ในฐานะผู้ที่ผลักดันคนรุ่นใหม่มาตลอด "กระทิง เรืองโรจน์ พูนผล" เผยไอเดีย 4 ด้านนโยบายประเทศไทยจากทั้งภาคธุรกิจและรัฐบาล เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้จริงภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เชื่อเรื่องด่วนที่สุดสำหรับไทยไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือการดึงดูดทุน แต่คือวิกฤตแรงงานและการศึกษาที่ต้องเร่งแก้
นายเรืองโรจน์ พูนผล ผู้มีชื่อเล่น "กระทิง" นั้นมีดีกรีเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง H.O.W. (House of Wisdom) มีประสบการณ์ในวงการเทคโนโลยี การปั้นสตาร์ทอัพ และการบริหารองค์กร และเป็นผู้เขียนหนังสือ “Move Heaven and Earth” ที่เล่าเส้นทางชีวิตตั้งแต่วัยเด็กจนประสบความสำเร็จ และล่าสุดคือ “Unbeatable” ที่กระทิงเพิ่งจะเปิดตัวเมื่อตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
***4 เสาหลักยุทธศาสตร์
มาตรการเร่งด่วนและนโยบายระดับชาติที่กระทิงเน้นย้ำว่าเป็นโจทย์เปลี่ยนประเทศ ที่ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนควรต้องร่วมมือกันทำให้เกิดขึ้นจริงภายใน 3–5 ปีข้างหน้า สามารถสรุปออกเป็น 4 เสาหลักยุทธศาสตร์ โดยเสาแรกคือการปฏิรูปทุนมนุษย์และการศึกษา ที่ต้องรื้อโครงสร้างอย่างจริงจัง
"เรื่องที่เร่งด่วนที่สุดสำหรับประเทศไทยไม่ใช่เรื่อง AI หรือการดึงดูดทุน แต่คือวิกฤตแรงงานและการศึกษา" กระทิงกล่าว "ไทยต้องแก้ปัญหา Skill Mismatch 500,000 ตำแหน่งอย่างเร่งด่วน World Bank ก็ระบุว่าไทยขาดแคลนแรงงานทักษะสูงอย่างหนัก ตัวอย่างเช่น โรงงานผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ระดับโลกมาลงทุนหมื่นล้านบาทในไทยแต่ไม่สามารถหาคนไทยที่มีทักษะตรง 4,000 คนมาทำงานได้"
กระทิงเชื่อว่าการปฏิรูปอาชีวศึกษาและเชื่อม R&D สู่เชิงพาณิชย์ ควรต้องเริ่มจากการปรับให้การศึกษาสายอาชีวะผลิตคนตรงกับอุตสาหกรรมจริง พร้อมทั้งสร้างรันเวย์ผลักดันงานวิจัยในมหาวิทยาลัยจากหิ้งไปสู่เชิงพาณิชย์ เกิดเป็นธุรกิจและการระดมทุน
กระทิงย้ำอีกว่าไทยควรขยายผลนวัตกรรมการศึกษานอกระบบเข้าสู่ระบบหลัก โดยปรับปรุงการศึกษาประถมและยกระดับภาษาอังกฤษ พร้อมนำโมเดลการศึกษาทางเลือกที่สำเร็จแล้วขยายผลในระดับประเทศ เช่น การสอนทักษะ Metacognition หรือ Thinking about thinking ของโรงเรียนปัญญาประทีป และศูนย์การเรียนรู้เมืองน่าน
เสาหลักที่ 2 คือการทลายไซโลภาคเอกชน และจับมือภาครัฐขับเคลื่อน AI ยุทธศาสตร์ชาติ ส่วนนี้กระทิงเชื่อว่าภาคเอกชนต้องหยุดภาวะต่างคนต่างทำ (Silos) แล้วจับมือข้ามภาคส่วน ร่วมกับภาครัฐเพื่อสร้างพลังต่อรองและนวัตกรรม
กระทิงชี้ว่า ไทยควรสร้าง "Small AI" เพื่อเกษตรกร อาจเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐ-เอกชนพัฒนา Small AI หรือโมเดลขนาดราว 1,000 ล้านพารามิเตอร์ ที่ใช้เงินลงทุนหลักร้อยล้านบาท โดยรวบรวมข้อมูลเกษตรไทยมาเทรนโมเดล แล้วเปิดให้เกษตรกรใช้งานได้ฟรีทั่วประเทศ
ส่วนนี้ควรมีการวางโครงสร้าง Open Data Platform ของประเทศเพื่อเป็นฐานรากนวัตกรรม พร้อมจัดทำกรอบกำกับดูแล AI Governance เพื่อลดความเสี่ยง
