สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ซัดมาตรการลดค่าธรรมเนียม 6 เดือนที่กำลังเริ่มในธันวาคม 2569 ยังไม่พอ เรียกร้องขยายเวลาเป็น 1 ปีให้ผู้ประกอบการไทยเปลี่ยนผ่านแท้จริง ก่อนที่ค่าธรรมเนียมจะพุ่งกลับขึ้นมาทำลายกำไรอีกครั้ง เสนอกลไกไตรภาคีติดตามผลทุก 3 เดือนทลายกับดัก “ขายได้เยอะ แต่เหลือกำไรน้อย”
ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร อุปนายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ไทยตอนนี้ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม แต่คือภาวะกำไรบางเฉียบและการพึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างชาติมากเกินไป
"ปัญหาใหญ่สุดของ ผู้ประกอบการไทย คือ 1.สินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตเอง เป็นการซื้อมาขายไป ซึ่งมาร์จิ้นต่ำ ยิ่งสินค้านำเข้าจาก จีน กลายเป็นว่าเมื่อคนจีนมาขายเอง ยิ่งอยู่ไม่ได้ 2. สินค้าที่ผลิตเองส่วนใหญ่มีมาร์จิ้นต่ำ ขาดการสร้างแบรนด์ ขาดนวัตกรรม ไม่มีความแตกต่าง ทำให้แข่งขันลำบาก 3. ผู้ประกอบการไทยพึ่งพา Platform เป็นช่องทางหลัก ขาดการสร้างช่องทางออนไลน์ของตัวเอง และ 4. ผู้ประกอบการขาดทักษะและความรู้เกี่ยวกับการใช้ข้อมูลในการทำการธุรกิจและการตลาด"
***อย่าใช้วิธีอื่น แทนการแก้ปัญหาโครงสร้างตลาด
เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย หรือ สมาคมอีคอมเมิร์ซไทย ได้ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนและข้อเสนอต่อมาตรการลดค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ที่กระทรวงพาณิชย์ประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มหลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shopโดยหนึ่งในจุดยืนสำคัญคือเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด และไม่มองว่าการลดค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวจะทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน
ตามมาตรการที่ประกาศ แพลตฟอร์มทั้งสามจะปรับลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับ (Mandatory Fees) กลับไปใช้อัตราอ้างอิง ณ วันที่ 1 มกราคม 2569 สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าเกณฑ์ เป็นระยะเวลาเบื้องต้น 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2570
สมาคมชื่นชมมาตรการนี้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของผู้ประกอบการรายย่อยและรายเล็ก โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอัตรากำไรต่ำและได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขายผ่านแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตาม สมาคมย้ำว่าการลดค่าธรรมเนียมเป็นเพียงการช่วยเหลือระยะสั้น หากไม่มีมาตรการรองรับหลังสิ้นสุดโครงการ หรือไม่มีการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันอย่างจริงจัง ผู้ประกอบการอาจกลับมาเผชิญปัญหาเดิมเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมหรือเงื่อนไขทางธุรกิจในอนาคต
"การพัฒนาผู้ประกอบการและการสร้างกติกาการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรมต้องดำเนินควบคู่กัน ไม่ควรใช้การพัฒนาทักษะผู้ประกอบการทดแทนการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาด และไม่ควรคาดหวังว่าการลดค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวจะทำให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน" สมาคมระบุในแถลงการณ์
