทียวมาที่เรือนคุณหญิง”

รำพึงพยายามขอร้อง

 
“เจ้าคุณพ่อคะ”

“ท่านเจ้าคุณคะ หากดิฉันทำอะไรผิดพลาดต่อท่าน...ท่านเอ่ยกับดิฉันเถอะนะคะ เพราะดิฉันไม่ทราบจริง ๆ ว่าที่ท่านมึนตึงกับดิฉันเพราะเหตุใด”
“นี่ขุนพิทักษ์ไม่ได้คุยกับคุณหญิงหรอกรึ”
“เรื่องอะไรคะ”
พระยาเทวราชมองขุนพิทักษ์ด้วยความโกรธ
“รำพึง กลับ!”
พระยาเทวราชเดินไปอย่างโมโห คุณหญิงมณีมองตามงุนงง ขุนพิทักษ์มองคุณหญิงมณีอย่างรู้ว่า เรื่องเข้าตัวแน่แล้ว คุณหญิงหันมาหา
“พิทักษ์!”
“กลับเรือนนะขอรับ คุณแม่ เรื่องข้าวของ วันพรุ่งค่อยให้แจ่มมาจัดการ”
ขุนพิทักษ์ประคองคุณหญิงมณีออกไป แจ่มหันไปพูดกับชุ่ม
“ดูเหมือนท่านพระยาเทวราชไม่พอใจท่านขุน มองท่านขุนอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ นี่มันเรื่องอะไรกัน เอ็งรู้ไหม นังชุ่ม”
ชุ่มส่ายหน้า
“ไม่รู้จ๊ะ...”
แจ่มรีบตามไป ชุ่มเดินตามไปอย่างกังวล

หลวงตามั่นนั่งอยู่ในเรือ เรือแล่นไปตามกระแสน้ำ ขุนไวนั่งอยู่ที่หัวเรือ หลวงตามั่นมองไปที่ขุนไวก่อนจะหลับตาลงช้า ๆ เข้าสมาธิ
ขุนไวที่กำลังฟันดาบกับโจรป่า สีหน้าขุนไวดูสับสนแล้วแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมโหด ขุนไวเหมือนตัดสินใจในฉับพลันแล้วฟันดาบไปเบื้องหน้า จนเลือดกระเซ็นใส่กระจายไปทั่วใบหน้าของขุนไวที่ดูโหดเหี้ยมและเลือดเย็น
ขุนไวจับเอามือจับที่ขาหลวงตา หลวงตาลืมตา
“ถึงวัดแล้วขอรับหลวงตา”
เรือมาจอดเทียบที่ท่าน้ำหน้าวัด
“นิมนต์ขอรับ”
หลวงตามั่นมองขุนไวไม่ยอมขยับ จนขุนไวชะงักมองหลวงตาว่าเกิดอะไรขึ้น
“เจ้าไว...การเป็นคนดีนั้นยาก แต่เมื่อได้ทำแล้ว ความดีนั้นจะส่งผลย้อนคืนมาสู่ตัวเราเป็นร้อยเท่าพันทวี ความชั่วก็เช่นกันเมื่อถลำลงไปแล้วยากจะถอยกลับ และเมื่อมันย้อนกลับมาก็จะเป็นร้อยเท่าพันทวีเช่นกัน”
ขุนไวมองอึ้ง ๆ แล้วตอบอย่างทิฐิแต่ไม่ก้าวร้าว
“วันนี้กระผมได้พบทางที่เหมาะสมสำหรับตนเองแล้ว”
“เจ้าไว...”
“กระผมขึ้นไปรอรับบนท่านะขอรับ”
ขุนไวขึ้นจากเรือ หลวงตามั่นมองตามขุนไวอย่างเป็นห่วง

ในเวลาเย็น ขุนพิทักษ์เข้ามาในห้อง คุณหญิงมณีตามเข้ามา
“ลูกมีเรื่องอะไรกับท่านพระยา เรื่องหนูรำพึงใช่ไหม”
“คุณแม่ขอรับ...ลูกขอยังไม่พูดเรื่องนี้ตอนนี้ได้ไหมขอรับ”
“วันนี้ไม่พูด สักวันก็ต้องพูด ไม่มีใครเลี่ยงความจริงได้หรอกนะ”
“ลูกไม่เคยคิดเลี่ยงหนี เพียงแต่ลูกยังไม่พร้อม มีความจริงบางอย่างที่ลูกเพิ่งได้ทราบ และมีเหตุการณ์บางอย่างที่ลูกเองไม่สามารถยอมรับได้ ขอเวลาลูกอีกสักนิดนะขอรับคุณแม่”
คุณหญิงมณีพยักหน้าบอก
“แม่ไม่รู้ว่าลูกได้พบเจออะไร แต่จำไว้นะว่าแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ”
ขุนพิทักษ์กอดคุณหญิงมณี
“ขอบคุณขอรับ”
คุณหญิงมณีกอดลูกด้วยความห่วงใย สีหน้าขุนพิทักษ์เครียดมาก

ภายในห้องพระเวลากลางคืน คุณหญิงมณีนั่งสวดมนต์อยู่ ชุ่มยกน้ำชาร้อนเข้ามาในห้องสวดมนต์แล้วคลานเข่ามานั่งดูอยู่ห่าง ๆ เสียงพร่ำสวดมนต์ของคุณหญิงชัดถ้อยชัดคำ
“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ”
ชุ่มนั่งมองอย่างสนใจ คุณหญิงมณีท่องนะโมรอบที่สอง ชุ่มก็ยกมือขึ้นมาพยายามจะพึมพำตามคุณหญิง
ชุ่มพึมพำหลับตา สวดมนต์ บางถ้อยคำตกหล่นเนื่องจากไม่คุ้นเคยและอ่านหนังสือไม่ออก
“นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต..”
คุณหญิงได้ยินหันมาตามเสียง เห็นชุ่มพยายามจะสวดมนต์คิ้วขมวดเพราะนึกบทสวดมนต์ต่อไม่ออก
“...อะระหะโต”
คุณหญิงมณียิ้ม
“อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ”
ชุ่มยิ้มทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“สัมมาสัมพุทธธัสสะ”

