AI เขย่าทั้งคนทั้งองค์กร! 'ซิกเว่' เตือนไม่อัปสกิลเสี่ยงตกงาน ทรูเร่งปั้นพนักงานเกือบหมื่นคนภายในปี 70 พลิกโครงสร้างบริหาร แบ่งไทย 6,000 พื้นที่ ตั้ง Mini CEO อ่านเกมลูกค้า-คู่แข่ง
เมื่อวันที่ 20 ต.ค.69 นายซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน CP Innovation Exposition 2026 เปิดเผยว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น ยังไม่สามารถเรียกตัวเองว่าเป็นผู้นำด้าน AI ได้อย่างเต็มที่ แม้จะเริ่มนำเทคโนโลยีมาใช้ในหลายส่วนของธุรกิจแล้วก็ตาม เนื่องจากยังไม่ได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานทั้งองค์กรอย่างแท้จริง จึงวางเป้าหมายพัฒนาทักษะ AI ให้พนักงานเกือบ 10,000 คนครบ 100% ภายในปี 2570 พร้อมปรับโครงสร้างการบริหาร กระจายอำนาจลงสู่พื้นที่ย่อย 6,000 แห่งทั่วประเทศ โดยใช้ข้อมูลและ AI ช่วยตัดสินใจ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
นายซิกเว่กล่าวระหว่างการบรรยายหัวข้อ "You and AI"ภายในงานมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน 2026 ว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) มีเป้าหมายพัฒนาองค์กรให้ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก หรือ AI-first โดยทรูต้องการเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทนำในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การนำเครื่องมือ AI มาให้พนักงานใช้งาน แต่เป็นการปรับวิธีคิด กระบวนการทำงาน และรูปแบบธุรกิจให้สามารถสร้างคุณค่าจากเทคโนโลยีได้จริง
ปัจจุบัน AI พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเขาอ้างถึงผลการศึกษาที่ชี้ว่าความสามารถของ AI เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก 3 เดือน ซึ่งเร็วกว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีหลายยุคที่ผ่านมา รวมถึงอินเทอร์เน็ต ทำให้ธุรกิจไม่สามารถรอให้เทคโนโลยีหยุดนิ่งก่อนเริ่มปรับตัวได้
ข้อมูลจาก Deloitte Thailand Digital Transformation Survey 2026 - Enterprise AI Focus ซึ่งสำรวจผู้บริหาร 84 คนจาก 6 อุตสาหกรรม พบว่า 61% ขององค์กรในประเทศไทยเริ่มนำ AI มาใช้งานแล้ว แต่มีเพียง 19% ที่สามารถขยายการใช้ AI เข้าสู่กระบวนการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กรได้สำเร็จ ขณะที่ 71% มองว่าการขาดแคลนผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI เป็นอุปสรรคสำคัญ
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้ AI กับการเปลี่ยนธุรกิจด้วย AI ยังเป็นคนละเรื่องกัน เพราะหลายองค์กรนำเทคโนโลยีมาใช้เพียงค้นหาข้อมูล สรุปเอกสาร หรือช่วยงานทั่วไป แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับการทำงานหลักเพื่อสร้างรายได้หรือเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน ผลสำรวจ BCG Applied AI Index 2026 จากผู้บริหารระดับสูง 1,330 คน พบว่าองค์กรผู้นำด้าน AI มีอัตราการเติบโตของรายได้เร็วกว่าองค์กรที่เป็นผู้ตาม 2.4 เท่า และมีการเติบโตของกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เร็วกว่า 2.8 เท่า สะท้อนช่องว่างการแข่งขันที่กว้างขึ้นระหว่างบริษัทที่สามารถนำ AI มาเปลี่ยนการดำเนินงาน กับบริษัทที่ยังใช้วิธีทำงานแบบเดิม
สำหรับอุปสรรคในการเปลี่ยนผ่านองค์กร นายซิกเว่อ้างถึงหลักการ 10-20-70 ของ BCG ซึ่งให้น้ำหนักกับพนักงานและกระบวนการทำงานถึง 70% เทคโนโลยีและข้อมูล 20% และอัลกอริทึม 10% เพราะเทคโนโลยีสามารถจัดซื้อหรือพัฒนาเพิ่มเติมได้ แต่การเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมของคนในองค์กรทำได้ยากกว่า โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจมายาวนานและประสบความสำเร็จภายใต้รูปแบบเดิม