1 ใน 6 ข้อเสนอหลักของสมาคม คือสนับสนุนมาตรการและติดตามประโยชน์ที่ผู้ประกอบการได้รับจริง โดยสมาคมเสนอให้เผยแพร่หลักเกณฑ์การเข้าร่วมมาตรการอย่างครบถ้วนและเข้าใจง่าย รวมถึงติดตามผลกระทบต่อต้นทุนจริงใน 3 ระดับ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมภาคบังคับที่ลดลง ค่าใช้จ่ายรวมในการขายผ่านแพลตฟอร์ม (ค่าบริการ ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา ฯลฯ) และผลต่อกำไรของผู้ประกอบการ โดยเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและระหว่างมาตรการ
2. ขยายระยะเวลามาตรการจาก 6 เดือน เป็น 1 ปี โดยสมาคมเสนอให้ขยายเวลาเป็นตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2569 ถึง 30 พฤศจิกายน 2570 เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเปลี่ยนผ่านตามความพร้อมของตัวเอง โดยไม่กำหนดแผนการปรับตัวแบบเดียวกันสำหรับทุกกิจการ และไม่ใช้ความก้าวหน้าในการปรับตัวเป็นเงื่อนไขรับสิทธิ
3. ทบทวนเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิ สมาคมเสนอใช้เกณฑ์ยอดขายไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อปีต่อแพลตฟอร์ม (รวมยอดขายทุกบัญชีร้านค้าของผู้ประกอบการรายเดียวกัน) แทนเกณฑ์รายได้ที่ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีสำหรับบุคคลธรรมดา และ 3.5 ล้านบาทต่อปีสำหรับนิติบุคคล เนื่องจากตัวเลขยอดขายที่สูง ไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรสูง ยอดขายจึงไม่ได้สะท้อนความสามารถในการรับภาระค่าธรรมเนียมโดยตรง โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องแข่งราคาดุเดือดกับสินค้า Me-too ดังนั้น สมาคมจึงเสนอศึกษาทางเลือกแบบขั้นบันไดเพื่อไม่ตัดสิทธิทันทีเมื่อยอดขายเกินเพดาน
4. พัฒนาความสามารถในการทำกำไรและเพิ่มมูลค่าสินค้าอย่างเป็นระบบ ส่วนนี้สมาคมได้เสนอโครงการยกระดับความสามารถในการแข่งขันแยกตามลักษณะผู้ประกอบการ (ผู้ผลิตสินค้าเอง และผู้ซื้อมาขายไป) ภายใต้แนวคิด “รู้ต้นทุน สร้างกำไร เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน” โดยประเมินผลจากการนำความรู้ไปใช้จริง ไม่ใช่เพียงจำนวนผู้เข้ารับการอบรม
5. ส่งเสริมช่องทางเข้าถึงลูกค้าและใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ สมาคมชี้ว่ารัฐบาลควรสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาช่องทางจำหน่ายของตัวเองและระบบ CRM รวมถึงการใช้ข้อมูลยอดขายและพฤติกรรมลูกค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มรายใดรายหนึ่งมากเกินไป
และ 6. จัดกลไกหารือสามฝ่าย สมาคมเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เป็นเจ้าภาพจัดกลไกไตรภาคีระหว่างหน่วยงานภาครัฐ แพลตฟอร์ม และตัวแทนผู้ประกอบการ เพื่อติดตามประเมินผลทุก 3 เดือน รับฟังปัญหา และจัดทำมาตรการรองรับหลังสิ้นสุดโครงการ
นอกจากนี้ สมาคมยังเสนอให้ส่งเสริมการเข้าสู่ตลาดของแพลตฟอร์มรายใหม่ที่มีนวัตกรรม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ขายและผู้บริโภค โดยทบทวนอุปสรรคที่ไม่จำเป็นต่อการเข้าสู่ตลาด ควบคู่กับการคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลส่วนบุคคล
ที่สุดแล้ว สมาคมยืนยันความพร้อมในการทำงานร่วมกับภาครัฐ แพลตฟอร์ม และผู้ประกอบการ โดยมีคณะทำงานด้านการค้าบนแพลตฟอร์มที่นายกสมาคมเป็นประธาน พร้อมรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอจากสมาชิก
“การลดค่าธรรมเนียมช่วยลดต้นทุนในวันนี้ แต่ความสามารถในการทำกำไร การเข้าถึงลูกค้า และกติกาการค้าที่เป็นธรรม จะเป็นรากฐานของการแข่งขันและการเติบโตในระยะยาว” สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยระบุในแถลงการณ์ เพื่อให้มาตรการลดค่าธรรมเนียมที่กำลังจะเริ่มในเดือนธันวาคมนี้ จึงไม่ใช่แค่การช่วยเหลือชั่วคราว แต่เป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซไทยให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น.