เมื่อชุ่มลืมตาก็ตกใจนิด ๆ ที่เห็นว่าคุณหญิงมองตนเองอยู่
 

 
บริเวณหน้าห้อง ขุนพิทักษ์เดินเข้ามาก็ชะงักที่ได้ยินเสียงคุณหญิงมณีคุยกับชุ่ม
 

“อยากสวดมนต์ไหม”
ชุ่มยิ้มแล้วบอก
“อยากเจ้าค่ะ เขาว่าสวดมนต์แล้วได้บุญ บ่าวอยากได้บุญเจ้าค่ะ”
“งั้นสวดตามฉันนะ...มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ”
“มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตตายะ...”
“ไม่ใช่ ต้องสวดว่า รักขะณัตถายะ”
“เจ้าค่ะ รักขะณัตถายะ”
คุณหญิงมณียิ้มบอก
“ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะสีลานิยาจามะ”
ชุ่มท่องตาม คุณหญิงมณีมองอย่างเอ็นดู ยิ้มพอใจ ขุนพิทักษ์พลอยยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วย

ในเวลากลางคืน ที่เรือน พระยาเทวราชตบรำพึง จนรำพึงลงไปทรุดกับพื้น จวงสะดุ้งมองอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าไป
“ไอ้พิทักษ์มันไม่ได้ไยดีแกสักนิด แล้วนี่ถ้ามันไม่มาสู่ขอ จะทำยังไง”
รำพึงมองพระยาเทวราชด้วยสายตาแข็งกร้าว
“ชื่อเสียงเกียรติยศของชั้นต้องย่อยยับ ถึงตอนนั้นชั้นจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
รำพึงเงยหน้ามองได้ความคิดจากคำพูดพระยาเทวราช
พระยาเทวราชยิ่งมองยิ่งแค้นแต่ต้องชะงักเมื่อสบตาคนที่ได้ชื่อว่าเป็นลูก
“โธ่เว้ย!”
พระยาเทวราชเดินกลับเข้าไปในห้องอย่างหัวเสีย
จวงรีบเข้ามาประคองรำพึง
“คุณของบ่าว เจ็บมากไหมเจ้าคะ”
รำพึงแค้น
“คุณพ่อจะต้องทำให้ข้าได้แต่งงานกับคุณพี่”
“โธ่...ท่านพระยาจะทำอย่างนั้นได้ยังไงเจ้าคะ ท่านโกรธคุณรำพึงกับท่านขุนขนาดนี้”
รำพึงหันขวับมาทางจวง
“ต้องได้!”
จวงมองรำพึงเห็นว่า รำพึงสายตาร้ายกาจ จวงหวั่นๆ
“คุณรำพึงจะให้บ่าวทำอะไรเจ้าคะ”

เช้าวันใหม่ จวงใช้ผ้าโพกหัวปิดบังหน้าตาเข้ามาที่ตลาด จวงมองเล็งเห็นแม่ค้าขายผักคนหนึ่งที่กำลังคุยเสียงดังอยู่กับพ่อค้าที่ขายดาบที่อยู่ข้าง ๆ จวงยิ้มแล้วรีบเดินเข้าไปทำเป็นเลือก ๆ ผักแล้วส่งผักให้
“แม่ค้า...รู้จักคนที่ชื่อท่านขุนพิทักษ์ไหมจ๊ะ”
แม่ค้าพูดด้วยน้ำเสียงอยากรู้อยากเห็น
“ลูกชายพระยาสุรเดชไมตรีไง ถามทำไม”
พ่อค้าดาบแผงข้างๆ ก็หันมามองอย่างสนใจฟัง
“ข้าได้ยินมาว่าท่านขุนพิทักษ์คนนี้แอบขึ้นเรือนเข้าหาคุณรำพึง ลูกสาวพระยาเทวราช ข้าก็เลยอยากรู้ว่าท่านเป็นใครน่ะ”
แม่ค้ายิ่งตาโตอย่างอยากรู้มาก
“จริงรึ”
“ก็พวกบ่าวที่เรือนนั้นมันพูดกันให้ขรม ว่าท่านพระยาเห็นกับตาท่านเองเลยนะ ผักของข้าได้หรือยัง”
แม่ค้าส่งผักให้ จวงส่งอัฐให้ แล้วลุกขึ้นเดินออก สวนกับชาวบ้านที่เดินเข้ามาเลือกผัก และทหารที่เดินมาดูแผงดาบข้าง ๆ
“นี่เอ็งรู้เรื่องลูกสาวพระยาเทวราชโดนท่านขุนพิทักษ์เข้าหาหรือยัง”
ชาวบ้านฟังอย่างสนใจ ทหารพลอยฟังไปด้วย พ่อค้าดาบขยับไปคุยกับแม่ค้าผ้าที่อยู่ถัดไป ทุกคนฟังและหันไปคุยต่อ ๆ กัน ไม่ช้าทุกคนในตลาดก็ค่อยๆ เมาท์กระจายกันเป็นวงใหญ่
จวงยืนมองผลงานตนเองอย่างพอใจ