ความท้าทายนี้ทำให้ผู้บริหารต้องเข้ามารับผิดชอบโดยตรง ไม่สามารถมอบหมายให้ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศหรือผู้เชี่ยวชาญ AI ดำเนินการเพียงลำพัง โดยผลศึกษาที่เขานำเสนอพบว่า ผู้บริหารระดับซีอีโอขององค์กรผู้นำด้าน AI ใช้เวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการศึกษาและทำความเข้าใจเทคโนโลยีเชิงลึก รวมถึงการพัฒนาโมเดลและค้นหาแนวทางประยุกต์ใช้กับธุรกิจ
นายซิกเว่ยอมรับว่าตัวเองใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งยังต่ำกว่าระดับดังกล่าว และตั้งคำถามถึงความพร้อมของตนเองในการนำทรูเข้าสู่ยุค AI
"ผมต้องถามตัวเองว่า ผมเป็นซีอีโอที่เหมาะสมกับทรู คอร์ปอเรชั่นหรือไม่ ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนที่พาทรูเข้าสู่อนาคต AI ได้หรือเปล่า แต่สิ่งที่มั่นใจคือ หากผมไม่ลงทุนเวลาทำความเข้าใจเทคโนโลยีนี้ ผมก็ไม่ควรเป็นซีอีโอ" นายซิกเว่กล่าว
การนำ AI มาใช้ในองค์กรจึงต้องก้าวผ่าน 3 ระดับ ได้แก่ Deploy หรือการนำ AI ไปช่วยงานและเพิ่มประสิทธิภาพ Reshape หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานใหม่ทั้งระบบ และ Invent หรือการใช้ AI สร้างธุรกิจและโอกาสรายได้ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยองค์กรที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจะไม่หยุดอยู่เพียงระดับแรก แต่ต้องนำเทคโนโลยีไปเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจและสร้างแหล่งรายได้ใหม่ด้วย
สำหรับแผนของทรู บริษัทตั้งเป้ายกระดับทักษะ AI ให้พนักงานเกือบ 10,000 คนครบทุกคนภายในปี 2570 โดยแบ่งความสามารถออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 10% พัฒนาเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้าน AI อีก 30% สามารถนำ AI ไปใช้งานในระดับสูง ส่วนอีก 60% ต้องมีทักษะพื้นฐานเพียงพอสำหรับการทำงานในยุค AI
ทรูได้จัดหลักสูตรดิจิทัลให้พนักงานเรียนรู้ พร้อมดำเนินกิจกรรมฝึกทักษะ AI เชิงปฏิบัติกับบุคลากรราว 2,000 คนในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยมองว่าการพัฒนาทักษะเป็นความรับผิดชอบร่วมกันระหว่างนายจ้างกับพนักงาน องค์กรต้องจัดหาโอกาสในการเรียนรู้ ขณะที่พนักงานต้องพร้อมปรับตัวตามลักษณะงานที่เปลี่ยนไป
ประเด็นที่พนักงานกังวลมากที่สุดคือ AI จะเข้ามาแย่งงานหรือไม่ โดยการสำรวจความคิดเห็นผู้เข้าร่วมงานผ่านระบบออนไลน์พบว่า ประมาณหนึ่งในสามเชื่อว่า AI อาจทำให้งานของตนหายไป ขณะที่ราวสองในสามมองว่าสามารถปรับตัวได้หากพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง
นายซิกเว่มองว่าธุรกิจไม่ควรสื่อสารการใช้ AI ในลักษณะนำเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดจำนวนพนักงาน เพราะจะสร้างแรงต่อต้านภายในองค์กร แต่ควรอธิบายว่าเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับธุรกิจในอนาคต อย่างไรก็ตาม งานบางประเภทที่ AI สามารถทำแทนได้ย่อมมีความเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ยอมเรียนรู้ทักษะใหม่
"ความเสี่ยงไม่ใช่ว่างานจำนวนมากจะหายไป แต่เป็นงานที่ AI สามารถเข้ามาทดแทนได้จะหายไป และถ้าพนักงานไม่ยอมพัฒนาทักษะใหม่ ก็มีโอกาสที่จะสูญเสียงาน ดังนั้น ความท้าทายสำคัญคือการฝึกทักษะใหม่ให้คนสามารถทำงานในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม" นายซิกเว่กล่าว
