xs
xsm
sm
md
lg

เอกชนขานรับ “Digital Twin Thailand” หนุน ดร.เชน ยกระดับเชื่อมข้อมูลทั่วเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


จากขวา ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์, ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และ ฟีลิกซ์ ตัน (Felix Tan)
เอกชนขานรับรัฐบาลเร่งขับเคลื่อนเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการบริหารจัดการประเทศไทย ล่าสุด "จีไอเอส" ในกลุ่มบริษัทซีดีจีเผยพร้อมเดินหน้าหนุนยุทธศาสตร์ชาติ ยกระดับเทคโนโลยี GIS เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสนับสนุนการพัฒนาประเทศ ด้าน "นูโวล่า" (Nuvola Media) บริษัทเทคสิงคโปร์ผู้พัฒนาโซลูชัน Agentic AI เพื่อการวางแผนและการบริหารจัดการพื้นที่เมือง ส่งอีกเสียงย้ำว่าเทคโนโลยี Digital Twin และ AI คือกุญแจที่เมืองชั้นนำโลกใช้แล้วได้ผลจริง

***จีไอเอส ชูพลังบูรณาการข้อมูล

ดร.ธนพร ฐิติสวัสดิ์ ประธานบริษัท จีไอเอส จำกัด ผู้ให้บริการระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์แบบครบวงจร (GIS) ในกลุ่มบริษัทซีดีจี ระบุว่าการปักหมุดยุทธศาสตร์ของภาครัฐสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มอง GIS เป็นเสาหลักสำคัญของการพัฒนาประเทศในทุกมิติ และบริษัทซึ่งมีประสบการณ์กว่า 30 ปี พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงข้อมูลและระบบที่แยกส่วนอยู่เดิม ให้กลายเป็นฐานข้อมูลเชิงพื้นที่กลางที่หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"เป้าหมายของการแปลงยุทธศาสตร์ไปสู่การใช้งานได้จริง คือการมีระบบที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและระบบงานในกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การวางทิศทางเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร การเพิ่มประสิทธิภาพในภารกิจประจำวันของเจ้าหน้าที่หน้างาน ไปจนถึงการส่งมอบบริการสาธารณะที่ตอบโจทย์ประชาชนเป็นสำคัญ”

 Digital Twin Thailand คือการสร้างฝาแฝดดิจิทัลของประเทศไทย ให้ก้าวจากแผนที่แบบเดิมไปสู่แบบจำลองเสมือนจริงที่สามารถจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้ ช่วยแก้ปัญหาประเทศในมิติสำคัญ
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องโดยตรงกับโครงการ Digital Twin Thailand ที่ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ “ดร.เชน” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นผู้ผลักดันจากการประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 และถูกบรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการด้านภูมิสารสนเทศแห่งชาติ ปี 2571–2575

แนวคิด Digital Twin Thailand คือการสร้างฝาแฝดดิจิทัลของประเทศไทย ให้ก้าวจากแผนที่แบบเดิมไปสู่แบบจำลองเสมือนจริงที่สามารถจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าได้ ช่วยแก้ปัญหาประเทศในมิติสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ำ ภัยพิบัติ เมืองอัจฉริยะ ที่ดิน อุตสาหกรรม และสภาพภูมิอากาศ

แนวคิดนี้ถูกตอกย้ำผ่านการประชุมคณะกรรมการภูมิสารสนเทศแห่งชาติและการนำไปใช้จริง เช่น การใช้ Digital Twin คู่กับระบบ Sonar เพื่อสำรวจและวางแผนขุดลอกลำน้ำในภาคเหนือ รวมถึงการพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำท่วมให้ละเอียดถึงระดับครัวเรือน โดยระบุตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงและระดับความสูงต่ำของพื้นที่บ้านเรือน เพื่อให้ประชาชนประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการอพยพ

นอกจากฐานข้อมูลกลางที่จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดสู่ Digital Twin และ AI โดยการสร้างแบบจำลองเมืองและโครงสร้างพื้นฐานเสมือนจริง เพื่อจำลองสถานการณ์และประเมินผลกระทบล่วงหน้าก่อนลงทุนหรือดำเนินโครงการจริง ยังจะมี AI จะช่วยประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ปริมาณมหาศาล ค้นหาแนวโน้มและความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็นระบบช่วยตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถใช้วางแผนและรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ดร.ธนพร ย้ำว่าการวางรากฐานด้านข้อมูลเชิงพื้นที่คือหัวใจสำคัญที่สุด และจีไอเอสพร้อมนำความเชี่ยวชาญที่มีมายาวนาน มาเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันนโยบายของดร.เชนสู่การปฏิบัติจริง
ที่สำคัญ การเปิดใช้ประโยชน์จากข้อมูลภาครัฐ (Open Data) บนฐาน GIS ยังเอื้อให้ภาคเอกชนวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ ประเมินความเสี่ยง และพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ประชาชนจะได้รับบริการสาธารณะที่ตรงจุดมากขึ้น เสริมความมั่นคงและความยั่งยืนในระยะยาว

*** Nuvola ย้ำเมืองชั้นนำทั่วโลกใช้ Digital Twin

ในมุมมองของภาคเอกชนด้านเมืองอัจฉริยะ นายฟีลิกซ์ ตัน (Felix Tan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nuvola Media บริษัทสิงคโปร์ผู้พัฒนาโซลูชัน Agentic AI เพื่อการวางแผนและการบริหารจัดการพื้นที่เมือง เชื่อว่าปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน (Silos) ของระบบคมนาคมและการบริหารเมืองในกรุงเทพฯ ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ซึ่งเมืองชั้นนำอย่างสิงคโปร์ บาร์เซโลนา และดูไบ ได้แก้ด้วยแพลตฟอร์มบูรณาการที่ใช้ Digital Twin, AI และข้อมูลเรียลไทม์จาก CCTV ระบบจราจร สภาพอากาศ และการตอบสนองเหตุฉุกเฉิน บนศูนย์บัญชาการเดียว ทำให้สามารถคาดการณ์ความเสี่ยง จำลองสถานการณ์ และประสานงานล่วงหน้าได้ก่อนเกิดวิกฤต

Felix มองย้อนถึงอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถโดยสารประจำทางที่เคยเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ว่าไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของปัญหาโครงสร้างที่กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลกกำลังเผชิญ นั่นคือการบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชน การจราจร การเฝ้าระวัง และหน่วยฉุกเฉินที่ยังทำงานแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง และผลการศึกษาด้านเมืองอัจฉริยะของ McKinsey และ IMD Smart City Index ชี้ตรงกันว่า เมืองขนาดใหญ่จำนวนมากยังขาดระบบที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทำให้การรับรู้สถานการณ์และการประสานงานระหว่างหน่วยงานล่าช้า ไม่ทันต่อเหตุการณ์

เทคโนโลยี Digital Twin และ AI คือกุญแจที่เมืองชั้นนำโลกเลือกใช้แล้ว
เมืองชั้นนำจึงกำลังทำอะไรที่ต่างออกไป เช่น สิงคโปร์ บาร์เซโลนา และดูไบ กำลังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลเมืองอัจฉริยะที่เชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ผ่านแพลตฟอร์มเดียว ข้อมูลจากระบบ CCTV ระบบอาณัติสัญญาณ การบริหารจัดการจราจร สภาพอากาศ และหน่วยกู้ชีพ ถูกนำมารวมศูนย์และวิเคราะห์ร่วมกันแบบเรียลไทม์