ที่กรมทหาร เวลากลางวัน ขุนไวกับขุนพิทักษ์อยู่ต่อหน้าท่านเจ้ากรมที่สีหน้ายิ้มแย้มพอใจ
“ชั้นพอใจงานเมื่อวานมากนะ มันทำให้ฉันเห็นว่าท่านขุนทั้งสองทำงานร่วมกันได้”
ขุนไวกับขุนพิทักษ์เหลือบมองกันด้วยท่าทีเป็นอริเต็มที่แต่พยายามรักษากริยา
“ฉันไม่รู้ว่าเมื่อก่อนท่านขุนทั้งสองมีเรื่องอันใดต่อกัน แต่วันนี้ฉันอยากให้ท่านทำงานร่วมกัน คงจะไม่ขัดข้องใช่ไหม”
ขุนไวตอบทันที
“ไม่ขัดข้องขอรับ”
“กระผมพร้อมทำงานเพื่อแผ่นดินโดยไม่เกี่ยงงอนขอรับ” ขุนพิทักษ์บอก
“ดี...ตอนนี้ที่ชายป่าตะวันออกเป็นที่ซ่องสุมของพวกโจรป่า มีชาวบ้านหลายคนที่โดนปล้นฆ่า ฉันต้องการให้ท่านทั้งสองจัดการปราบพวกมันซะเพื่อความสงบของชาวบ้าน อีกทั้งขุนพิทักษ์ก็โดนพวกมันทำร้ายบาดเจ็บ ฉันจึงเห็นว่าไม่ควรรอช้า ก่อนที่จะมีผู้คนล้มตายไปมากกว่านี้”
“กระผมจะปราบพวกมันเองขอรับ แล้วจะจับพวกมันมาเค้นให้รู้ว่าจงใจทำร้ายกระผมด้วยเรื่องอันใด ถ้ามีผู้สั่งการ กระผมก็ต้องรู้ให้ได้ว่ามันผู้นั้นเป็นใคร” ขุนพิทักษ์บอก
ขุนไวเริ่มกังวลกลัวเรื่องตัวเองจ้างโจรป่าจะเปิดเผย

ขุนไวเดินออกมาแล้วชะงักที่ได้ยินเสียงจากกลุ่มทหาร
“ท่านขุนพิทักษ์น่ะรึ ย่องเข้าหาคุณรำพึง” ทหารคนที่หนึ่งว่า
“เขาพูดกันให้ทั่วตลาด คราวนี้ท่านพระยาเทวราชคงจะได้ท่านขุนพิทักษ์เป็นเขยแน่ๆ” ทหารอีกคนบอก
“พวกเอ็งพูดอะไรกัน!”

พวกทหารตกใจหันมา ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ท่านขุนไว! คือ...”
ขุนไวมองอย่างเอาเรื่องมาก ทหารมองกันอย่างหวั่นๆ

 
ในเวลาเย็น ขุนไวกำลังจะเดินไปที่เรือนพระยาเทวราช จู่ๆ พวกโจรป่าออกมาขวางในระหว่างทาง ขุนไวชักดาบขึ้นพร้อมป้องกันตัวทันที

“พวกข้าเอง”
ขุนไวตกใจมองซ้ายมองขวา
“พวกเอ็งมาที่นี่ทำไม”
“ข้ามารับค่าจ้าง...”
“ค่าจ้างอะไร ข้าจ่ายเอ็งไปหมดแล้ว”
“ใช่ แต่ข้าอยากได้เพิ่ม”
ขุนไวโกรธ
“ข้าไม่จ่าย”
“ท่านจะไม่จ่ายก็ได้นะ แต่ขุนพิทักษ์คงจะยอมจ่าย ขุนพิทักษ์คงอยากรู้ว่าใครที่สั่งให้พวกข้าไปรุมทำร้าย แล้วถ้าทางการรู้ว่า เป็นท่านที่จ้างพวกข้า...”
ขุนไวหน้าเครียดมากจ้องพวกโจรป่าที่มองตอบอย่างยืนยันว่าทำแน่ ขุนไวจำต้องหยิบถุงอัฐโยนให้พวกโจรป่า โจรป่ามองถุงเงินอย่างพอใจ พูดพลางหัวเราะ
“ท่านนี่มีน้ำใจจริง ๆ แล้วพวกข้าจะมาเยี่ยมท่านอีกนะ”
ขุนไวกำหมัดแน่นมองด้วยความแค้น โจรป่าส่งสายตากวนประสาท หัวเราะอย่างสะใจแล้วพากันเดินออกไป
“ข้าจะไม่ยอมอยู่ในกำมือพวกเอ็ง ไอ้โจรชั่ว!”