ในส่วนดาต้าเศนเตอร์ กระทิงเชื่อว่าไทยควรสร้าง Data Center Multiplier Effect โดยกำหนดนโยบายให้การลงทุน Data Center ต่างชาติเกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ทั้งการสร้างงานทักษะสูงและการดึงห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นเข้ามาเชื่อมโยง
เสาที่ 3 คือหนุนยุทธศาสตร์คว้าโอกาสระดับโลก ผ่านการดึงดูด 3 ทรัพยากรหลัก ซึ่งท่ามกลางความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์และการย้ายฐานผลิต ไทยต้องเร่งวางตำแหน่งประเทศเพื่อดึงดูด 3 ทรัพยากรยุทธศาสตร์ ส่วนแรกคือการดึงดูดทุนสีขาว (Clean Capital) ทั้งคนเก่งระดับโลก (Top Talent) และการย้ายห่วงโซ่อุปทานใหม่เข้ามาในประเทศ ส่วนที่ 2 คือปรับมาตรการวีซ่าเพื่อเปลี่ยนประเทศไทยจากการเน้นนักท่องเที่ยวระยะสั้น ไปสู่การดึงดูดนักลงทุนและผู้ประกอบการระดับโลก ให้เข้ามาตั้งบริษัท จ้างงานคนไทย และจ่ายภาษี
และส่วนที่ 3 คือการสร้างกลไก Family Office Hub จัดทำกลไกสนับสนุนการตั้ง Family Office เพื่อดึงดูดเงินทุนหมุนเวียนระดับแสนล้านดอลลาร์ที่กำลังมองหาศูนย์กลางทางการเงินแห่งใหม่
สำหรับเสาหลักที่ 4 คือการปรับเปลี่ยนและปักหมุด 6-7 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งประเทศไทยต้องหาทางขยับจากการเป็นเพียง "ผู้ซื้อเทคโนโลยี" ไปสู่การเป็นผู้ผลิตและปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเดิม
กระทิงเชื่อว่าไทยควรปรับห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนยานยนต์เดิมที่ได้รับผลกระทบจากกระแสนิยมยานยนต์ไฟฟ้า EV ไปสู่การเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงการบิน (Aviation MRO) และงานวิจัยพัฒนา ในอีกด้าน ไทยควรยกระดับเกษตรเป็น Nutraceuticals (อาหารเป็นยา) โดยเปลี่ยนจากการขายอาหารเป็นตันทอดตลาด ไปสู่การสกัดคุณค่าอาหารเป็นยา และตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค
***เร่งรัด 5 เทคโนโลยีเป้าหมาย
เมื่อถามถึงเทรนด์การลงทุนและ Deep Tech คลื่นลูกใหม่ในปีหน้า 2027 กระทิงคิดว่า Top 5 ในตลาดไทยที่จะขับเคลื่อนตลาด มีทั้งส่วนที่เดินหน้าตามเทรนด์โลก และส่วนที่ไทยมีความต่างเชิงยุทธศาสตร์เฉพาะตัว เพื่อดึงศักยภาพสูงสุดของประเทศออกมา
1 ใน 5 เทคโนโลยีเป้าหมายที่ไทยต้องเร่งโฟกัส คือ Physical AI และ Embedded AI ระบบ AI ที่เชื่อมต่อกับโลกกายภาพ ฮาร์ดแวร์ประมวลผลยุคใหม่ และเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ เทคโนโลยีที่ 2 คือโครงสร้าง AI Infrastructure & Energy Infrastructure เพื่อปั้นโครงสร้างพื้นฐาน AI และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อรองรับการประมวลผลมหาศาล
เทคโนโลยีที่ 3 คือ Defense Technology, Cybersecurity & AI Security ทั้งเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ความมั่นคงไซเบอร์ และการบริหารความเสี่ยงจาก AI
เทคโนโลยีที่ 4 คือ HealthTech & BioTech / Nutraceuticals เทคโนโลยีการแพทย์ สุขภาพ ชีวภาพ และนวัตกรรมอาหารเชิงลึก และเทคโนโลยีที่ 5. คือ Small AI & Specialized Open Data Platforms โมเดล AI ขนาดเล็กที่เฉพาะเจาะจงกับอุตสาหกรรมและแพลตฟอร์มข้อมูลเปิด