ในระยะต่อไป AI ยังอาจเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรจากรูปแบบพีระมิดที่มีผู้บริหารหลายระดับ ไปสู่องค์กรที่มีลำดับชั้นน้อยลง โดยเฉพาะผู้บริหารระดับกลาง แต่ไม่ได้หมายความว่าบุคลากรระดับเริ่มต้นจะหมดความสำคัญ เพราะองค์กรยังจำเป็นต้องมีคนรุ่นใหม่ที่เข้าใจ AI และสามารถควบคุมเครื่องมือหรือระบบอัตโนมัติ ควบคู่กับผู้มีประสบการณ์ที่สามารถใช้วิจารณญาณและความเชี่ยวชาญเพิ่มคุณค่าให้ผลลัพธ์จากเทคโนโลยี
นายซิกเว่กล่าวว่า ทรูวางกรอบการเปลี่ยนผ่านองค์กรด้วย AI ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ การจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้าน AI (AI Center of Excellence หรือ AI CoE) เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงาน โดยมีผู้บริหารระดับ Chief AI Officer เข้ามารับผิดชอบ การกำหนดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ต้องการ (Value Realization) การสร้างฐานข้อมูลกลาง (Single Data) การพัฒนาทักษะบุคลากร (AI Talents) การปรับกระบวนการทำงานแต่ละสายธุรกิจ (Domain Transformation) และการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ (Responsible AI)
สำหรับการกำหนดผลลัพธ์ทางธุรกิจ บริษัทจะพิจารณาว่าการใช้ AI ในแต่ละเรื่องต้องการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า หรือสร้างบริการใหม่อย่างไร เพื่อให้การลงทุนสามารถวัดผลได้ ขณะที่การพัฒนาฐานข้อมูลกลางจะรวบรวมข้อมูลจากระบบต่างๆ ให้เชื่อมโยงกันและพร้อมนำไปวิเคราะห์ด้วย AI
ส่วนการเปลี่ยนกระบวนการทำงานรายธุรกิจนั้น ทรูเริ่มจากกลุ่มลูกค้าองค์กร โดยนำ AI เข้ามาปรับกระบวนการขาย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ วิธีคิดราคา และการนำเสนอสินค้าและบริการต่อลูกค้า ก่อนขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสายงานอื่น ขณะเดียวกันต้องวางหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย ความรับผิดชอบ การกำกับดูแล และการเคารพความเป็นมนุษย์ควบคู่กัน
อีกหนึ่งแผนสำคัญคือการยกระดับระบบ Business Intelligence Center ให้เป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงการดำเนินงานของบริษัทแบบใกล้เคียงเวลาจริง ตั้งแต่ยอดขาย รายได้ ต้นทุน การใช้โครงข่าย ไปจนถึงข้อมูลลูกค้า โดยต้องการให้พนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของตนผ่านแอปพลิเคชัน แทนการรอรายงานจากไฟล์ Excel หรือ PowerPoint อีกทั้งระบบ AI ต้องสามารถวิเคราะห์และแนะนำแนวทางดำเนินงานได้ ไม่ใช่แสดงเพียงข้อมูลย้อนหลัง
แผนดังกล่าวเชื่อมโยงกับการกระจายอำนาจบริหารธุรกิจของทรู โดยบริษัทตัดสินใจแบ่งพื้นที่ทั่วประเทศไทยออกเป็น 6,000 พื้นที่ย่อย แต่ละพื้นที่จะมีผู้รับผิดชอบในลักษณะ "Mini CEO" ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลจำนวนประชากร สภาพการแข่งขัน จำนวนลูกค้า การใช้บริการ ยอดขาย การยกเลิกบริการ และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรโครงข่ายในพื้นที่ของตนเอง เพื่อประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น โดยมี AI ช่วยวิเคราะห์และเสนอแนวทางดำเนินงาน
นอกจากการปรับระบบภายใน ทรูยังใช้ AI กับงานที่เริ่มเห็นผลแล้ว ทั้งการลดขั้นตอนทำงานด้วยมือในฝ่ายการเงินและทรัพยากรบุคคล การบริหารพลังงานของโครงข่ายโดยลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงที่มีปริมาณใช้งานต่ำ การคาดการณ์ปัญหาอุปกรณ์เพื่อซ่อมบำรุงก่อนเกิดเหตุขัดข้อง และการใช้ AI รับสายลูกค้าบางส่วนในศูนย์บริการ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน
ด้านรายได้ บริษัทเริ่มจำหน่ายบริการ AI ให้ลูกค้าองค์กรและ SME โดยมีเครื่องมือในลักษณะ AI Agent ที่เชื่อมต่อกับโมเดล AI มากกว่า 20 โมเดล ให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานผ่านบริการเดียว อย่างไรก็ตาม นายซิกเว่ยอมรับว่าผลตอบแทนจาก AI ทั้งด้านการลดต้นทุนและรายได้ใหม่ยังไม่อยู่ในระดับสูง เพราะทรูยังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างการทำงาน ซึ่งต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผลเต็มที่
เมื่อถามถึงงบลงทุนด้าน AI นายซิกเว่ชี้แจงว่า ทรูมีงบลงทุนรวมในปี 2569 ประมาณ 35,000 ล้านบาท แต่เงินส่วนใหญ่ใช้ขยายโครงข่าย ปรับการใช้งานคลื่นความถี่เพื่อเพิ่มความเร็วให้ลูกค้า พัฒนาโครงข่ายภายในอาคาร และปรับปรุงระบบไอที โดยยังไม่มีตัวเลขแยกชัดเจนว่าส่วนใดเป็นการลงทุนด้าน AI
ทรูไม่ได้มุ่งลงทุนซื้อหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) จำนวนมากด้วยตนเอง แต่เน้นการเตรียมข้อมูล สร้างแพลตฟอร์มรองรับ AI พัฒนาบุคลากร และเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ซึ่งเป็นการลงทุนด้านการเปลี่ยนแปลงองค์กร มากกว่าการทุ่มงบซื้ออุปกรณ์ราคาแพง
ในภาพรวมเศรษฐกิจ นายซิกเว่มองว่าประเทศไทยยังไม่เห็นผลจากการลงทุน AI ต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจชัดเจนเหมือนสหรัฐอเมริกา เนื่องจากแรงขับเคลื่อนในสหรัฐฯ ส่วนหนึ่งมาจากการผลิต GPU การขยายธุรกิจ Data Center และการลงทุนขนาดใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยี เช่น Google, Amazon และ Facebook ขณะที่ไทยต้องใช้เวลาอีกระยะในการพัฒนาระบบนิเวศ AI และนำเทคโนโลยีไปสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม คนไทยมีความพร้อมในการใช้ AI ในฐานะผู้บริโภคค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศในเอเชีย แต่ภาคธุรกิจยังปรับตัวช้า โดยเฉพาะการนำ AI ไปเชื่อมกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ ทั้งที่เศรษฐกิจดิจิทัลสมัยใหม่มีอัตราการเติบโตราว 3-4% ตามตัวเลขที่เขากล่าวถึง และเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจไทยในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
สำหรับผู้ประกอบการ SME นายซิกเว่มองว่า AI ช่วยลดข้อได้เปรียบของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีงบโฆษณาสูง โดยยกตัวเลขว่าปัจจุบันการค้นหาข้อมูลสินค้าอุปโภคบริโภคประมาณ 65% มีการใช้ AI เพื่อขอคำแนะนำ รวมถึงการค้นหาสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว และโรงแรม ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กมีช่องทางเข้าถึงลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องใช้งบโฆษณาทางโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา หรือสื่อแบบเดิมจำนวนมาก
นอกจากนี้ SME ยังสามารถใช้ AI วิเคราะห์ความต้องการลูกค้า แบ่งกลุ่มตลาด และค้นหาโอกาสในการขาย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกับการสำรวจตลาดเหมือนในอดีต ส่วนทรูพร้อมสนับสนุนลูกค้าธุรกิจผ่านบริการคลาวด์ คำปรึกษาด้านการนำ AI มาใช้ และความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี รวมถึงการนำ AI ไปเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ
นายซิกเว่ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โดยยกข้อมูลว่าปีที่ผ่านมาเกิดตำแหน่งงานด้าน AI ใหม่ราว 1.3 ล้านตำแหน่ง ขณะที่ตำแหน่งงานเฉพาะทางด้าน AI เพิ่มขึ้น 31% พร้อมชี้ว่างานดั้งเดิม เช่น บัญชี ทรัพยากรบุคคล การขาย การออกแบบกราฟิก และพัฒนาซอฟต์แวร์ ต่างเริ่มต้องการทักษะ AI เพิ่มเติม ไม่ใช่เฉพาะอาชีพด้านเทคโนโลยีเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ธุรกิจต้องคิดถึงความต้องการของลูกค้าที่อาจยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยยกตัวอย่างนาฬิกาที่พัฒนาจากอุปกรณ์บอกเวลาไปสู่ Smartwatch และอุปกรณ์ติดตามสุขภาพ ซึ่งทำให้ผู้เล่นรายใหม่สามารถเข้าสู่ตลาดและแข่งขันกับผู้ผลิตนาฬิกาแบบดั้งเดิมได้
สำหรับการขับเคลื่อนองค์กรให้ปรับตัว นายซิกเว่เสนอให้เริ่มจากการทำให้บุคลากรตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง กำหนดเป้าหมายระยะยาวที่ชัดเจน หรือ North Star และสร้างความร่วมมือให้ทุกระดับขององค์กรเดินไปในทิศทางเดียวกัน โดยทรูอยู่ระหว่างกำหนด North Star จำนวน 4 เป้าหมาย แม้ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงวิธีดำเนินการทั้งหมด พร้อมยกตัวอย่างกิจกรรมที่พนักงานราว 2,000 คนออกไปพบประชาชน เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันในการทำงาน
ส่วนความเคลื่อนไหวด้านนวัตกรรมของเครือซีพีในปีนี้ มีผลงานส่งเข้าร่วม CP Innovation Exposition 2026 รวม 319 โครงการจากกลุ่มธุรกิจใน 10 ประเทศ ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม 31,000 ล้านบาท ผ่านการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาธุรกิจใหม่ โดย 190 โครงการมุ่งปรับปรุงกระบวนการทำงาน ส่วนที่เหลือเน้นสร้างรายได้และโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม
จากผลงานทั้งหมด มี 90 โครงการได้รับคัดเลือกมาจัดแสดงภายในงาน และ 29 โครงการได้รับคัดเลือกเข้าสู่การพิจารณารางวัล Chairman Awards แบ่งเป็นนวัตกรรมกระบวนการทำงาน 12 โครงการ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการ 10 โครงการ นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน 6 โครงการ และนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจ 1 โครงการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกกว่า 30 คนร่วมประเมินผลงาน
นายซิกเว่กล่าวว่า แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมของซีพีมีรากฐานมายาวนานกว่า 100 ปี ตั้งแต่เริ่มต้นจากร้านจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ขนาดเล็ก ซึ่งริเริ่มพิมพ์วันหมดอายุบนซองเมล็ดพันธุ์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกร สะท้อนหลักคิดเรื่องความไว้วางใจและการพัฒนาสิ่งใหม่ที่อยู่คู่กับองค์กรจนถึงปัจจุบัน โดยนวัตกรรมต้องไม่ใช่เพียงโครงการหรือหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องเป็นวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันทั่วทั้งเครือ
ทั้งนี้ งาน CP Innovation Exposition 2026 หรือมหกรรมนวัตกรรมบัวบาน ครั้งที่ 9 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20–22 ตุลาคม 2569 ณ GRAND HALL ชั้น 3 อาคาร West Building ทรู ดิจิทัล พาร์ค ภายใต้แนวคิด "RISE TOGETHER, INNOVATE BEYOND" โดยมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญจากประเทศไทยและต่างประเทศกว่า 60 คนร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ตลอด 3 วัน