บนเรือนพระยาเทวราช เวลาเย็น รำพึงนั่งร้อยมาลัย จู่ ๆ จวงก็วิ่งขึ้นมาหน้าตาตื่น พร้อมกับบรรดาบ่าวไพร่ ที่รีบเข้ามานั่งรอสีหน้าหวาดกลัว
“พวกเอ็งเป็นอะไรกันถึงต้องได้หน้าตาตื่นกันมาแบบนี้”
พระยาเทวราชขึ้นเรือนมาอย่างหัวเสีย
“พวกเอ็งมากันครบแล้วใช่ไหม”
“เจ้าค่ะ” จวงบอก
“บอกข้ามาสิว่าใครหน้าไหนมันไปปล่อยข่าว”
จวงสะดุ้ง บ่าวไพร่คนอื่นๆ ต่างหันมองกันเลิ่กลั่ก
“ข้าถามว่าใคร!”
“เขาลือกันเรื่องอะไรเจ้าคะ บ่าวไม่ทราบจริงๆ เจ้าค่ะ”
พระยาเทวราชคว้าดาบขึ้นมาด้วยความโมโห บ่าวไพร่ตกใจผวาเข้าหากันอย่างกลัวตาย
“โกหก ! ตอนนี้คนเขาลือกันทั่วเมืองว่าลูกสาวพระยาเทวราช...”
ทุกคนมองอย่างรอคอยให้พระยาเทวราชพูด แต่พระยาเทวราชพูดไม่ออกด้วยความอับอาย
“ถ้าหาตัวคนปล่อยข่าวไม่ได้ ก็ตายมันซะทุกคน”
พระยาเทวราชเงื้อดาบ รำพึงรีบเข้าไปขวาง
“อย่าค่ะคุณพ่อ พวกเอ็งออกไป...ออกไปสิ!”
บ่าวไพร่รีบพากันลงจากเรือนไปทันที
“พวกมันสมควรตาย”
“ถ้าจะมีใครสักคนที่ต้องตาย คนนั้นก็ควรจะเป็นลูก”
รำพึงเข้าไปคว้าดาบในมือพระยาเทวราช
พระยาเทวราชตกใจกระชากดาบที่รำพึงจับไว้กลับมาจนสำเร็จ รำพึงทรุดลงไปกับพื้นเรือนร้องไห้
“คิดจะทำอะไร”
“ฆ่าลูกเถอะค่ะคุณพ่อ ลูกสมควรตายที่ปล่อยให้ตนเองโดนย่ำยี ทำให้คุณพ่อต้องเสียใจ ลูกสมควรตาย!”
รำพึงร้องไห้ราวกับจะขาดใจ แล้วกราบเท้าพระยาเทวราช
“ลูกขอโทษค่ะ ลูกผิดไปแล้ว...”
พระยาเทวราชเจอรำพึงกราบเท้าร้องไห้ ก็ใจอ่อนยวบ พระยาเทวราชกำลังจะจับรำพึงให้ลุกขึ้นมา แต่เสียงขุนไวดังขัดจังหวะขึ้นมาเสียก่อน
“ท่านพระยาขอรับ”
ขุนไวเดินเข้ามาหาพระยาเทวราชสีหน้าจริงจังมาก
“ขุนไว!” รำพึงเรียกชื่อเบาๆ
ขุนไวมองรำพึง
“กระผมมีเรื่องสำคัญมากที่ต้องคุยกับท่าน”
พระยาเทวราชมองขุนไวกับรำพึงว่านี่มันมีเรื่องอะไรกัน ฝ่ายบ่าวยังนั่งกันสลอน พระยาเทวราชสั่ง
“พวกเอ็งลงไปจากเรือน ให้หมด!”
จวงมองรำพึงแล้วจำต้องลุกไป บ่าวไพร่คนอื่นๆ รีบลุกตามพากันเดินลงไป
“กระผมได้ยินผู้คนลือถึงเรื่องของน้องรำพึง”
รำพึงหวั่นใจ พระยาเทวราชหัวเสีย
“ท่านพระยาจะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรขอรับ”
“ไม่จำเป็นต้องบอกเรื่องภายในครอบครัวของฉันกับคนนอกอย่างท่าน!”
“กระผมไม่ใช่คนนอก”
รำพึงตกใจ พระยาเทวราชชะงัก
“กระผมกับน้องรำพึงเราเป็นผัวเมียกันก่อนที่ไอ้พิทักษ์จะย่ำยีน้องรำพึง”
พระยาเทวราชตกใจมาก

“ขุนไว!”

บ่วงบาป ตอนที่ 6 (ต่อ)


พระยาเทวราชตกใจหันมองรำพึง รำพึงไม่กล้าสบตา

“เป็นความจริงรึ รำพึง”
“คุณพ่อคะ ลูก...ลูก”
“กระผมผิดที่ชิงสุกก่อนห่าม แต่กระผมยืนยันได้ว่ากระผมรักน้องรำพึงด้วยใจจริง และพร้อมจะรับผิดชอบด้วยการแต่งงานกับน้องรำพึงให้เร็วที่สุด!”
พระยาเทวราชกับรำพึงอึ้งไป

ในเวลาต่อมา ที่มุมหนึ่งในเรือน รำพึงถูกพระยาเทวราชจับเหวี่ยงแล้วชี้หน้าด่า
“นังลูกชั่ว!”
รำพึงอ้าปากจะแก้ตัว แต่พระยาเทวราชตบเพี๊ยะ จนหน้าหัน รำพึงเจ็บ สะอื้นไห้
“คุณพ่อ”
“สำส่อน ใฝ่ต่ำ เหมือนนังแม่ของแกไม่มีผิด!”
รำพึงหายเจ็บ ตาวาวด้วยความโกรธ
“หยุดด่าแม่ของลูกซะที”
“ข้าจะด่า! ทำไมข้าจะด่านังผู้หญิงแพศยาคนนั้นไม่ได้ น่าเจ็บใจเหลือเกิน ตายไปแล้วแท้ๆ แต่ยังทิ้งความแพศยาไว้ให้ข้าเจ็บปวดหัวใจอีก เจ้ามันได้เลือดชั่วของแม่เจ้ามาจริงๆ” พระยาเทวราชด่าพลางชี้หน้า
รำพึงโกรธ ตะคอกใส่หน้าพ่อ
“คำก็ชั่ว สองคำก็ชั่ว ถ้าแม่เป็นคนชั่ว แล้วท่านพ่อเอาแม่เป็นเมียทำไม”
พระยาเทวราชตบหน้ารำพึงอีกเพี๊ยะ
“บังอาจ! บังอาจเหมือนแม่เจ้าไม่มีผิด”
รำพึงหันขวับมาจ้องพระยาเทวราช
“อยากรู้นักใช่มั้ย ว่าทำไมข้าถึงไปเอานังแพศนานั่นมาเป็นเมีย ดี! แกจะได้รู้ซะทีว่าแม่เจ้ามันชั่วแค่ไหน”
รำพึงจ้องพ่อตาวาว พระยาเทวราชมองคิดถึงความหลัง...

“แม่ของเจ้าเป็นแค่ทาสคนนึง แต่มักใหญ่ใฝ่สูงไม่เจียมตัว บังอาจใช้เล่ห์เพทุบาย ใช้คุณไสยทำเสน่ห์ใส่ข้าจนข้าลุ่มหลงมันจนหน้ามืดตามัว”

รำพึงสีหน้าอึ้งกับ ‘คุณไสย?!’
“หึ! นึกไม่ถึงใช่มั้ย ความชั่วของแม่เจ้ายังไม่หมดเพียงแค่นั้น”

“แม่ของเจ้าเฝ้าเป่าหูข้าให้เกลียดชังคุณหญิงของข้าจนคุณหญิงตรอมใจ และเมื่อข้าตาบอดยกแม่ของเจ้าขึ้นเป็นเมียออกนอกหน้า คุณหญิงของข้าก็ตรอมใจหนักกระทั่งนางต้องฆ่าตัวตาย”

พระยาเทวราชแววตาเศร้าบอก
“เพราะนางไม่สามารถมีทายาทให้ข้า แต่ว่าแม่ของเจ้าคลอดเจ้าออกมา”
รำพึงฟัง ตาแอบมีแววผู้ชนะ สะใจ พระยาเทวราชแววตาเจ็บแค้นขึ้นมาอีก
“แต่คนชั่วก็ย่อมต้องได้รับกรรมชั่ว”

“เวทมนต์คุณไสยที่แม่เจ้าบังอาจทำใส่ข้ามันคลายลงเมื่อวันเผาศพคุณหญิง ความร้ายกาจของแม่เจ้ามันเกินอภัย”

รำพึงอึ้ง ตาโตหวั่นแล้วส่ายหน้า
“คุณพ่อ...คุณพ่อคงไม่ได้”
พระยาเทวราชพูดสวนเสียงเข้ม
“คนชั่วอย่างแม่เจ้า ข้าจะเก็บไว้ทำไม”
รำพึงตกใจคิดไม่ถึง
“คุณพ่อ!”
“จะเก็บไว้ให้ผู้คนบ่าวไพร่มันประณามหยามเหยียดข้าอย่างนั้นรึ”
รำพึงแทบไม่เชื่อหู น้ำตาคลอ พระยาเทวราชจ้องหน้ารำพึง
“ข้าจบชีวิตมันด้วยมือของข้าเอง”

รำพึงตะลึง น้ำตาร่วง ส่ายหน้าอย่างไม่อยากเชื่อหู พระยาเทวราชชี้หน้า

“เห็นแก่เจ้าที่มีเลือดของข้าอยู่ในตัวเจ้าครึ่งหนึ่ง อย่าบังอาจสร้างความเสื่อมเสียอับอายให้ข้าเหมือนแม่ของเจ้าอีกคน ในส่วนของข้า ข้าจะจัดการด้านขุนพิทักษ์ ข้าจะเร่งรัดคุณหญิงมณีให้รับผิดชอบเรื่องนี้ ส่วนเจ้า...เจ้าก็จัดการกับขุนไวเอาเอง ในเมื่อเรียนผูกก็ต้องหัดเรียนแก้ เข้าใจมั้ย” พระยาเทวราชตวาด
รำพึงสะดุ้ง แล้วฉายตาวาว ตอบเสียงเย็นเฉียบ
“ค่ะ คุณพ่อ ลูกจะจัดการ ทุกอย่างให้เรียบร้อย คุณพ่อไม่ต้องเป็นห่วง”
“ขอให้มันเรียบร้อยจริงเถอะ”
รำพึงจ้องพระยาเทวราชอย่างอยากจะฆ่า