ในภาพใหญ่ กระทิงมองว่าตลาดไทยมีความจำเป็นต้องเดินหน้าขนานไปกับเทรนด์ของภูมิภาคและระดับโลกใน 3 เรื่องหลัก คือเรื่อง Energy Infrastructure & AI Infrastructure เพราะการขยายตัวของ Data Center และ AI ทำให้ความต้องการพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดระดับภูมิภาคที่ไทยต้องเร่งสร้างให้เพียงพอ
สำหรับ Cybersecurity & Defense Tech ก็มีความเสี่ยงใหม่ๆ จาก AI และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ทุกประเทศในภูมิภาคต้องลงทุนใน Cybersecurity, AI Security และเทคโนโลยีป้องกันประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ Physical AI หรือการนำ AI เข้าไปสิงร่างอยู่ในฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์จริง (Embedded AI) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและการบริการ
แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดไทยต่างจากภูมิภาคอย่างชัดเจน คือการไม่แข่งในจุดที่เสียเปรียบ แต่ใช้ Deep Tech เข้ามายกระดับจุดแข็งเดิมของประเทศ
กระทิงแนะว่าไทยควรพัฒนา Small AI เฉพาะทาง แทนการแข่งสร้าง Frontier LLMs เพราะในขณะที่ระดับโลกและภูมิภาคทุ่มเงินมหาศาลแข่งกันสร้าง Large Language Models กระทิงเสนอให้ไทยมุ่งสร้าง Small AI ขนาดประมาณ 1,000 ล้านพารามิเตอร์ โดยใช้ข้อมูลเกษตรไทย รัฐและเอกชนร่วมทุนหลักร้อยล้านบาทพัฒนา แล้วเปิดให้เกษตรกรใช้งานฟรีทั่วประเทศ
จากนั้น แทนที่จะเน้น Tech บริสุทธิ์เหมือนประเทศอื่น ไทยสามารถนำ Deep Tech มาแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเปลี่ยนจากการขายข้าวเป็นตัน ไปเป็น Nutรaceuticals หรือแนวคิดอาหารเป็นยา และการส่งออกโปรตีนตอบโจทย์ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ให้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น อินโดนีเซีย
การเสนอแนวทางครั้งนี้เกิดขึ้นในงานเปิดตัวหนังสือชื่อ Unbeatable ที่กระทิงได้ถอดบทเรียนความล้มเหลวจากสายเทคโนโลยีและสตาร์ทอัป ต่อยอดเป็นวิธีบ่มเพาะตัวตนและจิตใจของผู้ชนะในทุกสถานการณ์ โดยการันตีว่าเป็นคู่มือ How-To 10 บท ที่จะช่วยให้คนไทยมีทักษะรับมือโลกที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วในปี 2570
"หลังหนังสือเล่มแรกออกไป คำถามที่ได้รับมากที่สุดคือ "แล้วจะเริ่มทำอย่างไร" เล่มใหม่จึงเป็นคำตอบในรูปแบบคู่มือลงมือทำ ความยาวกว่า 200 หน้า แบ่งเป็น 10 บท ให้ผู้อ่านฝึกได้ทีละขั้น ทุกบทกลั่นมาจากความล้มเหลวที่เจอในวงการเทคโนโลยี การปั้นสตาร์ทอัป และการบริหารองค์กร และสิ่งที่ทำให้ยังยืนอยู่ได้ไม่ใช่โชค แต่เป็นระบบคิดที่ฝึกซ้ำจนติดตัว"
เนื้อหาในหนังสือคือการมอบเครื่องมือที่นำไปใช้ได้ตั้งแต่วันแรกที่อ่าน เรียนรู้จากความล้มเหลวของผู้เขียนโดยไม่ต้องล้มเองทุกครั้ง มีแนวทางรับมือตั้งแต่ปัญหาอารมณ์รายวันไปจนถึงวิกฤตชีวิต มีชุมชนออนไลน์ช่วยฝึกทักษะต่อเนื่อง นำไปสู่การเตรียมความพร้อมรับโลกที่ผันผวน ซึ่งกระทิงมองว่าความสามารถในการยืนหยัดและลุกขึ้นใหม่ได้เร็ว สำคัญไม่แพ้ความรู้หรือทักษะวิชาชีพ
"ผมอยากให้ Unbeatable เป็นทักษะที่คนไทยมีติดตัวเข้าสู่ปี 2570 เพราะต่อให้โลกโหดร้ายแค่ไหน เราเลือกได้ว่าจะไม่พ่ายแพ้" กระทิงกล่าวทิ้งท้าย.


