xs
sm
md
lg

'พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง' ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน

เผยแพร่:

สกู๊ปพิเศษ

ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน
'พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง'

หลังจบคำพูดของ "อ๊อฟ" พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ที่ขึ้นไปรับรางวัลนาฏราชครั้งที่ ๑ คือเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ณ หอประชุมกองทัพเรือ ในฐานะนักแสดงประกอบชายยอดเยี่ยมเรื่อง "พระจันทร์สีรุ้ง" ที่เขารับบทเป็น 'พ่อ' และพูดถึง ‘พ่อ’ ซึ่งกลายเป็นวาทะเด็ดแห่งปี ๒๕๕๒ เลยทีเดียว

โดยเฉพาะคำพูดประโยคสุดท้ายว่า "ผมรักพระเจ้าอยู่หัว...ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน" พงษ์พัฒน์ได้รับเกียรติจากผู้ร่วมงานด้วยการลุกขึ้นยืนปรบมือให้ทุกคน
หนำซ้ำทุกคนในงานต่างมีน้ำตาคลอและหลั่งไหลออกมาด้วยความซาบซึ้ง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นยิ่งนัก
คำพูดของอ๊อฟนี้ทำให้คิดถึงบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นโคลงภาษิตนักรบและต่อมาถูกนำไปใส่ทำนองเพลงโดยสง่า อารัมภีร์ เพื่อเป็นเพลงนำของละครเวที ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์อยู่เสมอ คือเรื่องเกียรติศักดิ์ทหารเสือ บทประพันธ์ ‘อิงอร’ มีว่า

“มะโนมอบพระผู้เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายทรงธรรม์ เทอดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ และแม่
เกียรติศักดิ์รักของข้า มอบไว้แก่ตัว
มะโนมอบพระผู้สถิตอยู่ ยอดสวรรค์
แขนถวายให้ทรงธรรม์ พระผ่านเผ้าเจ้าชีวา
ดวงใจให้ขวัญจิต ยอดชีวิตและมารดา
เกียรติศักดิ์รักของข้า ชาติชายแท้แก่ตนเอง”

คนส่วนใหญ่จะเข้าใจว่า อ๊อฟ...พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเล่นละครโทรทัศน์เรื่องแรกคือ “เมฆินทร์พิฆาต” ของเจ.เอส.แอล ในปีพ.ศ. ๒๕๒๘
แต่จริงๆแล้ว อ๊อฟเริ่มเล่นละครเวทีมาก่อน คือ เรื่องปล้นไม่เงียบ เป็นละครการกุศลของคริสต์ศาสนาให้โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ อำนวยการแสดงโดย พินิจ หุตะจินดา เขียนบทและกำกับการแสดงโดย เอื้อง...ภาสุรี ภาวิไล และอ๊อฟก็เล่นเป็นเรื่องแรกเรื่องเดียวและ (อาจจะเป็น) เรื่องสุดท้าย
แต่อ๊อฟโชคดีที่ได้ครูดีที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาการแสดงรวมทั้งทัศนคติและมุมมองของความคิดที่ชัดเจนจาก “ส.อาสนจินดา” ดารานักแสดงที่ถือเป็นศิลปินชั้นยอดในทุกสาขาของคนบันเทิง และที่สำคัญ ส.อาสนจินดาคือผู้ที่อ๊อฟถือเป็นคนบันดาลใจ (Idol) ของเขามาแต่แรก ทุกครั้งที่เขาจะมาซ้อมหรือเล่นละครเวที เขาจะมานั่งคุยกับ ส. อาสนจินดาอยู่เสมอ
ครั้งหนึ่งเขาเคยพูดกับ “แดง” ธัญญา โสภณ ซึ่งเป็นนางเอกคนแรกของชีวิตการแสดง และต่อมาเป็นนางเอกในชีวิตจริงของเขาจนทุกวันนี้ว่า ส.อาสนจินดาคือครูการแสดงคนแรก เป็นครูที่เขาได้รับรู้ว่าคนที่เป็นนักแสดงที่ดีจะต้องเคารพในวิชาชีพ จะต้องตรงต่อเวลา และต้องรู้จักวินัยในความเป็นนักแสดง ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา ซึ่งเขาได้ปฏิบัติตามคำสอนของส.อาสนจินดามาตลอดเวลา
และที่พิสูจน์ได้ชัดเจน คือมีอยู่ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่เกิน ๑๐ ปีมานี้ เขาได้เข้าไปกองถ่ายละครอยู่คณะหนึ่งเพื่อไปหาธัญญา แต่ได้พบพระเอกหน้าสวยที่ผันเข้าสู่วงการการเมือง แต่แล้วก็ต้องอกหักไม่ประสบความสำเร็จในวงการการเมือง
โดยพระเอกหน้าสวยผู้ไม่รู้จักหน้าที่นักแสดงที่ดีได้แสดงฤทธิ์เดชต่างๆนานากับผู้จัดและผู้กำกับการแสดง รวมทั้งยังยุยงนักแสดงด้วยกันให้แข็งข้อกับผู้กำกับการแสดงว่าไม่ต้องเล่นตามที่ผู้กำกับฯ บอกมา ให้เล่นตามทางของตน พอเห็นอ๊อฟเข้าก็ด่าผู้จัดและผู้กำกับฯ ให้อ๊อฟฟัง ในทำนองไม่เป็นมืออาชีพ แต่อ๊อฟฟังไม่จบดีและพูดขัดขึ้นมาก่อนว่า
“เขาจ้างเอ็งมาเล่น เอ็งก็ต้องเล่นตามที่เขาว่ามา เอ็งไม่ใช่ผู้จัดเหมือนเดิม ถ้าเอ็งไม่ชอบ เอ็งก็ไม่ต้องรับเล่นของเขา”
อ๊อฟพูดจบก็เดินจากไปทันที ส่วนพระเอกหน้าสวยได้แต่อึ้งและเสียหน้า พูดอะไรไม่ออก
นี่คือการได้รับอิทธิพลจากที่นอกเหนือการสอนของส.อาสนจินดาแล้วก็มีไพรัช สังวริบุตร และม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล ที่เป็นครูการแสดงคนต่อๆมา ซึ่งทุกคนเข้าใจผิดว่าหม่อมน้อย เป็นครูการแสดงคนแรก
ทุกครั้งที่อ๊อฟอยู่กองถ่ายละคร ไม่ว่าจะเป็นค่ายไหน ช่องไหน หากอ๊อฟไม่ชอบวิธีกำกับการแสดงของผู้กำกับฯ อ๊อฟอาจจะมีบ่นบ้าง แต่อ๊อฟก็จะเล่นทุกครั้งตามที่ผู้กำกับฯ บอกไป และอ๊อฟก็จะทำหน้าที่ความเป็นนักแสดงให้ดีที่สุด อ๊อฟโชคดีที่นอกจากได้รับแนวความคิดจากส.อาสนจินดาแล้ว อ๊อฟยังได้เห็นวิธีการปฏิบัติตัวของนักแสดงอาวุโสหลายท่านเมื่อครั้งเล่นละครเวที อาทิ กัณฑีรย์ น. สิมะเสถียร สมควร กระจ่างศาสตร์ เป็นต้น ที่ต่างเคารพในหน้าที่ของตน นั่นหมายถึง มีครั้งหนึ่งที่ผู้กำกับฯ กำกับอารมณ์และมูฟเม้นต์ของตัวละครในเรื่องผิดไป แต่เหล่านักแสดงอาวุโสซึ่งถือเป็นครูการแสดงก็ไม่พูดว่าอะไร จนเสร็จสิ้นและมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดและขอคำแนะนำ ซึ่งนักแสดงอาวุโสเหล่านี้ก็ให้คำชี้แนะเป็นอย่างดี จนผู้กำกับฯ และทีมงานรวมทั้งนักแสดงต่างตัดพ้อว่าทำไมไม่บอกในเวลานั้น คำพูดนี้ยังติดหูอ๊อฟมาจนทุกวันนี้ว่า
“เรากำลังรับหน้าที่เป็นนักแสดงก็ต้องเล่นตามที่ผู้กำกับฯ บอกมา แต่เมื่อเราเป็นผู้กำกับฯ เราก็จะทำหน้าที่นั้นๆอย่างถูกต้องและเป็นอย่างดีด้วย”
อ๊อฟจึงพยายามทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด และอ๊อฟก็ฝึกปรือการแสดงให้เข้มข้นอยู่เสมอจนกลายเป็นนักแสดงมากคุณภาพจนได้รับรางวัลมาแทบจะทุกสาขาและทุกสถาบัน