Felix ยกตัวอย่างผลงานวิจัยของ Deloitte Smart Cities Research ระบุว่า เมืองเหล่านี้ใช้เทคโนโลยี Digital Twin, AI-powered Synoptic Intelligence และ IoT Sensors เพื่อไม่เพียงตอบสนองเหตุการณ์ได้เร็วขึ้น แต่ยังสามารถประเมินความเสี่ยง จำลองสถานการณ์ และวางแผนร่วมกันล่วงหน้าก่อนที่ปัญหาจะลุกลามเป็นวิกฤต โดยสิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด โครงการ Virtual Singapore และ Smart Nation ผสาน AI, Digital Twin, IoT และแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเข้าด้วยกัน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองเห็นภาพเดียวกัน สามารถคาดการณ์เหตุขัดข้อง จัดสรรทรัพยากร และประสานงานในภาวะฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ AI เปลี่ยนจากการตั้งรับ เป็นคาดการณ์เมื่อฤดูฝนมาถึง ความเสี่ยงจากน้ำท่วม การจราจรติดขัด และการหยุดชะงักของโครงสร้างพื้นฐานทวีความซับซ้อนมากขึ้น

ยังมีรายงาน Smart Cities and Digital Solutions ของ McKinsey ที่ชี้ว่า AI สามารถช่วยให้เมืองเปลี่ยนจากการรับมือปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ระบบระบายน้ำ สภาพอากาศ และโครงข่ายคมนาคมแบบเรียลไทม์ เพื่อคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ปรับแผนการจราจร และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างหน่วยงานก่อนที่สถานการณ์จะลุกลาม

"สำหรับกรุงเทพฯ โอกาสสำคัญไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนกล้องหรือติดตั้งเทคโนโลยีแยกส่วนเพิ่มเติม แต่คือการสร้างระบบนิเวศข้อมูลเมือง ที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการขนส่ง หน่วยงานท้องถิ่น หน่วยกู้ชีพ และผู้ดูแลโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกันอย่างปลอดภัย เริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรอโครงสร้างระยะยาว"

Felix เชื่อว่าขั้นแรกของการพัฒนาไม่ใช่การเร่งติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการวางกรอบข้อมูลและการปฏิบัติงานของเมืองให้เป็นระบบเดียวกัน โดยกรุงเทพฯ สามารถเริ่มจากการเชื่อมโยงฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงลำดับการเริ่มต้น Felix แนะนำให้เชื่อมโยงฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ทั้ง CCTV, ระบบจราจร, การเฝ้าระวังน้ำท่วม, ขนส่งสาธารณะ และหน่วยฉุกเฉิน ให้อยู่บนแพลตฟอร์มปฏิบัติการร่วม เลือก Use Case ที่มีผลกระทบสูงและประชาชนสัมผัสได้โดยตรง เช่น การจัดการน้ำท่วม ปัญหาจราจรติดขัด และการประสานงานเหตุฉุกเฉิน สร้างระบบนิเวศข้อมูลที่เปิดให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และผู้ให้บริการโทรคมนาคมทำงานร่วมกันผ่านข้อมูลปฏิบัติการที่ใช้ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย

Felix ยังยกงานวิจัยของ McKinsey ที่พบว่าเมืองที่เริ่มจากโครงการนำร่องเฉพาะจุดสามารถสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและความเชื่อมั่นจากประชาชนได้เร็วกว่าการลงทุนโครงสร้างขนาดใหญ่แบบครอบคลุมทั้งหมดในครั้งเดียว

"ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบหลายประการที่จะช่วยเร่งการพัฒนา ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ระดับการยอมรับเทคโนโลยีของประชาชนที่ค่อนข้างสูง เครือข่ายการสื่อสารที่แข็งแกร่ง และศักยภาพความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน"

ในภาพรวม การเชื่อมโยงข้อมูล GIS ระดับชาติเข้ากับ Digital Twin จึงไม่เพียงช่วยให้ภาครัฐตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง ลดการคาดเดา และจำลองผลกระทบก่อนลงทุน แต่ยังเปิดทางให้ภาคเอกชนใช้ข้อมูลสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับบริการสาธารณะให้ตรงจุดกับประชาชน ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม.