ท่ามกลางกระแสการแข่งขันในการนำ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในภาคธุรกิจระดับสากล ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ออกมาเปิดเผยมุมมองและทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญ โดยจัดสัน อัลทอฟฟ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจการค้า (Chief Executive Officer, Commercial Business) ไมโครซอฟท์ โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด "Frontier Transformation" ซึ่งเป็นการปรับกระบวนทัศน์จากการมุ่งเน้นตัวเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว ไปสู่การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางธุรกิจและความคุ้มค่าในการลงทุนเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับหลักการพื้นฐานที่มองว่า AI ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเสริมศักยภาพและคุณค่าของมนุษย์มากกว่าการเข้ามาแทนที่คนทำงาน
ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนดังกล่าวตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาของไมโครซอฟท์ มุ่งเน้นการเชื่อมโยง 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ศักยภาพและความมุ่งมั่นของผู้คน (Human Ambition), ความฉลาดและการวิเคราะห์เชิงลึก (Intelligence) ตลอดจนความปลอดภัยที่ไว้วางใจได้ (Trust) ผ่าน 3 โซลูชันบนแพลตฟอร์มหลัก ประกอบด้วย "Copilot" สำหรับเป็นพื้นที่ทำงานร่วมกับ AI, "Microsoft IQ" เพื่อต่อยอดการวิเคราะห์ข้อมูลภายในองค์กรพร้อมรักษาความลับทางการค้า และ "Agent 365" สำหรับระบบการกำกับดูแล ตรวจสอบ และรักษาความปลอดภัยของระบบ AI ให้เป็นไปตามมาตรฐานองค์กร
ปลดล็อกประสิทธิภาพคนทำงาน ขยายผลสู่สเกลระดับแสนราย
สำหรับมิติการเสริมศักยภาพแรงงาน ไมโครซอฟท์ระบุว่าองค์กรชั้นนำทั่วโลกได้ยกระดับการใช้งาน Microsoft Copilot จากเครื่องมือช่วยเหลือทั่วไปสู่การเป็นระบบปฏิบัติการหลักในการทำงาน อาทิ โฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ที่ขยายการใช้งานสู่พนักงานกว่า 330,000 คนทั่วโลก โดยมีผู้ใช้งาน Copilot Chat เป็นประจำทุกเดือนมากกว่า 300,000 คน พร้อมเชื่อมต่อกับ Work IQ และ Microsoft Fabric ขณะที่ ฟูจิตสึ (Fujitsu) มีอัตราการใช้งานในกลุ่มพนักงาน 100,000 คน สูงกว่า 90% ส่งผลให้ AI Agent สามารถเข้ามาช่วยคัดกรองและตอบคำถามเบื้องต้นให้กับแผนก Service Desk ได้ถึง 75% จากคำขอเกือบ 300,000 รายการต่อปี
ขณะเดียวกัน ในฝั่งของผู้ผลิตสินค้าอย่าง โคห์เลอร์ (KOHLER) ได้นำ GitHub Copilot มาปรับใช้จนสามารถส่งมอบงานเขียนโค้ดได้เร็วขึ้น 25% และลดข้อผิดพลาดลงได้ถึง 75% โดยมีอัตราการใช้งาน Copilot ภายในองค์กรรวม 98% ช่วยประหยัดเวลาเฉลี่ย 2–5 ชั่วโมงต่อเดือน เช่นเดียวกับ คราฟตอน (Krafton) ค่ายเกมชั้นนำ ที่นำ Microsoft Security Copilot และ Microsoft Defender XDR มาช่วยลดเวลาตรวจจับภัยคุกคามลง 95% เหลือไม่ถึง 1 นาที และลดเวลาการสืบสวนหาสาเหตุเหลือ 3 นาที
นอกจากนี้ยังมีการขยายการใช้งานไปยังองค์กรวิทยาศาสตร์และการแพทย์ เช่น องค์การนาซา (NASA) ที่ใช้สรุปเอกสารวิชาการและวิเคราะห์ข้อมูล Earth Science, Bristol Myers Squibb ที่มีอัตราการใช้งาน 96% จากพนักงาน 25,000 คน และ Brown University Health ที่นำ Dragon Copilot ช่วยแพทย์ลดภาระงานเอกสารนอกเวลาทำงาน
ต่อยอดข้อมูลเชิงลึก ลดต้นทุนประมวลผลสูงสุด 90%
ในส่วนของการบริหารจัดการขุมพลังข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกภายใต้ Microsoft IQ อัลทอฟฟ์ระบุว่า ดอคคิวไซน์ (Docusign) สามารถประมวลผลสัญญาบนแพลตฟอร์มที่สร้างบน Azure และ Microsoft Foundry ได้มากกว่า 1 ล้านฉบับต่อวัน โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานขึ้น 8 เท่า ขณะที่ช่วยลดต้นทุนการประมวลผล AI ลงได้ถึง 90% ส่วน คันทาร์ (Kantar) สามารถวิเคราะห์และประเมินผลชิ้นงานโฆษณาวิดีโอได้เร็วขึ้น 20 เท่า พร้อมลดต้นทุนการดำเนินงานลง 4 เท่า
นอกจากนี้ สถาบันการเงิน บีเอ็นวาย (BNY) ได้พัฒนาแพลตฟอร์มภายในชื่อ Eliza จนมีโซลูชันกว่า 300 รายการ ช่วยให้การตอบคำถามธุรกรรมเร็วขึ้น 80% และกระบวนการเริ่มต้นให้บริการลูกค้าใหม่ (Client Onboarding) เร็วขึ้นเฉลี่ย 20% ด้าน มูดี้ส์ (Moody’s) ได้เชื่อมต่อข้อมูลเครดิตและความเสี่ยงเข้าสู่ Copilot โดยตรงผ่าน Model Context Protocol ทำให้นักวิเคราะห์เข้าถึงข้อสรุปได้ภายในไม่กี่นาที
ขณะที่ ร็อคเวล ออโตเมชัน (Rockwell Automation) นำโซลูชันไปใช้ในโรงงานสิงคโปร์ ช่วยลดเวลาเครื่องจักรหยุดทำงาน (Downtime) ลง 33% ลดค่าใช้จ่ายซ่อมบำรุง 25% และลดระยะเวลาฝึกอบรมช่างใหม่จาก 9 เดือน เหลือเพียง 3 เดือน สำหรับด้านการสื่อสาร เทลสตรา (Telstra) ได้นำ Migration Payment Agent เข้ามาจัดการกระทบยอดค่าบริการในการย้ายระบบแล้วกว่า 272,000 รายการ ด้วยความแม่นยำสูงกว่า 95%
สร้างมาตรฐานการกำกับดูแลผ่าน Agent 365
อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของระบบอัตโนมัติจำเป็นต้องอาศัยการควบคุมความปลอดภัยอย่างรัดกุม โดย มานูไลฟ์ (Manulife) ได้นำชุดโซลูชัน Microsoft 365 E7: The Frontier Suite และ Agent 365 มาใช้ดูแลความปลอดภัยของ AI Agent รองรับสายบริการลูกค้ากว่า 110 ล้านสายต่อปี พร้อมช่วยให้นักพัฒนาทำงานเร็วขึ้น 30% เช่นเดียวกับ เคพีเอ็มจี (KPMG) ที่นำ Agent 365 มาใช้สร้างระบบการมองเห็นและควบคุมการทำงานจากศูนย์กลาง (Centralized Observability & Control) ให้กับเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญกว่า 276,000 คนทั่วโลก เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในการนำระบบ Agentic AI มาประยุกต์ใช้งานเชิงพาณิชย์จริง