บนเรือน ขุนไวกับจวงรออยู่อย่างกระวนกระวายใจ ซักพักรำพึงเดินหน้านิ่งๆ ออกมา ขุนไวปรี่เข้าไปหา
“น้องรำพึง เกิดอะไรขึ้น เจ้าเป็นยังไงบ้าง พระยาทำอะไรเจ้า เจ้าเจ็บตรงไหนรึเปล่า”
รำพึงหน้านิ่งนาน ก่อนจะค่อยๆ ยิ้มหวานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตายจริง...ถามมากมายหลายคำถามอย่างนี้ น้องจะตอบข้อไหนก่อนดีคะ”
ขุนไวกับจวงต่างอึ้งไป
“อะไรกัน นี่มัน...”
จวงพูดเสียบทันที
“นั่นสิเจ้าคะ หายไปเป็นนานสองนาน จวงยังนึกว่าท่านพระยาจะ...เอ่อ...” จวงทำหน้าสยอง
รำพึงหัวเราะน้อยๆ
“นังจวงนี่! เดี๋ยวข้าก็ฟ้องคุณพ่อให้จับเจ้าโบยซะเลยดีมั้ย ที่น้องหายไปนานก็เพราะคุณพ่อท่านขอคำปรึกษาน้องน่ะค่ะ” รำพึงเกาะแขนขุนไว
“คำปรึกษา”
รำพึงทำอาย
“ใช่ค่ะ แต่...เอ...จะเรียกว่าคำปรึกษาก็คงจะไม่ถูกน่าจะเรียกว่าถามใจน้องมากกว่า”
จวงทำสีหน้างงๆ
“ถามใจเหรอเจ้าคะ”
“ก็ใช่น่ะสิ...ถามใจ ถามว่าในใจจริงของน้อง น้องรักใคร ระหว่างขุนพิทักษ์กับคุณพี่”
“แล้วน้องตอบว่ายังไง”
“น้องจะตอบว่ายังไงได้ล่ะคะ น้องก็ต้องตอบให้ตรงกับใจ ว่าน้องรัก”
รำพึงทำอาย ขุนไวลุ้น แววตามีความหวัง จวงยังงงๆ แต่ก็ลุ้น
“ชีวิตนี้...น้องจะไปรักใครได้อีก นอกจากคุณพี่ของน้อง”
ขุนไวตกใจแทบช็อก จวงตกใจ ไม่เชื่อหู
“เมื่อกี้น้องว่ายังไงนะ..น้องรำพึง”
รำพึงทำค้อนแล้วทำงอน
“ว่ายังไง แหม...นี่คุณพี่ไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของน้องเลยเหรอคะ”
ขุนไวตั้งสติได้
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ คือ...คือพี่ไม่แน่ใจในสิ่งที่ได้ยิน คือ...เมื่อกี้น้องบอกว่าน้องรักพี่”
“แหม...ได้ยินแล้วยังจะมาถาม”
“แต่...ครั้งก่อนน้องเพิ่งจะบอกว่าน้องรักไอ้ขุนพิทักษ์ น้องไม่รักพี่ ไม่มีเยื่อใยต่อพี่ซักนิด”
รำพึงลอบเซ็ง รำคาญ
“ครั้งก่อนก็คือครั้งก่อนสิคะ แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อน”
ขุนไวทำท่าจะดีใจ แต่ก็นึกได้
“มันไม่ใช่เรื่องปกติที่จู่ๆ น้องถึงได้เปลี่ยนใจจากขุนพิทักษ์มารักพี่อย่างนี้ มีอะไรซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่รึเปล่าน้องรำพึง” ขุนไวพูดพลางมองเค้น
รำพึงหาทางออกสุดฤทธิ์
“เอ่อ...คุณพี่พิทักษ์” รำพึงปล่อยโฮ
“ไอ้ขุนพิทักษ์มันทำไม มันทำอะไรน้องรำพึง”
“คุณพี่พิทักษ์ทำร้ายจิตใจน้อง คุณพี่พิทักษ์ไปหลับนอนกับนังทาสชุ่มที่เรือนทาส” รำพึงปล่อยโฮๆ อย่างหนัก
“ไอ้พิทักษ์ ใฝ่ต่ำ สิ้นคิด!”
รำพึงได้ทีเลยบอก
“น้องไม่สามารถจะรักผู้ชายที่ไร้ศักดิ์ศรีอย่างนั้นได้ ไม่เหมือนคุณพี่ไวซักนิด เทียบกันไม่ได้แม้แต่น้อย”
ขุนไวยิ้มกว้างหน้าบาน โอบกอดรำพึงทันที
“น้องรำพึงของพี่ พี่จะรีบมาสู่ขอน้องโดยเร็วที่สุด”
รำพึงหลุดพรวด
“อย่าเพิ่งนะคะ”
“ทำไมล่ะ เพื่อรักษาเกียรติของน้อง พี่ไม่ควรจะปล่อยให้เวลาผ่านไปเนิ่นนาน”
รำพึงถอนใจเฮือก

“ก็ดูท่าทางคุณพ่อยังเคืองๆ น้องอยู่ ขอเวลาให้คุณพ่อหายเคืองน้องก่อน ถ้าเห็นว่า เหมาะสมเมื่อไหร่ น้องจะรีบบอกคุณพี่ทันทีเลยนะคะ”

ขุนไวกังวลนิดนึง แต่สุดท้ายก็ยิ้ม
“ได้...ไม่ว่าต้องการอะไร ก็ขอให้น้องสั่งมา ขุนไวคนนี้พร้อมจะทำตามทุกอย่าง”
รำพึงฟังแล้วตาวาว ยิ้มเย็น
“ค่ะ...แล้วน้องจะสั่งคุณพี่แน่นอนค่ะ ขอให้คุณพี่ไม่ลืมคำพูดก็แล้วกัน ว่าจะทำตามทุกอย่าง”
ขุนไวไม่เอะใจ
“พี่ดีใจเหลือเกินน้องรำพึง ในที่สุด เราสองคนก็จะได้อยู่ด้วยกัน”
ขุนไวโอบรำพึงมากอดไว้แน่นอีก จวงรู้สึกทะแม่งๆ รำพึงค่อยๆ หุบยิ้มอย่างมีแผนร้าย

คืนเดียวกัน ที่เรือนคุณหญิงมณีตกใจมาก
“เอ็งว่าไงนะนังแจ่ม ขุนพิทักษ์ลูกชายข้าเข้าหาลูกสาวพระยาเทวราช”
“เจ้าค่ะ ผู้คนร่ำลือกันไปทั่วตลาดเลยเจ้าค่ะ”
คุณหญิงมณีพูดไม่ออกบอกไม่ถูก ก่อนจะนึกได้ หันขวับไปมองชุ่มที่นั่งอยู่อีกมุม ชุ่มนั่งตัวชา น้ำตาเอ่อ
คุณหญิงมณีพูดเบาๆ อย่างสงสาร
“นังชุ่ม”
ชุ่มทำเข้มแข็ง
“เจ้าคะ”
คุณหญิงมณีถอนหายใจบอก
“มานี่ซิ”
ชุ่มคลานมาใกล้ เงยหน้ามอง คุณหญิงมณีพูดไม่ออก ได้แต่ลูบหัวชุ่มเบาๆ ชุ่มน้ำตาหยดติ๋ง ไร้เสียงสะอื้นใดๆ

