รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับล่าสุด (e-Conomy SEA 2026 Report) จัดทำร่วมกันโดย Google, Temasek และ Bain & Company คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยในปี 2569 จะมีมูลค่าสินค้ารวม (Gross Merchandise Value หรือ GMV) แตะระดับ 7.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจมหภาค พร้อมทั้งระบุว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความพร้อมในการเปิดรับระบบ
ทั้งนี้ รายงานระบุว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากรากฐานทางเทคโนโลยีที่เข้มแข็ง ผสานกับการสนับสนุนเชิงรุกจากภาครัฐผ่านแผนยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ (National AI Strategy) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล ธรรมาภิบาล AI และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง
ส่งผลให้มีการคาดการณ์ว่า มูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะขยับขึ้นแตะ 1.04 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 และทะยานสู่ 1.67 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 10% โดยปัจจุบันตลาดไทยได้ก้าวเข้าสู่ระยะที่เติบโตเต็มที่และมุ่งเน้นการสร้างรายได้ ผ่านการปรับกลยุทธ์ของแพลตฟอร์มสู่การสร้างผลกำไร
ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการใช้งาน AI ของคนไทยนับว่ามีความโดดเด่นอย่างมากในระดับภูมิภาค โดยไทยครองแชมป์ความถี่ในการใช้งาน AI สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7 ครั้งต่อสัปดาห์ (หรือราว 2.68 เซสชันต่อสัปดาห์) และมีสัดส่วนผู้ใช้ GenAI ในชีวิตประจำวันคิดเป็น 22% ของประชากรวัยทำงาน ปัจจุบันไทยมีผู้ใช้งาน Generative AI รวม 31 ล้านคน คิดเป็น 63% ของประชากรวัยทำงาน โดยมีปริมาณการสอบถามระบบ AI สูงถึง 2.1 หมื่นล้านครั้งต่อปี
นอกจากนี้ สิ่งที่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญคือ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเทคโนโลยีดังกล่าว โดย 75% ของผู้ใช้ระบุว่ามีความเชื่อมั่นใน AI เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่กว่า 80% แสดงความพร้อมที่จะมอบหมายงานที่ซับซ้อนและการตัดสินใจซื้อสินค้าให้กับ Agentic AI สอดคล้องกับสถิติที่พบว่า 41% ของเส้นทางการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค (Consumer Journey) เริ่มต้นขึ้นบนแพลตฟอร์ม AI ทั้งนี้ การใช้งานส่วนใหญ่ถึง 78% เกิดขึ้นเป็นภาษาไทย ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาโมเดลภาษาให้เข้าใจบริบทท้องถิ่น (Localised Models) อย่างแท้จริง
นายราฟาเอล ซิสโลว์สกี ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท Google ประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้ตอกย้ำจุดยืนอย่างแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้าน AI ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความถี่ในการใช้งานเฉลี่ยเกือบ 2.7 ครั้งต่อสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนและภาคธุรกิจไทยสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ยกระดับการทำงานและชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม
ขณะเดียวกัน การที่ 80% ของผู้บริโภคพร้อมมอบหมายงานให้ AI Agent ทำงานแทน ทำให้ Google มุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาครัฐและพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนระดับความเชื่อมั่นที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
สอดคล้องกับมุมมองของ นายวิลลี่ ชาง พาร์ทเนอร์ บริษัท Bain & Company ที่ระบุว่า คนไทยมีการเปิดรับและใช้งาน GenAI แพร่หลายที่สุดในชีวิตประจำวัน ควบคู่ไปกับนโยบายภาครัฐที่ออกแบบมารองรับการเติบโต
อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดความสำเร็จที่แท้จริงจะอยู่ที่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแค่ระดับการนำมาปรับใช้ ซึ่งองค์กรธุรกิจที่สามารถออกแบบกระบวนการทำงานใหม่โดยมี AI เป็นแกนหลัก จะสามารถเปลี่ยนกระแสตื่นตัวให้กลายเป็นผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมได้
สำหรับความเคลื่อนไหวในรายภาคธุรกิจ รายงาน e-Conomy SEA 2026 ได้ระบุถึงตัวเลขการขยายตัวและมูลค่าตลาดที่สำคัญ ดังนี้ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ยังคงรักษาบทบาทแกนหลักในการขับเคลื่อน ด้วยมูลค่าสินค้ารวม 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20% จากปีก่อนหน้า และมีแนวโน้มที่จะแตะระดับ 1.02 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 (CAGR 10%) แม้ตลาดจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการเก็บค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเพื่อมุ่งเน้นการทำกำไร
บริการท่องเที่ยวออนไลน์ (Online Travel) มีมูลค่าสินค้ารวม 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 12% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นสู่ 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 โดยได้รับอานิสงส์จากการนำโซลูชันระบบ AI เข้ามาปรับใช้กับการตลาดจุดหมายปลายทาง (Destination Marketing)
สื่อออนไลน์ (Online Media) บันทึกการเติบโตก้าวกระโดดถึง 21% ด้วยมูลค่าสินค้ารวม 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มขยายตัวสู่ 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 บริการเรียกรถและจัดส่งอาหาร (Mobility & Food) ขยายตัว 19% มูลค่าสินค้ารวมแตะ 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยได้แรงหนุนจากการควบรวมตลาด และการปรับทิศทางเพื่อสร้างผลกำไร คาดว่าจะแตะระดับ 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 (CAGR 12%)
ในส่วนของภาคบริการทางการเงินดิจิทัล (Digital Financial Services หรือ DFS) ยังคงรักษาการขยายตัวระดับเลขสองหลัก โดยการชำระเงินแบบดิจิทัล (Digital Payments) มีมูลค่าธุรกรรมรวม (Gross Transaction Value หรือ GTV) แตะ 2.15 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (เติบโต 19%) และคาดการณ์ว่าจะพุ่งแตะ 4.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578
ขณะที่การให้สินเชื่อดิจิทัล (Digital Lending) ขยายตัวสูงสุดถึง 24% มียอดสินเชื่อคงค้าง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะแตะ 6.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2578 โดยได้รับปัจจัยบวกจากการเตรียมเปิดตัวธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่มุ่งเป้าไปยังกลุ่มเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน สำหรับด้านการประกันภัยดิจิทัล (Digital Insurance) มีเบี้ยประกันภัยรับรวมและเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (APE & GWP) อยู่ที่ 1.10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 11%
พร้อมกันนี้ ในมิติการจัดหาเงินทุนภาคเอกชน (Private Funding) ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 บันทึกมูลค่ารวมที่ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐจาก 11 ดีล ซึ่งเน้นหนักไปที่กลุ่มธุรกิจบริการทางการเงินดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่ไปกับรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Expenditure) ระยะยาวจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อขยายขีดความสามารถด้านคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐาน AI ในประเทศไทย


