xs
xsm
sm
md
lg

'ยศชนัน' สั่งคุมเข้มฐานข้อมูลรัฐ-มหาวิทยาลัย หลังมีเตือนช่องโหว่ PHP กระทบเว็บทั่วโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



หลังเว็บไซต์หน่วยงานรัฐบาลในยุโรปและอีกหลายประเทศทั่วโลกต้องหยุดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากตรวจพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับร้ายแรงในโปรแกรมภาษาเว็บไซต์ PHP โดยผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ออกมาเตือนว่า กลุ่มแฮกเกอร์อาจเร่งจังหวะเข้าโจมตีระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในทันที หลังจากที่มีการเปิดเผยแนวทางการอุดช่องโหว่สู่สาธารณะ

ข้อมูลปัจจุบัน พบว่าภาษา PHP ถูกใช้งานอยู่เบื้องหลังเว็บไซต์ราว 75% ครอบคลุมระบบบริหารจัดการเนื้อหายอดนิยมทั้ง WordPress, Drupal, Joomla ตลอดจนระบบอีคอมเมิร์ซอย่าง Magento สอดคล้องกับรายงานจาก Censys ซึ่งประเมินว่า ปัจจุบันมีเซิร์ฟเวอร์บนระบบอินเทอร์เน็ตประมาณ 1.5 ล้านแห่ง จากทั้งหมดราว 2.6 ล้านแห่ง ที่ยังคงทำงานอยู่บน PHP เวอร์ชันที่ไม่มีแพตช์รองรับการแก้ไข

โดยทีมพัฒนา PHP ได้ทำการออกอัปเดตเร่งด่วนเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งถูกระบุว่าซ่อนตัวอยู่ในซอฟต์แวร์มานานหลายปี พร้อมออกคำแนะนำให้ผู้ดูแลระบบดำเนินการอัปเดตในทันที



ทางด้านยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว. อว.) โพสต์บน Facebook ระบุว่า ทีมวิจัยของ OpenAI เป็นผู้ตรวจพบจุดอ่อนความปลอดภัยขนาดใหญ่ในระบบ PHP ครั้งนี้ ซึ่งมีระดับความรุนแรงถึงขั้นที่อาจถูกใช้เจาะเข้ามาควบคุมระบบ (Hijack) ได้ ทว่า การตรวจพบก่อนเกิดเหตุการณ์ความเสียหายทำให้ทีมพัฒนาเตรียมตัวอัปเดตและวางระบบป้องกันไว้ล่วงหน้าราว 2 เดือน

พร้อมกันนี้ รมว. อว. ยังได้ให้ข้อมูลว่า ประชาชนยังไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก แต่ถือเป็นจังหวะสำคัญที่หน่วยงานไทย โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาและโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ที่ถือครองข้อมูลสำคัญจำนวนมาก ต้องเร่งดำเนินมาตรการรับมือ 3 ขั้นตอน เพื่อตัดความเสี่ยงในเชิงปฏิบัติการ

1.เตรียมรับมือ ให้ทีมงานด้านไอทีเร่งตรวจสอบเว็บไซต์และระบบงานทั้งหมดที่ทำงานบน PHP โดยมุ่งเน้นการปกป้องฐานข้อมูลผู้ป่วยและข้อมูลนักศึกษาเป็นลำดับแรก

2.ระงับความเสี่ยง ระหว่างการรอปรับปรุงระบบหลัก ให้เปิดใช้งานระบบความปลอดภัยเสริมบนโครงข่ายหรือระบบคลาวด์ (Cloud) ทันที พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังและสกัดกั้นการเข้าใช้งานที่ผิดปกติ

3.แก้ไข เร่งทดสอบและอัปเกรด PHP ขึ้นสู่เวอร์ชันล่าสุดที่ปลอดภัยโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ความเสี่ยงอย่างถาวร

พร้อมกันนี้ รมว.อว. ได้มีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัด อว. พร้อมทั้งประสานงานไปยังกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันตรวจสอบและอัปเกรดระบบภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปกป้องข้อมูลสำคัญของประชาชน และปิดกั้นความเสี่ยงทั้งหมดก่อนที่จะเกิดการคุกคามทางไซเบอร์ขึ้นจริง