ภายในห้องนอนรำพึง จวงพรวดเข้าเกาะขารำพึงที่นั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
“ทูนหัวของบ่าวต่อให้โบยบ่าวให้หลังหัก บ่าวก็ไม่มีวันเชื่อว่าที่วันนี้คุณรำพึงหายไปตั้งนานสองนานเป็นเพราะท่านพระยาถามใจคุณรำพึง ไม่จริงใช่มั้ยเจ้าคะ มันไม่จริง มันไม่ใช่แค่นั้นใช่มั้ยเจ้าคะ”
“เจียมกะลาหัวหน่อยนังจวง เป็นแค่บ่าวอย่าบังอาจมาซักถาม บ่าวอย่างเจ้ามีหน้าที่รับคำสั่งเพียงอย่างเดียวเข้าใจมั้ย”
จวงสะดุ้ง เจอเสียงแข็งจริง
“เจ้าค่ะ จวงไม่บังอาจถามแล้วเจ้าค่ะ”
“ไสหัวไป ข้าง่วง”
“เจ้าค่ะๆ”
จวงยังคลางใจ แต่กลัว รีบจะออกไปแต่ก็มิวายทิ้งท้าย
“แต่ถ้าคุณรำพึงจะมีคำสั่งอะไร”
รำพึงสวนเสียงเย็น
“ถ้ายังไม่รีบไป ข้าก็คงมีคำสั่งให้โบยเจ้าแน่นังจวง”
“แฮ่ งั้นรีบไปเลยเจ้าค่ะ”
จวงออกไป รำพึงเมินหน้าไปนึกถึงคำพูดพระยาเทวราช
“ความร้ายกาจของแม่เจ้ามันเกินอภัย คนชั่วอย่างแม่เจ้า ข้าจะเก็บไว้ทำไม ข้าจบชีวิตมันด้วยมือของข้าเอง”
รำพึงน้ำตาคลอ โกรธแค้นสุด
“นั่นสิ... จะเก็บไว้ทำไม คนชั่ว”
รำพึงย้ำกัดฟันแน่นบอกตัวเอง

ขุนพิทักษ์เดินมาเห็นคุณหญิงมณีนั่งอยู่กับจวง
“คุณแม่ ดึกแล้ว ทำไมไม่เข้านอนขอรับ”
คุณหญิงมณีสีหน้าหนักใจ
“แม่มีเรื่องจะคุยกับลูก”
ขุนพิทักษ์เริ่มหนาว เดาว่าน่าจะเป็นเรื่องรำพึง
“จริงรึเปล่า ข่าวที่ผู้คนเค้าร่ำลือกันทั่วว่า ลูกเข้าหาหนูรำพึง”
ขุนพิทักษ์นิ่งไป
“ตกลง มันจริงอย่างที่เค้าพูดกันมั้ย ขุนพิทักษ์”
“ไม่จริงขอรับ ลูกไม่ได้เข้าหา แต่ว่า...”
“แต่ว่า...อะไร”
“แต่ว่า...น้องรำพึงเป็นคนทำให้เกิดเรื่องขึ้น”
คุณหญิงมณีสะอื้น
“โธ่...ขุนพิทักษ์ ตกลงมันจริงอย่างที่เค้าพูดกันใช่มั้ย”
“มันไม่จริงทั้งหมดนะขอรับคุณแม่”
คุณหญิงมณีพูดสวนบอก

“เราเป็นลูกผู้ชาย เมื่อเกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้นแล้ว จะพูดกับใครอย่างที่เจ้าพูดไม่ได้ พูดไปใครเขาจะฟัง ใครเขาจะเชื่อ”

ขุนพิทักษ์อึ้ง แล้วเถียง
“แต่มันเป็นเรื่องจริง”
คุณหญิงมณีสวนกลับ
“เรื่องจริงก็คือ ตอนนี้ใครๆ เค้าก็รู้เรื่องของลูกกับหนูรำพึงกันไปทั่วแล้ว เว้นแต่แม่ที่เพิ่งจะรู้อยู่เดี๋ยวนี้ และเมื่อแม่รู้ แม่ก็คงจะทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่ได้เด็ดขาด”
“ไม่นะครับคุณแม่ กระผมไม่ได้รักน้องรำพึง”
“ว่าไงนะ”
“กระผมไม่ได้รักน้องรำพึง กระผมรักชุ่ม”
คุณหญิงมณีรู้อยู่แล้ว แต่ก็มิวายสะอื้นเพราะรู้ถึงความวุ่นวายที่จะต้องเกิดขึ้น
“โธ่! ขุนพิทักษ์”
ขุนพิทักษ์เอะใจ
“ชุ่มรู้เรื่องนี้รึยังขอรับ”
คุณหญิงถอนใจ ไม่ตอบ
ขุนพิทักษ์มองไปที่แจ่ม
“แจ่ม”
แจ่มหลบตา ไม่อยากยุ่ง ขุนพิทักษ์วิ่งพรวดออกไปทันที คุณหญิงมณีร้องเรียกตามหลัง
“ขุนพิทักษ์ กลับมาคุยกับแม่ก่อน ขุนพิทักษ์”
ไม่ทันแล้ว คุณหญิงมณีถอนใจเฮือก แจ่มเข้าบีบนวดทั้งที่ตัวเองก็กังวลไม่แพ้กัน

มุมหนึ่งในอาณาบริเวณเรือนคุณหญิงมณี ชุ่มนั่งหน้าเศร้านึกถึงเรื่องขุนพิทักษ์กับรำพึง น้ำตาหยดติ๋ง
ขุนพิทักษ์วิ่งเข้ามาหยุดมอง ดีใจที่เจอชุ่ม รีบวิ่งมากอดด้านหลังไว้แน่น
“อยู่นี่เอง ข้าตามหาเจ้าแทบแย่”
ชุ่มหันหน้ามามองขุนพิทักษ์
ขุนพิทักษ์ชะงักไป
“เจ้าร้องไห้”
ชุ่มไม่พูดอะไร นั่งนิ่งอย่างเจียมตัว ขุนพิทักษ์เช็ดน้ำตาให้ชุ่ม
“เจ้าจะร้องไห้ทำไมชุ่ม เก็บน้ำตาไว้ร้องไห้ถ้าข้าไม่ได้รักเจ้าดีกว่า ข้ารักเจ้านะชุ่ม”
ชุ่มอึ้ง แอบชื่นใจ แต่มิวายเจียมตัว
“ข้าเป็นเพียงนางทาส ข้าไม่อาจเอื้อม”
ขุนพิทักษ์พูดสวนทันที
“อาจเอื้อมอะไร ข้าต่างหากที่เป็นคนอุ้มชูเจ้าขึ้นมา ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร เป็นนางทาสรึว่าเป็นนางฟ้า ข้ารู้แต่ในใจของข้า...มีแต่เจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”
“แต่...คุณรำพึง”
ขุนพิทักษ์สวน เสียงกร้าว
“ชาตินี้...ข้าไม่มีวันแต่งงานกับน้องรำพึง”
ขุนพิทักษ์พูดอย่างเด็ดเดี่ยวมั่นใจ ชุ่มมองหวั่นๆ

