xs
xsm
sm
md
lg

บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เร่งปิดจ๊อบเกณฑ์กิจการ หวั่นทุนล้านล้านถอดใจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ทุนล้านล้านรอไม่ไหว! กติกาดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ลงล็อก 'รมช.แนน' หวังชัดไตรมาส 1 ปี 70 บอร์ดใหญ่ถก 21 ต.ค.69 เร่งนิยามกิจการก่อนเคาะพื้นที่ตั้ง เช็กน้ำ-ไฟให้พร้อม หวั่นนักลงทุนเปลี่ยนใจ

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า การจัดทำร่างหลักเกณฑ์กำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ของประเทศไทย คาดหวังว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมภายในไตรมาส 1 ปี 2570 แต่ยังไม่สามารถยืนยันกรอบเวลาได้ เนื่องจากต้องหาข้อสรุปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์จัดเป็นอุตสาหกรรมประเภทใด เพื่อกำหนดเงื่อนไขการใช้ที่ดิน ผังเมือง และพื้นที่ตั้งโครงการ โดยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ชุดใหญ่มีกำหนดประชุมวันที่ 21 ต.ค.69 เพื่อพิจารณาความคืบหน้าจากคณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุด

สำหรับการประชุมดังกล่าว กระทรวงดีอีมีหน้าที่รวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ โดยร่วมกับสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) พัฒนาระบบ TH-DC Dashboard เพื่อแสดงภาพรวมความต้องการของโครงการลงทุนและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ขณะที่คณะอนุกรรมการทั้ง 4 ชุดรับผิดชอบด้านเศรษฐกิจและบูรณาการข้อมูลและระบบนิเวศ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านพื้นที่ ผังเมือง การใช้ที่ดินและอาคาร และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอประกอบการกำหนดหลักเกณฑ์ร่วมกัน

ปัญหาสำคัญอยู่ที่บางพื้นที่อาจก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ได้ตามกฎหมายผังเมือง แต่กลับมีไฟฟ้า น้ำ หรือโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีโรงงานเดิมใช้งานอยู่แล้ว จึงยังไม่มีข้อสรุปว่าจะใช้สีผังเมืองเป็นเกณฑ์กำหนดพื้นที่ตั้ง หรือให้โครงการลงทุนอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นหลัก

"หากจะส่งเสริมให้โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดเข้าไปลงทุนในพื้นที่ EEC แม้จะมีความพร้อมด้านไฟฟ้า แต่ยังต้องพิจารณาว่าปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ ทั้งสำหรับภาคอุตสาหกรรมและการใช้อุปโภคบริโภคของประชาชนในพื้นที่" น.ส.แนน กล่าว

นอกจากนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ยังมีลักษณะแตกต่างจากโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป เพราะต้องใช้พลังงานและสาธารณูปโภคจำนวนมาก แต่มีการจ้างงานในพื้นที่ค่อนข้างน้อย โดยหนึ่งโครงการอาจมีพนักงานไม่ถึง 50 คน จึงต้องพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจควบคู่กัน


ส่วนมาตรการความปลอดภัยของชุมชน ที่ประชุมคณะอนุกรรมการด้านเศรษฐกิจและบูรณาการข้อมูลและระบบนิเวศ ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งมีนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธาน ได้พิจารณาร่างเกณฑ์ขั้นต่ำในการกำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (Minimum Requirements) โดยมีข้อเสนอให้โครงการที่มีน้ำมันสำรองมากกว่า 90,000 ถึง 180,000 ลิตร ต้องอยู่ห่างจากบ้านพักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และวัดอย่างน้อย 100 เมตร ส่วนปริมาณมากกว่า 180,000 ถึง 500,000 ลิตร ต้องเว้นระยะอย่างน้อย 200 เมตร ยกเว้นกรณีอยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เงื่อนไขดังกล่าวยังอยู่ระหว่างพิจารณา และการผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำไม่ได้หมายความว่าจะได้รับอนุญาตให้จัดตั้งกิจการทันที เพราะยังต้องผ่านการพิจารณาตามเกณฑ์คะแนนสำหรับการอนุญาตอีกขั้นตอนหนึ่ง

น.ส.แนน กล่าวว่า การเร่งออกหลักเกณฑ์มีความสำคัญต่อการรักษาโอกาสลงทุนของประเทศไทย เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีข้อมูลแผนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าระดับล้านล้านบาท ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายเริ่มก่อสร้างและมีลูกค้าจองใช้บริการแล้ว

"แรงกดดันสำคัญมาจากนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยและกำลังรอความชัดเจน เราไม่ต้องการให้ความล่าช้าทำให้นักลงทุนตัดสินใจย้ายไปลงทุนในประเทศอื่น" น.ส.แนน กล่าว

สำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแรก โครงการที่ก่อสร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว กลุ่มที่สอง โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและมีลูกค้าจองใช้บริการ แต่ยังได้รับใบอนุญาตไม่ครบ โดยเฉพาะการขอใช้ไฟฟ้า ทำให้ไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ และกลุ่มที่สาม โครงการที่เพิ่งยื่นขอส่งเสริมการลงทุนหรือแสดงความจำนงต่อ BOI แต่ยังไม่เริ่มก่อสร้าง ซึ่งต้องชะลอไว้ก่อนระหว่างรอความชัดเจนของหลักเกณฑ์ใหม่

อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ที่จะออกมาไม่มีผลย้อนหลังต่อโครงการเดิม แต่ผู้ประกอบการยังต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่มีผลบังคับใช้อยู่ และตรวจสอบความครบถ้วนของใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการจัดเก็บน้ำมัน การใช้ไฟฟ้า และการเชื่อมต่อโครงข่ายสื่อสาร

ทั้งนี้ การจัดทำหลักเกณฑ์ดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นต้นแบบการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อนำไปต่อยอดกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ไทยมีศักยภาพอยู่แล้ว และสนับสนุนเป้าหมายผลักดันประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI (AI Supply Chain) ซึ่งสอดรับกับแนวทางที่รัฐบาลประกาศบนเวทีการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพที่ผ่านมา