นอกจากอ๊อฟจะรู้จักหน้าที่ของตนอย่างดีเยี่ยมแล้ว อ๊อฟยังมีความเข้มข้นในความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติและพระมหากษัตริย์เป็นอันมาก อีกทั้งอ๊อฟได้คู่ชีวิตที่ดี
เพราะแม้ภายนอกของธัญญาจะดูมาดเป็นนางแบบมากกว่าเป็นนักแสดงในช่วงหนึ่ง แต่ธัญญาเป็นคนจริงคนหนึ่ง เป็นคนที่ดูเหมือนตรงข้ามกับอ๊อฟแทบทุกประการ
ธัญญามักจะว่าอ๊อฟในเรื่องการแต่งตัวเสมอ เพราะอ๊อฟยังคงเอกลักษณ์ในมาดเซอร์อยู่เสมอ และจะมีมากขึ้นโดยเฉพาะผมที่ยาวถึงกลางหลังซึ่งเป็นสิ่งที่อ๊อฟหวงแหนมากที่สุด แม้แต่ธัญญาก็รู้เรื่องนี้ดี จึงไม่แตะเรื่องผมของอ๊อฟเลย หากดูเผินๆเหมือนอ๊อฟจะเป็นคนสกปรก แต่จริงๆ แล้ว อ๊อฟเป็นคนรักสะอาดมาก
และเมื่อทั้งสองตกลงใจจะใช้ชีวิตร่วมกัน อ๊อฟก็ให้เกียรติธัญญามากขึ้นในทุกๆ ด้าน อ๊อฟไม่เคยทำให้ธัญญาผิดหวังเหมือนเมื่อเริ่มต้นเป็นคู่รักกันตั้งแต่วันแรกจนถึง ณ วันนี้ และไม่เคยต่อว่าที่ธัญญาทำร้านเสื้อผ้า Bewitch ที่ซอยอารีในระยะหนึ่งแล้วต้องเลิกกิจการไป ทั้งสองก็ยังคงให้กำลังใจในกันและกันเสมอ
เมื่อไม่นานมานี้ได้พบปะพูดคุยกับอ๊อฟอีกครั้ง หลังจากไม่พบกันไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี แต่เมื่อพบกัน อ๊อฟก็ยังเป็นเหมือนเดิม ยังคงนบไหว้และไม่หลงลืมตน พร้อมบอกข่าวว่าได้ส่งลูกไปเรียนหนังสือที่ประเทศอังกฤษแล้วนะ เป็นความภูมิใจของคนเป็น ‘พ่อ’ ที่เห็นความเจริญก้าวหน้าของลูก และก่อนจากกันยังบอกว่าทางผู้ใหญ่ช่อง ๓ อยากให้ทำละครมากกว่านี้ แต่อ๊อฟบอกว่าทำไม่ไหว ซึ่งอ๊อฟบอกว่าเขาทำงานช้า แต่ว่าอีกไม่ช้าก็จะทำละครเรื่องใหม่แล้ว คือรักเกิดในตลาดสด ที่จะเอามาริโอ เมาเร่อมาเล่น ก็ต้องดูว่ามาริโอจะสู้แอนดริว เกร็กสัน ที่เคยเล่นมาก่อน...ได้หรือไม่
สาเหตุที่อ๊อฟเริ่มหันมาสู่คนเบื้องหลังก็เพราะทำตามคำขอของธัญญา ซึ่งอ๊อฟก็ทำหน้าที่นี้ได้ดีเช่นกัน โดยจะเห็นผลงานของเขาที่ออกมาแต่ละครั้งเป็นผลงานที่มีคุณภาพ เพราะเขามีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อนอกเหนือจากการตอบสนอง ‘ความต้องการ’ ของเขาแล้วเขายังคืนกำไรให้คนดูอีกด้วย จะเห็นได้จากงานกำกับการแสดงจากภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ เช่น แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ดงผู้ดี วายุภักมนตรา จนมาถึงเรื่องล่าสุด “รอยไหม” นี้
และผลงานเรื่องต่อไปคือ รักเกิดในตลาดสด ที่จะสามารถล้มเวอร์ชั่นแรกได้หรือไม่ ต้องรอพิสูจน์ต่อไป
ส่วนการแสดงนั้น แม้จะนานๆจะรับเล่นสักครั้ง แต่อ๊อฟไม่เคยทำความผิดหวัง กลับแสดงฝีมือจัดจ้านมากขึ้น ซึ่งจะเห็นฝีมือเฉียบคมจากเรื่องอุโมงค์ผาเมือง นี่แหละ
ในด้านความคิดทางการเมืองซึ่งมีบ้างที่อ๊อฟจะเลือกฝ่ายตามเพื่อนรักนักแสดงด้วยกันอย่าง ศรัญญู วงศ์กระจ่าง ที่เลือกข้างอย่างเด่นชัดและชัดเจน แต่ที่อ๊อฟทนไม่ได้จนต้องออกมากล่าววาทะเด็ดแห่งปีในวาระนั้น เพราะอ๊อฟเห็นว่าเริ่มมีขบวนการล้มเจ้าอย่างชัดเจนมากขึ้นทุกที ซึ่งเป็นการอัดอั้นตันใจเหมือนดารานักแสดงอีกส่วนใหญ่ที่มีความรู้สึกเช่นเดียวกับเขา และเมื่อยิ่งเห็นการก่อวินาศกรรมของบ้านเมืองจนประชาชนเดือดร้อนกันมากมาย อ๊อฟและเหล่านักแสดงอีกหลายคนก็ยิ่งทนไม่ได้จนเริ่มรวมตัวกันต่อต้านจะด้วยทางใดก็ตาม เขาและเธอเหล่านี้ก็จะ “ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน” อย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้นเช่นกัน
ยกเว้น ‘กาฝาก’ ที่เข้ามาในวงการบันเทิงจะด้วยโดยอาชีพหรือ ‘อีแอบ’ ก็ตาม ที่เห็นคนบางคนเป็น ‘เจ้าชีวิต’ มากกว่า ‘ในหลวง’ ของคนไทยทุกคน
ก่อนจบบทความนี้ ขอยกบทพระราชนิพนธ์คำโคลงของรัชกาลที่ ๖ ที่ถูกต้องและตรงความจริงที่สุด คือ

"ราชาทุกเมื่อเลี้ยงรักษา
ทวยราษฎร์ประหนึ่งเป็นราชบุตร์"


ที่มา : เฉพาะกิจละคร รอยไหม / ผู้เขียน : พินิจ หุตะจินดา / สำนักพิมพ์ซูเปอร์บันเทิง ตุลาคม 2554
กำลังโหลดความคิดเห็น...