xs
xsm
sm
md
lg

ต้นทุน AI มหาศาล เขย่าหุ้นเทคฯ วอลล์สตรีทผวากระทบวงกว้าง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นรายได้หลักของอเมซอนเผชิญแรงกดดัน แต่บริการคลาวด์ Amazon Web Services (AWS) ยังคงแข็งแกร่ง
นักลงทุนวอลล์สตรีทกังวลหนักหลังพบต้นทุนมหาศาลของกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีอย่างอเมซอน (Amazon) และอินเทล (Intel) เปิดเผยผลประกอบการที่ย้ำว่าการแข่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่เพียงกดดันบริษัทเทคโนโลยี แต่ยังเริ่มส่งผลกระทบถึงผู้บริโภคทั่วโลก

อเมซอนคาดการณ์ยอดขายไตรมาสเทศกาลคริสต์มาสต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจพีซีของอินเทลก็ได้รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนชิปความจำที่ผลักต้นทุนสูงขึ้นอย่างชัดเจน

ภาวะนี้ทำให้การลงทุนมหาศาลในศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับ AI กำลังเปลี่ยนบริษัทเทคโนโลยีที่เคยมีหนี้สินต่ำให้กลายเป็นนักกู้เงินรายใหญ่ โดยอัลฟาเบต (Alphabet) และเมตา (Meta) ต่างพร้อมที่จะเทเงินสดในช่วงไตรมาสอื่นๆ ขณะที่ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ซึ่งเป็นบิ๊กเทครายเดียวที่ยังมีกระแสเงินสดบวก ก็เข้าร่วมวงด้วยการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้มูลค่า 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม

*** อเมซอนส่งสัญญาณ


อเมซอนคาดการณ์รายได้ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส ไว้ที่ 240,000-247,000 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 244,510 ล้านดอลลาร์ เป็นสัญญาณชัดเจนว่าความต้องการค้าปลีกกำลังชะลอตัว เนื่องจากต้นทุนครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้นกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภค

Amazon คาดการณ์ยอดขายไตรมาสเทศกาลคริสต์มาสต่ำกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ถือเป็นสัญญาณว่าผู้บริโภคกำลังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
ในขณะที่ธุรกิจค้าปลีกซึ่งเป็นรายได้หลักของอเมซอนเผชิญแรงกดดัน แต่บริการคลาวด์ Amazon Web Services (AWS) ยังคงแข็งแกร่ง โดยรายได้ในไตรมาสที่ 3 สิ้นสุดเดือนกันยายน เพิ่มขึ้น 39% แตะที่ 46,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 38.2% หรือ 45,610 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงการลงทุนหนักเพื่อขยายศูนย์ข้อมูลและแข่งขันในสนาม AI ทั่วโลก

แม้สมาคมค้าปลีกแห่งชาติของสหรัฐฯ (National Retail Federation) จะคาดการณ์ว่ายอดขายช่วงเทศกาลคริสต์มาสปีนี้จะเพิ่มขึ้น 4.2% จากปีก่อน แต่แนวโน้มที่อเมซอนเปิดเผยกลับชี้ว่าผู้ค้าปลีกอาจเผชิญความท้าทาย เนื่องจากผู้บริโภคกำลังรัดเข็มขัดจากเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

จุดนี้ อเมซอนยังคงเดินหน้าขยายบริการจัดส่งที่เร็วขึ้นทั่วโลก และขยายพื้นที่ให้บริการไปยังพื้นที่ชนบทในสหรัฐฯ มากขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้า อย่างไรก็ตาม โฟกัสของนักลงทุนได้หันไปที่ธุรกิจคลาวด์ AWS มากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางการลงทุนมหาศาลเพื่อรองรับ AI

หลังตลาดปิด หุ้นอเมซอนร่วงลงทันที 7% ขณะที่หุ้นบริษัทคลาวด์ AI อย่าง CoreWeave, Nebius และ Iren ร่วงตามไป 5.8-6.7% ส่วนอัลฟาเบตที่ปิดตลาดปกติลงไปเกือบ 13% ยังลดลงอีก 1.5% ในช่วงหลังตลาดปิด

***อินเทล​ มองพีซีไม่สดใส

รายงานระบุว่า ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ (.SOX) ยังถูกขายหนักหลังตลาดปิด หลังจากอินเทลระบุว่า “เผชิญแรงกดดันระยะสั้นทั่วทั้งอุตสาหกรรมพีซี” โดยหุ้นผู้ผลิตพีซีอย่าง HP และ Dell ร่วงลง 8% และ 6.8% ตามลำดับ ส่วนหุ้นอินเทลเองร่วงหนักถึง 18%

อินเทลยังเปิดเผยว่าโรงงานในอิสราเอลเกิดเหตุระเบิด ทำให้ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว 2 สัปดาห์ และคาดว่าจะสูญเสียรายได้ราว 600 ล้านดอลลาร์ในช่วง 2 ไตรมาส


นักวิเคราะห์ชี้ว่าปัญหาของอินเทลในตลาดพีซีซึ่งไม่ใช่จุดโฟกัสหลักของวอลล์สตรีทเหมือนกับการลงทุน AI อาจไม่ส่งผลกระทบหนักต่อผู้ผลิตชิปรายอื่นที่มุ่งเน้น AI โดยตรง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลังตลาดปิดที่การซื้อขายเบาบาง นักลงทุนก็เลือกรักษาตัวรอด ทำให้หุ้น AMD ร่วง 4% และ Broadcom ร่วง 2%

ดัชนีเซมิคอนดักเตอร์เคยเป็นดาวเด่นของปี 2569 ภาวะที่หุ้นพุ่งขึ้นไปกว่า 60% จากความต้องการชิปและอุปกรณ์สำหรับสร้างระบบ AI ที่สูงขึ้น แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา แรงกดดันจากการระดมทุนที่ตึงตัวขึ้นทำให้โมเมนตัมชะลอตัว ดัชนีนี้ลดลงไปแล้ว 13% จากจุดสูงสุดล่าสุดในเดือนตุลาคม และลดลง 21% จากจุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนมิถุนายน

อีกจุดที่น่าสนใจคือนักวิเคราะห์มองว่าอินเทลที่เคยดูอ่อนแอกว่า Nvidia และ AMD แต่วันนี้กลับพุ่งขึ้นอย่างมหัศจรรย์ มีเงินลงทุนรายย่อยไหลเข้าไปจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าเงินทุนอินเทลอาจไหลออกเร็ว เพื่อลงทุนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของตลาดในอนาคต

สรุปแล้ว แม้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จะยังมีเงินทุนหนาพอรองรับการลงทุนต่อเนื่อง แต่ความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อบริษัทคลาวด์ AI ขนาดเล็กที่กู้ยืมหนักเพื่อส่งมอบคำสั่งซื้อจำนวนมหาศาล กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังตลาดหุ้นเทคโนโลยีทั้งหมดในขณะนี้.