เช้าวันใหม่ ที่เรือนคุณหญิงมณี พระยาเทวราชวางดาบกระแทกลงบนโต๊ะปัง
“ต้องแต่ง! ยังไงขุนพิทักษ์ก็ต้องแต่งกับรำพึงลูกสาวข้า”
ทุกคนนั่งอยู่ด้วยกัน
“หรือคุณหญิงมณีจะเห็นว่า การที่ลูกชายของคุณหญิงทำให้ลูกสาวของข้าเสื่อมเสียนั้น มันเป็นเรื่องถูกเรื่องดี ที่ไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ”
“แต่น้องรำพึงเป็นคน...”
คุณหญิงมณีรีบแทรก
“แม่หนูรำพึงเป็นผู้หญิงก็ย่อมเสียหาย”
“ใช่! เสียหายแน่ และตอนนี้ชาวบ้านมันก็ติฉินนินทากันไปทั่วแล้ว ไม่แว่วเข้าหูคุณหญิงเลยซักนิดเชียวรึ”
“เอ่อ...”
“ถ้างั้นจะรออะไร จะรอให้ข้าต้องอับอายขายหน้าไปกว่านี้อีกแค่ไหน อย่าลืมว่าถ้าข้าเสื่อมเสีย ใครอีกหลายๆ คน ก็คงจะต้องพลอยย่อยยับไร้อนาคตไปด้วย รึคุณหญิงเห็นว่าไม่จริง”
ขุนพิทักษ์ไม่ชอบฟังคำขู่ ทำท่าจะเถียง
“จริงค่ะ ที่ท่านพระยาพูดมาทั้งหมดล้วนจริงทั้งสิ้น”
“คุณแม่!”
รำพึงอมยิ้ม อีกมุมหนึ่ง ชุ่มยกสำรับของว่างขึ้นเรือนมา พระยาเทวราชพอใจ
“งั้นก็ดี ข้าหวังว่าคุณหญิงจะเร่งกู้ศักดิ์ศรีคืนให้แก่ข้า ด้วยการจัดการมาสู่ขอรำพึงลูกสาวข้าโดยเร็วที่สุด”
ชุ่มตกใจ มือสั่นหลบอยู่ที่มุม
“คุณแม่ขอรับ”
“ท่านพระยาอย่าได้กังวล ดิฉันจะทำทุกอย่างให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด”
“คุณแม่”
ชุ่มใจหายวูบ รำพึงยิ้มให้ขุนพิทักษ์อย่างสะใจ คุณหญิงมณีพูดกับรำพึง
“ส่วนหนูรำพึง”
รำพึงรีบหุบยิ้ม ตีหน้าเศร้าทันที
“ก็ขอให้เชื่อใจว่าขุนพิทักษ์จะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป”
รำพึงสีหน้าเศร้า สำรวม เข้ากราบคุณหญิงก่อนหันหน้ามาหาขุนพิทักษ์
“กราบขอบพระคุณคุณหญิงป้า... กราบขอบพระคุณคุณพี่ที่ให้เกียรติดิฉัน”

รำพึงสบตาขุนพิทักษ์อย่างผู้มีชัยชนะ ขุนพิทักษ์...หมดหนทาง

จบตอนที่ 6

อ่านต่อตอนที่ 7 เวลา 17.00น.
“ปอ” ท้าทายเล่น “บ่วงบาป” พลิกคาแรกเตอร์ ร้ายปนดี
“ปอ” ท้าทายเล่น “บ่วงบาป” พลิกคาแรกเตอร์ ร้ายปนดี
แม้จะเคยเล่นละครพีเรียดมาแล้วหลายเรื่อง แต่พระเอก ปอ-ทฤษฎี สหวงษ์ ก็ยอมรับว่าไม่เคยเล่นละครเรื่องไหน ยากเท่าเรื่อง “บ่วงบาป” มาก่อน โดย เจ้าตัวเปิดใจว่า “เรื่องนี้บทยากมาก บทค่อนข้างหลากหลาย เริ่มตั้งแต่เป็นท่านขุนที่ไม่ใส่ใจ อะไรเลย งานการไม่ทำ ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ เที่ยว เสเพล เล่นการพนัน เจ้าอารมณ์ แล้วก็เจ้าชู้ มากรักหลายใจ เจอพลอยปุ๊บก็ชอบเลย รักเลย แต่พอมาเจอหยาดทิพย์ นังทาสจิตใจดี ก็จะทำให้ใจเราเปลี่ยนไป เป็นผู้เป็นคนขึ้น แต่จริงๆ เรื่องราวของ บ่วงบาป เกิดขึ้นเพราะเราเลย เพราะความหลายใจของเรา ทำให้เกิดการแย่งชิง หึงหวง ทำเสน่ห์ ทำให้มีคนตาย เกิดเรื่องราวมากมาย ทุกอย่างมาจากท่านขุนพิทักษ์ คนนี้คนเดียวเลย”
กำลังโหลดความคิดเห็น...